คลังเก็บป้ายกำกับ: Instagram

Instagram เพิ่มโฆษณา 2 รูปแบบใหม่: แจ้งเตือนเมื่อมีอีเวนต์ และโฆษณาในหน้าเสิร์ช

Instagram ประกาศเพิ่มเครื่องมือใหม่สำหรับฝั่งแบรนด์ผู้ลงโฆษณา มีสองอย่างดังนี้

  • Reminder Ads เป็นโฆษณาที่แสดงผลในหน้าฟีดผู้ใช้งาน ให้สามารถเลือกกด (opt-in) เพื่อให้ Instagram ส่งแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลาของอีเวนต์นั้น ซึ่งการแจ้งเตือนจะมี 3 ครั้งคือ 1 วันก่อนถึงเวลา, 15 นาที และขณะเวลานั้น
  • Ads in Search Results โฆษณาจะแสดงผลแทรกมาในหน้าผลการค้นหา ซึ่งเหมาะกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำลังค้นหาเรื่องที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้อยู่ในสถานะทดสอบ และจะเปิดให้ใช้งานทั่วโลกในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ที่มา: Instagram

No Description

from:https://www.blognone.com/node/133112

Advertisement

Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram บอก ปัจจุบันแอปเปลี่ยนไปมาก เน้นโฆษณา สูญเสียจิตวิญญาณของแอป

ถ้าจะมีใครสักคนบอกว่า Instagram เปลี่ยนไปมากแค่ไหน นับจากวันแรกที่เป็นแอปแชร์รูปถ่าย มีให้ใช้เฉพาะ iPhone ในตอนนั้น ก็คงต้องเป็น Kevin Systrom หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Instagram ซึ่งเขาพูดถึงประเด็นนี้ ในการให้สัมภาษณ์ในพอดคาสต์รายการตอนล่าสุดของ Kara Swisher ซึ่งบันทึกจากการสนทนาบนเวทีในงาน SXSW 2023

Kevin บอกว่าตอนนี้ Instagram สูญเสียจิตวิญญาณที่ทำให้ Instagram เป็น Instagram เนื่องจาก Meta พยายามสร้างโมเดลทำเงินบนแพลตฟอร์มากเกินไป ทำให้แอปไม่มีคุณค่าในการติดต่อกับเพื่อนและครอบครัวผ่านโพสต์ต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดคือแอปตอนนี้เป็นเรื่องการตลาด-โฆษณามากไป

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าผลประโยชน์ที่มีมากขึ้น ทำให้แพลตฟอร์มเน้นการสร้างรายได้ ภาพที่ออกมาในโซเชียลนี้จึงเป็นความสวยงาม ความหรูหรา และต้องมีการใส่แฮชแท็ก ที่ล้วนเป็น #ads จึงทำให้เกิดโซเชียลทางเลือกเช่น BeReal ที่ให้ผู้ใช้งานแชร์ภาพที่เป็นอยู่จริงในตอนนั้น

Kevin Systrom ลาออกจาก Instagram ในปี 2018 หลังขายกิจการให้ Meta ซึ่งตอนนั้นยังชื่อบริษัท Facebook เมื่อปี 2012 ด้วยมูลค่าถึง 715 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันเขาและ Mike Krieger ผู้ก่อตั้ง Instagram อีกคน มาพัฒนาแอปอ่านข่าว Artifact

สามารถฟังพอดคาสต์ On with Kara Swisher ตอนนี้ได้ทาง Apple Podcasts และ Spotify

ที่มา: Business Insider ภาพ @Kevin

No Description

from:https://www.blognone.com/node/133069

ติ๊กถูกสีฟ้ามาแล้ว! Meta เปิดให้เหล่าผู้ใช้ยืนยันตัวตนเริ่มแล้วที่ US

NBS cover image 4.pdf 30

เมื่อวันที่ 17 ที่ผ่านมาบริษัท Meta เจ้าของแพลทฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook และ Instagram ได้ออกบริการสมัครสมาชิกให้กับผู้ใช้ที่อยู่ในปนะเทศอเมริกา เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถยืนยันตัวตนได้เหมือนในทวิตเตอร์

โดยผู้ใช้ที่ได้ทำการยืนยันตัวตนกับ Meta โดยใช้เลขบัตรประชาชนจากนั้นผู้ใช้ดังกล่าวที่ผ่านการพิจารณาจะได้สัญลักษณ์ติ๊กถูกสีฟ้า หลังจากนั้นจะสามารถเปิดรับสมัครสมาชิกแบบรายเดือนได้โดยมีค่าบริการเริ่มต้นที่ $11.99 ต่อเดือน (ประมาณ 400 บาท) บนเว็บและ $14.99 ต่อเดือน (ประมาณ 500 บาท) ในระบบ ios และ android

Advertisementavw

บริการนี้ทาง Meta ได้ปล่อยออกมาทดสอบไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาบนแอพ Snapchat แอพสำหรับส่งข้อความเหมือนกับ Telegram และนับได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของบริษัทในการพัฒนาการตลาดโดยกระจายรายได้จากการโฆษณา

หลังจากที่ Elon Musk ได้เข้าซื้อกิจการบนทวิตเตอร์ไปเมื่อปีที่แล้วแล้วกว่า $44,000 ล้าน ทวิตเตอร์ได้เปิดตัวบริการการยืนยันตัวตนหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Twitter Blue กับบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี จากเมื่อก่อนจะมีในเฉพาะบัญชีของนักการเมือง, นักข่าว, และบุคคลสาธารณะอื่นๆ ที่สามารถใช้สัญลักษณ์ติ๊กถูกสีฟ้านี้เท่านั้น

และในการเปิดตัวบริการ Twitter blue ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ทวิตเตอร์ตรวจพบผู้ใช้จำนวนมากที่แอบอ้างเป็นบุคคลสาธารณะ ทำให้ทางบริษัทต้องระงับบริการนี้ลงชั่วคราวและปัจจุบันได้ใช้สัญลักษณ์ติ๊กถูกสีที่แตกต่างกันสำหรับบุคคล, บริษัท, และรัฐบาล 

ส่วนทางฝั่ง Meta นั้นก็อาจจะเกิดปัญหานี้ตามมาได้ด้วยเช่นกันเพราะหนึ่งบัญชีบน Facebook และ Instagram สามารถมีได้หลายแอคเคาท์ เมื่อปล่อยบริการการยืนยันตัวตนนี้ออกมา อาจทำให้หลายๆ บัญชีอาจต้องปิดตัวลงก็เป็นได้

ที่มา: Reuters

from:https://notebookspec.com/web/692518-meta-launches-subscription-us

Meta Verified เครื่องหมายถูกสีฟ้าบน Facebook/Instagram เริ่มซื้อได้แล้วในสหรัฐ

Meta Verified เครื่องหมายถูกสีฟ้าแบบเดียวกับบน Twitter ที่ประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้สามารถกดซื้อได้แล้วหากอยู่ในสหรัฐอเมริกา จากเดิมที่เปิดบริการเฉพาะในออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ก่อน

การซื้อเครื่องหมาย Verified มีราคา 11.99 ดอลลาร์ต่อเดือนหากซื้อผ่านเว็บ และ 14.99 ดอลลาร์ต่อเดือนหากซื้อบนแอพมือถือ สิ่งที่ได้กลับมานอกจากเครื่องหมายถูกประดับท้ายชื่อเพื่อความเก๋ไก๋ ยังจะได้ฟีเจอร์พิเศษ เช่น สติ๊กเกอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟใช้บน Stories/Reels, บริการคุ้มครองบัญชีเป็นพิเศษ, บริการซัพพอร์ตแบบได้คุยกับมนุษย์จริงๆ

ทั้งนี้การซื้อ Verified ไม่มีผลต่อปริมาณโฆษณาที่มองเห็น และโพสต์ของเราไม่ได้มีสิทธิถูกแสดงผล มี reach มากกว่าโพสต์ของบัญชีแบบทั่วไป

No Description

No Description

ที่มา – Engadget

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/133065

Meta เตรียมปิดการสนับสนุน NFT บนแพลตฟอร์มทั้ง Instagram และ Facebook

Stephane Kasriel หัวหน้าฝ่ายฟินเทคและธุรกิจการค้าของ Meta โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ บอกว่าบริษัทเตรียมปิดการทำงานฟีเจอร์แสดงผลงานสะสมดิจิทัล อย่างเช่น NFT ทั้งใน Instagram และ Facebook “ในตอนนี้” (for now) โดยบอกว่าจะปรับโฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาสนับสนุนครีเอเตอร์ ผู้ใช้งาน และภาคธุรกิจในรูปแบบอื่นต่อไป

Instagram เริ่มทดสอบการแสดงภาพ NFT มาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว จากนั้นเพิ่มการทดสอบไปยัง Facebook และ Instagram ก็ขยายการรองรับ NFT ไปยังครีเอเตอร์กว่า 100 ประเทศ ในเดือนสิงหาคม

ตัวแทนของ Meta ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ TechCrunch ว่าบริษัทจะปรับมาโฟกัสในผลิตภัณฑ์เช่น Meta Pay บริการจ่ายเงิน รวมทั้งปรับปรุงเครื่องมือให้ครีเอเตอร์สามารถทำเงินได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นระบบให้ของขวัญในแอป หรือระบบโฆษณาใน Reels เป็นต้น

ที่มา: TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/132994

ในที่สุด! Messenger กำลังกลับเข้ามารวมกับแอป Facebook อีกครั้ง หลังจากแยกใช้มาอย่างยาวนาน

ล่าสุด Tom Alison หัวหน้าฝ่าย Facebook ของ Meta ประกาศอย่างเป็นทางการ กำลังนำ Messenger  กลับมารวมกับแอปหลัก Facebook อีกครั้ง หลักจากที่บังคับให้พวกเราดาวน์โหลดแอปแยกต่างหากเพื่อแชทกับเพื่อน ๆ หรือครอบครัวกันมาอย่างยาวนาน เพราะเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้ใช้งานบางรายไม่พอใจอยู่บ้าง ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นต้นการทดสอบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

Tom Alison หัวหน้าของ Facebook กล่าวว่าแพลตฟอร์มกำลังทดสอบการนำความสามารถในการส่งข้อความกลับไปรวมที่แอป Facebook  เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เนื้อหาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แอป Messenger แยกออกมาต่างหาก แต่พวกเราคงชินกันบ้างแล้ว เพราะฟีเจอร์นี้ออกมาให้ใช้งานกันตั้งแต่ปี 2014

Messenger กลับสู่อ้อมกอด Facebook 

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ทาง Facebook ให้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เนื้อหาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แอปแยก หรือไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้แอปอื่น ที่สำคัญใน Instagram เรายังพบว่ามีผู้คนส่งข้อความผ่านแอปของเรามากกว่า 140 พันล้านข้อความทุกวันเพื่อแชร์ Reels แบบส่วนตัวเพิ่มขึ้นโดยตรงผ่าน DM ในแอป และผู้คนยังหันมาแชร์คอนเทนต์น่าสนใจที่พบบน Facebook ให้กับเพื่อนผ่าน Messenger แบบเดียวกัน รวมไปถึงการรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป จึงตัดสินใจนำคุณสมบัติ Messenger กลับมาในแอปอีกครั้ง โดยจะเริ่มทดสอบให้กับผู้ใช้งานทุกคนเร็ว ๆ นี้

 

แถมยังรองรับระบบแชทใน Facebook Groups มากขึ้นด้วย  รวมไปถึงการให้ AI แนะนำเนื้อหาจากครีเอเตอร์มาแสดงให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานแต่ละคนมากขึ้น หรือจริง ๆ แล้ว Facebook และ Instagram แค่พยายามแข่งขันกับ TikTok เพื่อตามให้ทัน

แต่ Tom Alison ยังแย้งเพิ่มเติมว่า Facebook มีข้อได้เปรียบมากกว่า TikTok เนื่องจากรากฐานของการช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกับเครือข่ายของพวกเขา ไม่สามารถทำได้บนแพลตฟอร์มอื่น ๆ และการใช้งานเก้าเดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้งานเป็นประจำทุกวัน มากกว่า 2 พันล้านบัญชีต่อวันในไตรมาสเดือนธันวาคม ตรงกันข้ามกับรายงานอื่นซึ่ง Facebook ไม่ได้ตายหรือใกล้ตายตามที่ข่าวหลายฉบับได้รายงานออกไป

เรื่องนี้เราก็ต้องมาติดตามกันว่าในอนาคต Facebook จะเป็นยังไงต่อไป

 

ที่มา : Meta

 

from:https://droidsans.com/facebook-messenger-inbox-meta-app/

วิธีซ่อนเนื้อหาล่อแหลมบนโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง และบุตรหลานอย่างปลอดภัย

เราอยู่ในยุคที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้อย่างหลากหลาย ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จะว่าค้นหาอะไรก็ทำได้ทุกอย่างแค่เพียงปลายนิ้ว จนเราลืมคำนึงถึงเนื้อหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ว่ามีทั้งเรื่องดีและไม่ดี และการปิดกั้นโอกาสไม่ให้เยาวชนเข้าถึงข้อมูลในเน็ตก็ดูจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เกินไป วันนี้เราเลยอยากมาแนะนำวิธีลดการมองเห็นเนื้อหาที่เป็นอันตรายให้น้อยลงในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเราเองและเยาวชนใช้โซเชียลมิเดียได้ปลอดภัยมากขึ้น

1.Twitter 

การกรองเนื้อหาละเอียดอ่อนสำหรับทวิตเตอร์ที่เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ล้วนมีความเห็นมากมายที่สามารถพิมพ์ลงไปได้ทุกตัวอักษรจนเราไม่สามารถกรองได้หมดว่าอันไหนถูกหรือผิดถ้าผ่านมือเด็ก ๆ คงจะเป็นการยากที่จะจัดเนื้อหาอันตรายในความคิดเห็นล้าน ๆ ทวิตนี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการควบคุมเนื้อหาค่ะ 

วิธีนี้จะซ่อนโพสต์ที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนหน้าฟีด 

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่แอค Twitter  > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา  > การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย   > เนื้อหาที่คุณเห็น > เลื่อนลงไปที่ส่วนยกเลิกการเลือก “แสดงสื่อที่อาจมีเนื้อหาล่อแหลม” 




ต่อมาเป็นการป้องกันไม่ให้โพสที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อนปรากฎในผลการค้นหาของเราค่ะ ซึ่งเชื่อมโยงกับด้านบน

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่แอค Twitter  > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา  > การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย   > เนื้อหาที่คุณเห็น > เลื่อนลงไปที่ > การตั้งค่าการค้นหา > กดเลือกซ่อนเนื้อหาล่อแหลม


ส่วนการกรองเนื้อหา Triggers ที่มากระทบกระเทือนจิตใจเราสามารถหลีกเลี่ยงด้วยการป้อนคีย์เวิร์ด ยกตัวอย่าง ”Sexual Assault” เพื่อหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่มีการล่วงละเมิดทางเพศได้ทันทีค่ะ

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่แอค Twitter  > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา  > การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย   > ซ่อนและบล็อค > เลื่อนลงไปที่ > คำที่ถูกซ่อนไว้ > กดเลือก + เพิ่มคำที่ซ่อนไว้ > ให้ป้อนคำหรือวลี Sexual Assault  > สามารถเลือก ไทม์ไลน์สำหรับระยะเวลาที่คุณต้องการปิดเนื้อหานี้ได้ตามที่เรากำหนด มีตั้งแต่ ตลอดไป , 24 ชม. , 7 วัน , 30 วันเป็นต้น 





ทาง Twitter กำลังทดสอบ Birdwatch โปรแกรม Fact-Checking ว่าสิ่งที่พิมพ์ลงไปข่าวจริงหรือข่าวปลอม เป็นอีกระบบที่ทวิตเตอร์กำลังเตรียมเปิดให้คนทั่วโลกได้ใช้กันค่ะ ถ้าสนใจสามารถกดอ่านได้ตามด้านล่างนี้เลย

2.TikTok 

แอปพลิเคชัน TikTok ได้เปิดตัว Family Pairing โหมดแนะนำโดยผู้ปกครองค่ะ เพื่อให้พ่อแม่ควบคุมเนื้อหาของเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยเรียนรู้ได้ปลอดภัยมากขึ้น อย่างที่เรารู้กันดีแอปติ๊กต็อกมีวิดีโอนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะคอนเทนต์สื่อบันเทิงทั้งดีหรือสื่อที่ไม่ดีไม่น่าทำตาม เพราะส่วนใหญ่คนใช้ติ๊กต็อกมีตั้งแต่เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป รวมไปถึงวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ นั่นเอง

Family Pairing จะเชื่อมต่อการใช้แพลตฟอร์มระหว่างแอคเคาน์ผู้ปกครอง กับแอคเคาน์ลูก เพื่อให้เข้าไปตั้งค่าความปลอดภัยได้สะดวกมากขึ้นในการควบคุมเนื้อหา 

วิธีนี้จะซ่อนโพสต์ที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนหน้าฟีด

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่แอค TikTok > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา> การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > เลื่อนลงไปที่ แนะนำโดยผู้ปกครอง > เลือกดำเนินการต่อ > กดผู้ปกรอง > จะมี QR คิวอาร์โค้ด ให้เรานำมือถือไปแสกนเพื่อทำการเชื่อมโยงกับแอคเคาน์บุตรหลาน 





 

  • ถัดมา เมื่อเชื่อมโยงด้วยการลิงก์เสร็จสิ้น >  เราจะสามารถเลือกจำกัดเวลาหน้าจอของเด็ก ๆ และเนื้อหาได้นั่นเองค่ะ ส่วนการตั้งค่าขีดจำกัดเวลามีตั้งแต่ 40 ถึง 120 นาที เป็นต้น

 




ส่วนนี่เป็นอีกวิธีง่าย ๆ นะคะคือการกดรายงานวิดีโอที่เราไม่อยากให้แสดงขึ้นมาทาง  TikTok จำทำการลดเนื้อหาที่เราเห็นว่าไม่สมควรให้น้อยลง แต่ว่าการทำแบบนี้จะมีข้อจำกัดหนึ่งอย่างถ้าเรากลับไปเจอเนื้อหาคอนเทนต์แบบเดิมแล้วกดดูมันจะขึ้นมาเหมือนเดิมค่ะ ซึ่งเป็นแค่วิธีชั่วคราว

3.Google 

กูเกิลถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่เราทุกคนสามารถสืบค้นข้อมูลได้ทุกอย่างทั้งในการทำงาน ศึกษาหาความรู้ หรือใช้ประโยชน์ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อมูลที่มีเนื้อหาล่อแหลมและละเอียดอ่อนได้ทั้งหมดอยู่แล้วค่ะ นี่เป็นอีกวิธีอย่างง่ายในการคอนโทลเนื้อหาซึ่งทำได้ทั้งหมดเหมือนกันบนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน

วิธีนี้จะซ่อนเรื่องราวที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนเว็บไซต์กูเกิล

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่หน้าบัญชีของเรา > การตั้งค่า > ซ่อนผลการค้นหาที่ไม่เหมาะสม  > กดเปิด ตัวกรองผลการค้นหาที่ไม่เหมาะสม : การเปิดฟีเจอร์ค้นหาปลอดภัยจะช่วยซ่อนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพลามกอนาจาร หรือเนื้อหารุนแรง 



ยังมีอีกบริการหนึ่งค่ะสำหรับกูเกิล คือ Google Family Link เพื่อให้ผู้ปกครองคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมการใช้งานมือถือของลูกพร้อมจำกัดเวลาเล่นว่าเด็ก ๆ ของเราทำกิจกรรมอะไรอยู่บ้างสามารถอ่านวิธีทำและการติดตั้งได้ตามข้างล่างเลยค่ะ

 

4.instagram

อินสตาแกรมเป็นอีกแอปที่เราสามารถแบ่งปันรูปภาพหรือวิดีโอสั้น ๆ ได้ง่ายดายทั้งการติดต่อคุยกับเพื่อน ครอบครัว เรียกว่าเป็นเครือข่ายสังคมที่เน้นการลงรูปภาพพร้อมแชร์เรื่องราวในสตอรี่ให้แก่กันนั่นเอง ซึ่งในเนื้อหาที่ค่อนข้างเยอะจะมีคอนเทต์ที่ไม่ไม่เหมาะสมเด็ก ๆ สามารถเผลอไปเลียนแบบพฤติกรรมได้ค่ะ อีกทั้งเรารู้สึกว่าไม่เหมาะสมบนหน้าฟีดตัวเองอีกด้วย นี่จะเป็นอีกวิธีในการควบคุมเนื้อหาบนอินสตาแกรม

วิธีนี้จะซ่อนเรื่องราวที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนอินสตาแกรม

ซึ่งอินสตาแกรมจะไม่สามารถลดเนื้อหาได้ถาวรนะคะ แต่แค่เลือกให้แสดงได้น้อยลงบนหน้าฟีด รวมไปถึง Reel ต่าง ๆ

  • ในการกรองเนื้อหาไปที่แอค instagram  > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา  > การตั้งค่า > เลือกบัญชี  > เลื่อนลงมาที่การควบคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน > ซึ่งค่าตั้งต้นจะเลือกให้เราเป็นมาตรฐาน > ให้เรากดเลือกน้อยลง : เพื่อให้เนื้อหาแสดงสื่อที่มีความล่อแหลมได้น้อยลงไปนั่นเองค่ะ 






ส่วนการกรองเนื้อหาหรือวลีพวก Triggers ที่มากระทบกระเทือนจิตใจเราสามารถหลีกเลี่ยงด้วยการป้อนคีย์เวิร์ด ยกตัวอย่าง ”Sexual Assault” เพื่อหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่มีการล่วงละเมิดทางเพศได้ทันทีค่ะ เหมือนกับ Twitter

  • ในการกรองเนื้อหาคำหรือวลีไปที่แอค instagram  > เลือกปุ่มเมนูมาที่หน้าบัญชีของเรา  > การตั้งค่า > เลือกความเป็นส่วนตัว > เลื่อนลงมาที่คำที่ซ่อนไว้ > จัดการคำและวลีที่กำหนดเอง > เพิ่มคำหรือวลีอย่าง ”Sexual Assault” เป็นที่เรียบร้อย แค่นี้ทาง instagram จะทำการคัดกรองเนื้อหาทุกอย่างรวมไปถึงข่าวสารรูปภาพ หรือวิดีโอสั้นบนฟีดโดยรวมค่ะ 



ทำให้เราสามารถกำหนดหน้าฟีดเนื้อหาที่จะแสดงได้ด้วยตัวเองอย่างง่าย

 

5.Meta (หรือชื่อเดิม Facebook )

เมตาเป็นแพล็ตฟอร์มที่ใช้ในการเชื่อมคนให้เข้าถึงกันได้ทุกเครือข่าย ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงรูปภาพ ลงวีดีโอ ไลฟ์สด หรือแม้แต่ส่งข้อความหากันเป็นส่วนตัวกับเพื่อน ครอบครัว หรือจัดการธุรกิจ ข่าวสาร อื่น ๆ ได้ง่ายมากขึ้นรวมไปถึงการแสดงออกทุกอย่างทางความคิดเห็นแบบเสรี ซึ่งใครจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ทำให้เราอาจเห็นเนื้อหาข้อความที่ไม่เหมาะสมทั้งสำหรับเด็กหรือแม้แต่ตัวเราเองที่ไม่อยากให้ข่าวล่อแหลมแบบนี้ปรากฎขึ้นบนฟีดของเราอย่างแน่นอน  แต่ในขณะเดียวกันเมตาเป็นแพล็ตฟอร์มที่มีข้อจำกัด เราจึงไม่สามารถกรองเนื้อหาจากคนเป็นพัน ๆ ล้านคนได้ แต่สามารถบล็อคบุคคลนั้น หรือเลิกเป็นเพื่อน เลิกติดตาม  ได้นั่นเองค่ะ

วิธีนี้จะซ่อนโพสต์ที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนหน้าฟีด 

เป็นวิธีกรองบุคคล (ยกตัวอย่าง)

  • ไปที่หน้า Profile ของเพื่อน > เลือกปุ่มเมนูเพื่อน  > เลือกเลิกเป็นเพื่อน หรือเลิอกติดตามได้พร้อมกันค่ะ 
  • ต่อมาเป็นการ บล็อกบุคคล > ไปที่จุดสามจุดข้างล่างคำว่าเพื่อน > เลือก บล็อค : แค่นี้เราก็จะไม่เห็นข้อความหรือโพสที่ไม่เหมาะสมจากบุคคลนั้นอีกตลอดไปค่ะ จนกว่าเราจะเลิกบล็อคเองเพื่อปกป้องตัวเราไปในตัวด้วยถ้ามีใครมาโจมตีทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ผิดอะไร หรืออีกอย่างคือการปิดกั้นข้อมูลเป็นเท็จและ อันตรายจากบุคคลเหล่านั้น


เป็นวิธีกรองเนื้อหาข่าวสารบนฟีด (ยกตัวอย่าง)

  • ให้เลือกโพสที่เราคิดว่ามีเนื้อหาละเอียดอ่อน > เลือกปุ่มเมนู (…) ที่มุมบนขวา > เลือก รายงานโพสต์ของแต่ละคน > เลือกปัญหาที่เราคิดว่าตรงกับหมวดหมู่ที่ขัดต่อมาตรฐานชุมชน > กดส่งรายงาน แล้วทางเมตาจะรับเรื่องเพื่อแสดงข้อมูลพวกนี้ให้เราเห็นน้อยลงค่ะ 


เป็นวิธีกรองเพจที่เราคิดว่ามีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนบนหน้าฟีด (ยกตัวอย่าง)

  • ให้เลือกเพจที่เราคิดว่ามีเนื้อหาละเอียดอ่อน หรือให้ข้อมูลข่าวที่ไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเรื่องรุนแรงต่าง > เลือกปุ่มเมนู (…) ที่มุมบนขวา > เลือก รายงานเพจ หรือบล็อคเพจ > แค่นี้เราจะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเพจค่ะ 

ทางเมตายังไม่มีอัพเดตการกรองเนื้อหาที่ระเอียดอ่อนทั้งหมดเหมือนแอปพลิเคชันอื่น แต่ถ้าอนาคตมีอะไรเพิ่มเติมเราจะมาอัพเดตให้อีกทีค่ะ

 

เป็นขั้นตอนง่าย ๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เผื่อใครยังไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถกรองเนื้อหาข่าวสารในโซเชียลมิเดียได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันโลกอินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่ายมากแม้แต่เด็ก ๆ หรือบุตรหลานสามารถกดเข้าไปไถด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องถามใคร ซึ่งมันมีข้อเสียอยู่ที่ว่า เด็กหล่านี้ยังไม่มีการรับรู้ที่มากพอในการแบ่งแยกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดี นอกจากว่าคุณพ่อคุณแม่จะควบคุมลูกตัวเองอย่างใกล้ชิด แต่การมีตัวช่วยควบคุมเนื้อหาก็ไม่ใช่ว่าจะคลอบคลุมไปทั้งหมด ต้องอย่าลืมสอนลูกเกี่ยวกับภัยบนอินเทอร์เน็ตทั้งการโพสต์ควรไตร่ตรองให้ดี และใช้เวลาเล่นอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสมด้วย

 

from:https://droidsans.com/how-to-report-harmful-content-social-media/

Instagram เผลอกู้คืนบัญชี Pornhub ที่ถูกแบน ก่อนปิดตายอีกครั้งแบบไม่อธิบายเหตุผล

Instagram เผลอกู้คืนบัญชี Pornhub ที่ถูกแบน ก่อนปิดตายอีกครั้งแบบไม่อธิบายเหตุผล
Appdisqus Team

หลังจาก Instagram ทำการเปิดๆ ปิดๆ บัญชีของ Pornhub ชั่วคราวมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะถูกปิดไปอย่างถาวรในเดือนกันยายน จากนั้นในช่วงเวลาสั้นๆ ในสุดสัปดาห์บัญชี Pornhub ก็ได้รับการคืนสถานะ ก่อนจะถูกแบนอย่างถาวรอีกครั้งภายในวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้เราย้อนกลับไปจดจำข้อพิพาทระหว่าง Pornhub และ Instagram ในเรื่องการขอเหตุผลในการโดนปิดปัญชี ซึ่งดูจะไร้คำอธิบายที่ชัดเจน

ข่าวล่าสุดในการกลับมาแล้วก็หายไปอีกครั้งของบัญชี Pornhub ทางโฆษกของ Instagram ได้ให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เป็นการดำเนินการที่เกิดจากความผิดพลาด และอย่างที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เราได้ปิดใช้งานบัญชี Instagram นี้อย่างถาวร เนื่องจากละเมิดนโยบายของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ก็ยังคงเป็นเหตุผลเดิมที่ Pornhub ยังคงสงสัยว่าเขาผิดอะไร?

โดยหลักเกณฑ์ด้านเนื้อหาของ Instagram ห้ามการโพสภาพเปลือยหรือการชักชวนทางเพศ อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Pornhub ได้ให้สัมภาษณ์บอกกับ TechCrunch ว่า พวกเขาเชื่อว่าบัญชีของเขานั้นไม่ได้ละเมิดหลักเกณฑ์ใดๆ ของ Instagram และไม่เคยได้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุผลที่แน่นอนสำหรับการแบนหรือนโยบายใดที่บัญชีได้ทำการละเมิด

ความขัดแย้งเกี่ยวกับบัญชี Instagram ของ Pornhub แสดงให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับมุมมองของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหนังผู้ใหญ่ แม้ว่าโพสต์ของพวกเขาจะไม่ละเมิดหลักเกณฑ์ด้านเนื้อหาใดๆ แต่หลายคนอาจจะรู้ว่าบัญชีใน IG มีอีกมากที่ถูกปิดใช้งานหรือถูกระงับโดยไม่ได้มีภาพโป๊เปลือยหรือแชร์เนื้อหา NSFW แเช่นเหล่าบล็อกเกอร์ที่โชว์ทักษะการเต้นรูดเสา ก็ยังคงถูก IG แบนบัญชี เนื่องจากนโยบายป้องกันโพสที่อาจจะสื่อไปถึงการชักชวนทางเพศ

เมื่อบัญชีของ Pornhub ถูกระงับถาวรในเดือนกันยายน แพลตฟอร์มดังกล่าวได้แชร์จดหมายที่เปิดผนึกถึงผู้บริหาร Meta เจ้าของบริการ Instagram เป็นการโพสผ่านทางทวิตเตอร์ ว่า

“บัญชีสำหรับการทำงานของ Pornhub ถูกปิดใช้งานเป็นเวลาสามสัปดาห์แล้ว ในขณะที่ คิม คาร์เดเชียน ได้โพสต์โชว์ก้นของเธอต่อหน้าผู้ติดตามกว่า 330 ล้านคน โดยไม่มีการจัดการใดๆ จากอินสตาแกรม เรามีความสุขที่เห็นว่าคิมและทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายภาพศิลปะเหล่านั้นยังมีอิสระ และแบ่งปันผลงานของพวกเขาได้บนแพลตฟอร์ม แต่มีคำถามว่าทำไมเราถึงถูกปฏิเสธด้วยการปฏิบัติแบบเดียวกัน”

แม้มาถึงตอนนี้โฆษกของ Pornhub ก็ยังคงต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐาน” ของ Instagram ที่บังคับใช้โดยพลการและเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม โดยโฆษก Pornhub ได้กล่าวกับสื่อ TechCrunch เอาไว้ว่า “ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคืนสถานะบัญชี Instagram ของเรากลับมา บริษัท Meta ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการไม่มีเหตุผลเมื่อพวกเขาปิดใช้งานบัญชีของเราอีกครั้ง แม้ว่าเราจะไม่ละเมิดหลักเกณฑ์ใดๆ … การบังคับใช้นโยบายอย่างไร้เหตุผลของ Meta และ Instagram ทำให้เกิดความยากลำบากต่อการดำรงชีวิตของผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกปฏิบัติกันอย่างไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว และเราเรียกร้องให้ Meta ยกเลิกการตัดสินใจนี้อีกครั้ง”

MindGeek บริษัทแม่ของ Pornhub กำลังอยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องหลายคดี โดยข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แม้ในเดือนธันวาคม 2020 แพลตฟอร์มดังกล่าวจะลบเนื้อหาที่ไม่ได้รับการยืนยันออกจากแฟลตฟอร์ททั้งหมดแล้วก็ตาม รวมถึงตอนนี้ได้มีข้อกำหนดให้ผู้ที่อัปโหลดวิดีโอต้องทำการยืนยันตัวตนก่อนการอัปโหลดวีดีโอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเนื้อหาก่อนเผยแพร่

เรียกได้ว่าเป็นวงการที่ไม่ได้อยู่สบายนัก เนื่องจากมุมมองภาพลักษณ์ต่อสายงานในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใหญ่ค่อนข้างล่อแหลม แม้ในสหรัฐฯเองก็ได้ผ่านร่างกฏหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะอำนวยความสะดวกในการค้าประเวณีและการค้ามนุษย์ ถ้ามีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดีเกิดขึ้นมา ทำให้เครือข่ายสังคมออนไลน์ตลอดจนไปถึงธุรกิจให้บริการบัตรเครดิตต้องหวาดระแวงกันไปหมด เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายโดยที่ตัวเองก็ไม่มีเจตนา แม้อัยการของรัฐบาลกลางจะเคยหยิบกฎหมายนี้ไปใช้เพียงครั้งเดียวในปี 2021 ตามรายงานของรัฐบาลก็ตาม

ผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดสองทางระหว่าง Instagram และ Pornhub? และเนื้อหาที่โพสจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหนังผู้ใหญ่ซึ่งย่อมมีความเซ็กซี่มาเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว มีความแตกต่างอย่างไรกับภาพเซ็กซี่จากเหล่าเซเลปดาราชื่อดังที่โพสอวดหุ่นกันเต็ม Instagram?

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง

ข่าว: Instagram เผลอกู้คืนบัญชี Pornhub ที่ถูกแบน ก่อนปิดตายอีกครั้งแบบไม่อธิบายเหตุผล มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/instagram-reinstated-pornhub-account/

ค่าใช้บริการ Facebook รายเดือน มีจริง! เปิดระบบรายเดือน 12$ ได้รับตราตัวจริงพร้อมเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึง

ค่าใช้บริการ Facebook รายเดือน มีจริง! เปิดระบบรายเดือน 12$ ได้รับตราตัวจริงพร้อมเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึง
Appdisqus Team

Facebook ประกาศระบบใหม่ ‘Meta Verified’ ซึ่งเป็นระบบสมาชิกในแบบชำระเงินรายเดือน แต่จะได้รับการบริการพิเศษ เช่นการปกป้องปัญชีโดนแอบอ้างจากบุคคลอื่น และเพิ่มจำนวนการเข้าถึงและการมองเห็นของโพส รวมถึงการสนับสนุนจาก Facebook ด้วยทีมงานที่เป็นบุคคลเพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  Mark Zuckerberg ได้ประกาศว่าบริษัท Meta จะเริ่มทำการทดสอบข้อเสนอสำหรับสมาชิกผู้ใช้ทั้งบน Facebook และ Instagram เป็นบริการที่เรียกว่า Meta Verified ซึ่งเป็นชุดการสมัครบัญชีสมาชิก ที่จะได้รับตรายืนยันรับรองความถูกต้องว่าเป็นตัวจริง และเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงของโพส รวมถึงสามารถรับการดูแลบัญชีจากทีมสนุนสนับที่จัดเตรียมบริการไว้ให้ โดยทางบริษัทจะเริ่มทดสอบระบบดังกล่าวเพื่อเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเริ่มใช้งานในประเทศในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในปลายสัปดาห์นี้ก่อนเป็นที่แรก โดยหวังว่าจะนำบริการ Meta Verified ไปใช้ในส่วนอื่นๆ ของโลกได้ในเร็วๆ นี้

จุดประสงค์ของบริการใหม่ตามที่ Mark Zuckerberg ได้บอกไว้ คือต้องการทำให้ผู้คนโดยเฉพาะเหล่าครีเอเตอร์ สามารถสร้างตัวตนได้ง่ายขึ้นในชุมชนของ Instagram และ Facebook ที่ผ่านมาทางบริษัทได้รับคำขอมากมายจากเหล่าครีเอเตอร์ เป็นคำขอที่ต้องการเพิ่มยอดจำนวนผู้เข้าถึงให้มากขึ้น นอกจากนั้นก็ยังต้องการระบบยืนยันบัญชีและการสนับสนุนจากทีมงานให้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงการปกป้องบัญชีจากผู้ที่มาแอบอ้างอีกด้วย  ทำให้บริษัทต้องคิดเกี่ยวกับวิธีปลดล็อกการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ออกมาเป็นข้อเสนอใหม่ที่มาในรูปแบบของบริการที่มีการชำระเงินแบบเป็นรายเดือน

ตามที่บริษัท Meta ให้ข้อมูล ระบบใหม่นี้จะสนับสนุนแค่เพียงบัญชีบุคคล แต่บัญชีธุรกิจจะยังไม่เปิดรับสมัครในช่วงแรก และจะรองรับการใช้งานแค่บัญชีที่ใช้ชื่อนามสกุลจริงในโปรไฟล์เืท่านั้น และเมื่อโปรไฟล์ของคุณได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว คุณจะไม่สามารถเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์ หรือชื่อผู้ใช้, วันเกิด หรือรูปภาพในโปรไฟล์ของคุณได้โดยไม่ผ่านการยืนยันอีกครั้ง

ในด้านการเพิ่มจำนวนการมองเห็นที่จะถูกเพิ่มมากขึ้นให้กับบัญชี Meta Verified ทางบริษัทได้ในข้อมูลไว้ว่า อาจจะได้รับจำนวนที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนาดผู้ชมที่มีอยู่แต่เดิมและหัวข้อที่โพสต์ โดยสมาชิกที่มีผู้ติดตามน้อยอาจเห็นผลลัพท์ที่แตกต่างไปจากเดิมได้ชัดเจนกว่า เนื่องจากจำนวนผู้ชมดังเดิมที่มีจำนวนอยู่ไม่มากนั้นเอง แต่สำหรับผู้ใช้ที่มีผู้ติดตามอยู่มากมายก่อนแล้วอาจจะสังเกตเห็นความแตกต่างได้น้อยกว่า

ส่วนราคาค่าบริการ ผู้ใช้สามารถซื้อได้โดยตรงผ่านทาง Instagram หรือ Facebook โดยเริ่มจากผู้ใช้ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในช่วงประมาณปลายสัปดาห์นี้ หรือสามารถซื้อการสมัครสมาชิกรายเดือนในราคา $11.99 ได้บนเว็บ และในราคา $14.99 สำหรับการซื้อผ่านแอปบน iOS และ Android (ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับความต่างด้านราคาค่าบริการ จากการซื้อผ่านในแต่ละช่องทาง)

ด้วยบริการ Meta Verified ผู้สมัครจะได้รับ: 

  • ตราที่ยืนยันว่าคุณคือตัวตนที่แท้จริง และบัญชีของคุณได้รับการรับรองความถูกต้อง ด้วยหลักฐานที่ออกโดยรัฐบาล
  • การป้องกันจากการแอบอ้างของบุคคลอื่น ด้วยการตรวจสอบบัญชีในเชิงรุกสำหรับ
  • รับการช่วยเหลือเมื่อคุณต้องการ ด้วยการช่วยเหลือจากทีมงานที่เป็นบุคคลจริง
  • เพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึง เพิ่มความน่าสนใจที่เกี่ยวกับบัญชีของคุณในพื้นที่ของแพลตฟอร์มเช่น บนการค้นหา ความคิดเห็น หรือคำแนะนำ
  • คุณสมบัติพิเศษใหม่ๆ เพื่อแสดงความเป็นตัวตนในแบบที่ไม่เหมือนใคร
  • สติกเกอร์สุดพิเศษบน Facebook และ Instagram Stories และ Facebook Reels และ 100 ดาวฟรีต่อเดือนบน Facebook เพื่อให้คุณสามารถแสดงการสนับสนุนต่อผู้สร้างรายอื่นได้ (Mark Zuckerberg ให้ข้อมูลเพิ่มเติมฉ

เป็นบริการที่ดี และควรจะมีเพราะความวุ่นวายที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วันในโซเชี่ยล Facebook และ IG การยืนยันบุคคลจะช่วยลดอาชญกรรมและการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตได้โดยตรง และโบนัสสำหรับการเพิ่มยอดผู้พบเห็นและเข้าถึงเป็นการช่วยเหล่าครีเอเตอร์และผู้ใช้หน้าใหม่ ให้สามารถมีเพื่อนหรือการตอบรับจากผู้ใช้รายอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย

ข่าว: ค่าใช้บริการ Facebook รายเดือน มีจริง! เปิดระบบรายเดือน 12$ ได้รับตราตัวจริงพร้อมเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/facebook-meta-verified-pre-test/

Facebook / IG เตรียมขายแพ็ครายเดือน ‘Meta Verified’ จ่าย 400 บาทแลกเครื่องหมายติ๊กถูกหลังชื่อ

Mark Zuckerburg ประกาศกลางแพลตฟอร์มส่วนตัวทั้ง Facebook และ Instagram เตรียมนำร่องฟีเจอร์ใหม่ Meta Verified จ่ายเงินเริ่มต้นราว 400 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าหลังชื่อเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเราจริง ๆ ตามหลังฝั่ง Twitter ที่เปิดให้ผู้ใช้งาน Twitter Blue แบบเสียเงินได้ลองใช้จนเกิดความวุ่นวายกันไปแล้ว

Meta Verified จะเป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถจ่ายเงินเพื่อแลกกับเครื่องหมายยืนยันตัวตนหลังชื่อ เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเอาชื่อของเรา หรือรูปภาพของเราไปใช้ อีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษเพื่อคุยกับฝ่ายบริการลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งถ้าใครอยากใช้ฟีเจอร์ที่ว่านี้จะต้องเสียเงินเป็นจำนวน 11.99 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 400 บาท)

แต่ถ้าใครที่ใช้ iOS จะต้องเสียค่าบริการที่แพงกว่าที่ 14.99 เหรียญฯ (ราว 500 บาท) หลังจากนั้นก็จะต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยการส่งหน้าบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐฯ ไปให้ทางแอปตรวจสอบถึงจะได้รับเครื่องหมายติ๊กถูกหลังชื่อ แต่ทั้งนี้ใครที่เคยมีเครื่องหมายติ๊กถูกอยู่แล้วก็ไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฟีเจอร์นี้ทำมาเพื่อเหล่าครีเอเตอร์หน้าใหม่ ๆ มากกว่า

Facebook DroidSans

เพจ DroidSans ได้มาแล้ว รอดตัวไป  

โดยฟีเจอร์นี้จะรองรับในแอปเครือ Meta ทั้ง Facebook และ Instagram แต่ค่าบริการจะแยกกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่าใครที่ต้องการเครื่องหมายทั้งใน Facebook และ Instagram จะต้องจ่ายเงินให้กับทั้ง 2 แอปรวมเงินเป็นราว ๆ 800 บาทต่อเดือน  แต่ในอนาคต Meta มีแผนจะออกบริการขายแบบแพ็คคู่ Bundled Subscriptions เพื่อลดค่าบริการด้วย

Meta Verified จะเริ่มนำร่องเปิดบริการในประเทศออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ก่อน ส่วนประเทศอื่นจะค่อย ๆ เปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ ส่วนการหาเงินครั้งใหม่ของ Meta จะเวิร์กหรือไม่ ต้องจับตาดูกันให้ดี

 

ที่มา: Mark Zuckerberg (Facebook), The New York Times

 

from:https://droidsans.com/facebook-instagram-meta-plans-to-sell-meta-verified-accounts/