คลังเก็บป้ายกำกับ: MUSIC

Grammy Awards แจกรางวัลดนตรีประกอบเกมเป็นครั้งแรก ผู้ชนะคือ Assassin’s Creed Valhalla

ในงานประกาศรางวัลสายดนตรี Grammy Awards ครั้งที่ 65 ประจำปีนี้ มีเพิ่มรางวัลหมวดดนตรีประกอบวิดีโอเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ (Best Score Soundtrack for Video Games and Other Interactive Media) เข้ามาเป็นครั้งแรก

เกมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นครั้งแรกคือ Assassin’s Creed Valhalla: Dawn of Ragnarok โดยเป็นผลงานการแต่งเพลงของ Stephanie Economou ลองฟังตัวอย่างได้ท้ายข่าว หรืออัลบั้มเต็มจาก Spotify

เกมอื่นที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงมี 4 เกมคือ Aliens: Fireteam Elite, Call of Duty Vanguard, Marvel’s Guardians of the Galaxy และ Old World

ถึงแม้ปีนี้เป็นปีแรกที่รางวัล Grammy ให้รางวัลดนตรีประกอบเกม แต่ก่อนหน้านี้เคยมีเพลง/ดนตรีจากเกมชนะรางวัล Grammy ในหมวดอื่นมาก่อนแล้ว เช่น เพลง Baba Yetu ของเกม Civilization IV ชนะรางวัลหมวด Best Instrumental Arrangement Accompanying Vocalist(s) เมื่อปี 2011, เพลงจากเกม Journey ถูกเสนอชื่อเข้าชิงหมวด Best Score Soundtrack for Visual Media เมื่อปี 2012 (แต่ไม่ชนะ) และเพลงจากเกม Kirby Super Star ชนะรางวัล Best Arrangement, Instrumental or A Cappella เมื่อปี 2022

ที่มา – IGN

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132518

เปิดให้ใช้งานแล้ว! Apple Music Replay 2023 ติดตามเพลง อัลบั้ม และแสดงเพลงที่เราฟังมากที่สุดตลอดทั้งปีได้ง่าย ๆ

Apple เปิดให้ใช้งาน Apple Music Replay 2023 หรือที่เราคุ้นกันดีคือการฟังเพลงได้แบบเจาะลึก ฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเพลงที่บ่งบอกเรื่องราวในแต่ละปีของเรา เพื่อติดตาม “เพลงยอดนิยมแห่งปี” หรือติดตาม อัลบั้ม ศิลปินคนโปรดที่เราชื่นชอบได้ตั้งแต่ต้นปี ผ่านแอป Music บน iPhone  แค่นี้ทุกคนก็เข้าถึงเพลงที่ตัวเองชอบได้ง่าย ๆ

Apple Music Replay 2023 

Apple Music Replay จะแตกต่างจาก Spotify Wrapped อยู่อย่างนึงค่ะ เพราะการใช้งาน Apple Music Replay สามารถติดตามเพลงยอดนิยมของเราได้ตลอดทั้งปี  แต่ในทางกลับกัน Spotify Wrapped จะเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคมเท่านั้น ก็คือท้ายปีถึงใช้งานได้

การทำงานหลัก ๆ ฟื้นช่วงเวลาเกี่ยวกับเพลงที่บ่งบอกถึงเรื่องราวในปีของเรา ทั้งรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเพลงที่ฟังตลอดทั้งปี และรับเพลย์ลิสต์เพลงอันดับสูงสุดของในปีนี้ รวมถึงเพลย์ลิสต์สำหรับทุกปีที่เราสมัครเป็นสมาชิก Apple Music ไว้ทั้งศิลปินยอดนิยม อัลบั้มยอดนิยม และระยะเวลาการฟังทั้งหมดของเรา อีกทั้งยังฟังย้อนหลังไปถึงปี 2015 ได้อีกด้วย ถ้าเป็นสมาชิก OG ของ Apple Music 

วิธีการทำงานของ Apple Music Replay

Apple Music Replay คำนวณเพลง อัลบั้ม ศิลปิน เพลย์ลิสต์ ประเภท และสถานียอดนิยมของคุณโดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้

  • ประวัติการฟังเพลงของคุณใน Apple Music
  • จำนวนการเล่นเพลง ศิลปิน อัลบั้ม เพลย์ลิสต์ ประเภท และสถานี
  • ระยะเวลาที่ใช้ในการฟังเพลง ศิลปิน อัลบั้ม เพลย์ลิสต์ ประเภท และสถานี
  • แชร์ข้อมูลเชิงลึก  เพื่อแชร์ข้อมูลเชิงลึกการฟังในแบบของคุณโดยใช้ข้อความและโซเชียลมีเดีย ผ่าน IG, Facebook , twitter

 

การเปิดให้ใช้งานจะเริ่มทยอยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ เพื่อน ๆ สามารถแชรเพลงที่เราชอบผ่านโซเชียล ให้ทุกคนเห็นได้ง่ายขึ้น หรือจะลิสเพลงโปรดไว้ฟังซ้ำ ๆ ก็ยังได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มี Your Listening Personality แบบ Spotify  เพราะสามารถดูได้ว่าตลอดทั้งปี เราฟังเพลงแบบไหนบ้าง โดยบ่งบอกถึงตัวตนและรสนิยมของเราผ่านเพลงที่ชอบนั่นเอง

 

 

ที่มา : 9to5mac

 

 

 

 

from:https://droidsans.com/apple-music-replay-2023/

Google Research เปิดตัวงานวิจัย AI สร้างดนตรีขึ้นจากคำบรรยายที่ต้องการ

กูเกิลเปิดตัวงานวิจัย MusicLM ซึ่งเป็น AI สำหรับสร้างดนตรีขึ้นจากการใส่แคปชั่นอธิบายรายละเอียดของเพลง โมเดลนี้เทรนด้วยชุดข้อมูลเพลงกว่า 280,000 ชั่วโมง พร้อมกับรายละเอียดประกอบในแต่ละเพลง

เสียงดนตรีผลลัพธ์ที่ได้มีความละเอียดระดับ 24 kHz งานวิจัยนี้ยังทดสอบในระดับรายละเอียดมากขึ้น เช่น รองรับแคปชันแบบเล่าเรื่อง ให้ดนตรีมีรูปแบบตามจังหวะเวลานั้น สร้างชุดเพลงแยกทั้งเสียงร้อง เครื่องดนตรีแต่ละชิ้น หรือใช้อินพุทเป็นรูปภาพประกอบคำบรรยาย แล้วสร้างดนตรีประกอบได้ด้วย

งานวิจัยนี้ย่อมเกิดคำถามเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งกูเกิลก็เข้าใจส่วนนี้ บอกว่าปัจจุบันพบว่ามีเพลงที่สร้างขึ้นจาก MusicLM ประมาณ 1% ที่ลอกรูปแบบจากเพลงต้นฉบับมาตรง ๆ ซึ่งก็มากพอที่ MusicLM ยังไม่สามารถนำออกเผยแพร่ให้ใช้งานทั่วไปได้ตอนนี้

ตัวอย่างเพลงที่สร้างจาก MusicLM สามารถดูได้จากที่มา

ที่มา: Google Research

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132411

Android จะได้ฟีเจอร์เล่นเพลงต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์ บ้าน หูฟัง รถ ใช้ได้ทั้ง Spotify, YouTube

กูเกิลประกาศฟีเจอร์เพิ่มเติมด้านการฟังเพลงบน Android ดังนี้

  • Android 13 รองรับการสั่งเล่นเพลงไปยังอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หูฟัง ลำโพง Chromecast จากหน้าล็อคสกรีนโดยตรง แต่เดิมทีรองรับเฉพาะ YouTube และ YouTube Music เท่านั้น ล่าสุดกูเกิลบอกว่ากำลังร่วมกับ Spotify พัฒนาฟีเจอร์นี้อยู่เช่นกัน
  • กูเกิลกำลังพัฒนาฟีเจอร์เล่นเพลงต่อเนื่องแบบข้ามอุปกรณ์ (cross device) เช่น เริ่มต้นฟังเพลงในรถ ลงจากรถแล้วฟังต่อผ่านหูฟัง เดินเข้าบ้านแล้วเล่นต่อบนทีวี โดยผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือน ถามว่าต้องการย้าย (transfer) การเล่นเพลงไปยังอุปกรณ์ใกล้เคียงหรือไม่ ตอนนี้กำลังทำร่วมกับ Spotify และ YouTube Music

No Description

กูเกิลยังเผยสถิติว่า

  • มีผู้ใช้ฟีเจอร์ Fast Pair เชื่อมต่อหูฟังไร้สายกับมือถือแบบสะดวกรวดเร็วไปแล้ว 320 ล้านคู่มือถือ-หูฟังตลอดปี 2022
  • มีแอพที่รองรับ Google Cast แล้วมากกว่า 3,000 ตัว

No Description

No Description

ที่มา – Google (1), Google (2)

from:https://www.blognone.com/node/132152

ถอดรหัส Spotify Wrapped ทำไมเป็นแคมเปญโฆษณาที่แทบไม่ได้ใช้งบ แต่ประสบความสำเร็จมหาศาล

ภาพจำในช่วงปลายปีแบบนี้ นอกจากจะเป็นเพลง All I Want for Christmas Is You สุดฮิตของ Mariah Carey แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันบนหน้าไทม์ไลน์หรือ Instagram Stories คือภาพกราฟิกสีสันสดใสอันคุ้นตาของ Spotify Wrapped ที่แสดงข้อมูล Top Artists และ Top Songs จำนวนนาทีที่เราฟังเพลงบน Spotify ทั้งหมดตลอดปี 

พอเราเห็นคนอื่นแชร์ เราเองก็อดไม่ได้ที่จะกดเข้า Spotify เพื่อแชร์ผลสรุปของเราให้เพื่อน ๆ ดูบ้างเพราะกลัวว่าจะตามไม่ทันเทรนด์แบบคนอื่นหรือที่เราเรียกกันว่า FOMO (Fear of Missing Out)  กลยุทธ์นี้เรียกได้ว่าเป็นแคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จที่สุดแคมเปญหนึ่ง โดยที่ Spotify ไม่ต้องใช้เงินโปรโมทมากมาย รวมถึงใช้ข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่แล้วให้มีประโยชน์

ในปี 2020 มีผู้กดแชร์ Spotify Wrapped กว่า 60 ล้านคนจากผู้ใช้ที่มีข้อมูล Spotify Wrapped ราว 90 ล้านคน และนี่ยังไม่รวมผู้ใช้ที่ใช้การแคปภาพหน้าจอแทนการกดแชร์ไม่สามารถวัดจำนวนได้ เท่ากับว่า ทุก ๆ 3 คน จะมีถึง 2 คน ที่มีส่วนร่วมกับแคมเปญโฆษณานี้ 

Spotify Wrapped ทรงพลังถึงขั้นที่ว่าเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้ยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Spotify บนโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอีก 21% ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมปี 2020 หลังจากปล่อย Spotify Wrapped ออกมา จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ตลาด MoEngage จน Daniel Ek ซีอีโอของบริษัทเองยังบอกว่าฤดู Spotify Wrapped ในช่วงไตรมาสที่  4 ของปี 2020 เป็น “ไตรมาสที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติการณ์” 

ความสำเร็จของ Spotify Wrapped ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลมากมายอย่าง Webby Awards หลายรางวัลซึ่งรวมถึงรางวัล Viral Marketing แถมยังกลายมาเป็นกรณีศึกษาเรื่องการโฆษณาด้วย 

แต่ที่จริงแล้ว Spotify Wrapped ไม่ได้เริ่มจากการเป็นแคมเปญโฆษณา แต่เริ่มจากที่บริษัทมีข้อมูลแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้อมูลดี ก็เลยเอามานำเสนอผู้ใช้ด้วยวิธีที่น่าสนใจแทนไปเลย

จุดเริ่มต้นของ Spotify Wrapped จึงไม่ใช่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายหรือการเอา Insight ของผู้บริโภคมาวิเคราะห์เพื่อทำโฆษณา แต่คือการนำข้อมูลผู้ใช้ออกมาให้ผู้ใช้ดูเองเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอยู่เหมือนกันเพราะนั่นเท่ากับว่า Spotify ได้สารภาพเองเลยว่าเก็บข้อมูลประวัติการใช้งานของผู้ใช้ แต่นอกจากจะไม่โดนโวยแล้ว Spotify Wrapped ดันได้ใจผู้ใช้อีกด้วย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

กราฟแสดงยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Spotify ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม ปี 2020 จาก MoEngage และ AppAnnie

นึกถึงอดีตผ่านเพลง

ช่วงปลายปีเป็นเวลาอันเหมาะเจาะที่จะมานั่งทบทวนและตกตะกอนสิ่งที่ผ่านมาเข้าในปีนั้น และแน่นอนว่า Spotify เข้าใจจุดนี้ดี Spotify Wrapped จึงกลายเป็นพื้นที่ ‘ทบทวนความจำผ่านเพลง’

เคยนั่งฟังเพลงอยู่ดี ๆ แล้วก็นึกถึงอดีตที่ลืมไปนานแล้วขึ้นมาไหม นักจิตวิทยาเรียกอาการว่า The Musical Reminiscence Bump คือการที่ฟังเพลงอยู่ดี ๆ เราก็นึกถึงช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิตขึ้นมาได้ ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาวัยรุ่นหรือช่วงที่มีจุดเปลี่ยนของชีวิต อย่างถ้าเราเปิดเพลงของ The Beatles หรือ Bee Gees ก็อาจจะพ่อแม่ระลึกถึงความหลังและอยากจะเล่าเรื่องราวตอนเป็นวัยรุ่นให้ฟัง

แม้ว่า Spotify Wrapped อาจจะไม่ถึงขั้นที่ทำให้เราย้อนไปนึกถึงอดีตแบบใกล้โพ้นแต่ก็ช่วยให้ผู้คนได้หันไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้นผ่านเพลงและนึกถึงว่าเพลงช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไรด้วย 

การบันทึกความจำผ่านเพลงทำให้ Spotify Wrapped กลายเป็นไดอารี่ของเสียงเพลงไปโดยปริยาย แล้วการที่เราสามารถแชร์หน้า Spotify Wrapped ของเราทิ้งไว้บนโซเชียลมีเดียก็ทำให้เราสามารถย้อนกลับมาดูย้อนหลังได้อีกว่าในอดีตเรามีรสนิยมการฟังเพลงแบบไหน

สร้างความแตกต่าง ไม่เหมือนใครให้กับผู้ใช้แต่ละคน เหมือนเป็นตัวเอกในภาพยนตร์

Spotify มีข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลอยู่ในมือ แต่จุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการเลือกข้อมูลที่น่าสนใจออกมานำเสนอให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองแตกต่าง โดดเด่น และไม่เหมือนใคร ผ่านการสร้างประสบการณ์แบบของใครของมันผ่านข้อมูลการฟังเพลงของเราแต่ละคนที่ไม่ซ้ำกัน 

Spotify Wrapped ยังเลือกเพลงโปรดของเราเป็นเพลง Soundtrack ในหน้า Spotify Wrapped ด้วยซึ่งนอกจากจะสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ได้ฟังเพลงโปรดและสร้างบรรยากาศความอินเพิ่มขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเพลงประกอบทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวเอกในภาพยนตร์ที่มีเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวเรา แถม Spotify เองยังเน้นย้ำจุดนี้ด้วยการเริ่มต้นสตอรี่ด้วยประโยคอย่าง “ถ้าปี 2021 เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง คุณก็เป็นตัวเอก” (If 2021 was a movie, you were the main character) 

Spotify Wrapped ไม่ได้แค่ช่วยสร้างความรู้สึกโดดเด่นต่อผู้ใช้เพื่อเติมเต็มความรู้สึกของผู้ใช้แค่ทางเดียวแต่ยังเปิดโอกาสให้เราแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างน่าสนใจเพื่อให้คนอื่นรับรู้

การแชร์หน้า Top Artist, Top Song หรือ Top Genre ไม่ได้จบแค่ให้ผู้ใช้ช่วยทำหน้าที่โปรโมทแอปพลิเคชันให้ สิ่งสำคัญอยู่ที่หน้ากราฟฟิกของ Spotify Wrapped ที่ผู้ใช้สามารถกดแชร์ได้เพียงปลายนิ้ว เมื่อผู้ใช้แชร์ Spotify Wrapped ลงไปบนโซเชียลมีเดีย นั่นเท่ากับเป็นการแสดงตัวตนแง่มุมหนึ่งของเราออกไปให้สังคมรับรู้ ทำให้คนที่เห็นรู้จักตัวตนของเรามากขึ้นผ่านเพลงที่เราฟังโดยที่ไม่ต้องพูดออกไปโดยตรง

นอกจากนี้ Spotify ยังขยันหาลูกเล่นใหม่มาให้เล่นกันทุกปี อย่างเมื่อปีที่แล้ว Spotify ได้เพิ่ม “Your Audio Aura” ที่นำแนวคิดมาจากนักอ่านสีที่ชื่อว่า Mystic Michaela ที่มองว่าพลังงานและลักษณะส่วนบุคคลของแต่ละคนสามารถนำเสนอออกมาได้ผ่านสีหลากหลายสีที่ผสมกันออกมาเป็นสีเฉพาะตัว “Audio Aura”

หรือปีนี้ “My Listening Personality” ที่จัดประเภทบุคลิกของผู้ใช้เป็น 16 ประเภทตามรสนิยมและแนวเพลงที่ฟัง รวมทั้งพฤติกรรมการฟังเพลง นอกจากนี้ ยังจัดหมวดหมู่เพลงที่ฟังในช่วงเวลาตอนเช้า ตอนกลางวัน และตอนกลางคืน ซึ่งช่วยเพิ่มกิมมิคเล็ก ๆ ให้ผู้ใช้มีความโดดเด่นเฉพาะตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

สร้างบทสนทนา การมีส่วนร่วม และการแข่งขันเล็ก ๆ

Spotify Wrapped จุดประกายให้เกิดบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียโดยดึงดูดคนที่มีความชอบในแนวเพลงแบบเดียวกันเข้ามาร่วมพูดคุยกัน ซึ่งเป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ง่ายกว่าวิธีพูดคุยธรรมดาเพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่าถ้าเราควรจะเริ่มคุยด้วยเรื่องอะไรดีโดยไม่คุยเรื่องส่วนตัวเกินไปให้อีกฝ่ายอึดอัด

Spotify Wrapped ยังสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เล่นกันเอาสนุก ๆ ในหมู่แฟนคลับศิลปินด้วยกัน ถ้าข้อมูลบอกว่า “You’re one of their top 1% fans” ก็แสดงว่าเราเป็นหนึ่งในคน 1% แรกที่ฟังเพลงของศิลปินคนนั้น ๆ มากที่สุด ยิ่งเราอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยเท่าไรก็ยิ่งสร้างความรู้สึกภูมิใจว่าเราเป็นแฟนคลับคนสำคัญของศิลปินที่ชื่นชอบเพราะเราฟังเพลงของเขาบ่อยที่สุด 

เมื่อ Spotify สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ได้แล้ว ธรรมเนียมแชร์ Spotify Wrapped ก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะผู้ใช้ตื่นเต้นว่าปีนี้ผลสรุปของตัวเองจะออกมาเป็นอย่างไรและตื่นเต้นที่จะได้แชร์ให้คนอื่นรับรู้ ซึ่งการกระตุ้นความอยากรู้ของผู้ใช้นี่เองที่ทำให้ Spotify Wrapped ประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ปล่อยแคมเปญออกมาเป็นครั้งแรกในปี 2015

แม้เราจะหลงลืมไปบ้างว่าปีที่ผ่านมาเราฟังเพลงของศิลปินคนไหนไป เราเคยชื่นชอบเพลงอะไรแล้วกด Repeat ซ้ำไปซ้ำมา หรือจำไม่ได้ว่าเรามีพฤติกรรมแบบว่างเป็นไม่ได้ ต้องใส่หูฟังกดฟังเพลงบน Spotify ทันที แต่เรากลับไม่เคยลืมเลยว่าเมื่อถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม เราจะต้องกดเข้าไปดู Spotify Wrapped และกดแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย

อ้างอิง – VarietyThe GuardianRock ContentSpotifyMoEngagePsychology Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ถอดรหัส Spotify Wrapped ทำไมเป็นแคมเปญโฆษณาที่แทบไม่ได้ใช้งบ แต่ประสบความสำเร็จมหาศาล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/why-spotify-wrapped-so-sucessful/

ทำไมหลายๆ แบรนด์ถึงเริ่มสนใจในการผลิตเพลงลง TikTok

เป็นเวลาหลายปีที่นักการตลาดได้ใช้การตลาดด้วยเพลงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การตลาด โดยหลายๆแบรนด์เลือกที่จะดึงศิลปินที่อยู่ในกระแสหลักมาสร้างสรรค์เพลงต้นฉบับของแบรนด์เอง 

แม้ว่าผลงานเหล่านี้มักจะเป็นเพลงประกอบโฆษณาทางทีวีหรือบนแพลตฟอร์มสตรีมเพลงต่างๆ แต่ก็มีการสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ TikTok แอปโซเชียลที่กำลังโดดเด่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ในอการพึ่งพาสิ่งที่แพลตฟอร์มนำเสนอและถูกใช้งานกับเหล่าครีเอเตอร์อยู่แล้ว ด้วยตัว TikTok เองที่มีการอัปโหลดเพลงจำนวนมากและแบรนด์สามารถมีเพลงที่เป็นที่นิยมไปทั้งแพลตฟอร์มได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา TikTok ได้ช่วยนำเพลงฮิตเก่าๆ กลับมาสู่ชาร์ต ในการคิดการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยและกลุ่มที่เบื่อหน่ายโฆษณาจำนวนมากโดยการเปิดรับกระแสความนิยมของดนตรีบน TikTok นักการตลาดรายใหญ่ได้เริ่มเปลี่ยนความพยายามในการสร้างแบรนด์เพลงของตนไปยังรูปแบบของแพลตฟอร์มนี้มากยิ่งขึ้น โดยทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ชั้นนำและนักดนตรีชั้นนำในการสร้างเพลงต้นฉบับที่สามารถเป็นที่นิยม TikTok ด้วย และวิธีเหล่านี้รวมถึงการนำเพลงที่เป็นสัญลักษณ์และเป็นที่จดจำมาสู่ TikTok และร่วมมือกับเหล่าครีเอเตอร์ 

ความพยายามในการสร้างแบรนด์ให้มีส่วนผสมของดนตรีมักถูกใช้เพื่อการสร้างแบรนด์และมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคที่อายุน้อย ซึ่งเป็นความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักการตลาดทุกกลุ่ม เพราะเมื่อนำความพยายามเหล่านี้มาสู่ TikTok แล้วนั้น ความสำเร็จสามารถวัดได้มากกว่าการดู like และ comment แต่สามารถดูได้โดยการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของผู้บริโภค เพราะโดยพื้นฐานแล้วแบรนด์สามารถเปลี่ยนจากการมีผู้สร้างคนหนึ่งขยายแบรนด์ออกไปเป็น 200,000 คนในแอปโดยใช้เสียงหรือการเต้นหรืออะไรก็ตามที่แบรนด์พยายามจะสื่อสารได้

from:https://www.thumbsup.in.th/song-to-tiktok?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=song-to-tiktok

เผยเจ้าของแอป TikTok เตรียมเปิดให้บริการแอปสตรีมเพลงในหลายประเทศ ต่อยอดธุรกิจ

The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง เผยว่า ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok เริ่มหารือกับค่ายเพลงรายใหญ่ เพื่อเตรียมเปิดให้บริการสตรีมมิ่งเพลงแบบเดียวกับ Spotify โดยขยายไปยังผู้ใช้งานทั่วโลก ซึ่งบริการนี้มีข้อแตกต่างคือเชื่อมต่อเพลงเข้ากับแพลตฟอร์ม TikTok ด้วย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นพบเพลงเริ่มต้นได้จากคลิปวิดีโอสั้นนั่นเอง

ปัจจุบัน ByteDance มีแอปสตรีมเพลงอยู่แล้วชื่อ Resso แต่เปิดให้บริการเฉพาะบางประเทศเท่านั้นเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และบราซิล โดยมีแผนงานนี้จะขยายประเทศที่ให้บริการ Resso เพิ่มเติม แต่ยังไม่มีอเมริการวมอยู่ด้วย

แนวทางขยายสู่ธุรกิจสตรีมมิ่งของ ByteDance นั้นสมเหตุสมผลทางธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบัน TikTok ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อความนิยมเพลงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผลประโยชน์ของการฟังเพลงนั้นต่อ ยังอยู่ที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงรายอื่น ถ้าหาก ByteDance ทำแพลตฟอร์มขึ้นเองก็น่าจะรวบรายได้ไว้กับตนนั่นเอง

โมเดลรายได้ของ Resso คล้ายกับ Spotify คือเป็นฟรีเมียม ใช้งานได้ฟรีแบบมีโฆษณา หรือจ่ายเงินรายเดือนเพื่อเข้าถึงบริการที่มากกว่า แต่ปัจจุบัน Resso มีผู้ใช้งานที่เสียเงินเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก (Spotify อยู่ที่ 45%) จึงถือเป็นความท้าทายหนึ่ง

ที่มา: The Wall Street Journal

from:https://www.blognone.com/node/130913

Tips | วิธีตัดเสียงร้องออกจากเพลง mp3 ได้แบบเนียนสุด ๆ ด้วย AI ผ่านเว็บ Vocal Remover (ใช้งานฟรี)

ในที่สุดโลกนี้ก็มีสิ่งที่สายทำเพลง, สายคาราโอเกะ และนักร้อง Cover ทุกคนรอคอย นั่นก็คือเครื่องมือที่สามารถลบเสียงร้องออกจากเพลงได้อย่างหมดจดและเนียนสุด ๆ นั่นเอง

นักพัฒนาชาวอังกฤษ Melnik Dmitry ได้ออกแบบเครื่องมือตัวใหม่ที่ชื่อว่า Vocal Remover เป็นเว็บแอปพลัง AI ที่สามารถคัดแยกเสียงร้องออกจากดนตรีได้ พร้อมแทนที่เสียงที่ขาดหายไประหว่างการตัดได้อย่างลงตัวสุด ๆ ซึ่งหากไปลองฟังดูจะพบว่าไม่ไก่กาแบบที่ใช้โปรแกรม DAWs เก่า ๆ ตัดเลย คือแทบไม่มีเสียงจม ๆ ก้อง ๆ แทรกให้ได้ยิน (มีบ้างแต่น้อย) เรียกว่าเนียนเกือบจะ 80-90% ของ Instrumental เพลงจริงเลยก็ว่าได้

ที่สำคัญคือ Vocal Remover เปิดให้ใช้งานได้ฟรี พร้อมทำได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บ เพียงแค่อัปโหลดไฟล์ขึ้นไป แอปก็จะทำทุกอย่างให้เองเสร็จสับเลย เราสามารถเลือกได้ว่าจะโหลดเป็นไฟล์ที่มีแต่เสียงดนตรี หรือที่มีแต่เสียงร้องอย่างเดียว และในตัวเว็บก็จะมีเครื่องมือปรับแต่งอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนโหลดให้ใช้ด้วย เช่น ตัดท่อน, เปลี่ยนคีย์ (pitch), อัดเสียงทับ และอื่น ๆ เรียกว่าครบเครื่องแจ่มแมวมาก ลองเข้าไปใช้กันดูเลย

 

วิธีใช้งาน Vocal Remover ตัดเสียงร้องจากไฟล์เพลง

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ : https://vocalremover.org
  2. กดปุ่ม Browse my files

  3. เลือกไฟล์เพลงที่ต้องการ (รองรับทั้ง mp3, m4a, flac, wav, aiff ฯลฯ)
  4. รอให้แอปตัดให้เองอัตโนมัติ ใช้เวลาประมาณ 30-60 วินาที (ขึ้นกับขนาดไฟล์)

  5. กดปุ่ม Save และเลือก Music สำหรับโหลดไฟล์แยกดนตรี หรือ Vocal สำหรับโหลดไฟล์เสียงร้อง สามารถเปลี่ยน format ไฟล์ export เป็น mp3 หรือ wav ก็ได้

อย่างไรก็ตาม เว็บจะจำกัดการใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป คนละ 1 ไฟล์เพลง / วัน (ดูจากค่า IP Address) แต่หากใครต้องการใช้งานแบบไม่จำกัด ทางเว็บเปิดให้สนับสนุนด้วยการ donate ผ่าน Patreon คนละ 5 เหรียญ / เดือน โดยระบุว่าจะเป็นการช่วยนักพัฒนาทางอ้อมด้วย เพราะต้องจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์เดือนละ 1,500 เหรียญ ใครสนใจก็ไปสนับสนุนเค้ากันได้ที่ลิงก์นี้

คุณ Melnik Dmitry ยังกล่าวว่าในอนาคตตัวเว็บจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่างอื่นด้วย เช่น ปรับปรุงการตัดให้ออกมาเนียนกว่าเดิม, ทำให้กระบวนการตัดเร็วขึ้นกว่านี้, เพิ่มตัวเลือกการแปลงไฟล์แบบ lossless และเพิ่มระยะเวลาสูงสุดของเพลงที่รองรับจาก 10 นาที เป็น 20 นาที ซึ่งก็จะทำให้แอปตัวนี้ที่ฉลาดมาก ๆ อยู่แล้วฉลาดยิ่งขึ้นไปอีก บอกเลยว่ายุคที่เพลงคาราโอเกะแบบ MIDI กำลังจะล่มสลายนี่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้วแน่นอน

 

 

ที่มา : Vocal Remover

from:https://droidsans.com/vocal-remover-ai/

YouTube เปิดระบบจ่ายส่วนแบ่งอัตโนมัติให้ผู้ผลิตสื่อสามารถใช้เพลงที่ติดลิขสิทธิ์ได้แล้ว

ในความเป็นจริงแล้วเพลงทุกเพลงบนโลกนี้มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง แต่ผู้สร้างเพลงหลายรายก็เลือกอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงานของพวกเขาได้โดยไม่คิดเงิน และเพลงกลุ่มนี้ที่หลายคนเรียกกันง่ายๆ ว่า “เพลงไม่ติดลิขสิทธิ์” นี้เอง คือที่พึ่งหลักของผู้ผลิตวิดีโอจำนวนมากในการเลือกใช้งานกับวิดีโอของตนเพื่อให้สามารถผลิตรายได้บนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ได้

ก่อนหน้านี้การปล่อยคลิปวิดีโอที่มีเพลงซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาตให้ใช้งานนั้น อาจทำให้คลิปดังกล่าวถูกบล็อกหรือถูกดูดเสียงหายไป หรือยิ่งกว่านั้นอาจกลายเป็นโดนลบหรือโดนโอนเงินที่ได้จากโฆษณาในคลิปนั้นทั้งหมดไปยังเจ้าของเพลง แต่ตอนนี้ YouTube ได้เพิ่มโปรแกรม Creator Music เป็นทางเลือกเพื่อแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ผลิตวิดีโอแล้ว

ผู้ผลิตวิดีโอจะสามารถเลือกใช้เพลงซึ่งติดลิขสิทธิ์ได้ โดยต้องเลือกแนวทางข้อใดข้อหนึ่งจาก 2 ข้อดังนี้

  • ซื้อสิทธิ์การใช้งานเพลง โดยเลือกจ่ายเงินผ่านทางระบบของ YouTube เลย (ไม่ต้องเสียเวลาติดต่อขอซื้อสิทธิ์ใช้งานผ่านช่องทางอื่น)
  • แบ่งรายได้ 27.5% ที่ได้จากวิดีโอดังกล่าวให้กับผู้ถือครองลิขสิทธิ์ของเพลง

โปรแกรม Creator Music นี้เริ่มปล่อยให้ใช้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาก่อน และจะปล่อยให้ผู้ผลิตวิดีโอในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกภายในปีหน้า

ที่มา – The Verge

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130522

Apple จดสิทธิบัตรการเช็คว่าคนชอบฟังเพลงไหน โดยตรวจจับการขยับตัวตามเสียงเพลง

Apple ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรเทคนิคการประเมินว่าผู้ใช้ชอบเพลงที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน โดยอาศัยเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ใช้ตามจังหวะเสียงเพลง ซึ่งมาจากไอเดียที่ว่าการที่ผู้ใช้เต้นตามเพลง หรือโยกศีรษะเบาๆ หรือแม้กระทั่งกระทืบเท้าไปตามจังหวะ เหล่านี้เป็นสิ่งบ่งบอกว่าผู้ใช้รู้สึกพอใจกับเพลงที่กำลังฟังอยู่ในขณะนั้น

สาระสำคัญของสิทธิบัตรนี้เป็นการใช้อุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ใช้ได้ และการตรวจจับเสียงเพลงที่ผู้ใช้กำลังฟัง ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานทั้ง 2 อย่างได้ภายในตัวเดียว เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, หูฟัง, หรืออุปกรณ์ MR (Mixed Reality) หรืออาจเป็นเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับข้อมูลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวอื่นอย่างเป็นระบบก็ได้ เช่น สมาร์ทคอนแทคเลนส์ที่จะสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวศีรษะได้แต่ไม่อาจตรวจจับเสียงเพลงได้ เป็นต้น

ในแง่วิธีตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ฟังนั้นก็ไม่จำกัดไว้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง อุปกรณ์สวมใส่อย่างหูฟังนั้นอาจอาศัยเซ็นเซอร์วัดความเฉื่อยในการตรวจสอบการเคลื่อนไหวศีรษะของผู้ใช้ ในขณะที่อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตอาจใช้ทั้งเซ็นเซอร์วัดความเฉื่อยในตัว ร่วมกับการประมวลภาพในระหว่างที่กล้องถูกเปิดใช้งานเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของบุคคลในภาพรวมทั้งตัวผู้ที่กำลังถืออุปกรณ์อยู่ด้วย

No Description

เป้าหมายของการตรวจสอบว่าผู้ใช้มีการเคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับเสียงเพลงหรือไม่นั้นก็เพื่อนำไปต่อยอดใช้งานในการนำเสนอข้อมูล หรือสื่ออื่นๆ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลง ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ผู้ใช้คนหนึ่งนำสมาร์ทโฟนออกมาบันทึกภาพหรือแพร่ภาพสดบรรยากาศในงานสังสรรค์ ระบบก็อาจแสดงภาพกราฟิกแบบ AR เพื่อโชว์ข้อมูลของเพลงและศิลปินเจ้าของเพลงที่ผู้ใช้กำลังฟังกันอยู่ในขณะนั้นก็ได้

No Description

ระบบตามสิทธิบัตรนี้ยังสามารถนำไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับความนิยมของเพลงแต่ละเพลงนอกเหนือจากวิธีเดิม ซึ่งอาศัยการนับจำนวนครั้งที่เพลงถูกเล่น ประกอบกับการนับจำนวนการกดปุ่ม like หรือปุ่ม favorite ให้แก่เพลงนั้นโดยตรง

นอกจากนี้ในอนาคตอาจมีการวัดระดับความชอบเสียงเพลงออกเป็นหลายระดับโดยประเมินจากความรวดเร็ว, ความถี่ และความรุนแรงในการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลง เช่น เพลงไหนที่ผู้ใช้ขยับตัวตามเพลงตลอดเวลาที่เพลงเล่นก็แปลว่าชอบเพลงนั้นมากที่สุด ในขณะที่เพลงไหนมีการโยกตัวตามจังหวะแค่บางช่วงก็อาจถูกประเมินว่าผู้ใช้ชอบเพลงนั้นน้อยกว่าหน่อย เป็นต้น

ที่มา – Patently Apple, ข้อมูลสิทธิบัตรจาก FPO

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130482