คลังเก็บป้ายกำกับ: SWITCH_AND_ROUTER

TTT 2022 Reinforce: ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization โดย HPE Aruba

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ธุรกิจนั้นต้องเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานรูปแบบใหม่อย่าง Remote Working และ Hybrid Working ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจนั้นต้องวางแผนใหม่สำหรับระบบเครือข่าย ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันในอนาคตกันต่อไป

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand) แห่ง HPE Aruba ได้มาเล่าถึงหัวข้อ “Accelerate Your Business with Network Modernization” ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นและแนวทางในการทำ Network Modernization อย่างเข้มข้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางระบบเครือข่ายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างน้อย 4-5 ปีนับถัดจากนี้

4 เป้าหมายหลักของการทำ Network Modernization

คุณประคุณได้เล่าว่าในการทำ Network Modernization นั้น ธุรกิจองค์กรมักมีเป้าหมายหลักด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. Hybrid Work – การทำงานแบบผสมผสานทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงที่ไว้วางใจได้
  2. Digital Transformation Acceleration – เร่งความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ รองรับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของธุรกิจได้
  3. Personalized Experiences – นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับของเครือข่าย, ข้อมูล และ Application อย่างครบถ้วน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  4. Need for Efficiencies – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้บุคลากรฝ่าย IT จำนวนเท่าเดิมในการบริหารจัดการกับเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมากขึ้นได้

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ได้ คุณสมบัติของระบบเครือข่ายแห่งอนาคตจึงต้องครอบคลุมถึงทั้งการทำ Automation เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยให้ทรัพยากรฝ่าย IT สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ Security ซึ่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และ Agility มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ปรับระบบเครือข่ายให้ทันสมัยด้วย Aruba ESP Solutions

คุณประคุณได้สรุปถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่ HPE Aruba ได้ทำการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยภาพของ Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่จะเปลี่ยนให้ Network นั้นกลายเป็น Platform สำคัญทั้งสำหรับการทำงานและส่งมอบประสบการณ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีแนวคิดหลักด้วยกัน 3 ประการ

1. Unified Infrastructure

ผสานรวมระบบ Wired, Wireless และ SD-WAN รวมถึงระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ IoT เข้าเป็นหนึ่งเดียวภายในระบบเครือข่าย โดยสามารถเลือกวิธีการบริหารจัดการได้ทั้งบน Cloud, Centralized หรือแม้แต่ Standalone

2. Security

HPE Aruba นั้นได้ผสานระบบ Security ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายตั้งแต่แรก และในทุกวันนี้ก็ได้เพิ่มเรื่องของการทำ Automation เข้าไปด้วย เพื่อให้ Security กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. AIOps

ด้วยปริมาณของอุปกรณ์เครือข่ายที่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละองค์กรนั้นไม่ได้มีทีมผู้ดูแลระบบมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับภาระในการดูแลรักษาระบบ IT ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการนำ AIOps เข้ามาช่วย เพื่อให้การบริหารจัดการระบบเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

คุณประคุณได้เล่าถึงกรณีของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ย้ายการบริหารจัดการระบบเครือข่ายจากเดิมที่แยกส่วนอยู่ภายในองค์กร ไปอยู่บน Cloud ของ Aruba โดยตรง ทำให้ข้อมูลของระบบเครือข่ายทั้งหมดในส่วนของ Wired, Wireless และ SD-WAN ถูกรวมอยู่ที่เดียวบน Cloud และ AIOps ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยให้ลูกค้าของ HPE Aruba ในประเทศไทยสามารถจัดการกับปัญหาภายในระบบเครือข่ายได้อย่างทันท่วงที

ความสามารถใหม่ในระบบเครือข่ายที่น่าจับตามองจาก HPE Aruba

เมื่อมองไปถึงอนาคต คุณประคุณก็ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายใน HPE Aruba ที่หลายส่วนก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโซลูชันให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ได้แก่

1. Aruba CloudAuth

เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นมีการใช้งาน Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้ Cloud ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด และ HPE Aruba เองก็กำลังมุ่งไปทางนั้นด้วยเช่นกัน โดยความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Aruba CloudAuth นั่นเอง

Aruba CloudAuth คือการยกระบบ Network Authentication ขึ้นไปอยู่บน Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure AD และ Google Workspace ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำหน้าที่เป็น Cloud Managed NAC ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีลูกค้าในไทยใช้งานอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

2. Wi-Fi 6E

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรรองรับต่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับ Workload ใหม่ๆ ในระบบเครือข่ายได้อย่างเพียงพอ Aruba จึงได้นำ Wi-Fi 6E มานำเสนอในการตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Wi-Fi 6E นั้นได้ทำการพัฒนาต่อยอดจาก Wi-Fi 6 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปริมาณมหาศาลได้โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพน้อยกว่าในอดีตมาก โดย Wi-Fi 6E ได้เพิ่มย่านความถี่ 6GHz เข้ามาด้วยเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับอุปกรณ์และ Bandwidth ได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้เพียงแค่ 2.4GHz และ 5GHz ที่ใช้กันอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับในประเทศไทยก็ยังคงต้องติดตามต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง จากกฎหมายที่ต้องรอให้ระบุชัดเจนว่าจะสามารถใช้ย่านความถี่ 6GHz ได้มากน้อยเพียงใด

3. IoT

HPE Aruba นั้นมีวิสัยทัศน์ที่นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ Network Platform ไปสู่การเป็น IoT Platform ด้วย ทำให้ Access Point ของ Aruba นั้นสามารถให้บริการ BLE และ ZigBee เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ รวมถึงยังสามารถติดตั้ง USB ที่เป็น Sensor เพิ่มเติมเข้าไปบน Access Point โดยตรงได้ด้วย

นอกจากนี้ Aruba ก็ยังเปิด API ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อนำ RFID Tag ใดๆ ก็ได้มาใช้งาน โดยใช้ Aruba Access Point ทำหน้าที่ในการอ่านค่าการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบประมวลผลอื่นๆ ทำให้สามารถพัฒนา Application ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Location Services

4. Open Locate

เมื่อ Aruba เปิดให้การทำ Location Services Application ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ Aruba เสริมขึ้นมาก็คือการติดตั้ง GPS ลงไปใน Access Point โดยตรง ทำให้ Access Point ทั้งหมดมีข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำ และนำข้อมูลพิกัดตำแหน่งนี้ไปใช้ใน Location Services ได้อย่างแม่นยำระดับความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

5. Zero Trust

จากเทรนด์ใหญ่ด้าน Zero Trust ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของธุรกิจองค์กร HPE Aruba ก็ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น Aruba Zero Trust Protection สามารถกำหนด Policy ให้กับทุกๆ การเชื่อมต่อและแบ่งหมวดหมู่นโยบายสำหรับอุปกรณ์แต่ละชนิด, ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ด้วยแนวคิด Aruba Dynamic Segmentation ที่สามารถจัดการ Security Policy ให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม

6. 4th Generation Data Center

ปัจจุบันนี้ 3rd Generation Data Center ที่ใช้แนวคิดของ Data Center Fabric บนสถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่าง Server ภายใน Data Center ดว้ยกันเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็เริ่มเจอปัญหาในการใช้งานจริงแล้ว จากการที่เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ Network Services และ Security Services บางส่วนกลับยังไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปใน Fabric และกลายเป็นคอขวด

4th Generation Data Center จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อนำ Network Services และ Security Services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง โดย HPE Aruba ได้จับมือกับ Pensando เพื่อนำหน่วยประมวลผลเฉพาะทางด้าน Network และ Security มาใช้งานภายใน Aruba CX10000 ทำให้ภายใน Data Center Fabric มีความสามารถทุกอย่างที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และไม่เกิดคอขวดในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

7. Unified SD-WAN Fabric

ด้วยกรณีการใช้งานของ SD-WAN ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ Application และ Data ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud จำนวนมาก และผู้ใช้งานมีการใช้งานทั้งจากในแบบ Remote Work จากบ้านแต่ละหลังหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้น, การมีออฟฟิศขนาดเล็กที่บ้าน, ออฟฟิศสาขาขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ SD-WAN ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

HPE Aruba ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา และนำจุดเด่นของ Silver Peak อย่างเช่นการทำ WAN Optimization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ต่างๆ ที่ธุรกิจมีการใช้งาน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาต่อยอดด้าน Security จนได้รับ ICSA Labs Secure SD-WAN Certification มาแล้วเป็นรายแรกของโลก

8. Network Assurance

เมื่อการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุกระบบ IT แน่นอนว่าระบบ Network เองก็ต้องตอบสนองในส่วนนี้ด้วย ซึ่ง Aruba UXI ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการนำ UXI Agent/Sensor มาทำหน้าที่จำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ LAN แล้วทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

9. Network-as-a-Service (NaaS)

ด้วยวิสัยทัศน์ของ HPE ที่ต้องการเปลี่ยน CapEx ในการลงทุน Server และ Storage มาสู่การเช่าใช้งานแบบ OpEx ภายใต้บริการ HPE GreenLake ทำให้ HPE Aruba เองก็ปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ด้วยบริการ HPE GreenLake for Aruba ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบเครือข่ายในแบบ OpEx ได้แล้ว และรองรับกรณีการใช้งานดังนี้

  • Indoor Wireless aaS
  • Outdoor Wireless aaS
  • Remote Wireless aaS
  • Wired Access aaS
  • Wired Aggregation aaS
  • Wired Core aaS
  • SD-Branch aaS
  • UXI aaS

ทาง IDC นั้นได้มีผลสำรวจว่า 69% ของธุรกิจองค์กรนั้นได้เริ่มใช้งาน NaaS หรือมีแผนจะใช้งานภายในอีก 2 ปีนับถัดจากนี้แล้ว ก็ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-network-modernization-by-hpe-aruba/

TTT 2022 Reinforce: ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล โดย Alcatel-Lucent Enterprise

ในช่วงเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องการแพร่ระบาด COVID-19 พลังงานขาดแคลน สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ไปจนถึงเรื่องความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างจนทำให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุก ๆ อุตสาหกรรมรวมทั้งฝั่งไอทีนั้นล้วนได้รับผลกระทบกันหมด หากแต่ธุรกิจก็จำต้องดำเนินต่อไป แม้สถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอยู่ก็ตาม

บทความนี้คืออีกหนึ่งมุมมองจาก Country Manager แห่ง Alcatel-Lucent Enterprise คุณสมยศ  อุดมนิโลบล ที่ได้มาแชร์มุมมองในสิ่งที่องค์กรควรจะต้องทำในยุคหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ว่าองค์กรควรจะต้องปรับตัวอย่างไร มีแนวทางอะไรบ้าง เพื่อทำให้องค์กรพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในการทำธุรกิจยุคดิจิทัลและอนาคตที่จะมีความไม่แน่นอน

เส้นทางการทำ Digital Transformation

แน่นอน Digital Transformation คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ซึ่งมักจะมีสิ่งที่ท้าทายหรือไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดย 3 แกนที่คุณสมยศชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ต้องการทำ Digital Transformation ต้องมีนั้น ได้แก่

  • Operation Opportunities – โอกาสทางธุรกิจที่ต้องเข้าใจการดำเนินธุรกิจของตัวเองก่อนว่ามีโอกาสทำอะไรที่ก่อให้เกิดรายได้ได้บ้าง
  • IT Challenges – ความท้าทายของฝั่งไอทีภายในองค์กรนั้นมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเรื่องอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)  หรือเครือข่าย (Network) ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน
  • Tools – เครื่องมือและระบบต่าง ๆ ที่มีภายในแต่ละแผนกขององค์กรว่ามีอะไรบ้าง เช่น ระบบ IoT, Analytics, ระบบ Process Automation หรือซอฟต์แวร์ในแผนกการเงิน เป็นต้น

เมื่อทำให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพทั้ง 3 แกนตรงกันแล้ว การเดินหน้าทำ Digital Transformation ถึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่สุดนั่นก็ยังเป็นเรื่องของ “งบประมาณ” ซึ่งเหตุการณ์การแพร่ระบาดและวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นได้ทำให้องค์กรหลาย ๆ แห่งมีการชะลอการลงทุนออกไป แล้วองค์กรควรจะต้องปรับตัวอย่างไร หรือมีทางเลือกอะไรบ้างเพื่อให้อยู่รอดและยังทรานส์ฟอร์มได้ต่อไป

ประเมินตัวเอง (Self-Assessment) ใน 4 ส่วนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น สิ่งที่คุณสมยศชี้ว่าองค์กรควรจะต้อง “ประเมินตัวเอง (Self-Assessment)” ใน 4 ส่วนอย่างสม่ำเสมอว่าองค์กรของเรานั้นมีอะไรอยู่บ้าง อันประกอบไปด้วย

  • Humans – กลุ่มคน ที่องค์กรควรจะต้องเข้าใจว่าลูกค้า (Customer) มีใครบ้าง และพนักงานภายในองค์กรนั้นเป็นอย่างไร
  • Infrastructure – โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเครื่อง Server, Storage หรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีอะไรและทำอะไรได้บ้าง
  • Apps – แอปพลิเคชันหรือระบบต่าง ๆ เช่น CRM, ERP ที่มีใช้งานภายในองค์กรว่ามีอะไรบ้าง ต้องดูแลระบบหรือบริหารจัดการแอปพลิเคชันอะไรบ้าง
  • IoT – องค์กรมีใช้งานอุปกรณ์ไอโอทีอะไรบ้าง ลักษณะและการใช้งานเป็นอย่างไร เช่น โดรน กล้องวงจรปิด หรือว่าเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เป็นต้น

ค้นหาแพลตฟอร์มที่เชื่อมทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน

หลังจากที่ประเมินทั้ง 4 ส่วนเรียบร้อยแล้วว่าภายในองค์กรมีอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องทำในลำดับถัดไป นั่นก็คือต้องมี “แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน (Connectivity Infrastructure Platform)” เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทั้ง 4 ส่วนให้สามารถเข้าถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อ และทำให้ส่วนหนึ่งสามารถสนับสนุนการทำงานของอีกส่วนหนึ่งได้ทันที

สำหรับแพลตฟอร์มที่มีความสามารถในการเชื่อมโยงดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีให้บริการอยู่ในตลาดมากมาย ซึ่งทาง Alcatel-Lucent Enterprise ก็มีแพลตฟอร์มลักษณะดังกล่าวให้ใช้งานด้วยเช่นกัน นั่นคือ Rainbow แพลตฟอร์มตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารส่งข้อความระหว่างกันได้แบบ End-To-End ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ “ฟรี” ไม่คิดค่าใช้จ่าย

Use Cases จากแพลตฟอร์ม Rainbow

แพลตฟอร์ม Rainbow ของทาง Alcatel-Lucent Enterprise นั้นได้เข้าไปช่วยเหลือในหลาย ๆ องค์กรในการเชื่อมโยงทั้ง 4 ส่วนมาแล้วทั่วโลก โดยตัวอย่าง Use Cases ที่คุณสมยศหยิบยกขึ้นมาให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น 

ตรวจสอบกล้องวงจรปิดดับหรือเบลอให้แบบอัตโนมัติ

กล้องวงจรปิดแบบ PoE (Power over Ethernet) ที่มักจะพบเจอกับปัญหาหน้างาน เช่น ภาพไม่ชัด ระบบไม่เห็นกล้อง ซึ่ง Rainbow ได้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์กล้องวงจรปิดให้แจ้งเตือนปัญหาไปยังผู้ปฏิบัติงานได้แบบอัตโนมัติว่ากล้องดับหรือว่าเบลอแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นจะต้องนั่งเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลาก็ได้

เชื่อมโยงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทรานส์ฟอร์มเป็น Smart City

เรื่องราวจากเมือง Liverpool ในสหราชอาณาจักรที่ Alcatel-Lucent Enterprise ได้นำแพลตฟอร์มไปเชื่อมโยงอุปกรณ์เดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วภายในเมือง เช่น กล้องวงจรปิด เราเตอร์ Wi-Fi หน้าจอต่าง ๆ ฯลฯ ให้สามารถทำงานร่วมกับรถประจำทางและรถพยาบาล เกิดเป็น Smart City ที่สามารถแสดงข้อมูลหรือว่าแจ้งเตือนข้อมูลไปยังจุดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เชื่อมโยงโทรศัพท์กับ MS Teams

ช่วงที่ COVID-19 แพร่ระบาดอย่างหนักได้ทำให้พนักงานออฟฟิศจำเป็นต้องใช้ระบบประชุมออนไลน์แทน ซึ่ง MS Teams คือหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมที่ใช้งานกันมาก หากแต่เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้น และพนักงานเริ่มกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว Alcatel-Lucent Enterprise จึงได้เข้าไปช่วยเชื่อมโยงระบบตู้โทรศัพท์แบบอะนาล็อกให้เข้ากับได้กับ MS Teams จนสามารถทำงานร่วมกันได้สำเร็จ

บทส่งท้าย

ทุกวิกฤตล้วนมีโอกาสอะไรบางอย่างแอบซ่อนไว้เสมอ และสิ่งที่องค์กรควรจะต้องทำเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคต นั่นก็คือการประเมินตัวเองทั้ง 4 ส่วนว่ามีอะไรบ้าง และควรจะต้องมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมทั้งหมดนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนในยุคดิจิทัลปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล” โดยคุณสมยศ  อุดมนิโลบล Country Manager จาก Alcatel-Lucent Enterprise ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ได้ที่นี่

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดโซลูชันของทาง Alcatel-Lucent Enterprise สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ พร้อมติดตามข่าวสารจากทาง Alcatel-Lucent Enterprise ได้ในช่องทาง Facebook, Twitter, LinkedIn, YouTube หรือว่า Instagram รวมทั้งสามารถดูรายละเอียดของแพลตฟอร์ม Rainbow ได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-surpass-limitation-of-connectivity-by-alcatel-lucent-enterprise/

สรุปงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH : ก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ Enterprise Networking & Security ด้วยอุปกรณ์เครือข่ายที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เทคโนโลยีในวงการ Enterprise Networking และ Security มีการปรับตัวสู่ทิศทางใหม่ในหลายแง่มุม และ Aruba Networks ในฐานะของผู้นำนวัตกรรมด้าน Enterprise Networking และ Security เอง ก็ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ภายในโซลูชันของตนเองมากมาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ สำหรับเตรียมก้าวสู่การผลักดันสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อเร่งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลแล้ว

ทีมงาน TechTalkThai และ APDT.news มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ที่มาจัดในประเทศไทย จึงขอนำสรุปประเด็นสำคัญจากงานสัมมนาครั้งนี้ พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาจัดแสดงในบูธกันดังนี้ครับ

3 ปัจจัยสู่การทำ Networking Modernization

เทรนด์หลักที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในวงการ Network อยู่นี้ก็คือการทำ Network Modernization หรือการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัย ตอบรับต่อโลกของการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work ซึ่งมีทั้งโจทย์ของการรองรับการทำงานจากนอกสถานที่ได้อย่างอิสระ ไปจนถึงการใช้งาน Cloud เป็นหลักในการทำงาน ในขณะที่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ต้องสูงยิ่งขึ้นตามความซับซ้อนของภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการ Enterprise Networking และ Security ในยามนี้ ได้ทำให้สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายนั้นพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ และทำให้เหล่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว ต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง และต้องปรับวิธีการดูแลรักษาระบบเครือข่ายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังในการได้รับประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

ในมุมของ HPE Aruba สิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ คือการปรับระบบเครือข่ายให้มีคุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้

1.Automation
การทำ Automation ได้กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญประการแรกของระบบเครือข่ายแห่งอนาคต เพราะด้วยระบบเครือข่ายที่มีการขยายตัวออกไปยังภายนอกองค์กร ทำให้มีองค์ประกอบภายในระบบเครือข่ายที่หลากหลายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นด้าน Cybersecurity เองก็ยังมีความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทำให้ภาระในการบริหารจัดการและการดูแลรักษาระบบเครือข่ายนั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ด้วยเหตุเหล่านี้ การบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงไม่อาจเพียงพออีกต่อไป และหลายองค์กรเองก็ยังต้องเผชิญความกดดันจากการขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลรักษาระบบ IT Infrastructure สำคัญเหล่านี้ด้วย ดังนั้นการมีเทคโนโลยีที่สามารถติดตั้งใช้งานบริหารจัดการได้ง่าย ทำงานได้แบบอัตโนมัติ และมี AI เป็นตัวช่วยจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ธุรกิจองค์กรยังคงสามารถจัดการและควบคุมการใช้ระบบเครือข่ายของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.Security
จากความต้องการในการใช้งานระบบเครือข่ายในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทำให้การปกป้องดูแลผู้ใช้งานและอุปกรณ์ขององค์กรนั้นต้องมีการปรับตัวตามไปด้วย ดังนั้นสถาปัตยกรรมด้าน Network Security อย่างในอดีตที่มีการแยกส่วนของการปกป้องผู้ใช้งานภายในองค์กรนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

เพื่อตอบโจทย์นี้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ต้องถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำงานได้ตามหลักการของ Zero Trust เพื่อควบคุมทุกการยืนยันตัวตนและเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่ใช้งาน ไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบเครือข่ายหรือ Internet ให้เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร เพื่อลดความเสี่ยงที่ระบบ IT จะถูกโจมตีต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ และจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

3.Agility
ความคล่องตัวนั้นได้กลายมาเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญของระบบเครือข่ายในทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้การเพิ่มเติมบริการหรือการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบเครือข่ายนั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว ตอบสนองต่อกลยุทธ์ของธุรกิจและการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการมาของ COVID-19 ได้ทำให้ความสำคัญของประเด็นนี้ยิ่งทวีคูณขึ้น จากการที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างต้องรีบเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายเพื่อปรับตัวไปสู่การทำงานแบบ Remote Working อย่างเต็มตัวก่อนที่จะปรับมาสู่ Hybrid Working ในปัจจุบัน

นอกจากความคล่องตัวในเชิงเทคนิคแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจองค์กรต้องคำนึงถึงก็คือความคล่องตัวในแง่ของการลงทุนเพิ่มขยายระบบ IT ภายในองค์กร ซึ่งเทรนด์ของการใช้งานระบบ IT ในแบบ as-a-Service นั้นก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี และ Aruba ก็จะตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรทั่วโลกนี้ ด้วยบริการ Network-as-a-Service หรือ NaaS นั่นเอง

ในการช่วยให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกก้าวไปสู่การทำ Network Modernization ได้อย่างสำเร็จนี้ ทาง Aruba ได้นำเสนอ Aruba ESP Solutions เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทั้ง 3 ประการดังกล่าวภายในโซลูชันเดียว โดยภายในโซลูชันดังกล่าวนี้จะมีการแบ่งระบบออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้

  1. Connect โดยมี Switch, AP, Gateway สำหรับรองรับการเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงยังรองรับการทำงานจากภายนอกองค์กรได้อย่างสะดวกสบาย เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาได้ง่ายด้วย SD-WAN
  2. Protect ปกป้องทุกการเชื่อมต่อสื่อสาร โดยผสานระบบ Security เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายโดยตรง เพื่อปกป้องทั้งอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ IoT ด้วยการทำ Zero Trust และเสริม Security เข้าไปในระบบ SD-WAN ให้ธุรกิจสามารถก้าวสู่การทำ SASE ด้วยเทคโนโลยี Cloud Security ได้ทันที
  3. Automation การติดตั้งใช้งานและการดูแลรักษาระบบทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและเป็นอัตโนมัติ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อระบบเครือข่ายที่ต้องขยายและเปลี่ยนแปลงตามระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดย Aruba มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมในการทำ Automation
  4. Adapt เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางระบบเครือข่ายให้สูงยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการลงทุนที่มีทางเลือกใหม่อย่าง NaaS และการบริหารจัดการที่สามารถเลือกได้ว่าจะดูแลรักษาระบบเครือข่ายด้วยตนเอง หรือ Outsource ออกไปให้กับผู้ให้บริการ Managed Services

อัปเดตเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดจาก Aruba ในปี 2022

นอกจากการนำเสนอในเชิงวิสัยทัศน์แล้ว งานสัมมนาครั้งนี้ก็ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ จาก HPE Aruba มาเปิดตัวในภูมิภาค APAC กันอย่างหลากหลาย ดังนี้ครับ

โซลูชันแรกคือ Aruba Central NetConductor ที่จะช่วยให้การวางระบบ Network และ Security ภายในองค์กรกลายเป็นรูปแบบ Overlay ได้ ด้วยการตั้งค่าในแบบ Intent-based และบังคับใช้งานนโยบายเหล่านี้ได้แบบอัตโนมัติ ทำให้การบริหารจัดการเครือข่ายในภาพรวมทั้งในส่วนของ Network และ Security ถูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการตั้งค่าทั้งหมดนี้จะอาศัยการผสมผสานกันระหว่าง Protocol มาตรฐานของอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการทำงานนั้นจะเป็นไปอย่างมีแบบแผน และปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อมีมาตรฐานใหม่ๆ ออกมาให้ใช้งาน

ถัดมาที่ถูกเน้นย้ำเป็นอย่างมากในงานสัมมนาครั้งนี้ ก็คือ Aruba EdgeConnect SD-WAN Fabric ที่มีทั้ง EdgeConnect Mobile, Mibrobranch, SD-Branch และ Enterprise ให้เลือกใช้งานได้ตามรูปแบบของสาขาที่ธุรกิจองค์กรต้องการ เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายและรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าโครงสร้างของธุรกิจและนโยบายในการทำงานจะเป็นอย่างไร และปกป้องผู้ใช้งานได้ในทุกการเข้าถึงทุก Application ทั้งภายใน Data Center และบน Cloud

ในส่วนของ Aruba EdgeConnect Microbranch ที่ Aruba ระบุว่าได้รับความนิยมสูงมากนั้น ก็คือการเสริมความสามารถ SD-WAN Gateway เข้าไปยัง Access Point รุ่น Remote ของ Aruba โดยตรง ทำให้การวางระบบเครือข่ายสำหรับสาขาขนาดเล็กมากๆ ที่มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 1 คน แต่อาจมีหลายอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน และต้องการส่งมอบประสบการณ์ในการทำงานให้กับพนักงานหรือผู้บริหารที่ทำงานจากที่บ้านนั้นเป็นไปได้เสมือนการมาทำงานที่ออฟฟิศ เกิดขึ้นได้อย่างสะดวกและง่ายดายภายในอุปกรณ์เพียงแค่ชุดเดียว สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสำหรับสาขาของร้านค้าขนาดเล็ก หรือการวางระบบให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การเพิ่มขยายสาขาจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยแห่งในระยะเวลาอันสั้นได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน Aruba EdgeConnect Enterprise ก็มีประกาศอัปเดตครั้งใหญ่ในฐานะของโซลูชัน SD-WAN แรกที่ได้รับ ICSA Secure SD-WAN Certification ที่รับรองถึงความสามารถในการทำ Next-Generation Firewall และ Cybersecurity อื่นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน ตรวจจับและยับยั้งป้องกันภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบได้อย่างแม่นยำ เพื่อปกป้องการเชื่อมต่อของระบบ SD-WAN และควบคุมการเข้าถึงใช้งานระบบเครือข่ายของผู้ใช้งานได้อย่างมั่นใจ

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจนั้นก็คือ Open Locate ที่ทาง Aruba ได้ทำการใส่ GPS ลงไปใน AP รุ่น Wi-Fi 6E และรองรับมาตรฐาน 802.11mc / Fine Time Measurement (FTM) ทำให้การระบุจุดติดตั้ง Access Point มีความแม่นยำสูงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต และนำตำแหน่งจุดติดตั้งไปใช้อ้างอิงกับระบบแผนที่อื่นๆ ได้อย่างเป็นสากล ในขณะที่ยังสามารถให้บริการข้อมูลพื้นที่ตำแหน่งให้กับ Mobile Application ได้ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนา Location-based Application ที่ต้องใช้ข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์ได้ดีทั้งในแง่ของการติดตั้งใช้งาน และการต่อยอดสร้างคุณค่าเพิ่มเติมจากระบบเครือข่ายไร้สายที่ธุรกิจมีการใช้งานอยู่

ในฝั่งของ Data Center Networking ทาง Aruba ได้พูดคุยถึงเทรนด์ Distributed Services Switch ด้วย Aruba CX 10000 Series Switch with Pensando ที่ใช้เทคโนโลยีชิป DPU และ Software จาก AMD Pensando เข้ามาเสริมให้กับ Data Center Switch ทำให้ Top-of-Rack Switch มีความสามารถด้าน Security ในตัวในระดับประสิทธิภาพเดียวกับการทำ Switching ได้ทันที อย่างเช่น การทำ Firewall เพิ่มเติมภายในอุปกรณ์ Switch ช่วยเสริม Data Center Network Security ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพด้านระบบเครือข่าย และไม่มีความซับซ้อนของการรับส่งข้อมูลภายในระบบเครือข่ายอย่างในอดีตอีกต่อไป ตอบโจทย์ของธุรกิจที่ต้องการทำ Security ให้กับ Network Traffic ในแบบ East-West ซึ่งมีปริมาณมหาศาล และยากต่อการดูแลรักษาในอดีตได้ทันที

สุดท้ายก็คือการพูดคุยถึง NaaS – Network as a Service ที่ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบ IT Infrastructure ในฝั่งของ Network และ Security จาก Aruba ทั้งหมดได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription-based ซึ่งจะมีทั้ง Hardware และ Software รวมอยู่ภายในบริการ พร้อมระบบ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานและการปรับแต่งระบบเครือข่าย เปิดให้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งโดยฝ่าย IT ขององค์กร และผู้ให้บริการ Managed Services ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีด้าน Network และ Security ขององค์กรสามารถถูกใช้งานได้โดยตลาดที่มีขนาดกว้างมากยิ่งขึ้น ในขณะที่มีความสามารถเทียบเท่าได้กับโซลูชันในระดับธุรกิจองค์กร

Aruba ระบุว่าเทรนด์ของการปรับไปใช้งาน NaaS นั้นโตเร็วมากจากการมาของ Hybrid Work ที่ธุรกิจต้องการระบบเครือข่ายใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง บนการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไป ดูแลง่าย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก

ในการใช้งาน NaaS นั้น ธุรกิจองค์กรจะสามารถใช้งานผ่านบริการ HPE GreenLake for Aruba Service Packs รองรับ 8 Use Case ได้แก่ Outdoor Wireless, Indoor Wireless, Remote Wireless, Wired Core, Wired Aggregation, Wired Access, SD-Branch และ UXI โดยสามารถเสริมความสามารถในส่วนของ Network Management และ Network Security จากโซลูชันของ Aruba ที่ต้องการได้ทั้งหมด ซึ่งสัญญาในการใช้บริการดังกล่าวนี้จะอยู่ที่ระยะเวลา 3-5 ปี

และทั้งหมดนี้ก็คือประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ในครั้งนี้ครับ ถ้าหากท่านใดมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ เพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อทีมงาน HPE Aruba สามารถติดต่อ HPE Aruba ได้ที่อีเมล: nawarat.ch@hpe.com หรือติดต่อพาร์ทเนอร์รายต่างๆ ของ Aruba ทั่วประเทศ เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดสอบเทคโนโลยีหรือโซลูชันต่างๆ ที่ต้องการได้ทันทีครับ

 

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-atmosphere-2022-seath/

แนะนำนวัตกรรม Networking & Cabling ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

อัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านเครือข่ายล่าสุดสำหรับ Campus, Edge, Data Center และ Branch ไม่ว่าจะเป็น 5G, Software-defined Networking, SD-WAN, Wi-Fi 6 และ Cabling รวมไปถึงการทำ Network Modernization เพื่อพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Digital Workplace ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 3: Networking

13:30 – 14:00 พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ 5G อัจฉริยะ
คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager, AIS Business
14:00 – 14:30 Software-defined Networking แบบ Multi-domain สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
คุณธิติ พิพัฒน์ธนวงศ์ Enterprise Networking Product Sales Specialist, Cisco
14:30 – 15:00 ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization
คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand), HPE Aruba
15:00 – 15:30 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
15:30 – 16:00 ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล
คุณสมยศ อุดมนิโลบล Country Manager, Alcatel-Lucent Enterprise
16:00 – 16:30 พลิกโฉมระบบเครือข่ายสู่การเชื่อมต่อแห่งอนาคต
คุณพงศ์ภวัน พูนประชา System Engineer (Thailand), CommScope และคุณธีระพล สุขประไพพัฒน์ System Engineer (Thailand & Myanmar), Ruckus
16:30 – 17:00 Lucky Draw และกล่าวปิดงานโดย TechTalkThai

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-3-networking/

TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day | 5 ตุลาคมนี้

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกเกือบ 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ความรู้ด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กรโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Alcatel-Lucent Enterprise, Allied Telesis, Blancco, Cisco, Cloudflare, Commscope, Dell Technologies, Fortinet, Hillstone Networks, HPE Aruba, Juniper Networks, Netka, Nutanix, Panduit, Schneider Electric, Sophos, Tenable, Thales Group, TmaxSoft, Veeam และ VMware ไปจนถึงเหล่าผู้เชี่ยวชาญในไทยที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์และกรณีศึกษาต่างๆ ให้เหล่าธุรกิจไทยนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที เช่น AIS, Bangkok MSP, Bangkok Systems & Software, Computer Union, STelligence, Soft De’but, Tangerine, True IDC และ Yip In Tsoi

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจาก AIS 5G, True IDC, สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (สกมช.) และธนาคารกสิกรไทย ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ 5G, Data Center และ Hybrid Multi-cloud ในไทย รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบโครงสร้างพื้นฐานตาม พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การจัดตั้ง SOC และการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-enterprise-it-infrastructure-day/

Broadcom เปิดตัว Tomahawk 5 ชิปประมวลผลสำหรับอุปกรณ์เครือข่าย รองรับ 51.2 Tb/s

Broadcom เปิดตัว Tomahawk 5 ชิปประมวลผลสำหรับอุปกรณ์เครือข่าย รองรับ Switching Capacity 51.2 Tb/s

Credit: Broadcom

Broadcom StrataXGS Tomahawk 5 เป็นรุ่นต่อเนื่องจาก Tomahawk 4 ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะนั้นมีความเร็ว 25 Tbps ซึ่งในรุ่นนี้ Broadcom ได้ปรับปรุงให้มีความเร็ว Switching Capacity เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และเมื่อเทียบกับ Tomahawk 1 สามารถลดการใช้พลังงานลงไปได้ 95% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการใส่ฟีเจอร์ต่างๆที่สำคัญในการใช้งานในระบบ Data Center สมัยใหม่ลงไป เช่น Single-pass VxLAN Routing and bridging, Broadcom Cognitive Routing, Advanced Shared Packet Buffering, Programmable Inband Telemetry และ Hardware-based Link Failover ซึ่งล้วนจำเป็นต่อ AI/ML Workload โดยจุดเด่นอื่นๆที่สำคัญของ Tomahawk 5 มีดังนี้

  • รองรับการใช้งาน 800GbE จำนวน 64 Ports และ 200GbE จำนวน 256 Ports ภายในชิปเดียว สำหรับทำ Switching และ Routing
  • รองรับ 51.2 Tbps แบบ Shared-buffer มี Latency ต่ำ เหมาะสำหรับโปรโตคอล RoCEv2 และ RDMA
  • รองรับ 100G PAM4 SerDes Interface
  • รองรับการใช้งาน High-precision PTP และ SyncE สำหรับ Time Synchronization
  • มีหน่วยประมวลผล ARM จำนวน 6 ตัว รองรับ High-Bandwith Application, Streaming Telemetry และ On-chip statistics summarization
  • พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมขนาด 5nm ช่วยประหยัดพลังงาน
  • รองรับ Topology หลายรูปแบบ ทั้ง Clos และ non-Clos เช่น Torus, Dragonfly, Dragonfly+ และ Megafly

ตัวชิปจะมาพร้อม SAI (Switch Abstraction Interface) และ Broadcom SDK เพื่อรองรับ Application หรือ OS ที่จะนำมาใช้งาน ปัจจุบัน Broadcom ได้วางจำหน่าย Tomahawk 5, BCM78900 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลูกค้าสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ทันที

ที่มา: https://investors.broadcom.com/news-releases/news-release-details/broadcom-ships-tomahawk-5-industrys-highest-bandwidth-switch

from:https://www.techtalkthai.com/broadcom-launches-tomahawk-5-chip-for-network-switching-support-51-2-tb-per-second/

Cisco Business Switch (CBS): อุปกรณ์ Switch สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ตอบโจทย์การออกแบบระบบเครือข่ายได้ในราคาย่อมเยาว์

Cisco Business Switch หรือ Cisco CBS นี้เป็น Switch ขนาดเล็กที่มีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น โดยรองรับการเชื่อมต่อและจัดการเครือข่ายในระดับ Layer 2 และ Layer 3 ซึ่งมีทั้งรุ่นทั่วไปและรุ่น Power over Ethernet (PoE) ให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ พร้อมความสามารถด้าน Network Security เบื้องต้นให้ใช้งานเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายของธุรกิจได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีผู้ใช้งานสูงสุดไม่เกินกว่า 200 – 250 คน, ระบบเครือข่ายภายในบ้านหรือคฤหาสน์ขนาดใหญ่ และสาขาหรือหน้าร้านของธุรกิจ

จุดเด่นของ Cisco CBS มีด้วยกัน 3 ประการ ดังนี้

 

Credit: Cisco

 

1. Simple – ใช้งานง่าย ด้วยเครื่องมือบริหารจัดการที่หลากหลาย

นอกเหนือจาก Cisco Business 110 Series ที่เป็น Unmanaged Switch แล้ว สำหรับ Switch รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 220, 250 หรือ 350 นั้นจะมีทางเลือกให้บริหารจัดการได้หลากหลาย ได้แก่

  • Mobile App สำหรับการตั้งค่าเริ่มต้นอย่างง่ายดาย พร้อมเครื่องมือเบื้องต้นในการตรวจสอบการทำงานและการแก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวก
  • On-Box WebUI ระบบริหารจัดการอุปกรณ์ผ่านหน้าเว็บที่มีให้ใช้งานได้ในตัว
  • Cisco Business Dashboard เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบครบวงจร ที่รองรับได้ทั้งการบริหารจัดการระบบเครือข่ายในหลายสาขาได้จากศูนย์กลาง, การติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แบบ Zero Touch ไปจนถึงการทำ Lifecycle Management สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายทั้งหมด

 

Credit: Cisco

 

2. Flexible – ยืดหยุ่นรองรับทุกโจทย์ ด้วย 1/10 GbE และ PoE/PoE+

ด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นที่มีให้เลือกใช้งานได้อย่างครอบคลุมทั้งในแง่ของความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่าย, จำนวน Port ที่ต้องการใช้งาน, การรองรับ PoE/PoE+, ความสามารถในการบริหารจัดการ และอื่นๆ ก็ทำให้ Cisco CBS นี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ Switch ตระกูลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ในธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างหลากหลาย

สำหรับรุ่นต่างๆ ของ Cisco CBS จะมีให้เลือกใช้งานได้ดังนี้

  • Cisco Business 110 Series Unmanaged Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 5x 1GbE ถึง 24x 1GbE และมีรุ่น PoE ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af และใช้ระบบระบายอากาศแบบ Fanless ทั้งหมด Switch รุ่นนี้จะไม่สามารถทำการบริหารจัดการได้
  • Cisco Business 220 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้
  • Cisco Business 250 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Static Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้
  • Cisco Business 350 Series Managed Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Dynamic Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมเสริมความสามารถด้านความมั่นคงทนทานเพิ่มเติม และการทำ Stacking รองรับระบบเครือข่ายที่เติบโตได้อย่างคุ้มค่า

ทั้งนี้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการออกแบบระบบเครือข่ายให้มีความมั่นคงทนทานที่สูงยิ่งขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า Cisco CBS 350 Series นั้นสามารถรองรับการทำ Stacking ได้ ซึ่งเมื่อนำมาใช้รวมกับการออกแบบระบบเครือข่ายให้มี Redundancy ก็จะช่วยให้ระบบเครือข่ายนั้นมีความมั่นคงทนทานที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน ความคุ้มค่าในการจ่ายพลังงานของ PoE/PoE+ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Cisco CBS มีความสามารถที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดังนี้

  • มีการใช้งานมาตรฐาน 802.3az เพื่อลดการจ่ายพลังงานไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ในยามที่ไม่ได้มีการใช้งานมากนัก
  • สามารถหยุดจ่ายพลังงานได้โดยอัตโนมัติหากพบว่า Link ที่จ่ายพลังงานนั้นไม่ได้มีการรับส่งข้อมูล และดำเนินการจ่ายพลังงานต่อได้อัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ปลายทางกลับมาเปิดใช้งาน
  • มีการตรวจสอบระยะทางของสาย Ethernet และปรับอัตราการจ่ายพลังงานให้เหมาะสมคุ้มค่าโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ

 

Credit: Cisco

 

3. Secure – มั่นคงปลอดภัย ด้วยความสามารถในการปกป้องระบบเครือข่ายและผู้ใช้งาน

นับวันประเด็นด้านภัยคุกคามไซเบอร์นั้นได้ยิ่งกลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับธุรกิจในทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มักตกเป็นเป้าของการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้มักมีการป้องกันระบบ IT ที่ไม่เข้มแข็งมากนัก

ภายใน Cisco CBS นี้ยังได้มีการผสานรวมความสามารถด้าน Network Security เบื้องต้นให้ภาคธุรกิจได้นำไปใช้งาน เพื่อปกป้องระบบเครือข่ายจากภัยคุกคามหรือเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน โดยมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • IEEE 802.1X Port Security สำหรับการยืนยันตัวตนเพื่อเชื่อมต่อเครือข่าย ทั้งสำหรับผู้ใช้งาน และอุปกรณ์ IoT
  • VLAN แบ่งสัดส่วนเครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีต่อเนื่องภายในเครือข่าย
  • Encryption เข้ารหัสข้อมูลการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์เครือข่ายด้วย SSL
  • Threat Protection ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น DoS Prevention, IP-MAC Port Binding (IPMB), IPv6 First Hop Security และอื่นๆ อีกมากมาย

 

Credit: Cisco

 

จะเห็นได้ว่า Cisco CBS นี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ PC, Notebook หรือการรองรับอุปกรณ์ Wireless Access Point, IoT Device และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรุ่นที่มีให้เลือกได้อย่างหลากหลายนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกในการออกแบบระบบเครือข่ายให้สอดคล้องกับงบประมาณและความต้องการที่มีได้อย่างเหมาะสม

Cisco Business Dashboard เปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการระบบเครือข่ายในธุรกิจขนาดเล็ก ให้สะดวก ง่ายดาย และครอบคลุมไม่แพ้ธุรกิจองค์กร

ในแง่ของการบริหารจัดการ หนึ่งในเครื่องมือที่โดดเด่นจาก Cisco นี้ก็คือ Cisco Business Dashboard ที่รองรับได้ทั้งการบริหารจัดการ Switch, Wireless AP และ Router ได้ในหนึ่งเดียว โดยมีความสามารถที่น่าสนใจ ดังนี้

 

Credit: Cisco

 

  • ช่วยติดตั้งอุปกรณ์ได้แบบ Zero-Touch ทำการตั้งค่าล่วงหน้าในระบบผ่าน Template ก่อนจะนำอุปกรณ์มาติดตั้งแบบอัตโนมัติ
  • ทำ Automation ด้วยการค้นหาอุปกรณ์เครือข่ายในระบบและสร้าง Network Diagram ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น และเปิด Ticket ให้ด้วยตนเอง
  • มีหน้า Monitoring Dashboard ที่สามารถปรับแต่งให้ตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบเครือข่ายได้ตามต้องการ
  • ทำ Lifecycle Management ให้กับอุปกรณ์เครือข่าย ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบสถานะ Maintenance และ Warranty ไปจนถึง End-of-Life ของแต่ละอุปกรณ์
  • ติดตั้งใช้งานได้ทั้งแบบ On-Premises และบน Cloud

สนใจ Cisco Small Business Solutions ติดต่อทีมงาน Cisco ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจ Cisco Small Business Solutions ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Cisco เพื่อขอรับคำแนะนำ, ข้อมูลเพิ่มเติม, การออกแบบระบบ Network และ Security ไปจนถึงการสอบถามข้อมูลในประเด็นต่างๆ ได้ทันทีที่ https://www.facebook.com/ciscoth

หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Cisco Small Business Solutions ได้แก่ Ingram Micro, VSC-ECS และ Synnex ได้ทันที

 

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-business-switch-cbs-introduction/

แนะนำ Cisco Small Business Solutions: โซลูชัน Network และ Security สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่สามารถเพิ่มขยายรองรับการเติบโตไปสู่การเป็นธุรกิจองค์กรได้

ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางนั้นถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตของระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ทุกธุรกิจล้วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจและเติบโตอย่างมั่นคง ระบบ Network และ Security ที่ดีย่อมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Cisco Small Business Solutions ซึ่งเป็นโซลูชันที่ได้รวบรวมเอาเทคโนโลยีทางด้าน Network และ Security จาก Cisco ในระดับธุรกิจองค์กร มาปรับแต่งให้เหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน โดยมี 5 โซลูชันที่โดดเด่น ดังนี้

 

 

1. Cisco Business Switch (CBS): อุปกรณ์ Switch สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ตอบโจทย์การออกแบบระบบเครือข่ายได้ในราคาย่อมเยาว์

 

Credit: Cisco

 

Cisco Business Switch หรือ Cisco CBS นี้เป็น Switch ขนาดเล็กที่มีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น โดยรองรับการเชื่อมต่อและจัดการเครือข่ายในระดับ Layer 2 และ Layer 3 ซึ่งมีทั้งรุ่นทั่วไปและรุ่น Power over Ethernet (PoE) ให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ พร้อมความสามารถด้าน Network Security เบื้องต้นให้ใช้งานเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายของธุรกิจได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีผู้ใช้งานสูงสุดไม่เกินกว่า 200 – 250 คน

 

สำหรับรุ่นต่างๆ ของ Cisco CBS จะมีให้เลือกใช้งานได้ดังนี้

  • Cisco Business 110 Series Unmanaged Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 5x 1GbE ถึง 24x 1GbE และมีรุ่น PoE ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af และใช้ระบบระบายอากาศแบบ Fanless ทั้งหมด Switch รุ่นนี้จะไม่สามารถทำการบริหารจัดการได้
  • Cisco Business 220 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้
  • Cisco Business 250 Series Smart Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Static Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้
  • Cisco Business 350 Series Managed Switch มีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่น 8x 1GbE ถึง 48x 1GbE พร้อม Uplink 2/4x 1GbE SFP หรือ 4x 10GbE SFP+ และมีรุ่น PoE+ ให้เลือกใช้งานได้โดยรองรับมาตรฐาน 802.3af/802.3at และมีรุ่นที่ใช้ระบบระบายอากาศทั้งแบบ Fanless และแบบที่ใช้พัดลม Switch รุ่นนี้สามารถบริหารจัดการได้ทั้งทาง CLI, Web, Cisco Business Mobile App และ Cisco Business Dashboard ซึ่งรองรับการตั้งค่าด้าน Network Security เบื้องต้นเช่น ACL, Port Security, 802.1X และอื่นๆ ได้ รวมถึงยังรองรับการทำ Layer 3 Dynamic Routing และความสามารถที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมเสริมความสามารถด้านความมั่นคงทนทานเพิ่มเติม

 

Credit: Cisco

 

จะเห็นได้ว่า Cisco CBS นี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ PC, Notebook หรือการรองรับอุปกรณ์ Wireless Access Point, IoT Device และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรุ่นที่มีให้เลือกได้อย่างหลากหลายนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกในการออกแบบระบบเครือข่ายให้สอดคล้องกับงบประมาณและความต้องการที่มีได้อย่างเหมาะสม

 

2. Cisco Meraki: ระบบเครือข่ายที่ควบคุมได้ผ่าน Cloud

สำหรับธุรกิจที่มีสาขากระจายอยู่หลายแห่ง และต้องการการบริหารจัดการระบบ Network และ Security ที่ง่ายดายผ่านระบบ Cloud ทาง Cisco ก็พร้อมตอบโจทย์ด้วย Cisco Meraki ผู้นำระบบ Cloud Networking ที่มีรุ่นขนาดเล็กสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้เป็นอย่างดี ด้วยโซลูชันที่น่าสนใจดังนี้

 

Credit: Cisco

 

  • Wireless ระบบ Cloud Wi-Fi ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูง, การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, การจัดการด้าน Security และการควบคุมผู้ใช้งานได้ผ่าน Cloud
  • Switching ระบบ Cloud Switch ที่สามารถตรวจสอบแก้ไขปัญหาระบบเครือข่ายในแต่ละสาขาได้อย่างง่ายดายผ่าน Cloud เสมือนผู้ดูแลระบบ IT กำลังตรวจสอบแก้ไขปัญหาอยู่ในสาขานั้นๆ โดยตรง
  • MDM ระบบบริหารจัดการอุปกรณ์ PC, Notebook, Smartphone และ Tablet อย่างครบวงจร ช่วยติดตามและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้ผ่าน Cloud ทำให้การดูแลรักษาอุปกรณ์ IT โดยรวมเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

 

Credit: Cisco

 

  • Secure SD-WAN ระบบ SD-WAN และ Firewall ที่บริหารจัดการได้ผ่าน Cloud ช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยในระบบเครือข่าย พร้อมเชื่อมต่อสาขาทั้งหมดและผู้ใช้งานจากภายนอกองค์กรให้สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา
  • Cellular Gateway ระบบ WAN สำหรับเชื่อมต่อโครงข่าย 4G/5G โดยเฉพาะ ช่วยให้ระบบเครือข่ายสามารถใช้งานได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถเดินสายระบบ Internet ได้

 

Credit: Cisco

 

  • Smart Camera กล้อง IP Camera อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับ Cloud พร้อม AI ที่จะช่วยตรวจจับเหตุการณ์สำคัญและทำงานได้อย่างเป็นอัตโนมัติในตัว
  • Sensor อุปกรณ์ Sensor หลากหลายรูปแบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Cloud และส่งข้อมูลไปยังระบบ IoT Application ได้ทันที

 

3. Cisco Umbrella: Cloud Cybersecurity & SASE ปกป้องผู้ใช้งานผ่าน Cloud ไม่ว่าผู้ใช้งานจะทำงานจากที่ใด

 

Credit: Cisco

 

Cisco Umbrella คือโซลูชัน Cloud Cybersecurity ที่ยก Firewall ขึ้นไปอยู่บน Cloud พร้อมเสริมความสามารถอื่นๆ เช่น DNS-Layer Security, Secure Web Gateway, CASB และ Threat Intelligence เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ IT และ Cybersecurity สามารถปกป้องผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กรจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ เสมือนผู้ใช้งานคนนั้นๆ นั่งทำงานอยู่ภายในองค์กร และได้รับการปกป้องโดยโซลูชันด้าน Network Security ที่หลากหลาย

ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถเลือกใช้ Cisco Umbrella เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องผู้ใช้งานได้ทันที โดยการใช้ Cisco Umbrella ในรูปแบบ Cloud นี้ จึงทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น ปกป้องทุกอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน Cisco Umbrella ได้ทันทีที่ https://signup.umbrella.com/

 

4. Cisco Duo: 2-Factor Authentication & Single Sign-On ใช้งาน Business Application บน Cloud และใน Data Center ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

 

Credit: Cisco

 

Cisco Duo คือโซลูชันที่มุ่งเน้นเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการยืนยันตัวยตนของผู้ใช้งานเพื่อเข้าใช้ Business Application ต่างๆ ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถดังต่อไปนี้

 

Credit: Cisco

 

  • Multi-Factor Authentication เสริมความมั่นคงปลอดภัยอีกชั้นในการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งานระบบ Business Application หรือ Authentication ต่างๆ ด้วยการนำ App Push, Passcode, SMS, Phone Call, Hardware Token, U2F และ Biometrics มาใช้ในการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
  • Device Trust ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ก่อนอนุญาตให้เข้าใช้งานระบบ Business Application ใดๆ พร้อมมีตัวช่วยในการแก้ไขปรับปรุงให้อุปกรณ์นั้นๆ มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่ต้องการ
  • Adaptive Access Policies กำหนดสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งานในการเข้าใช้ระบบต่างๆ อย่างยืดหยุ่นตามระดับสิทธิ์ของผู้ใช้งาน, ระดับความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เข้าใช้งาน, App ปลายทางที่ต้องการเข้าใช้งาน และยังสามารถทำการยับยั้งการเชื่อมต่อได้ถึงระดับเครือข่าย
  • Remote Access เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้การเชื่อมต่อ VPN จากผู้ให้บริการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Microsoft, AWS, Google และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงใน Duo เองก็ยังมี Duo Network Gateway เป็นอีกทางเลือกทดแทนการวางระบบ VPN เพื่อเปิดให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อจากภายนอกเข้ามาทำงานภายในระบบเครือข่ายขององค์กร
  • Single Sign-On (SSO) สำหรับธุรกิจที่มี Business Application ในการทำงานที่หลากหลาย Cisco Duo สามารถให้บริการ SSO เพื่อให้ผู้ใช้งานทำการยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียวก่อนเข้าใช้งาน Business Application ทั้งหมดในองค์กรตามสิทธิ์ของตนเองได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและง่ายดาย

 

Credit: Cisco

 

การใช้ Cisco Duo จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดเหตุกรณีที่ Username และ Password ของผู้บริหารหรือพนักงานหลุดรั่วไปสู่มือผู้ไม่ประสงค์ดี ระบบ Business Application ของธุรกิจก็จะยังมั่นคงปลอดภัยไม่สามารถถูกเข้าถึงจาก Username / Password ชุดนั้นๆ ได้ เพราะมีการทำ 2-Factor Authentication ป้องกันเอาไว้อีกชั้นนั่นเอง

ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน Cisco Duo ได้ฟรี 30 วันทันทีที่ https://signup.duo.com/

 

5. Cisco Secure Email: ปกป้องทุก Email ให้ปลอดภัย ไม่ว่าจะใช้ระบบ Email ใดอยู่

 

Credit: Cisco

 

Email นั้นถือเป็นหนึ่งในช่องทางหลักสำหรับทุกๆ การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ ในขณะที่ภัยคุกคามที่มุ่งเน้นโจมตีภาคธุรกิจผ่านทาง Email ก็มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางเองก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีเหล่านี้ได้เช่นกัน

Cisco Secure Email คือโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ โดยไม่ว่าธุรกิจจะใช้งานระบบ Email ของผู้ให้บริการรายใด อย่างเช่น Microsoft, Google, ผู้ให้บริการ Email ในประเทศไทย หรือการตั้งระบบ Email Server ด้วยตนเอง Cisco Secure Email ที่เป็นบริการ Cloud นี้ก็สามารถช่วยตรวจสอบ Email ทุกฉบับที่มีการรับส่งทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงปลอดภัยได้

 

สนใจ Cisco Small Business Solutions ติดต่อทีมงาน Cisco ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจ Cisco Small Business Solutions ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Cisco เพื่อขอรับคำแนะนำ, ข้อมูลเพิ่มเติม, การออกแบบระบบ Network และ Security ไปจนถึงการสอบถามข้อมูลในประเด็นต่างๆ ได้ทันทีที่ https://www.facebook.com/ciscoth

หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Cisco Small Business Solutions ได้แก่ Ingram Micro, VSC-ECS และ Synnex ได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-small-business-solutions-introduction/

[Guest Post] Vertiv เปิดตัว Rack Transfer Switch กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้พลังงานสำรองแบบ Redundant เพื่อการใช้งานไอที และเอดจ์คอมพิวติ้งที่ตั้งกระจายกันอยู่คนละที่ในเอเชีย

Vertiv™ Geist™ Rack Transfer Switch สลับไปใช้แหล่งพลังงานอื่นโดยอัตโนมัติภายใน 4 ถึง 8 มิลลิวินาที   

Vertiv  (NYSE: VRT) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญและโซลูชันด้านความต่อเนื่องระดับโลก แถลงข่าวเปิดตัว Vertiv™ Geist™ Rack Transfer Switch (RTS) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ Transfer Switch รุ่นใหม่ที่ให้พลังงานสำรองแบบ Redundant แก่อุปกรณ์ที่มีสายเดียว (single-corded) โดยตอนนี้มีจำหน่ายแล้วทั่วทั้วเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อเมริกาเหนือ และภูมิภาคละตินอเมริกาด้วย ทั้งนี้อุปกรณ์ Geist Rack Transfer Switch สามารถสลับไปใช้แหล่งพลังงานอื่นได้อย่างน่าเชื่อถือเมื่อแหล่งพลังงานหลักล้มเหลวหรือไม่พร้อมใช้งาน อีกทั้งอุปกรณ์ยังประหยัดพื้นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในเครือข่ายไอทีและอุปกรณ์เอดจ์ที่ตั้งกระจายกันอยู่คนละที่

โดยในทันทีที่อุปกรณ์ Vertiv Geist RTS ตรวจพบการสูญเสียพลังงาน อุปกรณ์จะสลับโหลดไปยังแหล่งอื่นโดยอัตโนมัติอย่างฉับไวภายใน 4 ถึง 8 มิลลิวินาที ซึ่งทำให้เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์สำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับกระแสไฟสามารถทำงานต่อไปได้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการหยุดทำงานตามที่กำหนดไว้หรือไม่ได้วางแผนไว้ก็ตาม ปัจจุบันรุ่นพื้นฐานแบบ Upgradeable และรุ่นพื้นฐานแบบ Enhanced Intelligence มีวางจำหน่ายแล้ว โดยรุ่น Switched Outlet Level Monitored จะเปิดตัวภายหลังในปี 2565  อย่างไรก็ตามรุ่นพื้นฐานแบบ Upgradeable นั้นมีคุณสมบัติที่จำเป็นด้านความอัจฉริยะที่ทันสมัย ที่มาพร้อมกับตัวเลือกในการอัปเกรดเทคโนโลยีตามความต้องการใช้งานที่เปลี่ยนไป ส่วนรุ่นพื้นฐานแบบ Enhanced Intelligence ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นข้อมูลการใช้พลังงานของอุปกรณ์ไอทีที่สำคัญได้อย่างครอบคลุม โดยมีจำหน่ายทั้งแบบใช้ที่แร็คและแบบที่เข้าถึงจากระยะไกล

อุปกรณ์ Geist RTS มี Rack Mount ให้เลือกทั้งแบบ 1U และ 2U ผู้ใช้จึงสามารถติดตั้งหน่วยจ่ายไฟของแร็ค (rPDU) เข้าไปได้อย่างง่ายดายภายในพื้นที่รูปตัว U ของแร็คหรือตู้มาตรฐานแบบใดก็ได้  แต่ละรุ่นที่เลือกใช้สามารถใช้งานได้กับ Combination Outlet C13/C-19 ซึ่งเอื้อให้องค์กรสรรหาและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น และลูกค้าก็สามารถเลือกใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น

คุณ Wesley Lim ผู้อำนวยการอาวุโสด้านระบบไอทีและการจัดการแห่งเวอร์ทีฟ เอเชีย กล่าวว่า ” Vertiv เป็นผู้นำด้านโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ตามต้องการ ซึ่งสอดรับกับความต้องการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมุ่งตอบสนองความต้องการใช้งานเพื่อรองรับเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันเอดจ์ IoT และ 5G ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่หลายคนเริ่มเปลี่ยนจากคอมพิวติ้งไปใช้ในเอดจ์มากขึ้น การใช้งานแร็คเดี่ยวอาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักเมื่อเกิดไฟฟ้าขัดข้อง พลังงานสำรองจึงเป็นอุปกรณ์สนับสนุนที่สำคัญตัวหนึ่งในการใช้งานไอทีหรืออุปกรณ์เอดจ์ที่ตั้งกระจายอยู่หลายแห่ง”

นอกจากจะสามารถจ่ายพลังงานสำรองได้แล้ว  Vertiv™ Geist™ RTS ยังตรวจสอบสภาพแวดล้อมไอทีแบบเฝ้าระวังได้ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และการไหลของอากาศได้ ผู้ใช้ยังมีตัวเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพคุณสมบัติการตรวจสอบอุปกรณ์ด้วยการตรวจสอบการใช้พลังงานของไอทีจากระยะไกล โดย Vertiv Geist RTS สามารถรองรับได้ถึง 24 เต้ารับสำหรับการกำหนดค่าแร็คที่มีความหนาแน่นสูงขึ้น

Vertiv Geist RTS เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานด้านต่าง ๆ ได้แก่ การธนาคาร การดูแลสุขภาพ การให้บริการด้านการเงิน การศึกษา พลังงาน ภาครัฐ และการขนส่งที่ใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก เครือข่ายไอทีแบบกระจายตัว หรือดาต้าเซ็นเตอร์แบบเอดจ์

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Vertiv และผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ที่ Vertiv.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vertiv-rack-transfer-switch/

อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center โดย HPE Aruba

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ได้ออกมาอัปเดตถึงแนวโน้มด้านการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center ที่ปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแนะนำสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถขยายการเชื่อมต่อในอนาคตได้ดีกว่า โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาในการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center

เมื่อองค์กรต้องการอัปเกรดหรือสร้างระบบเครือข่ายภายใน Data Center ขึ้นมาใหม่ ควรพิจารณาถึง 7 ประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนและผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ามากที่สุด

  1. High Speed & Cost – อินเทอร์เฟซของเซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบันเริ่มหันไปใช้การเชื่อมต่อแบบ 10G, 25G และ 50G มากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเครือข่ายภายใน Data Center จึงต้องอัปเกรดแบนด์วิดท์ไปสู่ระดับ 40G, 100G หรือ 400G ตาม
  2. Low Latency – แอปพลิเคชันสมัยใหม่อาจไม่ได้ต้องการ Latency ระดับมิลลิวินาทีอีกต่อไป เช่น แอปพลิเคชันสำหรับเทรด อาจต้องการ Latency ต่ำถึงระดับ 10 ~ 100 นาโนวินาที องค์กรจำเป็นต้องจัดเตรียมฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
  3. Size & Consumption – ยิ่งองค์กรใช้ฮาร์ดแวร์ที่มี Port Density (จำนวนพอร์ตต่อขนาดฮาร์ดแวร์) สูง ยิ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในตู้ Rack และลดการบริโภคพลังงานลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแล Data Center ได้เป็นอย่างดี
  4. Extensibility – ความสามารถในการรองรับการขยายระบบได้ง่ายในอนาคต
  5. Reliability – ความเสถียรของระบบเครือข่ายที่ต้องสามารถรองรับการทำแบบ 27x7x365 รวมไปถึงการออกแบบระบบสำรองที่ช่วยให้ระบบเครือข่ายยังคงดำเนินต่อไปได้แม้จะมีอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งหยุดทำงานอย่างไม่คาดฝัน
  6. Support / SLA – จัดเตรียมอุปกรณ์สำรองให้พร้อมตลอดเวลา เพื่อแทนทีอุปกรณ์ที่มีปัญหาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  7. Integration & Automation – นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดการเกิด Human Error ในระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อน รวมไปถึงออกแบบระบบเครือข่ายให้รองรับการทำงานร่วมกับ 3rd Parties เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ

Leaf/Spine – สถาปัตยกรรมเครือข่ายภายใน Data Center แบบ 2 Tiers ยุคใหม่

จากการศึกษาของ HPE Aruba พบว่า พฤติกรรมของทราฟฟิกที่เกิดขึ้นภายใน Data Center เปลี่ยนไปจากเดิม ร้อยละ 70 ของ Workload จะเป็นการประมวลผลภายใน Data Center เอง หรือกล่าวได้ว่าเป็นทราฟฟิกประเภท East-West ซึ่งการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Multi-tiers สมัยก่อนที่ประกอบด้วย Core – Distribution – Access เพื่อเน้นการรับส่งข้อมูลแบบ North-South จึงไม่ตอบโจทย์ความต้องของ Data Center ยุคใหม่อีกต่อไป การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ 2 Tiers (Spines & Leafs) ที่เน้นการรับส่งข้อมูลแบบ East-West และมีความซับซ้อนน้อยกว่า รวมไปถึงสามารถขยายระบบในอนาคตได้ง่าย จึงเป็นทางเลือกใหม่ของ Data Center ในปัจจุบัน

สำหรับการออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Spines & Leafs นั้น จะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบตามขนาดของ Data Center และความต้องการด้านการขยายระบบในอนาคต ดังนี้

  • Spine (Top of Rack) – ใช้ Spine Switch เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์โดยตรง บริหารจัดการง่าย เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดเล็กที่ไม่ต้องการขยายระบบมากในอนาคต
  • Layer 2 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 2 ซึ่งยังคงง่ายต่อการบริหารจัดการ เหมาะสำหรับ Data Center ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ไม่เกิน 1,000 Server Ports) และมีแนวโน้มจะขยายระบบเพิ่มในระดับหนึ่ง
  • Layer 3 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 3 ลดข้อจำกัดด้านจำนวน VLAN สามารถขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากได้ในอนาคต
  • VxLAN Overlay – ต่อยอดจาก Layer 3 Leaf/Spine ด้วยการครอบ VxLAN เพื่อให้แต่ละเซิร์ฟเวอร์รับส่งข้อมูลหากันได้ง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากหรือมีหลายๆ Data Center ในอนาคต

Centralized Services Architecture ไม่เหมาะต่อการขยายระบบ Data Center

โดยทั่วไปแล้ว การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine สามารถแบ่งกลุ่ม Leaf Switch ออกได้ตามประเภทของแอปพลิเคชันหรือเซอร์วิสที่ใช้งาน เช่น Compute Leaf, Storage Leaf, Service Leaf, Border/Edge Leaf เป็นต้น อุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ เช่น Firewall และ Load Balance มักเชื่อมต่อผ่าน Service Leaf เพื่อให้เกิดการจัดการแบบรวมศูนย์ กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Centralized Services อย่างไรก็ตาม การโยกทราฟฟิกให้มาผ่าน Service Leaf ก่อนที่จะไปยังจุดหมายปลายทางนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ องค์กร ทั้งยังสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์และก่อให้เกิด Latency ที่สูง นอกจากนี้ยังไม่สามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย

HPE Aruba จึงได้นำเสนอสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services โดยนำบริการด้านเครือข่ายต่างๆ เช่น Firewall และ Load Balance มาใส่ไว้ใน Leaf Switch แทน เพื่อจัดการทราฟฟิกที่วิ่งผ่านโดยตรง เสมือนวางขวางหน้า Workload ไม่จำเป็นต้องโยกทราฟฟิกไปยัง Service Leaf อีกต่อไป ลดการก่อ Latency ที่เปล่าประโยชน์และเพิ่มความง่ายในการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือสามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย ตอบโจทย์ทั้งการทำ Macro และ Micro Segmentation

แนะนำ Aruba CX 10000 Distributed Services Switch

แน่นอนว่าการเพิ่มบริการด้านเครือข่ายอื่นๆ เข้าไปยัง Switch ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวม HPE Aruba จึงได้เพิ่มชิปเซ็ต Pensando ประสิทธิภาพสูงเข้าไปยัง Aruba CX 10000 – Distributed Services Switch สำหรับทำหน้าที่เป็น Data Processting Unit (DPU) ที่สามารถประมวลผลทราฟฟิกได้ด้วยความเร็วในระดับ 800G และจัดเก็บ State ของทราฟฟิกได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ HPE Aruba สามารถเสริมบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเข้าไปใน Switch ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Stateful Firewall, DDoS Protection, Encryption, NAT, Load Balancer, Flow Logging และอื่นๆ

สำหรับการบริหารจัดการนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • Aruba Fabric Composer – โซลูชัน Software-Defined Orchestration อัจฉริยะที่ใช้บริหารจัดการ Switch ในระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine ทั้งการทำ Provisioning และ Deployment
  • Pensando Policy Services Manager – ระบบการจัดการบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ ที่ให้บริการผ่านชิปเซ็ต Pensando

ผู้ที่สนใจการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Spines & Leafs ด้วยสถาปัตยกรรม Distributed Services สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center” โดยคุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com หรือโทรศัพท์ 085-912-8968

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-data-center-networking-trends-by-hpe-aruba/