คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS__EVENT

ป้องกัน: HPE Cohesity โซลูชันการจัดการข้อมูลยุคใหม่ที่ครอบคลุม ปกป้องทุกองค์กรให้ปลอดภัยจาก Ransomware

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

รหัสผ่าน:

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-cohesity-the-modern-data-protection/

ดีอีเอส ร่วมกับ กสทช. และ 35 หน่วยงานผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หาแนวทางแจ้งเตือน ระงับการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมาย

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเชิญผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 35 ราย รับทราบ และชี้แจงประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2565 เพื่อระงับเนื้อหาข้อมูลเท็จ ความมั่นคง ลามกอนาจาร หลังรับแจ้งการกระทำผิด

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2565 ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญโดยสรุป ดังนี้

  1. ปรับปรุงประกาศฉบับเดิม เมื่อปี 2560 ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองประชาชนมากยิ่งขึ้น และสร้างหลักประกันแก่ผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย หากได้ปฏิบัติตามข้อร้องเรียนของประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการ หรือตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศอย่างถูกต้องครบถ้วน จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbor) ของผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
  1. ขั้นตอนการปฏิบัติของผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ คือ ต้องมีช่องทางเพื่อรับแจ้งเนื้อหาที่เป็นความผิด ทั้งข้อมูลเท็จ บิดเบือน ปลอมแปลง กระทบต่อความมั่นคง หรือลามกอนาจาร จากประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการ โดยจัดทำแบบฟอร์มข้อเรื่องร้องเรียน (Complaint Form) และเมื่อได้รับแจ้งแล้ว ให้ระงับหรือนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบ หรือเมื่อได้รับคำสั่งให้ระงับหรือนำข้อมูลออกจากระบบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระงับหรือนำข้อมูลฯ ออกจากระบบของตน ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามลักษณะเนื้อหาของข้อมูล ดังนี้

– เนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน ปลอม ตามมาตรา 14 (1) ให้ระงับ หรือนำข้อมูลออก ทันที   ไม่เกิน 7 วัน

– เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคง ตามมาตรา 14 (2) และ (3) ให้ระงับ นำข้อมูลออกทันที  แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

– เนื้อหาที่มีลักษณะลามก ตามมาตรา 14 (4) ให้ระงับ นำข้อมูลออกทันที แต่ไม่เกิน 3 วัน สำหรับ  กรณีภาพลามกอนาจารเด็ก ต้องระงับหรือนำข้อมูลออก ทันที แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

  1. สำหรับประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือต้องมีการลงบันทึกประจำวันไว้กับตำรวจก่อนดำเนินการแจ้งไปยังผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ ประกาศนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 25 ธันวาคม 2565) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม

“ประกาศฉบับนี้ ออกมาเพื่อเร่งระงับข้อมูลผิด กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ขอเตือนว่า อย่าใช้ช่องทางนี้ ในการกลั่นแกล้งผู้อื่น หากดำเนินการ โดยเจตนาไม่สุจริต หรือเป็นเท็จ ผู้แจ้งอาจต้องรับผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญาได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการกระทำความผิดเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การฉ้อโกงผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนผ่านระบบคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ช่วยลดภาระของประชาชนหรือผู้เสียหาย และตกเป็นเหยื่อจากมิจฉาชีพ ดีอีเอส ได้ร่วมกับ 36 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

  • คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • ผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย จำนวน 11 ราย อาทิ บริษัท โทรคมนาคมห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
  • ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดีย อาทิ บริษัท เมต้า แพล็ตฟอร์ม ไอเอ็นซี บริษัท กูเกิล แอลแอลซี และ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น
  • ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จำนวน 18 ราย อาทิ บริษัท สามารถอินโฟเนต จำกัด บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางในการคุ้มครอง เยียวยาความเสียหายแก่ประชาชน และให้ประชาชนรู้เท่าทันการกระทำความผิดผ่านคอมพิวเตอร์และสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง ผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ต้องดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์โดยทันที แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินระยะเวลาสามวันนับแต่วันที่ได้รับคาสั่ง เป็นต้น

“ดีอีเอส ในฐานะกระทรวงฯ ที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางด้านดิจิทัลของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยปรับตัวก้าวสู่โลกดิจิทัล เรามีความจำเป็นอย่างมากที่จะดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์และสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบออนไลน์ และโลกดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด” นายชัยวุฒิ กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/des-press-release-for-online-cyber-law/

สมาร์ทโฟนแฟล็กชิป “HONOR Magic4 Pro” ชูคอนเซ็ปต์ The Power of Magic

ออเนอร์ (HONOR) ผู้ให้บริการอุปกรณ์อัจฉริยะชั้นนำระดับโลก และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเท็มชั้นนำของเมืองไทย รุกตลาดสมาร์ทโฟนให้สั่นสะเทือนอีกครั้งกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับแฟล็กชิปรุ่นล่าสุด HONOR Magic4 Pro” ชูไฮไลท์ด้วยขุมพลังนวัตกรรมแห่งเวทมนตร์ อาทิ สุดยอดนวัตกรรมกล้องระดับเทพที่จะมอบประสบการณ์การถ่ายภาพเทียบชั้นกล้องโปร

พร้อมยกระดับการใช้งานไปอีกขั้นกับ 100W HONOR SuperCharge เทคโนโลยีชาร์จไวชั้นนำของอุตสาหกรรม และยกระดับมาตรฐานสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ไปอีกขั้นกับระบบปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย Dual TEE Security OS ทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอ LTPO ที่ใช้เทคโนโลยี PWM Dimming ถึง 1920Hz ครั้งแรกในวงการสมาร์ทโฟน! ในดีไซน์โค้งมนสวยพรีเมียมดั่งต้องมนตร์ และสามารถใช้งานได้ครบครันกับ GoogleMobile Services เต็มรูปแบบ วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศแล้ววันนี้ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Trusted by SYNNEX

ออเนอร์ส่งสมาร์ทโฟนระดับแฟล็กชิป “HONOR Magic4 Pro” ลุยตลาดสมาร์ทโฟนไทย ให้คนไทยได้สัมผัสกับนวัตกรรมสุดล้ำแห่งยุคไปกับคอนเซ็ปต์ “The Power of Magic” ที่จะมาร่ายมนตร์สะกดทุกการใช้งานด้วยฟีเจอร์สุดล้ำสมศักดิ์ศรีผลิตภัณฑ์ไอโคนิค และไฮไลท์นวัตกรรมแห่งเวทมนตร์ครบรอบด้าน อาทิ กล้อง เทคโนโลยีชาร์จไว เทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย หน้าจอ ดีไซน์ที่ได้รับการอัปเกรดไปอีกขั้น รวมถึงการใช้งานที่ครบครันและลื่นไหลกับระบบปฏิบัติการ Magic UI 6.0 บนพื้นฐานของ Android 12 ที่สามารถใช้ Google Mobile Services ได้อย่างเต็มรูปแบบ

HONOR Magic4 Pro มาพร้อมสุดยอดนวัตกรรมกล้องเพื่อประสบการณ์การถ่ายภาพแบบมืออาชีพเสมือนใช้กล้องโปรกับชุดกล้องหลัง 3 ตัว ที่ทำงานร่วมกับ HONOR Image Engine และ AI Color Engine พร้อมจับโฟกัสด้วย dTOF 8×8 Sensor และ Flicker Sensor ช่วยตรวจจับการสั่นไหว ให้บันทึกทุกรายละเอียดของโมเมนต์สำคัญได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะถ่ายภาพจากระยะใกล้หรือไกล เริ่มด้วยกล้องเลนส์ไวด์แบบ Advanced 7P Lens ที่มีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ถึง 1/1.56”

ช่วยเก็บแสงและให้ความคมชัดของภาพได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนกล้องตัวถัดมาประกอบไปด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ เก็บภาพวิวสวยได้กว้างถึง 122 องศา และเลนส์มาโคร ที่สามารถถ่ายภาพวัตถุได้ในระยะใกล้เพียง 2.5 เซนติเมตร ความละเอียด 50MPส่วนหมัดเด็ดอยู่ที่กล้องหลังตัวสุดท้ายอย่างกล้องเทเลโฟโต้ Periscope ความละเอียด 64MP ที่สามารถซูมแบบออปติคอลได้ 3.5X และซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 100X ทั้งยังมีระบบ Ultra Fusion ที่ผสานการทำงานของทุกเลนส์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเก็บภาพได้ในทุกทางยาวโฟกัส ให้ผลลัพธ์ภาพที่มีความละเอียดและความคมชัดขั้นสูง รวมถึงมีสีสันครบถ้วนเป็นธรรมชาติ

อีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นอย่าง Movie Master พร้อมระบบ IMAX Enhanced ที่ช่วยเปลี่ยนวิดีโอธรรมดาให้กลายเป็นวิดีโอคุณภาพสูงราวกับภาพยนตร์ ด้วยความคมชัดแบบ 10-bit ระดับ 4K 60fps นอกจากนี้ยังมี Motion Blur-Cancellation ที่ช่วยให้วิดีโอมีคุณภาพสูงขึ้น และมีอัลกอริทึมแบบ Dual Chain ที่ทำให้สามารถเก็บภาพนิ่งโมเมนต์เด็ดๆ แบบคุณภาพสูงขณะที่กำลังบันทึกวิดีโอได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังมีฟีเจอร์ Magic Take ช่วยจับภาพไฮไลท์สำคัญทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอสั้นจากวิดีโอที่บันทึกแบบ 30fps ด้วย ONOR Magic4 Pro โดยอัตโนมัติ ส่วนกล้องหน้าก็จัดเต็มไม่แพ้กัน มาพร้อมกล้องความละเอียด 12MP แบบ Ultra Wide เก็บภาพได้กว้างถึง 122 องศา พร้อมกล้องชัดลึกแบบ 3D ให้มิติในการถ่ายเซลฟี่แบบคมชัดทุกองศา

HONOR Magic4 Pro ชาร์จแบตเตอรี่ได้ไวราวกับมีเวทมนตร์ โดยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จุใจถึง 4600mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมการชาร์จ 100W HONOR SuperCharge ทั้งแบบใช้สายชาร์จและไร้สายสามารถชาร์จแบตได้ถึง 50% โดยใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาที ให้ทุกจังหวะการใช้ชีวิตไม่มีสะดุดพร้อมใช้งานได้ตลอดวันโดย HONOR Magic4 Pro ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซ็ต Snapdragon® 8 Gen 1 ขนาด 4nm รองรับการเชื่อมต่อ 5Gสุดเร็วแรง พร้อม RAM 8GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 256GB ปลดล็อกขีดจำกัดการทำงาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการแสดงผลกราฟิกได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้พลังงานน้อยลง ด้วย Qualcomm AI Engine เจนเนอเรชั่น 7 อันชาญฉลาด และ GPU Turbo X ที่ให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหลที่สุด ที่สำคัญยังใช้ระบบปฏิบัติการ Magic UI 6.0 บนพื้นฐานของ Android 12 ที่สามารถใช้ Google Mobile Services ได้อย่างเต็มรูปแบบ และยังมาพร้อมมาตรฐานการป้องกันน้ำกันฝุ่น ระดับ IP68 พกไปลุยได้ทุกโมเมนต์ของชีวิต


ระบบความปลอดภัยถือเป็นมาตรฐานใหม่ในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน โดย HONOR Magic4 Pro มาพร้อมระบบปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยแบบ Dual TEE Security OS ด้วยการพัฒนาและทำงานร่วมกันของ Qualcomm TEE และ HONOR TEE เสริมแกร่งความปลอดภัยอีกชั้นด้วยชิปเซ็ตความปลอดภัยแบบอิสระที่ช่วยเก็บรักษาข้อมูลพาสเวิร์ดการสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือส่วนบุคคล ให้การเข้ารหัสต่างๆ สามารถทำได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย นอกจากนี้ยังใช้ระบบ AI เพื่อยกระดับความเป็นส่วนตัว ป้องกันไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไประหว่างการโทรอีกด้วย

HONOR Magic4 Pro จัดเต็มด้วยนวัตกรรมหน้าจอครั้งแรกในวงการสมาร์ทโฟน! กับหน้าจอแบบ LTPO ที่ใช้เทคโนโลยี PWM Dimming ถึง 1920Hz ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสบายตายิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Flex OLED ในดีไซน์ ขอบโค้ง 4 ด้าน ขนาดใหญ่เต็มตา 6.81” ความละเอียด 2848 x 1312 พิกเซล พร้อมขอบเขตสีระดับ DCI-P3 100% กว่า 1.07 พันล้านสี รองรับการแสดงผลสีตามมาตรฐาน HDR10+ ที่อัปเกรดแล้ว และสว่างได้สูงสุดถึง 1,000 nits ให้สามารถรับชมคอนเทนต์อย่างไร้ขอบเขตได้เต็มอิ่มและสีสันสดสมจริง ทั้งยังมาพร้อมระบบ IMAX Enhanced มอบประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมกว่าที่เคยเสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ที่สามารถปรับได้ตั้งแต่ 1Hz ถึง 120Hz ช่วยประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่อัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอสูงถึง 360Hz เพลิดเพลินไปกับ การเล่นเกม ทำงาน หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้น ในดีไซน์ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต โดยตัวเครื่อง มีความโค้งมนทั้ง 4 ด้าน ให้ความสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบ สวยพรีเมียมสะกดทุกสายตา เพรียวบางและน้ำหนักเบาเพียง 215 กรัม จับใช้งานได้อย่างถนัดมือตลอดวัน

ภายในงานเปิดตัวสมาร์ทโฟน HONOR Magic4 Pro ยังได้รับเกียรติจากช่างภาพหนุ่มฝีมือดีแถวหน้าของเมืองไทย “ทอมมี่ – ธนบัตร กายเออร์” เจ้าของเพจ Thanabutgier.blog มาร่วมพิสูจน์สุดยอดนวัตกรรมกล้อง The Power of Magic ให้เห็นกับตา พร้อมเปิดเวิร์คช้อปถ่ายภาพด้วย HONOR Magic4 Pro ให้กับสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน ที่ต่างให้การยอมรับ เป็นเสียงเดียวกันถึงความสามารถด้านกล้องอันชาญฉลาด สุดยอดราวกับใช้กล้องโปรถ่าย

สำหรับ HONOR Magic4 Pro สมาร์ทโฟนระดับแฟล็กชิปกับสุดยอดนวัตกรรมแห่งเวทมนตร์ มาใน 2 สีให้เลือกสรร ได้แก่ สีเขียว Cyan และสีดำ Black วางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ ในราคา 35,990 บาท พิเศษยิ่งกว่า! สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ HONOR Magic4 Pro ระหว่างวันนี้ – 10 พฤศจิกายน 2565 รับฟรีทันที! ไม้กันสั่นสำหรับสมาร์ทโฟน รุ่น DJI Osmo OM4 SE มูลค่า 4,490 บาท และประกันหน้าจอแตก คุ้มครองนานถึง 90 วัน* มูลค่าสูงสุด 11,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,490 บาท

สมาร์ทโฟน HONOR Magic4 Pro ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Trusted by SYNNEX มั่นใจได้กับการรับประกันและบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม ณ ศูนย์บริการซินเน็คฯ ทั่วประเทศ สามารถเป็นเจ้าของ HONOR Magic4 Pro ได้จากหลากหลายช่องทาง ทั้ง HONOR Official Store บนแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada รวมถึงร้านค้าตัวแทนจำหน่าย HONOR ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และช่องทางร้านค้าออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/honor-magic-4-pro-news-release/

ทีม Montivory โชว์แกร่งพัฒนา Data to Commerce นำองค์กรธุรกิจไทยฝ่ามรสุม Disruption

Go Regional! ทีม Montivory โชว์แกร่งพัฒนา Data to Commerce นำองค์กรธุรกิจไทยฝ่ามรสุม Disruption ประกาศจับมือ Tech Enterprise ระดับโลก “Adobe-Emplifi-Commercetools” ขยายฐานรุก Digital Commerce ภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้า  3 ปี โกย 800 ล้านบาท เตือนโลกหลัง “โควิด” การแข่งขันเทคโนโลยีดุเดือดหนัก แบรนด์ต้องเตรียมพร้อมก่อนตกขบวน

 โลกหลังโควิด-19 จะเป็นโลกที่มีแนวโน้มการเกิด Digital Disruption ที่รุนแรงขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการค้าที่ต้องปรับตัวเข้าสู่ Digital Commerce เพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของวิถีโลกที่ผู้คนหันไปใช้ชีวิตในโลกออนไลน์มากขึ้น

จากรายงานการวิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company ชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia: SEA) กำลังก้าวเข้าสู่ ทศวรรษแห่งดิจิทัล” จากจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่มีมากกว่า 440 ล้านคน โดยเป็นผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัลถึงกว่า 350 ล้านคน ทำให้คาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะเติบโตได้ถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยจะเติบโตได้ถึง 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2568

คุณสุปรีย์ ทองเพชร CEO ของ Montivory บริษัทที่ปรึกษาด้านปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความเป็นดิจิทัล หรือ Digital Transformation เปิดเผยว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตั้งแต่นี้ไปธุรกิจแบบ B2B B2C และ E-Commerce กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ D2C หรือ Direct-to-Consumer Commerce และกลายเป็นสมรภูมิการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย และเป็นปัจจัยผลักดันให้องค์กรไม่ว่าในระดับ SMEs หรือบริษัทขนาดใหญ่ ต้องเร่งนำธุรกิจไปสู่ความเป็นดิจิทัลที่สมบูรณ์ ทำให้ในอนาคตจะยังคงมีแนวโน้มเกิดการแข่งขันทางเทคโนโลยีขององค์กรต่าง ๆ ค่อนข้างสูง

“สถานการณ์ดังกล่าวเรามองว่าค่อนข้างเป็นบวกต่อการทำงานของเรา ดังนั้นจึงได้เตรียมความพร้อมของทีมงาน เพื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทั้งในรูปแบบการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและบริการทางเทคโนโลยีกับองค์ธุรกิจในท้องถิ่น และการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทยขยายการลงทุน D2C Commerce ไปยังประเทศเหล่านั้น โดยเบื้องต้นได้เข้าไปแล้วใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงค์โปร์ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 800 ล้านบาท ภายใน 3 ปี”

คุณสุปรีย์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Montivory สามารถขยายธุรกิจต่อได้ไปได้ในระดับภูมิภาค คือ การมี Tech Enterprise ชั้นนำระดับโลก เช่น Adobe, Commercetools, Emplifi, Digimind และ Braze มาร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงาน ทำให้มีเราความพร้อมทั้งทางเทคโนโลยีและบุคคลกร รวมทั้งมีทางเลือกในการจัดหาเครื่องมือที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละองค์กร นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ Montivory มีอยู่ในมือ ยังครอบคลุมการทำงานทั้ง Ecosystem ของ D2C Commerce ไม่ว่าด้าน Data, Social Media หรือ E-Commerce จึงสามารถสนับสนุนการทำงานของในบริบทต่าง ๆ ของทุกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่องมือที่น่าสนใจ เช่น

Adobe Real-Time Customer Data Platform หรือ Adobe Real-Time CDP – เป็นเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลขั้นสูงที่ Adobe เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลที่ดีที่สุดในโลก เนื่องจากมีความสามารถในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มาจากช่องทางต่างๆ ของแบรนด์ เช่น เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น ระบบ Customer Service ได้แบบ 360 องศาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แล้วนำมาจัดทำเป็น Profile แบบเรียลไทม์เพื่อให้แบรนด์นำไปใช้ประโยชน์ เช่น การมอบคูปองส่วนลด หรือส่ง SMS สื่อสารการตลาดแบบเฉพาะตัว ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าได้เป็นรายบุคคล

Emplifi – คือ เครื่องมือที่มากกว่า Social Listening หรือเครื่องมือการจัดการ Content ทั่วไป เพราะ Emplifi คือ Social Marketing and Commerce Cloud ที่ผนวกความสามารถด้าน Social Listening, การจัดการ Content, Customer Care, การตลาด และการขาย เข้าไว้ด้วยกัน Emplifi จึงทำงานได้อย่างหลากหลายตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกใน Social Media, การติดตามดูแลและสื่อสารกับลูกค้า, Community Management, Social Commerce และมีฟีเจอร์ ShopStream ที่สามารถสร้าง Live Video Shopping โดยตรงกับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมามีหลายองค์กรที่นำไปใช้จนประสบความสำเร็จ เช่น สายการบิน Delta, Domino’s Pizza และ Mercedes-Benz

Commercetools – เป็นเครื่องมือจัดการ E-Commerce ที่มีระบบการให้บริการต่าง ๆ แบบ API-First Approach เช่น การจัดกลุ่มลูกค้า, ป้ายราคา, ตะกร้าสินค้า, ระบบ Online Payment, ระบบ Multi Currency และ Muti Language ไว้อย่างครบวงจร โดย CommerceTools เป็นเทคโนโลยี Digital Experience Platform (DXP) ที่ใช้สถาปัตยกรรม Headless-Commerce ในการออกแบบ ทำให้สามารถเชื่อมต่อหรือทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์โดยผ่าน API ขณะที่บริการต่าง ๆ อยู่ในรูปของ Micro Service ที่มีความเป็นอิสระจากกันและทำงานอยู่บนระบบคลาวน์ จึงทำให้สามารถรับประกันเรื่องปัญหาระบบล่มได้ถึง 99.99%

คุณสุปรีย์ กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากเทคโนโลยี สิ่งที่ถือเป็น Core Value ของ Montivory อีกประเด็นคือการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ ครอบคลุมตั้งแต่ทีมที่ปรึกษาธุรกิจ, นักพฤติกรรมศาสตร์, นักพัฒนาไอที, ผู้จัดการโครงการ, ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล, ทีมครีเอทีฟและคอนเทนต์ ซึ่งทุกคนต่างได้รับ Certification หรือการรับรองจากเจ้าของแพลตฟอร์มที่แต่ละคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะ Adobe ซึ่ง Montivory เป็นบริษัทพาร์ตเนอร์ที่ได้การรับรองถึง 59 Certification นับว่ามีจำนวนบุคลากรที่ได้รับการรับรองที่สามารถรับมือได้ในทุก ๆ ความต้องการด้านการปฏิบัติการเทคโนโลยีการตลาดในภูมิภาค

“จากทำงานหนักมาตลอด 4 ปี โดยดูแลลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม, ธุรกิจการดูแลสุขภาพ, พลังงาน, ยานยนต์, ธุรกิจประกันภัย หรือแม้แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทำให้เรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีพัฒนา Data to Commerce ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่น่าพอใจ วันนี้เรามีความมั่นใจมากในการก้าวไปสู่ธุรกิจระดับภูมิภาค และเชื่อว่าจะสามารถสร้าง Digital Service Innovation ที่น่าตื่นเต้นได้อีกมากมายในอนาคตที่จะถึงนี้” คุณสุปรีย์กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/montivory-data-to-commerce-release/

เอปสันขยายแคมเปญความร่วมมือ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นายซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการ เอปสันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศสานต่อความร่วมมือกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ครีเอทีฟเวิร์คส์ ในการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงภาวะการขยายตัวของพื้นที่สีเขียวบริเวณขั้วโลกเหนือ เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ภายหลังแคมเปญดังกล่าวถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Webby Awards ประจำปี 2021 และได้รับการโหวดให้ชนะรางวัล People’s Voice สาขาคอนเทนท์โซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม โดยมุ่งนำเสนอถึงประเด็นด้านความยั่งยืน ปัญหาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับแคมเปญในปีนี้ เอปสันได้นำผลการสำรวจที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างทีมนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เอ็กซ์พลอเรอร์ และนักนิเวศวิทยา อิสลา ไมเยอร์ส-สมิธ จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ซึ่งได้ทำการวิจัยและนำเสนอให้เห็นถึงการขยายตัวของพื้นที่สีเขียวบนทวีปอาร์กติก หรือภาวะ The Greening of The Artic ที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฤดูกาลที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้พืชพรรณและต้นไม้โตเร็วขึ้น พุ่มไม้บนพื้นดินหนาแน่นขึ้นจนกักเก็บหิมะเป็นชั้นหนาขึ้นและละลายช้าลง ซึ่งหิมะที่ปกคลุมหน้าดินนานขึ้นทำให้อุณหภูมิพื้นดินสูงขึ้น และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา

นายซิ่ว จิน เกียด กล่าวว่า “เอปสันยินดีที่ได้สานต่อการทำงานร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ครีเอทีฟเวิร์คส์ เป็นปีที่สอง เพื่อทำให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับภาวะการขยายตัวของพื้นที่สีเขียวที่อาร์กติก ความยั่งยืนเป็นหัวใจของการทำธุรกิจของเอปสัน บริษัทฯ พยายามลดการสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในทุกกระบวนการ รวมถึงช่วยลูกค้าให้ทำได้ในสิ่งเดียวกัน เอปสันได้คิดค้นเทคโนโลยี Heat-Free ในเครื่องพิมพ์ EcoTank ที่กินไฟน้อยและมีชิ้นส่วนอะไหล่น้อย เพื่อลดการใช้พลังงานและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าของเอปสันจึงสามารถช่วยผลักดันความยั่งยืนให้กับขึ้นกับสังคม พร้อมกับการทำงานที่ได้ประสิทธิผลเต็มที่ในทุกวัน เอปสันหวังว่าแคมเปญความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นองค์กรธุรกิจและผู้บริโภคให้ตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้”

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-news-release-the-greening-of-the-artic/

ซัมซุงลุยตลาดลูกค้าองค์กร เปิดตัว XCover6 Pro 5G และ TabActive4 Pro 5G

ซัมซุงตอบรับความต้องการธุรกิจลูกค้าองค์กร เปิดตัว Samsung XCover6 Pro 5G และ Samsung TabActive4 Pro 5G สมาร์ทดีไวซ์ที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อตอบโจทย์การทำงาน ในยุคปัจจุบัน พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรซ์ ส่งโซลูชัน 5G ใน Rugged Device (สมาร์ทดีไวซ์ที่มีความทนทานสูง เหมาะสำหรับทำงานในทุกสภาพแวดล้อม) เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด​ Go Faster เพื่อยกระดับการใช้งานให้เร็ว แรง รวมทั้งยังสะดวก ปลอดภัย และใช้งานได้ง่ายดายยิ่งกว่าเดิมพร้อมเดินหน้าส่ง Samsung ONE โปรแกรมครบวงจรสำหรับพาร์ทเนอร์​และคู่ค้า ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 15%

นายณเอก สงศิริ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย ธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เทรนด์ในด้านการทำงานในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และถึงแม้สถานการณ์จะได้คลี่คลายลงไปมากแล้ว แต่วิถีชีวิตของผู้คนรวมทั้งการทำงานก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบไฮบริดมากขึ้น โดยองค์กรต่างๆ กว่า 95% ได้มองเห็นโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตได้จากการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และองค์กรกว่า 89% ได้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานให้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นโดยพนักงานและคนในองค์กรสามารถทำงานได้จากทุกที่และควรมีอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานอย่างเช่น Rugged Device อย่างน้อยหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งคน ด้วยเหตุนี้ซัมซุงจึงได้พัฒนา Rugged Device ที่มาพร้อมกับโซลูชันตอบโจทย์การใช้งานอย่างครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเชิงธุรกิจที่ดีกว่าเดิมให้กับทุกคน”​

จากการสำรวจอินไซต์ผู้บริโภคจาก Tech Research Asia’s SEAO Custom Rugged Study 2022 พบว่าองค์กรกว่า 66% พิจารณาเลือกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อใช้งานจากความทนทานของดีไวซ์ โดยกว่า 61% ต้องการฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลาย ครบครัน ครอบคลุมทุกโซลูชันในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่ากว่า 59% ต้องการดีไวซ์ที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ซับซ้อน โดยกว่า 57% คาดหวังถึงความสามารถพิเศษเพิ่มเติมที่สามารถช่วยให้ใช้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น และสุดท้าย ลูกค้ากว่า 51% ตระหนักในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย รวมทั้งความแข็งแรงของหน้าจอ

ด้วยความเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนสำหรับกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ซัมซุงได้พัฒนา Rugged Device ภายใต้หัวใจหลัก สามประการ ประกอบด้วยนวัตกรรม (Innovation) ที่ไม่เพียงแต่การติดตั้งซอฟต์แวร์บนฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับการออกแบบที่ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน รวมถึงเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานระดับ Military-grade และผ่านมาตรฐาน IP68 ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทนทาน ความสามารถในการกันน้ำและกันฝุ่น ซึ่งสามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อม

ไม่เพียงเท่านั้น Rugged Device ของซัมซุงยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูง (Security) ที่ช่วยป้องกันตัวเครื่องและข้อมูลต่างๆ ขององค์กรจากความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ และยังเปิดกว้าง (Openness) กล่าวคือผู้ใช้งานสามารถใช้งานดีไวซ์ของซัมซุงได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถใช้งานได้จากทุกที่

โดยล่าสุดซัมซุงได้เปิดตัว Rugged Device รุ่นใหม่อย่างสมาร์ทโฟน Samsung XCover6 Pro 5G และ TabActive4 Pro 5G ตอกย้ำความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำด้วยการส่งโซลูชัน 5G ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเอ็นเตอร์ไพรซ์ ภายใต้แนวคิด Go Faster เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับการใช้งานให้เร็ว แรง ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

from:https://www.enterpriseitpro.net/samsung-rugged-device-news-release/

ปันได้ เครื่องมือ Affiliate ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงฐานลูกค้าได้กว้างและตรงกลุ่มขึ้น เพื่อช่วยธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปันได้ เครื่องมือ Affiliate ช่วยขายออนไลน์ ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย ครบ จบในที่เดียว ตอบโจทย์การฝากขายผ่านทุกช่องทางแบบ Affiliate ไม่ว่าจะฝากขายผ่าน อินฟลูเอนเซอร์ หรือคนทั่วไปก็ทำได้อย่างง่ายดาย พร้อมรองรับการสร้างเซลเพจหน้าสินค้า เชิญตัวแทนช่วยขาย จัดการคำสั่งซื้อ และจัดการการจัดส่งสินค้าได้อย่างสะดวก ง่าย ในสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว รวมถึงสามารถใช้ในการขายสินค้าดิจิทัล หรือ E-Voucher พร้อมตั้งเป้าเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการให้เติบโตในโลกอีคอมเมิร์ซและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับนักขายได้อย่างแท้จริง

นายบุญชัย ลิ่มอติบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง PUNDAI กล่าวว่า “เรากำลังเข้าสู่ยุคที่สินค้ามีตัวเลือกมากเกินไป จากการค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce แบบ Marketplace ซึ่งเมื่อสินค้ามีความคล้ายคลึงกันทั้งเรื่องการใช้งาน ราคา และร้านค้าที่ขาย ผู้บริโภคจึงเริ่มหันมาเลือกซื้อสินค้าจากคนรู้จัก จากคนที่ไว้ใจอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่เราติดตาม หรือจากผู้ใช้สินค้าจริงมากขึ้น เนื่องด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันต้องการความสะดวกสบายและง่ายที่สุด จึงทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญ เดินหน้าต่อยอดพัฒนาเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่าง PUNDAI – ปันได้ ซึ่งเหมาะกับการซื้อขายในยุคนี้ เน้นเจาะกลุ่มคนที่ขายสินค้าหรือบริการและต้องการขยายฐานลูกค้าโดยใช้ระบบ Affiliate เพื่อให้ตัวแทนช่วยในการขายสินค้า และอีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่มีความน่าเชื่อถือ มีฐานลูกค้าและต้องการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าที่มี โดยไม่ต้องลงทุนหรือจัดการสต็อกและการจัดส่ง เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงมากที่สุด

โดยจากรายงานของ Nielsen บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำสำรวจระดับโลก ได้รายงานผลสำรวจในปี 2021 ว่า 88% ของผู้บริโภคเชื่อคำแนะนำของคนรู้จักมากกว่าโฆษณา* ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นทุกปี อีกทั้งกระแสความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์หรือ KOL ที่ทำคอนเทนต์เฉพาะทางก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการแนะนำสินค้าหรือบริการจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ที่ผู้บริโภคเชื่อถือและไว้ใจจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่ง PUNDAI – ปันได้ เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์การแนะนำสินค้าจากคนกลุ่มนี้ อีกทั้งแพลตฟอร์มนี้ยังไม่ได้จำกัดการใช้อยู่เพียงกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เท่านั้น แต่รวมถึง KOC หรือผู้บริโภคที่ได้เคยลองใช้สินค้าจริง และทำการแนะนำผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้า หรือการแนะนำในกลุ่มคนรู้จักโดยตรง ซึ่งมีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อของคนรอบข้างเป็นอย่างมาก”

สำหรับเจ้าของสินค้าที่ต้องการเพิ่มยอดขาย ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นและตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถใช้   PUNDAI – ปันได้ ในการทำ Affiliate ผ่านการเชิญตัวแทน และแบ่ง % เงินปัน (ค่าคอมมิชชั่น) ได้อย่างสะดวกง่ายดาย โดย PUNDAI – ปันได้ ถูกพัฒนาเป็น Web-based App จึงสามารถเข้าถึงได้ผ่านการแชร์ลิงก์ จากโซเชียลมีเดียได้ทุกแพลตฟอร์ม โดยผู้ใช้สามารถสร้างหน้าเซลเพจ และจัดการการขายทั้งกระบวนการได้ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว พร้อมรองรับกับการใช้ในการขายสินค้าทั่วไป และ E-voucher ได้ตอบโจทย์ทุกการขายออนไลน์ ซึ่งสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านทาง LINE Official ของ        PUNDAI – ปันได้ เพียงลงทะเบียนด้วยบัญชีไลน์ โดยผู้ใช้สามารถออกแบบเพจสินค้า ใส่คำอธิบาย ใส่ภาพหรือวิดีโอ กำหนดราคา และเงื่อนไขต่างๆ เมื่อออกแบบเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถแชร์ลิงก์สินค้าหรือบริการไปยังโซเชียลมีเดียใดก็ได้ เพื่อให้ลูกค้าคลิกสั่งซื้อได้ทันที โดยมีช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต พร้อมเพย์ อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไลน์เพย์ และอาลีเพย์ ซึ่งไม่ต้องมีแอดมินคอยเช็คสลิป และมอบความสะดวกปลอดภัยให้กับลูกค้าพึงพอใจได้อย่างสูงสุด

นอกจากนี้ในส่วนของการสร้างตัวแทนขาย สามารถสร้างลิงก์เชิญตัวแทนและกำหนดค่าตอบแทนได้ โดยระบบจะช่วยจัดการให้ทุกอย่าง และยังสามารถเพิ่มและกำหนดสิทธิ์ของผู้ช่วยดูแลระบบเข้ามาบริหารร้านค้าได้อย่างง่ายๆ มอบความสะดวกให้กับเจ้าของร้านค้า พร้อมรองรับการสร้างส่วนลด และกลไกโปรโมชันต่างๆ ที่ช่วยให้ทำการตลาดได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีบริการเสริมด้วยการออกใบกำกับภาษี เอกสารทางบัญชีต่างๆ และรายงานการขาย ที่เหมาะสำหรับร้านค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอีกด้วย

ทั้งนี้ ทิศทางอีคอมเมิร์ซในต่างประเทศอย่างประเทศจีนนั้น ถือว่านำหน้าทั่วโลกไปหลายช่วงตัว สิ่งที่เป็นที่นิยมในจีนจะเริ่มเป็นที่สนใจในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคใกล้เคียงกัน และปัจจุบันการตลาดแบบ Affiliate ถือได้ว่าเป็นที่นิยมมากในจีน ซึ่งที่จีนจะมีเครื่องมือการทำ Affiliate รูปแบบคล้ายกับ PUNDAI – ปันได้ และนิยมใช้กันมาก โดยเราหวังว่าผู้ใช้จะสามารถใช้เครื่องมือนี้ ในการช่วยทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงกลุ่มและกว้างมากขึ้นผ่านระบบ Affiliate และช่วยสอนหรือแนะนำ PUNDAI – ปันได้ ให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อสามารถสร้างรายได้ให้กับคนไทยผ่านการบอกต่อ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการยิงแอดโฆษณาของแพลตฟอร์มต่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต” นายบุญชัย กล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจหรือต้องการใช้บริการ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.pundai.com หรือเฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/pundaiofficial หรือ LINE Official: @pundaiofficial

from:https://www.enterpriseitpro.net/pundai-news-release/

ดีพร้อม ประกาศความสำเร็จปั้น 50 นักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ผ่าน DIPROM AgriBiz Scale Up หนุนตลาดเกษตรไทย-รองรับตลาดโลก

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ – SCB SME-WOODY WORLD ประกาศความสำเร็จ DIPROM AgriBiz Scale Up ปั้น 50 นักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ เพื่อพัฒนาและยกระดับธุรกิจ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสู่ตลาดระดับโลกด้วยความแข็งแกร่งบนแนวทางเกษตรวิถีใหม่

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการ DIPROM AgriBiz Scale Up ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน (สิงหาคม-กันยายน 2565) เป็นการบ่มเพาะและเสริมแกร่งศักยภาพสู่การปั้นนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีพันธมิตรจากภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับโครงการ 88 SANDBOX: Startup Ecosystem พื้นที่แห่งโอกาสในการบ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ และ SCB SME พร้อมด้วย WOODY WORLD เพื่อร่วมกันสร้างและขยายธุรกิจ ให้เติบโต 10X และเพิ่มโอกาสในการขยายต่อยอดไปสู่การทำตลาดต่างประเทศต่อไป

นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จของโครงการฯ ซึ่งได้สร้างและขยายธุรกิจเอสเอ็มอี (Scale Up SME) ด้านการเกษตรให้เติบโตและยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายต่อยอดไปสู่การทำตลาดต่างประเทศ สำหรับนักธุรกิจเกษตรรุ่นใหม่ ที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก และมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการกว่า 50ธุรกิจ ได้รับการบ่มเพาะและนำเสนอผลงานที่โดดเด่นถึง 12 ผลงาน จาก 16 บริษัท ซึ่งผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 ราย ดังนี้ 1 นายกิตติศักดิ์ พิพัฒน์คณาพรบริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลไม้และผักสดไทย ไปทั่วโลก 2. นายกนกพงษ์ พงษ์ธรรมรักษ์ ธุรกิจแพลทฟอร์มนำตลาดสดสู่ออนไลน์ (Fresh Market Transformation Platform) และ 3. นายอัคคภพ จันทรศรีวงศ์บริษัท NGM-X ผู้ผลิตถุงพลาสติก

ทั้งนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมทั้งหมด 164 กิจการ และมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพในโครงการจำนวน 50 กิจการ ซึ่งได้รับการอบรมในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ การปรับแนวคิดให้เป็น Global Mindset เสริมทักษะการพูดและพัฒนา Public Speaking Skills การวางแผนกลยุทธ์ทำ Brand Story telling ให้ทรงพลัง การศึกษารูปแบบธุรกิจยุคใหม่ การหาแหล่งเงินทุน การระดมทุน การเจรจาถ่ายทอดให้นักลงทุนสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ครบทุกมิติ ทั้งนี้ผู้ประกอบการทั้ง 50 กิจการ ที่ได้รับพัฒนาและยกระดับธุรกิจให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันจะมีความพร้อมก้าวสู่ระดับโลกด้วยความแข็งแกร่งบนแนวทางเกษตรวิถีใหม่

from:https://www.enterpriseitpro.net/diprom-news-release/

เอปสันหนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ใช้ความยั่งยืนปั้นธุรกิจ

เอปสันเดินหน้าผลักดันความยั่งยืนให้เติบโตยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ ล่าสุดดึงสามแบรนด์ธุรกิจคนรุ่นใหม่ อย่าง SHE KNOWS, Maddy Hopper และ Qualy ร่วมจัดสัมมนา ‘Day One with Sustainability’ เผยเคล็ดลับการปั้นธุรกิจให้สำเร็จจากความยั่งยืน ให้กับเหล่านักศึกษาที่เตรียมตัวเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตุลาคมและพฤศจิกายนนี้

เอปสัน ผู้ผลิตเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์อันดับหนึ่งของโลก จับมือกับ SHE KNOWS แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นรักโลก Maddy Hopper แบรนด์รองเท้าจากวัสดุธรรมชาติของไทย และ Qualy แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านจากวัสดุรีไซเคิลที่ตีตลาดทั่วโลก จัดงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Day One with Sustainability’ หรือ  ‘ก้าวแรกธุรกิจด้วยความยั่งยืน’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการใช้แนวคิดด้านความยั่งยืนมาสร้างธุรกิจให้สำเร็จจนเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยงานสัมมนาครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ณ ห้องเรียนรวม 10201 ในวันที่ 12 ตุลาคม และงานครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ณ ห้อง A3-301 ในวันที่ 18 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่แรก เอปสันได้กำหนดแนวทางในการทำธุรกิจให้เดินคู่ไปกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมรอบบริษัทฯ ที่จังหวัดนากาโน่ ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะขยายขอบเขตความรับผิดชอบให้กว้างขึ้นจนเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดสารซีเอฟซีที่ทำลายชั้นโอโซนออกจากกระบวนการผลิตทั้งหมดได้ในปี 1993 และได้เริ่มทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี 2004 รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (UN Sustainable Development Goals)”

“ปัจจุบัน ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ไอเดียเพื่อแคมเปญ CSR เท่านั้น องค์กรทั่วโลกตื่นตัวมากขึ้นกับการเชื่อมโยงธุรกิจ สินค้าและบริการเข้ากับคุณค่าด้านนี้ บางองค์กรยกให้ความยั่งยืนเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนหันมานิยมสินค้าจากผู้ผลิตที่ยึดถือความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจและเต็มใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial และ Gen Z ที่ไม่ได้เลือกซื้อสินค้าเพราะราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและมีส่วนตอบแทนสังคม การที่ผู้ผลิตแสดงบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย”

“เอปสันได้ใช้หลักความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ตลอดจนถึงขั้นตอนบรรจุห่อและโลจิสติกส์ เพื่อรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมีส่วนร่วมกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยี Heat-Free ที่ใช้ในเครื่องพิมพ์สำนักงาน ซึ่งไม่ใช้ความร้อนในกระบวนการพิมพ์ จึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์ถึง 85% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 85%”

“การที่เอปสันเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับกลไกธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้บริษัทฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความชัดเจนและประสบความสำเร็จในการสร้างความเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกได้ ซึ่งนี่คือที่มาของการจัดงานสัมมนา หัวข้อ ‘Day One with Sustainability’ โดยเอปสัน ประเทศไทยได้รับเกียรติจากสามแบรนด์ ธุรกิจของคนไทยที่สร้างความเติบโตจากแนวคิดความยั่งยืน ได้แก่ SHE KNOWS, Maddy Hopper และ Qualy   ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากภาคการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำที่โดดเด่นในด้านการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งบริษัทฯ หวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่นักธุรกิจรุ่นใหม่จากทั้งสามแบรนด์ได้นำมาแบ่งปันจะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจต่อนักศึกษา วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และจากคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้นำความยั่งยืนไปใช้สร้างธุรกิจใหม่ๆ ของตนเอง หรือต่อยอดธุรกิจของครอบครัวต่อไปในอนาคต” นายยรรยง กล่าว

ด้านผู้ประกอบการทั้งสามแบรนด์ได้กล่าวถึงการผสานความยั่งยืนเข้ากับความคิดริเริ่มในการทำธุรกิจของตน โดยนางสาวปานไพลิน พิพัฒนสกุล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ SHE KNOWS เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี เจ้าของสโลแกน ‘Greener Fashion for All’ กล่าวว่า “แบรนด์ SHE KNOWS เกิดขึ้นในปี 2018 โดยนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาสร้างความแตกต่างและทางเลือกให้กับสินค้าเสื้อผ้าผู้หญิง โดยคำนึงถึงมาตรฐานที่ดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม แรงงาน และลูกค้า SHE KNOWS ไม่เพียงแต่เลือกใช้ผ้ารีไซเคิล เศษผ้าเหลือจากโรงงาน แต่ยังใช้กรรมวิธีย้อมสีในระบบปิด ซึ่งไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ ส่วนแพคเกจจิ้งก็ใช้กระดาษรีไซเคิลและออกแบบให้ลูกค้าสามารถใช้ซ้ำ เผื่อส่งกลับหากกรณีที่ต้องการเปลี่ยนไซส์ ด้านแรงงาน ชุดของ SHE KNOWS ส่วนใหญ่เป็นแฮนด์เมด โดยช่างฝีมือคนไทย ไม่ได้ใช้เครื่องจักรในโรงงาน จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และในส่วนของลูกค้า SHE KNOWS เน้นการตัดเย็บที่ประณีต ทนทานกว่าเสื้อผ้า Fast Fashion หลายเท่า แต่ราคาถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับแบรนด์เสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ ลูกค้าสามารถใช้ได้นาน ไม่ต้องรีบเปลี่ยน”

“SHE KNOWS เน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง โดยใช้สื่อออนไลน์และ word of mouth เน้นจุดเด่นมัดใจลูกค้าทั้งในด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีไซน์สไตล์ basic wear ใช้ได้บ่อยไม่เบื่อ ราคาที่จับต้องได้ และขนาดของชุด ที่มีให้เลือกมากถึง 18 ไซส์ในแต่ละคอลเล็กชั่น ซึ่งฐานลูกค้า 70% ของ SHE KNOWS มาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 19-29 ปี โดยในปีนี้ มียอดซื้อสินค้าเข้ามาเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 50% จากปีก่อน นอกจากนี้ SHE KNOWS กำลังศึกษาเรื่องการทำตลาดส่งออก โดยจะเริ่มที่ตลาดในภูมิภาคนี้ก่อน รวมถึงตลาดชาวเอเชียที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ และมีความสนใจในตัวสินค้าที่ช่วยลดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ทั้งยังมีแผนจะขยายกำลังการผลิต และเพิ่มไลน์สินค้าขึ้นอีก”

อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ SHE KNOWS นางสาวธัญญรัตน์ ตรีสุรมงคลโชติ กล่าวเสริมว่า “ความท้าทายในการทำธุรกิจด้วยความยั่งยืนคือต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ไม่ควรผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภค SHE KNOWS พยายามค้นหาวัตถุดิบใหม่ๆ นำเรื่องของดีไซน์เข้ามาช่วย เลือกใช้ช่างตัดเย็บที่มีทักษะสูง โดยให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อได้คุณภาพงานที่ประณีต และตั้งราคาที่สมเหตุสมผล ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ง่าย เราต้องหาและรักษาจุดสมดุล เพื่อให้ทั้งธุรกิจ พาร์ทเนอร์ และลูกค้าได้รับประโยชน์ที่สมควร”

ด้านแบรนด์ Maddy Hopper รองเท้ารักษ์โลก โดยนายชาญ สิทธิญาวณิชย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า “Maddy Hopper เริ่มทำการตลาดอย่างจริงจังมาปีกว่า โดยต้องการนำเสนอสินค้ารองเท้าที่ผสานฟังก์ชั่นเข้ากับความยั่งยืน ทั้งใส่ง่าย ดีไซน์สวย ราคาจับต้องได้ และต้องรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในตลาดเป็นแบรนด์ต่างประเทศ จึงเริ่มR&D โดยศึกษาวัตถุดิบธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ และได้ค้นพบผ้าจากขวดพลาสติกรีไซเคิลที่นำมาทำเป็นตัวรองเท้า และยางพารารีไซเคิลสำหรับแผ่นรองด้านใน ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ลดการเกิดแบคทีเรีย ทั้งยังช่วยการหมุนเวียนของเลือด นอกจากวัสดุที่ใช้ทำรองเท้า Maddy Hopper ยังเลือกใช้กระบวนการผลิตแบบแฮนด์เมด เพื่อลดการใช้เครื่องจักรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน และใช้แพคเกจจิ้งที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล และถุงห่อจากข้าวโพดและมันสำปะหลัง”

นายภาคิน โรจนเวคิน อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Maddy Hopper เสริมว่า “กลุ่มลูกค้าที่สนใจ Maddy Hopper เป็นกลุ่ม Gen Y และ Z กว่า 80% เพราะชื่นชอบในคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ที่นำความยั่งยืนเข้ามาใช้ ปัจจุบัน แบรนด์ได้ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก และมีแผนที่จะแตกไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นจากรองเท้า แต่ยังยึดแนวทางรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม และเตรียมจะเปิดจุดขายในโซน CBD อย่างน้อยอีก 2 จุด เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงและสัมผัสสินค้า Maddy Hopper ได้มากขึ้น โดยหลังจากทำตลาดอย่างจริงจังมาได้ปีกว่า คาดว่าภายในสิ้นปี 2565 จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 30% และตั้งเป้าเติบโตอีกเท่าตัวในปี 2566 ก่อนจะทำตลาดส่งออกในปี 2 ปีจากนี้ โดยจะเริ่มที่ภูมิภาคนี้ก่อน เพราะมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบเดียวกับคนไทย”

“การใช้ความยั่งยืนมาเป็นส่วนในการทำธุรกิจเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของ Know How และดีกรีของความยั่งยืนในแต่ละขั้นตอนของธุรกิจ ซึ่งมีผลโดยตรงกับต้นทุนทั้งหมด นอกเหนือจากนั้นแล้ว แนวคิดในเรื่องของความยั่งยืนควรได้รับการยกระดับจนเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการต้องมี เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เป็นแค่กลวิธีในการแข่งขันเพื่อผลทางธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรมีอยู่ในดีเอ็นเอ”

ในส่วนของ Qualy แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลของคนไทย ซึ่งปัจจุบัน เป็นที่นิยมใน 66 ประเทศทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เริ่มนับหนึ่งธุรกิจพร้อมกับความยั่งยืน โดยนายทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Qualy Design กล่าวว่า “Qualy เริ่มสร้างแบรนด์เมื่อ 18 ปีที่แล้ว โดยยึดหลักความยั่งยืนมาตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรก ทั้งวัสดุที่เลือกใช้เป็นวัสดุรีไซเคิล ช่วยลดการนำทรัพยากรใหม่มาใช้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็คำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน และลดการใช้ทรัพยากร ส่วนบรรจุภัณฑ์ก็มีขนาดเล็กหรือน้ำหนักเบา เพื่อประหยัดการขนส่ง ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ยังเน้นการสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมไปสู่ผู้บริโภค ปัจจุบัน Qualy ได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มผู้ที่ชอบตกแต่งบ้าน ชอบไลฟ์สไตล์ที่ดี และใส่ใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันฐานลูกค้ากลุ่มนี้จะขยายเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ”

“Qualy ทำตลาดทั้งในประเทศและตลาดส่งออกมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับมากกว่าและรวดเร็วกว่า เนื่องจากผู้คนตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและพิถีพิถันกับการตกแต่งบ้านและการใช้ชีวิตประจำวัน Qualy ขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการเปิดบริษัทกระจายสินค้าของตัวเองและร่วมมือกับตัวแทนจำหน่าย เพื่อนำสินค้าไปขายในประเทศต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีตลาดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในเมืองไทย มีสินค้า Qualy จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมธุรกิจตื่นตัวกับกระแสความยั่งยืนอย่างมาก องค์กรธุรกิจจำนวนมากหันมาจริงจังกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ถึงขั้นนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการออกแบบและผลิตสินค้า นอกเหนือจากกิจกรรม CSR ทำให้ Qualy ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมาก”

“การทำธุรกิจด้วยความยั่งยืนจำเป็นต้องหาจุดสมดุลที่ว่าธุรกิจต้องสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วย เพราะธุรกิจที่ใช้วัสดุรีไซเคิลจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป เพื่อทำให้สินค้ามีความแตกต่าง สินค้ารักษ์โลกในอดีตเป็นเรื่องของแฟชั่น คนใช้จำกัดอยู่ในวงแคบ เพราะมีราคาสูง แต่ Qualy พยายามที่จะทำให้สินค้านี้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ มีราคาจับต้องได้ เข้าถึงคนได้จำนวนมาก” นายทศพล กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-encourage-sme-thailand/

AIS คว้ารางวัล องค์กรด้านความยั่งยืนระดับประเทศ

AIS ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศไทย จากเวทีระดับทั่วโลกที่คัดเลือกองค์กรที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ IDC’s Future Enterprise Awards 2022 ในสาขา “Special Award for Sustainability” โดย AIS เป็นองค์กรแรกและองค์กรเดียวในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ สะท้อนการทำงานเชิงรุกที่มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “อุ่นใจไซเบอร์” ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยด้านการใช้งานดิจิทัลให้กับคนไทย โดยที่ผ่านมา AIS ได้ริเริ่มเป็นแกนกลางของสังคมด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยกระดับทักษะของประชาชนสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยี ในรูปแบบของบริการดิจิทัลที่ช่วยป้องกัน คัดสรรการใช้งานออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย และการสร้างภูมิปัญญา การตระหนักรู้ เพื่อส่งเสริมและสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยรู้เท่าทัน พร้อมอยู่กับโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “การทำงานด้านความยั่งยืนของ AIS มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายผ่านการใช้พลังของภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคม ให้เป็นสังคมแห่งการใช้งานดิจิทัลเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อคนไทย โดยเราดำเนินนโยบายดังกล่าวผ่านโครงการ เอไอเอส อุ่นใจไซเบอร์มาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัย มีความอุ่นใจจากการใช้งานในโลกไซเบอร์ เพราะวันนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต มีทั้งข้อดีที่เป็นประโยชน์ และในขณะเดียวกันก็อาจมีข้อเสียที่อาจสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้หากไม่รู้เท่าทัน”

รางวัลในสาขา Special Award for Sustainability หรือ รางวัลองค์กรด้านความยั่งยืน เป็นหนึ่งในรางวัลจากทั้งหมด 14 สาขา ในเวที IDC’s Future Enterprise Awards 2022 จัดขึ้นโดย International Data Corporation หรือ IDC ผู้ให้บริการข้อมูลตลาด บริการให้คำปรึกษา และกิจกรรมชั้นนำระดับโลก โดยในปีนี้มีโครงการที่ได้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 โครงการ จาก 700 องค์กรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีมากกว่า 50 องค์กรที่ส่งข้อมูลเข้าประกวดเพื่อร่วมแข่งขันในสาขาต่างๆ ซึ่ง AIS เป็นองค์กรแรกและองค์กรเดียวในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับรางวัลในสาขา Special Award for Sustainability จากโครงการอุ่นใจไซเบอร์

“ต้องขอขอบคุณ IDC ที่มองเห็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของพวกเรา ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ และสังคม โดยวันนี้โครงการอุ่นใจไซเบอร์ ได้ถูกขยายผลออกไปในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความปลอดภัยด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ล่าสุดก็ได้ยกระดับจากองค์ความรู้สู่หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ครั้งแรกของไทย ที่ได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตรการศึกษาไทย ซึ่งที่เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ยกระดับการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล เพื่อปกป้องภัยไซเบอร์ สร้างภูมิคุ้มกันการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลยุคใหม่ตั้งแต่เด็กและเยาวชนไปจนถึงคนทั่วไป” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-special-award-for-sustainability/