คลังเก็บป้ายกำกับ: ENTERPRISE_COLLABORATION

SCG หนุนเศรษฐกิจ BCG ผนึกความร่วมมือนำ AIS 5G และ Huawei พร้อมผสานความเชี่ยวชาญจาก 2 พันธมิตร Yutong และ Waytous พัฒนาระบบขนส่งแบบไร้คนขับ สั่งการรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายอัจฉริยะ 5G ในพื้นที่อุตสาหกรรม SCG แห่งแรกในไทย [Guest Post]

SCG โดย Circular Plus by CPAC Green Solution จับมือ AIS 5G และ Huawei พร้อมนำความเชี่ยวชาญจาก 2 พันธมิตร Yutong และ Waytous ร่วมต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกล สู่นวัตกรรมการขนส่งไร้คนขับ ด้วยศักยภาพ 5G ขับเคลื่อนรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในการบริหารวางแผนเส้นทางเดินรถขนส่งวัตถุดิบภายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม SCG จ.สระบุรี สอดคล้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่ไปพร้อมการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า “ทั่วโลกมุ่งสู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งวัตถุดิบ คน งบประมาณ เวลาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG จึงได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนารถ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G และต่อยอดมาสู่ความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่ง SCG โดย Circular Plus by CPAC Green Solution ผนึกกำลังความเชี่ยวชาญจาก เอไอเอส ผู้นำเทคโนโลยี 5G ในไทย หัวเหว่ย ผู้นำด้านเทคโนโลยี ICT รวมทั้งพันธมิตรจากประเทศจีน Yutong ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า และWaytous ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบยานยนต์ไร้คนขับสำหรับอุตสาหกรรม ในการพัฒนาระบบขนส่งด้วยยานยนต์ไร้คนขับสำหรับอุตสาหกรรม  เพื่อขยายขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ทั้งด้านการขนส่ง (Logistics) ในการวางแผนเส้นทางการขนส่งวัตถุดิบเชื่อมต่อระหว่างคันได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยง  ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีวางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำ จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 35% ต่อปีเมื่อเทียบกับระบบเดิม สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593  (Net Zero 2050) ตามแนวทาง ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ ภายใต้หลักเชื่อมั่น และโปร่งใส) ของเอสซีจี ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทย 4.0”

ด้าน นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญในการพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นนำความถี่ 5G ซึ่งมีมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ1420 MHz มาให้บริการลูกค้าและทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นในปี 2563 ที่เคยร่วมกับ SCG ทดลองทดสอบ Solutions 5G  remote controlled forklift ให้สามารถควบคุมผ่านระยะไกล บนเครือข่าย 5G จาก SCG สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ  ไปยังโรงงาน SCG  จ.สระบุรี โดยผู้ควบคุมรถ ไม่ต้องอยู่ที่เดียวกับรถ แต่สามารถควบคุมรถให้เคลื่อนย้าย สิ่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดที่ต้องการได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ได้ต่อยอดมายังความร่วมมือในโครงการ 5G Smart Autonomous Vehicles Solutions for Sustainable Industrial Advancement ครั้งนี้ โดยเราได้ทำงานร่วมกับ Huawei ในฐานะ Strategic Partner ติดตั้งเครือข่าย AIS 5G Private Network เพื่อให้สามารถควบคุมการกระจายสัญญาณไปยังบริเวณไซต์งานของ SCG ได้อย่างเฉพาะเจาะจง และใช้ขีดความสามารถของ 5G คือ ความเร็ว,ความหน่วงในระดับต่ำกว่า 20 ms และการเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ได้ในปริมาณมาก เมื่อผสมผสานเข้ากับแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการการวางแผนเส้นทางวิ่ง เพื่อขนส่งอุปกรณ์ในพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมเชื่อมต่อระหว่างคันได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะเวลาว่างงานน้อยที่สุด ก็ยิ่งทำให้ช่วยเพิ่ม Productivity ในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตอบโจทย์”

MOU 5G Smart Mining x SCG & Huawei (2)

นายอลัน เหลียว ประธานฝ่ายกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่าย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวว่า“ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการพัฒนา “โซลูชัน 5G ยานยนต์อัจฉริยะเพื่อความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในประเทศไทย”  ความร่วมมือดังกล่าวจะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้จริงในด้านการบริหารจัดการการวางแผนเส้นทางวิ่งเพื่อขนส่งอุปกรณ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรม ช่วยพัฒนาระบบขนส่งด้วยรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับให้มีความปลอดภัย คล่องตัวและเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น หัวเว่ยจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มีมาช่วยยกระดับโครงการโซลูชัน 5G ยานยนต์อัจฉริยะของ SCG (5G Smart Autonomous Vehicles Solutions for Sustainable Industrial Advancement) โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อเสริมศักยภาพ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง เป็นต้นแบบของ Green Manufacturing ให้กับทุกอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย จุดประกายในการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้และสร้างมาตรฐานใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การปฏิรูปประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า พัฒนาได้อย่างยั่งยืนและเป็นผู้นำด้านสังคมคาร์บอนต่ำของอาเซียน”

Mr. Yu Zhiqiang ซีอีโอของ YUTONG

Mr. Yu Zhiqiang ซีอีโอของ Mining Equipment กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็น “การเปิดศักราชใหม่ของการทำเหมืองที่เป็นระบบอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

YUTONG GROUP จำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์พลังงานใหม่ 160,000 คันทั่วโลก พร้อมด้วยประสบการณ์ด้านเครื่องจักรก่อสร้างมากว่า 64 ปี โดยเป็นรายแรกที่เปิดตัวรถบรรทุกขุด EV ตั้งแต่ปี 2561 โดยเป็นผู้นำในด้านการตลาด การวิจัย และพัฒนา การเลือกใช้วัสดุ การผลิต การควบคุมคุณภาพ และบริการ   นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตที่ครองส่วนแบ่งการตลาดหลักของอุตสาหกรรมรถขุดไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่โดยให้บริการพื้นที่ทำเหมืองและอุตสาหกรรมมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก โดยมีอัตราความปลอดภัยกว่า 1,500 วัน

YUTONG มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นนำด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เอสซีจี เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมในการพัฒนาคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ YUTONG เป็นผู้สนับสนุนและผู้ปฏิบัติงานที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอนมาโดยตลอด และได้ร่วมมือกับ AIS Huawei และ Waytous ในโครงการนี้  โดยการจัดหารถบรรทุกสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นระบบ EV พร้อม ที่ชาร์จและบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้   เพื่อสร้างความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าและพันธมิตร ร่วมกันสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวและปกป้องโลกที่สวยงามของเรา”

Prof. Chen Long ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Waytous3

Prof. Chen Long ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Waytous กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายของการบรรลุความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเริ่มต้นของการมีส่วนร่วม   ในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ เราจะค่อยๆ กำหนดมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีการทำงานด้วยระบบอัจฉริยะ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เราเชื่อว่าจะนำภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลดคาร์บอนและสร้างระบบการทำงานที่มีการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในประเทศไทยและแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

WAYTOUS เป็นผู้ให้บริการทำเหมืองไร้คนขับของจีน ที่ก่อตั้งโดย Institute of Automation of the Chinese Academy of Sciences (CASIA) นับตั้งแต่ก่อตั้ง บริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมซีเมนต์ อุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ   WAYTOUS ได้ร่วมมือกับหลากหลายส่วนโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโซลูชันขั้นสูง ในประเทศจีน ในฐานะผู้ให้บริการเหมืองแร่ไร้คนขับชั้นนำ WAYTOUS ได้ร่วมมือกับ Yutong ผู้ผลิตรถยนต์ขุดพลังงานชั้นนำรายใหม่ และ Huawei ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มระบบนิเวศ 5G     WAYTOUS มุ่งมั่นจะขยายความร่วมมือในต่างประเทศอย่างจริงจัง   เราจึงยินดีต่อความร่วมมือนี้อย่างยิ่ง และเราจะสนับสนุนความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ”

นวัตกรรมรถบรรทุกเครื่องยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ และ ระบบควบคุมรถระยะไกล (Unmanned EV Truck & Remote Control Vehicle) ผ่าน AIS 5G จะเริ่มนำมาใช้ในพื้นที่จริงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเตรียมขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมของ SCG อย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ เอสซีจี

เอสซีจี กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับเเนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม เเละสิ่งเเวดล้อม ภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจีมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า บริการ เเละโซลูชันครบวงจร ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าให้ได้อย่างทันท่วงที ภายใต้คำมั่นสัญญา “Passion for Better”

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.scg.com/

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการดิจิทัลบนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 45.7 ล้านเลขหมาย (ณ กันยายน 2565) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ AIS eSports, AIS Insurance Service ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตามวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ที่พร้อมนำศักยภาพเข้าสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน พบกับเราได้ที่ www.ais.th

เกี่ยวกับ Huawei

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชันที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อน โลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร ทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก  หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด   
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com   

from:https://www.techtalkthai.com/scg-supports-bcg-economy-joins-forces-with-ais-5g-and-huawei-together-with-expertises-yutong-and-waytous-to-develop-the-unmanned-transporation-system/

ครบรอบ 1 ปี “APAC 5G Industry Community” กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ AIS Business ร่วมบุกเบิก

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Huawei ได้มีการจัดงานสัมมนา Global Mobile Broadband Forum (MBBF) งานสัมมนาระดับโลกที่ปี 2022 นี้ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานได้มีเซสชันหนึ่งที่สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia Pacific (APAC) 5G Industry Community” ที่มีอายุครบ 1 ปีถ้วนแล้ว และ AIS Business คือหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่เริ่มต้น มาทำความรู้จักกับกลุ่มชุมชมนี้ให้มากขึ้นได้ในบทความนี้

รู้จัก APAC 5G Industry Community

กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ “APAC 5G Industry Community” นั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2021 ที่ผ่านมาโดย GSMA เป็นผู้ก่อตั้ง และเริ่มต้นบุกเบิกร่วมกับสมาชิกร่วมก่อตั้ง 12 องค์กรชั้นนำที่มาอยู่ภายในระบบนิเวศน์ 5G ระดับภูมิภาค อันได้แก่ AIS, Axiata, depa, DHL, Globe, Huawei, Kominfo, Maxis, MDEC, Schneider Electric, Telkomsel และ Viettel

โดยกลุ่มชุมชนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้องค์กร หน่วยงาน ภาครัฐ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีการเร่งปรับใช้ 5G และ IoT ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเป็นการเชื่อมโยงองค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกันพร้อมกับแบ่งปันความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการปรับใช้เทคโนโลยี 5G ในหลากหลาย Use Case ภายในกลุ่ม ซึ่ง ณ ปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) การขนส่งและโทรคมนาคม (Logistics, Port & Transportation) และการแพทย์และสาธารณสุข (Healthcare)

ฉลองครบรอบ 1 ปี ที่งาน MBBF 2022 

นับจนถึงวันนี้ชุมชน APAC 5G Industry Community จึงได้มีอายุครบ 1 ปีเต็มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้ได้มีองค์กรเข้าร่วมมากกว่า 700 แห่งและสมาชิกกว่า 2,000 คนจาก 66 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มชุมชน GSMA ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้เป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ทาง APAC 5G Industry Community ได้มีการจัด Workshop แบบเสมือนมาตลอดทั้งปี อีกทั้งได้ยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรกับหลากหลายกลุ่มในภูมิภาคมากมาย อาทิ

  • Bridge Alliance เครือข่ายสมาชิก 34 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
  • Thailand 5G Alliance เครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G ในไทย ที่ก่อตั้งโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
  • Greater Bay Area 5G Industry Alliance ร่วมกับสมาชิกในฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น และอีกกว่า 8 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง
  • Holomedicine Association สมาคมการแพทย์ทางไกลที่มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 1 พันคน
  • Maxis 5G Alliance Programme โปรแกรมพันธมิตร 5G ของ Maxis จากประเทศมาเลเซีย
  • Telkomsel Hadirkan 5G Experience Centre ศูนย์ประสบการณ์ 5G ของ Telkomsel จากประเทศอินโดนีเซีย

เดินหน้ากลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร”

แม้ว่ากลุ่มชุมชนจะประสบความสำเร็จและมีสมาชิกเข้าร่วมอย่างมากมายภายในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น หากแต่ APAC 5G Industry Community ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก ด้วยแผนการที่จะขยายไปในตลาดแนวตั้ง (Vertical Market) ในช่วงปี 2023 ผ่านแนวคิด “พันธมิตรของพันธมิตร (Alliance of Alliances)” 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว จะยิ่งทำให้มีพันธมิตรเข้ามาร่วมอยู่ภายในกลุ่มชุมชน APAC 5G Industry Community มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเสริมให้ระบบนิเวศนี้สามารถรวบรวม Stakeholder ในอุตสาหกรรม 5G ที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้การพลิกโฉม (Digital Transformation) เป็นอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยเทคโนโลยี 5G และ IoT นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

“พวกเราต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายไปในตลาดแนวตั้ง ที่จะทำให้องค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือเหมืองแร่ สามารถสร้างพันธมิตรของพันธมิตรให้เกิดขึ้นได้ แนวทางนี้จะทำให้พวกเราสามารถไปถึงชุมชนที่ยังคงอยู่นอกระบบนิเวศ 5G ให้สามารถเข้าถึงห่วงโซ่คุณค่า 5G ได้” Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman กล่าว

Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman

“ความร่วมมือ” คือหัวใจสำคัญ สู่บริการระดับภูมิภาค

ถึงจุดนี้ชัดเจนว่าใคร ๆ ก็พูดถึงความร่วมมือที่จะต้องเกิดขึ้น เหตุผลหนึ่งอาจล้วนมองตรงกันว่านี่เป็นหนึ่งในทางรอดที่จะทำให้ธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นจะสามารถพลิกโฉมได้ทันสถานการณ์และสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไปได้ ซึ่ง AIS Business ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องการสร้างความมือมาโดยตลอด และเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับองค์กรจากหลายหลายอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นระบบนิเวศ 5G ได้สำเร็จนั้น กำลังจะมีบทบาทในเวทีโลกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“เราต้องเข้าใจว่าอะไรคือความท้าทายของลูกค้า และ 5G จะสามารถช่วยให้ลูกค้าพลิกโฉมแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ หรือว่าให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนว่า ไม่มีทางที่จะทำได้ทั้งหมดด้วยคนคนเดียว” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าว “AIS จะยังคงลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เกิด Digital Economy ในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งพวกเราเชื่อว่า APAC 5G Industry Community นั้นคือความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สำคัญ ที่จะทำให้ระบบนิเวศ 5G ในภูมิภาคนี้และประเทศไทยนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วม APAC 5G Industry Community สามารถสแกน QR Code จากภาพด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและกรอกข้อมูลเพื่อสมัครเข้าชุมชนนี้ได้ทันที โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม APAC 5G Industry Community นั้น เบื้องต้นสมาชิกจะได้รับหรือเผยแพร่ข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5G พร้อมกับสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชมตามที่สนใจ และมีโอกาสที่จะได้นำเสนอ Show Cases ของตัวเองในกิจกรรมจากทาง GSMA อาทิ Webinar หรืองานสัมนา Conference พร้อมกับมีโอกาสเกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้อีกด้วย

บทส่งท้าย

ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของ APAC 5G Industry Community กลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันในภูมิภาคนี้ที่ร่วมกันเดินทางกันมาครบ 1 ปีแล้ว เพื่อผลักดันให้การปรับใช้เทคโนโลยี 5G, IoT และนวัตกรรมต่าง ๆ นั้นสามารถเกิดการปรับใช้ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลุ่มชุมชนนี้จะเติบโตไปได้อีกไกลแค่ไหน ด้วยกลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร” ที่กำลังจะเดินหน้าต่อไปในปี 2023 ที่จะถึงนี้

การที่ AIS Business ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของ APAC 5G Industry Community มาตั้งแต่เริ่มต้น และด้วยความมุ่งมั่นของ AIS Business ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยี โซลูชัน และระบบนิเวศ 5G ให้มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างหลากหลายอย่างต่อเนื่องนั้น จะเป็นอีกตัวขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่โลกดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งจากโซลูชันในกลุ่มชุมชนที่หลากหลายกว่าเดิม และพันธมิตรที่ขยายกว้างไปถึงระดับภูมิภาคแล้ว เชื่อว่า AIS Business จะสามารถผลักดันให้ภาคธุรกิจของไทยเติบโตไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม รวดเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th

Website : https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/apac-5g-industry-community-that-ais-business-has-pioneered-celebrates-1st-year-anniversary/

โพลีแนะสูตรสำเร็จสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ [Guest Post]

พนักงาน เทคโนโลยี และการจัดสรรพื้นที่ทำงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรองรับพนักงานให้กลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤตไวรัสระบาดคลี่คลาย

การทำงานไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่อีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งที่พนักงานขององค์กรทำและทำงานนั้นอย่างไร ในปัจจุบัน โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนได้ไปเป็นลักษณะการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ที่พนักงานชื่นชอบเนื่องจากเป็นการทำงานได้ทั้งที่สำนักงานและที่ใดก็ได้ องค์กรจึงจำเป็นต้องหาวิธีรองรับในการที่พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤติไวรัสร้ายคลี่คลาย

เราได้ยินมามากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่องค์กรควรทำสำหรับโลกใหม่ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน หรือการออกแบบและกำหนดการใช้พื้นที่ในสำนักงานขึ้นมาใหม่

ที่โพลี เราเชื่อว่าสูตรสำเร็จสำหรับโลกของการทำงานยุคใหม่ในระยะยาว จะเริ่มต้นด้วยส่วนผสมหลัก 3 ประการ ได้แก่:

  1. พนักงาน อันเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร
  2. องค์กรควรกำหนดความต้องการและสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่ เพื่อเลือกใช้โซลูชันเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลในสถานที่พื้นที่ต่างๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

  3. หลังจากที่องค์กรทำความเข้าใจกับสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่แล้ว องค์กรจะสามารถออกแบบพื้นที่ในสำนักงานสำหรับการทำงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อพนักงนทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยขจัดอุปสรรค และหาหนทางสร้างการทำงานร่วมกันที่ราบรื่นระหว่างสำนักงาน กับที่บ้าน และพื้นที่ทั่วทั้งสำนักงานหรือที่ใดก็ได้ในระหว่างการทำงานนั้น ซึ่งช่วยให้เกิดผลงานใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้

แนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับบุคคลผู้ทำงาน (People-focused approach) จะก้าวข้ามเรื่องของสถานที่ทำงานไปอย่างสิ้นเชิง แต่จะพยายามทำความเข้าใจในพนักงานผู้ที่ลงมือปฏิบัติงาน ทั้งนี้ โพลีได้ศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบการทำงานมาเกือบทศวรรษแล้ว และได้ระบุรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน 6 รูปแบบ ซึ่งมักเรียกกันว่ากลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) ได้แก่ 1. Connected executive (ผู้บริหารที่มีการเชื่อมต่อกับที่ทำงานอยู่เสมอ) 2. Road warrior (กลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานนอกสำนักงานตลอดเวลา) 3. Flexible worker (พนักงานที่ปฏิบัติงานทั้งในและนอกสำนักงาน) 4. Remote collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานสนับสนุนอยู่นอกสำนักงานหรือที่บ้าน) 5. Office collaborator (กลุ่มพนักงานที่ทำงานร่วมกันในสำนักงานตลอดเวลา) และ 6. Office communicator (กลุ่มที่ทำงานที่โต๊ะทำงานตลอดเวลา คุ้นชินกับอุปกรณ์สื่อสารแบบเดิมๆ ในสำนักงาน) องค์กรทั่วไป 97% มีกลุ่มบุคคลในที่ทำงานในลักษณะแบบนี้

โดยกลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) แต่ละแบบนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการทำงานต่างกัน และมีความนิยมในรูปแบบการสื่อสารต่างกัน ซึ่งองค์กรมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจในความแตกต่างเหล่านั้น และจับคู่รูปแบบการทำงานและพฤติกรรมของพนักงาน ให้เข้ากับอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกันมากขึ้น อันเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในท้ายที่สุด

คุณซามีร์ ซายิด กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีแห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในโลกที่มีการทำงานแบบใหม่นี้ ก่อนอื่น องค์กรต้องเข้าใจถึงวิธีที่พนักงานของตนเองทำงานได้ดีที่สุด กำหนดจัดสรรพื้นที่การทำงานเพื่อให้กลุ่มพนักงานได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจจำเป็นต้องขยายพื้นที่ออกไปในรูปแบบต่างๆ รวมถึงอาจต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่จะให้ประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น ยืดหยุ่น และสร้างความเท่าเทียมในการประชุมมากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจของโพลี “Poly Global Segmentation Research, 2022” พบประเด็นสำคัญที่องค์กรควรคำนึงถึง คือ:

  • รูปแบบการทำงานจากทางไกลจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง: โพลีพบว่าตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่จนถึงปีพ.ศ. 2565 นี้ มีพนักงานใช้รูปแบบและชื่นชอบในการทำงานจากไกลเพิ่มขึ้นถึง 25%
  • พนักงานต้องการเชื่อมโยงถึงกันเป็นปัจจัยดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน: ถึงแม้ว่าองค์กรจะมีอุปสรรคมากมายระหว่างการจัดให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน แต่การที่พนักงานยอมรับว่าการทำงานในสำนักงานจะให้ประสบการณ์การทำงานที่เชื่อมต่อกับทีมอื่นๆ อย่างราบรื่นคล่องตัวดีกว่า รวมถึงการประชุมกับทีมงานอย่างใกล้ชิดร่วมกัน การได้พบหน้ากัน การนำเสนอแผนงานให้กับลูกค้าร่วมกัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน
  • การเชื่อมโยงการทำงานของพนักงานมีผลในการจัดสรรพื้นที่ในสำนักงาน: ก่อนเกิดโรคระบาดนั้น มากกว่า 70% ของพื้นที่ในสำนักงานเป็นการจัดสรรเพื่อโต๊ะทำงานให้แต่ละบุคคลและพื้นที่ของหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจ แต่หลังเกิดโรคระบาดนั้นจะเปลี่ยนจากการจัดสรรพื้นที่ทำงานให้แต่ละบุคคลดังกล่าว ไปเป็นการใช้พื้นที่ตามบทบาทในการทำงานที่อยู่ห่างไกลจากที่อื่น (Remote-centric role) ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานที่สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงพนักงานในการทำงานร่วมกันได้

คุณโล ฮี บัน Senior Solution Architect แห่งโพลีกล่าวว่า “องค์กรต่างๆ กำลังให้ความสนใจใช้กลยุทธ์การทำงานแบบไฮบริดในระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงแผนการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ใหม่ของสำนักงานในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมองค์กร  ทั้งนี้การวางแผนรองรับการกลับมาทำงานที่สำนักงานของพนักงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบประสบการณ์สำหรับโลกแห่งการทำงานแบบผสมผสานใหม่ ที่จะให้ผู้คนมาที่สำนักงานเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสบการณ์ให้สูงสุดสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานและผู้ที่ทำงานจากที่ห่างไกล”

โซลูชันในการประชุมของโพลีรองรับการทำงานที่เป็นแบบไฮบริด โดยได้เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการประชุมเพื่อคุณสมบัติระดับพรีเมี่ยม รวมถึงเทคโนโลยี NoiseBlockAI ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแยกแยะเสียงรบกวน เช่น เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงคลิกเมาส์ออกจากเสียงผู้พูด แล้วตัดเสียงรบกวนเหล่านั้นออกไป เหลือเฉพาะเสียงผู้พูดส่งไปยังระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ รวมทั้งเทคโนโลยี Acoustic Fencing ที่รวมเฉพาะเสียงภายในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น ผู้พูดจะได้ยินแต่เสียงของตนเอง และคู่สนทนาจะได้ยินเฉพาะเสียงของผู้พูดเท่านั้น  และใช้เทคโนโลยีระดับมือโปรควบคุมและจัดการภาคเสียงและภาควิดีโอในทุกพื้นที่และทุกอุปกรณ์  อีกทั้งยังใช้เอไอในการสร้างความเท่าเทียมกันด้วยระบบ DirectorAI, People-framing และ speaker framing โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรสามารถบริหารจัดการกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุมในและนอกสถานที่จากส่วนกลางได้อย่างราบรื่น  มีรายงานที่องค์กรสามารถวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพการใช้ห้องและระบบประชุมทั้งหมดได้

from:https://www.techtalkthai.com/poly-people-work-enabling-work-across-spaces/

Cisco ประกาศเสริมฟีเจอร์ Webex พร้อมเปิดตัวอุปกรณ์ Cisco Room Kit EQ

Cisco ประกาศเสริมฟีเจอร์ Webex จำนวนมาก พร้อมเปิดตัวอุปกรณ์ Cisco Room Kit EQ สำหรับห้องประชุมขนาดใหญ่

Credit: Cisco

ในงาน WebexOne 2022 ที่กำลังจัดขึ้น Cisco ได้ประกาศเสริมฟีเจอร์บน Webex Suite เพื่อให้การใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มความสามารถทางด้านการบริหารจัดการและปกป้องเนื้อหาของการประชุมให้มีความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานภายในองค์กร โดยจุดเด่นที่เพิ่มเข้ามามีดังนี้

  • เพิ่ม Whiteboard App โดยสามารถเปิดใช้งานระหว่างการประชุมและอยู่นอกการประชุมได้ รวมถึงสามารถแชร์ให้ผู้อื่นภายในทีมมาใช้งานร่วมกันได้ มีระบบ Slido polls และสามารถบันทึก Whiteboard ลงใน Webex space ได้
  • เพิ่ม Asynchronous Video ด้วยการใช้งาน Vidcast เพื่อใช้สำหรับการรับชมการประชุมแบบย้อนหลัง มีฟีเจอร์ในการตัดต่อวิดีโอการประชุมด้วย AI เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการแก้ไข
  • จับมือกับ Apple ทำให้ผู้ใช้งาน iPhone และ iPad สามารถแชร์เนื้อหาการประชุมพร้อมกับการใช้งานกล้องหน้าหรือกล้องหลังของอุปกรณ์ได้แล้ว
  • เพิ่ม Calling Integration ร่วมกับ Microsoft Teams ลงใน Webex Calling ทำให้เวลาใช้งานไม่จำเป็นต้องสลับไปมาระหว่างแอพพลิเคชัน
  • เพิ่ม Attendee Lobby สำหรับ Virtual Event ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆก่อนที่จะรับชม Event ได้ เช่น ข้อความต้อนรับ, นาฬิกานับถอยหลัง, รายละเอียด Agenda และรายละเอียดผู้สนับสนุน นอกจากนี้ยังเพิ่มการรองรับ Network Device Interface (NDI) เพื่อรองรับการ broadcast ได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • เพิ่มระบบ Audio Watermarking ด้วยการใส่เสียงพิเศษที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้เข้าไประหว่างการประชุม ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามต้นทางของบันทึกเสียงการประชุมที่อาจถูกบันทึกออกไปได้ว่ามาจากใคร ช่วยให้สามารถปกป้องข้อมูลสำคัญได้มากขึ้น
  • เชื่อมต่อ Webex Control Hub กับ Cisco Spaces ช่วยแสดงรายละเอียดของสถานที่หรือห้องประชุมต่างๆในออฟฟิศ
  • เพิ่ม Control Hub as a Coach ช่วยแนะนำผู้ดูแลระบบในการตั้งค่าการใช้งาน Webex ให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ Hybrid Workplace

Cisco ยังมีการเปิดตัว Cisco Room Kit EQ อุปกรณ์สำหรับใช้งานในห้องประชุมขนาดใหญ่อีกด้วย มีการใช้งานเทคโนโลยี Cisco Codec EQ และ AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลระหว่างการประชุม และยังมีการร่วมมือกับ Microsoft เพื่อให้สามารถใช้ Cisco Collaboration Devices กับ Microsoft Teams ได้

Cisco Room Kit EQ
Credit: Cisco

 

ที่มา: https://newsroom.cisco.com/c/r/newsroom/en/us/a/y2022/m10/webex-by-cisco-advances-hybrid-work-with-breakthrough-innovations-partnerships.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-adds-more-features-on-webex-and-launches-new-cisco-room-kit-eq/

SYNNEX ประกาศวิสัยทัศธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ

ฉายภาพ No.1 IT Ecosystem ในงาน “Synnex Partner Connect 2022”
จับมือพันธมิตร เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล เติบโตไปด้วยกัน
 

ห่างหายกันไป 2 ปีเต็มกับงาน SYNNEX NO.1 IT ECOSYSTEM PARTNER CONNECT การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดอาวุธสร้างการเติบโต บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม ได้เปิดฉากงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Synnex Partner Connect 2022” งานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มาอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา ผ่านมุมมอง “สุธิดา มงคลสุธี” ซีอีโอ และพันธมิตร ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ต่อจิ๊กซอว์เสริมแกร่งด้านนวัตกรรม และ สนับสนุนพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศไทย เกาะเมกะเทรนด์ดิจิทัล ให้เติบโต แข็งแกร่ง ไปด้วยกัน
 
วันที่ 26 กันยายน 2022 – บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอที กลับมาจัดงานใหญ่แห่งปีอีกครั้งหลังจากเจอพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มต้นเปิดงานด้วย CEO Talk : SYNNEX IT Ecosystem Vision โดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นมากล่าวถึงกลยุทธ์เกี่ยวกับ IT Ecosystem และการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ “ซินเน็คฯ ได้จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Synnex Partner Connect 2022 นับเป็นงานที่รวบรวมดีลเลอร์และเวนเดอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก มากกว่า 40 แบรนด์ มาพบปะอัปเดทแวดวงไอที และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงพิเศษของปีที่ผู้นำตลาดมาเจอกัน เพื่อผนึกกำลังขยายตลาด เสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างการเติบโตไปพร้อมกับการตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้ง ได้นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาจัดแสดงภายในงาน ตอกย้ำการให้ความสำคัญ ในการผนึกกำลังในรูปแบบ We Grow Together
 
ในปีนี้ ซินเน็คฯ ได้ฉายภาพกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่ No.1 IT ECOSYSTEM เพื่อมุ่งสู่ new digital era ด้วยการขยายธุรกิจแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ ทั้งดีลเลอร์ และเวนเดอร์ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน
 
ในด้านกลยุทธ์การต่อยอดอีโคซิสเต็มในครั้งนี้ ซินเน็คฯ ให้ความสำคัญในการเติมเต็มสินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก และได้มีการเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์เป็นครั้งแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้แบรนด์ S-Gear สอดรับสินค้าเกมมิ่ง และสินค้าไอทีไลฟ์สไตล์ในประเทศ มีความต้องการที่เติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงเข้ามาสู่ธุรกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรม อีกทั้ง ได้จับมือกับ Honor (ออนเนอร์) ผู้นำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในจีน มาบุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ในประเทศไทย ในรูปแบบที่เรียกว่า Full Service Distributor เพราะซินเน็คฯ ต้องการยกระดับการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ ตลอดจนตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ ปลายน้ำของอุตสาหกรรม ซินเน็คฯ ได้ เปิดตัว Swopmart แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย สินค้าไอทีมือสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจหลัก และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ เติมเต็ม Ecosystem ให้แก่พาร์ทเนอร์ ด้วยช่องทางการขายและการบริการรองรับ พร้อมกับการมุ่งเน้นด้าน e-waste management ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
 
ซินเน็คฯ ชูจุดแข็งสำคัญ ในการนำประสบการณ์ด้านงานบริการสินค้าไอทีที่มีมากกว่า 30 ปี มาต่อยอดอีโคซิสเต็มในด้านบริการได้อย่างน่าทึ่ง โดยจัดตั้งบริษัท Service Point ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้กับพาร์ทเนอร์ จากการที่ซินเน็คฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Authorized Service Center ให้สินค้า IT & Smartphone มากกว่า 21 brand และเพื่อการเติบโตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่การให้บริการ After-sale Service เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอีก 6 บริการที่สำคัญ ทั้งในด้าน Technical Support, Professional Service Device as the Service Contact Center, งานการเคลมสินค้าแบรนด์ภายใต้ “Trusted by Synnex” ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และ ศูนย์บริการ Service Center กว่า 26 ศูนย์ และมี Service Partner ทั่วประเทศกว่า 67 ราย (Synnex, Huawei, Xiaomi)
 
นอกจากนี้ ซินเน็คฯ กำลังเคลื่อนทัพสู่ตลาดคอมเมอร์เชียลอย่างเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มองค์กรธุรกิจมีการลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยประกาศลงทุนในบริษัท ไซเบอร์ตรอน จํากัด (Cybertron) ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางระบบออนไลน์ ดึงบุคลากรและผู้บริหารชั้นนำ “ดร.ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญนัมเบอร์วันไซเบอร์ซีเคียวริตในเมืองไทยมาเป็นพันธมิตร เพราะมองว่าความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งต้องยอมรับว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ การจับมือร่วมกับ Cyberton ครั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแบบครบวงจรมากขึ้น ทั้งในด้าน Hardware Software และการให้บริการในยุค Digital Transformation
 
คุณสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายถึงงาน “Synnex Partner Connect” นับเป็นการฉายภาพใหญ่ของการเป็นไอทีอีโคซิสเต็มของซินเน็คฯ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด เราไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าตามเป้าหมายหลักขององค์กร และผสานพลังกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งของเรา เติบโตไปด้วยกัน ระหว่าง ซินเน็คฯ กับดีลเลอร์ และ เวนเดอร์ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และยังคงขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
 

ต้องการอัปเดตเทรนด์ Enterprise IT Infrastructure ล่าสุด เข้าร่วมงาน TTT 2022 Reinforce ฟรี

รวมแนวโน้ม เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance รวม 4 Tracks 20 เซสชัน และบูธจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงาน/บริษัท IT ชั้นนำระดับโลกอีก 28 บูธ พร้อมลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทภายในงาน ณ ศูนย์ประชุม BITEC บางนา วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-no-1-it-ecosystem-partner-connect-2022/

ผู้เชี่ยวชาญพบ Microsoft Teams เก็บ Authentication Token แบบไม่เข้ารหัส

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Vectra AI พบ Microsoft Teams เก็บ Authentication Token แบบ Cleartext ไม่มีการเข้ารหัส

ผู้เชี่ยวชาญจาก Vectra AI ได้ค้นพบจุดอ่อนนี้โดยบังเอิญในระหว่างการหาวิธีลบ Disable Account ออกจาก Client App โดยพบว่าในไฟล์ ldb มีการเก็บ Access Token เป็นแบบ Cleartext และไม่มีการเข้ารหัสใดๆ โดย Access Token นี้สามารถนำไปใช้ในการเข้าถึง Outlook และ Skype API ได้ นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเก็บฐานข้อมูล Cookies ที่มีข้อมูล Access Token เอาไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถใช้ Sqlite 3 database client เปิดอ่านได้อย่างง่ายดาย โดยมีการทดลองนำ Access Token ที่ได้มา ใช้ส่งข้อความหาตัวเองผ่านทาง Skype API ก็สามารถส่งข้อความได้สำเร็จ ช่องโหว่นี้พบใน Microsoft Teams Client เวอร์ชัน Desktop บน Windows, Linux และ Mac ที่ถูกพัฒนาด้วย Electron app

Vectra ได้รายงานไปยัง Microsoft ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน Microsoft ยังไม่ได้ออกแพตช์เพื่ออุดจุดอ่อนดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้วิธีการสร้าง Phishing Campaign หรือมัลแวร์ขึ้นมาเพื่อขโมย Access Token นี้ เพื่อนำไปสร้างความเสียหายอื่นๆได้ Vectra ได้แนะนำให้หันไปใช้งาน Microsoft Teams เวอร์ชันเว็บเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่รอการแก้ไขจาก Microsoft ส่วนผู้ดูแลระบบควรเพิ่มการตรวจสอบการเข้าถึงรายการไฟล์ตามด้านล่างนี้ในเครื่องผู้ใช้งาน ว่ามีการเข้าถึงจากแอพพลิเคชันอื่นที่ไม่ใช่ Microsoft Teams Client หรือไม่

  • [Windows] %AppData%\Microsoft\Teams\Cookies
  • [Windows] %AppData%\Microsoft\Teams\Local Storage\leveldb
  • [macOS] ~/Library/Application Support/Microsoft/Teams/Cookies
  • [macOS] ~/Library/Application Support/Microsoft/Teams/Local Storage/leveldb
  • [Linux] ~/.config/Microsoft/Microsoft Teams/Cookies
  • [Linux] ~/.config/Microsoft/Microsoft Teams/Local Storage/leveldb

from:https://www.techtalkthai.com/researcher-found-microsoft-teams-keeps-authentication-token-as-cleartext/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Microsoft Teams: Unlocking your Business with Hybrid Work” [23 กันยายน 2565–9.30น.]

เมื่อการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในออฟฟิศ หรือ WFH อีกต่อไป หลายๆ บริษัทปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้มาอยู่ในรูปแบบไฮบริด การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างทีมอย่างปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งต้องอาศัยโซลูชั่น และอุปกรณ์ที่ใช่ และเหมาะสม รวมถึงตอบโจทย์การทำงานขององค์กร จึงจะสามารถดึงสักยภาพการทำงานร่วมกันแบบไฮบริดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Making hybrid work work with Microsoft Teams

  • ไม่พลาดทุกการรับสายสำคัญ รองรับทั้งเบอร์ตรงและเบอร์ต่อภายในองค์กร
  • ไม่ว่าจะประชุม, จัดฝึกอบรมทีม หรือสัมมนา ก็สามารถทำได้จากทุกที่ รองรับทุกอุปกรณ์
  • สร้างห้องประชุมเสมือนด้วย Teams Rooms รองรับการทำงานแบบไฮบริด

เชื่อมต่อการทำงานระหว่างทีมแบบไฮบริดให้มีประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การประชุมแบบไฮบริดด้วย Microsoft Teams Rooms ไปพร้อมๆกัน ลงทะเบียนเพื่อรับฟังแบบเต็มๆ กับ

Microsoft Teams: Unlocking your Business with Hybrid Work

ในวันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2565 เวลา 09.30 – 12.00 น. ผ่าน Microsoft Teams

ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังได้ที่ https://forms.office.com/r/wx9Gnb77sL

#Microsoft365 #MicrosoftTeams #Teams #Webinar #Training #Yealink #Conference #Phonesystems #VoiceRecording #voice #calling

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

☎ 02-089-4431

📧 thachpan@metrosystems.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/msc-webinar-microsoft-teams-unlocking-your-business-with-hybrid-work-092022/

[Guest Post] วิศวะ จุฬา ผนึก AIS 5G อวดโฉม AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox พร้อมเครือข่าย 5G บนคลื่น 2600 MHz และ 26 GHz แห่งแรกของไทย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือ AIS 5G ต่อเนื่อง หลังจากร่วมเป็นพันธมิตรทดลอง ทดสอบ 5G ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ร่วมเปิดตัวศูนย์ 5G R&D ในชื่อ “AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE” แห่งแรกของสถาบันการศึกษาในเมืองไทย ณ อาคาร 100 ปี วิศวฯ จุฬา ที่ติดตั้ง LIVE Private Network ด้วยสถานีฐาน 5G กับ 2 คลื่นความถี่ 2600 MHzและ 26 GHz (mmWave) พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการวิจัยนวัตกรรม 5G ให้นิสิตและคณาจารย์ หนุนภาคอุตสาหกรรม เสริมแกร่งประเทศ

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอ

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวในโอกาสเปิดตัว “AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาความพร้อมให้แก่นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา รวมถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อพัฒนาไอเดียด้วยเทคโนโลยีอย่าง AI,ML,VR,AR,MR,IoT,Metaverse,Robotic ,ฯลฯ บนเครือข่าย 5G”

“แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะมีบริการ 5G เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดย AIS เป็นรายแรกที่เปิดให้บริการด้วยการมีคลื่นความถี่มากที่สุดคือ 1420 MHz แต่ประโยชน์ของ 5G ยังจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของ Digital Transformation ที่จะพลิกโฉม Business Model ของทุกภาคส่วนให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก Digital Disruption และการเกิดขึ้นของโควิด ดังนั้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษา เพื่อค้นคว้า วิจัย ทดลอง ทดสอบ จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา ดังเช่น ความร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ที่ยังทำงานกันมาอย่างต่อเนื่องผ่าน use case ต่างๆ ทั้งที่เป็นผลงานวิจัยของคณาจารย์ หรือ โครงการของนิสิต ที่ล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ นวัตกรรมเพื่อประเทศ”

“จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว  “AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE” แห่งแรกของสถาบันการศึกษา ในเมืองไทย ณ อาคาร 100 ปี วิศวฯ จุฬา ที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ 5G บนสภาพแวดล้อมจริงด้วย LIVE Private Network   ซึ่งนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ รวมถึงนักพัฒนา ใน 5G Ecosystem สามารถใช้เป็นพื้นที่ศึกษา เรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยีต่างๆทั้ง AI,ML,VR,AR,MR,IoT,Metaverse, Robotic, ฯลฯ บน 5G ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เพราะได้ติดตั้งสถานีฐาน 5G ที่เลือกเอาคลื่น 2600 MHz และ คลื่น 26 GHz (mmWave) ที่เหมาะกับการพัฒนา Use case ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Industrial solutions, Holograms Solutions หรือ Fixed Wireless Access-FWA   เพราะช่วงความถี่อย่าง 26 GHz มีปริมาณ Bandwidth มหาศาลและความหน่วงต่ำมาก (Low Latency), การสนับสนุนอุปกรณ์ส่งสัญญาณอย่าง 5G CPE , องค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, พร้อมทั้งการสัมมนา workshop จาก Guest Speaker หลากหลายวงการ เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill รวมไปถึงการเชิญชวนร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G อีกด้วย”

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “วิศว จุฬาฯ เป็น 1 ในสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีที่เข้าไปร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กสทช. , DE หรือ ภาคเอกชน เพื่อทดลอง ทดสอบ use cases ต่างๆที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ sector หลักของประเทศให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการมีสถานที่ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเสมือนจริงอย่าง AIS 5G Playground และ 5G Garage ที่มีความครอบคลุมของคลื่นความถี่ของ 5G แบบ LIVE Network จึงถือว่าตอบโจทย์และสามารถส่งเสริมให้นิสิต และ คณาจารย์ ได้ใช้เป็นแหล่งทำงานวิจัย แลกเปลี่ยน เรียนรู้ สร้างสรรค์นวัตกรรมบน Sandbox ได้อย่างดี ที่สำคัญถือเป็นการผสมผสานองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีจากเราและภาคปฏิบัติที่เกิดจากประสบการณ์ในการทำงานจริงของ AIS ที่จะมาช่วยเสริมทักษะให้แก่นิสิตและคณาจารย์ ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อประเทศไทย ผ่าน 5G ได้อย่างตอบโจทย์ที่สุดต่อไป”

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวสิษฐ์ กล่าวตอนท้ายว่า “การที่ภาคการศึกษา ให้ความสำคัญกับการฝึกฝน สร้างทักษะเพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะ 5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อของ IoT และ ทำให้เครือข่ายตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด  ดังนั้นการศึกษาให้มากที่สุดย่อมทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแนวคิดจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่ง AIS พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่”

ข้อมูล Use case ที่นำมาจัดแสดงในโอกาสเปิดตัว “AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE” @CHULAENGINEERING

1. หุ่นยนต์ WALKIE

หุ่นยนต์บริการในครัวเรือน หรือ Domestic service robot  ที่สามารถทำงานบ้าน และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อาศัยภายในบ้านได้ เพราะมี AI อัจฉริยะที่ทำให้รู้ตำแหน่งของสิ่งของต่าง ๆ และหุ่นสามารถเดินไปที่บริเวณห้องที่มีสิ่งของเหล่านั้นได้อัตโนมัติ พร้อมโต้ตอบได้แบบ Real Time ซึ่งต้องใช้ศักยภาพของ 5G ในการทำงาน โดยเป็นนวัตกรรมของชมรมหุ่นยนต์แห่งวิศวฯ จุฬาฯ (EIC Chula) ที่สามารถคว้ารางวัลอันดับที่ 2 ของโลกมาได้ในรายการ RoboCup@Home Open Platform League 

2. หุ่นยนต์ไข่มุก

หุ่นยนต์Home Healthcare ที่มีการใช้งานหลากหลายด้าน TeleHealth หนึ่งในการใช้งานที่โชว์ในงานนี้คือ  ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยพาร์กินสัน สามารถทำกายภาพได้ตามคำแนะนำทางการแพทย์ได้ โดยผู้ป่วยไม่ต้องเข้ามาที่โรงพยาบาล พร้อมเก็บและส่งต่อสถิติเพื่อให้คุณหมอและนักกายภาพสามารถดูพัฒนาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ผ่านการใช้ขีดความสามารถของ 5G

3. หุ่นยนต์ Rehab

Universal Controller ด้วยลักษณะของแขนกลที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถฝึกทำกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเก็บและส่งต่อสถิติบนโครงข่าย 5G เพื่อให้สามารถดูพัฒนาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ อีกทั้งแขนกลนี้จะช่วยลดภาระของนักกายภาพบำบัด ทำให้สามารถที่จะกายภาพคนไข้ได้ปริมาณจำนวนคนต่อวันที่เพิ่มขึ้น

4. Autonomous Shuttle Bus

รถรับส่งผู้โดยสารไร้คนขับ (Autonomous Shuttle pod) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ กทปส. ที่ใช้ระบบ 5G เป็นตัวเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยกับการทำงานของรถไร้คนขับ โดยคาดว่าปลายปีจะเริ่มนำไปวิ่งบนพื้นที่ถนนจริง

5. IntaniaVerse

คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ริเริ่มการทำเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษา อาทิ โรงไฟฟ้า ณ เขื่อนท่าทุ่งนา การฝึกและบำบัดผู้สูงวัยด้วยแอปพลิเคชันโลกเสมือนจริง และรวมถึง AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE นอกจากนี้ มีหลักสูตรอบรมการสร้างโลกเมตาเวิร์สภายใต้โครงการ Chula Engineering สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต Lifelong Learning สำหรับบุคคลทั่วไป นิสิต นักศึกษา และหน่วยงานที่สนใจ โดย AIS ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-chula-engineering-x-ais-5g-launch-ais-5g-play-ground-and-5g-garage-the-first-thailand-sandbox-with-5g-26000mhz-and-26ghz/

LibreOffice อัปเดตเวอร์ชัน 7.4 ปรับปรุงการทำงานกับไฟล์ Microsoft Office

LibreOffice Community ออกอัปเดตเวอร์ชัน 7.4 ปรับปรุงการทำงานกับไฟล์ Microsoft Office

Credit: LibreOffice

LibreOffice Community 7.4 เป็นซอฟต์แวร์จัดการงานเอกสารแบบ Open Source สามารถใช้งานได้ฟรี รองรับการใช้งานทั้ง Linux, Windows และ macOS ในเวอร์ชันนี้มีการปรับปรุงการทำงานร่วมกับไฟล์งานจาก Microsoft Office ได้ดีขึ้น ลดปัญหาที่เกิดจากการเปิดไฟล์งานข้ามกันระหว่างสองโปรแกรมลงไป อย่างไรก็ตาม ยังคงแนะนำให้ใช้ไฟล์งาน ODF แทนไฟล์ DOC หรือ DOCX เพราะจะมีความซับซ้อนและปัญหาที่เกิดจากการทำงานร่วมกันน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงส่วนอื่นๆเพิ่มเติม ดังนี้

  • รองรับการทำงานกับไฟล์ WebP, EMZ และ WMZ
  • เพิ่มหน้า Help ใน ScriptForge Library
  • เพิ่ม Search Field ใน Extention Manager
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
  • Writer มีการปรับปรุง Change Tracking บริเวณ Footnote และ List
  • Calc รองรับ 16,384 คอลัมน์, เพิ่ม Extra function ใน drop-down ของ AutoSum Widget และเพิ่มเมนูสำหรับค้นหา Sheet
  • Impress เพิ่มการรองรับ Theme ใหม่

The Document Foundation ยังเปิดตัว Migration Protocol เพื่อคอยช่วยเหลือองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนจาก Microsoft Office มาใช้งาน LibreOffice for Enterprise อีกด้วย โดยมีบริการให้คำปรึกษา, ฝึกอบรม และย้ายระบบทั้งหมด

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/software/libreoffice-74-released-with-ms-office-compatibility-improvements/

from:https://www.techtalkthai.com/libreoffice-updates-version-7-4-improve-ms-office-compatibility/

คู่มือ CRM ฉบับฟรีสำหรับ SME ไทย เผยวิธีช่วยหาลูกค้า ขายของให้สำเร็จ และรักษาลูกค้าใหม่ไว้ให้ได้

การสร้างฐานลูกค้าเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับสตาร์ทอัปและ SME และยิ่งกลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เดิมสำหรับในช่วงสองปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้ลูกค้าคาดหวังจากธุรกิจมากกว่าแต่ก่อน ลูกค้าต้องการประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม เมื่อไปช้อปปิ้งออนไลน์หรือเมื่อมีคำถาม และลูกค้ายังต้องการเข้าถึงบริการแบบ Personalisation ตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะหันไปหาบริษัทที่ตอบสนองความต้องการของตนได้ ทั้งนี้ การปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในยุคนี้เป็นอย่างมาก

SME ไทยได้เผชิญกับความท้าทายในเรื่องเกี่ยวกับความคาดหวังของลูกค้า และก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความมุ่งมั่นที่ SME ไทยแสดงให้เห็นเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคนั้น ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรวดเร็วเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเพียรพยายามและความสร้างสรรค์ของทั้งตัว SME เองและชุมชนที่ SME นั้นอยู่ด้วย

เราพบข้อมูลเชิงลึกที่คล้ายกันในรายงานเทรนด์ต่างๆ ของธุรกิจ SME ฉบับล่าสุดจาก Salesforce ซึ่ง SME ไทยได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่สำคัญที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

  • การก้าวให้ทันความต้องการของลูกค้า
  • การจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ
  • การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าแบบ Personalisation
  • การมอบประสบการณ์ที่เชื่อมต่อ
  • การตอบคำถามให้ได้อย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจต่างๆ ต้องคิดให้ไกลในเรื่องวิธีการค้นหาลูกค้า การขายของให้สำเร็จ และการรักษาลูกค้าไว้ให้ได้

ข่าวดีก็คือ ตอนนี้มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้ SME เก็บรวบรวมข้อมูลได้ดีขึ้น และใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยคู่มือ CRM เล่มเดียวจบของคุณ

ลองพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้งานเพื่อให้สามารถค้นหา ดึงดูดใจ และรักษาลูกค้ารายใหม่ไว้ให้ได้:

ค้นหาลูกค้าด้วย Pardot และ Marketing Cloud

สำหรับ SME ส่วนใหญ่นั้น การหาลูกค้าเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งสำคัญในการแข่งขัน หากคุณมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คนจะชื่นชอบ คุณมักไม่มีเวลาเหลือมากนักในการหาลีด

Pardot และ Marketing Cloud ช่วยคุณหาลูกค้าเพิ่มได้หลายวิธี:

  • ช่วยให้คุณสร้างระบบการทำงานอัตโนมัติสำหรับกระบวนการต่างๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากร
  • ทำงานร่วมกับ Salesforce ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้ SME สามารถใช้ข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ด้วย Pardot และ Marketing Cloud คุณสามารถสร้างแคมเปญอีเมลแบบ Personalisation ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่มี ให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าในช่องทางที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ROI ของคุณ

ขายของได้สำเร็จด้วย Sales Cloud

Sales Cloud ทำงานได้ในทุกๆ กระบวนการขายของคุณผ่านมุมมองที่เห็นลูกค้าแบบ 360 องศา เมื่อข้อมูลลูกค้าทั้งหมดของคุณอยู่ในที่เดียว ทีมขายของคุณก็สามารถทำงานร่วมกันในแต่ละ ดีลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้สเปรดชีต ค้นหาในอีเมล หรือค้นหาโน้ตอีกต่อไป นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือการขายที่ใช้ AI เพื่อทำให้กระบวนการในแต่ละวันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ทีมขายของคุณโฟกัสในการปิดดีลได้เพิ่มขึ้น และยังช่วยให้พนักงานของคุณจัดการขั้นตอนการทำงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน พร้อมกับการใช้เวลาดูแลสุขภาพของตนเอง ทั้งยังลดเวลาที่จะต้องใช้ไปกับขั้นตอนที่ต้องทำงานด้วยตนเองได้มากมาย

รักษาลูกค้าไว้ได้ด้วย Service Cloud

สำหรับ SME จำนวนมาก การรักษาลูกค้าหลังจากการขายครั้งแรกอาจเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการขยายฐานลูกค้า

เมื่อลูกค้ามีเงื่อนไขในการเลือกมากขึ้น ทำให้เป็นเรื่องยากที่การขายครั้งหนึ่งจะนำไปสู่การขายครั้งต่อๆ ไป ปัจจุบันพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของ SME ทั่วโลกได้ลงทุนในซอฟต์แวร์การบริการลูกค้าแล้ว อ้างอิงจากรายงานเทรนด์ต่างๆ ของธุรกิจ SME

ข้อมูลเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด ลูกค้า 90% ยอมรับว่า ประสบการณ์การบริการลูกค้าที่ดีทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าอีกครั้ง

ลูกค้ามากกว่า 70% บอกว่า ได้ตัดสินใจในการซื้อตามคุณภาพของการบริการลูกค้า และอีก 58% บอกว่า มีความคาดหวังเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับงานบริการลูกค้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โซลูชัน Service Cloud ของ Salesforce เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างและรักษาระดับการบริการลูกค้าแบบ Personalisation ระดับสูง
และยังช่วยให้ SME สามารถ:

  • สื่อสารกับลูกค้าในช่องทางที่ลูกค้าชอบ
  • ให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้นด้วยเวิร์คโฟลว์อัตโนมัติ
  • ใช้แชทบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อพร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง

การใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเร่งให้ธุรกิจคุณเติบโตได้สูงสุด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่าธุรกิจของคุณจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการใช้ CRM เพียงดาวน์โหลดคู่มือ CRM ฟรีสำหรับคุณวันนี้ คู่มือ CRM เล่มเดียวจบของคุณ มีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น จากทั่วโลก เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในปี 2022 และในอนาคต

➡ รับฟรี E-book สำหรับคุณ: sforce.co/3PnnkV5

เกี่ยวกับ Salesforce

Salesforce ช่วยให้ SME ทั่วโลกทั้งในเอเชียและประเทศไทย สามารถค้นหาลีดที่มีคุณภาพมากขึ้น ปิดดีลได้เร็วและมากขึ้น และทำให้ลูกค้าได้รับบริการเแบบเฉพาะตัวมากขึ้นในโลก Digital-First นี้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Salesforce ได้ที่: salesforce.com/th/smb

from:https://www.techtalkthai.com/free-crm-handbook-by-salesforce/