คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_MANAGEMENT

“เทนเซ็นต์ คลาวด์” แนะโซลูชันคลาวด์สำคัญ ตัวช่วยผู้ประกอบการพร้อมรับปี 2566 [Guest Post]

ใช้ ‘คลาวด์-เอไอ’ เร่งเครื่องธุรกิจ เพิ่มศักยภาพรับมือการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หรือการทำ Digital transformation แน่นอนว่า ‘คลาวด์-เอไอ’ เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ เทนเซ็นต์ คลาวด์ กลุ่มธุรกิจคลาวด์ ภายใต้ เทนเซ็นต์ หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลกจึงได้นำเสนอโซลูชันคลาวด์-เอไอให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล โดยในปี 2566 ธุรกิจต่างๆ จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบดิจิทัล ตลอดจนยกระดับการให้บริการผ่านเทคโนโลยีคลาวด์-เอไอเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จากรายงาน Worldwide Digital Transformation Spending Guide[1] จัดทำโดยไอดีซี (IDC) บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก พบว่า ในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 และหลังจากสถานการณ์เริ่มการฟื้นตัว องค์กรต่างๆ ในเอเชีย/แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น และจีน) ได้เร่งการสร้าง Digital engagement รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์และบริการทางดิจิทัล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า รวมถึงการปรับแต่ง Customer Journey แบบ Personalized ซึ่งจะกลายเป็นไฮไลต์สำคัญที่ผลักดันให้การทำ Digital transformation เติบโตอย่างมั่นคง

มร. ชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ส่งผลให้การใช้เทคโนโลยีคลาวด์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเทคโนโลยีคลาวด์-เอไอ ยังสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานได้อีกเช่นกัน และในฐานะ ‘Digital Enabler’ เทนเซ็นต์ คลาวด์ มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการบริการดิจิทัลในประเทศไทยให้กับผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรม”

โซลูชันด้านความปลอดภัย หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุค Digital-First

ปัจจุบันกิจกรรมทางธุรกิจดิจิทัลมากมายล้วนแต่ต้องอาศัยการส่งต่อ จัดเก็บ คิดคำนวณ และถ่ายโอนข้อมูลแบบออนไลน์
องค์กรจึงต้องศึกษาข้อมูลเรื่องการดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้รอบด้าน เพื่อให้การขยายขีดความสามารถของธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเทนเซ็นต์ คลาวด์ มีโซลูชันคลาวด์ด้านความปลอดภัย ที่พร้อมให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ตามโจทย์ความต้องการ ตัวอย่างเช่น

  • Tencent Cloud Web Application Firewall (WAF) คือ โซลูชันป้องกันการโจมตีเว็บไซต์แบบครบวงจร ที่จะช่วยให้
    ผู้ใช้ทั้งภายใน และภายนอกเทนเซ็นต์ คลาวด์ รับมือกับปัญหาด้านความปลอดภัย อาทิ การโจมตี การบุกรุกเว็บไซต์ การแฮ็กตัวเว็บไซต์ ไวรัสโทรจัน การก่อกวนระบบ ไปจนถึงการเจาะระบบหลังบ้าน เพื่อปกป้องเว็บไซต์ และรักษา
    ความปลอดภัยให้กับการดำเนินธุรกิจบนเว็บไซต์
  • Tencent Anti-DDoS Advanced and Pro โซลูชันป้องกันการโจมตีเว็บไซต์ (ทั้งที่อยู่ใน และนอกเทนเซ็นต์ คลาวด์)
    โดย Anti-DDoS จะปกป้องเซิร์ฟเวอร์จากการโจมตีแบบ DDoS ในปริมาณมาก ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างเสถียรภาพ
    และความพร้อมใช้งานให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของผู้ใช้บริการได้

โซลูชันด้านเสียง และวิดีโอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า

ปัจจุบันการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายด้วยเสียง และวิดีโอแบบดิจิทัล กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ องค์กร
จึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ถอดแบบมาจากการติดต่อแบบพบหน้ากันได้อย่างไร้รอยต่อ โซลูชันคลาวด์ และ AI ของ Tencent Cloud ที่สามารถรองรับความต้องการด้านนี้ มีอยู่มากมาย ได้แก่

  • Tencent Real-Time Communication (TRTC) – โซลูชันสำหรับการโทร/วิดีโอกลุ่ม และการไลฟ์สตรีมมิง แบบอินเทอร์-แอคทีฟคุณภาพสูง รองรับกับทุกอุปกรณ์สื่อสาร
  • Tencent Online Video Platform – โซลูชันสำหรับการสร้างแพลตฟอร์ม OTT ครบวงจร ที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจ
    ไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายเล็กสามารถนำมาสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงของตัวเอง โดย Tencent Online Video Platform สามารถสร้างขึ้นมาได้ ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
  • Cloud Streaming Services (CSS) – บริการสตรีมมิงบนคลาวด์ ที่ให้ความมั่นใจทั้งในเรื่องเวลาหน่วงต่ำเป็นพิเศษ คุณภาพ และประสิทธิภาพของภาพที่สูงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถรองรับการเรียกใช้งานพร้อมกันในปริมาณมากๆ
    มาพร้อมคุณสมบัติในระดับมืออาชีพที่มีความเสถียร และคล่องตัว เช่น การถ่ายทอดสัญญาณสด การแปลงรหัส การแพร่สัญญาณ และการรับชมย้อนหลัง

โซลูชันเพื่อการขยายธุรกิจสู่ประเทศจีนแบบครบวงจร (China Connect)

หากพูดถึงการขยายตลาดต่างประเทศในยุคนี้ จีนถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจที่
จะเข้าไปสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่การทำธุรกิจในจีนอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะตลาดจีนมีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูง ทั้งในแง่ของสภาพการแข่งขัน พฤติกรรมผู้บริโภค กฎข้อบังคับ วัฒนธรรมต่างๆ ด้วยเหตุนี้ การมีพาร์ทเนอร์ที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในตลาดจีน รวมถึงมีเทคโนโลยี และดาต้าที่พร้อมใช้งานถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การเปิดประตู
สู่ตลาดจีนเป็นไปอย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จ

  • โซลูชัน China Connect ของเทนเซ็นต์ คลาวด์ – อีกหนึ่งบริการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ หรือองค์กรธุรกิจสามารถ
    เปิดประตูสู่ตลาดจีนได้สำเร็จ ด้วยการใช้เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาช่วยเสริมการดำเนินงาน
    ไม่ว่าจะเป็น การจดทะเบียนบริษัท (Registration) การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย (Security Compliance) การวางระบบธุรกิจ (Business Setup) การดำเนินงาน และการพัฒนา (Operation and Development) และโซลูชัน Go To Market (GTM Solutions) เป็นต้น โดยเทนเซ็นต์ คลาวด์ มุ่งนำเสนอโซลูชัน
    ที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละรายอย่างแม่นยำ จากประสบการณ์กว่า 20 ปีของเทนเซ็นต์ ผสานกับ
    ความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนอย่างลึกซึ้ง และปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับด้านความปลอดภัย
    ของข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด รวมถึงข้อกำหนดทุกข้อที่บังคับใช้ในประเทศจีน

โซลูชันเพื่อพัฒนา Web3 และ Metaverse รองรับ Mega Trend ที่กำลังมา

Web 3 คือ อีกขั้นของอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน และผู้สร้างสรรค์คอนเทนท์สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างอิสระ เทนเซ็นต์ คลาวด์ พร้อมนำเสนอเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานง่าย และปลอดภัย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง และปรับขนาดของ Web3 ได้ โดยโซลูชันเหล่านี้ของเทนเซ็นต์ คลาวด์พัฒนาขึ้นภายใต้ 5 แกนหลักสำหรับการสร้างแพลตฟอร์มบน Web3 ได้แก่

  • การสร้างการเติบโตทางธุรกิจ – โซลูชันที่ช่วยธุรกิจในการเข้าถึง และให้บริการลูกค้า ครอบคลุมตั้งแต่การสร้าง และเข้าถึงลูกค้ารายใหม่ ไปจนถึงการสื่อสารไปยังลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการแบบเจาะจง เพื่อผลักดันการเติบโต และรักษาฐานลูกค้าเดิม โดยเทนเซ็นต์ คลาวด์ นำเสนอหลากหลายบริการ อาทิ บริการข้อความสั้น อีเมลล์ การแจ้งเตือนบนหน้าจอ และ แพลตฟอร์มด้านลูกค้าสัมพันธ์อัจฉริยะ
  • เนื้อหา และความบันเทิง – โซลูชันภาพ และเสียงที่ครบวงจร เครื่องมืออัจฉริยะต่างๆ ที่ช่วยในการสร้างเนื้อหา
    ภาพนิ่งและวิดีโอ โดยเทนเซ็นต์ คลาวด์ นำเสนอโซลูชัน Tencent Cloud Real-time Cloud Rendering ที่สามารถ
    สร้างและสื่อสารภาพกราฟิกแบบเรียลไทม์ แบบครบวงจร และการสร้างแบบจำลองวัตถุขึ้นในโลกดิจิทัล และโซลูชัน
    การสร้างแบบจำลองผู้ใช้ (Avatar) แบบอัตโนมัติ
  • เครื่องมือพัฒนา – ให้บริการเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน
    ด้านการทำงาน และการดูแลรักษา อาทิ โซลูชัน Serverless Cloud Function (SCF) ที่ให้ธุรกิจสามารถมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปราศจากเซิร์ฟเวอร์แต่ยังคงมีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถพุ่งเป้าไปที่โค้ดหลักเท่านั้น
  • ความปลอดภัยโซลูชัน และผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยที่ครบวงจร อาทิ Tencent Cloud EdgeOne ให้บริการด้านความปลอดภัยแบบครบวงจร และ โซลูชัน Electronic Know-Your-Customer (eKYC) ป้องกันมิจฉาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ บริการระบบป้องกันการหลอกระบบ AI Face Recognition
  • IaaS/PaaS บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับโลกเพื่อตอบความต้องการการขยายตัว อาทิ Cloud Virtual Machine (CVM) บริการคลาวด์ที่เสถียร ปลอดภัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูง ครอบคลุมกว่า 26 ภูมิภาค และ
    70 พื้นที่ให้บริการ บริการ Tencent Blockchain as a Service (TBaaS) การสร้างระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ เป็นต้น

การผสานเทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อหลายๆ องค์กร โดยมีเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางยุค “การหลอมรวมดิจิทัลเข้าสู่โลกความจริง” (Immersive Convergence) ปัจจุบันนี้กระแสการใช้เทคโนโลยีได้เติบโตและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากส่งผลให้การเชื่อมต่อระหว่างโลกเสมือนและโลกความเป็นจริงแข็งแกร่งมากขึ้น อาทิ การใช้เสียง/วิดีโอ, แบบจำลองเสมือน, การโต้ตอบระยะไกล, การผสานรวม AR VR และ MR, เอไอ, บล็อกเชน และคลาวด์คอมพิวติ้ง ทางเทนเซ็นต์ คลาวด์จึงได้ให้การสนับสนุนโซลูชันต่างๆ ที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านเสียง/วิดีโอและเกมแก่องค์กรเพื่อพัฒนาธุรกิจในด้าน Metaverse ให้สมจริงดังนี้

  • การจำลองโลกเสมือนจริง (Reality Virtualization) การจำลองเสมือนจริงคือการสร้างสำเนาดิจิทัลให้สมจริง และใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด โดยใช้โซลูชัน Tencent Cloud Real-time Cloud Rendering
  • การเข้าถึงโลกเสมือน (Virtual Realization) คือ การทำให้โลกเสมือนกลายเป็นความจริงด้วยการฉายภาพดิจิทัล
    ให้มองเห็น และรับรู้ในโลกจริง โดยโซลูชันที่เกี่ยวข้อง คือ โซลูชัน Digital Human, Text Driven Digital Human Avatar based on Real-Time Capturing
  • การใช้อินเทอร์เน็ตมาผสานโลกความจริง และวัตถุ (Augmented Internet) คือ การเชื่อมต่อผู้คนเข้ากับการปฏิสัมพันธ์แบบ Real-Time และอาจให้มีการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่ เสมือนจริงผ่าน AR/VR โดยโซลูชันที่เกี่ยวข้อง คือ โซลูชัน Interactive Media & Communication อาทิ Game Multimedia Engine (GME) Tencent Rea-Time Communication (TRTC) Cloud Streaming Services (CSS) เป็นต้น
  • ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Smart Automation) คือ การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างแบบจำลอง และเชื่อมต่อกับโลกจริง โดยโซลูชันที่เกี่ยวข้อง คือ โซลูชันด้านการประมวลผล หรือ Computing อาทิ Tencent Cloud GPU Cloud Computing (GCC) , Edge Computing Cloud Connect Network (CCN) เป็นต้น

“เทนเซ็นต์ คลาวด์ มุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ทุกองค์กรประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในโลกยุคดิจิทัล ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันคลาวด์ที่หลากหลาย พร้อมด้วยความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจเชิงลึกในด้านการให้บริการแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานจากพื้นที่ให้บริการที่ครอบคลุม 70 พื้นที่ใน 26 ภูมิภาคทั่วโลก และการมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยถึง 2 แห่ง ที่ช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว เสถียร และปลอดภัย รวมถึงการมีทีมงานคนไทยที่มีเชี่ยวชาญให้การสนับสนุน และคำแนะนำต่างๆ ให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจในโลกดิจิทัล” มร. ชาง กล่าวสรุป

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เทนเซ็นต์ คลาวด์ ได้ที่นี่

[1] International Data Corporation (IDC) Worldwide Digital Transformation Spending Guide

from:https://www.techtalkthai.com/tencent-cloud-top-cloud-solution-2023-guest-post/

70 ปี IBM Thailand กับเป้าหมายดึง Hybrid Cloud และ AI ช่วยองค์กรไทย-คู่ค้าเติบโตอย่างยั่งยืน

ในงานครบรอบ 70 ปีของ IBM Thailand ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง IBM ได้ออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางของ IBM ในการนำเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนให้ลูกค้าและคู่ค้าทรานส์ฟอร์มและก้าวนำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน IBM มองว่าวันนี้เทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะ และได้วางโฟกัสนำ Hybrid Cloud และ AI เข้าสนับสนุนธุรกิจใน 5 ด้านหลัก คือ Automate, Data-Driven, Secure, Modernize โดยมีเป้าหมายปลายทางสูงสุดไว้ที่การ Transform 

ภายในงานยังมีการเชิญผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำของไทยมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และวิสัยทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เดอะมอลล์ และปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท. สผ.) ทำให้งานในครั้งนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลากหลายประเด็น และทางทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเนื้อหาเหล่านี้ไว้ดังนี้ครับ

7 ทศวรรษของการนำเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนความสำเร็จองค์กรไทย

คุณสวัสดิ์ อัศดารณ MD ของ IBM Thailand เปิดงานด้วยการเล่าย้อนถึงโครงการสำคัญต่างๆ ที่ IBM ได้มีส่วนนำเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนความสำเร็จตลอดช่วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งกับองค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ คู่ค้า ไปจนถึงภาคการศึกษา ที่สรุปไว้ภายใต้ 6 หมวดหลัก คือ

  1. การสนับสนุน National Platform โดย IBM เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยด้วยการนำเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนการทำสำมะโนการเกษตรและประชากรเป็นครั้งแรกของไทย และจากนั้นก็ได้เป็นกำลังหลักสนับสนุนแพลตฟอร์มสำคัญๆ ขององค์กรหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การโทรศัพท์ การบินไทย ปูนซิเมนต์ไทย เป็นต้น เมื่อไม่นานมานี้ IBM ยังได้มีโอกาสสนับสนุนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการพัฒนาแพลตฟอร์มพันธบัตรรัฐบาลแรกของโลกบนเทคโนโลยี blockchain รวมถึงแพลตฟอร์ม Letter of Guarantee ของ BCI ที่วันนี้มีธนาคารกว่า 19 แห่ง เปิดให้บริการ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรรัฐวิสาหกิจ รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำ  
  2. ระบบที่รองรับการทำธุรกรรมการเงินหลายล้านรายการต่อวัน โดย IBM ได้มีส่วนสนับสนุนไมล์สโตนสำคัญของสถาบันการเงินไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ ยุค 1970 กับการช่วยรองรับระบบ online banking ครั้งแรกของไทยโดยธนาคารกรุงเทพ  ยุค 1980 กับการสนับสนุนระบบ ATM เครื่องแรกของไทยของธนาคารไทยพาณิชย์ เรื่อยมาจนถึงระบบ high value fund transfer ที่ธปท. ในยุค 1990 และวันนี้ ระบบอย่างเมนเฟรมและเทคโนโลยีต่างๆ ของ IBM คือเบื้องหลังที่รองรับระบบ core banking และการทำธุรกรรมทางการเงินหลายล้านรายการต่อวันของแทบทุกธนาคารในประเทศไทย 
  3. ระบบอัจฉริยะเบื้องหลังภารกิจสำคัญ โดย IBM เป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้าน AI for Business และเป็นองค์กรแรกๆ ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์กรไทย ตัวอย่างเช่น การจับมือกับ INET นำ AI Vision ช่วยแพทย์ตรวจหาวัณโรคจากภาพ x-ray ทรวงอกในโรงพยาบาลทั่วประเทศ การนำ automation ช่วยพีทีที เทรดดิ้ง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดเวลาการจัดการกับการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้การค้า การนำ AI ช่วยเดอะมอลล์กรุ๊ปสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคล (personalized) เชื่อมต่อห้างฯ-ออนไลน์แบบไร้ขีดจำกัด หรือล่าสุด การช่วยสหมิตรถังแก๊สหรือ SMPC ปรับจาก E-Workflow สู่ Digital Workflow
  4. การช่วยสร้าง Future-ready Foundation ให้กับองค์กรไทย ยกตัวอย่างการช่วยกรุงศรีทรานส์ฟอร์มไปสู่สถาปัตยกรรมไอทียุคใหม่ และพัฒนาแพลตฟอร์ม Open API ที่จะเป็นรากฐานของบริการใหม่ๆ และการเชื่อมต่อคู่ค้าในอีโคซิสเต็มของธนาคารเข้ากับบริการดิจิทัลต่างๆ บนระบบเปิดที่ปลอดภัย การช่วยพัฒนา API Fabric ให้กับปตท.สผ. ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยอินทิเกรทและดึงข้อมูลจากหลายแหล่งและระบบทั่วทั้งองค์กร เพื่อเป็นมุมมองเชิงลึกที่นำมาใช้กับการวางแผนและตัดสินใจของส่วนงานต่างๆ เช่น การคาดการณ์การซ่อมบำรุงและอายุการใช้งานของอุปกรณ์สำคัญๆ การประเมินต้นทุน ค่าใช้จ่าย และผลกำไร ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนมหาศาลเพื่อขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น นอกจากนี้ IBM ยังได้มีส่วนเข้าไปช่วยองค์กรชั้นนำ replatform, modernize application และ reachitecture ระบบงานสำคัญในองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ AIS เป็นต้น
  5. การมุ่งมั่นสร้าง Future Talents & Workforce โดยนอกจากการช่วยวางรากฐานทางเทคโนโลยีแล้ว IBM ยังให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการวางรากฐานเรื่องคน ผ่านหลายโครงการสำคัญนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน จนถึงวันนี้ที่ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงคู่ค้า อาทิ เอ็นทีที เดต้า พัฒนา job-ready workforce โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีที่ขาดแคลน เพื่อเป็นบุคลากรสนับสนุนองค์กรไทยและประเทศต่อไป 
  6. Technology for Sustainability ซึ่งเป็นเรื่องที่ IBM ให้ความสำคัญมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โดย IBM เริ่มกำหนดนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงปี 1970 และสมัครใจที่จะเริ่มทำรายงาน corporate environmental report เองในปี 1990 อีก10 ปีต่อมาก็ประกาศเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนในทุกกระบวนการผลิต จนล่าสุด ก็ได้กำหนดให้ซัพพลายเออร์ที่ทำธุรกิจกับ IBM ต้องมีเป้าหมายและการจัดการในเรื่องนี้ และวันนี้ที่เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กร IBM จึงตระหนักดีว่าเทคโนโลยีคือส่วนสำคัญที่จะช่วยองค์กรบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ ตั้งแต่ชิปที่ใช้ใน systems ต่างๆ การนำ AI ช่วยเรื่อง intelligent assets management ไปจนถึงความจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมืออย่าง Envizi เพื่อช่วยจัดการ ESG report ที่ซับซ้อนและมีหลายร้อยเมทริค ซึ่งวันนี้กำลังกลายเป็นเกณฑ์สำคัญที่ธุรกิจในยุโรปต้องเริ่มจัดทำรายงานอย่างเป็นระบบ และแน่นอนว่าอีกไม่นานย่อมเป็นวาระที่องค์กรไทยต้องลงมือจริงจัง

เจาะลึก Future Forward Technology 

คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ยังได้เจาะประเด็น Future Forward Technology โดยเจาะลึกถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะมีความสำคัญต่อธุรกิจในวันนี้และอนาคต

เริ่มต้นด้วย Hybrid Cloud ที่จะเป็น IT Infrastructure สำคัญที่จะช่วยเร่งให้ธุรกิจองค์กรสามารถปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงเทคโนโลยีและธุรกิจได้อย่างคล่องตัว คุ้มค่า โดยกุญแจสำคัญนั้นก็คือการช่วยให้ Software Developer ภายในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รองรับการพัฒนานวัตกรรมหรือความสามารถใหม่ๆ ให้กับ Software ของธุรกิจได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ ต่างจากในอดีตที่อาจเคยต้องใช้เวลาหลายเดือน

ในขณะเดียวกัน การใช้ Hybrid Cloud ในธุรกิจก็สามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้มากถึง 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้บริการ Cloud จากผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายเดียว ซึ่งปัจจุบัน Hybrid Cloud ก็ถูกใช้งานในกลุ่มธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มากแล้วถึง 80% และเป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วยเช่นกัน 

สำหรับ AI นั้น คุณสุรฤทธิ์ได้แบ่งปันถึงมุมมองของ IBM ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการด้าน AI ทั่วโลกจำนวนมาก ว่าองค์กรธุรกิจนั้นได้นำ AI ไปใช้ใน 3 รูปแบบหลักด้วยกัน ได้แก่

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มนุษย์ไม่อาจทำด้วยตนเองได้ จากข้อมูลสถิติที่เกิดขึ้นว่าในทุกวันนี้ มี Data ที่ถูกสร้างในแต่ละวันมากถึง 2.5 Quintillion ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลระดับนี้ ปัจจุบันมีเพียงแค่ AI เท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ได้ รวมถึงการทำ Trustworthy AI ที่พัฒนาแนวทางเพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้และทำงานได้อย่างไม่มี Bias 
  2. การทำ Business Workflow Automation เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่สภาวะการเป็นสังคมสูงวัย โดยจากการสำรวจของ IBM นั้นพบว่าผู้บริหารกว่า 30% มองว่า AI และ Automation สามารถช่วยลดเวลาที่พนักงานต้องใช้กับงานบางประเภทได้ และทำให้พนักงานสามารถนำศักยภาพและความสามารถของตนเองไปใช้กับงานอื่นๆ สร้างคุณค่าเพิ่มเติมให้กับตนเองและธุรกิจได้
  3. การจัดการด้าน Cybersecurity ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยปริมาณมหาศาลในแบบ Real-Time เพื่อให้ตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจได้อย่างชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญนั้นก็คือการนำ AI เข้ามาช่วยทำ Automation ให้กับงานด้านการดูแลรักษาระบบ IT หรือที่เรียกว่า AIOps ซึ่ง IBM ก็มีทั้ง Turbonomic และ Instana ที่ได้เข้าซื้อกิจการมาตอบโจทย์ด้านการลดค่าใช้จ่ายในการใช้ Cloud, ลดพลังงานที่ใช้ในระบบ IT Infrastructure รวมถึงช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

อีกเทคโนโลยีที่ทวีความสำคัญอย่างมากคือ Cybersecurity โดยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจเท่านั้น แต่ยังกระทบภาคประชาชนทั่วโลกด้วย เช่นกรณีที่ธุรกิจ Colonial Pipeline ของสหรัฐอเมริกาถูก Ransomware โจมตีจนต้องหยุดการดำเนินการนานถึง 5 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปั๊มนั้นสูงขึ้น 10% สร้างความเดือดร้อนให้ประชนชนหลายล้านคนจนในที่สุดบริษัทต้องยอมจ่ายค่าไถ่สูงถึง 5 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างดังกล่าวทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า Cybersecurity ถือเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งทั้งสำหรับภาคธุรกิจและสังคมไปแล้วในทุกวันนี้ และการนำสถาปัตยกรรม Zero Trust มาใช้คือเรื่องที่ธุรกิจไม่อาจมองข้ามได้แล้วในวันนี้

ทั้งหมดนี้ คุณสุรฤทธิ์ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันด้าน Hybrid Cloud, AI, Automation และ Security สำหรับธุรกิจองค์กรไทยว่า IBM นั้นพร้อมที่จะทำงานร่วมกับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ในลักษณะของ Ecosystem Partner เพื่อร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ เป็นหลัก โดย IBM จะรับบทบาทในฐานะของผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี และทำงานร่วมกับธุรกิจที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันจากเทคโนโลยีที่เป็นของตนเอง และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการก้าวสู่ตลาด Digital ทั่วโลกร่วมกันได้

Quantum Computing เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ IBM ยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้ IBM ได้เปิดตัวระบบ Quantum Computing ขนาด 433 Qubit ออกมาแล้วอย่างเป็นทางการ และมีแผนที่จะพัฒนาระบบขนาด 4,000 Qubit ให้ได้ภายในปี 2025 ในขณะที่ IBM Qiskit ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการทดสอบพัฒนา Software เพื่อนำไปประมวลผลบน Quantum Computing นั้นก็มีผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 450,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานว่า IBM นั้นยังคงมุ่งมันผลักดันพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือของ IBM กับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ บน Quantum Computing นั้นก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การร่วมกับ Bosch ใช้ Quantum Computer เพื่อ Simulate คิดค้นวัสดุรูปแบบใหม่สำหรับการสร้างเซลล์เก็บพลังงานไฟฟ้า เพื่อพัฒนา Battery ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการนำ Quantum Computer ไปประมวลผลด้านการเงิน เพื่อวิเคราะห์ราคาหรือสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นต้น

สำหรับปีหน้า IBM มีแผนที่จะเปิดตัว IBM Quantum System Two ในช่วงปลายปี เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้มีทางเลือกในการนำไปใช้ทำงานวิจัยด้าน Quantum Computing และให้ภาคธุรกิจได้นำไปใช้งาน โดย IBM เชื่อว่าโลกของเรากำลังก้าวไปสู่ยุค Quantum-Centric Supercomputer ที่จะนำทั้ง QPU, CPU, GPU มาทำงานร่วมกัน สำหรับงานประมวลผลที่เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขโจทย์เหล่านั้นได้

from:https://www.techtalkthai.com/seventy-years-of-ibm-thailand-with-the-goal-of-bringing-hybrid-cloud/

VMware เปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุดยกระดับ Multi-Cloud ผ่านกลยุทธ์ Cloud Smart เพิ่มความสามารถในการกำกับดูแลข้อมูลและอุดช่องโหว่ทางไซเบอร์ [Guest Post]

VMware ทำการประกาศข้อเสนอของพอร์ตโฟลิโอที่ได้รับการปรับปรุง รูปแบบใหม่รวมถึงขยายสภาพแวดล้อมในการทำงาน

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัวนวัตกรรม ข้อเสนอใหม่ในการให้บริการ และการเพิ่มพันธมิตรเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับสู่เส้นทางของมัลติคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “VMware และพันธมิตรยังคงนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้งาน cloud-smart ลูกค้าล้วนตระหนักดีว่า การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทำให้พวกเขามีทางเลือกระหว่างคลาวด์ทั้งแบบที่มีข้อกำหนดและแบบสากลในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชันของพวกเขา VMware สามารถช่วยลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนกับความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม เราเข้าใจถึงความท้าทายที่พวกเขาเผชิญทั้งทางด้านต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้พลังงาน เรา ผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร พร้อมที่จะช่วยองค์กรต่างๆจัดการกับความท้าทายทั้งหลายเหล่านี้ผ่านนวัตกรรมและพันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เมื่อองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้ามาใช้งานมัลติคลาวด์ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนในการทำงาน ความท้าทายด้านความปลอดภัย และทักษะที่ยังไม่เพียงพอในการใช้งาน (1) แม้ว่าจะมีความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ยังคงเร่งความเร็วในการใช้งาน มัลติคลาวด์ (2) เมื่อมีการทำงานร่วมกันของพันธมิตร VMware ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถนำแนวทาง “Cloud Smart” มาใช้ได้สำเร็จ โดยมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกสำหรับคลาวด์ที่หลากหลาย องค์กรแบบ Cloud-smart จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานมัลติคลาวด์ สังเกตได้จากความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ในระดับบนสุด ตัวอย่างจากผลการวิจัยของ Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware พบว่า 97% ขององค์กรแบบ Cloud-smart ที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า แนวทางในการใช้มัลติคลาวด์สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ให้ดีขึ้น และ 96% กล่าวว่าสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรได้ (3) การเรียนรู้เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง Cloud-smart โดยช่วยให้พวกเขาเลือกคลาวด์ที่เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งาน

เพิ่มความเร็วในการทรานส์ฟอร์มไปสู่คลาวด์รวมไปถึง Edge

ที่งาน VMware Explore Europe, VMware ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันล่าสุดที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือลูกค้าในการประมวลผล ปรับขนาด และการรักษาความปลอดภัยในการทำงานระดับองค์กรทั้งบนคลาวด์ภายในและพับบลิคคลาวด์ รวมไปถึง Edge ให้ดียิ่งขึ้น ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบด้วย:

  • ด้วยพันธมิตรกว่า 25 รายทั่วโลก ขณะนี้ VMware Sovereign Cloud นำเสนอ VMware Tanzu บน sovereign cloud ชุดการทำงาน VMware Aria Operations Compliance สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอบริการที่เทียบเท่ากับการบริการที่พบในพับบลิคคลาวด์ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะปลอดภัยได้รับการคุ้มครอง เป็นไปตามข้อกำหนด และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในประเทศที่ข้อมูลนั้นตั้งอยู่
  • โซลูชัน SD-WAN รุ่นใหม่ของ VMware ที่ประกอบด้วย SD-WAN Client จะช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบแอปพลิเคชัน ข้อมูล และการบริการได้อย่างปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีความเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นไซด์งาน สาขา หรือที่บ้าน ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องข่ายใดๆ ก็ได้
  • VMware Carbon Black XDR รูปแบบใหม่ จะช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในแนวราบโดยขยายมุมมองเครือข่ายของ VMware ในการทำการตรวจจับและส่งต่อไปยัง VMware Carbon Black Enterprise EDR ซึ่งช่วยปรับปรุงการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างทั่วถึงทั้งอุปกรณ์ปลายทางและเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
  • VMware HCX+ รูปแบบใหม่และการปรับปรุงการให้บริการของ VMware NSX ALB PULSE Cloud สามารถช่วยให้องค์กรใช้งานคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

สร้าง และ ใช้งาน Cloud Native Platform

นอกจากนี้ VMware ได้ประกาศความก้าวหน้าของ VMware Tanzu cloud native app portfolio และแพลตฟอร์มในการจัดการ VMware Aria cloud โดยทำการรวมกันเพื่อมอบแนวทางในการเข้าสู่ Cloud-smart สำหรับการพัฒนาเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชัน และการส่งมอบ รวมถึงการจัดการที่สนับสนุนลูกค้าในทุกขั้นตอนของการดำเนินการบน Kubernetes และบนคลาวด์ต่างๆ ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบไปด้วย:

  • การเปิดตัวรุ่นเบต้าของ VMware Image Builder ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ความน่าเชื่อถือ และการบำรุงรักษาซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อบังคับขององค์กร
  • ความพร้อมใช้งานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบนข้อเสนอของ VMware Aria Hub รูปแบบใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดย VMware Aria Graph

เพิ่มพลังให้กับการทำงานแบบผสมผสาน

ทีมไอทียังคงรับมือกับความท้าทายบนสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบผสมผสานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากพนักงานใช้อุปกรณ์หลากหลายขึ้น มีการเข้าถึงแอปพลิเคชันบนคลาวด์มากขึ้น และมีการทำงานจากสถานที่ต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา ในวันนี้ VMware ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่ของแพลตฟอร์ม Anywhere Workspace โดยจะสามารถช่ายลดภาระของทีมไอทีในการจัดการ พร้อมด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ การอัปเดตต่างๆประกอบด้วย:

  • VMware กำลังขยายขอบเขตของการทำงาน ของโซลูชัน DEX เพื่อรองรับ Digital Employee Experience Management (DEEM) สำหรับอุปกรณ์ Windows ที่มีการจัดการโดยผู้ให้บริการภายนอก
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator สำหรับการเปิดใช้งานระบบอัตโนมัตินอกเหนือจากขั้นตอนการทำงานแบบ device-based task-specific workflows ภายใน Workspace ONE ไปยัง ขั้นตอนการทำงานแบบ context-driven ticketing workflows ที่ครอบคลุมการทำงานของระบบไอทีของผู้ให้บริการภายนอก
  • Horizon Cloud บน Microsoft Azure ได้บรรลุโครงการ Federal Risk and Authorization Management Program (FedRAMP) High Authorization ผ่าน Joint Authorization Board (JAB) และได้รับ Authority to Operate (ATO) ในหน่วยงานพลเรือน

การให้บริการ VMware Cross-Cloud™ ช่วยนำลูกค้าสู่ยุค Multi-Cloud

ในงาน VMware Explore Europe VMware ได้ทำการเปิดตัวข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงในการให้บริการ VMware Cross-Cloud เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่ยุคมัลติคลาวด์จาก Cloud Chaos ไปยัง Cloud Smart โดยการให้บริการ VMware Cross-Cloud นี้เป็นพอร์ตโฟลิโอของการให้บริการคลาวด์ในการพัฒนา การดำเนินงาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆที่เรียบง่ายและไม่เหมือนใครบนอุปกรณ์ต่างๆ แกนหลักของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ประกอบด้วย 1) App Platform, 2) Cloud Management, 3) Cloud & Edge Infrastructure, 4) Security & Networking, และ 5) Anywhere Workspace.

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Anywhere Workspace, Explore, VMworld, Tanzu, VMware Aria, HCX+, Carbon Black, NSX, Workspace ONE และ Horizon เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

“(1-3) APJ Multi-Cloud Maturity Research Report,” Vanson Bourne, October 2022

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-unveils-latest-technologies-to-elevate-multi-cloud-through-cloud-smart-strategy/

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

แบบสำรวจชี้ ‘NIPA Cloud’ ขึ้นแทนอันดับ 1 คลาวด์ไทยที่คนเลือกใช้มากที่สุด [Guest Post]

ณ งาน Industrial IoT Solution Expo 2022 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา NIPA Cloud ได้เข้าร่วมสนทนา แลกเปลี่ยนความรู้ และจัดแสดงผลงานด้าน IoT ที่บูทของเราเอง ซึ่งก็มีผู้แวะเวียนมาเป็นจำนวนมาก และได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

ภายในงาน NIPA Cloud ได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนจากบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมเจ้าใหญ่รายหนึ่งที่ทำแบบสำรวจการเลือกใช้คลาวด์ในไทยหรือ local cloud โดยผลสำรวจเผยว่า คลาวด์ไทยที่ได้รับเลือกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ NIPA Cloud เพราะนอกจากคุณภาพของคลาวด์ที่ทัดเทียมสากลแล้ว บริการจากทีมงานมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้บริการไม่แพ้กัน

เราขอขอบพระคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ไว้วางใจใช้บริการคลาวด์กับ NIPA Cloud และในฐานะคลาวด์อันดับ 1 ที่คุณเลือก เรามั่นใจว่าเราจะสร้างความประทับใจในทุกมิติให้กับท่านต่อไป เพื่อให้ธุรกิจไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต และพัฒนาให้วงการเทคโนโลยีไทยล้ำหน้าไม่แพ้ของต่างชาติได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการใช้ public cloud จาก NIPA Cloud ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3ClSCqq รับฟรี สิทธิ์ทดลองใช้ 1 เดือน พร้อมบริการ Migration & Consulting จากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

ติดตาม NIPA Cloud ตามช่องทางต่าง ๆ ได้ที่ https://linktr.ee/nipacloud 

สนใจบริการคลาวด์ ติดต่อ
Office: 02-107-8251 ext. 444, 416, 417
Mobile (TH): 086-019-4000
Mobile (EN): 081-841-4949
Email: sales@nipa.cloud
Inbox: http://m.me/nipacloud

from:https://www.techtalkthai.com/nipa-cloud-thailand-most-complete-enterprise-cloud-edge-ecosystem-guest-post/

สรุปงาน User Conference : NDBS Thailand & SAP User Conference 2022: อนาคตของ SAP กับการมุ่งสู่ Cloud Solution อย่างเต็มตัวและประเด็นที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือปี 2023

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ที่ผ่านมานี้ ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Conference NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ซึ่งเป็นงาน Conference ใหญ่ประจำปีที่ได้รวมลูกค้าผู้ใช้งาน SAP กว่า 300 รายมาร่วมอัปเดตเทคโนโลยีและแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ซึ่งภายในงานก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย และทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเอาไว้ดังนี้นะครับ

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทั่วไทย กับสถิติลูกค้า SAP ในไทยมากกว่า 500 ราย

Khun Wisit Wirayagorn Managing Director , NTT DATA Business Solutions Thailand

 

งาน Conference ครั้งนี้เปิดงานโดยคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมากล่าวขอบคุณถึงลูกค้าทุกๆ รายที่ทำให้ NDBS Thailand หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเดิมว่า ISS Consulting สามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ ด้วยการมีลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยที่ไว้วางใจใช้บริการจาก NDBS Thailand มาแล้วถึง 518 ราย โดยมีธุรกิจองค์กรที่เลือกใช้ SAP S/4HANA และ SAP ECC 6.0 รวมกันเกือบ 200 ราย และ SAP Business One เกินกว่า 100 รายแล้วในทุกวันนี้

ประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ NDBS Thailand ในปีนี้ ก็คือการที่ ISS Consulting ได้ทำการ Rebrand เมื่อต้นปี 2022 มาสู่การเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ NTT DATA ภายใต้ชื่อ NTT Data Business Solutions หรือ NDBS Thailand ซึ่งถึงแม้ทีมงานทั้งหมดจะยังคงเป็นทีมงานเดิมของ ISS Consulting แต่ด้วยโอกาสใหม่ๆ และความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับบริษัทอื่นในเครือของ NTT ก็ทำให้ NDBS Thailand มีการเติบโตที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและเปิดไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น ไปจนถึงความร่วมมือในเชิงเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของ NDBS Thailand

ทั้งนี้ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ปีนี้ ก็จัดขึ้นในธีม Follow the Path to SAP Cloud Solutions เพื่อตอกย้ำถึงการก้าวสู่การเป็น Cloud Business อย่างเต็มตัวของ SAP และ NDBS Thailand  ร่วมกัน ซึ่งในงานครั้งนี้ก็ได้มีพันธมิตร อย่างเช่น Microsoft Azure และ AWS มาออกบูธเพื่อให้ลูกค้าที่ใช้งาน SAP อยู่สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน SAP Cloud Solutions บนผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำระดับโลกทั้งสองรายนี้ได้

แน่นอนว่าในงาน Conference ครั้งนี้ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเชิงธุรกิจ เทคโนโลยี และการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างธุรกิจที่ใช้งาน SAP เช่นเคย โดยมีการแบ่ง Track ของเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX, Qualtrics, SAP Ariba, HXM – SAP SuccessFactors และ SAP Analytics Cloud, ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่ แนะ Solution Adds-On ที่ทาง NDBS Thailand พัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าในประเทศไทย

ความท้าทายที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในปี 2022-2023 พร้อมวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจาก SAP

Khun Atul Tuli, Managing Director, SAP Indochina

 

คุณ Atul Tuli ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director แห่ง SAP Indochina ได้ขึ้นมาเล่าถึงภาพของปัจจุบันและอนาคตที่ธุรกิจทั่วภูมิภาคอินโดจีนต้องเผชิญ ด้วยคำว่า “Never Normal” หรือการที่ธุรกิจจะไม่สามารถกำลับไปดำเนินการได้อย่างในอดีตอีกต่อไป และต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยใหม่ๆ ที่ยังคงผันผวนอยู่ตลอด

ในมุมของ SAP นั้น คุณ Atul ได้สรุปถึงความท้าทายที่ธุรกิจจะต้องเผชิญหลังจากนี้ด้วยกัน 3 ประการ

Business Transformation ที่จะยังคงต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและหยุดยั้งไม่ได้ แม้ว่าธุรกิจจะเคยทำการ Transform ตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและปัจจัยภายนอกก็จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่กระบวนการต่างๆ ของธุรกิจเองก็มีความหลากหลาย ที่ผ่านมามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่สามารถ Transform ได้ครบทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการทำ Business Transformation จึงจะอยู่คู่กับธุรกิจทั่วโลกไปอีกนาน

Supply Chain Resiliency สองปีที่ผ่านมา ความผันผวนของ Supply Chain ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของธุรกิจ เพราะการมาของโรคระบาดทำให้ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต้องหยุดชะงักอย่างไม่คาดฝัน ดังนั้นการบริหารจัดการ Supply Chain จึงได้กลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะทำให้การทำงานยังคงเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ ธุรกิจเองก็จะต้องเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้าน Supply Chain เพื่อเสริมรากฐานและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานกันต่อไป

Sustainability Outcomes ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะต้องเร่งปรับการดำเนินงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของผู้คนให้ได้ และกลายเป็นภารกิจหลักของธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่ต้องเร่งลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตให้กับโลกใบนี้

แน่นอนว่า SAP เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยธุรกิจตอบโจทย์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP ที่ช่วยให้การทำ Business Transformation เป็นไปได้ด้วยการนำ Cloud มาเร่งความเร็วในการใช้เทคโนโลยี และช่วยให้ธุรกิจสามารถโฟกัสกับการ Transform ตนเองได้อย่างต่อเนื่อง หรือ SAP Ariba ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเครือข่ายของ Supplier ได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ด้านการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain หรือการเสริมความสามารถด้านการทำ Sustainability Report เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามการลดมลภาวะหรือ CO2 ที่ปล่อยออกมาในการดำเนินธุรกิจ และสร้างเป็นรายงานสำหรับใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และตอบโจทย์ด้าน ESG Report ได้

ทางด้านคุณนพดล เจริญทอง Head of Mid-market for Thailand and Emerging แห่ง SAP Indochina ก็ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์โดยรวมของ SAP ที่ต้องการช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยก้าวสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ได้อย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชันที่หลากหลายจาก SAP ซึ่งไม่ได้มีเพียง ERP เพียงอย่างเดียว เช่น

Khun Noppadon Chareonthong Head of MID Market Indochina and Emerging, SAP Indochina

 

Sustainability Solution เป็นหนึ่งในสิ่งที่เสริมเข้ามาใน SAP เพื่อตอบโจทย์ด้าน ESG โดยเฉพาะ ซึ่ง SAP มีครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของการติดตามกระบวนการและการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง CO2, การวิเคราะห์ Carbon Footprint, การจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการใดๆ แล้วจะส่งผลต่อ CO2 อย่างไร ไปจนถึงการออกรายงาน ESG Report สำหรับส่งมอบในตลาดหลักทรัพย์

SAP Business Technology Platform (BTP) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Platform กลางสำหรับให้ธุรกิจสามารถเชื่อมผสานความสามารถและข้อมูลของแต่ละระบบใน SAP เพื่อสร้างเป็นโซลูชันใหม่ๆ หรือทำ Data Warehouse ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็วในแบบ Low-Code/No-Code และทำงานร่วมกับโซลูชันด้าน Automation ต่างๆ ที่ SAP มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น AI, Chatbot, RPA ก็ตาม อีกทั้งยังมี Guideline สำหรับการผสมผสานแต่ละระบบเพื่อรองรับกรณีการใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้โดยง่าย

SAP Intelligent Asset Management เป็นโซลูชันอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองสำหรับใช้ในการติดตามและบริหารจัดการทรัพย์สินของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และเสริมความมั่นคงให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งโซลูชัน กลุ่มนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ย่อยภายในที่หลากหลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้ อีกทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งในการเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ด้วยการติดตามและปรับปรุงการใช้งานทรัพย์สินต่างๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณ Atul และคุณนพดลได้ทิ้งท้ายไว้ว่า SAP กับ NDBS Thailand  นั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจองค์กรไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ซึ่งหลังจากนี้ความร่วมมือระหว่าง SAP และ NDBS ก็จะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากขีดความสามารถใหม่ๆ ของ NDBS ที่ได้รับจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ NTT และโซลูชันใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย SAP ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้บริการในไทยได้มากขึ้นหลังจากนี้

ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ไปกับสองพันธมิตรใหม่ Microsoft Azure และ AWS

ในงาน Conference ครั้งนี้ NDBS Thailand  ยังได้เปิดตัวถึงพันธมิตรใหม่สองรายอย่าง Microsoft Azure และ AWS ที่จะเป็นผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure สำหรับการให้บริการ SAP Cloud Solutions โดยมีทีมงานของ SAP คอยดูแลรักษาระบบให้ตลอด 24 ชั่วโมงบนบริการ Cloud ชั้นนำเหล่านี้

SAP on Azure

Khun Vasupon Thankakan Microsoft Azure Business Group Lead

 

Microsoft นั้นสามารถรองรับการใช้งาน SAP บน Azure ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP, SAP HANA, SAP S/4HANA, SAP BW/4HANA, SAP Business Suite, SAP HEC, SAP Business One และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทาง Microsoft ได้มีการพัฒนา Azure Center for SAP Solutions ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งใช้งาน SAP บน Azure พร้อมการดูแลรักษา, เสริมความมั่นคงปลอดภัย และการติดตามค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดายจากศูนย์กลาง

ในแง่ของการต่อยอด SAP นั้น Azure เองก็สามารถรองรับได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ MS 365 และ MS Teams เชื่อมต่อกับ SAP โดยตรง สามารถนำข้อมูลจาก SAP มาแสดงใน Teams เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ประสานงาน และประชุมงานอย่างมั่นคงปลอดภัยมี Azure Virtual Desktop ให้บน Cloud สามารถใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลธุรกิจสำคัญบน SAP ได้อย่างวางใจสามารถนำข้อมูลจาก SAP มาวิเคราะห์ได้บน Microsoft Power BI หรือทำโซลูชัน Low-Code/No-Code และ Automation ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ใน Microsoft Power ได้ สามารถนำโซลูชันด้าน AI จาก Microsoft มาใช้ต่อยอดวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจใน SAP ร่วมกับข้อมูลภายนอกได้่ สามารถใช้ Microsoft Azure IoT เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และระบบ OT ภายในธุรกิจขึ้นสู่ SAP ได้ มี Microsoft Hololens สำหรับใช้เชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP มาสู่ Mixed Reality Application ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://azure.microsoft.com/en-us/solutions/sap/azure-solutions/

Discussion Panel: แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ระหว่างผู้ใช้งานในกลุ่มหลากหลายอุตสาหกรรม

สำหรับในงาน Conference ครั้งนี้ ไฮไลท์หนึ่งก็คือการแบ่งประสบการณ์ระหว่างธุรกิจองค์กรไทยที่มีการใช้งานโซลูชันต่างๆ ของ SAP เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารธุรกิจอื่นๆ ได้สามารถนำไปต่อยอดได้

สำหรับในช่วงเช้านั้นจะเป็น Discussion Panel ของธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้โซลูชันที่น่าสนใจอย่างหลากหลายจาก SAP ได้แก่

บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน) เลือกใช้ SAP S/4HANA มาได้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่ง SAP ถือเป็นโซลูชันที่ผสานรวมข้อมูลจากแผนกที่หลากหลายให้กลายเป็นข้อมูลกลางชุดเดียวกันได้ จึงง่ายต่อการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และยังมี SAP for Steel Business ที่ช่วยให้การใช้งาน SAP เพื่อรองรับธุรกิจเฉพาะทางเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงยังมีการต่อยอดระบบนำ IoT มาประยุกต์ใช้งานรับข้อมูลจากเครื่องจักรเพื่อนำมาป้อนเข้าระบบ SAP โดยตรง สามารถลดการทำงานและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลได้ดี

บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด  บริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย ที่ตัดสินใจวางระบบ SAP ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดบริษัทเลย เพื่อวางมาตรฐานการทำงานให้เป็นระบบตั้งแต่ก้าวแรก โดยเลือกใช้ SAP ByDesign ที่สามารถขึ้นระบบได้เร็วและมี Best Practice ให้นำไปประยุกต์ใช้งาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความคล่องตัวสูงได้

บริษัท มอนเด นิสซิน (ประเทศไทย) จำกัด เปลี่ยนการใช้งานจากระบบ ERP เดิมที่มีปัญหาเยอะและเลิกพัฒนาต่อ มาสู่การใช้ SAP S/4HANA เพื่อบริหารธุรกิจ โดยปรับใช้ Best Practice ของ SAP ในการจัดเก็บข้อมูลและออกรายงานทางธุรกิจ ทำให้การตัดสินใจในเชิงธุรกิจกลายเป็น Data Driven ทั้งหมด และทำการ Integrate ระบบอื่นๆ เข้ากับ SAP เพื่อให้ SAP กลายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะนำระบบ IoT เข้ามาเชื่อมผสานสกับ SAP ด้วย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดิมทีมีการใช้งาน SAP อยู่แล้ว แต่ล่าสุดได้มีการนำ SAP Ariba มาเสริมในการบริหารจัดการด้านการจัดซื้อ เนื่องจากธุรกิจนั้นต้องเน้นการ Sourcing ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ทำให้การต่อยอดธุรกิจด้วยการใช้ Ariba Network ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงถึง Supplier ทั่วโลกได้นั้น ทำให้ขอบเขตของการ Sourcing ทำได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ดี และยังได้ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อให้เป็นไปตาม Best Practice ของ SAP Ariba ด้วยเช่นกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ใช้ SAP S/4HANA ในการบริหารจัดการโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานให้สูงขึ้น โดยมีการแบ่งปันถึงหัวใจสำคัญในการขึ้นระบบ SAP ให้ประสบความสำเร็จว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้บริหารและทีมงานในการออกแบบระบบให้สอดคล้องต่อการทำงาน ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งการศึกษาและทำความเข้าใจกับ Best Practice ของ SAP ก่อนนำมาปรับใช้นั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยในโครงการลักษณะนี้

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ใช้ SAP และ SAP BPC  ในการบริหารจัดการธุรกิจที่มีบริษัทลูกหลากหลายและมีสาขาในต่างประเทศจากศูนย์กลาง โดยการใช้กระบวนการต่างๆ ของ SAP เพื่อปรับให้กระบวนการทำงานในแต่ละประเทศมีความเป็นมาตรฐาน และตรงตาม ข้อบังคับทางกฎหมายของแต่ละประเทศได้ ในขณะที่ก็ยังคงต้องสามารถนำข้อมูลการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศมาผสานวิเคราะห์รวมกันได้

ส่วนในช่วงบ่ายนั้นก็เป็น Discussion Panel ของ SAP Business One โดยเฉพาะ ซึ่งก็มีธุรกิจ 4 แห่งที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ดังนี้

บริษัท จำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบ Warehouse Management System เพื่อบริหารธุรกิจไปจนถึงส่วนของคลังสินค้า โดยให้ข้อคิดว่าก่อนขึ้นระบบ SAP ควรจะมีเป้าหมายของธุรกิจที่ชัดเจนก่อน เพื่อให้การตัดสินใจทำหรือไม่ทำแต่ละสิ่งบน SAP นั้นเป็นไปได้อย่างเหมาะสม และทำให้ได้รับระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดมาใช้งาน

บริษัท โอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและ E-Commerce ซึ่งมีบทเรียนว่าการเลือก Implementer ที่ดีจะทำให้โครงการ SAP ประสบความสำเร็จได้ และการ Clean ข้อมูลก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะปรับให้ธุรกิจสามารถทำงานบนระบบดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว

บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด เป็นอีกธุรกิจที่ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับ Warehouse Management System เช่นกัน รวมถึงยังทำ IBP โดยการใช้ Cloud ทำให้ระบบสามารถเพิ่มขยายจากการมีเพียง 20 SKU ไปสู่ 400 SKU จำหน่ายตามหน้าร้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีข้อมูลเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลได้โดยไม่หยุดชะงัก

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้ SAP Business One บริหารจัดการโรงไฟฟ้า 27 แห่งที่แยกออกเป็นหลายบริษัทย่อยภายในเครือได้จากศูนย์กลาง เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นมาตรฐานพร้อมต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ และเมื่อมีการขยายธุรกิจจากเดิมที่ทำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก มาสู่พลังงานชีวมวลด้วย ก็ทำให้สามารถบริหารจัดการคลังและการจัดซื้อวัตถุดิบซึ่งมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างยืดหยุ่น

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทุกราย ที่ให้ความไว้วางใจในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบ SAP มาตลอด 23 ปี

สุดท้ายคุณวิศิษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณต่อลูกค้าของ NDBS Thailand  หรืออดีต ISS Consulting ที่ให้ความไว้วางใจมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมามากกว่า 500 องค์กร ที่ทำให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณต่อเหล่าพันธมิตรรายใหม่ๆ อย่าง Microsoft และ AWS ที่มาร่วมจัดงานกันในครั้งนี้เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ใช้งาน SAP ในการก้าวไปสู่การใช้งาน Cloud ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับในปีหน้า ทาง NDBS Thailand ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะจัดงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2023 ต่อไปอย่างแน่นอน และจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจไทย และนวัตกรรมใหม่ๆ จาก SAP อย่างอัดแน่นเช่นเคย

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ www.nttdata-solutions.com

   

 

from:https://www.techtalkthai.com/ndbs-thailand-and-sap-user-conference-2022/

Mambu เผยแนวทางการขยายคลาวด์กับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำ 3 ราย [Guest Post]

กรุงเทพฯ 25 ตุลาคม 2565 : Mambu แพลตฟอร์มธนาคารบนคลาวด์ SaaS ชั้นนำได้ประกาศให้บริการในประเทศไทย ผ่านผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำ อย่าง AWS, Google Cloud และ Microsoft Azure เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดในประเทศไทย

แนวทางการใช้งานคลาวด์ของ fintech ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่ ในการวางแผนขยายธุรกิจได้อย่างไร้ขอบเขต ซึ่ง Mambu ได้ให้อิสระกับลูกค้าในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพสูง และมีความปลอดภัยสูงสุด ลูกค้าของ Mambu สามารถเลือกใช้บริการตามข้อกำหนดทางธุรกิจ ทางเทคนิคและข้อบังคับทั่วไปได้ ซึ่งการติดตั้งในพื้นที่เดียวกัน หรือต่างกัน ไม่ได้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพ หรือการใช้งาน

กว่าหลายทศวรรษ ที่โซลูชันเทคโนโลยีแบบเดิม ทำงานได้ช้า โดยอุตสาหกรรมการเงินไทย ใช้เวลาหลายปีในการนำนวัตกรรมมาใช้ด้วยต้นทุนที่สูง การหันมาใช้แพลตฟอร์มธนาคารบนระบบคลาวด์ของ Mambu กลายเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือเรียกว่า game-changer มากกว่า 95% ที่หันมาใช้ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถจัดเก็บข้อมูล แอพพลิเคชัน และเข้าถึงแอพพลิเคชันซอฟต์แวร์ขั้นสูง ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยส่งผลต่อต้นทุนที่ต่ำลง การปรับปรุงความยืดหยุ่น  และความเร็วของนวัตกรรม

ขณะนี้ แพลตฟอร์มที่สามารถปรับเปลี่ยนได้แบบยืดหยุ่นของ Mambu มาพร้อมกับมัลติคลาวด์ สามารถช่วยให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย ตอบสนองพฤติกรรม และความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจ การพัฒนานี้รับประกันทางเลือกของลูกค้าที่มากขึ้น รากฐานที่ปลอดภัยซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางการเงิน และความน่าเชื่อถือสูง สำหรับผู้ใช้บริการคลาวด์ทั้งสามราย

คุณ Pham Quang Minh ผู้จัดการทั่วไปของ Mambu ประเทศไทย เผย “เราอยู่ในขั้นตอนที่สำคัญในการเติบโต และการใช้แนวทางแบบมัลติคลาวด์จะช่วยให้เราสามารถมอบการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเราต่อไป ผู้ให้บริการเทคโนโลยีหลายรายพึ่งพาบริการคลาวด์สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของ Mambu นั้นตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ”

“การที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ชั้นนำทั้ง 3 แห่ง ที่รองรับธนาคารกว่า 230 แห่งและสถาบันการเงินที่ไม่ใข่ธนาคารถือเป็นการเปลี่ยนเกม ทางเลือกของผู้ให้บริการระบบคลาวด์ของสถาบันการเงินได้รับอิทธิพลจากกลยุทธ์ ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ควาพร้อมในการใช้งานด้านการบริการ และข้อกำหนดการของโฮสต์ ความพร้อมใช้งานทั่วไปของของผู้ให้บริการคลาวด์เหล่านี้บน Mambu จะช่วยให้เราสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ทั่วโลก” คุณ Pham Quang Minh กล่าวเสริม

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ธันวาคม 2564 จากสถิติการระดมทุน Series E มูลค่า 235 ล้านดอลลาร์สำหรับ Mambu ซึ่งเป็นการการระดมทุนส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแพลตฟอร์มการธนาคารบนคลาวด์ Mambu มุ่งเน้น เพื่อเร่งการเติบโตของรายได้และการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับโลกที่ยั่งยืนและความแตกต่างสำหรับลูกค้า Mambu ได้แต่งตั้งผู้อาวุโสใหม่ 4 คน ได้แก่ คุณ Werner Knoblich หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ คุณ Tripp Faix หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน คุณ Fernando Zandona หัวหน้าเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี และคุณ Sabrina Dar ผู้อำนวยการสำนักงานผู้บริหาร

###

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

Merce Pau, Managing Director, ERA Thailand นีน่า พิทักษ์ผล, Senior Account Executive, ERA Thailand

Email: merce@eracommunications.com Email: nina@eracommunications.com

โทรศัพท์: 080-513-9726 โทรศัพท์: 095-956-4343

เกี่ยวกับ Mambu

Mambu เป็นระบบธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบ SaaS ที่เข้ามาพลิกโฉมผลิตภัณฑ์เงินฝากและเงินกู้แบบเดิม ๆ Mambu เปิดตัวในปี 2554 และปัจจุบันได้มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างวิวัฒนาการและการเติบโตในยุคดิจิทัลให้กับสถาบันการเงิน ต่างๆ ตั้งแต่องค์กรฟินเทคไปจนถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นๆ

โมเดล Composable Banking ของ Mambu มีความแตกต่าง โดยส่วนประกอบ ระบบ และตัวเชื่อมต่อต่างๆ สามารถนำมาประกอบและปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นพร้อมช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ Mambu มีพนักงานกว่า 900 คน ให้บริการและดูแลลูกค้า 230 รายใน 65 ประเทศ รวมถึง N26, BancoEstado, OakNorth, Raiffeisen Bank, ABN AMRO, Bank Islam และ Orange Bank http://www.mambu.com

from:https://www.techtalkthai.com/mambu-reveal-ways-to-expand-cloud-service-providers/

งาน Thailand Cloud & Datacenter Convention 2022 สุดยิ่งใหญ่ประจำปีใกล้เข้ามาเเล้ว!

หนึ่งในงานที่คนทั่ว Asia Pacific ตั้งตารอคอยกำลังเริ่มขึ้นเเล้ว ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ 10 เดือนพฤศจิกายนนี้ 

งานนี้ได้รวมตัวท็อปเเบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งมาเปิดตัวนวัตกรรมไอที-เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดตลอดทั้งวัน เช่น Schneider Electric, Delta, Corning, และอีกมากมาย, ทั้งผู้เข้าร่วมโชว์ซึ่งเป็นระดับท็อปประเทศไทยอย่าง Bank of Ayudhya PCL, Line Corp, Lazada, Agoda, และอื่นๆ

กับหัวข้อที่น่าสนใจมากมายที่ไม่ควรพลาดอย่าง การเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัลประเทศไทยมีอะไรบ้าง ความปลอดภัยทางไซเบอร์, อุตสาหกรรมคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วอะไรอีก? เดือนพฤศจิกายนนี้, เข้าร่วมดูงาน W.Media พร้อมกับอีก 700 ผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอที-เทคโนโลยีที่ งานประจำปี Cloud & Datacenter Convention เพื่อพบกับคำตอบว่าคุณสามารถก้าวทันและเป็นส่วนหนึ่งของตลาดดิจิตัลได้อย่างไรบ้าง

รายละเอียดงาน:

สถานที่: Ballroom, ชั้น 2, โรงเเรม Siam Kempinski Bangkok

วัน-เวลา: 10 พฤศจิกายน 22 | 8:00น. – 17:00 น.

เว็ปไซต์งาน: https://w.media/thailand-cloud-datacenter-convention-2022/?mtm_campaign=THCDC2022%20event%20website&mtm_kwd=THCDC2022

ลงทะเบียนรับบัตรเข้างาน: https://zfrmz.com/vfwyHndiyjog0qceq4tG

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-cloud-datacenter-convention-2022/

บริหารจัดการ Multi-cloud ด้วย VMware CloudHealth จาก NTT

ทุกวันนี้หลายองค์กรและบริษัทต่างจัดเตรียมความพร้อมที่จะพลิกโฉม IT Infrastructure ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมทางด้านธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง และด้วยการมาของเทคโนโลยี Cloud ทำให้หลายองค์กรหันมาใช้งาน Cloud อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในรูปแบบ Private หรือ Public ในจนถึง Multi-Cloud บทความนี้ NTT ผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud ชื่อดังจากญี่ปุ่น ได้ออกมาแนะนำ VMware CloudHealth เครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการงานด้านต่างๆ บน Multi-cloud ได้อย่างลงตัว

Financial Management, Operations และ Security & Compliance – 3 ความท้าทายในการจัดการ Multi-cloud

ถ้าพูดถึงความท้าทายขององค์กรที่มีการใช้งานแบบ Multi-Cloud ไม่ว่าจะเป็น On-premises หรือ Hyperscale Cloud จะพบว่าปัจจุบันหลายองค์กรกำลังมองหาเครื่องมือที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์การบริหารจัดการ Multi-Cloud ดังนี้

  1. Simplify Financial Management – ระบบที่สามารถสร้างรายงานค่าใช้จ่ายของ Cloud ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และไม่มีความซับซ้อน ที่สำคัญคือต้องสามารถบริหารจัดการทุก Cloud ได้จากส่วนกลาง
  2. Streamline Operation – ระบบที่สามารถกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพื่อช่วยในเรื่อง Operations และสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความเสี่ยงได้
  3. Strengthen Security & Compliance – ระบบที่ช่วยตรวจประเมินความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำเพื่อทำการแก้ไขปรับปรุง

VMware CloudHealth แพลตฟอร์มการบริหารจัดการ Multi-cloud

NTT ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการ Data Center และ Cloud ขอนำเสนอเครื่องมือ “CloudHealth” จาก VMware ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการงานในด้านต่างๆ อาทิ Financial Management, Operations. และ Security & Compliance บน Multi-Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย CloudHealth มีความสามารถดังต่อไปนี้

Cloud Financial Management

จัดทำรายงานแสดงค่าใช้จ่ายได้จากศูนย์กลางผ่านช่องทางเดียว พร้อมคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายและการใช้งานบน Cloud ให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Cloud Operations

สร้างการตัดสินใจแบบอัตโนมัติ และเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทั้งยังสามารถกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

Cloud Security & Compliance

ทำการตรวจประเมินด้านความมั่นคงปลอดภัยว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดต่างๆ ขององค์กรหรือไม่ พร้อมบอกความสัมพันธ์ของผลกระทบที่จะเกิดกับสภาพแวดล้อมและระบบ Cloud อื่นๆ ในอนาคต รวมถึงคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาที่ค้นพบ

สนใจ VMware CloudHealth ติดต่อ NTT (Thailand)

NTT เป็น Global Strategic Partner ของ VMware ที่ให้บริการครอบคลุม Software-defined Private Cloud, Managed Hybrid Cloud Infrastructure Services, Managed Network Services และ Managed Workspace Services โดยให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ การออกแบบและติดตั้ง การปรับแต่งโซลูชันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขององค์กร ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขายแบบครบวงจร ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware CloudHealth สามารถติดต่อทีมงาน NTT (Thailand) Limited ได้ที่อีเมล ap.th.ask@global.ntt หรือโทร 0-2625-0999 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://cloudhealth.vmware.com/

from:https://www.techtalkthai.com/multi-cloud-management-with-vmware-cloudhealth-by-ntt/

ขอเชิญร่วมงาน สัมมนาออนไลน์ Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN ในวันพุธที่ 5 ต.ค.2565 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Fusion Advantec ขอนำเสนอ SASE : Secure Access Service Edge ในอีกมุมมองหนึ่ง ที่จะมาทำให้ชีวิตของชาวไอที และ User ผู้ใช้งาน สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกท่านกลับไม่มีเวลาหาข้อมูล Fusion Advantec เข้าใจท่านดีเป็นที่สุด ทั้งทำงาน WFH ที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แท้จริง

Fusion Advantec จึงได้จัดสัมมนา Webinar งาน “Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN” ในวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2565  เวลา 10:00 – 12:00 น. เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลแบบครบถ้วนภายใน 3 ชั่วโมง

ภายในงานจะได้พบกับ Topics Hi-light ที่น่าสนใจ อาทิเช่น
1.We are Fusion Advantec as an expert I VMWare’s EUC solution
2.SASE and Use case
3.SASE and Solution and Mini Demo

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จาก VMWare และ Engineer ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการติดตั้งและแก้ปัญหาให้ลูกค้ามาแล้วหลายองค์กร

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรมชิงรางวัลมากมายและปิดท้ายด้วยลุ้นรางวัลใหญ่กับ Big Lucky draw Central Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท

พิเศษ ร่วมลงทะเบียนวันนี้ 30 ท่านแรก รับฟรี E-Voucher มูลค่า 100 บาท*

แล้วมาพบกันในงาน Webinar ที่ Fusion Advantec  จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรของท่านปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร

สนใจลงทะเบียนสัมมนาวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ได้ที่ https://form.jotform.com/fusioneventth/driving-and-securing-business-data-  ฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

     หรือสแกน QR Code 

 

from:https://www.techtalkthai.com/webinar-fusion-advantec-driving-and-securing-business-data-to-cloud-with-sd-wan/