คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA

Big Data คือเบื้องหลังฟอร์มร้อนแรงของ Cody Gakpo นักเตะดาวรุ่งชาวดัชต์ ในบอลโลก 2022

รู้จัก Tactalyse บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล ที่ทำให้ Cody Gakpo ดาวเตะของทัพอัศวินสีส้มโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในฟุตบอลโลก 2022 จนหลายทีมในยุโรปหมายปอง

แม้แต่การแข่งขันกีฬาที่ว่ากันว่าเป็นที่นิยมมากที่สุดอย่างฟุตบอล ข้อมูล ก็กลายมามีบทบาทสำคัญตั้งแต่การเก็บสถิติในการแข่ง การทำนายการแข่งขันด้วย AI ไปจนถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาฟอร์มการเล่นของนักเตะ

Cody Gakpo คือดาวรุ่งวัย 23 ปี มีผลงานสุดสะเด่ากับทีมชาติฮอลแลนด์ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ในประเทศกาตาร์ เขาซัดไปแล้ว 3 ประตู จากการลงเล่น 4 นัด ให้กับทัพอัศวินสีส้ม เรียกได้ว่าจากที่ฟอร์มก่อนหน้านี้ก็ร้อนแรงจนทีมใหญ่ในยุโรปต่อแถวจีบกันอยู่แล้ว

ในการแข่งขันปีก่อนทั้งฤดูกาล (2021/22) เขามีส่วนร่วมในการทำประตู (คือยิงและจ่ายรวมกัน) รวมทุกรายการ 36 ลูก ซึ่งก็ถือว่าดีมากอยู่แล้ว แต่ปัจจุบัน ดาวรุ่งรายนี้ก็ยังมีผลงานพัฒนาต่อเนื่อง โดยมีส่วนร่วมในการทำประตูรวม 30 ลูก แม้ว่าฤดูกาล 2022/23 เพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้น

และหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฟอร์มของดาวเตะชาวดัชต์รายนี้เข้าฝักแบบสุด ๆ ก็คือ การพึ่งพา ‘ข้อมูล’ ในการพัฒนาศักยภาพเชิงกลยุทธ์ของตัวเอง

Big Data พาเข้าวิน

The Mirror สื่อสัญชาติอังกฤษ ออกมานำเสนอว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา Gakpo มอบหมายให้ Tactalyse บริษัทที่ปรึกษาด้านสมรรถภาพเชิงกลยุทธ์ของนักกีฬา เป็นคนทำงานดังกล่าว

ภาพจากทวิตเตอร์ @LoranVrielink

คนที่มีส่วนสำคัญในโปรเจกต์นี้คือ Loran Vrielink ผู้ก่อตั้งและโค้ชด้านสมรรถภาพเชิงกลยุทธ์ของ Tactalyse โดยสื่ออย่าง The Mirror ยกว่า ‘เป็นคนที่รู้จัก Cody Gakpo เหนือใครคนอื่น’ 

ซึ่งพูดได้ว่านี่ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะเขาคุ้นเคยกับสมรรถภาพด้านกีฬาของดาวเตะคนนี้มากกว่าใครจากการนั่งวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวจากรีเพลย์การเล่นนับไม่ถ้วน และให้คำปรึกษากับตัวนักเตะในทุก ๆ สัปดาห์ ว่าควรปรับพฤติกรรมในสนามแข่งขันอย่างไรเพื่อพัฒนาวิธีการเล่นให้ดีขึ้น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เขาจะให้คำแนะนำว่า ในแต่ละจังหวะนักเตะควรจัดระเบียบร่างกายอย่างไร เคลื่อนไหวแบบไหน โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เคยวิเคราะห์ออกมา

จากให้คำแนะนำฟรี สู่บริษัทที่นักเตะอาชีพไว้ใจ

หลายครั้งหลายหน บริษัทสายดาต้ามักจะเริ่มต้นจาก Pain Point อะไรบางอย่าง และ Tactalyse เองก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างกัน เดิมที Vrielink อดีตนักบาสเก็ตบอลอาชีพในเนเธอร์แลนด์ เริ่มก่อตั้งบริษัทในปี 2016 โดยเขาพบว่า ไม่บ่อยนักที่ผู้เล่นจะได้รับคำแนะนำเชิงกลยุทธ์แบบเจาะจงเฉพาะคน เช่น ควรขยับตัวอย่างไร หรือ ตั้งท่าแบบไหน จากเซสชั่นฝึกสอนในสโมสร เพราะส่วนใหญ่จะโฟกัสไปกับคำแนะนำแบบทีมมากกว่า

Premier League พรีเมียร์ลีก เชลซี ลิเวอร์พูล
(Photo by Phil Noble/Pool via Getty Images)

ดังนั้น บริษัทจึงโฟกัสไปที่การให้คำปรึกษาเชิงลึกและเฉพาะบุคคล ซึ่งสโมสรกีฬาไม่สามารถให้ได้กับนักกีฬาอาชีพ โดย Vrielink อธิบายว่า “บริการรูปแบบนี้ยังไม่มีให้เห็นในประเทศอื่น ๆ โดยที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า การฝึกสอนด้านสภาพจิตใจ การฝึกสอนด้านสภาพร่างกาย การฝึกสอนเชิงเทคนิค (ที่ใช้หลักวิชาการในการพัฒนาตัวนักเตะ) แต่เราไม่เคยได้ยินคำว่าการฝึกสอนเชิงกลยุทธ์ (ที่ใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์มาพัฒนานักเตะ) มาก่อน”

Tactalyse เริ่มต้นจากการให้คำปรึกษานักกีฬาทั่วไปแบบฟรี ๆ แต่หลังจากแบรนด์ของเขาได้รับความไว้วางใจมากขึ้น บริษัทก็ได้รับใบอนุญาตแบบเต็มรูปแบบ มีการว่าจ้างโค้ชกว่า 23 ใน 14 ประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ สเปน และฝรั่งเศส และมีลูกค้าจากทั่วโลก

Tactalyse มีลูกค้าแค่ 30 คน เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ปัจจุบัน บริษัทมีนักกีฬาอาชีพที่เข้ามาใช้บริการทุก ๆ สัปดาห์ถึง 175 คน บางคนก็ใช้บริการมายาวนานกว่า 6 ปี และในจำนวนนี้ ก็มีนักเตะจากลีกฟุตบอลที่ดังที่สุดในโลกอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษถึง 5 คน ยังไม่นับว่ามีนักเตะจากลีกชั้นนำในยุโรปมาใช้บริการอีกไม่น้อย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้พอสมควรว่าการนำ “ข้อมูล” เข้ามาใช้ในวงการกีฬานั้นได้ผลจนแม้แต่คนระดับดาวดังก็เข้ามาใช้บริการ

ภาพ Loran Vrielink ให้คำแนะนำกับ Stefan de Vrij นักเตะสัญชาติดัชต์ที่ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรอินเตอร์มิลานในอิตาลี จากทวิตเตอร์ @Tactalyse

ที่มา – The Mirror, Transfermarkt

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Big Data คือเบื้องหลังฟอร์มร้อนแรงของ Cody Gakpo นักเตะดาวรุ่งชาวดัชต์ ในบอลโลก 2022 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tactalyse-push-cody-gakpo-to-limit/

ออสเตรเลียเพิ่มโทษปรับกรณีข้อมูลรั่วไหลสูงสุดเป็น 50 ล้านดอลลาร์ฯ

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมายใหม่สัปดาห์นี้ เพื่อเพิ่มโทษกรณีทำข้อมูลรั่วไหลซ้ำๆ หรือร้ายแรง เพื่อตื่นตัวหลังพบการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าสูงติดต่อกันจำนวนมากในภูมิภาคนี้ โดยอัยการสูงสุดเผยว่าอัตราค่าปรับสูงสุดใหม่จะระบุในกฎหมายการรักษาความเป็นส่วนตัวปี 2022

ครั้งนี้เป็นการแก้ไขมาตราเติมที่เคยระบุไว้ในกฎหมายฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 1988 เพิ่มจากการปรับสูงสุดที่ 2.22 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นเป็นสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือคิดจาก 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ข้อมูลดังกล่าวในทางที่ผิด หรือคิดจาก 30% ของกระแสเงินสดบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วแต่ว่าจำนวนใดสูงสุด

อัยการสูงสุด Mark Dreyfus กล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า การที่เกิดข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลติดๆ กันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ มองว่าเป็นเพราะโทษปรับของกรณีข้อมูลรั่วไหลที่สำคัญยังโหดไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ

“เราต้องการกฎหมายที่ดีกว่านี้เพื่อควบคุมจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บริษัทเหล่านี้ถือครองอยู่ ยิ่งปรับแรงก็ยิ่งปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ หวังว่าสภาจะผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้กรอบการทำงานของภาครัฐออสเตรเลียรับมือกับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิตอลนี้ได้จริงๆ”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/australia-to-increase-maximum-data-breach-penalty-to-50-million/

ผลการวิจัยเผย Google เป็นบริษัทที่เก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้มากที่สุด ในขณะที่ Apple เก็บข้อมูลน้อยสุด

อย่างที่เรารู้กันดีค่ะ ว่าแอปพลิเคชันหรือบริการฟรีต่าง ๆ นั้น ทางผู้พัฒนาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ว่าพวกเราจะจ่ายด้วยอะไรล่ะถ้ามันฟรี?…ถ้าไม่ได้ใช้เงินสดก็คงหนีไม่พ้นข้อมูลส่วนบุคลของตัวเรานั่นเองค่ะ ซึ่งล่าสุดมีการทำวิจัยขึ้นมาโดยรวบรวมข้อมูลของบริษัทเทคอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างเช่น Google, Apple, Facebook ฯลฯ เพื่อดูว่าบริษัทไหนที่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไปมากที่สุดค่ะ

การวิเคราะห์ดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยบริษัท StockApps ได้เปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติในการเก็บรวบรวมข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั้ง 5 แห่งไว้ค่ะ ได้แก่ Google, Twitter, Apple, Amazon และ Facebook แต่อย่างไรก็ตาม ทางรายงานไม่ได้ระบุแบบเจาะจงว่าบริษัทรวบรวมข้อมูลอะไรของเราไปบ้าง แต่จะโชว์เป็นข้อมูลรวม ๆ เพื่อแสดงให้เราเข้าใจได้ง่ายที่สุดว่าแต่ละบริษัทรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานไว้มากน้อยแค่ไหน

จากผลการวิจัยของ StockApps พบว่าบริษัทที่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากที่สุดก็คือ Google นั่นเองค่ะ ไม่น่าแปลกใจซักเท่าไหร่เพราะทาง Google ได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้มากถึง 39 จุด และตามรายงานของ StockApps บอกว่าข้อมูลผู้ใช้งานที่ Google รวบรวมไว้ มีตั้งแต่ตำแหน่งของเราไปจนถึงประวัติการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ, กิจกรรมที่เราทำบนเว็บไซต์ รวมถึงการใช้งานแอปต่าง ๆ ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอค่ะ Google ยังรวบรวมข้อมูลอีเมลในบัญชี Gmail ของผู้ใช้อีกด้วย แถมยังดูเหมือนว่าจะรวบรวมข้อมูลประเภทต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้ใช้แต่ละรายมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย…ประมาณว่าอะไรที่ถือว่าเป็น “ข้อมูล” Google เค้าเก็บหมดค่ะ แต่ในทางกลับกันก็ต้องเข้าใจนะคะว่า Google มีแอป + บริการดี ๆ ให้เราได้ใช้กันแบบฟรี ๆ มากมาย ก็ไม่น่าแปลกใจที่ Google ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการหารายได้มาทำให้บริการพวกนี้ยังใช้งานต่อไปได้เรื่อย ๆ ค่ะ

บริษัทที่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 คือ Twitter,  อันดับ 3 คือ Amazon, อันดับ 4 คือ Facebook และอันดับ 5 คือ Apple โดย StockApps บอกว่าทั้ง Twitter และ Facebook แม้จะมีการรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาเองค่ะ

จากการศึกษายังพบอีกว่า Apple ดูเหมือนจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่เน้นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากที่สุด StockApps ระบุไว้ว่า Apple จะเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาบัญชีผู้ใช้ไว้เท่านั้น อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจว่า Apple ไม่ได้พึ่งพารายได้ส่วนใหญ่จากโฆษณาเหมือนกับ Google, Twitter และ Facebook ค่ะ

เหมือนบางทีเราก็สงสัยว่าเวลาไถฟีด Facebook, IG หรืออื่น ๆ แล้วทำไมถึงมีโฆษณาสินค้าที่เรากำลังคุยกันอยู่พอดี หรืออยากได้อยู่พอดี…มันมาได้ยังไงนะ มันดักฟังเราหรอ? ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้เอามาคำนวณว่าควรจะยิง Ad อะไรให้เราเห็นนั่นเองค่ะ

 

ที่มา : PhoneArena

from:https://droidsans.com/google-collect-users-data-new-study/

เสริมแบรนด์ด้วยการใช้ Data ให้ถูกต้องและเหมาะสม

หลังจากที่กลยุทธ์ทางเทคนิตและเนื้อหาพร้อมแล้ว แบรนด์ก็ควรก้าวไปสู่ความสำเร็จด้านการตลาดดิจิทัล แบรนด์ควรปรับหน้าสื่อให้เหมาะสมเพื่อสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยยอดการเข้าถึงจำนวนมาก และแบรนด์จะต้องส่งเสริมทีมด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตและกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลได้ดีต่อไป

ซึ่งมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่ต้องการ

  • KPI โดยรวม
  • การจัดอันดับคียเวิร์ด
  • แนวโน้มขึ้น/ลง
  • ข้อมูลประชากรของผู้ชม

การทดลองเพิ่มประสิทธิภาพจาก data

สิ่งสำคัญคือต้องดูข้อมูลและพัฒนาแผนการดำเนินการตามอยู่เสมอ

อาจใช้ data ในการเพิ่มประสิทธิภาพบทความที่มีแนวโน้มลดลงด้วยการทำ SEO บนหน้าให้ดีขึ้นหรือสร้างเนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยมุ่งเน้นไปที่ช่องทางที่ให้ปริมาณการเข้าชมจำนวนมาก

และเมื่อแบรนด์มียอดการเข้าชมที่ดีแล้ว แบรนด์จะสามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างไร?

วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือการทดสอบ A/B และการทำ Conversion rate optimization (CRO) และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีทำการทดสอบอย่างต่อเนื่องและอัปเดตหน้าเพจและบทความอยู่เสมอ หากผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในไซต์ของแบรนด์ สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อ SEO ด้วย

เครื่องมือต่างๆ จะช่วยคุณทำได้คือ:

  • FigPii
  • Heap.io
  • Hotjar
  • VWO

หมั่นติดตามและใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบแนวโน้มซึ่งจะช่วยให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและอยู่ในแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดได้ เพราะการติดตามตัวชี้วัดของไซต์ KPI และแนวโน้มในการค้นหาจะช่วยให้แบรนด์ปรับปรุงและปรับปรุงกลยุทธ์ SEO ของคุณอย่างต่อเนื่อง และทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่จะคงความเกี่ยวข้องและเป็นปัจจุบันให้กับแบรนด์ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/improve-brand-with-data-usage?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=improve-brand-with-data-usage

4 ความท้าทายด้าน data ที่เอเจนซี่ต้องเจอ

การคำนึงถึงข้อผิดพลาดทางด้าน data ที่อาจเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการวิเคราะห์แนวการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะการตลาดที่เป็นผู้นำทางด้านข้อมูลก็จะให้ผลตอบรับที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้

ต่อไปนี้คืออุปสรรคที่พบเจอบ่อยครั้งมากที่สุด

การวัดผลช่องทางที่ใช้

นักการตลาดต้องทำการวัดผลช่องทางที่ใช้อยู่เป็นประจำเพราะสิ่งเหล่านี้คือการประเมินประสิทธิภาพให้ชัดเจนขึ้นว่าช่องทางไหนเป็นตัวขับเลื่อนที่มีคุณภาพ 

อย่างไรก็ตามในหลายๆองค์กรนั้นยังไม่มีโครงสร้างที่จะระบุถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางของแคมเปญการตลาดที่เหมาะสมมากเพียงพอ ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดอีกหลายอย่างที่ตามมาเช่น

  • เทมเพลตที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์ม
  • มีคอนเท้นต์ที่ขาดหายหรือซ้ำกัน
  • เกิดคอนเท้นต์ที่ไม่เหมาะกับขนาดของแพลตฟอร์ม

เพราะฉะนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมปฏิบัติของผ่ายการตลาดทั้งหมดนั้นมีการเข้าถึงข้อมูลนี้ เพื่อที่จะสามารถปรับปรังและพัฒนาจากข้อมูลเชิงลึกนี้ได้

การจัดระเบียบข้อมูล

บ่อยครั้งที่หลายๆบริษัทไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะจัดระเบียบข้อมูลในองค์กรให้มีความสอดคล้องกัน ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอย่างไม่เป็นระเบียบทั้งในแบบ google sheet หรือ โฟล์เดอร์ต่างๆที่ไม่มีการควบคุมการเข้าถึง

การจัดการข้อมูลที่จะแตกต่างกันทั้งในระดับองค์กรหรือในระดับแผนกก็ตามนั้นอาจทำได้ยาก แต่การมีแนวทางการจัดการข้อมูลจะเป็นตัวที่สะท้อนใหเห็นถึงการตลาดที่ดี เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรมีจุดรวมข้อมแบบศูนย์รวมและทีมที่จะจัดการข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งองค์กรต้องปฏิบัติตามแนวทางและการจัดการข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อมูลที่มีอยู่มาก

ข้อมูลที่มีอยู่ในโลกของการตลาดนั้นไร้ขีดจำกัดและจะมีมากขึ้นไปเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยที่องค์กรจะใช้เวลาเป็นอย่างมากไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีแทบทุกชิ้นแทนที่จะใช้เวลาไปกับข้อมูลที่สำคัญ เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรคิดอยู่เสมอว่า 

  • ชุดข้อมูลจะสามารถให้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้หรือไม่
  • ข้อมูลเชิงลึกนี้สามารถนำไปใช้ได้หรือช่วยในการตัดสินใจหรือไม่

เนื่องจากข้อมูลนั้นมีนั้นมีมากมาย ชุดคำถามนี้อาจเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความรอบคอบและโฟกัสได้ตรงจุดมากขึ้น โดยอาจเริ่มด้วยการถามว่า เราต้องการอะไรและเราต้องทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้น เพราะถึงแม้จะมีเวลาเหลืออยู่มากแต่เราก็ควรใช้แค่เพียงข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

 

from:https://www.thumbsup.in.th/4-data-obstacles?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=4-data-obstacles

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัยใหม่ ชี้ธุรกิจในประเทศไทยต้องแบกภาระข้อมูลล้น

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นทั่วโลก* โดยมอบหมายให้ฟอร์เรสเตอร์ คอนซัลติ้ง ดำเนินการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นการสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ข้อมูลกลับกลายเป็นภาระอันเนื่องมาจากอุปสรรคมากมาย ได้แก่ ช่องว่างด้านทักษะข้อมูล (skills gap) ไซโลข้อมูล (data silos) ไปจนถึงกระบวนการต่างๆ ที่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง (manual) ไซโลของธุรกิจ และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (data privacy) รวมถึงจุดอ่อนด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งนี้ “Data Paradox” หรือ “ความขัดแย้งของข้อมูล” เป็นผลมาจากปริมาณ ความเร็ว และความหลากหลายของข้อมูลที่ท่วมท้นทั้งในส่วนธุรกิจ เทคโนโลยี บุคลากรและกระบวนการ

ผลลัพธ์ของการวิจัยเกิดขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่า 4,000 คนจาก 45 ประเทศ และเป็นผลที่สร้างต่อยอดขึ้นจากการวิจัย ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปทางดิจิทัล หรือ  Digital Transformation Index ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ซึ่งประเมินพัฒนาการด้านดิจิทัลของธุรกิจทั่วโลก โดยดัชนีชี้วัดการปฏิรูปทางดิจิทัลเผยถึง “ข้อมูลที่มากเกินไป (overload) การที่ไม่สามารถสกัดข้อมูลเชิงลึกออกมาจากข้อมูลได้” ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปที่สูงสุดเป็นอันดับสามทั่วโลก สูงขึ้นจากอันดับที่ 11 ในปี 2559

  1. ความเข้าใจถึงความขัดแย้ง (Paradox)

สองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม (66 เปอร์เซ็นต์) (ประเทศไทย: 67 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าธุรกิจขององค์กรตนขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบุว่า “ข้อมูลคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง (lifeblood) ขององค์กร” แต่มีเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 12 เปอร์เซ็นต์) เท่านั้นที่ยืนยันว่ามีการจัดการด้านข้อมูลเสมือนเป็นสินทรัพย์และให้ความสำคัญอย่างสูงกับการนำข้อมูลมาใช้ในธุรกิจทั้งหมด

เพื่อให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ การวิจัยจึงสรุปย่อวัตถุประสงค์ของการวัดความพร้อมทางด้านข้อมูลขององค์กรธุรกิจ

ผลการวิจัยพบว่า 88 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจ (ประเทศไทย: 95 เปอร์เซ็นต์) ยังไม่ก้าวหน้าทั้งในส่วนของเทคโนโลยีและกระบวนการทางข้อมูล และ/หรือวัฒนธรรมและทักษะทางด้านข้อมูล มีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเท่านั้น (ประเทศไทย: 5 เปอร์เซ็นต์) ที่ได้รับการจำกัดความให้เป็น Data Champions ซึ่งได้แก่บริษัทที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังทั้งสองด้าน (เทคโนโลยี/กระบวนการ และวัฒนธรรม/ทักษะ)

  1. ความขัดแย้งของ “ความต้องการที่มีมากเกินกว่าจะจัดการได้”

จากการวิจัยพบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 73 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าสามารถรวบรวมข้อมูลได้เร็วเกินความสามารถที่จะนำมาวิเคราะห์และใช้งานได้ แต่ 67 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 70 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าต้องการข้อมูลมากกว่าที่สามารถหามาได้ในปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก

  • 64 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 61 เปอร์เซ็นต์) ปกป้องข้อมูลปริมาณมากภายในดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองหรือที่ควบคุมอยู่ แม้จะทราบถึงประโยชน์ของการประมวลผลข้อมูลที่ปลายทาง (Edge) (ซึ่งเป็นจุดที่สร้างข้อมูล)
  • ความเป็นผู้นำด้านข้อมูลที่ไม่ดีพอ (poor) โดย 70 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 68 เปอร์เซ็นต์) ยอมรับว่าบอร์ดหรือคณะกรรมการของบริษัทยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์
  • กลยุทธ์ด้านไอทีที่ไม่รองรับการขยายขีดความสามารถ โดย 49 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 48 เปอร์เซ็นต์) กำลังเร่งเพิ่มจำนวน data lake มากขึ้น แทนการควบรวมที่มีอยู่เข้าด้วยกัน

ผลที่ตามมาก็คือ การเพิ่มจำนวนข้อมูลอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ชีวิตการทำงานยากขึ้นแทนที่จะง่ายขึ้น โดย 64 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 65 เปอร์เซ็นต์) บ่นว่ามีข้อมูลจำนวนมากที่ไม่สามารถทำให้ถูกต้องตามข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยและที่ต้องปฏิบัติตามได้ และ 61 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 63 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าทีมทำงานของพวกเขามีข้อมูลท่วมท้นเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

“ในช่วงเวลาที่ธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลในการเปิดรับการปฏิรูปทางดิจิทัล เพื่อการให้บริการลูกค้าที่ฉับไวรวดเร็วยิ่งขึ้น องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้มีข้อมูลที่มากขึ้น รวมทั้งเพื่อขุดค้นข้อมูล (mining) ที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 44 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทยระบุว่า การระบาดของไวรัสทำให้ข้อมูลที่จำเป็นต้องรวบรวบ จัดเก็บและวิเคราะห์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “การที่จะเป็นองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลคือการเดินทาง และองค์กรจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเพื่อความช่วยเหลือในตลอดเส้นทาง”

  1. ความขัดแย้งของการ “มองเห็นโดยไม่ทำอะไร”

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ภาคธุรกิจแบบ on-demand ได้มีการเติบโตและขยายตัว ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหม่ของธุรกิจที่ข้อมูลมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง (data-first) และข้อมูลอยู่ในทุกที่ (data-anywhere) อย่างไรก็ตาม จำนวนขององค์กรธุรกิจที่ย้ายแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ไปสู่โมเดล หรือรูปแบบของ as-a-Service ยังมีอยู่เป็นจำนวนน้อย (20 เปอร์เซ็นต์: ประเทศไทย: 12 เปอร์เซ็นต์) แม้ว่า

  • 64 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 72 เปอร์เซ็นต์) มองเห็นโอกาสในการที่จะสเกลหรือปรับขยายการให้บริการตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า
  • 63 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 61 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าการดำเนินการในรูปแบบนี้จะช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
  • 60 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 63 เปอร์เซ็นต์) คาดการณ์ว่าองค์กรธุรกิจต่างๆ จะสามารถทำการโพรวิชันแอปพลิเคชันได้เรียบง่ายและรวดเร็ว (เพียงนิ้วสัมผัสปุ่มคำสั่งเท่านั้น)
  • โมเดลแบบ on-demand จะช่วยให้ 83 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย:83 เปอร์เซ็นต์) ของธุรกิจที่กำลังต่อสู้กับอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดต่อไปนี้เพื่อจัดเก็บ วิเคราะห์ และดำเนินการกับข้อมูลได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายสูงสำหรับสตอเรจในการในการจัดเก็บข้อมูล คลังข้อมูลที่ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ล้าสมัย และกระบวนการที่ใช้คนดำเนินการมากเกินกว่าที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาเองได้

ความหวังที่เริ่มมองเห็น

แม้ว่าธุรกิจต่างๆ จะประสบปัญหาในวันนี้ แต่หลายองค์กรมีแผนที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่า: 66 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 65 เปอร์เซ็นต์) ตั้งใจที่จะใช้แมชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) ในการตรวจจับข้อมูลที่ผิดปกติโดยอัตโนมัติ ขณะที่ 57 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 52 เปอร์เซ็นต์) กำลังพิจารณาที่จะปรับรูปแบบเพื่อใช้ data-as-a-service และ 52 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทย: 44 เปอร์เซ็นต์) กำลังวางแผนที่จะมองลึกเข้าไปถึงกลุ่มของประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อการปรับโครงสร้างใหม่ว่าจะประมวลผลและใช้ข้อมูลอย่างไรในอีก 1-3 ปีข้างหน้า

มีอยู่สามหนทางที่ธุรกิจสามารถเปลี่ยนภาระด้านข้อมูล (data burden)ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ (data advantage)

  1. ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตนให้ทันสมัยเพื่อให้รองรับข้อมูลที่อยู่ปลายทาง (edge) ซึ่งรวมถึงการนำระบบโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันทางธุรกิจมาไว้ใกล้ข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ วิเคราะห์ และดำเนินการ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการสร้างข้อมูลที่หลากหลายในปริมาณมหาศาล โดยใช้โมเดลการดำเนินงานแบบมัลติคลาวด์ที่สอดคล้องกัน
  2. การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางของ/ข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลสามารถไหลเวียนไปได้อย่างอิสระและปลอดภัยในขณะที่นำ AI/ML มาช่วยเสริมการจัดการ
  3. การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อมอบประสบการณ์ความเป็นส่วนตัว และในแบบบูรณาการได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

* งานวิจัยที่ได้รับมอบหมายในเดือนพฤษภาคม 2564 ในหัวข้อ “Unveiling Data Challenges Afflicting Businesses Around The World”, ซึ่งจัดทำโดย ฟอร์เรสเตอร์ คอนซัลติ้ง ให้กับเดลล์ เทคโนโลยีส์ โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลข้อมูล และจัดวางกลยุทธ์ด้านข้อมูลจำนวน 4,036 คนจากประเทศในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา เอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น เกรทเตอร์ไชน่า และลาตินอเมริกา

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-technologies-research/

6 ปลั๊กไฟ USB คุณภาพน่าใช้ ปลอดภัยพร้อมวิธีดูสเปคปลั๊กไฟ อัพเดทปี 2021

ปลั๊กไฟ USB เลือกแบบไหนดี แบบไหนปลอดภัย มาอ่านในบทความนี้รับรองเก็ท!

plug cover

ปลั๊กไฟ USB แบบมีช่องต่อปลั๊กตามปกติค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในมือของทุกคนมีสมาร์ทโฟนคนละเครื่องอยู่แล้ว และบางคนอาจจะมีแท็บเล็ตที่ชาร์จเร็วได้ตามมาตรฐาน USB Power Delivery แค่มีสาย USB ที่รับกระแสสูงได้สักเส้นแล้วต่อปลั๊กเข้าไป เท่านี้ก็ชาร์จอุปกรณ์ในมือแป๊บเดียวก็เต็มพร้อมใช้ต่อได้ทั้งวันแล้ว และไม่ต้องมาแย่งช่องปลั๊กสายไฟที่หลายคนเอาไปต่อคอมในห้องด้วย

แต่เดินไปตรงไหนก็เห็นปลั๊กขายเต็มไปหมดตั้งแต่เกรดตลาดราคา 20 บาทไปจนถึงปลั๊กราคาหลักร้อยจนเกือบพันบาท ซึ่งหลายคนพอเห็นว่ามันเป็นปลั๊กเหมือนกันแค่เสียบปลั๊กเปิดคอมทำงานและเล่นเกมได้ก็ซื้อมาแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าถ้าใช้ไปนาน ๆ มันจะกลายเป็นต้นเหตุของอัคคีภัยในบ้านหรือที่ทำงานได้ด้วย และจากความประหยัดที่คิดว่าแค่ 20 บาทก็ใช้ได้ก็จะได้ไม่คุ้มเสียหลังจากไฟไหม้ครั้งเดียวแน่นอน

ปลั๊กไฟ USB

หัวข้อบทความปลั๊กไฟ USB

  1. จะเลือกปลั๊กไฟ USB สักอัน ควรดูอะไรบ้าง?
  2. 5 ปลั๊กไฟ USB คุณภาพน่าใช้ ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

จะเลือกปลั๊กไฟ USB สักอัน ควรดูอะไรบ้าง?

Plug Switch

จะเป็นปลั๊กไฟ USB หรือปลั๊กในบ้านทั่ว ๆ ไปนั้น จะมีหลักการการเลือกร่วมกันทั้งหมด คือเราต้องดูวัสดุที่เลือกมาทำปลั๊ก, กำลังการรับกระแสไฟ รวมทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ว่าปลั๊กในมืออันนั้นมีส่วนที่ว่าครบถ้วนหรือเปล่า ซึ่งถ้ามันไม่ดีพอหรือขาดอะไรไปสักอย่างก็ไม่น่าซื้อแล้ว หรือถ้าซื้อมาก็ใช้แค่ต่อของใช้ทั่ว ๆ ไป ไม่ควรต่อกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้โหลดไฟฟ้าสูง ๆ อย่างคอมพิวเตอร์หรือหม้อสุกี้ที่ใช้กระแสเยอะ เพราะเมื่อโหลดไฟเกินกำลังที่ปลั๊กตัวนั้นรับได้ก็อาจจะลัดวงจรแล้วก็ไฟไหม้ได้เลย

ลีสวัสดิ์ตระกูล

 

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรดูที่ตัวปลั๊กรางที่เราจะซื้อ คือควรเริ่มต้นจากมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ว่าปลั๊กตัวนั้น ๆ มีการตีตราผ่าน มอก. 11-2531 หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีคือไว้ใจได้ว่าปลั๊กนั้นได้รับการทดสอบ และใช้งานได้อย่างปลอดภัย

plug and socket

ต่อมาคือหัวปลั๊กที่ผู้ผลิตเลือกมาใช้ว่าเป็นปลั๊กกี่ขา เพราะนอกจากสองขาปกติที่เป็นหัวขั้วบวกและลบ ตรงกลางที่เป็นหัวแยกที่เป็นสายดิน ใช้ป้องกันตอนไฟฟ้าโหลดเกินหรือลัดวงจรด้วย และเวลาดูปลั๊กต้องให้หัวปลั๊กพ่วงที่จะซื้อใช้ทองแดงเป็นวัสดุหลัก เพราะนำไฟฟ้าได้ดีและใช้นาน ๆ จะไม่มีความร้อนสะสมจนเกิดอัคคีภัย

product 20150305 164908

นอกจากนี้ยังมีเรื่องขนาดสายของปลั๊กพ่วงด้วย ซึ่งผู้ผลิตที่ดีมีมาตรฐานจะระบุขนาดทองแดงที่อยู่ในสายไฟให้ผู้ใช้รู้ด้วยว่ามีขนาดทองแดงในสายไฟเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันนี้จะมีขนาด 0.75, 0.824, 1, 1.31 ตารางมิลลิเมตร ซึ่งถ้าขนาดสายทองแดงยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งนำไฟฟ้าดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่บางยี่ห้อที่ไม่มีคุณภาพก็ใช้วิธีหลอกผู้ใช้ด้วยการทำสายไฟให้สายหนาแต่ไส้ทองแดงข้างมีน้อยมากจนไม่มีคุณภาพเลยก็มี ดังนั้นจะซื้อสักครั้งควรระวังเรื่องนี้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปลั๊กสำหรับใช้งานทั่วไปจะเป็นทองแดงแต่บางแบรนด์ก็จะใช้วัสดุเป็นเหล็กเพราะเป็นปลั๊กระดับ Audio Grade ที่เอาไว้ใช้กับเครื่องเสียงต่าง ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณภาพดีขึ้นไปอีกแต่ถ้าเอามาต่อไฟเปิดคอมเล่นเกมชาร์จมือถือทั่ว ๆ ไปก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่

Xiaomi Mi power strip 18
Broadlink MP1 Teardown Large

 

และถ้าอยากรู้ว่าปลั๊กที่บ้านเป็นปลั๊กดีมีคุณภาพหรือไม่ ผู้เขียนแนะนำว่าให้ลองแกะปลั๊กที่บ้านออกมาดูว่าในตัวปลั๊กเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเป็นอย่างในภาพตัวอย่าง คือ แบบรางทองเหลืองพร้อมวงจรตัดไฟหรือแบบเต้ารับเหมือนปลั๊กไฟบ้านพร้อมชุดวงจรป้องกันไฟรั่วหรือไฟเกิน ถือได้ว่าเป็นปลั๊กรางมีคุณภาพ จะเสียบปลั๊กไฟต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ก็ได้และป้องกันปัญหาไฟฟ้าที่จะทำให้เกิดอัคคีภัยได้

รู้หรือเปล่า ปลั๊กที่ผิด มอก. คือปลั๊กรางที่มีฟิวส์นะ

1398676732 DSC5273 oเครดิตภาพจากกระทู้ Pantip

ถ้าใครไปเดินตลาดบ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นปลั๊กรางแบบที่มีหัวกระบอกสีดำ เขียนคำว่า FUSE เอาไว้ ซึ่งเป็นกระบอกใส่ฟิวส์ ถ้ากระแสเกินที่ฟิวส์รับได้แล้วเส้นโลหะในฟิวส์จะละลายและตัดไฟไป แต่จากประกาศของทาง สมอ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ประกาศ “ห้ามใช้ฟิวส์เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน” ไปแล้ว และถ้าผู้ฝ่าฝืนผลิตหรือจำหน่ายจะมีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำและปรับด้วย ซึ่งทาง สมอ. ได้ประกาศกฏข้อบังคับทั้งหมดเอาไว้ใน มอก. 2432-2555 ด้วย

circuit

กลับกันแทนที่จะเป็นฟิวส์ แนะนำให้หาปลั๊กรางที่มีตัวตัดกระแสไฟ (Circuit Breaker) ที่เป็นแบบหัวสวิตช์กดตัดไฟติดตั้งมาแทนจะดีกว่า เพราะนอกจากได้คุณภาพและยังปลอดภัยอีกด้วย โดยสังเกตว่าที่ตัวปลั๊กนอกจากสวิตช์เปิดปิดก็จะมีหัวสวิตช์อีกตัวติดตั้งอยู่ ซึ่งเป็นตัว Circuit Breaker นั่นเอง

6 ปลั๊กไฟ USB คุณภาพน่าใช้ ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับปลั๊กไฟมีพอร์ต USB น่าใช้นั้น ผู้เขียนได้เลือกมาแนะนำทั้งหมด 6 รุ่นแบบมีคุณภาพ ใช้แล้วปลอดภัยไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้ารั่วหรือลัดวงจรมากวนใจอย่างแน่นอน และถึงราคาจะอยู่หลักร้อยบาทจนเกือบพันก็ตาม แต่ซื้อครั้งเดียวก็ใช้งานได้หลายปีและไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยรวมทั้งไม่เสี่ยงอีกด้วย โดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Gongniu T304U-3M (330 บาท)
  2. Anitech H222-WH (359 บาท)
  3. ปลั๊ก DATA แบบ USB 5 ช่อง (399 บาท)
  4. Toshino ET-913USB (420 บาท)
  5. Toshino P3375USB-5M (725 บาท)
  6. LDNIO SC3604 (699 บาท)
1. Gongniu T304U-3M (330 บาท)

gongniu

ปลั๊กรางตัวแรกที่มีพอร์ต USB ที่เลือกมาแนะนำเป็นแบรนด์ที่มีกระแสบอกต่อในอินเตอร์เน็ตมาสักพักแล้ว ว่าเป็นปลั๊กคุณภาพราคาไม่แพงอย่างแบรนด์ Gongniu รุ่น T304U แบบสายยาว 3-5 เมตร เป็นปลั๊กแบบมีช่องเสียบปลั๊ก 3 ขาอยู่ 4 ช่องกับพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A อีก 2 ช่อง รองรับกำลังไฟสูงสุดได้ 2,500 วัตต์ และกระแสได้ 10A ส่วนสายทองแดงในสายไฟหลักเป็นสายทองแดงขนาด 0.75 mm. ทำให้รับกระแสได้ดี มีสวิตช์แยกสำหรับปลั๊กแต่ละตัว เลือกเปิดได้ว่าต้องการเลือกเปิดปลั๊กตัวไหนหรือปิดตัวไหน ซึ่งจำนวนช่องปลั๊กและได้กระแสกำลังดีทีเดียว และมีระบบป้องกันไฟฟ้าเกินและจะตัดไฟโดยอัตโนมัติด้วย จะใช้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนตัวผู้เขียนใช้ปลั๊กแบรนด์นี้อยู่แต่เป็นแบบ 3 หัวไม่มีพอร์ต USB จึงพูดได้ว่าเป็นปลั๊กที่ดีและราคาคุ้มค่า ไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรมากวนใจอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญคือตัวปลั๊ก Gongniu ตัวนี้จะมีม่านปลั๊กอยู่ เวลาจะเสียบปลั๊กอะไรเข้าไปแนะนำให้ออกแรงกดหัวปลั๊กให้หัวผ่านม่านเข้าไปแล้วจะล็อคแน่นและใช้งานได้ดีอย่างแน่นอน

สเปคของ Gongniu T304U-3M
  • ปลั๊กรางพร้อมหัวปลั๊ก 4 ช่อง สวิตช์แยก มีพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A x 2 ช่อง
  • รองรับกำลังไฟ 2,500 วัตต์ กระแส 10A
  • สายไฟยาว 3-5 เมตร ข้างในเป็นสายทองแดงขนาด 0.75 mm.
  • มีระบบป้องกันไฟเกินและตัดไฟอัตโนมัติ
  • ราคา 330 บาท (Plugthai)
2. Anitech H222-WH (359 บาท)

anitechh22

ปลั๊กอันที่ 2 จากแบรนด์ Anitech ที่ทำตลาดอยู่ในประเทศไทยมาหลายปี เป็นรุ่น Anitech H222-WH ซึ่งมีช่องปลั๊ก 2 เต้ารับกับ 1 สวิตช์รวมพร้อมพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.4A ได้ 2 ช่อง รองรับกำลังไฟรวมสูงสุด 2,200 วัตต์ กระแส 10A และสายไฟยาว 2 เมตร มีสายทองแดงขนาด 0.75 มม. อยู่ในสาย และมีหัวสวิตช์รวมอยู่ 1 ตัวเอาไว้สับสวิตช์ปิดเปิดและมีระบบป้องกันไฟเกินด้วย ซึ่งถ้าใครเป็นสายเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คต่อหน้าจอแยกแล้วอยากได้ปลั๊กดีไม่ต้องมีช่องปลั๊กเยอะก็ได้ จะดูปลั๊กตัวนี้เอาไว้ก็ดีเช่นกัน

สเปคของ Anitech H222-WH
  • ปลั๊กรางพร้อมหัวปลั๊ก 2 หัวสวิตช์รวม มีพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.4A x 2 ช่อง
  • รองรับกำลังไฟ 2,200 วัตต์ กระแส 10A
  • สายไฟยาว 2 เมตร ข้างในเป็นสายทองแดงขนาด 0.75 mm.
  • มีระบบป้องกันไฟเกิน
  • ราคา 359 บาท (Anitech)
3. ปลั๊ก DATA แบบ USB 5 ช่อง (399 บาท)

OFM8003273 X2

ใครที่ใช้โน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต USB ชาร์จแบบ USB Power Delivery ได้ กับแท็บเล็ตและมือถือ ไม่ได้ต่อหน้าจอเสริมอะไรแล้วคิดว่าใช้สาย USB ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เพียงพอล่ะก็ จะมีปลั๊ก DATA แบบพอร์ต USB-A ล้วน 5 ช่อง จ่ายกระแส 2.1A x 4 ช่องและมีหัวพิเศษที่จ่ายกระแสไฟได้ 3A x 1 ช่อง ผ่านมาตรฐาน Quick Charge 3.0 ด้วย สามารถต่ออุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้นพร้อมกันได้โดยไม่มีปัญหา จะชาร์จแท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คบางรุ่นได้ด้วย ส่วนสายไฟจะสั้นลงมาเหลือ 1.2 เมตรเท่านั้น แต่ก็เหมาะกับคนที่ต้องการปลั๊กแบบ USB อย่างเดียวเอาไว้พกใส่กระเป๋าไปใช้ตามสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวก และในตัวปลั๊กก็มีระบบป้องกันไฟเกินอีกด้วย

สเปคของ ปลั๊ก DATA แบบ USB 5 ช่อง
  • ปลั๊กรางแบบพอร์ต USB-A อย่างเดียว มีหัวจ่ายกระแส 2.1A x 4 ช่อง, 3A x 1 ช่อง เป็น Quick Charge 3.0 
  • สายไฟยาว 1.2 เมตร
  • มีระบบป้องกันไฟเกิน
  • ราคา 399 บาท (OfficeMate)
4. Toshino ET-913USB (420 บาท)

OFM8003582

ถ้าใครเดินห้างหรือไปตามร้านสะดวกซื้อสาขาใหญ่ ๆ น่าจะเห็นปลั๊กแบรนด์ Toshino อยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นปลั๊กไฟ USB คุณภาพดีอีกแบรนด์ที่ซื้อมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องกังวล โดยรุ่นแนะนำตัวแรกจะเป็น Toshino ET-913USB ที่ราคาสมเหตุผลและสเปคดี มีหัวปลั๊กปกติ 3 ช่องพร้อมสวิตช์แยกและพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A อีก 2 ช่อง สายไฟยาว 3 เมตร สายทองแดงขนาด 0.75 มม. รับไฟได้ 2,300 วัตต์ และรับกระแสได้ราว 10A เช่นกัน มีม่านนิรภัยป้องกันไฟดูดถ้าเอานิ้วแหย่, ระบบป้องกันไฟกระชากและระบบป้องกันไฟเกินแบบครบเครื่องอีกด้วย จะเอาไปต่อเกมมิ่งพีซีกับหน้าจอที่บ้านหรือต่อทีวีก็จัดว่าเหมาะเช่นกัน

สเปคของ Toshino ET-913USB
  • ปลั๊กรางพร้อมหัวปลั๊ก 3 หัวสวิตช์แยก มีพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A x 2 ช่อง
  • รองรับกำลังไฟ 2,300 วัตต์ กระแส 10A
  • สายไฟยาว 3 เมตร ข้างในเป็นสายทองแดงขนาด 0.75 mm.
  • มีระบบป้องกันไฟเกิน, ป้องกันไฟกระชาก, ม่านนิรภัยป้องกันไฟดูด
  • ราคา 420 บาท (Shopee)
5. Toshino P3375USB-5M (725 บาท)

p3375

ส่วนปลั๊กรางอีกรุ่นจาก Toshino ที่เลือกมาแนะนำ เป็นรุ่น Toshino P3375USB-5M ที่รับกำลังไฟได้ 2,300 วัตต์ กระแส 10A สายไฟยาว 5 เมตร มีสายทองแดงขนาด 0.75 mm. ในตัวสายด้วย ที่ตัวปลั๊กมีหัวปลั๊ก 3 ช่องและหัวพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A x 2 ช่อง และมีสวิตช์สำหรับเปิดปิดปลั๊กแต่ละช่องได้ทั้งหมด รวมทั้งช่อง USB ด้วย ส่วนระบบนิรภัย มีระบบป้องกันไฟกระชาก, ม่านนิรภัยป้องกันนิ้วสัมผัสเนื้อทองเหลืองด้านในปลั๊กและป้องกันไฟเกินด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้ปลั๊กแบบมีสวิตช์แยกสำหรับทุกหัว แนะนำให้ดู Toshino ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Toshino P3375USB-5M
  • ปลั๊กรางพร้อมหัวปลั๊ก 3 หัว มีพอร์ต USB-A จ่ายกระแส 2.1A x 2 ช่อง พร้อมสวิตช์แยกทุกช่อง
  • รองรับกำลังไฟ 2,300 วัตต์ กระแส 10A
  • สายไฟยาว 5 เมตร ข้างในเป็นสายทองแดงขนาด 0.75 mm.
  • มีระบบป้องกันไฟเกิน, ป้องกันไฟกระชาก, ม่านนิรภัยป้องกันไฟดูด
  • ราคา 725 บาท (JD Central)
6. LDNIO SC3604 (699 บาท)

ldnio2

ถ้ามีแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนอยู่ที่บ้านหลายชิ้น กะว่าซื้อปลั๊กอันเดียวชาร์จได้หลายชิ้นพร้อมกันแนะนำให้เลือกเป็น LDNIO SC3604 ที่เรียกว่าตอบโจทย์ผู้ใช้หลาย ๆ คนอย่างแน่นอน โดยตัวปลั๊กไฟ USB อันนี้จะมีหัวปลั๊ก 3 ช่องกับพอร์ต USB-A กำลังชาร์จรวม 3.4A x 6 ช่องแบบสวิตช์รวม สายไฟยาว 2 เมตร รับกำลังไฟได้ 2,500 วัตต์ กระแสสูงสุด 10A มีระบบป้องกันไฟเกิน, ไฟกระชากอยู่ในตัว ซึ่งนอกจากเอาไว้เป็นปลั๊กคอมพิวเตอร์ได้แล้วยังชาร์จมือถือและแท็บเล็ตพร้อมกันได้หลายชิ้นด้วย ทำให้ไม่ต้องหาปลั๊กมาใช้หลายอันด้วย

สเปคของ Toshino P3375USB-5M
  • ปลั๊กรางพร้อมหัวปลั๊ก 3 หัว มีพอร์ต USB-A x 6 ช่อง จ่ายกระแสรวม 3.4A
  • รองรับกำลังไฟ 2,500 วัตต์ กระแส 10A
  • สายไฟยาว 2 เมตร
  • มีระบบป้องกันไฟเกิน, ป้องกันไฟกระชาก
  • ราคา 699 บาท (Lazada)

สรุปสเปคปลั๊กไฟ USB ทั้ง 6 รุ่น

สำหรับสเปคของปลั๊กไฟ USB ทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำสามารถสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคของปลั๊กไฟ USB หัวปลั๊กและพอร์ต USB-A กำลังและกระแสไฟ ความยาวของสายไฟ ระบบนิรภัย ราคา
Gongniu T304U-3M หัวปลั๊ก 4 ช่อง

พอร์ต USB-A กระแส 2.1A x 2 ช่อง

สวิตช์แยกสำหรับปลั๊กแต่ละช่อง ไม่มีสวิตช์ที่หัว USB-A

กำลังไฟ 2,500W

กระแสไฟ 10A

3-5 เมตร ป้องกันไฟเกิน
และตัดไฟอัตโนมัติ
330 บาท
Anitech H222-WH หัวปลั๊ก 2 ช่อง

พอร์ต USB-A กระแส 2.4A x 2 ช่อง

สวิตช์รวม

กำลังไฟ 2,200W

กระแสไฟ 10A

2 เมตร ระบบป้องกันไฟเกิน 359 บาท
ปลั๊ก DATA แบบ USB 5 ช่อง พอร์ต USB-A กระแส 2.1A x 4 ช่อง

พอร์ต USB-A กระแส 3A x 1 ช่อง (Quick Charge 3.0)

ไม่มีสวิตช์

1.2 เมตร ระบบป้องกันไฟเกิน 399 บาท
Toshino
ET-913USB
หัวปลั๊ก 3 ช่อง

พอร์ต USB-A กระแส 2.1A x 2 ช่อง

สวิตช์แยกสำหรับปลั๊กแต่ละช่อง

กำลังไฟ 2,300W

กระแสไฟ 10A

3 เมตร ระบบป้องกันไฟเกิน

ป้องกันไฟกระชาก

ม่านนิรภัยป้องกันไฟดูด

420 บาท
Toshino P3375USB-5M หัวปลั๊ก 3 ช่อง

พอร์ต USB-A กระแส 2.1A x 2 ช่อง

สวิตช์แยกสำหรับปลั๊กแต่ละช่องและ USB

กำลังไฟ 2,300W

กระแสไฟ 10A

5 เมตร ระบบป้องกันไฟเกิน

ป้องกันไฟกระชาก

ม่านนิรภัยป้องกันไฟดูด

725 บาท
LDNIO SC3604 หัวปลั๊ก 3 ช่อง

พอร์ต USB-A x 6 ช่อง จ่ายกระแสรวม 3.4A

สวิตช์รวม

กำลังไฟ 2,500W

กระแสไฟ 10A

2 เมตร ระบบป้องกันไฟเกิน

ป้องกันไฟกระชาก

699 บาท

ถึงราคาปลั๊กแต่ละตัวจะอยู่ที่หลักร้อยบาทขึ้นไปก็ตาม แต่ก็เป็นปลั๊กที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยเพราะมีระบบนิรภัยเอาไว้ป้องกันปัญหาไฟเกินหรือไฟลัดวงจรในตัว ต่อสายไฟจากคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนหลาย ๆ ชิ้นพร้อมกันได้อุ่นใจไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนคนที่คิดว่าเราจะต้องลงทุนกับปลั๊กแพงขนาดนี้แล้วจะดีหรือเปล่า โดยส่วนตัวผู้เขียนพูดได้เต็มปากว่าดีและควรลงทุนเป็นอย่างมาก ถ้าซื้อแบบดี ๆ เอาไว้ใช้อันเดียวก็ไม่ต้องเปลี่ยนไปอีกนานหลายปี ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิน 10 ปีได้เลย และใช้ได้นานแบบอุ่นใจไม่ต้องกังวลาว่าวันไหนปลั๊กจะลัดวงจรหรือไฟรั่วจนเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราหรือคนในบ้านและพอไฟไม่กระชาก ก็ทำให้ของใช้ชิ้นนั้นที่เสียบปลั๊กอยู่ยิ่งมีอายุการใช้งานนานยิ่งขึ้นอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

iphone battery cover

wifi new cover

power bank laptop cover

from:https://notebookspec.com/web/605605-6-usb-plug-and-how-to-choose

SME ควรใช้ดาต้าหาข้อมูลอย่างไร เพื่อเข้าใจ insight เชิงลึกของลูกค้า

การได้ครอบครองข้อมูลจำนวนมาก นำมาซึ่ง Insight หรือมุมมองของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่แผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์สินค้าและบริการให้โดนใจ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น กลายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ต่างก็ต้องการกันมากขึ้น เพราะข้อมูลหรือ DATA เหล่านี้ หากนำมาวิเคราะห์ก็อาจพลิเกมมาช่วยปรับกลยุทธ์และทิศทางอยู่รอดให้ไปต่อได้

Insight ไม่ใช่ Instinct ข้อมูลที่ดีไม่ควรคาดเดา

หนุ่ย-ณัฐพล ม่วงคำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจผ่านทางรายการ SME Biz Talk ซีซั่น 2 จัดขึ้นโดย LINE for Business ไว้ว่า เพราะ DATA มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากมายในการทำธุรกิจในปัจจุบัน จากที่ในอดีตคนส่วนใหญ่มองว่าดาต้า เป็นเรื่องไกลตัวหรือถูกจำกัดไว้ในกลุ่มที่มีเครื่องมือวิเคราะห์และมีเงินทุนที่พร้อมจะทำ

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของข้อมูลแบบเจาะลึก ทั้งรายละเอียดการขายและ Insight ลูกค้าที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ร้านค้าขนาดกลางและเล็ก มักจะเลือกใช้การคาดเดาและดึงข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองเป็นหลัก บวกกับสัญชาตญาณหรือ Instinct ในการประเมินและสรุปภาพรวมธุรกิจจากที่ตนเองเข้ามาสำรวจตรวจงานในสาขาเพียงไม่กี่นาทีมาเป็นตัวตัดสินใจแทนเสียส่วนใหญ่

DATA หาได้ง่ายหากใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เป็น

นอกจากนี้ วิธีการคาดเดาจากประสบการณ์ที่เอสเอ็มอีชอบนำมาใช้งานก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะต้องยอมรับว่าสมัยก่อนเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลหรือเทคโนโลยี DATA มีจำกัด เครื่องมือที่ใช้อาจมีไม่มากพอ ทั้งยังมีราคาแพง ใช้งานยาก แต่ทุกวันนี้จุดเริ่มต้นในการเปิดธุรกิจง่าย ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็สามารถขายออนไลน์ได้ และการเข้าถึง DATA ก็ทำได้ง่าย ลงทุนต่ำ ไม่จำเป็นต้องเขียน Code เป็น ก็สามารถใช้ข้อมูลมาทำธุรกิจได้ด้วยเครื่องมือดิจิทัลที่อยู่ในมือทุกคน

จึงเป็นเหตุผลทำให้ผู้ประกอบเริ่มหันมาสนใจและอาศัย DATA เข้ามาช่วยตัดสินใจได้ดีขึ้น แม่นยำ และมองเห็นถึงปัญหาที่แท้จริง ใช้การคาดเดาน้อยลง เห็นทั้งปัญหาที่ไม่เคยรู้และโอกาสที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งตอนนี้ DATA เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการตัดสินใจได้มากที่สุดของผู้ประกอบการไปแล้ว

ถึงแม้ DATA จะอยู่ใกล้ตัวและมีข้อดีมากมาย แต่สิ่งที่ยากกว่าคือวิธีการเข้าถึงข้อมูลเพื่อหา Insight ให้ได้ ซึ่งเจ้าของเพจการตลาดวันละตอน กล่าวว่า ทุกคนมีข้อมูลอยู่รอบตัว แต่อาจไม่เคยรู้หรือสังเกต ไม่ว่าจะเป็น Sale Data หรือ Transaction Data แม้กระทั่งการทัก Chat ของลูกค้า ก็นับเป็น DATA หรือข้อมูลชั้นดี ซึ่งข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลการแชทกับลูกค้าที่มีอยู่แล้ว หรือเรียกรวมได้ว่าข้อมูล “พฤติกรรมการซื้อ” นั้น คือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องนำมาวิเคราะห์ให้ขาดต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านกาแฟ ที่เมื่อดูข้อมูลจากเครื่องบันทึกการขาย พบว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากขนมไทยและเมนูอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเป็นหลัก เจ้าของร้านจึงเร่งปรับวิธีสื่อสารใหม่หลังจากการเห็น Insight นี้เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ตรงจุด หรือร้านขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนที่มียอดขายเติบโตขึ้นเป็นขั้นบันไดภายใน 2 เดือน เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลพฤติกรรมการซื้อพบว่าส่วนใหญ่มาจากการเปิดให้ซื้อเป็นรอบๆ ทำให้เกิดการซื้อซ้ำง่ายกว่าการขายแบบปกติ

รวมถึงการวางจำหน่ายสินค้าให้เป็นการซื้อตามช่วงวัยของลูกที่โตขึ้น ยังส่งผลทำให้เกิดการซื้อต่อเนื่อง เหล่านี้ยิ่งสะท้อนชัดว่าการเข้าถึงรูปแบบการเก็บข้อมูลที่ดี สามารถทำให้เห็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการเด่นชัดขึ้น

ธุรกิจเอสเอ็มอีจึงควรลองสังเกตจากการเก็บข้อมูลลูกค้าใกล้ตัว อาจเลือกวิธีการเก็บข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เช่น MyShop ที่ระบบจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ เป็น DATA ที่มีโครงสร้างสำเร็จรูปไว้อยู่แล้ว เช่น วันเวลาที่ขาย สินค้าอะไร คนทัก Chat เป็นใคร ที่อยู่ในการส่ง จำนวนสั่งซื้อเท่าไร ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ทันที

อีกวิธีหนึ่งคือการนำ Chat มาเป็น DATA ซึ่งอาจไม่มีฟอร์แมทสำเร็จรูปเหมือนกรณี MyShop แต่สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงนำข้อมูลมาบันทึกใหม่ ทำให้พร้อมใช้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อ หรือแม้กระทั่งการใช้ Survey ของ LINE Official Account หรือการสอบถามจากลูกค้า เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูล แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อว่าสิ่งที่ร้านพยายามนำเสนอนั้น ลูกค้าชอบแบบไหนมากกว่ากัน เป็นต้น

ซึ่งวิธีนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเอสเอ็มอีไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ยุ่งยาก หากขายผ่าน LINE อยู่แล้วก็สามารถเก็บข้อมูลที่ LINE ได้เลย ซึ่งฟีเจอร์ เครื่องมือต่างๆ ถูกดีไซน์เพื่อการเก็บ DATA ชั้นดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องคิดก่อนว่าอยากรู้ข้อมูลแบบไหน และจะเก็บ DATA อะไร แล้ว DATA นั้นจะมาช่วยธุรกิจให้ดีขึ้นได้อย่างไร

แปลง DATA ให้เป็นสถิติ วิเคราะห์เทรนด์ลูกค้า

ส่วนวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ผู้ประกอบการต้องรู้จักเปลี่ยน DATA ที่เป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือให้เป็นภาพที่พร้อมอ่านได้ง่ายๆ เช่น ตัวเลขยอดขาย อาจนำมาแยกเป็นวัน เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในข้อมูลหรือสัญญาณบางอย่าง (Signal) แล้วหมั่นตั้งข้อสังเกตว่าอะไรเกิดขึ้น เช่น วันนี้ขายดีมากกว่าปกติ และการสังเกตข้อมูลที่เป็น Seasonal หรือพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นต้น

การนำข้อมูลมาทำเป็นภาพหรือกราฟแผนภูมิ จะทำให้เห็นภาพรวมในหลายมิติชัดขึ้น ช่วยสะท้อนสิ่งที่ผู้ประกอบการยังไม่รู้ เพื่อนำไปสู่ทางแก้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด อีกทั้งยังมีวิธีการตั้งคำถาม ที่ต้องอาศัยการฝึกใช้เครื่องมือและตั้งคำถามถึงพฤติกรรมลูกค้า ก็จะสามารถแยกประเภทลูกค้า และเห็นคำตอบอื่นๆ ที่ต้องการ

“ทั้งการแปลงให้เป็นภาพ และการตั้งคำถามเป็นการเก็บข้อมูลที่อยู่ภายใต้ DATA Thinking Framework ซึ่งต้องมีปัจจัยในการคิด คือ What เราอยากรู้อะไรและเราจำเป็นต้องรู้อะไร จากนั้นก็มาสู่ How เราจะรู้ได้อย่างไร ข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน แล้วค่อยมาคิด Why ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ที่มาที่ไปของข้อมูลคืออะไร และสุดท้ายก็คือ How เมื่อเรารู้แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ อาจเป็นการเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อเพิ่มยอดขาย ต่อยอดแคมเปญ หรือทำโปรโมชั่น เช่นหากร้านกาแฟขายขนมได้มากกว่า ก็อาจเพิ่มสัดส่วนของขนมให้มากขึ้น ซึ่งมันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ต้องใช้การฝึกฝน อดทน และเวลา”

กรณีศึกษาจากธุรกิจดอกไม้สดกระจายทั่วกรุงเทพ พบว่ามีสองสาขาที่ยอดขายใกล้เคียงกันแต่ลักษณะสินค้าขายดีต่างกัน จึงเกิดคำถามว่า ยอดขายมาจากอะไร? สินค้าแบบไหน? พอทำให้เป็นภาพก็เข้าใจบริบทมากขึ้น ซึ่งสาขาชิดลม ดอกไม้ไทยที่ใช้ไหว้สักการะขายดี ส่วนสาขาทองหล่อ มักเป็นดอกไม้ต่างชาติที่นำไปประดับบ้าน

ซึ่งข้อมูลนั้นมาจากการสอบถามลูกค้าจนรู้พฤติกรรมที่แท้จริง ทำให้เจ้าของร้านดอกไม้สามารถวางกลยุทธ์ ส่งโปรโมชั่นแยกแต่ละสาขาได้ง่ายขึ้น อาจจะเพิ่มดอกไม้มงคล เทียนหอมสำหรับชิดลม ขณะที่สาขาทองหล่อ อาจจะเพิ่มขายของตกแต่งบ้านเพิ่มเติมได้ เพื่อเป็นสีสันมากขึ้น

หรืออีกกรณีศึกษา ร้านค้าขายคาร์ซีทออนไลน์ ที่ต้องการเก็บ DATA สินค้าขายดีแต่ละจังหวัด ทำให้เข้าใจลูกค้าว่าเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณสมบัติตามสภาพอากาศของตน ซึ่งภาคเหนือและกรุงเทพจะเลือกเนื้อผ้ามันๆ เพราะอากาศเย็นสบายและอยู่ในห้องแอร์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคอื่นๆ จะเลือกเนื้อผ้าระบายอากาศได้ดีมากกว่า นั่นจึงเป็นที่มาให้ร้านค้าแห่งนี้เลือกที่จะขยายโปรดักส์ตามสภาพอากาศที่แตกต่างกัน

การทำธุรกิจยุคใหม่โดยใช้ DATA เข้ามาช่วยในเรื่องกระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าและภาพรวมตลาดนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายลดการลงทุนท่ีไม่จำเป็นได้อย่างดีเช่นกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/sme-data-insight?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sme-data-insight

ดีแทคเผยยอดใช้ดาต้า ร.พ.สนามพุ่ง 2 เท่า เร่งการสื่อสารลดการสัมผัส

อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตัวช่วยฮีโร่แนวหน้าปฏิบัติภารกิจ ดีแทคลุยต่อเนื่องสนับสนุนภารกิจทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรับมือโควิด-19 พร้อมมอบ dtac@Home ใช้งานฟรี Wi-Fi ที่ ร.พ. สนาม รวมทั้งเดินหน้าติดตั้งสถานีฐาน เสริมรถโมบายล์ ปรับพารามิเตอร์ และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่มต่อเนื่องทั่วไทยและปรับปรุงสัญญาณพื้นที่ข้างเคียง อาทิ สนามกีฬาบางกอก อารีน่า หนองจอก หลังปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 รองรับผู้ป่วย 350 เตียง พร้อมมอนิเตอร์การใช้งานเผยยอดใช้ดาต้าพุ่งราว 2 เท่า

ดีแทครายงานสถิติการใช้งานโรงพยาบาลสนามที่สำคัญ ดังนี้

  • สถิติการใช้งานดาต้าสูงสุด (Peak hour period) อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 18.00-21:00 น
  • แอปพลิเคชันใช้งานสูงสุด คือ 1. Facebook 2. YouTube 3. TikTok 4. Instagram 5. LINE และ Netflix
  • ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติเฉลี่ยประมาณ 2 เท่า (ในพื้นที่โรงพยาบาลสนาม)
  • โรงพยาบาลสนาม 3 จังหวัดที่มีการใช้งานดาต้าสูงสุด 1.กรุงเทพมหานคร 2. เชียงใหม่ 3 สมุทรสาคร

ดีแทคได้เข้าตรวจสอบสัญญาณโรงพยาบาลสนามทั่วไทย พร้อมนำทีมเพิ่มสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเชื่อมต่อการสื่อสารช่วงวิกฤต ทุกโรงพยาบาลสนามทั่วไทยตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการรองรับผู้ป่วย และพื้นที่ใกล้เคียงที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โรงพยาบาลสนามภายในศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ 7 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลสนามศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จ.ลำปาง โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โรงพยาบาลสนามสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ศูนย์ห่วงใยคนสาคร แห่งที่ 10) จ.สมุทรสาคร โรงพยาบาลสนามนนทบุรี ที่โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย  เป็นต้น

ด้านมุมมองจากโรงพยาบาลสนามโดย พญ.สุภาพร กรลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ ตัวแทนสำนักการแพทย์ กล่าวว่า การติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 นอกจากแพทย์จะต้องทราบรายงานอุณหภูมิการวัดไข้ วัดความดัน และวัดค่าออกซิเจนแล้วเพื่อเฝ้าระวังแล้ว แพทย์จะต้องวินิจฉัยอาการอื่นๆ ในแต่ละวันเพื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง

แต่เนื่องจากต้องมีการรักษาระยะห่าง (social distancing) เพื่อลดการสัมผัสและป้องกันการระบาดเพิ่มจึงไม่สามารถพบผู้ป่วยโดยตรงได้ การติดต่อผู้ป่วยผ่านทางดิจิทัลและจอมอนิเตอร์จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทีมแพทย์โรงพยาบาลสนาม ในส่วนนี้การเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งทำให้ลดช่องว่างในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้การรักษาและติดตามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกท่าน รวมถึงผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนามยังสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อกับครอบครัวหรือใช้งานแอปพลิเคชันที่จำเป็นอย่างอื่นได้ด้วย

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคจัดทีมงานปฏิบัติภารกิจด่วน เพิ่มสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องในการรักษาและควบคุมโรคระบาดโควิด-19 รวมถึงรองรับผู้ป่วย เราเร่งติดตั้งสถานีฐานหรือส่งรถโมบายล์ประจำพื้นที่ให้กับโรงพยาบาลสนาม รวมถึงการนำขยายพื้นที่บริการ 4G-TDD และเร่งเพิ่มเทคโนโลยี Massive MIMO ทำให้การใช้งานดีกว่าเดิม 3 เท่า ซึ่งล่าสุดเราได้นำคลื่น 700 MHz หรือคลื่นความถี่ต่ำมาเพิ่มความครอบคลุมสัญญาณทั้งในอาคารและพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งยกระดับคุณภาพใช้งานของเพื่อเชื่อมต่อกับทุกคนในช่วงเวลาสำคัญ”

ดีแทคเปิดให้บริการ Free Wi-Fi ที่โรงพยาบาลสนามผ่าน dtac@Home

ดีแทคเร่งนำ dtac@Home หรือ Fixed Wireless Broadband ซึ่งเป็นอุปกรณ์ติดตั้งง่ายทุกที่ไม่ต้องเดินสาย สำหรับนำไปใช้งานที่โรงพยาบาลสนาม สนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องในการรักษาและควบคุมโรคระบาดโควิด-19 รวมถึงรองรับการใช้งานของผู้ป่วย โดยได้เร่งกระจาย dtac@Home ไปที่โรงพยาบาลสนามต่างๆ เรียบร้อย อาทิ

  • โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพฯ
  • โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตทวีวัฒนา จ.กรุงเทพฯ
  • ศูนย์แพทย์ศาสตร์และการเรียนรู้เพื่อผู้สูงอายุ จ.กรุงเทพฯ
  • ศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 ณ กรมยุทธบริการทหาร จ.กรุงเทพฯ
  • โรงพยาบาลสนามพระพรหม อำเภอพรพรหม จ.นครศรีธรรมราช

นอกจากนั้น ดีแทคยังได้จัดทีมงานในการดูแลโครงข่ายจากห้องปฏิบัติการ (NOC) เพื่อตรวจสอบการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในการปฏิบัติภารกิจในช่วงสำคัญ โดยพร้อมที่จะให้บริการใช้งานมือถือด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

from:https://www.thumbsup.in.th/dtac-more-data-in-hospital?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-more-data-in-hospital

[Guest Post] รัฐบาล หนุน “ข้อมูลเปิด เพื่อชีวิต” จัดงานวันข้อมูลเปิดนานาชาติ ประจำปี 2564 พร้อมเร่งหน่วยงานรัฐเปิดข้อมูลที่เว็บไซต์ data.go.th ให้ประชาชนโหลดไปใช้ประโยชน์ฟรี!

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติปาฐกถาและมอบนโยบายผ่าน วีดิทัศน์ ในงานวันข้อมูลเปิดนานาชาติ พ.ศ.2564 (International Open Data Day 2021)’ วันที่ 6 มีนาคม 2564 ณ อาคารเกษร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA โดยกล่าวเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นถึงความสำคัญการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ เว็บไซต์ data.go.th’ เพื่อให้เกิดการความร่วมมือของภาครัฐ และสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Open Data of Life Saving) พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการมุ่งสู่เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลเปิดขนาดใหญ่ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดไอเดีย อาทิ การสร้างสรรค์ธุรกิจจากนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายมากขึ้น เป็นต้น เพราะ “ข้อมูลเปิด เพื่อชีวิต” นี้เป็นการเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้อย่างไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดใด ๆ

 

ดังเห็นได้จากตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของข้อมูลเปิดในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีการนำข้อมูลเปิดไปใช้งานเพื่อประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานในการเฝ้าระวัง กักกันโรค และการระบุจุดเสี่ยงของโรคจากทุกภาคส่วนทั้งระดับจังหวัดและระดับพื้นที่  นอกจากนี้ยังมีการนำข้อมูลเปิดที่สำคัญชุดนี้ไปต่อยอดการใช้งานในรูปแบบแอปพลิเคชัน ช่วยให้ประเทศไทยถูกจัดเป็นอันดับ 4 ของโลกในการควบคุมการระบาดได้ดี จึงขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญในการนำข้อมูลเปิดภาครัฐมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติในวงกว้างมากขึ้น

 

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

สำหรับในงานพิธี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า การเปิดข้อมูลภาครัฐนี้เป็นแนวคิดสากลที่รัฐบาลทั่วโลกต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญในการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ซึ่งรัฐบาลไทยได้สนับสนุนให้ทุกหน่วยงานจัดทำข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล พร้อมเร่งผลักดันแต่ละหน่วยงานพัฒนาข้อมูลให้สามารถบริการรูปแบบ API (Application Programming Interface) เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำข้อมูลไปใช้ และการเปิดเผยชุดข้อมูลเปิดภาครัฐที่มีคุณค่าสูง (High-Value Datasets) รวมถึงการสร้างชุมชนผู้ใช้ข้อมูล (Data Community Engagement) เพิ่มขึ้นเพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการนำข้อมูลเปิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

 

ด้าน ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่าสำหรับกิจกรรมวันข้อมูลเปิดนานาชาติ ประจำปี พ.ศ.2564 นี้เป็นวันที่ทั่วโลกต่างสนใจจัดกิจกรรมพร้อมกันทุกปี สำหรับ DGA ได้มีการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว โดยปีนี้มาในธีม “ข้อมูลเปิด เพื่อชีวิต” มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต (Open Data for Life Saving) ซึ่ง DGA ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่เว็บไซต์ data.go.th ทำให้ปัจจุบันมีข้อมูลถึง 2,796 ชุดข้อมูล จากตัวอย่างความร่วมมือในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเปิด เช่น กรณีความสำเร็จการบูรณาการและเปิดข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการเปิดข้อมูลพิกัดตำแหน่งอุบัติเหตุมีแนวทางปรับข้อมูลส่วนบุคคลให้สามารถเปิดเผยได้และได้ปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายและไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ยังดำเนินงานตาม พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 มีการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐ และสร้างข้อตกลงร่วมกัน อาทิ ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จาก 3 ฐานข้อมูล ได้แก่ 1) ข้อมูลผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุภายนอก หรือถูกระบุในใบมรณบัตรว่าอุบัติเหตุทางถนน 2) ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่ขอเบิกค่าสินไหมทดแทน จากระบบ E-claim 3) ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากคดีอุบัติเหตุจราจรที่ถูกบันทึกในระบบ Crime หรือ POLIS ทั้งนี้ การบูรณาการข้อมูล 3 ฐานดังกล่าวนับเป็นตัวอย่างที่ดีในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ และไม่ติดขัดละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยขณะนี้มีการนำไปใช้ประโยชน์ 2 หน่วยงานแล้ว ได้แก่ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย เพื่อวิเคราะห์และลดอุบัติเหตุ และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแสดงจุดเสี่ยงโครงการ Yak Data

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ DGA จัด LIVE “บอกเล่าเรื่องราว การบูรณาการข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน การทำให้เป็นข้อมูลเปิด และการนำไปใช้ประโยชน์” โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมเสวนา ได้แก่ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย กรมควบคุมโรค สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย บริษัทกลางประกันภัย และตัวแทนคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถติดตามรับชมได้ที่ Facebook และ YouTube : DGA Thailand

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-dga-data-go-th/