คลังเก็บป้ายกำกับ: Networking

ตอบโจทย์ Hyper-connected Infrastructure ด้วยเครือข่าย LAN ที่แรงเพียงพอ

การแพร่ระบาดผ่านไปแล้วแต่รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงยังคงอยู่ เราจะเห็นการทำงานผ่านCloud มากขึ้น การสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของแนวทางการทำ Digital Transformation ที่องค์กรต้องมี ด้วยเหตุนี้เองการเชื่อมต่อผ่านสาย LANแบบเดิมอาจไม่สามารถตอบโจทย์ต่อไปได้ ไฟเบอร์ออปติกจึงเป็นหลักสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

Hyperconnectivity เป็นคำศัพท์ที่อ้างถึงการติดต่อสื่อสารระหว่าง บุคคลถึงบุคคลหลายบุคคล บุคคลถึงอุปกรณ์หลายอุปกรณ์ ที่ก่อรวมกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยศัพท์นี้ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ทางสังคมชาวแคนนาดาที่ชื่อ Anabel Quan-Hasse และ Barry Wellman โดยเทอมของศัพท์ได้ถูกนำไปใช้ในหลายบริบทของการเชื่อมต่อเช่น อีเมล, ข้อความโต้ตอบ, โทรศัพท์, การพบปะแบบเห็นหน้า แม้กระทั่งบริการข้อมูล Web-site นอกจากนี้ในมุมของ Computer Networks คำๆนี้ยังเป็นเทรนด์ที่อ้างถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถหรือจำเป็นต้องสื่อสารกันผ่านเครือข่าย ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อระหว่าง บุคคลสู่บุคคลหลายบุคคล บุคคลสู่เครื่องหลายเครื่อง บุคคลสู่ระบบหลายระบบ และเครื่องสู่เครื่องหลายเครื่อง นำไปสู่ความต้องการ Bandwidth ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในมุมของ Hyper-connected Infrastructure ก็มีความคล้ายกันมาก กล่าวคือเป็นสภาพแวดล้อมที่ทุกสิ่งทุกอย่างติดต่อกันผ่านเครือข่าย แต่องค์ประกอบภายในมีหลายภาคส่วนทั้งผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน อุปกรณ์ และคลาวด์ที่สร้างให้เกิด โครงสร้างพื้นฐานที่มีทั้งข้อมูลและการเชื่อมต่อขนาดใหญ่มาก

อย่างไรก็ดีเมื่อเจาะจงไปที่ Infrastructure อย่างออฟฟิศสำนักงาน ที่มีการเปลี่ยนแปลงบริบทการทำงานรูปแบบใหม่พบว่า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะทุกคนต้องมีการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยูภายนอกองค์กร การประชุมในห้องประชุม กลายเป็นการประชุมด้วยคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คสวนตัว ผ่าน MS-Team หรือ Zoom นั่นหมายถึงเครือข่ายทุกๆส่วนของออฟฟิศจะต้องดีกว่าที่เคยเป็นมา

นอกจากความต้องการเปลี่ยนไปแล้ว องค์กรยังมีข้อมูลที่ไหลเวียนเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการเชื่อมต่อด้วยระบบสายทองแดงแบบเดิมจึงไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่จะเข้ามาช่วยยกระดับขีดจำกัดใหม่ของการเชื่อมต่อก็คือไฟเบอร์ออปติก ซึ่งในอดีตอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันเรื่องราวได้เปลี่ยนไปแล้ว

เทคโนโลยี Passive Optical Network สำหรับใช้งานใน Local Area Network (LAN) ภายใต้ชื่อการค้าว่า Laserway ของ Furukawa Electric เป็นสิ่งที่จะช่วยให้องค์กรรองรับกับ Hyperconnected Infrastructure ได้โดยสายไฟเบอร์ออปติก ที่รองรับระยะทางการเดินสายไกลถึง 20 กิโลเมตร กระจายสัญญาณด้วย Splitter ที่เป็น Passive ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องกระจายสัญญาณไฟฟ้าซ้ำด้วย Switch เหมือนสายทองแดงที่มีข้อจำกัดเพียง 100 เมตร ปลายทางของ Laserway จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า ONT เพือให้สามารถใช้สายแลนสั้นๆต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ตามปกติ เหมือนกับบริการอินเทอร์เน็ตบ้าน(FTTX) ต่างตรงที่ ONT ของ Laserway ใช้ chipset ระดับ enterprise ที่มีความทนทานสูงและสามารถจัดการ Vlan ได้

ไม่เพียงเท่านั้นระบบการรับประกันของ Furukawa ยังยาวนานนับสิบปี ทำให้ท่านไม่จำเป็นต้องไปหา Supplier รายใหม่บ่อยครั้งเหมือนที่แล้วมา  นอกเหนือจากนั้นตัว Fiber เองยังเป็นเทคโนโลยีที่รองรับอนาคต เพราะรองรับ Bandwidth ได้สูงถึงหลักร้อย Gbps ดังนั้นเมื่อ Core Network มีคุณภาพดีเพียงพอ Hyperconnected Infrastructure จึงขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ Furukawa Electric

Furukawa Electric มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการประกอบธุรกิจในหลายด้านอาทิเช่น Automotive, Energy, Metal และอื่นๆ โดยมีพนักงานราว 50,000 คน และส่วนธุรกิจกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค สำหรับส่วนธุรกิจ Cabling หรือ FCS มีการจัดตั้งโรงงานที่บราซิล ทำให้มีชื่อเสียงและสัดส่วนตลาดกว่า 30% ในแถบลาตินอเมริกา ทั้งนี้มีการให้บริการอย่างครอบคลุมในส่วนของสายส่งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในดาต้าเซนเตอร์ การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสำนักงาน ซึ่งสามารถผลิตและจัดหาอุปกรณ์ได้ครบทั้งโซลูชัน ในประเทศไทย FCS มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นที่ประเทศไทย และได้รับรับความไว้วางใจในธุรกิจมากมายทั้งโซลูชันในดาต้าเซนเตอร์ หรือ Laserway ที่นำเสนอไปข้างต้น

สนใจติดต่อทีมงานของ Furukawa Electric Communications Southeast Asia เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษานำเสนอโซลูชัน สามารถติดต่อได้ที่

Line:@furukawa_th หรือ link: https://lin.ee/cARPJtc

ศึกษาบทความเก่าได้ที่

  1. https://www.techtalkthai.com/furukawa-electric-passive-optical-lan-solution-laserway/
  2. https://www.techtalkthai.com/data-center-trends-2022-by-furukawa-electric/
  3. https://www.techtalkthai.com/summary-webinar-future-prooft-network-with-fcs-400g-ready-and-laserway/
  4. https://www.techtalkthai.com/future-proof-healthcare-network-by-furukawa-electric/
  5. https://www.techtalkthai.com/furukawa-laserway-use-case-in-maldives/

from:https://www.techtalkthai.com/support-your-hyper-connected-infrastructure-with-fiber-optics/

5 ประโยชน์ของไฟเบอร์ออพติกต่อเหล่าเกมเมอร์

ทุกวันนี้เกมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของความบันเทิงในหลายๆด้าน จากอดีตที่เรามักใช้เพื่อความผ่อนคลายในเวลาว่างหลังจากทุ่มเทกับงานมาทั้งวัน ปัจจุบันเกมสามารถสร้างช่องทางอาชีพใหม่ๆ สร้างรายได้ที่มั่นคง กลายเป็นกีฬาหนึ่งที่มีการยอมรับทั่วโลก แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะเกมเมอร์เหล่านั้นมีการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์และหัวใจสำคัญที่นักเล่นเกมต้องมีก็คือเครือข่ายที่สามารถถ่ายทอดความบันเทิงออกไปได้อย่างไม่มีสะดุดนั่นเอง โดยเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเคลื่อนไหวรับส่งของข้อมูลอย่างรวดเร็วก็คือโครงข่ายใยแก้วนำแสงนั้นเอง มาดูกันว่าประโยชน์ที่เกมเมอร์จะได้รับจากไฟเบอร์ออพติกนั้นมีอะไรกันบ้าง

เมื่อความจริงจังของการเล่นเกมผลิกผันจากการเล่นเพื่อความบันเทิงไปสู่การกีฬา นั่นหมายความว่าความเสถียรและรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น หากย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่อินเทอร์เน็ตบ้านไม่ได้มีทางเลือกมากนัก หลายท่านคงเคยประสบปัญหาว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตขาดหายทำให้เกมกระตุกเป็นระยะหรืออาจจะเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้เลย ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่ารำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อเกมกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ในปัจจุบัน ความผิดพลาดของการเชื่อมต่อแต่ละครั้งอาจกระทบไปถึงผลแพ้ชนะและส่งผลต่ออาชีพได้ด้วย ในกรณีของสตรีมเมอร์เกมที่อินเทอร์เน็ตไม่สเถียร เมื่อประสบการณ์ของผู้รับชมไม่ดี บ่อยครั้งก็อาจถูกเลิกติดตามไปโดยปริยาย

แต่โชคดีที่เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีมีความคุ้มทุนเหมาะสมที่จะนำไฟเบอร์เข้ามาสู่ผู้ใช้งานทั่วไปที่เรียกว่า FTTH (Fiber to the Home) ซึ่งไฟเบอร์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น Future Proof หมายถึง เป็นสิ่งที่รองรับความเร็วได้อีกมากในอนาคต ส่วนใหญ่แล้วคอขวดอยู่ที่อุปกรณ์ทางเครือข่ายมากกว่า ในมุมของเกมเมอร์การใช้เครือข่ายไฟเบอร์จะตอบโจทย์ท่านได้ถึง 5 ข้อดังนี้

1.) ความเร็วการดาวน์โหลดและอัพโหลดสูง – Bandwidth ที่สูงกว่าเดิมย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะแปลว่าข้อมูลจะไหลผ่านไปได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่า การรับข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ก็ทำได้มากกว่าเดิม

2.) เรียลไทม์ภาพและเสียง – เห็นได้ชัดว่านักเล่นเกมหลายท่านมักมีการไลฟ์สตรีมการเล่นของตัวเองให้กลุ่มผู้ติดตามอยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อ Bandwidth สูงขึ้นการถ่ายทอดก็จะเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าเดิม ภาพคมชัดไหลลื่น เสียงต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่ออาชีพของกลุ่มคนเหล่านี้

3.) เชื่อมต่อไม่มีสะดุด – เมื่อการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์มีความสเถียรเพียงพอ เกมเมอร์ก็จะไม่ได้ถูกรบกวน จากความน่ารำคาญหรือกระตุกอีกต่อไป

4.) ทนทานกว่าที่เคย – หากพิจารณาที่ตัววัสดุแล้ว แม้ไฟเบอร์อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ดูบอบบางเส้นเล็ก แต่ตัววัสดุเองมีความยืดหยุ่น ทนทานต่อความร้อนและมีอัตราการสึกหรอน้อยมาก

5.) ความปลอดภัยสูง – ในเรื่องผลกระทบต่อสัญญาณ ไฟเบอร์ไม่ถูกรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนกับทองแดง แถมการส่งยังมีการเข้ารหัสทำให้มั่นใจได้ว่ามีเพียงปลายทางตัวจริงเท่านั้นที่จะสามารถรับข้อมูลมาใช้ต่อได้

Fiber to the Home (FTTH) ทางเลือกที่ดีกว่าของทุกคน

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่อง FTTH เราอาจสงสัยถึงศัพท์ที่เห็นได้บ่อยอย่าง FTTX (Fiber to the x) ซึ่งคือคำกลางๆที่ใช้เรียกการใช้งานไฟเบอร์ โดยปลายทาง x เป็นได้หลายแบบเช่น FTTN (Node), FTTP (Premises), FTTB(Building),  FTTH(Home), FTTR(Room), FTTD (Desk) และอื่นๆ แต่ละการใช้งานก็มีการออกแบบการเชื่อมต่อไฟเบอร์แตกต่างกันออกไป ตามภาพประกอบด้านล่าง

Credit : Wikipedia

เจาะลึกลงมาที่ FTTX ซึ่งมีการนำไปใช้งานได้ 2 รูปแบบคือยิงตรงจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Direct) แต่ที่ส่วนใหญ่ใช้คือแชร์กัน โดยแบ่งย่อยไปได้อีกตามอุปกรณ์ทางเครือข่ายที่ใช้ไฟฟ้าเรียกว่า Active Optical Network (AON) และแบบไม่อาศัยไฟฟ้า Passive Optical Network(PON) โดยมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป แต่ Passive Optical Network คือสิ่งที่ส่วนใหญ่ใช้งานกันอยู่ ไอเดียคือตัว ONT จะเป็นผู้ถอดรหัสและส่งต่อไปให้ผู้ใช้ที่ถูกต้องเท่านั้น 

Credit : Wikipedia

Furukawa Electric เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆที่นำเสนอสินค้าและโซลูชันที่นำไปใช้ในโปรเจ็คด้าน FTTX ครบวงจรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้แก่เครือข่ายของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบกิจการด้านเครือข่ายหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หากท่านใดมีความสนใจหรือกำลังมองหาโซลูชันด้าน FTTX อย่างครบวงจรสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Furukawa Electric

Furukawa Electric มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการประกอบธุรกิจในหลายด้านอาทิเช่น Automotive, Energy, Metal และอื่นๆ โดยมีพนักงานราว 50,000 คน และส่วนธุรกิจกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค สำหรับส่วนธุรกิจ Cabling หรือ FCS มีการจัดตั้งโรงงานที่บราซิล ทำให้มีชื่อเสียงและสัดส่วนตลาดกว่า 30% ในแถบลาตินอเมริกา ทั้งนี้มีการให้บริการอย่างครอบคลุมในส่วนของสายส่งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในดาต้าเซนเตอร์ การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสำนักงาน ซึ่งสามารถผลิตและจัดหาอุปกรณ์ได้ครบทั้งโซลูชัน ในประเทศไทย FCS มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นที่ประเทศไทย และได้รับรับความไว้วางใจในธุรกิจมากมายทั้งโซลูชันในดาต้าเซนเตอร์ อาคารสำนักงาน และ FTTX ที่นำเสนอไปข้างต้น

สนใจติดต่อทีมงานของ Furukawa Electric เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษานำเสนอโซลูชัน สามารถติดต่อได้ที่ https://lin.ee/cARPJtc

ศึกษาบทความเก่าได้ที่

  1. https://www.techtalkthai.com/furukawa-electric-passive-optical-lan-solution-laserway/
  2. https://www.techtalkthai.com/data-center-trends-2022-by-furukawa-electric/
  3. https://www.techtalkthai.com/summary-webinar-future-prooft-network-with-fcs-400g-ready-and-laserway/
  4. https://www.techtalkthai.com/future-proof-healthcare-network-by-furukawa-electric/
  5. https://www.techtalkthai.com/furukawa-laserway-use-case-in-maldives/

from:https://www.techtalkthai.com/5-benefits-fiber-for-gamers/

ดีแทค บิสิเนสชู 5G Mobile Private Network บน AWS ขับเคลื่อนดิจิทัลสู่กลุ่มธุรกิจไทย [Guest Post]

นำโซลูชัน 5G MPN ติดปีกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ยกระดับระบบอัตโนมัติซัพพลายเชน

22 พฤศจิกายน 2565 – ดีแทค บิสิเนส แนะนำ 5G Mobile Private Network (5G MPN) ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติซัพพลายเชนเพื่อธุรกิจไทย เน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โรงงานผู้ผลิต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) คือการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Internet of Things (IoT), Machine Learning (ML), คลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง, เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์ล้ำสมัยอื่นๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดย 5G MPN จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนอัตโนมัติที่ดำเนินการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

ดีแทค บิสิเนส นำ 5G MPN เพื่อพลิกโฉมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย 5G MPN จะใช้งานบน AWS พร้อม 3 โซลูชันหลักผ่านระบบ Edge ได้แก่ IoT, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) โดย 5G MPN เป็นระบบหลัก 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะขององค์กรในการทำงานร่วมกับเอดจ์คอมพิวติ้ง บนคลื่น 26 GHz พร้อมระบบสำหรับการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมั่นใจได้ในความเสถียรสูง (High reliability) ความหน่วงต่ำ (Low latency) และความปลอดภัยที่เหนือกว่า (Superior security)

นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายซาดัท ซามาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาได้พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย โดย 5G MPN คือกุญแจสำคัญที่จะมาสนับสนุนกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสนับสนุนระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการออกแบบและปรับเปลี่ยนของโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งให้ตรงความต้องการ เราจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น IoT และระบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ เพื่อสนองทิศทางก้าวสู่ดิจิทัล และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจไทย”

ดีแทค บิสิเนส นำ AWS แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครบครันและใช้งานในวงกว้างที่สุดระดับโลก สู่การออกแบบ 3 โซลูชันเพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

  1. Robotics Automation – โซลูชันหุ่นยนต์ที่ออกแบบการทำงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อบริการจัดการแบบอัตโนมัติ หรือ Automation โดยเมื่อหุ่นยนต์ได้รับคำสั่งจะทำการเคลื่อนที่ไปยังชั้นเก็บสินค้านั้น ๆ ด้วยการเชื่อมต่อด้วย 5G MPN โดยอัตโนมัติเพื่อทำการขนส่งสินค้า จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า ลดเวลา และยังสามารถลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากคนทำงานได้อีกด้วย
  2. Predictive maintenance –  โซลูชันที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงร่วมกับ 5G MPN เพื่อตรวจจับสภาวะผิดปกติในอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งช่วยให้คาดการณ์ซ่อมบำรุง หรือ Predictive Maintenance ให้กับกระบวนการทั้งหมด โดย Monitron Sensor เมื่อทำงานร่วมกับ 5G MPN ในรูปแบบ Massive IoT จะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านเซนเซอร์ โดยการมอนิเตอร์การเคลื่อนไหว (Vibration) และ / หรืออุณหภูมิ (Temperature) แล้วทำการส่งค่าไปปยังศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อประมวลผลโดยแมชชีนเลิร์นนิง และแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบที่ผิดปกติ ดังนั้น ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขทันที ก่อนที่จะนำไปสู่ความเสียหายหรือการหยุดชะงัก (Downtime) ในการบริหารสินค้าได้
  3. Video Analytic – โซลูชันกล้องอัจฉริยะในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับ 5G MPN ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการคลังสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณหวงห้าม หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็น High-Value Asset ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และรองรับการทำงานได้ทุกพื้นที่
นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5G MPN จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโรคระบาด จึงน่ามีโอกาสเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพิ่มเป็น 2 เท่า และเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ด้วย AWS ของเรา ดีแทค บิสิเนส สามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและกำหนดซอฟแวร์ที่นำมาใช้งานทางธุรกิจได้ง่าย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

*ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจ 5G Mobile Private Network สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/dtac-business-launches-5g-mobile-private-network-on-aws-driving-digital-to-thai-businesses/

ขอเชิญร่วมงาน Thailand Smart City Expo 2022 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น [Guest Post]

พบกับที่สุดแห่งงาน Hybrid Exhibition จัดร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่จะรวบรวมนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗧𝗲𝗹𝗲𝗰𝗼𝗺 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗗𝗼𝗺𝗼𝘁𝗶𝗰𝘀 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗜𝗻𝗱𝘂𝘀𝘁𝗿𝘆 𝗮𝗻𝗱 𝗥𝗲𝘁𝗮𝗶𝗹 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝘃𝗶𝗿𝗼𝗻𝗺𝗲𝗻𝘁 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗠𝗼𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗛𝗲𝗮𝗹𝘁𝗵𝗰𝗮𝗿𝗲 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น Thailand Smart City Expo 2022  ห้ามพลาด! 30 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2565 ณ ฮอลล์ 3-4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พบกับกิจกรรมและสัมมนา สร้างเสริมเมืองอัจฉริยะ

☑SMART TECHNOLOGIES พบเทคโนโลยีและโซลูชันจากกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : พบกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาทั้งในระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการอสังหาฯ ชั้นนำในภาคเอกชน งานสำหรับผู้เขียนและผู้ประมูลโครงการที่ไม่ควรพลาด


☑𝗦MART CITY INSIGHTS สัมมนากว่า 20+ หัวข้อจากผู้นำเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ : ไปฟังแนวคิดการบริหารพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับโลก กับสัมมนากว่า 20+ หัวข้อ โดยผู้นำเมืองในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกแนวคิด นโยบายการส่งเสริมการลงทุนเมืองอัจฉริยะและกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


☑𝗦MART CITIES 𝗦HOWCASE การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะที่ได้รับการรับรองกว่า 30 เมืองของประเทศไทย : การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะกว่า 30 เมืองของประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ยกระดับคุณภาพในด้านสาธารณูปโภค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง

☑𝗦MART 𝗖OMPETITION ชมการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ครั้งแรกในไทย จุดประกายแนวคิดด้านการขนส่งและความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต : ครั้งแรกในไทย! กับการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ที่จะจัดขึ้นในงาน Thailand Smart City Expo 2022 เพื่อจุดประกายแนวคิด ต่อยอดระบบขนส่งอัจฉริยะและการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต

ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะได้ที่งาน Thailand Smart City Expo 2022
ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

วันที่ : 30 November – 02 December 2022
เวลา :10.00-18.00 Hrs.
สถานที่ : Hall 3-4, G Floor, Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC)
สอบถามเพิ่มเติม :  02-229-3524-5

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-smart-city-expro-2022-hybrid-exhibition-guest-post/

ขอเชิญร่วมงาน Thailand Smart City Expo 2022 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น [Guest Post]

พบกับที่สุดแห่งงาน Hybrid Exhibition จัดร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่จะรวบรวมนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗧𝗲𝗹𝗲𝗰𝗼𝗺 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗗𝗼𝗺𝗼𝘁𝗶𝗰𝘀 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗜𝗻𝗱𝘂𝘀𝘁𝗿𝘆 𝗮𝗻𝗱 𝗥𝗲𝘁𝗮𝗶𝗹 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝘃𝗶𝗿𝗼𝗻𝗺𝗲𝗻𝘁 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗠𝗼𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗛𝗲𝗮𝗹𝘁𝗵𝗰𝗮𝗿𝗲 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น Thailand Smart City Expo 2022  ห้ามพลาด! 30 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2565 ณ ฮอลล์ 3-4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พบกับกิจกรรมและสัมมนา สร้างเสริมเมืองอัจฉริยะ

☑SMART TECHNOLOGIES พบเทคโนโลยีและโซลูชันจากกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : พบกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาทั้งในระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการอสังหาฯ ชั้นนำในภาคเอกชน งานสำหรับผู้เขียนและผู้ประมูลโครงการที่ไม่ควรพลาด


☑𝗦MART CITY INSIGHTS สัมมนากว่า 20+ หัวข้อจากผู้นำเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ : ไปฟังแนวคิดการบริหารพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับโลก กับสัมมนากว่า 20+ หัวข้อ โดยผู้นำเมืองในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกแนวคิด นโยบายการส่งเสริมการลงทุนเมืองอัจฉริยะและกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


☑𝗦MART CITIES 𝗦HOWCASE การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะที่ได้รับการรับรองกว่า 30 เมืองของประเทศไทย : การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะกว่า 30 เมืองของประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ยกระดับคุณภาพในด้านสาธารณูปโภค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง

☑𝗦MART 𝗖OMPETITION ชมการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ครั้งแรกในไทย จุดประกายแนวคิดด้านการขนส่งและความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต : ครั้งแรกในไทย! กับการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ที่จะจัดขึ้นในงาน Thailand Smart City Expo 2022 เพื่อจุดประกายแนวคิด ต่อยอดระบบขนส่งอัจฉริยะและการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต

ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะได้ที่งาน Thailand Smart City Expo 2022
ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

วันที่ : 30 November – 02 December 2022
เวลา :10.00-18.00 Hrs.
สถานที่ : Hall 3-4, G Floor, Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC)
สอบถามเพิ่มเติม :  02-229-3524-5

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-smart-city-expo-2022-hybrid-exhibition-guest-post/

R&M Webinar: มาตรฐานในการเดินสาย LAN เพื่อความปลอดภัยสำหรับงาน PoE กำลังสูงจำนวนมาก รับปี 2023 [29 พ.ย. 2022 – 14.00น.]

R&M และ TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Network Engineer และผู้ดูแลระบบ IT ทุกท่าน เข้าร่วม Webinar ในหัวข้อ R&M Webinar: มาตรฐานในการเดินสาย LAN เพื่อความปลอดภัยสำหรับงาน PoE กำลังสูงจำนวนมาก รับปี 2023 ในวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2022 เวลา 14.00น. – 15.30น. เพื่อเรียนรู้ถึงแนวทางการเดินสายสำหรับ PoE, PoE+ และ PoE++ ในธุรกิจองค์กรให้เหมาะสมและปลอดภัยจากปัญหาด้านความร้อน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสัญญาณและการเกิดเพลิงไหม้ในอาคาร โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: มาตรฐานในการเดินสาย LAN เพื่อความปลอดภัยสำหรับงาน PoE กำลังสูงจำนวนมาก รับปี 2023

ผู้บรรยาย: คุณ Chaiwat Sinsawasd, Country Manager, Reichle & De-Massari Far East (Pte) Ltd. (R&M)

วันเวลา: วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2022 เวลา 14.00น. – 15.30น.

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: ไทย

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_B9bpDXilSI2AyMm1I7Fr8Q

Power over Ethernet หรือ PoE นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานกันมาอย่างยาวนาน และมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ IT ที่หลากหลายและต้องการกำลังไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi Access Point มาตรฐานใหม่ๆ, กล้องวงจรปิดความละเอียดสูงหรือมีระบบ AI ภายใน ไปจนถึงอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) หลายชนิด

ด้วยเหตุนี้ การวางระบบเครือข่ายให้รองรับต่อการใช้งาน PoE, PoE+ และ PoE++ จึงเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าในอนาคตจะยิ่งทวีความสำคัญให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยี PoE นี้ย่อมมาพร้อมกับแนวทางและข้อควรระวังใหม่ๆ เนื่องจากการจ่ายพลังงานไฟฟ้าผ่าน PoE นั้นจะทำให้เกิดความร้อนในสาย LAN ที่ใช้งาน และถ้าหากมีการใช้งาน PoE เป็นจำนวนมากในองค์กร ประเด็นด้านความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบหลากหลายประการต่อระบบเครือข่าย รวมถึงยังอาจเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสะสมจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้หากไม่มีการออกแบบระบบที่ดี

R&M ในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยีสายรับส่งข้อมูลชั้นนำระดับโลก จึงจัด Webinar ครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่เหล่าผู้ดูแลระบบ IT และเครือข่ายของธุรกิจองค์กร เพื่อให้การวางแผนการเดินสายสำหรับรองรับการใช้งาน PoE ปริมาณมหาศาลในอนาคตนั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ่ และปลอดภัย

พบกับเนื้อหาดังต่อไปนี้ภายใน Webinar

  • มาตรฐาน PoE ในรูปแบบต่างๆ
  • การเดินสาย Copper และความร้อนที่เกิดขึ้นจาก PoE
  • แนวทางการออกแบบการเดินสายที่เหมาะสมต่อความต้องการในการใช้งาน PoE
  • มาตรฐานในการเดินสายโดยคำนึงถึงประเด็นด้านความร้อนและพลังงาน
  • การออกแบบระบบเครือข่ายและการเดินสายเพื่อรองรับต่ออนาคต

เข้าร่วม Webinar ครั้งนี้ และพูดคุยกับทีมงาน R&M ประเทศไทยเพื่อถามตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้โดยตรง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_B9bpDXilSI2AyMm1I7Fr8Q โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/rm-webinar-how-to-lan-cabling-for-poe-2023/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022-guest-post/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expo 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expo-2022-guest-post/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022/

ขอเชิญร่วมงาน FURUKAWA SouthEast ASIA ROADSHOW 21-22 November 2022 กับหัวข้อ “Furukawa Data Center Solution & Fiber to the room”

Furukawa Electric ผู้ผลิตและให้บริการโซลูชันสายสื่อสารครบวงจรได้จัดงาน Southeast Asia Roadshow เพื่อจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับระบบสายสื่อสารและโซลูชันในดาต้าเซ็นเตอร์ของ Furukawa รวมถึงโซลูชันไฟเบอร์ออปติก ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2565 จึงใคร่ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียด

ชื่อหัวข้อ : FURUKAWA SOUTHEAST ASIA ROADSHOW

วันเวลา

  • วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9.00น.-12.00น. –  Data Center Solution (Fortune Room III-IV) 
  • วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9.00น.-12.00น. – Passive Optical LAN (Silver Room II)

สถานที่ : โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ

ลงทะเบียนได้ที่https://content.furukawalatam.com/frk-00-22-lp-treinamento-southeast-asia 

เครือข่ายการเชื่อมต่อระดับดาต้าเซนเตอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปฏิบัติการ เพราะเป็นเส้นทางนำส่งข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการให้บริการแอปพลิเคชันและบริการทั้งหลายของธุรกิจ อย่างไรก็ดีในมุมของผู้ปฏิบัติการมีเทคโนโลยีหลายตัวไม่เพียงแค่สาย LAN หรือไฟเบอร์ออปติก แต่ยังครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ในการจัดสายในตู้ ระบบรางสำหรับเก็บสาย และหัวเชื่อมต่อมากมาย ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ได้ถูกปรับปรุงให้ผู้ใช้งานคล่องตัวง่ายขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนการนำส่งความเร็วที่สูงที่สุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย Furukawa Electric ได้เป็นผู้ให้บริการโซลูชันและองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบวงจร โดยในงานนี้ทุกท่านจะได้รับชมความยิ่งใหญ่และคำปรึกษาจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ขนทัพกันมาครับ

เกี่ยวกับ Furukawa Electric

Furukawa Electric มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการประกอบธุรกิจในหลายด้านอาทิเช่น Automotive, Energy, Metal และอื่นๆ โดยมีพนักงานราว 50,000 คน และส่วนธุรกิจกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค สำหรับส่วนธุรกิจ Cabling หรือ FCS มีการจัดตั้งโรงงานที่บราซิล ทำให้มีชื่อเสียงและสัดส่วนตลาดกว่า 30% ในแถบลาตินอเมริกา ทั้งนี้มีการให้บริการอย่างครอบคลุมในส่วนของสายส่งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในดาต้าเซนเตอร์ การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสำนักงาน ซึ่งสามารถผลิตและจัดหาอุปกรณ์ได้ครบทั้งโซลูชัน ในประเทศไทย FCS มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นที่ประเทศไทย และได้รับรับความไว้วางใจในธุรกิจมากมายทั้งโซลูชันสายทองแดงในดาต้าเซนเตอร์ หรือ Laserway ที่นำเสนอไปข้างต้น

from:https://www.techtalkthai.com/furukawa-southeast-asia-roadshow-21-22-november-2022/