คลังเก็บป้ายกำกับ: Infographic

ดาวน์โหลดฟรี! (ภาษาไทย) “เหตุผล 12 ประการที่ทำให้ Veeam เป็นระบบแบ็คอัพที่ดีที่สุดสำหรับ VMware”

เวอร์ช่วลไลเซชั่นกลายเป็นมาตรฐานไปแล้วในดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบัน โดยมี VMware เป็นตัวผลักดันความก้าวหน้านี้ในองค์กรส่วนใหญ่ ทุกวันนี้เกือบทุกอย่างถูกทำเป็นเวอร์ช่วลกันหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงแอพพลิเคชั่นและฐานข้อมูลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจระดับโลก ดังนั้นการสำรองระบบ VMware จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเวลาวางยุทธศาสตร์ปกป้องข้อมูล

รายงานฉบับนี้จึงออกมาอธิบายถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในหัวข้อที่ชื่อว่า “12 เหตุผลที่ทำให้ Veeam เป็นโซลูชั่นแบ็คอัพที่ดีที่สุดสำหรับ VMware” โดยจัดทำเป็นภาษาไทยทั้งฉบับ อ่านง่าย เข้าใจง่าย และดาวน์โหลดได้ฟรี!!

คลิกลงทะเบียนดาวน์โหลดฟรี!!

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/whitepaper-veeam-backup-for-vmware/

ภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานทักษะอะไรที่คนทำงานยุคใหม่ต้องมี

จ๊อบส์ดีบี เปิดผลสำรวจสรุปภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานทักษะอะไรที่คนทำงานยุคใหม่ต้องมี โดยอ้างอิงจากจำนวนประกาศงานและข้อมูลการสมัครงาน พบว่า เศรษฐกิจภาพรวมยังคงชะลอตัว ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2% ส่วนในด้านตำแหน่งงานว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% ผันแปรไปตามจำนวนที่มากขึ้นของประชากรที่ได้รับวัคซีน โดยเหล่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวังและจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

ธุรกิจที่มีจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับสมัครงานสูงสุด ได้แก่

  • ธุรกิจไอที คิดเป็น 11.3%
  • ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก คิดเป็น 10.8%
  • ธุรกิจธนาคารและการเงิน คิดเป็น 8.4%

ทางด้านสายงานที่มีจำนวนใบสมัครสูงสุด ได้แก่

  • สายงานขาย งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 14.3%
  • สายงานการตลาด งานประชาสัมพันธ์ คิดเป็น 11.7%
  • สายงานธุรการและทรัพยากรบุคคล คิดเป็น 10.9%

ในส่วนของการฟื้นตัวของแต่ละสายงาน พบว่า

สายงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ได้แก่

  • สายงานไอที คิดเป็น 19.1%
  • สายงานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 19.0%
  • สายงานวิศวกรรม คิดเป็น 13.9%

หากพูดถึงธุรกิจที่มีการฟื้นตัวกลับมา อยู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษ และปิโตรเคมี, ธุรกิจไอที, ธุรกิจการผลิต และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม แม้ว่าสถานการณ์ตลาดงานจะค่อย ๆ ปรับตัวอย่างช้า ๆ ไปตามสภาพเศรษฐกิจ

โดยกลุ่มสายงานที่มีจำนวนประกาศงานเติบโตขึ้นมากที่สุด ได้แก่

  • สายงานอีคอมเมิร์ซ คิดเป็น 71.7%
  • สายงานขนส่ง คิดเป็น 43.8%
  • สายงานการเงินและการธนาคาร คิดเป็น 26.2%

อีกทั้งการสนับสนุนของรัฐบาลที่ผลักดันการนำเอาอุปกรณ์ไอทีมาประยุกต์ใช้, ธุรกิจการผลิต จากดัชนีการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากมาตรการควบคุมโรคระบาดเริ่มผ่อนปรนลง และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม ที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในช่วงวิกฤตโรคระบาดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจที่กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเกี่ยวข้องดีดตัวกลับมา

  • ธุรกิจไอที คิดเป็น 11.3%
  • ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก 10.8%
  • ธุรกิจการเงินและการธนาคาร 8.4%

ถือเป็น 3 ธุรกิจที่มีการเปิดรับสมัครงานสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 มีบทบาทส่งเสริมและผลักดันการดำเนินธุรกิจ การซื้อขาย และการทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ช่วยกระตุ้นให้สายงานเหล่านี้พลิกกลับขึ้นมาเป็นสายงานสำคัญและเป็นฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์

แรงงานที่มีทักษะดิจิทัลมีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนงานภายใต้สายงานเดิม โดยมีปัจจัยด้านความต้องการแสวงหาโอกาสในการก้าวหน้าอัตราค่าตอบแทนที่สูงขึ้น และความท้าทายใหม่ ๆ เป็นแรงจูงใจหลัก นอกจากนี้ แรงงานยุคดิจิทัลจำนวนไม่น้อยตระหนักถึงความสะดวกสบายจากการทำงานระยะไกลในช่วงวิกฤตโรคระบาด โดยเกือบ 70% ของคนทำงานทั่วโลกยินดีที่จะทำงานแบบระยะไกลให้กับองค์กรที่อยู่ต่างพื้นที่

โดย 5 ประเทศที่แรงงานในยุคนี้สนใจต้องการทำงานระยะไกลให้ด้วยมากที่สุดคือ

  • สหรัฐอเมริกา
  • สหราชอาณาจักร
  • ออสเตรเลีย
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน
  • สิงคโปร์

ผลสำรวจยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจอีกหนึ่งประเด็นด้วยว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดงานและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน ส่งผลให้ผู้ที่มีทักษะดิจิทัลประมาณ 42% มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของระบบอัติโนมัติ รวมถึงความเป็นไปได้ของอัลกอริธึม หุ่นยนต์ หรือซอฟต์แวร์ขั้นสูง ที่อาจเข้ามาแทนที่ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของพวกเขา

ดังนั้น ทักษะที่คนทำงานยุคใหม่จำเป็นต้องมี ก็คือ

ด้านการเรียนรู้ 

  • ใส่ใจนวัตกรรม
  • มีความคิดสร้างสรรค์
  • แก้ปัญหาเป็น

ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 

  • รอบรู้สื่อดิจิทัล
  • อัปเดตข้อมูลข่าวสาร
  • ประยุกต์และฉลาดสื่อสาร

ด้านการใช้ชีวิต สังคมและอาชีพ 

  • รู้จักปรับตัว
  • มีความเป็นผู้นำ
  • Growth Mindset

ทั้งนี้ ผู้มีทักษะดิจิทัลส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตามและเข้าใจเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อฝึกทักษะใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าความสามารถของพวกเขาจะนำไปสู่การจ้างงานที่มั่นคงและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทำงานและผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือในแง่มุมต่างๆ ประกอบด้วย

คนทำงาน

  • ต้องปรับตัว และ พัฒนาความรู้ เพื่อเป็นแต้มต่อในการทำงาน
  • พัฒนาซอฟต์สกิล โดยเฉพาะด้านความเป็นผู้นำและการพัฒนาความคิด
  • เปิดใจ ไม่หยุดพัฒนา เพราะวิถีไฮบริดเป็นโอกาสสำหรับคนเก่ง

ผู้ประกอบการ

  • ปรับนโยบายองค์กร สร้าง Employment Value Propsition ตระหนักถึงความเท่าเทียม
  • ปรับรูปแบบการทำงานสู่ไฮบริดและเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • สนับสนุนการเรียนรู้ของพนักงานเพื่อรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร
  • เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างแบรนด์สู่องค์กรนวัตกรรม

ทั้งนี้ การปรับตัวของคนทำงานและองค์กร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญและจะมองข้ามการปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัยไม่ได้ เพราะหากคุณก้าวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน ก็อาจจะเสียหายทั้งในแง่พนักงานและธุรกิจไปได้ง่ายๆ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/jobdb-work-resume?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=jobdb-work-resume

รวมสถิติการใช้โซเชียลมีเดียวันปีใหม่จาก 3 โอเปอร์เรเตอร์

ย่างเข้าสู่ปี 2566 โอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย เปิดสถิติที่น่าสนใจในช่วงของคืนข้ามปี และเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในการส่งข้อความอวยพร สื่อสารและแสดงความรู้สึกให้แก่คนในครอบครัว คนรู้จักและคนรัก

ทีมงาน thumbsup จึงได้รวบรวมพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของทั้งสามค่ายมาฝากกันค่ะ

เอไอเอส เผยสถิติการใช้โซเชียลรับปีกระต่าย TikTok ครองแชมป์โต 100%

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ภาพรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากการระบาดของโควิด 19 เกิดเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตวิถีใหม่ให้กับคนไทยและทั่วโลก ที่ใช้ Digital Technology เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในทุกด้าน ทั้งชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการพร้อมเดินหน้าของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลถึงปริมาณการใช้ดาต้าของลูกค้าเอไอเอส ที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 20%

สำหรับช่วงปลายปี 2565 ต่อกับช่วงเวลาขึ้นปีใหม่ 2566 ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2565 – 1 มกราคม 2566 พบว่า ลูกค้าเริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน และภาคเหนือ ทำให้ภาพรวมมีการใช้งานดาต้าบน 5G NSA ที่เพิ่มสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 648% ส่วนการใช้บริการ OTT ทั้งที่ผ่านเครือข่ายมือถือ AIS, AIS Wifi, AIS Fibre นั้น เห็นได้ชัดเจนว่า TikTok เติบโตขึ้น 100% Facebook ประมาณ 30% ส่วน LINE และ YouTube โตขึ้นประมาณ 10%

โดย Facebook ยังคงเป็น OTT App ที่มีการใช้งานมากที่สุด รองลงมาคือ YouTube, LINE และ TikTok ตามลำดับ โดยปริมาณการใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – เวลา 24.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2566

นอกจากนี้ ยังพบว่า Application AIS PLAY ยังเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้ในการชม Content ในช่วงระหว่างท่องเที่ยว เพราะมีอัตราการใช้งานที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติอย่างชัดเจน รวมถึงพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสามารถปรับตัวกับการใช้ชีวิตท่ามกลางโควิดได้ คือ อัตราการใช้บริการ International Roaming ของลูกค้าที่เดินทางไปยังต่างประเทศในปีนี้ ที่มีมากกว่า 150,000 ราย มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามากกว่าเท่าตัว

โดยการเตรียมความพร้อมของเครือข่าย AIS และ AIS Fibre ที่ได้มีการเตรียมรองรับไว้ล่วงหน้า สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี

 

ดีแทคเผย “นครราชสีมา” ครองแชมป์จังหวัดสุดฮิตคนเดินทางเยือนช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีเถาะ 2566

ดีแทค เปิดข้อมูลสุดฮิตช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2566 จากยอดผู้ใช้งานดีแทค เผย 10 จังหวัดยอดนิยมคนไปเยือนและกลับภูมิลำเนามากสุด และ 10 จังหวัดครองแชมป์ใช้งานดาต้าพุ่งตามเปอร์เซ็นต์ใช้งานสูงสุด พร้อมเปิด 10 แอปครองใจคนใช้งานมากสุดช่วงเทศกาล ส่วนดาต้าใช้งานหนาแน่นสุดช่วง 20.00-21.00 น.

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า “ข้อมูลการใช้งานของลูกค้าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเพื่อนำมาพัฒนาเครือข่ายและเพิ่มประสบการณ์ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น คนไทยนิยมเดินทางพักผ่อนตามแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปี และส่งข้อความอวยพรสวัสดีปีใหม่ในทุกๆ ปี ดีแทคได้ขยายสัญญาณรองรับการใช้งานทุกพื้นที่ทั่วไทยเพื่อเพิ่มคุณภาพการใช้งาน และความครอบคลุมของเครือข่าย พร้อมทั้งจัดทีมงานดูแลสัญญาณลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดตลอดเทศกาลปีใหม่”

ดีแทครายงานสถิติจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือยอดนิยมช่วงเทศกาลช่วงปีใหม่ ดังนี้

จังหวัดยอดนิยมที่คนเดินทางไปเยือนและกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่มากสุด 10 อันดับแรก คือ

  1. จังหวัดนครราชสีมา
  2. จังหวัดอุบลราชธานี
  3. จังหวัดบุรีรัมย์
  4. จังหวัดศรีสะเกษ
  5. จังหวัดเพชรบูรณ์
  6. จังหวัดขอนแก่น
  7. จังหวัดสุรินทร์
  8. จังหวัดนครสวรรค์
  9. จังหวัดร้อยเอ็ด
  10. จังหวัดชัยภูมิ

(จากสถิติ Mobility data การใช้งานมือถือช่วง 26-30 ธันวาคม 2565)

จังหวัดมาแรงที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดตามเปอร์เซ็นต์ใช้งาน 10 อันดับแรก คือ

  1. จังหวัดน่าน
  2. จังหวัดอุทัยธานี
  3. จังหวัดเพชรบูรณ์
  4. จังหวัดสุรินทร์
  5. จังหวัดชัยภูมิ
  6. จังหวัดกาญจนบุรี
  7. จังหวัดร้อยเอ็ด
  8. จังหวัดกาฬสินธุ์
  9. จังหวัดหนองบัวลำภู
  10. จังหวัดบุรีรัมย์

(จากข้อมูลการใช้งานดาต้าวันที่ 31 ธันวาคม 2565)

แอปพลิเคชันยอดนิยมใช้งานสูงสุดช่วงคืนปีใหม่ คือ

  1. Facebook
  2. TikTok
  3. YouTube
  4. Instagram
  5. LINE
  6. Twitter
  7. Shopee
  8. WhatsApp
  9. Lazada
  10. Google Maps

ช่วงเวลาส่งข้อมูลมีการใช้งานสูงสุด (Peak hour period) คือ เวลา 20:00-21:00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2565

ดีแทคพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่องทั่วไทยเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และพัฒนาสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการใช้งานเพื่อรองรับเทศกาลต่างๆ ตลอดมา บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเร่งขยายเครือข่าย 5G คลื่น 700 MHz อย่างต่อเนื่องทั่วไทยเพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ทั้งนี้ ดีแทคได้ขยายสถานีฐานคลื่น 700 MHz โดยติดตั้งแล้วทั้งสิ้นประมาณ 18,800 สถานีฐาน (ข้อมูลไตรมาส 3/2565)

ทรู 5G เผยข้อมูลการใช้งานดาต้าอวยพรปีใหม่ของแต่ละภูมิภาค กรุงเทพ ใช้งานสูงสุด

นายจิระชัย คุณากร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการโครงข่าย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เพราะเราตั้งใจให้คนไทยได้ส่งสัญญาณความสุขต้อนรับปีใหม่ 2566 ให้สุขยิ่งกว่ากับสัญญาณที่ดีที่สุดของทรู 5G เราจึงจัดเพิ่มทีมวิศวกรกระจายดูแลเสริมสัญญาณมือถือให้พร้อมบริการทุกพื้นที่ทั่วไทย รวมทั้งการนำรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว(COW) เข้าไปจอดเสริมสัญญาณในจุดจัดงานเคาท์ดาวน์หลักๆ ทั่วประเทศ

รวมทั้งจัดวอร์รูมตั้งทีมดูแลคุณภาพสัญญาณทุกบริการ ตลอด 24 ชม. มาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา และยาวไปถึงวันนี้ 4 มกราคม 2566 นี้ ซึ่งจากการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด ทำให้เราพบว่า รูปแบบการเฉลิมฉลองปีใหม่ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน มีการออกเดินทางไปยังจุดเคาท์ดาวน์ต่างๆเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กันเพิ่มมากขึ้น ต่างจากปีที่ผ่านมาที่จะเป็นการใช้งานดาต้าผ่าน WiFi ในบ้าน

ซึ่งยอดใช้งานดาต้าทั่วประเทศในคืนเคาน์ดาวน์ 18.00 วันที่ 31 ธันวาคม2565 ถึง 06.00 น. วันที่ 1 มกราคม 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 1.81 % ไม่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติ เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานดาต้าในทุกวันก็สูงมากอยู่แล้ว สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดของประเทศไทย 5 อันดันแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และเชียงใหม่ ตามลำดับ

ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรและการจัดงานเคาท์ดาวน์ในจังหวัดนั้น อาทิ งาน Amazing Thailand Countdown 2023 ICONSIAM Magical Enchanted Celebration ณไอคอนสยาม, งาน Central World Bangkok Countdown 2023, งานพัทยา เคาท์ดาวน์ 2023 ถึงแม้แจ้งงดจุดพลุเคาท์ดาวน์ ปีใหม่ 2566

แต่ยังจัดเต็มคอนเสิร์ต จากศิลปินระดับโลก ณ แหลมบาลีฮาย ส่วนจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าน้อยที่สุด ได้แก่ จ.สิงห์บุรี สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดในแต่ละภาค มีดังนี้ ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันตก ได้แก่ จ.ราชบุรี ภาคกลาง (ไม่รวม กรุงเทพมหานคร) ได้แก่ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ชลบุรี และภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา

ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีกิจกรรมเคาท์ดาวน์ อาทิ เชียงใหม่เคาท์ดาวน์ 2023 ภายใต้แนวคิด “Chiang Mai Love is all around” ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ, งาน KORAT COUNTDOWN 2023 ณ เซ็นทรัล โคราช เป็นต้น

สำหรับภูมิภาคที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุด ได้แก่ภาคกลางและต่ำสุด ได้แก่ ภาคตะวันตก

from:https://www.thumbsup.in.th/social-operator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-operator

รู้จักพฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ผ่านผลสำรวจ KANTAR x LAZADA

เรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องที่แบรนด์และนักการตลาดพยายามหาข้อมูลอัพเดทอยู่เสมอ สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคพร้อมเปิดใจลองใช้แบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้มีผู้บริโภคกว่า 67% มีแนวโน้มทดลองใช้แบรนด์ใหม่ๆ 

ยังมีความน่าสนใจเกี่ยวกับการเปิดใจรับแบรนด์ใหม่ๆ ของผู้บริโภคที่ thumbsup นำมาฝากกันค่ะ

 

กลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคพร้อมทดลองใช้แบรนด์ใหม่

  • 74% ความงาม
  • 67% แฟชั่น
  • 66% สุขภาพ
  • 64% เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • 62% อาหารและเครื่องดื่ม

ปัจจัยที่ผู้บริโภคเลือกซื้อแบรนด์ใหม่

กลุ่มความงาม

  • การรับประกันคุณภาพสินค้า 69%
  • คุณประโยชน์ที่ดีกว่า 52%
  • ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ 52%

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • การรับประกันคุณภาพสินค้า 66%
  • ความทนทาน-ใช้งานได้นาน 60%
  • ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีกว่า  50%

แฟชั่น

  • การรับประกันคุณภาพสินค้า 53%
  • ความทนทาน-ใช้งานได้นาน 52%
  • ราคาถูก  47%

อาหารและเครื่องดื่ม

  • การรับประกันคุณภาพสินค้า 58%
  • ราคาถูกกว่า  45%
  • ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ  44%

สุขภาพ

  • การรับประกันคุณภาพสินค้า 64%
  • คุณประโยชน์ที่ดีกว่า 54%
  • ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ  52%

ช่องทางค้นพบสินค้าแบรนด์ใหม่

  • social media 65%
  • e-commerce 58%
  • Search 46%
  • TV Ads 45%
  • Influencer 43%
  • การบอกต่อ 37%
  • brand 36%
  • Review 35%
  • ร้านค้าปลีก 34%
  • การแนะนำจากพนักงาน 30%

ช่องทางค้นพบแบรนด์ใหม่ (ตามประเภทสินค้า)

กลุ่มความงาม

  • SocialMedia
  • E-Commerce
  • Search
  • TV Ads
  • Influencer

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • E-Commerce
  • SocialMedia
  • Search
  • Brand
  • Influencer

กลุ่มแฟชั่น

  • SocialMedia
  • E-Commerce
  • TV Ads
  • Influencer
  • Review

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

  • SocialMedia
  • E-Commerce
  • TV Ads
  • Search
  • Influencer

สุขภาพ

  • SocialMedia
  • E-Commerce
  • Search
  • TV Ads
  • Influencer

 

ที่มา : KANTAR x LAZADA

from:https://www.thumbsup.in.th/shopping-kantar-lazada?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=shopping-kantar-lazada

ตัวเลขน่าสนใจของ Tiktok LIVE ฟีเจอร์ที่ช่วยสื่อสารกับผู้ชมได้แบบเรียลไทม์

TikTok เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มวีดีโอสั้นที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง มาดูสถิติที่น่าสนใจในปี 2022 เพื่อให้แบรนด์และนักการตลาดนำไปปรับใช้งานกัน

ข้อมูลภาพรวมที่น่าสนใจ

  • ผู้ใช้งาน 88% มองว่าดนตรีมีความสำคัญต่อการใช้งาน TikTok
  • เกือบ 75% ของผู้ใช้งานค้นพบศิลปินใหม่ผ่าน TikTok
  • ประมาณหนึ่งในสามของผู้ใช้เข้าใช้งานนิยมใช้ TikTok เพราะมี “Live Streaming”
  • มีผู้ใช้ Live Streaming 62% ดู live ทุกวัน

ในประเทศไทย 

  • สตรีมเมอร์ชาวไทยกว่า 2.5 ล้านคน ที่สตรีมเนื้อหามากกว่า 340 ล้านชั่วโมง
  • มีการมอบของขวัญในระหว่างไลฟ์มากกว่า 2.3 พันล้านชิ้น และ เหรียญอีกกว่า 2.5 พันล้านเหรียญ
  • มีการบริจาค/เติมเงิน สูงถึง 93%

หมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมในการรับชมไลฟ์สตริมมิ่งคอนเทนต์

  • ดนตรีและความบันเทิง
  • เกม
  • ความงามและแฟชั่น
  • อาหาร
  • ASMR
  • ไลฟ์สไตล์
  • และอื่นๆ

ที่มา : Tiktok Thailand

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-live-feature?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-live-feature

Grab Thailand เปิดสถิติผู้ใช้เดลิเวอรี่ปี 65 คนไทยใช้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

แกร็บ (Grab) เผยอินไซต์ผู้ใช้บริการเดลิเวอรีปี 2565 ผ่าน “รายงานเทรนด์ธุรกิจเดลิเวอรีปี 2565” (Delivery Trend Report 2022) โดยได้ศึกษาพฤติกรรมและสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้บริการ*ที่มีต่อแพลตฟอร์มเดลิเวอรีกว่าสามหมื่นรายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครอบคลุม 6 ประเทศ อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามและไทย

พบว่า ยอดการจัดส่งเดลิเวอรีบนแพลตฟอร์มแกร็บทั่วทั้งภูมิภาคโตขึ้นถึง 24% ในปี 2565 โดย 7 ใน 10 ของผู้บริโภคระบุว่าบริการสั่งเดลิเวอรีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยอุดม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการพาณิชย์และการตลาด แกร็บ ประเทศไทย
“ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ยอดการจัดส่งเดลิเวอรีผ่านแพลตฟอร์มแกร็บเติบโตขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายต่อออเดอร์ (Basket size) ของการสั่งสินค้าหรืออาหารผ่านบริการแกร็บฟู้ดและแกร็บมาร์ทในปี 2565 เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 17% เมื่อเทียบกับปี 2562

ทั้งนี้ สำหรับในประเทศไทย 3 เหตุผลหลักที่คนไทยเลือกใช้บริการจัดส่งอาหารเดลิเวอรี คือ ความสะดวกสบายในการใช้บริการ การจัดส่งที่รวดเร็วและตอบโจทย์ความต้องการแบบออนดีมานด์ และเป็นตัวช่วยให้พวกเขาสามารถสังสรรค์กับเพื่อนและครอบครัวได้ง่ายขึ้น”

รายงานดังกล่าวยังตอกย้ำว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยผู้บริโภค 9 ใน 10 คนระบุว่าชื่นชอบแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และมองว่าปัจจุบันแอปพลิเคชันเดลิเวอรีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดส่งอาหารหรือของใช้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

 สถิติน่าสนใจของ Grab

  • ยอดารจัดส่งผ่านแกร็บ โตขึ้น 24% (เมื่อเทียบกับปี 2564)
  • มูลค่าการใช้จ่ายต่อออเดอร์ Grab Food – Grab Mart  เพิ่มขึ้น 17% (เมื่อเทียบกับปี 2562)
  • 7 ใน 10 ของผู้บริโภค มองว่า การใช้บริการเดลิเวอรี กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว
  • 9 ใน 10 คน ชื่นชอบแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
  • 88% ของผู้ใช้บริการรู้จักร้านใหม่ๆ ผ่านการใช้แอปพลิเคชันเดลิเวอรี
  • 90% ของผู้ใช้บริการเปิดใจสั่งสินค้าจากร้านที่ไม่เคยรู้จักอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  • 9 ใน 10 รายของผู้ประกอบการในไทย มองว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรีเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด
  • 73% ของผู้ประกอบการในภูมิภาคระบุว่า ยอดขายออนไลน์ส่วนใหญ่มาจากบริการแกร็บฟู้ด

โดย 88% ของผู้ใช้บริการรู้จักร้านใหม่ๆ ผ่านการใช้แอปพลิเคชันเดลิเวอรี และกว่า 90% ของผู้ใช้บริการเปิดใจสั่งสินค้าจากร้านที่ไม่เคยรู้จักอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ด้านผู้ประกอบการหรือเจ้าของร้านลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

9 ใน 10 รายของผู้ประกอบการในไทยกล่าวว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรีเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะที่ 73% ของผู้ประกอบการในภูมิภาคระบุว่ายอดขายออนไลน์ส่วนใหญ่มาจากบริการแกร็บฟู้ด

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Grab Mart

  • แพลนท์เบส (plant-based) ไม่ได้ถูกจำกัดความนิยมแค่ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
  • 74% ของคนไทย ระบุว่าในทุก 2-3 วัน จะมีการสั่งอาหารเพื่อสุขภาพอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • 2 ใน 5 ของผู้บริโภค เคยลองรับประทานอาหารแพลนท์เบสในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
  • สแน็กและของว่างยามบ่ายมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น
  • 2 ใน 5 ทานอาหารว่างหรือขนมขบเคี้ยวอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • 64% ของผู้บริโภค สั่งอาหารว่างสำหรับทานมากกว่าหนึ่งคน

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Grab Delivery

  • 1 ใน 3 ของผู้ใช้บริการเดลิเวอรี สมัครใช้แพ็กเกจสมาชิก (Subscription) อย่างน้อย 1 แพ็กเกจเพื่อรับส่วนลดและสิทธิประโยชน์
  • ผู้ใช้บริการที่ใช้แพ็กเกจสมาชิก มีการสั่งอาหารหรือสินค้าผ่านเดลิเวอรีบ่อยขึ้นถึง 44%

เมนูยอดนิยมตลอดปี 2565

  • เมนูขายดีบนแกร็บฟู้ด คือ 1) ไก่ทอด 2) กาแฟ 3) ส้มตำ 4) ข้าวซอย 5) ชาเขียวเย็น 
  • สินค้าขายดีบนแกร็บมาร์ท คือ 1) น้ำมันประกอบอาหาร 2) น้ำดื่ม 3) น้ำอัดลม 4) น้ำตาล 5) นม
  • กาแฟคือเครื่องดื่มยอดนิยม ทุก 1 นาทีจะมีผู้ใช้บริการสั่งกาแฟถึง 15 แก้ว
  • ATK คือไอเทมมาแรง ทุก 1 นาทีมีคนซื้อชุดตรวจโควิด 1 ชุดผ่านแกร็บมาร์ท
  • สินค้าขายดีช่วงปีใหม่ 1.น้ำอัดลม 2.พิซซ่า 3.ไก่ทอด 4.มันฝรั่งทอดกรอบ

 

ที่มา : Grab Thailand

from:https://www.thumbsup.in.th/grab-thailand-delivery-mart?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=grab-thailand-delivery-mart

มีสติในการใช้โซเชียลมีเดีย

สังคมออนไลน์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนรอบตัวที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับกระแสต่างๆ บนโซเชียลอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นวิถีโดยทั่วไปแล้ว ในการแชร์เรื่องต่างๆ และแน่นอนว่าอาจจะเจอผลกระทบจากคอมเมนต์เชิงลบมากระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว

นักการตลาดที่ต้องทำงานบนโซเชียลมีเดีย ต้องรักษาความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตในโลกออนไลน์ ต้องทำอย่างไร? 

นักการตลาดโซเชียลมีเดีย ต้องการความรู้มากมายเกี่ยวกับเทรนด์เพื่อให้ทำงานได้ดี ขณะเดียวกันก็ต้องมีขอบเขตว่าความรู้ต้องกว้างแค่ไหน เพราะเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียนั้น มีให้เลือกใช้งานมากมายเต็มไปหมด อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา ทางที่ดีนั้น ไม่ควรจดจ่อเวลาไปกับมันตลอดเวลา เพื่ออัพเดตเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดก่อนใคร อาจรอให้เรื่องราวต่างๆ พัฒนาไปสักระยะก่อน อย่าเอาเวลาและสติไปแลกกับการอัพเดตเรื่องราวมากมาย ที่บางครั้งก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่ดี คือข้อมูลที่ละเอียดและครบรอบด้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว

หากคุณไม่อยากพลาดกระแสหรือสิ่งสำคัญบนโซเชียลมีเดีย ควรทำการจำกัดเวลาในแต่ละวัน มากกว่าการดีท็อกซ์ไปเลย เพราะจะรักษาความสมดุลในใจให้คุณรับมือกับเรื่องราวอย่างมีสติและยั่งยืนมากกว่า

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-use?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-use

ฮาวทู! การสร้าง Cross Targeting บน LINE ด้วย BUSINESS MANAGER ได้ง่ายๆ

นักการตลาดและเอเจนซี่ที่ดูแลแบรนด์หลายท่านที่ทำการตลาดบน LINE อาจจะเคยได้ยินหรือเคยลองใช้เครื่องมือ BUSINESS MANAGER กันมาบ้าง

แต่ทราบหรือไม่ว่า BUSINESS MANAGER นั้น สามารถทำ Cross Targeting หรือการส่งข้อมูลกลุ่มเป้าหมายข้ามผลิตภัณฑ์บน LINE เพื่อการยิงโฆษณาหรือการทำแคมเปญได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งการใช้เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรที่มีสินค้าหลายตัวสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันนี้ thumbsup จะมายกตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือนี้ ให้นักการตลาดของแบรนด์และเอเจนซี่ ได้นำไปปรับใช้กันค่ะ

รู้จัก BUSINESS MANAGER ใช้ทำงานอะไรได้บ้าง

นักการตลาดที่เคยวางแผนสร้างแคมเปญใน LINE น่าจะทราบดีว่า LINE มีเครื่องมือในการทำการตลาดที่หลากหลายเพื่อให้ได้เลือกใช้ในการเข้าถึงลูกค้า และในวันนี้ ยังสามารถช่วยให้แบรนด์ทำ Cross Targeting ได้ง่ายๆ ผ่านเครื่องมือ BUSINESS MANAGER ที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของระหว่าง 3 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่

  • LINE OA ช่องทางหลักในการสื่อสารทำการตลาด
  • LINE Ads บัญชีเพื่อการยิงโฆษณาบนพื้นที่ตำแหน่งต่างๆ ใน LINE Ecosystem
  • Smart Channel Ads ตำแหน่งโฆษณาทำเลทองด้านบนสุดของหน้ารายการแชทในแอปฯ LINE

โดยทั่วไประบบหลังบ้านของ LINE สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกลุ่มเป้าหมายระหว่าง LINE OA และ LINE Ads ได้อยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือรูปแบบการทำงานเดิมจะจำกัดเพียงหนึ่งบัญชี LINE OA ต่อหนึ่งบัญชี LINE Ads Account เท่านั้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดในการทำ Cross Targeting สำหรับแบรนด์ที่มี LINE OA หรือ LINE Ads มากกว่าหนึ่งบัญชี

LINE จึงได้พัฒนาเครื่องมือ BUSINESS MANAGER เพื่อแก้ข้อจำกัดนั้น ทำให้การทำ Cross Targeting บนแพลตฟอร์ม LINE มีประสิทธิภาพการสื่อสาร การยิงโฆษณามากขึ้น

ทั้งนี้ thumbsup จะมาแนะนำตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ BUSINESS MANAGER เพื่อการทำ Cross Targeting 6 รูปแบบ เพื่อให้นักการตลาดเข้าใจกระบวนการทำงานมากขึ้น

 

รูปแบบที่ 1 : นำกลุ่มผู้ติดตาม (Friend List) ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

การทำ Cross Targeting รูปแบบนี้ จะช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจที่เป็นมีสินค้าหลายแบรนด์ นำข้อมูลระหว่างตัวสินค้า มาเพิ่มโอกาสทางการขาย เพราะแต่ละแบรนด์ย่อมมี LINE OA ภายใต้การดูแลอยู่หลายแบรนด์

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

ในกรณีที่แบรนด์ B ออกสินค้าใหม่เป็นน้ำหอมกลิ่นใหม่ และต้องการเพิ่มโอกาสในการรับรู้ไปที่กลุ่มเป้าหมายของสินค้าบิวตี้เพราะมีฐานลูกค้าที่กว้างและหลากหลาย โดยมีเป้าหมายในการโฆษณาที่ต้องการสื่อสารว่า “เมื่อลูกค้าสนใจผลิตภัณฑ์ความงามอยู่แล้ว พวกเขาอาจต้องการน้ำหอมเพื่อเสริมความมั่นใจ”

นักการตลาดของแบรนด์ สามารถนำเอาข้อมูลผู้ติดตาม หรือ Friend List จาก LINE OA ของแบรนด์ A ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่น่าจะสนใจในสินค้ากลุ่มความงาม มาแชร์ให้กับบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B ซึ่งเป็นสินค้าน้ำหอม เพื่อให้นำไปใช้เป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอด รวมทั้งเป็นการแนะนำสินค้าใหม่ให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น

ถือเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายในการยิงโฆษณาของแบรนด์น้ำหอมให้ครอบคลุมขึ้น โดยยังคงอาศัยข้อมูลจากภายในองค์กรเดียวกันอยู่ จากการทดสอบของ LINE พบว่า การแชร์กลุ่มเป้าหมายในรูปแบบนี้ ช่วยให้ธุรกิจมี CTR เพิ่มขึ้นถึง 1.8 เท่า

 

รูปแบบที่ 2 : นำกลุ่มเป้าหมายที่คลิกข้อความบรอดแคสต์บน LINE OA ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

เมื่อสินค้าใกล้เคียงกัน ธุรกิจสามารถทำ Cross Targeting ผ่านการแชร์กลุ่มเป้าหมายเพื่อประสิทธิภาพการยิงโฆษณาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เคยคลิกข้อความหรือภาพสินค้าจากการบรอดแคสต์ สะท้อนความสนใจที่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีแนวโน้มที่จะให้ประสิทธิภาพในการยิงโฆษณาที่สูงขึ้น

แบรนด์บิวตี้อาจเคยทำภาพครีเอทีฟที่มีสินค้าหลากหลาย หรือมีคุณสมบัติหลากหลายรวมถึงสินค้าที่มีกลิ่นหอม ดังนั้น แบรนด์น้ำหอมสามารถเลือกเอาผู้ติดตามที่เคยคลิกภาพบรอดแคสต์ของสินค้าที่มีกลิ่นหอม หรือเกี่ยวกับกลิ่น มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดให้กับแบรนด์น้ำหอมเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่าการยิงแอดไปในกลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าแต่ไม่ทราบความสนใจ

 

รูปแบบที่ 3 : นำกลุ่มเป้าหมายที่คลิกโฆษณาของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

ไม่เพียงการแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่คลิกข้อความหรือภาพจากการบรอดแคสต์จากใน LINE OA เท่านั้น ข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่เคยคลิกภาพจากโฆษณาผ่าน LINE Ads ของแบรนด์ A ที่อาจจะปรากฏอยู่ตามหน้า LINE TODAY, LINE VOOM, LINE Wallet หรือหน้า LINE OpenChat เป็นต้น ก็สามารถแชร์ไปให้แบรนด์ B ใช้ยิงแอดได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ได้ฐานข้อมูลที่กว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดแต่ผู้ติดตามใน LINE OA เพียงอย่างเดียว

กรณีคล้ายกันกับรูปแบบที่ 2 แต่ในกรณีนี้ แบรนด์จะได้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่า ไม่ใช่เพียงผู้ติดตาม LINE OA ของแบรนด์บิวตี้เท่านั้น แต่เป็นกลุ่มผู้ใช้ LINE อื่นๆ ที่เคยคลิกแอดของแบรนด์บิวตี้ด้วย โดยเมื่อนำข้อมูลกลุ่มนี้มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดของแบรนด์น้ำหอม จะทำให้แบรนด์น้ำหอมที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจและจำนวนมากขึ้น

 

รูปแบบที่ 4 : นำกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

การแชร์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายผ่าน BUSINESS MANAGER ยังสามารถแชร์ข้อมูลลูกค้าที่ถูกติดตามจากการติด LINE Tag ได้ด้วย แบรนด์สามารถแชร์กลุ่มเป้าหมายที่ LINE Tag ติดตามผลว่า ได้เคยคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของแบรนด์ A จากการคลิกโฆษณามาแล้ว ไปใช้ยิงโฆษณาของแบรนด์ B หรือนำกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น ไปสร้างกลุ่มเป้าหมาย Lookalike ได้เช่นเดียวกัน

ผู้ที่ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จากการคลิกผ่านโฆษณาเข้ามา ย่อมเป็นผู้ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง จึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ แบรนด์น้ำหอมสามารถเลือกเอากลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าไปในเว็บไซต์ของแบรนด์บิวตี้ มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดแบรนด์น้ำหอม ซึ่งจะสามารสร้างประสิทธิภาพในการยิงแอดเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

 

รูปแบบที่ 5 : นำข้อมูลที่เก็บจากลูกค้าโดยตรงของแบรนด์ A ไปยิงแอดบนบัญชี LINE Ads ของแบรนด์ B

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

หากทางแบรนด์มีการเก็บข้อมูลโดยตรงจากลูกค้า หรือที่เรียกว่า 1st party data ทั้งแบบออฟไลน์หรือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลส่วนตัว, อีเมล์, User ID หรือข้อมูลอื่นๆ ที่ได้ทั้งจากการทำแบบสอบถาม การเล่นเกมส์ หรือกิจกรรมทางการตลาดที่เคยทำมาของแบรนด์ A สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ ไปใช้ยิงโฆษณาในบัญชีโฆษณาของแบรนด์ B ได้

ทั้งนี้ นักการตลาด แบรนด์ หรือผู้ประกอบการสามารถอัปโหลดข้อมูลเข้า BUSINESS MANAGER ได้

โดยไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องการละเมิดกฏหมาย PDPA เพราะแบรนด์สามารถเลือกอัปโหลดข้อมูลเองได้โดยตรง รวมถึงจัดการ ลบข้อมูลเองได้ เลือกบัญชี LINE OA และ LINE Ads ในการทำแคมเปญแต่ละครั้งเองได้

รูปแบบที่ 6 : นำข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่เคยเห็นแอดบน LINE Smart Channel ไปยิงแอดบน LINE Ads 

ตัวอย่างเช่น 

แบรนด์ A (บิวตี้) VS แบรนด์ B (น้ำหอม)

แบรนด์สามารถนำกลุ่มเป้าหมายที่เคยรับชมหรือเคยคลิกโฆษณาบน LINE Smart Channel แชร์ไปที่ LINE Ads

เพื่อยิงโฆษณาตอกย้ำการรับรู้ด้วยข้อมูลที่ลึกขึ้น สร้าง Call to Action หรือแจ้งโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจจนสามารถปิดการขายได้ โดยจากการทดสอบของ LINE การทำ Cross Target เช่นนี้ จะช่วยเพิ่ม CTR ขึ้นถึง 5.7 เท่า และลดต้นทุน CPC ได้ถึง 40%

LINE Smart Channel เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อโฆษณาของแบรนด์บิวตี้ปรากฏอยู่บนตำแหน่งนี้ จะสามารถเก็บข้อมูลผู้สนใจคลิกแอดได้เป็นจำนวนมาก การแชร์กลุ่มเป้าหมายนี้ไปให้กับแบรนด์น้ำหอม จะสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพให้กับแบรนด์น้ำหอมได้เป็นอย่างดี

เครื่องมือใหม่ BUSINESS MANAGER ของ LINE ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเสริมจุดแข็งให้แบรนด์และนักการตลาดในการสื่อสารกับลูกค้าและลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนที่    ต้องเสียเวลาและเสียโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ทั้งที่มีข้อมูลในมืออยู่แล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือช่วยลดคความกังวลเรื่องกฏหมาย PDPA ที่แบรนด์และเอเจนซี่กังวลอย่างมากในการเก็บข้อมูลต่างๆ เพราะเป็นการแชร์ข้อมูลภายในองค์กรเดียวกันได้เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ทำให้แบรนด์ได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานเครื่องมือใน LINE Ecosystem มากขึ้น

ทาง LINE เองก็มีการเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยผลการทดสอบการใช้งาน BUSINESS MANAGER ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพการสื่อสาร รวมทั้งเพิ่ม CTR ได้มากขึ้นถึง 46% จากการทำ Cross Targeting ตามตัวอย่างที่เรายกมาฝากกัน

 

แบรนด์ที่สนใจสามารถใช้งาน BUSINESS MANAGER ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม!

โดยสามารถติดต่อเอเจนซี่ที่ดูแลแบรนด์ของท่านเพื่อลองใช้เครื่องมือนี้ ติดต่อเอเจนซี่พันธมิตรของ LINE ได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/partner

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BUSINESS MANAGER ได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/service/businessmanager

#LINEBusinessManager #LINEforBusiness #Advertorial

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-cross-targeting-business-manager-line?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-cross-targeting-business-manager-line

6 วิธีคำนวณยอด Engagement สำหรับแบรนด์และนักการตลาด

RainMaker ได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการวัดยอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) ของโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์สามารถวัดผลยอดไลก์ ยอดแชร์ คอมเมนต์และจำนวนผู้ติดตาม เพื่อทราบระดับของแบรนด์ตนเองในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้นำไปใช้ในการแผนกลยุทธ์ต่างๆ

ทั้งนี้ สูตรคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดียมีสูตรให้ใช้งานมากมาย เพราะยอดวัดมูลค่าของโพสต์ต่างๆ จะสร้างคุณค่าให้กับตลาดคอนเทนต์และรับรู้ได้ว่าชิ้นงานของตนเองสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างน้อยเราก็ต้องรู้มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์นี้กันก่อนค่ะ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่ใช้วัดยอดเอ็นเกจเมนต์ จะประกอบด้วย

  • Reactions
  • Likes
  • Comments
  • Shares
  • Saves
  • Messengers
  • Direct Messages
  • Mentions (Tagged / Untagged)
  • Click
  • Profile Visits
  • Retweets
  • Replies
  • Quote Tweets
  • Sticker Taps
  • Link Clicks
  • Views

โดยรายละเอียดเหล่านี้ จะสามารถช่วยเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการสร้างโอกาสเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายหลักของตนเองให้ดีเสียก่อน และควรรู้ไทม์ไลน์ที่เหมาะสมในการโพสต์ เช่น โพสต์เวลาไหนดี โพสต์ตอนไหนเอ็นเกจเมนต์จะดีที่สุด

และวันนี้ thumbsup จะมาแนะนำวิธีการคำนวณสูตรที่น่าสนใจมากถึง 6 สูตรมาฝากกันค่ะ

 

Rate by Reach (ERR) : คำนวณจากยอด Reach

เป็นสูตรยอดนิยมที่นำมาใช้ในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์มากที่สุดเพราะสามารถวัดจากคนที่มีส่วนร่วมกับเราได้โดยตรงหลังเห็นคอนเทนต์แล้ว เหมาะใช้กับโพสต์เดี่ยวและคำนวณค่าเฉลี่ยของมัลติโพสต์

  • ข้อดี : คำนวณยอด Reach ได้แม่นยำกว่าการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม
  • ข้อเสีย : ยอด Reach อาจมีการขึ้นลงจากหลายปัจจัย ทำให้ยากจะควบคุมได้

 

Rate by Posts (ER Post) : คำนวณจากยอดโพสต์

สูตรนี้คล้ายกับยอดการคำนวณจากยอด Reach เพียงแต่เปลี่ยนจากยอด Reach เป็นการคำนวณยอดจากผู้ติดตาม โดยจะบอกว่ามีผู้ติดตามกี่คน สร้างยอดเอ็นเกจเมนต์ให้กับคอนเทนต์ได้กี่คน

  • ข้อดี : การคำนวณแบบ ERR เป็นวิธีที่ดีในการบอกจำนวนคนที่มองเห็นโพสต์ แต่สูตรนี้จะแทนที่ด้วยยอดการติดตามจากผู้ชม ซึ่งจะเป็นตัววัดที่แม่นยำกว่า
  • ข้อเสีย : การคำนวณยอดด้วยสูตรนี้จะต้องอัปเดตอยู่เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนยอดผู้ติดตามที่เพิ่มหรือลด อาจทำให้การมีส่วนร่วมกับโพสต์ลดลงได้เช่นกัน

Rate by impressions (ER impressions)  : คำนวณจากยอดการมองเห็น

ยอด Impression ทำให้รู้ว่ามีคนมองเห็นคอนเทนต์ของคุณเท่าไหร่แม้จะเป็นการกลับมาดูซ้ำก็ตาม เพราะการคำนวณด้วยสูตรนี้จะต้องนับยอดหรือความถี่ที่คนมองเห็นนั่นเอง

  • ข้อดี : สูตรนี้เหมาะกับคอนเทนต์ที่จ่ายเพื่อเพิ่มการมองเห็น (Paid Content) และเป็นคอนเทนต์ที่เน้นการประเมินตามการแสดงผล
  • ข้อเสีย : แม้สูตรนี้จะเป็นสูตรยืนพื้นที่ในการวัดผล Impression แต่อาจจะทำให้ได้ผลลัพท์ที่ต่ำกว่าการคำนวณแบบ ERR และ ER รวมกัน เพราะยอด Reach และ Impression มักจะไม่สอดคล้องกัน

 

Daily engagement Rate (Daily ER) : คำนวณจากยอดรายวัน

แม้ยอดเอ็นเกจเมนต์จะคำนวณตามยอดที่เรามองเห็น การคำนวณจากยอดผู้ติดตามที่เข้ามามีส่วนร่วมกับบัญชีผู้ใช้งานของเรา

  • ข้อดี : สูตรนี้ไม่ได้คำนวณเฉพาะโพสต์ แต่เป็นการคำนวณจากยอดทั้งหมดรายวันของโซเชียลมีเดียผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับโพสต์ใหม่และเก่ารวมกันได้เลย
  • ข้อเสีย : ในสูตรไม่ได้คำนวณถึงเวลาที่ผู้ติดตามคนเดิมเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ซ้ำๆ

Rate by Views (ER View) : คำนวณจากยอดวิว

หากคุณทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มวีดีโอเป็นหลัก ควรเลือกใช้สูตรนี้ เพราะจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำในการคำนวณเอ็นเกจเมนต์ที่สุดแล้ว

  • ข้อดี : เป็นสูตรที่เหมาะกับการคำนวณโพสต์หรือคอนเทนต์วีดีโอ ที่คุณต้องการเก็บยอดเอ็นเกจเมนต์
  • ข้อเสีย : อาจเกิดมัลติวิวจากการรับชมสะสมทั้งยอดเก่าและใหม่ จากการดูหลายครั้ง

 

Factored Engagement Rate : คำนวณแบบแยกส่วน

การคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์แยกส่วนเหมาะกับแบรนด์ที่อยากคิดยอดแบบเจาะจงและให้น้ำหนักกับการประเมินบางประเภทมากกว่า

  • ข้อดี : คำนวณได้แบบเจาะจงและนำไปต่อยอดได้
  • ข้อเสีย : สูตรนี้อาจเพิ่มการมีส่วนร่วมของยอดเอ็นเกจเมนต์และทำให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณได้

สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่เคยคำนวณยอดเอ็นเกจเมนต์มาก่อนและไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหน ลองเอาสูตรเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเอาผลลัพธ์ที่ได้มาใช้เป็นแผนในกลยุทธ์การทำโซเชียลมีเดียในอนาคตของคุณกันค่ะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

HootSuite

from:https://www.thumbsup.in.th/6-engagement-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-engagement-for-brand

สายกราฟิกต้องรู้! 10 เทรนด์ Graphic Design ปี 2023

เรื่องของการออกแบบยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สวยงามและดึงดูดผู้ใช้งานให้รู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีความสนุกสนานและน่าสนใจ

วันนี้ thumbsup ได้รวบรวม 10 เทรนด์กราฟิกดีไซน์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

Motion Graphics & Animation

เรื่องของการทำ Motion Graphic หรือ Animation เป็นเทรนด์ที่สำคัญของการทำวิดีโอคอนเทนต์ เพราะทำให้งานกราฟิกดึงดูดและได้ผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบเพื่อตอบสนอง User Experience ของลูกค้าให้อยากมีส่วนร่วมกับกราฟิกเหล่านั้น รวมทั้งอยากกดดูต่อจนจบและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ

 

Distorted Type

การใช้ฟอนต์หรือองค์ประกอบที่มีรูปร่างพริ้วไหวต่างไปจากความเป็นจริง จะช่วยให้ผลงานดูมี Movement ที่ไหลลื่นมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเทรนด์ Metaverse ได้เป็นอย่างดี

 

Metaverse / Virtual Reality

“Metaverse” ยังคงเป็นเทรนด์ยอดนิยม รวมไปถึง Al, AR และ VR ด้วย ที่มีแนวโน้มว่าในปี 2023 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่โลกเสมือนมากขึ้น สไตล์การออกแบบ Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ก็จะมีความสำคัญขึ้นมา ดังนั้น กราฟิกสไตล์นี้จะเน้นความ Futuristic ที่มีการใช้องค์ประกอบ 3D เข้ามาผสานกับการไล่สีแบบ Gradient รวมถึง Text ที่มีความ Sci-fi เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความล้ำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

Liquid Gradients

เทรนด์สี Gradients มีมาค่อนข้างนาน แต่เทรนด์ที่กำลังจะมาแรงนี้ จะเป็น Liquid Gradients หรือการไล่สีที่ Texture ของกราฟิก จะดูไปทางสีเงามัน เหมือนกับการรวมสีกันของของเหลว ซึ่งงานประเภทนี้จะให้ความรู้สึกมี Movement เป็นอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเทียบกับการไล่สี Gradients แบบเดิม ถ้าลองวาง Text ทับไปบนพื้นหลังที่เป็น Liquid Gradients จะทำให้ตัวหนังสือมีความโดดเด่น รวมถึงดึงดูดให้คนมองได้ไม่เบื่ออีกด้วย

 

Retrofuturism

เทรนด์ Futuristic กำลังมาแรง เมื่อผู้คนโหยหาการย้อนสู่อดีต หรือคำว่า Nostalgia ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสีสันของความย้อนยุคแบบ Retro ผสานเข้าไปกับความ Futuristic เกิดเป็นผลงานในอนาคตที่มีกลิ่นอายของความดั้งเดิมในยุคเก่าเข้าไป ด้วยสีที่ฉูดฉาดของความ Retro จะช่วยทำให้ผลงานดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดดูได้ไม่ยาก เมื่อใส่ความล้ำเข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้พูดงานดูทันสมัยและน่าจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

 

3D Elements

องค์ประกอบของกราฟิกประเภท 3D ช่วยทำให้ภาพล้อไปกับเทคโนโลยี และความ Futuristic มากขึ้น เข้ากับเทรนด์กราฟิกที่จะมาในปี 2023 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการออกแบบเพื่องานดีไซน์ Metaverse แถมแนวโน้มของ Visual 3D ยังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

นอกจากความสวยงาม และความทันสมัยแล้ว การมีองค์ประกอบ 3D ยังช่วยยกระดับให้ผลงานออกมาดูดี มีระดับมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงหลายด้าน ทั้งแสง มุม และความตื้นลึกขององค์ประกอบอย่างชัดเจน จึงทำให้คอนเทนต์ประเภทมาร์เก็ตติ้งนำองค์ประกอบของ 3D มาใช้ในการช่วยอธิบายบทความเพิ่มเติมนั่นเอง

 

The Return of the Sans Serif

หากพูดถึงฟอนต์แห่งยุค เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของฟอนต์ตระกูล Sans Serif อย่างแท้จริง แทนที่จะใช้ฟอนต์ที่หวือหวาเหมือนยุคก่อน การเลือกใช้ฟอนต์ที่มีความ Minimalism ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เรียบหรู แต่ยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งฟอนต์ตระกูล Sans Serif มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบเรียบง่ายธรรมดา เน้นความกว้าง หรือใส่ Movement เข้าไปในฟอนต์ เรียกว่ามีหลายแบบแล้วแต่สไตล์ที่นักออกแบบต้องการ เหมาะกับการนำมาใช้ในการออกแบบโลโก้ หัวข้อบทความ บรรจุภัณฑ์ ทั้งยังยังเหมาะกับงานออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และนิตยสาร ด้วยนะคะ

 

Surrealist Maximalism

การผสมผสานระหว่างความ Realism + Minimalism = Surrealist Maximalism หรือ Visual ที่สื่อถึงความเกินจริง ล้ำสมัย ตอบโจทย์หลังโควิดฟื้นตัว ทำให้ทุกคนไม่ต้องการที่จะถูกกักอยู่ในกรอบ หรือข้อกำหนดแบบเดิมๆ อีกต่อไป Visual ที่สื่อถึงจินตนาการอันล้ำลึกเหนือความเป็นจริง จึงเป็นนิยมมากขึ้น

เห็นได้จากแคมเปญของ Coca-Cola ที่นำเทคนิคนี้ไปใช้ในแคมเปญ “Taste a Dreamworld Limited Edition Flavour” ที่นำองค์ประกอบต่าง ๆ มารวมกัน ทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นโลกที่ล้ำสมัย และเหนือความเป็นจริง ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์เองก็ใช้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านการออกแบบงานสไตล์นี้เช่นกัน

 

Chaotic Maximalism

การเปลี่ยนผ่านจาก Gen Y สู่ Gen Z ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการออกแบบ สำหรับ Gen Y อาจจะเน้นไปที่ความ Minimalism ในขณะที่ Gen Z เริ่มสนใจการออกแบบที่ดูยุ่งเหยิง และมีความ Maximalism มากขึ้น

ตามความเป็นจริงแล้ว Chaotic Maximalism เป็นประเภทกราฟิกที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต จากเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่าง Folk Art และศิลปะในอดีตเข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นการย้อนยุคที่ดูทันสมัย

 

Sci-Fi Logos

หลายแบรนด์ที่พยาพยามจะผสมผสานตัวเองเข้าไปกับความ Futuristic เพราะกระแสของ Metaverse ทำให้ฝ่ายออกแบบเริ่มมองหา Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต นอกจากการออกแบบบสไตล์ Futuristic ในการออกแบบโลโก้ที่มีความเข้าถึงเทคโนโลยี และความ Sci-Fi มากขึ้นแล้ว การออกแบบสำหรับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทรนด์ การตลาด ก็เหมาะกับการออกแบบแนวนี้เป็นอย่างมาก

ดูเทรนด์การออกแบบเหล่านี้แล้ว นึกถึงแบรนด์หรือโลโก้ของใครกันบ้าง สามารถแชร์กันได้เลยนะคะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

Venngage

IndesignSkills

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/graphic-design-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=graphic-design-2023