คลังเก็บป้ายกำกับ: SNAPDRAGON_8_GEN_2

ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy
Noppinij

ปีนี้เป็นปีที่ซีรีส์ Samsung Galaxy S รุ่นใหม่ได้เลือกใช้ชิปเซ็ตเป็นรุ่นเดียวกันทั้งหมดที่วางจำหน่ายไปทั่วโลก ไม่มีรุ่นแยกที่ใช้ Exynos อีกต่อไป มีเพียงแต่ Qualcomm Snapdragon เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Galaxy S23 จะไม่โดดเด่นกว่าใคร เพราะ Snapdragon 8 Gen 2 ที่นำมาใช้ทำงานภายใน S23 ทั้งหมด คือ “Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy” (Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy ) เป็นตัวประมวลผลรุ่นพิเศษ เพราะทั้ง CPU และ GPU ได้ถูกโอเวอร์คล็อกและให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าโทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีชิปเซ็ตเดียวกันในตลาดขึ้นไปเล็กน้อย แต่มันจะสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหน? เรามีผลที่มีการทดสอบจากบริการทดสอบประสิทธิภาพหลายๆ ตัวมาฝากกันครับ

Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy ภายใน CPU ติดตั้งหัวประมวลผลแบบเดียวกันกับ Snapdragon 8 Gen 2 รุ่นอื่นๆ ประกอบด้วย  1x Cortex-X3 , 2x Cortex-A715, 2x Cortex-A710 และ 3x Cortex-A510 cores แต่คอร์ Cortex-X3 ซึ่งเป็น Core ตัวหลักนั้นถูกโอเวอร์คล็อกขึ้นไปที่ 3.36 GHz แทนที่จะเป็น 3.2GHz เช่นเดียวกับ GPU – Adreno 740 ที่จะไปทำงานอยู่บนความเร็ว 719 MHz แทนที่จะเป็น 680 MHz ตามปกตินั้นเองครับ

เรามาดูผลการทดสอบของ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นแรงระดับท็อปตัวอื่นๆ กันดีกว่า แต่อย่าลืมว่า Samsung Galaxy S23 Ultra ที่ถูกนำมาทดสอบในเนื้อหานี้ แบกความความชัดของหน้าจอแสดงผลอยู่ที่ระดับ 1440p ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูง โดยสมาร์ตโฟนแต่ละรุ่นก็จะมีความละเอียดหน้าจอที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่ที่นำมาทดสอบจะเป็นเครื่องที่ให้หน้าจอระดับ QuadHD ขึ้นไป นอกจาก iPhone 14 Pro Max และ ZTE nubia Red Magic 8 Pro ที่นำมาเทียบด้วยเพราะเป็นตัวแรงประจำ OS ในขณะนี้นั้นเอง

  1. Samsung Galaxy S23 Ultra : ความละเอียด 1440 x 3088 px
  2. ZTE nubia Red Magic 8 Pro : ความละเอียด 1116 x 2480 px
  3. iPhone 14 Pro Max : ความละเอียด 1280 x 2796 px
  4. Xiaomi 12S Ultra : ความละเอียด  1440 x 3200 px
  5. Xiaomi 12 Pro : ความละเอียด  1440 x 3200 px
  6. Samsung Galaxy S22 Ultra : ความละเอียด 1440 x 3088

เริ่มกันที่ผลลัพธ์จากการทดสอบ Geekbench 5 CPU ผลที่ได้ก็มีคำอธิบายว่าทำไม Galaxy S23 Ultra จึงเป็นผู้นำเหนือ nubia Red Magic 8 Pro ในการทดสอบแบบ single-core และตามหลังในการทดสอบแบบมัลติคอร์ นั้นเพราะว่า Cortex-X3 ภายใน S23 Ultra มีการโอเวอร์คล็อกที่สูงกว่าปกตินั้นเองทำให้การทดสอบแบบคอร์เดียวสามารถทำคะแนนได้ดี แต่ในการทดสอบแบบมัลติคอร์กลับได้คะแนนน้อยกว่าเพราะคอร์ Cortex-X3 ไม่ได้ใช้ในการทดสอบแบบมัลติคอร์เป็นตัวหลักนั้นเอง ทำให้ Red Magic 8 Pro มีข้อได้เปรียบเหนือ Galaxy เล็กน้อย

GeekBench 5 (มัลติคอร์) คะแนนยิ่งสูงยิ่งดี

| galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy
GeekBench 5 (แกนเดียว) คะแนนยิ่งสูงยิ่งดี

2 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy
ในขณะผลทดสอบของ Galaxy S23 Ultra บน AnTuTu นั้นตามหลัง Red Magic 8 Pro อยู่ แต่เน้นไว้อีกครั้งว่าความละเอียดหน้าจอของ Red Magic 8 Pro อยู่ที่ 1080p+ ซึ่งต้องการพลังประมวลผลด้านกราฟิกที่น้อยลง ท้ายที่สุด AnTuTu 9 เป็นการทดสอบแบบผสม แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้จากทดสอบนี้คือ Snapdragon 8 Gen 2 มีความแรงกว่า Snapdragon 8+ Gen 1 รุ่นเก่า และแรงกว่า A16 Bionic ใน iPhone 14 Pro Max ค่อนข้างมากทีเดียว

AnTuTu 9 ยิ่งสูงยิ่งดี

3 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

 

ผลทดสอบอื่นๆ

GFX Aztek ES 3.1 High (onscreen) ยิ่งสูงยิ่งดี

4 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

 

GFX Aztek ES 3.1 High (offscreen 1440p)

5 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

 

GFX Aztek Vulkan High (onscreen) ยิ่งสูงยิ่งดี

6 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

GFX Aztek Vulkan High (offscreen 1440p) ยิ่งสูงยิ่งดี

7 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

GFX Car Chase ES 3.1 (offscreen 1080p) ยิ่งสูงยิ่งดี

8 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

GFX Car Chase ES 3.1 (onscreen) ยิ่งสูงยิ่งดี

9 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

 

3DMark Wild Life Extreme (offscreen 1440p) ยิ่งสูงยิ่งดี

10 | galaxy s23 | ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy

จากผลทดสอบต่างๆ ก็พูดได้ว่าถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ GPU มาก Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy จะเป็นผู้ชนะที่ค่อนข้างชัดเจน โดยในการทดสอบแบบ Offscreen (ไม่เกี่ยวกับหน้าจอ) เกือบทั้งหมด Galaxy S23 Ultra สามารถแซงหน้าทำคะแนนได้สูง แต่ผลการทดสอบแบบบนหน้าจออาจจะถูกทำคำแนนได้ดีกว่าโดยโทรศัพท์ที่มีความละเอียดหน้าจอที่ต่ำกว่านั้นเอง ก็สรุปได้ว่า Galaxy S23 Series มีการอัปเกรดด้านการประมวลผลที่เหนือกว่ารุ่นก่อนอย่างมากแบบชัดเจนครับ

ข่าว: ผลทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S23 Ultra กับชิปเซ็ตเฉพาะ Snapdragon 8 Gen 2 สำหรับ Galaxy มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/benchmarks-snapdragon-8-gen-2-for-galaxy-s23/

เผยคะแนนทดสอบ Snapdragon 8 Gen 2 เทียบกับ SD 8+ Gen 1 และ 8 Gen 2

Snapdragon 8 Gen 2 เปิดตัวมาสักพักจนเราได้เห็นมือถือที่ใช้ชิปรุ่นนี้กันบ้างแล้ว และคงจะเป็นมาตรฐานชิปเรือธงสำหรับปี 2023 ไปยาว ๆ ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าชิปตัวนี้มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร ใช้งานทั่วไป เล่นเกม เครื่องร้อนหรือกินแบตขนาดไหน และก็มีคะแนนทดสอบเปรียบเทียบกับชิปรุ่นที่แล้วอย่าง Snapdragon 8+ Gen 1 และ Snapdragon 8 Gen 1 ด้วย

ข้อมูลทดสอบชิปคราวนี้มาจาก Androidcentral ใช้มือถือ iQOO 11 ทดสอบชิป Snapdragon 8 Gen 2, มือถือ ASUS Zenfone 9 ทดสอบ 8+ Gen 1, และสุดท้ายมือถือ Samsung Galaxy S22 Ultra ทดสอบ 8 Gen 1

เปรียบเทียบสเปค Snapdragon 8 Gen 2 กับ 8+ Gen 1 และ 8 Gen 1

สเปค Snapdragon 8 Gen 2 Snapdragon 8+ Gen 1
Snapdragon 8 Gen 1
ซีพียู 1 x 3.2GHz Cortex X3, 2 x 2.8GHz Cortex A715, 2 x 2.8GHz Cortex A710, 3 x 2.0GHz Cortex A510 1 x 3.19GHz Cortex X2, 3 x 2.75GHz Cortex A710, 4 x 1.8GHz Cortex A510
1 x 3.0GHz Cortex X2, 3 x 2.5GHz Cortex A710, 4 x 1.8GHz Cortex A510
จีพียู Adreno 740 Adreno 730 Adreno 730
จอแสดงผล 4K at 60Hz, QHD+ at 144Hz 4K at 60Hz, QHD+ at 144Hz
4K at 60Hz, QHD+ at 144Hz
หน่วยความจำ RAM LPDDR5X LPDDR5 LPDDR5
โมเด็ม และการเชื่อมต่อ Snapdragon X70 5G modem, up to 10Gbit downlink, FastConnect 7800 with Wi-Fi 7, Bluetooth 5.3 Snapdragon X65 5G modem, up to 10Gbit downlink, FastConnect 6900 with Wi-Fi 6e, Bluetooth 5.2
Snapdragon X65 5G modem, up to 10Gbit downlink, FastConnect 6900 with Wi-Fi 6e, Bluetooth 5.2
ถ่ายภาพ 200MP single shot, 108MP zero shutter lag, 64MP + 36MP zero shutter lag, 10-bit HEIF 200MP single shot, 108MP zero shutter lag, 64MP + 36MP zero shutter lag, 10-bit HEIF
200MP single shot, 108MP zero shutter lag, 64MP + 36MP zero shutter lag, 10-bit HEIF
ถ่ายวิดีโอ 8K HDR video at 30fps, 4K at 120fps, 720p at 960fps 8K HDR video at 30fps, 4K at 120fps, 720p at 960fps
8K HDR video at 30fps, 4K at 120fps, 720p at 960fps
Decode AV1, H.265, VP9 H.265, VP9 H.265, VP9
สถาปัตยกรรม TSMC 4nm TSMC 4nm Samsung 4nm

จะเห็นได้ว่า Snapdragon 8 Gen 2 ใช้โครงสร้างแกนเป็นแบบ 1 + 4 + 3 เน้นมาเพิ่มแกนประสิทธิภาพมากขึ้น (จากเดิมที่ใช้โครงสร้าง 1 + 3 + 4) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลชนิด Multi-core ขึ้นมา

ตัว GPU ก็เปลี่ยนมาใช้เป็นรุ่น Adreno 740 ที่รองรับการประมวลเงาแสงตกกระทบวัตถุ Ray Tracing แปลว่าจะมีโอกาสได้เห็นเกมที่ใช้ระบบนี้เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ตัวชิปยังมีโมเด็มที่รองรับ Wi-Fi 7 เผื่อสำหรับอนาคต ใช้งานไปได้ยาว ๆ

snapdragon x70 modem

เปรียบเทียบคะแนน Snapdragon 8 Gen 2 กับ 8+ Gen 1 และ 8 Gen 1

การทดสอบ Snapdragon 8 Gen 2 Snapdragon 8+ Gen 1
Snapdragon 8 Gen 1
CrossMark (Overall) 1074 1008 999
Productivity 968 967 980
Creativity 1148 1042 990
Responsiveness 1202 1036 1087
Geekbench 5.1 (single-core) 1474 1311 1005
Geekbench 5.1 (multi-core) 4760 4286 3152
3DMark Wild Life Extreme (score) 2838 2801 2098
3DMark Wild Life Extreme (FPS) 17 16.75 12.55

จะเห็นได้ว่าพอปรับแกนข้างในแล้ว Snapdragon 8 Gen 2 มีคะแนน multi-core สูงขึ้นมาใช้ได้ ส่วนคะแนน Single-core ที่ใช้แกน Cortex X3 ก็ทำได้ดีสูงขึ้นมากว่า Cortex X2

ร้อนน้อย เหมาะเล่นเกมยาว ๆ

ตัวชูโรงการประมวลภาพกราฟิก Adreno 740 ใน Snapdragon 8 Gen 2 ทำได้ดี จับทดสอบแล้วเครื่องร้อนน้อยลงมาก ๆ ทำให้ได้คะแนนไปสูงกว่า Snapdragon 8 Gen 1 ที่มักมีปัญหาเครื่องร้อนจัดจนกระตุก ในขณะเดียวกัน รุ่น 8+ Gen 1 คะแนนยังดีใกล้เคียง Gen 2 เพราะจัดการปัญหาเครื่องร้อนได้เช่นกัน

แต่คะแนนสูงก็ใช่ว่าจะเห็นผลในการใช้งานจริง ทางผู้ทดสอบเค้าบอกว่า ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ไม่ได้เห็นว่าความเร็วจะต่างกันมากขนาดนั้น เพราะชิปในปัจจุบันนั้นมีความแรงมาก ๆ เกินการใช้งานอยู่แล้ว จะต่างกันก็เรื่องความร้อนนี่แหละ

Snapdragon_8_Gen_2_QRD_Outdoor

แบตอึดมาก

จุดเด่นอีกด้าน คือเรื่องการประหยัดพลังงาน ที่เค้าบอกว่ารุ่น iQOO 11 ใช้งานได้ยาวนานกว่ารุ่นเดิมอย่าง iQOO 9 Pro อย่างมาก และมือถือรุ่นอื่นที่ใช้ Snapdragon 8 Gen 2 ก็จะอึดกว่ารุ่นเก่า ๆ อีกเหมือนกัน ดังนั้นใครสนใจมือถือรุ่นใหม่ และใส่ใจเรื่องอายุแบต เลือกซื้อรุ่นที่ใช้ SD 8 Gen 2 รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ

สำหรับชิปรุ่นอื่น ๆ จาก Qualcomm สามารถอ่านข้อมูลสรุปได้ที่นี่

 

ที่มา : androidcentral

from:https://droidsans.com/snapdragon-8-gen-2-performance-test/

Samsung Galaxy S23 Series ลือว่าจะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 ที่ปรับแต่งเองได้!

Samsung Galaxy S23 Series ลือว่าจะใช้ชิป Snapdragon 8 G […] More

from:https://www.iphonemod.net/samsung-galaxy-s23-series-customized-snapdragon-8-gen-2.html

OnePlus 11 5G รุ่น Global เตรียมเปิดตัว 7 ก.พ. 2566 มาพร้อมกล้อง Hasselblad และ SD8 Gen 2

OnePlus 11 5G เพิ่งเปิดตัวไปในจีนไม่นานมานี้ และทางแบรนด์ก็ไม่รอช้า เตรียมเปิดตัวเวอร์ชัน Global ที่จะวางขายทั่วโลกในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ จากภาพโปรโมทคาดว่าจะมาพร้อมกับกล้องที่ได้ร่วมพัฒนากับ Hasselblad เหมือนกับรุ่นที่เปิดในจีน ส่วนชิปก็จะเป็นตัวใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Gen 2 เร็วแรงคู่ควรมือถือเรือธงครับ

งานเปิดตัวของ OnePlus 11 5G ในจีน เผยมือถือจอขนาดใหญ่ เป็น AMOLED LTPO 3.0 ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K  รีเฟรชเรท 120Hz สเปคแรงขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8 Gen 2 ที่มี CPU แรงกว่า Gen 1 มากถึง 35% แบตเตอรี่มีความจุ 5,000 mAh ชาร์จเร็ว 100W พ่วงความจุ RAM 12/16GB กับ ROM 256/512GB

ฟีเจอร์ ONEPLUS 11 5G

กล้อง Hasselblad

OnePlus 11 5G มาพร้อมระบบกล้องที่ได้แบรนด์ Hasselblad มาการันตีคุณภาพอีกเช่นเคย กล้องหลัก 50MP มีกันสั่นแบบ OIS กล้องอัลตราไวด์ 48MP และกล้องเทเลโฟโต้ 32MP ซูม Optical ได้ 2 เท่า

คราวนี้ระบบกล้องจะมีตัว 13-channel multispectral sensor ที่เอาไว้จับสีสันได้อย่างเที่ยงตรงในทุกสภาพแสง RAW domain lossless calculation ระบบประมวลผลภาพที่สามารถเก็บทุกรายละเอียด และ Spot bokeh ที่เป็นตัวช่วยถ่ายแล้วละลายพื้นหลังให้ได้เหมือนถ่ายภาพด้วยเลนส์ Hasselblad XCD 30 มม. และ 65 มม.

สุดท้ายยังมีโหมดถ่ายภาพ Hasselblad XPAN mode ที่จะให้เราใช้กล้องถ่ายในอัตราส่วน 65:24 ได้ภาพมุมกว้าง และฟิลเตอร์สีสันกล้องฟิล์มสุดคลาสสิก หรือเลือกเป็นสีขาวดำก็ได้

ฟีเจอร์เกม

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เอาใจเกมเมอร์ HyperBoost 2.0 ที่เป็นเอนจินประมวลเฟรมเรทเกมให้ลื่นไหลมากขึ้น 10% เล่นไปได้ยาว ๆ ไม่มีกระตุก แถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีก

หรือสำหรับคนชอบเกมกราฟิกจัด ๆ ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ภาพ HDR ที่ตัวมือถือปรับแต่งมาให้เกมสวยมากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการแสดงผล 120fps ในเกมยอดนิยมมากกว่า 100 เกม

Smart Cloud ที่เค้าระบุว่าจะเป็นเครือข่ายพิเศษมาช่วยให้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ดีแม้อยู่ในที่อับสัญญาณ แต่คาดว่าอาจเป็นระบบที่เค้าวางมาในประเทศบ้านเกิดเค้าเท่านั้น เพราะเห็นมีระบุให้ใช้ระบบได้ฟรี 2 ปีสำหรับลูกค้า OnePlus 11 5G

สเปค ONEPLUS 11 5G

  • หน้าจอโค้ง AMOLED LTPO 3.0 ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 8 Gen 2
  • RAM (LPDDR5X) : 12GB / 16GB
  • ความจุ (UFS 4.0) : 256GB / 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • กล้องหลัก : เซนเซอร์ IMX890 ความละเอียด 50MP, กันสั่น OIS (f/1.8)
    • กล้อง Ultra-Wide IMX581 ความละเอียด 48MP มุมกว้าง 115 องศา รองรับการถ่าย Macro 3.5 ซม. (f/2.2)
    • กล้อง Telephoto IMX709 ความละเอียด 32MP, ซูม Optical 2x (f/2.0)
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16MP (f/2.4)
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 6 (802.11ax), Bluetooth 5.3, NFC, USB-Type C 2.0
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), Accelerometer, E-Compass, Gyroscope, Rear color temperature sensor,
    Rear 13-channel multispectral sensor, Proximity, Qualcomm Sensor Core, Bionic vibrating motor
  • ระบบเสียง : ลำโพงคู่สเตอริโอ, Dolby Atmos, Spatial Audio
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 100W
  • ขนาด / น้ำหนัก : 163.1 x 74.1 x 8.53 มม. / 205 กรัม
  • ระบบ Android 13 ครอบด้วย OxygenOS 13.0

ราคา OnePlus 11 5G ที่เปิดมาในจีนรุ่นเริ่มต้นความจุ ที่ประมาณ 19,800 บาท และรุ่นความจุสูงสุด 16/512GB อยู่ที่ประมาณ 24,240 บาท ส่วนราคาที่จะเปิดมาสำหรับ Global ต้องติดตาม 7 ก.พ. นี้

ที่มา : oneplus

from:https://droidsans.com/oneplus-11-global-launch-date-7-feb-2023/

สเปค OnePlus 11 5G พร้อมเปิดตัว 7 ก.พ. 2566 มาพร้อมกล้อง Hasselblad และ SD8 Gen 2

OnePlus 11 5G เพิ่งเปิดตัวไปในจีนไม่นานมานี้ และทางแบรนด์ก็ไม่รอช้า เตรียมเปิดตัวเวอร์ชัน Global ที่จะวางขายทั่วโลกในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ จากภาพโปรโมทคาดว่าจะมาพร้อมกับกล้องที่ได้ร่วมพัฒนากับ Hasselblad เหมือนกับรุ่นที่เปิดในจีน ส่วนชิปก็จะเป็นตัวใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Gen 2 เร็วแรงคู่ควรมือถือเรือธงครับ

งานเปิดตัวของ OnePlus 11 5G ในจีน เผยมือถือจอขนาดใหญ่ เป็น AMOLED LTPO 3.0 ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K  รีเฟรชเรท 120Hz สเปคแรงขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8 Gen 2 ที่มี CPU แรงกว่า Gen 1 มากถึง 35% แบตเตอรี่มีความจุ 5,000 mAh ชาร์จเร็ว 100W พ่วงความจุ RAM 12/16GB กับ ROM 256/512GB

ฟีเจอร์ ONEPLUS 11 5G

กล้อง Hasselblad

OnePlus 11 5G มาพร้อมระบบกล้องที่ได้แบรนด์ Hasselblad มาการันตีคุณภาพอีกเช่นเคย กล้องหลัก 50MP มีกันสั่นแบบ OIS กล้องอัลตราไวด์ 48MP และกล้องเทเลโฟโต้ 32MP ซูม Optical ได้ 2 เท่า

คราวนี้ระบบกล้องจะมีตัว 13-channel multispectral sensor ที่เอาไว้จับสีสันได้อย่างเที่ยงตรงในทุกสภาพแสง RAW domain lossless calculation ระบบประมวลผลภาพที่สามารถเก็บทุกรายละเอียด และ Spot bokeh ที่เป็นตัวช่วยถ่ายแล้วละลายพื้นหลังให้ได้เหมือนถ่ายภาพด้วยเลนส์ Hasselblad XCD 30 มม. และ 65 มม.

สุดท้ายยังมีโหมดถ่ายภาพ Hasselblad XPAN mode ที่จะให้เราใช้กล้องถ่ายในอัตราส่วน 65:24 ได้ภาพมุมกว้าง และฟิลเตอร์สีสันกล้องฟิล์มสุดคลาสสิก หรือเลือกเป็นสีขาวดำก็ได้

ฟีเจอร์เกม

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เอาใจเกมเมอร์ HyperBoost 2.0 ที่เป็นเอนจินประมวลเฟรมเรทเกมให้ลื่นไหลมากขึ้น 10% เล่นไปได้ยาว ๆ ไม่มีกระตุก แถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีก

หรือสำหรับคนชอบเกมกราฟิกจัด ๆ ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ภาพ HDR ที่ตัวมือถือปรับแต่งมาให้เกมสวยมากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการแสดงผล 120fps ในเกมยอดนิยมมากกว่า 100 เกม

Smart Cloud ที่เค้าระบุว่าจะเป็นเครือข่ายพิเศษมาช่วยให้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ดีแม้อยู่ในที่อับสัญญาณ แต่คาดว่าอาจเป็นระบบที่เค้าวางมาในประเทศบ้านเกิดเค้าเท่านั้น เพราะเห็นมีระบุให้ใช้ระบบได้ฟรี 2 ปีสำหรับลูกค้า OnePlus 11 5G

สเปค ONEPLUS 11 5G

  • หน้าจอโค้ง AMOLED LTPO 3.0 ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 8 Gen 2
  • RAM (LPDDR5X) : 12GB / 16GB
  • ความจุ (UFS 4.0) : 256GB / 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • กล้องหลัก : เซนเซอร์ IMX890 ความละเอียด 50MP, กันสั่น OIS (f/1.8)
    • กล้อง Ultra-Wide IMX581 ความละเอียด 48MP มุมกว้าง 115 องศา รองรับการถ่าย Macro 3.5 ซม. (f/2.2)
    • กล้อง Telephoto IMX709 ความละเอียด 32MP, ซูม Optical 2x (f/2.0)
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16MP (f/2.4)
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 6 (802.11ax), Bluetooth 5.3, NFC, USB-Type C 2.0
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), Accelerometer, E-Compass, Gyroscope, Rear color temperature sensor,
    Rear 13-channel multispectral sensor, Proximity, Qualcomm Sensor Core, Bionic vibrating motor
  • ระบบเสียง : ลำโพงคู่สเตอริโอ, Dolby Atmos, Spatial Audio
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 100W
  • ขนาด / น้ำหนัก : 163.1 x 74.1 x 8.53 มม. / 205 กรัม
  • ระบบ Android 13 ครอบด้วย OxygenOS 13.0

ราคา OnePlus 11 5G ที่เปิดมาในจีนรุ่นเริ่มต้นความจุ ที่ประมาณ 19,800 บาท และรุ่นความจุสูงสุด 16/512GB อยู่ที่ประมาณ 24,240 บาท ส่วนราคาที่จะเปิดมาสำหรับ Global ต้องติดตาม 7 ก.พ. นี้

ที่มา : oneplus

from:https://droidsans.com/spec-oneplus-11-5g-global-launch-date-7-feb/

Qualcomm ยืนยัน ฟีเจอร์เชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมบนมือถือ Android มาแน่! ใช้ได้แม้ไม่มีเหตุฉุกเฉิน

หลังจากที่มีข่าวลือว่า Samsung Galaxy S23 Series ที่คาดว่าจะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 และกำลังจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ มีลุ้นที่จะได้ใช้งานฟีเจอร์เชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมเหมือนฝั่ง iOS ตอนนี้ก็ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป เพราะในงาน CES 2023 Qualcomm ได้ออกมาฟันธงเป็นที่เรียบร้อยด้วยการเปิดตัว Snapdragon Satellite

Qualcomm ได้ประกาศจับมือกับ Iridium ซึ่งเป็นบริษัทดาวเทียมคู่แข่งโดยตรงกับ Globalstar ที่ฝั่ง Apple เลือกใช้ เตรียมนำฟีเจอร์เชื่อมต่อดาวเทียมมาใช้ใน ซึ่ง Snapdragon Satellite จะใช้ชิปโมเด็ม 5G Snapdragon 5G Modem-RF Systems ในการติดต่อสื่อสารกับดาวเทียมเพื่อขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน

และแน่นอนว่ามาทีหลังย่อมดีกว่า เพราะ Snapdragon Satellite ยังรองรับการส่ง SMS รวมถึงยังสามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ เพื่อใช้สื่อสารกันในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่นอกชายฝั่งได้ นอกจากนี้แล้วทั้งสองบริษัทยังได้ร่วมแท็กทีมกับ Garmin บริษัท GPS ชื่อดัง เพื่อยกระดับบริการติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านดาวเทียมให้ดีขึ้นอีกด้วย

โดยฟีเจอร์ที่ว่านี้จะเปิดให้ใช้งานกับมือถือ Android ระดับเรือธงที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 ก่อน หลังจากนั้นทาง Qualcomm ก็มีแผนที่จะขยายฟีเจอร์นี้ให้ใช้งานได้บนอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น โน้ตบุ๊ค, แท็บเล็ต, รถยนต์ รวมถึง Gadgets IoT โดยคาดว่า Snapdragon Satellite จะเปิดให้ใช้งานในบางประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ในเมื่อ Qualcomm เคาะขนาดนี้แล้ว อาจเป็นการยืนยันแบบกลาย ๆ ว่า Galaxy S23 Series จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ว่านี้แน่นอน

 

ที่มา: Qualcomm

from:https://droidsans.com/qualcomm-satellite-connectivity-confirmed/

10 อันดับมือถือ Android สุดแรงจาก AnTuTu เดือนธันวาคม 2022 รอบนี้ Snapdragon 8 Gen 2 ครองแชมป์

มาแล้ว…ผลทดสอบมือถือ Android สุดแรงจาก AnTuTu เดือนธันวาคม 2022 คราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลย เพราะมือถือเรือธงรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 กับ Dimensity 9200 ทยอยเปิดตัวออกมาเรื่อย ๆ จนเบียดมือถือชิป Snapdragon 8 Gen 1 Series ตกอันดับไปเกือบหมดเลยนั่นเอง

การจัดอันดับมือถือ Android สุดแรงของเดือนธันวาคม 2022 ตอนนี้ยังมีข้อมูลเฉพาะมือถือเรือธงเท่านั้นนะครับ ยังไม่มีของมือถือระดับรองเรือธงและระดับกลางออกมา โดยมือถือแรงอันดับ 1 ตกเป็นของ iQOO 11 Pro (รุ่นนี้ไม่ขายในไทย) และมือถือที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 รุ่นอื่น ๆ อีก 6 รุ่น

ส่วนมือถือใช้ชิป Dimensity 9200 ยังมีแค่ vivo X90 Pro กับ vivo X90 เท่านั้น ซึ่งก็เรียกว่าแรงแบบพอฟัดพอเหวี่ยงกันเลย นอกจากนี้ก็มี OnePlus Ace Pro ที่ใช้ชิป Snapdragon 8+ Gen 1 ยังคงเหนียวแน่นเกาะอยู่ในอันดับสุดท้ายด้วย

10 มือถือ Android สุดแรงจาก AnTuTu เดือนธันวาคม 2022

  1. iQOO 11 Pro : Snapdragon 8 Gen 2 (16/512GB) – 1,311,221 คะแนน
  2. Redmi K60 Pro : Snapdragon 8 Gen 2 (12/512GB) – 1,309,159 คะแนน
  3. vivo X90 Pro+ : Snapdragon 8 Gen 2 (12/512GB) – 1,299,346 คะแนน
  4. iQOO 11 : Snapdragon 8 Gen 2 (16/512GB) – 1,288,523 คะแนน
  5. Xiaomi 13 Pro : Snapdragon 8 Gen 2 (12/512GB) – 1,280,921 คะแนน
  6. Xiaomi 13 : Snapdragon 8 Gen 2 (12/512GB) – 1,278,940 คะแนน
  7. vivo X90 Pro : Dimensity 9200 (12/512GB) – 1,275,365 คะแนน
  8. moto X40 : Snapdragon 8 Gen 2 (12/512GB) – 1,221,809 คะแนน
  9. vivo X90 : Dimensity 9200 (12/512GB) – 1,108,874 คะแนน
  10. OnePlus Ace Pro : Snapdragon 8+ Gen 1 (16/512GB) – 1,092,874 คะแนน

ในการทดสอบ AnTuTu ของเดือนมกราคม 2023 คาดว่า OnePlus Ace Pro น่าจะหลุดจาก Top 10 ตามรุ่นอื่น ๆ ไปด้วย เพราะจะโดนแทนที่ด้วยรุ่นใหม่อย่าง OnePlus 11 ที่กำลังจะเปิดตัวนั่นเองครับ

 

ที่มา : Gizchina

from:https://droidsans.com/antutu-android-best-performing-phones-december-2022/

เปิดตัว Redmi K60 Series มือถือสเปคไฮเอนด์ แรงจัดด้วย Snapdragon 8 Gen 2 พร้อมกล้อง IMX800 50MP

Xiaomi เปิดตัวมือถือสเปคโหดราคาน่าคบหา Redmi K60 Series ที่คราวนี้มาด้วยกัน 2 รุ่น คือ Redmi K60 Pro เด่นที่ชิปตัวแรงสุดในปัจจุบัน และเซนเซอร์กล้องเทพ IMX800 ส่วนรุ่นน้อง Redmi K60 ก็แรงน้อยกว่านิดเดียว (แต่ยังแรงอยู่) ด้วยชิป Snapdragon 8+ Gen 1 โดยทั้งคู่เคาะราคาขายในจีนเริ่มต้นที่หลักหมื่นบาทเท่านั้นเอง

Redmi K60

เริ่มกันที่รุ่นน้อง Redmi K60 ก่อน โดยรุ่นนี้มากับหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K รีเฟรชเรท 120Hz เร่งความสว่างได้สูงสุดที่ 1400 nit ใช้จอแบบแบนราบเจาะรูกล้องตรงกลางด้านบน และฝังเซนเซอร์สแกนนิ้วมือไว้ใต้จอ

สเปคยังคงเร็วแรงด้วยชิป Snapdragon 8+ Gen 1 พร้อม RAM แบบ LPDDR5 สูงสุด 16GB และความจุแบบ UFS 3.1 สูงสุด 512GB มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่สะใจ 5500 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 67W และไร้สาย 30W ใช้ระบบ Android 13 ครอบด้วย MIUI 14

กล้องหลังมีทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 60MP มีกันสั่น OIS + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Macro ความละเอียด 2MP และกล้องเซลฟี่ความละเอียด 16MP

สเปค Redmi K60

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2K (3200 x 1440) รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 8+ Gen 1
  • RAM (LPDDR5) : 8GB / 12GB / 16GB
  • ความจุ (UFS 3.1) : 128GB / 256GB /512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก 60MP มีกันสั่น OIS
    – กล้อง Ultrawide 8MP
    – กล้อง Macro 2MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby ATmos
  • แบตเตอรี่ : 5500 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 67W / ไร้สาย 30W
  • ระบบ Android 13 ครอบด้วย MIUI 14

Redmi K60 Pro

รุ่นนี้มากับหน้าจอสเปคเดียวกันคือ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2K (3200 x 1440)  รีเฟรชเรท 120Hz สเปคจะแรงกว่าด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 2 และใช้ RAM แบบ LPDDR5 สูงสุด 16GB พร้อมความจุแบบ UFS 4.0 สูงสุด 512GB

กล้องหลังก็ใช้เซนเซอร์กล้องตัวเทพ IMX800 ความละเอียด 50MP + กล้อง Ultrawide 8MP + กล้อง Macro 2MP และกล้องเซลฟี่ 16MP ส่วนแบตเตอรี่ความจุน้อยกว่านิดนึงที่ 5000 mAh แต่รองรับชาร์จไวถึง 120W

สเปค Redmi K60 Pro

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2K (3200 x 1440) รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 8 Gen 2
  • RAM (LPDDR5) : 8GB / 12GB / 16GB
  • ความจุ (UFS 4.0) : 128GB / 256GB /512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก IMX800 50MP มีกันสั่น OIS
    – กล้อง Ultrawide 8MP
    – กล้อง Macro 2MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby ATmos
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 120W / ไร้สาย 30W
  • ระบบ Android 13 ครอบด้วย MIUI 14

Redmi K60 Series จะเริ่มวางขายในจีนวันที่ 31 ธันวาคม 2022 เป็นต้นไป โดยรุ่น Redmi K60 มีราคาเริ่มต้นที่ 2499 หยวน หรือประมาณ 12,400 บาท ส่วนรุ่น Redmi K60 Pro เริ่มที่ 3299 หยวน หรือประมาณ 16,400 บาท ส่วนการวางจำหน่ายในต่างประเทศคาดว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น Xiaomi หรือ POCO นี่แหละ

 

ที่มา : Xiaomi (2)

from:https://droidsans.com/redmi-k60-series-officially-announced-china/

เปิดตัว iQOO 11 5G ราคา 27,990 ได้ Snapdragon 8 Gen 2 จอ AMOLED 144Hz ชาร์จไว 120W

iQOO 11 มือถือสเปคโหด ราคางาม ตอนนี้ได้ฤกษ์เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วครับ รุ่นนี้มากับชิปแรงตัวล่าสุด Snapdragon 8 Gen 2 จอคุณภาพสูง LTPO AMOLED E6 144Hz ไถจอกันลื่น ๆ แล้วพอเห็นสเปคดีไม่ใช่ว่าเค้าจะกั๊กแบต ให้มาถึง 5000mAh ชาร์จไว 120W โดยในงานเปิดตัวเค้ามีเซอร์ไพรช์สำหรับผู้สั่งจองทุกท่าน เพราะจะได้เงินคืนจากที่จองไปถึง 2,000 บาทด้วย!!

iQOO 11 มาในดีไซน์โฉบเฉี่ยวสีขาวนวล พาดด้วยลายแดงดำน้ำเงิน โชว์ธีมรถแข่งสปอร์ตที่เค้าไปจับมือร่วมกับแบรนด์รถหรู BMW มา ส่วนโมดูลกล้องใช้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ดูเรียบ ๆ แต่มีสไตล์ ขอบเครื่องใช้เป็นโครงอะลูมิเนียม ส่วนฝาหลังใช้เป็นหนังเทียม มีช่องใส่ซิม 2 ซิม ไม่มีให้ใส่ SD Card นะ

สเปคเยี่ยมส่วนแรกเป็นส่วนของจอ ที่ให้เป็น LTPO4 AMOLED ขนาดใหญ่ 6.78 นิ้ว ความละเอียด 1440×3200 รีเฟรชเรตลื่นปรื้ด 144Hz รองรับ HDR10+ แสงถนอมสายตาด้วยอัตรา PWM Dimming 1440Hz ซึ่งจอนี้ส่องสว่างได้สูงถึง 1800 นิตเลย สุดท้ายยังมีตัวสแกนใต้หน้าจอด้วย

ชิปก็เป็นตัวล่าสุด Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 ผลิตบนสถาปัตยกรรม 4 นาโนเมตร มีชิป V2 ช่วยประมวลผลให้เล่นเกมได้ลื่นไหล และระบบระลายความร้อน Vapor Chamber Liquid Cooling System แผ่นกราไฟต์ 3 ชั้นช่วยกระจายอุณภูมิให้เย็นเร็ว รุ่นนี้พ่วงกับหน่วยความจำ LPDDR5X RAM 16GB + ROM 256GB แบตเตอรี่ Dual cell ความจุ 5000mAh รองรับชาร์จไวสูงสุด 120W ไปเลย

ข้างในเครื่องมีมอเตอร์สั่นอยู่ด้านบนและล่าง เวลาจับมือถือแนวนอนได้แรงสั่นครบทุกจุด รองรับการควบคุมด้วย Gyroscope ด้วยแถบ Ultra Game Mode ใช้ลำโพงคู่สเตอริโอ Sound Field Expansion ตัวนึงตรงด้านบนขอบจอ และด้านล้างอยู่ข้างเครื่อง นอกจากนี้ยังใส่ IR Blaster ไว้ใช้มือถือเป็นรีโมตคุมอุปกรณ์ได้ด้วย

ระบบกล้องก็ไม่ได้มีการลดหลั่นไปอย่างใด ให้มากำลังดี เป็นกล้องหลัก 50MP กล้องเทเลโฟโต้ 13MP และกล้องอัลตราไวด์อีก 8MP ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K@30fps ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 16 MP รองรับการถ่าย 1080p@30fps ครับ โดยระบบกล้องเค้าก็จะใช้ชิป V2 มาช่วยประมวลภาพด้วย

สเปค iQOO 11

  • จอภาพ : LTPO AMOLED E6 ขนาด 6.78 นิ้ว
    – ความละเอียด 2K (1440×3200)
    – รีเฟรชเรต 144Hz
    – รองรับ HDR10+
  • ชิป : Snapdragon 8 Gen 2
  • RAM LPDDR5x : 16GB
  • ROM UFS 4.0 : 256GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 50MP (f/1.9), ระบบกันสั่น OIS
    – กล้องเทเลโฟโต 13MP (f/2.5)
    – กล้องอัลตราไวด์ 8MP, (f/2.2)
  • – ถ่ายวิดีโอสูงสุด 8K@30fps กันสั่น gyro-EIS
  • กล้องหน้า : 16MP (f/2.5)
    – 1080p@30fps กันสั่น gyro-EIS
  • เสียง : ลำโพงสเตอรีโอ
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh รองรับชาร์จไว 120W
  • ระบบปฏิบัติการ : Funtouch 13 บนพื้นฐาน Android 13

ราคาและการวางขาย iQOO 11

iQOO 11 มีตัวเลือกสีเดียวคือ Legend White

  •  RAM 16GB + ROM 256GB : ราคา 27,990 บาท

เรียกได้ว่าเซอร์ไพรซ์หลาย ๆ คนไปเลย เพราะมีราคาจริงเพียง 27,990 บาท ต่ำจากช่วงจองก่อนหน้านี้ที่มีราคา 29.990 บาท ดังนั้นเค้าเลยจะทำการคืนเงินให้กับผู้จองไปก่อนหน้านี้ 2,000 บาทครับ

สามารถสั่งซื้อกันได้ที่ร้านช็อป vivo และแพลตฟอร์มช็อปออนไลน์ต่าง ๆ ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok, This Shop, JD นอกจากนี้ยังมีเรื่องศูนย์ให้บริการ ที่หากมีปัญหาอะไรกับเครื่อง สามารถนำมือถือ iQOO 11 ไปเข้าศูนย์บริการของ vivo ตามปกติได้เลย

from:https://droidsans.com/iqoo-11-thailand-launch-official/

เปิดตัว Xiaomi 13 และ Xiaomi 13 Pro กล้องหลัง Leica พร้อมระบบโฟกัส CyberFocus และระบบกันสั่น HyperOIS สุดเทพ

Xiaomi 13 และ Xiaomi 13 Pro ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้ง 2 รุ่นขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8 Gen 2 ทำให้พวกมันเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงกลุ่มแรกของโลกที่ได้ประเดิมใช้งานชิปเซตระดับไฮเอนด์ตัวล่าสุดของ Qualcomm ตามธรรมเนียมปฏิบัติในทุก ๆ ปีของ Xiaomi ส่วนจุดน่าสนใจเพิ่มเติมคือ ดีไซน์ตัวเครื่องที่ถูกปรับโฉมให้เรียบหรูมากขึ้น และการที่ได้ Leica เข้ามาช่วยพัฒนาระบบกล้องและการถ่ายภาพ

Xiaomi 13

จอภาพของ Xiaomi 13 มีขนาด 6.36 นิ้ว ซึ่ง Xiaomi ให้ความสำคัญกับความบางของขอบหน้าจอเป็นพิเศษ และพยายามทำให้เกิดความสมมาตรมากที่สุด โดยที่ขอบด้านบนและด้านข้างมีความหนาเพียง 1.61 มม. ในขณะที่ขอบด้านล่างมีความหนาเพียง 1.81 มม.

สำหรับพาเนลที่ใช้เป็นชนิด OLED วัสดุเปล่งแสง E6 อัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz สามารถปรับลงมาเหลือ 60 และ 30Hz ให้สอดคล้องกับคอนเทนต์โดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดแบตได้ จุดที่พัฒนาจากรุ่นก่อนคือ ความเที่ยงตรงของสีที่เพิ่มขึ้นเป็น 0.36 หน่วยตามมาตรฐาน deltaE และความสว่างสูงสุดที่เพิ่มขึ้นเป็น 1900 นิต นอกจากนี้ยังรองรับการแสดงผลทั้ง HDR10, HDR10+, Dolby Vision และ HLG

Xiaomi ได้ร่วมมือกับ Leica ในการพัฒนาเทคโนโลยี Xiaomi Image Brain 2.0 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอัลกอริทึมและเอนจินประมวลผลภาพ ส่งผลให้ภาพมีสีสันสดสวยสมจริงยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Leica Ultra Color แล้ว Xiaomi 13 ยังสามารถจับแสงได้กว้างขึ้น 25% ครอบคลุมช่วงสี DCI-P3

ยิ่งไปกว่านั้น Xiaomi 13 ยังมาพร้อม CyberFocus ระบบโฟกัสแบบใหม่ที่มีการผสานการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ลงไป ทำให้สามารถโฟกัสได้อย่างรวดเร็วและติดตามวัตถุได้แน่นหนึบ จากคุณสมบัติรู้จำดวงตาและใบหน้าของมนุษย์ รวมถึงดวงตาของสัตว์และแมลง และการแยกแยะวัตถุต่าง ๆ

ในแง่ของการออกแบบภายใน Xiaomi 13 มีการปรับปรุงเช่นกัน จากการขยายพื้นที่ของแผงกราฟีนและ VC ให้ครอบคลุม 42.5% ของตัวเครื่อง ซึ่ง Xiaomi เรียกว่า Xiaomi Dynamic Performance Scheduling 2.0 พร้อมเคลมว่าสามารถเล่นเกมได้ต่อเนื่องโดยที่เฟรมเรตแทบไม่แกว่งเลย

สเปค Xiaomi 13

  • จอภาพ : OLED E6 ขนาด 6.36 นิ้ว
    – ความละเอียด Full HD+
    – อัตรารีเฟรช 30 / 60 / 90Hz
    – รองรับ HDR10, HDR10+, Dolby Vision, HLG
  • ชิป : Snapdragon 8 Gen 2
  • หน่วยความจำ : RAM LPDDR5x 8 / 12GB
  • สตอเรจ : ROM UFS 4.0 128 / 256 /512GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 54MP, เซนเซอร์ IMX800 ขนาด 1/1.49นิ้ว, ระบบกันสั่น HyperOIS
    – กล้องอัลตราไวด์ 12MP, มุมกว้าง 120 องศา
    – กล้องเทเลโฟโต 10MP, ความยาวโฟกัส 75 มม.
  • กล้องหน้า :
  • แบตเตอรี่ : 4500mAh
    – รองรับชาร์จไว 67W
    – รองรับชาร์จไร้สาย 50W
    – รองรับชาร์จย้อนกลับ 10W
  • ความทนทาน : ทนน้ำและฝุ่น IP68
  • ระบบปฏิบัติการ : MIUI 14 บนพื้นฐาน Android 13

Xiaomi 13 Pro

สำหรับ Xiaomi 13 Pro จะใช้ภาษาการออกแบบในลักษณะเดียวกับ Xiaomi 13 แต่แตกต่างกันเล็กน้อยตรงส่วนขอบด้านข้างของหน้าจอและฝาหลัง เพราะเปลี่ยนมาใช้ดีไซน์แบบโค้ง โดยหน้าจอมีขนาดอยู่ที่ 6.73 นิ้ว คุณสมบัติด้านการแสดงผลจะเหนือกว่ารุ่นมาตรฐานในบางส่วน เช่น เทคโนโลยี LTPO ที่รองรับอัตรารีเฟรชตั้งแต่ต่ำสุดคือ 1Hz ไปจนถึง 120Hz และความลึกสีระดับ 10-bit ทำให้มีขอบเขตสีกว้างระดับ DCI-P3 และความละเอียดที่มากกว่า

กล้องหลังของ Xiaomi 13 Pro มีความละเอียด 50MP เท่ากันทั้งหมด กล้องหลักใช้เซนเซอร์ IMX989 ขนาด 1 นิ้วของ Sony ซึ่งมีขนาดพิกเซลใหญ่ถึง 3.2μm จากเทคโนโลยีรวมพิกเซล 4-in-1 กล้องที่เหลืออีก 2 ตัว ประกอบด้วยกล้องอัลตราไวด์ มุมกว้าง 115 องศา และกล้องเทเลโฟโต ระยะซูมออปติคัล 3.2 เท่า ระยะซูมดิจิทัล 70 เท่า รองรับการโฟกัสระยะใกล้สุดที่ 10 และ 5 ซม. ตามลำดับ ใช้งานเป็นเลนส์มาโครได้ในตัว

Xiaomi เคลมว่าเลนส์กล้องหลักของ Xiaomi 13 Pro จะมีอัตราการสะท้อนแสงต่ำเป็นพิเศษจากการเลือกใช้วัสดุอย่างพิถีพิถันและเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ALD แบบชิ้นต่อชิ้น และมีการใส่ฟิลเตอร์ IR เข้ามาที่ส่วนท้ายสุดของเลนส์ ซึ่งอะไรทั้งหลายเหล่านี้ช่วยให้ระบบกล้องสามารถรับแสงได้ดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็ลดความคลาดสีให้ต่ำลง

Xiaomi 13 Pro มากับแบตเตอรี่ 4820mAh รองรับชาร์จไว 120W ชาร์จไร้สาย 50W ชาร์จแบตจาก 0 ถึง 100% ได้ในเวลาเพียง 19 และ 36 นาทีตามลำดับ นอกจากนี้ยังรองรับการจ่ายไฟย้อนกลับไปชาร์จให้อุปกรณ์ที่ 10W ด้วย

สเปค Xiaomi 13 Pro

  • จอภาพ : OLED E6 แบบ LTPO ขนาด 6.73 นิ้ว
    – ความละเอียด 2K
    – อัตรารีเฟรช 1 – 120Hz
    – ความลึกสี 10-bit
    – รองรับ HDR10, HDR10+, Dolby Vision, HLG
  • ชิป : Snapdragon 8 Gen 2
  • หน่วยความจำ : RAM LPDDR5x
  • สตอเรจ : ROM UFS 4.0
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 50MP, เซนเซอร์ IMX989 ขนาด 1 นิ้ว, ระบบกันสั่น HyperOIS
    – กล้องอัลตราไวด์ 50MP, มุมกว้าง 115 องศา, ระยะโฟกัสใกล้สุด 5 ซม.
    – กล้องเทเลโฟโต 50MP, ความยาวโฟกัส 75 มม., ระยะโฟกัสใกล้สุด 10 ซม.
  • กล้องหน้า :
  • แบตเตอรี่ : 4820mAh
    – รองรับชาร์จไว 120W
    – รองรับชาร์จไร้สาย 50W Pro
    – รองรับชาร์จย้อนกลับ 10W
  • ความทนทาน : ทนน้ำและฝุ่น IP68
  • ระบบปฏิบัติการ : MIUI 14 บนพื้นฐาน Android 13

ราคาและการวางจำหน่าย

Xiaomi 13 และ Xiaomi 13 Pro จะเริ่มเปิดให้พรีออร์เดอร์ในจีนพร้อมกันวันที่ 14 ธันวาคมนี้ รุ่นมาตรฐานราคาเริ่มต้น 3,999 หยวน ส่วนรุ่นโปรราคาเริ่มต้น 4,999 หยวน

ราคา Xiaomi 13

  • ความจุ 8GB + 128GB ราคา 3,999 หยวน
  • ความจุ 8GB + 256GB ราคา 4,299 หยวน
  • ความจุ 12GB + 256GB ราคา 4,599 หยวน
  • ความจุ 12GB + 512GB ราคา 4,999 หยวน

ราคา Xiaomi 13 Pro

  • ความจุ 8GB + 128GB ราคา 4,999 หยวน
  • ความจุ 8GB + 256GB ราคา 5,399 หยวน
  • ความจุ 12GB + 256GB ราคา 5,799 หยวน
  • ความจุ 12GB + 512GB ราคา 6,299 หยวน

from:https://droidsans.com/xiaomi-13-xiaomi-13-pro-specs-launch/