คลังเก็บป้ายกำกับ: AIOPS

เน็ตแอพ เปิดตัว BlueXP นำทางองค์กรสู่ประสบการณ์ใหม่ในการจัดการข้อมูลแบบครบวงจร ที่ทำให้การใช้งานกับระบบคลาวด์เหนือไปอีกขั้น [Guest Post]

เน็ตแอพ BlueXP ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดเก็บข้อมูลบนไฮบริด มัลติคลาวด์ พร้อมดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เพิ่มความปลอดภัยและการใช้งานที่ยืดหยุ่น ขับเคลื่อนโดย AIOps ที่ล้ำสมัย

3 พฤศจิกายน 2565 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – เน็ตแอพ (NASDAQ: NTAP) บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคลาวด์และเน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ประกาศเปิดให้บริการ เน็ตแอพ BlueXP ซึ่งเป็นระบบควบคุมละจัดการข้อมูลแบบครบวงจรที่มอบประสบการณ์มัลติคลาวด์แบบไฮบริดที่เรียบง่ายสำหรับการจัดเก็บและบริการข้อมูล ที่จะครอบคลุมทั่วทั้งในองค์กรและบนสภาพแวดล้อมคลาวด์

ทุกวันนี้ องค์กรจำนวนมากได้เปลี่ยนมาใช้ระบบไอทีบนมัลติคลาวด์แบบไฮบริดมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต และเร่งตนเองสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล แม้ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนอย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ในการจัดการกับสภาพแวดล้อมใหม่เหล่านี้ องค์กรกลับต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต้องนำระบบที่มีอยู่มาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งอาจจะพบบางอุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตและการพัฒนาของนวัตกรรมใหม่ๆที่ต้องการจะนำเข้ามาใช้กับองค์กร เครื่องมือ BlueXP จาก เน็ตแอพ จะเป็นเครื่องมือที่จะนำพาองค์กรไปสู่ระบบคลาวด์ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น หรือ “evolved cloud” เพื่อลดความซับซ้อนและทำให้การดำเนินการที่สำคัญต่างๆ ให้สามารถเป็นไปแบบอัตโนมัติทั่วทั้งในองค์กรและบนระบบคลาวด์สาธารณะ เพื่อช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนผลกระทบทางธุรกิจและมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าทุกคน

เน็ตแอพ BlueXP สามารถจัดการข้อมูลในระบบไฮบริดมัลติคลาวด์ ที่ครอบคลุมถึงข้อมูลภายในดาต้าเซ็นเตอร์และข้อมูลที่ใช้งานกับผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะชั้นนำ โดย BlueXP นำเสนอประสบการณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังซึ่งขับเคลื่อนโดย AIOps จะเพิ่มความสามารถการจัดการข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อปรับใช้ทำงานอัตโนมัติ สามารถที่จะตรจจับ จัดการ ปกป้อง ควบคุม และเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล รวมถึงระบบโครงสร้างไอที และกระบวนการทางธุรกิจที่รองรับ ด้วยตัวเลือกการใชงานนั้นจะมีความยืดหยุ่น ซึ่งจำเป็นในสภาพแวดล้อมที่นำโดยคลาวด์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

“สภาพแวดล้อมของระบบคลาวด์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนอย่างมาก นอกจากนี้ องค์กรต่าง ๆ กำลังมองหาประสบการณ์บนคลาวด์ที่ดีกว่า เรียบง่ายกว่า คล่องตัว ควบคุมได้ และสามารถปรับให้เหมาะสมต่อประสิทธิภาพและต้นทุนในสภาพแวดล้อมมัลติคลาวด์แบบไฮบริดทั้งหมด” Archana Venkatraman ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย Cloud Data Management, IDC กล่าว “‘Evolved Cloud’ จึงเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้งานได้จริงที่สุดสำหรับการจัดการคลาวด์โดยรวม และองค์กรจะได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วจากการโยกย้ายไปสู่การปฏิบัติการ ผ่านไปยัง FinOps และไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมอันน่าทึ่งได้ในที่สุด”

“การเปิดตัว BlueXP ช่วยให้ เน็ตแอพ ล้ำหน้าในการช่วยให้องค์กรปลดล็อคการใช้ระบบคลาวด์ได้อย่างเต็มที่ผ่านการสร้างระบบไอที แอปพลิเคชัน และข้อมูลสินทรัพย์ที่แท้จริงให้กับธุรกิจของพวกเขา” จอร์จ คูเรียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเน็ตแอพ กล่าว “การใช้แนวทางคลาวด์ที่พัฒนาขึ้นนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถรวมคลาวด์เข้ากับสถาปัตยกรรมและการดำเนินงานของพวกเขา ขจัดความซับซ้อน และเพิ่มความเร็วของนวัตกรรม เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดได้อย่างรวดเร็ว”

ความสามารถของ NetApp BlueXP ได้แก่:

  • รวบรวมการจัดการคลังข้อมูลเข้าด้วยกัน: ระนาบควบคุมส่วนกลาง BlueXP ที่ส่งโดย SaaS ให้การมองเห็นและการจัดการแบบจุดเดียวบนสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงความสามารถในการจัดการ NetApp AFF, FAS, StorageGRID และ E-Series on-premises storage รวมไปถึงบนคลาวด์หลักที่มี Amazon FSx สำหรับ NetApp ONTAP, Azure NetApp Files, Google Cloud Volumes Service และ Cloud Volumes ONTAP ทั้งหมดรวมอยู่ในหน้าจอเดียวกัน
  • มีการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AIOps: ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI/ML จะช่วยลดเวลาและปริมาณการใช้ทรัพยากรของทีมงาน และลดความเสี่ยงของความผิดพลาด ในขณะที่การตรวจสอบสถานะและสถานะที่เปิดใช้งาน AI ไม่เพียงแต่จะแจ้งเตือนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและแจ้งปัญหาที่พบ แต่ยังเสนอคำแนะนำเชิงรุกเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจะก่อนให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ด้วย ซึ่ง BlueXP จะผสานรวมเทคโนโลยี Active IQ ชั้นนำของ เน็ตแอพ สำหรับการตรวจจับและส่งข้อมูลทางไกลผ่านมัลติคลาวด์แบบไฮบริดได้ทุกเวลา
  • เตรียมตัวและตอบสนองต่อภัยทางไซเบอร์: การควบคุมการป้องกันข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรด้วยโมเดล Zero-trust โดยแดชบอร์ดสำหรับการตรวจจับแรนซัมแวร์ที่มีการออกแบบให้เป็นศูนย์รวมเดียวจะช่วยทำให้มองเห็นช่องโหว่ของแรนซัมแวร์ทั่วทั้งบริษัทได้ พร้อมความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยอัตโนมัติด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
  • ผ่านมาตรฐานการควบคุมขององค์กร: มีมุมมองที่สมบูรณ์ครอบคุลมทุกสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามและให้การอนุญาตต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยความสามารถ AI/ML จะตรวจสอบทั้งกิจกรรมระดับผู้ใช้และข้อมูล ตรวจจับความผิดปกติทันทีและดำเนินการตามที่กำหนด
  • ความคล่องตัวที่ราบรื่นไร้รอยต่อ: มาพร้อมกับระบบการจัดการโยกย้ายข้อมูล สามารถช่วยให้สามารถคัดลอก สำเนา โยกย้ายการจัดเก็บข้อมูลไปเก็บในที่เหมาะสม และเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลทั่วทั้งระบบคลาวด์หลักและศูนย์ข้อมูลได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ใช้การ “ลากแล้วปล่อย” หรือ “drag and drop” บนหน้าจอใช้งาน ซึ่งการรักษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพแบบใหม่นี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะได้รับการปกป้องในระหว่างการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีต้นทุนต่ำลง แต่เพียงพอต่อการใช้งานอย่างมีคุณภาพ
  • การให้บริการที่ยืดหยุ่น: BlueXP ช่วยให้ลูกค้าสามารถจ่ายเฉพาะความสามารถที่ต้องการเท่านั้น โดยจะเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) จะช่วยให้สามารถเปิดบริการได้อย่างง่ายดายเมื่อ ทั้งนี้ เน็ตแอพ Keystone ซึ่งเป็นข้อเสนอ Storage-as-a-Service (STsaS) ชั้นนำ จะถูกรวมเข้ากับ BlueXP เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดการกับคลังศูนย์ข้อมูลตามการใช้งานควบคู่ไปกับที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ได้อีกด้วย

“OpenText ให้บริการแก่บริษัทที่ติดอันดับ Fortune 100 ในฐานะลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยนำเสนอโซลูชั่นระดับองค์กรที่ใช้ระบบคลาวด์ และซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา” Mark J. Barrenechea ซีอีโอและซีทีโอของ OpenText กล่าว “เรากำลังลงทุนในระบบการรวมศูนย์เพื่อลดความซับซ้อน โดยในขณะที่เราช่วยองค์กรต่าง ๆ ให้ย้ายไปยังคลาวด์ เรากำลังใช้ประโยชน์จากการให้บริการและเครื่องมือต่างๆ ของ เน็ตแอพ เพื่อตรวจสอบและจัดการสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ของเราอย่างจริงจัง ซึ่งตัวระนาบควบคุมแบบรวมศูนย์ จะช่วยให้เราเพิ่มลูกค้าใหม่ไปยังคลาวด์ที่พวกเขาเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมประสบการณ์ที่ราบรื่นและไร้รอยต่ออย่างแน่นอน”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำเสนอประสบการณ์คลาวด์แบบครบวงจรแบบใหม่ที่เรียบง่าย ปลอดภัย ยั่งยืนและคุ้มค่า” Sanjay Rohatgi รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของ เน็ตแอพ เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าว “ด้วย BlueXP ลูกค้าและพันธมิตรของเราในเอเชียแปซิฟิกสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัลแบบไฮเปอร์ไดนามิกแห่งอนาคต และตระหนักถึงศักยภาพของโลกมัลติคลาวด์แบบไฮบริดที่แท้จริง”

เน็ตแอพ BlueXP เป็นตัวเลือกที่แนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลร่วมกันกับ เน็ตแอพ ONTAP ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลชั้นนำของอุตสาหกรรมของ เน็ตแอพ ทั้งในคลาวด์และในองค์กร ซึ่งจากการประกาศล่าสุดได้มีการเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆกว่า 20 รายการ รวมถึงฟีเจอร์การป้องกันความเสียหายบนสแนปช็อต และการป้องกันแรนซัมแวร์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ AIOps ทำให้ ONTAP เป็นหนึ่งในตัวเลือกชั้นนำสำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับองค์กร นอกจากนี้ การขยายเทคโนโลยีหลายโปรโตคอลแบบรวมศูนย์ที่เป็นนวัตกรรมของ เน็ตแอพ ยังช่วยให้ระบไฟล์แชร์ และระบบการจัดเก็บ S3 สามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้จากระบบเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของ ONTAP ในการเป็นที่เก็บข้อมูลสำหรับแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับ AI/ML ที่ทันสมัยในปัจจุบันอีกด้วย

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ BlueXP และลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งานฟรีได้ที่นี่


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ เน็ตแอพ

เน็ตแอพ เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคลาวด์และเน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งช่วยให้องค์กรเป็นผู้นำด้วยข้อมูลในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดย เน็ตแอพ ให้บริการระบบซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเรียกใช้แอปพลิเคชันของตนได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงคลาวด์ ไม่ว่าองค์กรจะพัฒนาในระบบคลาวด์ ย้ายไปยังคลาวด์ หรือสร้างประสบการณ์ที่เหมือนคลาวด์ในองค์กร ด้วยโซลูชันที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เน็ตแอพช่วยให้องค์กรสร้างโครงสร้างข้อมูลของตนเองและส่งข้อมูล บริการ และแอปพลิเคชันที่ถูกต้องไปยังบุคคลที่เหมาะสมได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างปลอดภัย เรียนรู้เพิ่มเติมที่ http://www.netapp.com/ หรือติดตามเราบน Twitter, LinkedIn, Facebook และ Instagram

NETAPP, โลโก้ NETAPP และเครื่องหมายที่ www.netapp.com/TM เป็นเครื่องหมายการค้าของ NetApp, Inc. ชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-launches-bluexp-leading-enterprises-to-a-new-unified-data-management-experience/

TTT 2022 Reinforce: ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization โดย HPE Aruba

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ธุรกิจนั้นต้องเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำงานรูปแบบใหม่อย่าง Remote Working และ Hybrid Working ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจนั้นต้องวางแผนใหม่สำหรับระบบเครือข่าย ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันในอนาคตกันต่อไป

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand) แห่ง HPE Aruba ได้มาเล่าถึงหัวข้อ “Accelerate Your Business with Network Modernization” ภายในงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นและแนวทางในการทำ Network Modernization อย่างเข้มข้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางระบบเครือข่ายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างน้อย 4-5 ปีนับถัดจากนี้

4 เป้าหมายหลักของการทำ Network Modernization

คุณประคุณได้เล่าว่าในการทำ Network Modernization นั้น ธุรกิจองค์กรมักมีเป้าหมายหลักด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. Hybrid Work – การทำงานแบบผสมผสานทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงที่ไว้วางใจได้
  2. Digital Transformation Acceleration – เร่งความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ รองรับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของธุรกิจได้
  3. Personalized Experiences – นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับของเครือข่าย, ข้อมูล และ Application อย่างครบถ้วน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  4. Need for Efficiencies – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้บุคลากรฝ่าย IT จำนวนเท่าเดิมในการบริหารจัดการกับเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมากขึ้นได้

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ได้ คุณสมบัติของระบบเครือข่ายแห่งอนาคตจึงต้องครอบคลุมถึงทั้งการทำ Automation เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยให้ทรัพยากรฝ่าย IT สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ Security ซึ่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และ Agility มีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นจากการมาของเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ปรับระบบเครือข่ายให้ทันสมัยด้วย Aruba ESP Solutions

คุณประคุณได้สรุปถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่ HPE Aruba ได้ทำการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยภาพของ Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่จะเปลี่ยนให้ Network นั้นกลายเป็น Platform สำคัญทั้งสำหรับการทำงานและส่งมอบประสบการณ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีแนวคิดหลักด้วยกัน 3 ประการ

1. Unified Infrastructure

ผสานรวมระบบ Wired, Wireless และ SD-WAN รวมถึงระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์ IoT เข้าเป็นหนึ่งเดียวภายในระบบเครือข่าย โดยสามารถเลือกวิธีการบริหารจัดการได้ทั้งบน Cloud, Centralized หรือแม้แต่ Standalone

2. Security

HPE Aruba นั้นได้ผสานระบบ Security ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายตั้งแต่แรก และในทุกวันนี้ก็ได้เพิ่มเรื่องของการทำ Automation เข้าไปด้วย เพื่อให้ Security กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3. AIOps

ด้วยปริมาณของอุปกรณ์เครือข่ายที่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่แต่ละองค์กรนั้นไม่ได้มีทีมผู้ดูแลระบบมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับภาระในการดูแลรักษาระบบ IT ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการนำ AIOps เข้ามาช่วย เพื่อให้การบริหารจัดการระบบเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

คุณประคุณได้เล่าถึงกรณีของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ย้ายการบริหารจัดการระบบเครือข่ายจากเดิมที่แยกส่วนอยู่ภายในองค์กร ไปอยู่บน Cloud ของ Aruba โดยตรง ทำให้ข้อมูลของระบบเครือข่ายทั้งหมดในส่วนของ Wired, Wireless และ SD-WAN ถูกรวมอยู่ที่เดียวบน Cloud และ AIOps ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยให้ลูกค้าของ HPE Aruba ในประเทศไทยสามารถจัดการกับปัญหาภายในระบบเครือข่ายได้อย่างทันท่วงที

ความสามารถใหม่ในระบบเครือข่ายที่น่าจับตามองจาก HPE Aruba

เมื่อมองไปถึงอนาคต คุณประคุณก็ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายใน HPE Aruba ที่หลายส่วนก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโซลูชันให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ได้แก่

1. Aruba CloudAuth

เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นมีการใช้งาน Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้ Cloud ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด และ HPE Aruba เองก็กำลังมุ่งไปทางนั้นด้วยเช่นกัน โดยความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Aruba CloudAuth นั่นเอง

Aruba CloudAuth คือการยกระบบ Network Authentication ขึ้นไปอยู่บน Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure AD และ Google Workspace ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำหน้าที่เป็น Cloud Managed NAC ได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีลูกค้าในไทยใช้งานอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

2. Wi-Fi 6E

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรรองรับต่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับ Workload ใหม่ๆ ในระบบเครือข่ายได้อย่างเพียงพอ Aruba จึงได้นำ Wi-Fi 6E มานำเสนอในการตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Wi-Fi 6E นั้นได้ทำการพัฒนาต่อยอดจาก Wi-Fi 6 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปริมาณมหาศาลได้โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพน้อยกว่าในอดีตมาก โดย Wi-Fi 6E ได้เพิ่มย่านความถี่ 6GHz เข้ามาด้วยเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับอุปกรณ์และ Bandwidth ได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการใช้เพียงแค่ 2.4GHz และ 5GHz ที่ใช้กันอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับในประเทศไทยก็ยังคงต้องติดตามต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง จากกฎหมายที่ต้องรอให้ระบุชัดเจนว่าจะสามารถใช้ย่านความถี่ 6GHz ได้มากน้อยเพียงใด

3. IoT

HPE Aruba นั้นมีวิสัยทัศน์ที่นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ Network Platform ไปสู่การเป็น IoT Platform ด้วย ทำให้ Access Point ของ Aruba นั้นสามารถให้บริการ BLE และ ZigBee เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ รวมถึงยังสามารถติดตั้ง USB ที่เป็น Sensor เพิ่มเติมเข้าไปบน Access Point โดยตรงได้ด้วย

นอกจากนี้ Aruba ก็ยังเปิด API ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อนำ RFID Tag ใดๆ ก็ได้มาใช้งาน โดยใช้ Aruba Access Point ทำหน้าที่ในการอ่านค่าการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบประมวลผลอื่นๆ ทำให้สามารถพัฒนา Application ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Location Services

4. Open Locate

เมื่อ Aruba เปิดให้การทำ Location Services Application ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ Aruba เสริมขึ้นมาก็คือการติดตั้ง GPS ลงไปใน Access Point โดยตรง ทำให้ Access Point ทั้งหมดมีข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำ และนำข้อมูลพิกัดตำแหน่งนี้ไปใช้ใน Location Services ได้อย่างแม่นยำระดับความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

5. Zero Trust

จากเทรนด์ใหญ่ด้าน Zero Trust ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของธุรกิจองค์กร HPE Aruba ก็ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น Aruba Zero Trust Protection สามารถกำหนด Policy ให้กับทุกๆ การเชื่อมต่อและแบ่งหมวดหมู่นโยบายสำหรับอุปกรณ์แต่ละชนิด, ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ด้วยแนวคิด Aruba Dynamic Segmentation ที่สามารถจัดการ Security Policy ให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างครอบคลุม

6. 4th Generation Data Center

ปัจจุบันนี้ 3rd Generation Data Center ที่ใช้แนวคิดของ Data Center Fabric บนสถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลระหว่าง Server ภายใน Data Center ดว้ยกันเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็เริ่มเจอปัญหาในการใช้งานจริงแล้ว จากการที่เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ Network Services และ Security Services บางส่วนกลับยังไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปใน Fabric และกลายเป็นคอขวด

4th Generation Data Center จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อนำ Network Services และ Security Services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง โดย HPE Aruba ได้จับมือกับ Pensando เพื่อนำหน่วยประมวลผลเฉพาะทางด้าน Network และ Security มาใช้งานภายใน Aruba CX10000 ทำให้ภายใน Data Center Fabric มีความสามารถทุกอย่างที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และไม่เกิดคอขวดในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

7. Unified SD-WAN Fabric

ด้วยกรณีการใช้งานของ SD-WAN ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ Application และ Data ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud จำนวนมาก และผู้ใช้งานมีการใช้งานทั้งจากในแบบ Remote Work จากบ้านแต่ละหลังหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้น, การมีออฟฟิศขนาดเล็กที่บ้าน, ออฟฟิศสาขาขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ SD-WAN ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

HPE Aruba ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา และนำจุดเด่นของ Silver Peak อย่างเช่นการทำ WAN Optimization เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ต่างๆ ที่ธุรกิจมีการใช้งาน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาต่อยอดด้าน Security จนได้รับ ICSA Labs Secure SD-WAN Certification มาแล้วเป็นรายแรกของโลก

8. Network Assurance

เมื่อการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุกระบบ IT แน่นอนว่าระบบ Network เองก็ต้องตอบสนองในส่วนนี้ด้วย ซึ่ง Aruba UXI ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการนำ UXI Agent/Sensor มาทำหน้าที่จำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ LAN แล้วทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

9. Network-as-a-Service (NaaS)

ด้วยวิสัยทัศน์ของ HPE ที่ต้องการเปลี่ยน CapEx ในการลงทุน Server และ Storage มาสู่การเช่าใช้งานแบบ OpEx ภายใต้บริการ HPE GreenLake ทำให้ HPE Aruba เองก็ปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ด้วยบริการ HPE GreenLake for Aruba ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานระบบเครือข่ายในแบบ OpEx ได้แล้ว และรองรับกรณีการใช้งานดังนี้

  • Indoor Wireless aaS
  • Outdoor Wireless aaS
  • Remote Wireless aaS
  • Wired Access aaS
  • Wired Aggregation aaS
  • Wired Core aaS
  • SD-Branch aaS
  • UXI aaS

ทาง IDC นั้นได้มีผลสำรวจว่า 69% ของธุรกิจองค์กรนั้นได้เริ่มใช้งาน NaaS หรือมีแผนจะใช้งานภายในอีก 2 ปีนับถัดจากนี้แล้ว ก็ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-network-modernization-by-hpe-aruba/

TTT Virtual Summit: AI & Data for Enterprises | 7 – 8 กันยายนนี้

TTT Virtual Summit เป็นซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ของ TechTalkThai ที่มีคนสาย IT ติดตามมากกว่า 8,000 คน โดยครั้งที่ 4 ของปี 2022 นี้จัดขึ้นภายใต้ธีม AI & Data for Enterprises เพื่ออัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม กรณีศึกษา และโซลูชันด้าน AI/ML และ Data Analytics ล่าสุดสำหรับธุรกิจไทย รวมถึงเครื่องมือและแนวทางปฏิบัติสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บและใช้งานตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA บรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศนับสิบราย

เนื้อหาทั้งหมดบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานและบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ AIS, Fortinet, iApp Technology, IBM, Palo Alto Networks, Ricoh, SAS, Soft De’but, Sophos และ STelligence

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ที่จะมาอัปเดตแนวโน้มและนวัตกรรมด้าน AI ล่าสุดของไทย และแนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs

📆 วันที่ 7 – 8 กันยายน 2022
⏰ เวลา 13:15 – 16:30 น.
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการธุรกิจ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่, ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT ทุกระดับ, ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ , Business Analyst, Data Analyst, Data Scientist, Data Engineer, CISO, DPO, Security Engineer, Security Analyst และผู้ที่สนใจด้าน AI & Data และ PDPA

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 13, iPad Air และ Redmi Watch 2 Lite รวม 6 รางวัล มูลค่ากว่า 60,000 บาท จับรางวัลใหญ่ทุกวัน !!

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/ad22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-ai-and-data-for-enterprises-2022/

[Guest Post] Aruba แนะโรงงานอุตสาหกรรมใช้ AIOps ผนวก IT กับ OT ให้เป็นหนึ่งเดียวฝ่าอุปสรรคหลังยุคโควิด

โดย Kwong Hui Tan, ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ไต้หวัน และฮ่องกง/มาเก๊า แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ 

ยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องปรับเปลี่ยนตนเองเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้เท่าทันหรือล้ำหน้าคู่แข่งทั่วโลก ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและโซลูชั่นที่เหมาะสม เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาของการปฏิบัติงานที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.ความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน (Safety) 2.ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในโรงงานที่รุนแรง (Harsh Environment) 3.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ (Security) และ 4. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ระบบว่าจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ (Reliability) ทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง

Aruba แนะนำแนวทางที่องค์กรต่างๆ สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ด้วยการใช้โซลูชันที่มีองค์ประกอบของ AIOps (Artificial Intelligence for IT Operations) ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการนำความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการดูแลและวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมช่วยผสานการทำงานระหว่าง IT และ OT โดย Aruba เสนอโซลูชันดังต่อไปนี้

1: ปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ

หลังการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาเริ่มซาลง โรงงานต่างๆ ต้องการกลับไปทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาดและสามารถทำการผลิตได้อย่างมีเสถียรภาพเช่นเดิม แต่การรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยหากโรคระบาดกลับมาใหม่ยังคงเป็นเรื่องที่โรงงานต่างกังวล จากการศึกษาของ McKinsey พบว่าบริษัทผู้ผลิตในเอเชียส่วนใหญ่ระบุว่าการใช้มาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เช่น การเว้นระยะห่างอย่างปลอดภัยเป็นมาตรการที่ยังคงความสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม โรงงานยังคงลังเลเรื่องประสิทธิภาพในการผลิตที่อาจจะลดลงและยังต้องการให้พนักงานกลับไปทำงานในระยะห่างที่ใกล้กันเท่าเดิมก่อนโรคระบาด

ไม่มีความจำเป็นต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของพนักงานและประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งสองเรื่องนี้ควรควบคู่ไปด้วยกัน โรงงานต่างๆ สามารถทำได้โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกๆ ที่ในบริเวณโรงงานนั้นมีสัญญาณระบบเครือข่ายให้เชื่อมต่อได้เป็นอย่างดีและพนักงานทุกคนมีอุปกรณ์การทำงานที่มีการเชื่อมต่ออย่างเหมาะสม โดย การใช้โซลูชัน Wi-Fi และ Bluetooth ของ Aruba ทำให้สามารถดำเนินการติดตามเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการติดตามและติดต่อพนักงานทุกคนในบริเวณโรงงานได้ตลอดเวลา Aruba สามารถทำการรวมรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้แบนด์วิดท์ทั้งหมดบนพื้นที่การผลิต ทำให้สามารถจัดหาโซลูชันที่ให้บริการพื้นที่ในขนาดต่างๆ ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับบริษัทต่างๆ ในการกลับไปทำงานอย่างปลอดภัยโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน

2: อุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะ (Intelligent Edge) ที่สามารถทำงานได้ในสภาพสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง

พื้นที่การผลิตในโรงงานบางพื้นที่มีสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูง ไอระเหยที่ติดไฟได้ และความเข้มข้นของฝุ่นสูง ตัวแปรเหล่านี้อาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ในระยะยาว บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องปกป้องความสมบูรณ์ในการทำงานของอุปกรณ์ของตนในพื้นที่จากปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมเหล่านี้ ท้ายที่สุด เมื่อชำรุดลงการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ในโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อพิจารณาถึงราคาของอุปกรณ์และการหยุดชงักการทำงานโดยไม่จำเป็นเพื่อเอาอุปกรณ์ออกมาซ่อมแซม

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สามารถป้องกันความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างง่ายดายโดยใช้อุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะ (Intelligent Edge) ที่เหมาะสม อย่างเช่น อุปกรณ์ Access Points (APs) ของ Aruba ในรุ่นที่เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อกลางแจ้งและบริเวณที่ต้องการคุณสมบัติความทนทานสูง พัฒนาขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุด อุปกรณ์ APs รุ่นนี้ของ Aruba สามารถทนต่อการสัมผัสกับอุณหภูมิสูงและต่ำสุดขั้ว ทนความเร็วลมสูงถึง 165 ไมล์ต่อชั่วโมง และพื้นที่ที่มีความชื้น โดนน้ำฝน ละอองฝุ่นและเกลืออย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ Aruba CX4100i Switch Series ที่มีความทนทานสูงยังช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ IT, ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) และอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงแม้อยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิผันผวนรุนแรง

3: ตรวจสอบและควบคุมได้อยู่เสมอจากระยะไกล

สภาพแวดล้อมที่รุนแรงก่อให้เกิดความเสี่ยงไม่เพียงต่ออุปกรณ์และระบบโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานผู้ที่ดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำด้วย รายงานล่าสุดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ พบว่าการสัมผัสฝุ่นละออง ก๊าซ และควันจากการทำงานเป็นสาเหตุอันดับสองของการเสียชีวิตจากการทำงานทั่วโลก เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม การผลิตและการแปรรูปวัสดุ อาจจะส่งผลให้พนักงานเสี่ยงต่อการระเบิด สนามแม่เหล็กแรงสูง และระดับเสียงที่อาจจะทำให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานหูหนวกได้

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีพนักงานอยู่ในพื้นที่อันตรายโดยตรง แต่ยังสามารถปฏิบัติงานได้เช่นเดิม บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้การตรวจสอบและบำรุงรักษาจากระยะไกลผ่านเครื่องมือจำลองเสมือนจริง  (AR/VR) ซึ่งแม้ว่าโซลูชันเหล่านี้จะทำให้เครือข่ายทำงานหนักขึ้น แต่เทคโนโลยี AppRF ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Aruba ก็สามารถจัดลำดับความสำคัญของการรับส่งข้อมูลบนแอปพลิเคชั่น AR/VR เหล่านี้ได้อย่างอัตโนมัติ ด้วยกระบวนการจัดสรรทรัพยากรแบนด์วิดท์ของปัญญาประดิษฐ์อันชาญฉลาด

4: ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ (Security) ยังคงมีความสำคัญสูงสุด

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการนำอุปกรณ์ IoT มาใช้อย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม โดยภายในพื้นที่การผลิต 91% ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของจำนวนอุปกรณ์ IoT อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้ IoT มาปรับปรุงเครื่องจักรให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งส่งผลต่อเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ โดย 27 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทเหล่านี้ ต่างกังวลถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการนำอุปกรณ์ IoT มาใช้ และก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้บางโรงงานไม่กล้าเสี่ยง

ในขณะที่ IoT ยังคงหยั่งรากลึกลงเรื่อยๆ การมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเชิงคาดการณ์ (Predictive Security Posture) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งทีมไอทีจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องมือเพื่อสามารถรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึ่งประสงค์ไม่ให้เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่โซลูชันอย่างเช่น Aruba Central และ Aruba ClearPass Device Insight ล้วนมี AIops ที่มีคุณสมบัติเชิงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เนื่องจากโซลูชันเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้องสามารถคาดการณ์ได้ทั้งในระบบควบคุมแบบปิด (Closed Loop) และระบบแบบ end-to-end แล้วเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT ทั้งหลายในเชิงรุกได้อีกด้วย

ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) ไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไป

ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (Operational Technology: OT) เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นระบบหลักที่ทำงานอยู่เบื้องหลังกระบวนการทางอุตสาหกรรม แต่เดิมจะแยกจากเครือข่ายไอที (IT) เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก และจะต้องทำงานได้ตลอดเวลา มีความยืดหยุ่น ทนทานสูง และความน่าเชื่อถือเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม จุดบกพร่องจากความผิดพลาดของอุปกรณ์และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งการบำรุงรักษาและการหยุดชะงักการทำงานนอกแผน ล้วนแต่ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานและทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ความจริงก็คือ หากสามารถดำเนินการบำรุงรักษาในเชิงรุก ค่าใช้จ่ายอาจลดลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของ OT ยังคงเชื่อถือได้ Aruba และ ABB ได้ช่วยบริษัทต่าง ๆ ในการโยกย้ายระบบเก่าที่มักจะต้องหยุดชะงักนอกแผนเพื่อซ่อมบ่อย ๆ มายังระบบที่มีเครื่องมือบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance Tools) ซึ่งจะช่วยให้มีความสามารถมองทะลุครอบคลุมในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของทุกอุปกรณ์และเครื่องจักร รองรับความพร้อมในการใช้งานสูง และให้ผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุน ตัวอย่างเช่น Smart Sensor ของ ABB ใช้อัลกอริธึมขั้นสูงเพื่อแจ้งให้วิศวกรทราบถึงสภาวะที่ผิดปกติก่อนอุปกรณ์จะขัดข้อง นอกจากนี้ ด้วยการบูรณาการระหว่าง Aruba UXI (User Experience Insight) และ ระบบ Mobile Computer ของ Zebra (เช่น TC5x/TC7x) ยังสามารถนำข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานในระดับแอปพลิเคชันครอบคลุมไปจนถึงระดับอุปกรณ์ที่ปลายทาง (Edge) เพื่อให้ทีมไอทีได้นำไปวิเคราะห์และดำเนินการป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น

โซลูชันเหล่านี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถดำเนินการซ่อมแซมเครื่องจักรได้ก่อนที่กระบวนการทำงานจะหยุดชะงักและได้รับผลกระทบ ช่วยลดการหยุดการทำงานนอกแผน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักร และช่วยปรับแผนกำหนดการทำงานของวิศวกรภาคสนามให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มผลกำไรในที่สุด

ผนวก IT และ OT ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วย AIops เป็นสิ่งที่จำเป็น

ธุรกิจและบริษัทผู้ผลิตกำลังเผชิญกับความท้าทายตลอดช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเทคโนโลยีที่พวกเขานำมาใช้ จากการสำรวจบริษัทผู้ผลิตทั่วโลกกว่า 400 แห่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมดระบุว่า Industry 4.0 ได้ช่วยให้การดำเนินงานของพวกเขาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤต และมากกว่าครึ่งกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่พวกเขาดำเนินการนั้น มีความสำคัญต่อการรับมือการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรน่าอย่างประสบความสำเร็จ

ในยุคใหม่ของการทำงานและธุรกิจนี้ มีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตในการปรับโครงสร้างใหม่ คิดใหม่ และกำหนดแนวทางสำหรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายและขับเคลื่อนประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางธุรกิจ การนำโซลูชั่นของ Aruba ที่มี AIOps เป็นหัวใจสำคัญมาใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดมากในการช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถผนึกระบบเครือข่าย IT และ OT ของตนเป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัย ระบบการทำงานยังคงต่อเนื่องแม้จะเผชิญสภาพแวดล้อมที่รุนแรง สามารถดูแลอุปกรณ์ได้จากระยะไกล และมีระบบที่มั่นคงปลอดภัย โดยมีประสิทธิภาพในการผลิตกลับไปเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครือข่ายและการพัฒนาโซลูชั่นของ Aruba สามารถติดตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญใน Aruba Blog ได้ที่ https://blogs.arubanetworks.com/

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-why-aiops-unify-manufacturing-industry/

iZeno Webinar: AiOps with Elastic and Atlassian [5 พ.ค. 2022 – 11.00น.]

iZeno ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, System Engineer และผู้ดูแลระบบ IT ทุกท่าน เข้าร่วม Webinar ในหัวข้อ AiOps with Elastic and Atlassian ในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2022 เวลา 11.00น. เพื่อทำความรู้จักกับเทคโนโลยี AIOps ว่าจะเข้ามาช่วยดูแลรักษาระบบ IT และติดตามแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้อย่างไร โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: iZeno Webinar: AiOps with Elastic and Atlassian
ผู้บรรยาย: ทีมงาน iZeno
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2022 เวลา 11.00น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย

ระบบ Artificial Intelligence for IT Operations (AIOps) สามารถทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการทำงานด้าน IT Operations ให้กลายเป็นอัตโนมัติได้ด้วยการนำเทคโนโลยี Machine Learning และ Big Data มาใช้ในการตรวจสอบ, สื่อสาร และจัดการ เพื่อทำการค้นหาสาเหตุต้นตอ (Root Cause Analysis: RCA) ได้อย่างรวดเร็วภายในกรอบเวลาสำหรับการแก้ไขปัญหา (Mean Time to Resolution: MTTR) ที่เหมาะสม โดยมี
Elastic Observability และ Jira Service Management เป็นองค์ประกอบสำคัญภายในโซลูชัน AIOps นี้

มาร่วมเรียนรู้ถึงแนวทางและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการระบบ IT ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ใน Webinar ครั้งนี้

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_1i50tO-iT7C2KLxnFBXeVQ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-webinar-aiops-with-elastic-and-atlassian/

[Guest Post] จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้ปัญหาด้านไอทีล่วงหน้าได้เหมือนกับการพยากรณ์อากาศ

“ถ้ารู้ล่วงหน้าก็คงจะดีสินะ” ประโยคนี้มักจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งเวลาที่เราเจอกับปัญหาที่เราคาดไม่ถึงหรือพบเจอเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ เพราะเราทุกคนต่างมีสัญชาตญาณของการป้องกันตนเองจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สังเกตง่าย ๆ จากการที่เราดูพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเวลาจะออกจากบ้านหรือวางแผนการท่องเที่ยว ด้วยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วย

ในสายงานของเทคโนโลยีเองก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับประโยคนี้เช่นกันเพราะทุกครั้งที่มีปัญหา ทีม Engineer เองก็มักจะหลุดพูดประโยคนี้ขึ้นมาบ่อย ๆ แม้ว่าองค์กรจะมีเครื่องมือในการมอนิเตอร์หลากหลายขนาดไหนก็ไม่อาจบอกได้ว่าปัญหาอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือส่วนงานไหนที่กำลังจะเกิดปัญหา

ช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ รวมถึงการสร้างความแตกต่างให้เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ดังนั้นองค์กรเหล่านั้นจึงนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างบริการที่ดี และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการได้รวดเร็ว สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งความท้าทายเหล่านี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีและวิธีการด้านไอทีรูปแบบใหม่ๆ เช่น การขยาย IT Infrastructure ขึ้นไปอยู่บนคลาวด์, การปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเป็นแบบ microservices และการเลือกใช้วิธีการในการสร้างแอพพลิเคชันแบบ CI/CD เป็นต้น ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid (โครงสร้างอยู่บน Cloud และ On-premise) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในการบริหารจัดการด้านไอที ส่งผลให้องค์กรจำต้องมีเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดในการรับมือกับปริมาณข้อมูลมหาศาล, สามารถวิเคราะห์ปัญหา, คาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และจัดการปัญหาให้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แล้วเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดต้องมีคุณสมบัติอย่างไรล่ะ?

อ้างอิงจาก Gartner Market Guide for AIOps Platforms ของ ปี 2021 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของ Platform ที่จะมาช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการด้านไอทีได้อย่างชาญฉลาด คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ และจัดการปัญหาได้อย่างอัตโนมัติ นั่นคือ เทคโนโลยี AIOps

AIOps มาจากคำว่า AI (Artificial Intelligence) + Ops หรือ IT Operations ง่ายๆก็คือการเอา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยในการบริหารจัดการด้านไอที โดยแพลตฟอร์ม AIOps นั้นเป็นการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการด้านไอที ให้มีความสามารถในการตรวจจับสิ่งผิดปกติ วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลปริมาณมหาศาล (Big Data), เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ, วินิจฉัยถึงสาเหตุของปัญหา (Root Cause Analysis: RCA), คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้, แจ้งเตือนปัญหาได้อย่างทันท่วงที และมีระบบ Automate ในการจัดการปัญหา

คุณสมบัติหลักของแพลตฟอร์ม AIOps:

  • การนำเข้าข้อมูลที่มีความหลากหลายมารวมกัน (Ingestion)
    การที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ย่อมต้องมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการจะมาคำนวณและประมวลผล ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่การวิเคราะห์ก็ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็คงไม่ต่างกับการพยากรณ์อากาศ ที่นักพยากรณ์ก็ต้องเอาข้อมูลต่าง ๆ มารวบรวมทั้งค่าดัชนีความชื้น ปริมาณน้ำฝน หรือข้อมูลในอดีตหลาย ๆ ปีมาประกอบกันเพื่อพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน  ดังนั้นการที่แพลตฟอร์ม AIOps จะวินิจฉัยถึงสาเหตุของปัญหาหรือคาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องรวมรวบข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเช่นกัน ทั้งข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน, ข้อมูลเครือข่าย (Network), แอพพลิเคชั่น รวมถึงข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือในการมอนิเตอร์ โดยแพลตฟอร์ม AIOps จะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการคำนวณและประมวลผลจากข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่
                       * ข้อมูลเรียลไทม์ ณ เวลาที่มีการนำเข้าข้อมูล (streaming analytics)
                       * ข้อมูลในอดีตที่มีเก็บรวบรวมไว้
  • แผนผังโครงสร้างของระบบ (Topology)
    แพลตฟอร์ม AIOps ต้องมีความสามารถในการค้นหาและรวบรวม IT Asset และแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งความสัมพันธ์ของ IT Asset และแอพพลิเคชั่น, การพึ่งพากัน หรือ การเชื่อมโยงกันในมิติอื่น ๆ ของ IT Asset และแอพพลิเคชั่น
  • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ (Correlation)
    การพยากรณ์อากาศ ก็ใช้หลักการการเชื่อมโยงเหตุการณ์อยู่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อความชื้นสัมพัทธ์มีค่า 100 % นั่นแปลว่า ฝนกำลังจะตก เป็นต้น ดังนั้นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็นกับแพลตฟอร์ม AIOps เช่นกัน เมื่อมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ในแง่ของเวลา แผนผังโครงสร้างของระบบ และเหตุการณ์ที่คล้ายคลึง ย่อมช่วยลดภาระของทีมไอทีในการจัดการเหตุการณ์ที่ซ้ำซ้อน ระบุได้ถึงต้นเหตุของปัญหา และยังสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้ด้วยจากแพทเทินท์ของเหตุการณ์ในอดีต
  • การประมวลผลเหตุการณ์ต่าง ๆ (Recognition)
    ด้วยเทคโนโลยีของ Machine Learning และการเรียนรู้พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้การประมวลผลเหตุการณ์ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมองเห็นถึงแนวโน้มของความผิดปกติ จากการเปรียบเทียบข้อมูลในอดีต ดังนั้นแพลตฟอร์ม AIOps จึงจำต้องมีความสามารถในการตรวจจับถึงสิ่งผิดปกติ และแจ้งเตือนการที่ปัญหาจะเกิดขึ้น เผื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหา
  • การจัดการและแก้ไขปัญหา (Remediation)
    เมื่อตรวจจับได้ถึงปัญหา แพลตฟอร์ม AIOps สามารถตอบสนองต่อปัญหาตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ หรือ อาศัยการสังเกตการณ์ในอดีต และเสนอแนะวิธีการในการจัดการปัญหาหรือตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ

ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศหรือการคาดการณ์ปัญหาด้านไอที ก็มีรูปแบบเดียวกัน คือการนำข้อมูลที่เพียงพอจากหลากหลายแหล่ง มาวิเคราะห์ถึงแพทเทินท์ของเหตุการณ์ การเชื่อมโยงกันของเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลและเหตุการณ์ในอดีต เพื่อคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคตหรือตรวจจับความผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต ดังนั้นการรู้ล่วงหน้าของปัญหาด้านไอทีก็ย่อมทำได้ไม่ยาก หากองค์กรมีเครื่องมือที่เหมาะสม และทีมงานที่มีความชำนาญ & เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรงและพร้อมให้คำปรึกษาในการปรับรูปแบบการบริหารจัดการด้านไอทีขององค์กร

เป็น AIOps สามารถติดต่อมาที่ bsm@mfec.co.th หรือ Line Add:

อ้างอิง: https://www.gartner.com/en/documents/4000217/market-guide-for-aiops-platforms

เขียนบทความโดย นางสาวเปี่ยมณัฐดา กันทะวงศ์ MFEC Senior Presales Consultant

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-mfec-aiops-platform/

IBM และ Metro Connect ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Automate IT Operations” [24 มีนาคม 2565-10.00น.]

Metro Connect และ IBM ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Automate IT Operations” เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน AIOps ว่าจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องการจัดการทรัพยากรขององค์กรได้อย่างไร โดยงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 – 11.30 น.

สนใจลงทะเบียนได้ที่ : https://tinyurl.com/ybvz5utz

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : Automate IT Operation

ผู้บรรยาย :

  • คุณเพชรไพทูรย์ กรุงวงศ์ ตำแหน่ง Digital Transformation Practitioner บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
  • คุณชยุตม์ รัตนพงศ์อำไพ ตำแหน่ง Automation Product Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด

วันที่ : วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565

วันเวลา : 10.00 – 11.30 น.

ลิงก์ลงทะเบียน : https://tinyurl.com/ybvz5utz

ความพร้อมของแอปพลิเคชันเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพซึ่งบางครั้งความต้องการที่ไม่หยุดนิ่งอาจทำให้เกิดความขาดแคลนทรัพยากร รวมทั้งอาจประสบปัญหาการลงทุนที่สูงซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับองค์กรได้

ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วม Webinar ในครั้งนี้เพื่อเข้ามาค้นหาว่าโซลูชัน AIOps จากทาง IBM นั้นช่วยให้องค์กรของท่านสามารถจัดการและบริหารทรัพยากรของแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติได้อย่างไร ในงานนี้จะพูดถึงเนื้อหาเกี่ยวกับ

  • Application-Driven for Business and IT Observability
  • Application Resourcing Management
  • AI-Powered Predictive Insights: Automate ITOps

Agenda

  • Why AIOps
  • Introduce IBM Instana & Turbonomic
  • Business Use Cases
  • Solution Demo

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล MCCIBMSW@metroconnect.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-x-metro-connect-webinar-032022-automate-it-operation/

AIOps เต็มรูปแบบ ช่วยองค์กรไทยนำ AI จัดการ IT Management ทุกขั้นตอน

ถึงแม้การนำ AI มาใช้ช่วยในการบริหารจัดการระบบ IT หรือที่เราเรียกกันว่า AIOps นั้นจะเป็นแนวคิดที่ได้ยินกันมานานหลายปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราก็มักได้เห็นเทคโนโลยี AIOps ที่ยังไม่เต็มรูปแบบกันมากนัก ทำให้การนำไปใช้งานในระดับธุรกิจองค์กรยังคงเกิดขึ้นเพียงแค่บางส่วนหรือบางระบบเท่านั้น ไม่ได้เป็นการใช้งาน AIOps อย่างเต็มศักยภาพจริงๆ

ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ถึงประเด็นด้านแนวโน้มการใช้งานระบบ AIOps จริงในภาคธุรกิจองค์กรทั่วโลกและธุรกิจองค์กรไทย กับโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ AIOps จะเข้ามาช่วยปลดล็อคขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมและการทำ Digital Transformation ของธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

The Great Digital Shift: การปรับธุรกิจสู่โลกดิจิทัล สร้างความซับซ้อนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนให้กับระบบ IT Infrastructure

คุณสุรฤทธิ์ได้เริ่มต้นเล่าถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในกลุ่มธุรกิจองค์กร ว่ากระแสของการทำ Digital Transformation ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการมาของ COVID-19 นั้นได้ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งต้องยกเครื่องระบบ IT Infrastructure กันอย่างเร่งด่วน ส่งผลให้การทำ Digital Transformation ที่เดิมทีคาดกันว่าจะต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี เกิดขึ้นจริงได้ในเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ในทุกวันนี้

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วระดับนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบเทคโนโลยีภายในองค์กรอย่างแน่นอน จากเดิมที่ธุรกิจองค์กรอาจมีการใช้งาน Business Application จำนวนเพียงแค่ไม่กี่รายการในการดำเนินธุรกิจ ก็มีปริมาณมากขึ้นไปถึงหลักหลายร้อยหรือหลายพัน Application ในเวลาอันสั้น และ Application เหล่านี้ก็ได้ถูกยกระดับความสำคัญจากเดิมที่เคยเป็นเพียงแค่ส่วนสนับสนุนของการทำธุรกิจ สู่การเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Mobile Banking, Online Shopping, Food Delivery หรืออื่นๆ ก็ตาม

นอกเหนือจากประเด็นทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ประเด็นด้านทักษะของพนักงานที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพนักงานนั้นต่างต้องทำการ Reskill/Upskill กันอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น อีกทั้งยังต้องเผชิญต่อความกดดันในการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน จากเดิมที่เคยไปทำงานร่วมกันที่บริษัทได้ ก็ต้องทำงานจากที่บ้านแทน ในขณะที่พนักงานฝ่าย IT เองก็ต้องเร่งเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Container, Microservices, AI และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อให้สามารถสนับสนุนการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองกลับมาถึงประเทศไทย ประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองมากคือการที่ชาว IT ในไทยนั้นเปิดรับต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ กันอย่างรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็น Blockchain, Web 3 หรือ Metaverse ซึ่งเราก็เริ่มจะเห็น Platform เหล่านี้เกิดขึ้นจริงกับแบรนด์ต่างๆ มากมาย ในขณะที่ Quantum Computing เองก็เริ่มได้รับความสนใจจากธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่และมีการศึกษาเกิดขึ้นกันแล้ว ซึ่งตรงนี้เองก็จะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับระบบ IT Infrastructure ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้ทำให้คุณสุรฤทธิ์สรุปว่า ความซับซ้อนของระบบ IT Infrastructure ภายในองค์กรกำลังกลายเป็นความกดดันใหม่ที่เป็นคลื่นใต้น้ำของธุรกิจองค์กรไทยทุกแห่ง ซึ่งเหล่าผู้บริหารและผู้ดูแลระบบ IT นั้นจะต้องให้ความสำคัญต่อการจัดการในส่วนนี้ ก่อนที่ระบบจะมีความซับซ้อนสูงจนไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป

IT Infrastructure เปลี่ยนถ่ายจากโลกยุค Static ไปสู่ Dynamic และส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานโดยตรง

ด้วยปริมาณและความซับซ้อนของ Application ที่กำลังเกิดขึ้นในธุรกิจองค์กร ทำให้ระบบ IT Infrastructure ในองค์กรเองก็ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่ระบบมักจะเป็นในรูปแบบ Static มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเมื่อต้องอัปเกรดระบบหรือต้องใช้ Application ใหม่ๆ ในธุรกิจซึ่งมักจะมีแค่ไม่กี่รายการต่อปีเท่านั้น ไปสู่รูปแบบ Dynamic ที่จะต้องมี Application ใหม่และสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบจะรายวัน และทุก Application หรือระบบเบื้องหลังก็มีการอัปเดตรายวันเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน เมื่อ Application ของธุรกิจองค์กรต้องกลายเป็นด่านหน้าในการให้บริการหรือสื่อสารกับลูกค้าของธุรกิจโดยตรง การส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าสามารถใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ตอบสนองได้รวดเร็วทันใจก็กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญ เพราะธุรกิจเองนั้นก็ประเมินได้ยากมากว่าลูกค้าจะเข้ามามากน้อยเพียงใดในแต่ละช่วงเวลา ในขณะที่การส่งมอบประสบการณ์ต้องทำให้ได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งจากข้อมูลของ Aberdeen Group การที่เว็บไซต์มี Latency เพียง 1 วินาที ก็อาจทำให้ธุรกิจเสียลูกค้าไปได้มากถึง 7% ได้เลยทีเดียว หากคิดในแง่มุมนี้แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายเพียงวันละ 1 แสนบาท แต่หากคำนวณต่อเนื่องทั้งปีแล้ว ยอดขาย 7% ที่อาจหายไปได้นี้ก็นับเป็นเงินหลายล้านบาทแล้ว

โจทย์เหล่านี้ทำให้ฝ่าย IT ของธุรกิจองค์กรต้องเร่งหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลระบบ IT เป็นอย่างมาก และต้องมองหาวิธีการหรือเครื่องมือที่จะมาช่วยบริหารจัดการดูแลรักษาระบบ IT ที่ต้องเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลานี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือในกลุ่ม IT Management และ IT Monitoring อย่างในอดีตที่ยังคงต้องอาศัยผู้ดูแลระบบ IT ในการตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจทำสิ่งวต่างๆ ด้วยตนเองนั้นไม่ตอบโจทย์ต่อปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว

AIOps: เมื่อผู้ดูแลระบบ IT ต้องเริ่มสอน AI ให้มาช่วยดูแลระบบ IT Infrastructure ในองค์กร

คุณสุรฤทธิ์ได้เล่าถึงหน้าที่ใหม่ของฝ่าย IT ในองค์กรที่จะต้องมองการบริหารจัดการระบบ IT ให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น ด้วยการทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้ที่สอน AI ให้ช่วยดูแลรักษาระบบ IT ในองค์กรทั้งหมดให้ได้แบบอัตโนมัติแทนที่จะต้องทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองทั้งหมดเหมือนในอดีต

Credit : IBM

แนวทางดังกล่าวนี้อาจทำให้ผู้ดูแลระบบ IT หลายๆ คนสงสัยว่าจะเป็นไปได้จริงไหม และจะต้องใช้องค์ความรู้ด้าน AI หรือลงทุนในระบบประมวลผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งคุณสุรฤทธิ์ก็ให้คำตอบที่ชัดเจนพร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยให้ทีมงาน TechTalkThai ได้เห็นภาพและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

แรกสุดนั้น เหล่าผู้ดูแลระบบ IT ต้องเข้าใจก่อนว่า AIOps ที่ดีจริงๆ นั้นควรจะเป็นระบบ AI ที่สามารถช่วยดูแลได้ทุกๆ ส่วนของระบบ IT Infrastructure ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Cloud, Data Center, Server, Storage, Network, Application, OS, Database, Middleware, Viratualization, Container หรือระบบใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้ข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกระบบได้มากที่สุด และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้หาความสัมพันธ์, วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และช่วยแนะนำหรือแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่

  1. Big Data สำหรับการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลของระบบ IT ต่างๆ เอาไว้ในแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน ค้นหา และประมวลผล
  2. Machine Learning สำหรับการค้นหา Pattern ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ และตรวจสอบคัดกรองข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานตรวจสอบแก้ไขปัญหาเท่านั้น
  3. Automation สำหรับการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในแบบ Real-Time และเป็นอัตโนมัติ หรือแจ้งแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผู้ดูแลระบบได้พิจารณาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 3 ส่วนนี้จะทำงานอย่างต่อเนื่องเป็น Feedback Loop ทำให้ AIOps ขององค์กรได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ และมีความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมื่อองค์กรมีการติดตั้งใช้งานระบบ IT ใหม่ๆ ก็สามารถที่จะตรวจสอบดูแลรักษาระบบเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติทันที

Credit : IBM

ในแง่มุมของผู้ดูแลระบบ IT นั้น การจะสร้างระบบ AIOps ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกำลัง และไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน Data Science มากนัก เพราะเครื่องมือ AIOps ในปัจจุบันนี้ก็มีการออกแบบและพัฒนามาให้พร้อมใช้งานได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบ IT ต้องทำจึงมักเป็นแค่เรื่องของการจัดการดึงข้อมูลจากระบบต่างๆ มาส่งให้ AIOps ในรูปแบบที่ระบบต้องการ และทำการกำกับดูแลการทำงานของ AIOps ให้มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาวเท่านั้น

ส่วนการลงทุนด้านระบบ AIOps นั้น คุณสุรฤทธิ์ก็ได้ให้ความกระจ่างว่าโดยมากระบบเหล่านี้มักจะใช้เทคโนโลยีในระดับ Machine Learning เป็นหลัก ดังนั้นระบบ Server ที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้จึงใช้แค Server หรือ VM ทั่วๆ ไปในการทำงานได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง GPU Server ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง นอกจากนั้นก็เป็นเพียงการลงทุนในส่วนของ Software ทำให้ทุกวันนี้ธุรกิจองค์กรไทยหลายแห่งเริ่มนำ AIOps ไปใช้งานจริงได้แล้ว

AIOps จาก IBM: ครบเครื่องทั้ง Platform, AI และการช่วยปรับวัฒนธรรมการทำงานของฝ่าย IT สู่โลกยุคใหม่

สำหรับโซลูชัน AIOps ของทาง IBM นั้นจะมีชื่อว่า IBM CloudPak for Watson AIOps ซึ่งเป็นระบบ AIOps ที่ทำงานอยู่บน Container Platform เพื่อให้การติดตั้งใช้งานดูแลรักษาระบบเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รองรับการใช้งานได้ทั้งแบบ On-Premises, Private Cloud, Public Cloud, Hybrid Cloud และ Multi-Cloud อย่างครบวงจร โดยมีความสามารถหลักๆ ด้วยกัน 8 ประการ ดังนี้

Credit : IBM
  1. Event Grouping ทำการจัดกลุ่มของเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  2. Anomaly Detection ทำ Automatic Parsing เพื่อตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่าการตรวจสอบในแบบ Rule-based และทำการสร้าง Ticket หรือแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบโดยอัตโนมัติ พร้อมเรียนรู้แนวทางการแก้ไขที่เหมาะสมไปด้วยในตัว
  3. Natural Language Processing ทำการวิเคราะห์ข้อมูล Unstructured Data จาก Log, Ticket และ Chat เพื่อทำความเข้าใจและนำมาใช้ในการดำเนินงานได้อย่างแม่นยำ
  4. Incident Localization ทำการวิเคราะห์เพื่อจำแนกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และความเสียหายหรือผลกระทบว่าเกิดขึ้นกับระบบใดบ้าง เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาในแบบ Real-Time เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด
  5. Prescriptive Actions for Teams ใช้ Explainable AI เพื่ออธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นและช่วยให้ฝ่าย IT ทำความเข้าใจกับปัญหาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตประกอบการตัดสินใจ
  6. Change-Risk Remediation ใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงของระบบทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงใน Code หรือ Configuration เพื่อให้องค์กรสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบใดๆ ต่อระบบ
  7. Tool Integration ผสานรวมระบบทำงานร่วมกับเทคโนโลยีชั้นนำได้อย่างหากหลาย
  8. Infrastructure Automation ทำ Automation ให้กับการทำ IT Provisioning, Workload Management, Orchestration และการจัดการกับ Task หรือ Event อย่างต่อเน่อง ช่วยให้การทำงานมีความถูกต้องแม่นยำตรงตาม Compliance

นอกจากนี้ ทาง IBM ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมความสามารถให้กับระบบ AIOps ได้ อย่างเช่น Turbonomics สำหรับช่วยทำ Application Resource Management และ Application Performance Assurance เพื่อให้การให้บริการ Application ต่างๆ เป็นไปตาม SLA ที่กำหนดได้ รวมถึง Instana ที่สามารถช่วยรวบรวมข้อมูล Log จากระบบ IT ที่กระจัดกระจายอยู่ไปส่งให้ระบบ AIOps นำไปจัดเก็บและประมวลผลได้อย่างง่ายดาย

Credit : IBM

ที่ผ่านมา ในประเทศไทยเองก็มีธุรกิจองค์กรหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่สนใจในการนำ AIOps ไปใช้งาน เพื่อรองรับต่อการทำ Digital Transformation ที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้มี Application ใหม่ๆ เกิดขึ้นในแทบทุกวัน ซึ่งทาง IBM ก็จะมีทีม IBM Customer Success ที่เข้าไปช่วยนำ IBM CloudPak for Watson AIOps เข้าไปติดตั้งใช้งานในแบบ Minimal Viable Product (MVP) เพื่อให้องค์กรได้ลองใช้งานและเห็นคุณค่าของ AIOps ที่ใช้งานได้จริงได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการค่อยๆ เปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมการทำงานของฝ่าย IT สู่มุมมองแบบใหม่ด้วย Design Thinking และ Agile ไปพร้อมๆ กัน

คุณสุรฤทธิ์ได้ทิ้งท้ายในการพูดคุยวันนี้เอาไว้ว่า การทำ AIOps นั้นจะกลายเป็นแนวทางหลักอันใหม่ในระบบ IT Management ของธุรกิจองค์กรทุกขนาดในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด AIOps นั้นก็สามารถช่วยได้ทั้งในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ IT, การเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระบบ IT อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าซึ่งจะสะท้อนไปยังยอดขายของบริษัทโดยตรง ทำให้การลงทุนในระบบ AIOps กลายเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สามารถสร้างความคุ้มค่าให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน AIOps ก็จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานของผู้ดูแลระบบ IT ให้ก้าวสู่โลกของ AI และ Automation มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ IBM เองก็พร้อมสนับสนุนให้กับธุรกิจองค์กรได้ด้วยการสร้าง Journey ในการวางระบบ AIOps ร่วมกันไป ทำให้ธุรกิจองค์กรเองได้เรียนรู้ทั้งแนวทาง, วัฒนธรรม, Framework และเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI และ Automation สำหรับการนำมาใช้ในเชิงการบริหารจัดการระบบ IT ร่วมกันไป โดยมีทีม IBM คอยช่วยเหลือและเติบโตร่วมกันไปในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจการทำ AIOps ในภาคธุรกิจองค์กร สามารถติดต่อทีมงาน IBM ได้ทันที่

คุณฐิติมา กลิ่นชะเอม โทร 089-126-4147 อีเมล thitimak@th.ibm.com

คุณอธิศรัชต์ บุญพร้อมสรรพ์ โทร 082-999-8356 อีเมล atisarat@th.ibm.com

from:https://www.techtalkthai.com/full-loop-aiops-it-management-with-ai-by-ibm/

ยกระดับทีม IT Infrastructure และ IT Operations ด้วย AIOps

Digital Transformation ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต ค้าปลีก ท่องเที่ยว สาธารณสุข การเงิน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐต่างเริ่มทำ Digital Transformation กันทั้งสิ้น บทความนี้ Dynatrace ได้ออกมาแนะนำถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนทีม IT Operations หรือที่เรียกว่า “AIOps” เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถก้าวทันยุค Digital Transformation

ความท้าทายของ IT operation ในยุค Digital Transformation ปี 2021

ระบบ IT ขององค์กรในปัจจุบันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมา จากเดิมที่มีเพียงแอปพลิเคชันเดียวกับระบบ Backend ซึ่งมีทีม Developer, Infrastructure และ Network เล็กๆ คอยดูแล ก็ขยายไปสู่การนำ IaaS, Containner, Big Data, Serverless, API และ Multi-cloud เข้ามาใช้งาน ส่งผลให้ฝ่าย IT ต้องรับคนและขยายทีมเพิ่ม เช่น Architect, DevOps และ Operation เพื่อให้การดูแลระบบทั้งหมดดำเนินไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเข้าสู่ยุค Digital Transformation มากเท่าไหร่ ระบบ IT ก็ยิ่งมีขนาดใหญ่และทวีความซับซ้อนมากขึ้นตาม แม้ทีม IT Operations จะมีเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลและเฝ้าระวังระบบต่างๆ แต่ด้วยปริมาณ Alerts และข้อมูล Log ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกินขอบเขตที่มนุษย์จะรับมือและวิเคราะห์ได้ทัน ที่เลวร้ายกว่านั้น เมื่อองค์กรเริ่มใช้ Multi-cloud เช่น AWS, Azure หรือ Google Cloud แต่ละ Cloud ต่างมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลสถานะที่แตกต่างกันไป การวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนลงแรงมหาศาล

การจ้างคนเพิ่มไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดอีกต่อไป เมื่อโลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุค AI

เริ่มต้นนำ AI เข้ามาใช้ใน IT Operations

Forrester ระบุว่า COVID-19 ทำให้องค์กรต้องขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำให้องค์กรสามารถส่งมอบซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เร็วขึ้น และอัปเดตได้ถี่ขึ้น จำเป็นต้องนำเทคโนโลยี AI และระบบ Automation เข้ามาสนับสนุนการทำ IT Operations หรือที่เรียกว่า “AIOps” ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ 2 ทาง ดังนี้

  1. นำโซลูชัน AIOps เข้ามาใช้แทนที่ระบบทุกอย่าง เป็นการเริ่มต้นใหม่ โดยโซลูชันดังกล่าวช่วยสร้าง Single Data Lake สำหรับให้ทุกคนใช้งานและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าใช้จ่ายเรื่องการใช้เครื่องมือหลากหลายประเภทและยี่ห้อ ทั้งยังบำรุงรักษาได้ง่าย ช่วยให้ฝ่าย IT สามารถโฟกัสกับงานอื่นที่มีความสำคัญกว่าแทน
  1. ผลักดันเครื่องมือที่มีอยู่ให้ไปถึงจุดที่เป็น AIOps อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจทำได้ยาก เนื่องจาก Machine Learning บนอุปกรณ์สำหรับเฝ้าระวังส่วนใหญ่สามารถช่วยบริหารจัดการ Alerts ที่เกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นสามารถหา Root Cause ของปัญหาได้ จำเป็นต้องอาศัยคนเข้ามาช่วยวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอยู่ดี

อีกหนึ่งประเด็นที่ควรจำได้ คือ Machine Learning ที่ดี ไม่ใช่ Machine Learning ที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละสิ่งเข้าด้วยกันตามแนวโน้มหรือลักษณ์ (Correlation) แต่เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันด้วยเหตุและผล (Causation) ดังตัวอย่างด้านล่าง ต้องสามารถอธิบายได้ว่า F ทำงานหนักเกินไป เนื่องจากมีการวางระบบใหม่ ซึ่งส่งผลให้ A และ C ทำงานช้าลงตาม ผลลัพธ์คือผู้ใช้ 205 คนไม่สามารถใช้บริการ B ได้

ผสานรวม AI และ Automation สู่ AIOps

Dynatrace ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Observability, Automation และ Intelligence แบบบูรณาการสำหรับเฝ้าระวังและยกระดับประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย, IT Infrastructure และ User Experience มองว่าคุณสมบัติสำคัญของ AIOps คือการที่ AI และ Automation เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันด้วยเหตุและผล (Causation)

แน่นอนว่า AI เป็นเทคโนโลยีแกนหลักของ AIOps แต่ Automation ก็เป็นกุญแจสำคัญสำหรับระบบ IT ในยุค Digital Transformation ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การวิเคราะห์และตอบสนองทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงคน

Dynatrace แนะนำคุณสมบัติของ AIOps ที่ควรมี ได้แก่

  • AI ที่สามารถระบุปัญหาและค้นหา Root Cause ได้
  • เชื่อมต่อกับ Apps, Log Files, Containers และระบบอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลออกมาวิเคราะห์ได้โดยอัตโนมัติ
  • ค้นหาสิ่งที่อยู่ในระบบ IT และสร้างเป็นแผนภาพโครงสร้างได้แบบเรียลไทม์
  • ขยายระบบได้ง่ายในอนาคต เมื่อต้องรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

4 ขั้นตอนสู่ AIOps

การเฝ้าระวังระบบ IT แบบอัตโนมัติ (Automated Monitoring) เป็นจุดเริ่มต้นการไปสู่ AIOps แต่เป้าหมายสุดท้ายที่องค์กรควรไปให้ถึงคือการฟื้นฟูระบบให้กลับคืนมาอย่างอัตโนมัติ (Auto-remediation) กล่าวคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ระบบต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีมนุษย์มาคอยสั่งการ

สิ่งจำเป็นอันดับแรกเพื่อให้การก้าวไปสู่ AIOps ประสบความสำเร็จ คือ การมีเครื่องมือสำหรับผสานความร่วมมือกันระหว่างแต่ละทีม ทั้ง Developers, Operations และ Business โดยเครื่องมือดังกล่าวต้องสามารถผสานการทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้แก่ DevOps, Business Automation, Cloud Platform, Autonomous Operations และ Open Ingest ได้ หลังจากนั้น Dynatrace ได้แบ่งขั้นตอนการก้าวไปสู่ AIOps เป็น 4 ขั้น ดังนี้

  1. Automated Monitoring – ค้นหาสิ่งผิดปกติที่อยู่ในระบบ IT สร้างเป็น Dashboard แสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนไปยังระบบ Ticket Management ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ
  2. Automated Performance – ผสานการทำงานร่วมกับเครื่องมือประเภท Load Test ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ IT
  3. Automated Delivery – ผสานการทำงานร่วมกับเครื่องมือ CI/CD และทำ Quality Gates เพื่อวัดประสิทธิภาพตาม SLO และ SLA ที่องค์กรกำหนด จนกระทั่งแอปพลิเคชันถูกนำขึ้นใช้งานจริง
  4. Automated Operations – เมื่อพบปัญหา ต้องสามารถประเมินปัญหา สั่งการไปยังเครื่องมือต่างๆ ในระบบให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้โดยอัตโนมัติ พร้อมส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลที่เกี่ยวข้อง

สรุปแล้ว AIOps คือ การผสานรวมระหว่าง Big Data, AI และ Automation เพื่อสนับสนุนการทำ IT Operations  อย่างอัตโนมัติ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรทั้งทางด้าน Alert Noise Reduction, Root Cause Analysis, Auto-remediation และ Business Automation

สำหรับผู้ที่สนใจนำ AIOps มาช่วยสนับสนุนทีม IT Infrastructure และ IT Operations สามารถรับชมวิดีโอ Webinar เรื่อง “ยกระดับ ทีม IT Infrastructure และ IT Operations ด้วย AIOps” โดยคุณพาทิศ จุโลทก Senior Sales Engineer จาก Dynatrace ได้ด้านล่าง

ทดลองใช้ Dynatrace ฟรี 15 วันได้ที่: https://bit.ly/3igPfZg
หรือติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ DPM (Thailand) ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันของ Dynatrace อย่างเป็นทางการในไทย อีเมล marketing@dpm.co.th หรือโทร 062-014-5666

from:https://www.techtalkthai.com/improve-yout-it-infrastructure-and-operations-with-aiops/

รู้จัก 2 เทคโนโลยี Automation ที่ทุกองค์กรต้องมี: Hyperautomation และ AIOps

การทำ Automation ในกระบวนการทำงานขั้นต่างๆ ของธุรกิจนั้นถือเป็นเทรนด์หลักของปี 2021 ที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง และทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของธุรกิจที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีย่อมต้องเป็นหัวใจของทุกการทำ Automation และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 2 เทคโนโลยีสำคัญในการทำ Automation ภายในธุรกิจองค์กร ได้แก่ Hyperautomation ที่เป็นแนวคิดในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานและเปลี่ยนกระบวนการเหล่านั้นให้กลายเป็นอัตโนมัติมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง และ AIOps ที่ช่วยให้งานของผู้ดูแลระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัตินั่นเอง

ปรับกระบวนการการทำงานให้เป็นอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ด้วย Hyperautomation

ในการทำ Hyperautomation นั้น จะมีส่วนงานสำคัญที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  1. การทำ Task Mining/Process Mining ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ในการทำงาน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ในเชิงข้อมูลอย่างชัดเจน และสามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนกระบวนการทำงานส่วนใดให้เป็นอัตโนมัติบ้าง
  2. ระบบ Robotic Process Automation (RPA) เพื่อเปลี่ยนกระบวนการที่คัดเลือกมาแล้วให้กลายเป็นอัตโนมัติ ให้คอมพิวเตอร์ทำงานซ้ำๆ เหล่านั้นแทนบุคลากรในองค์กร ช่วยให้พนักงานมีเวลาในการทำงานอื่นๆ ได้มากขึ้น ในขณะที่ระบบ RPA ก็สามารถทำงานซ้ำๆ ปริมาณมหาศาลได้อย่างแม่นยำ

ในการทำ Task Mining และ Process Mining นั้น ธุรกิจจะได้เห็นถึงภาพรวมของกระบวนการการทำงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรในรูปแบบของ Process Map และมีข้อมูลที่ครบถ้วนว่ามีกระบวนการใด เกิดขึ้นโดยมีข้อมูลใดเป็น Input และมีผลลัพธ์ใดเป็น Output เพื่อนำไปใช้ในการทำสิ่งใดต่อบ้าง

จากนั้นเมื่อนำข้อมูลเชิงประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละกระบวนการเข้าไปผสาน ธุรกิจก็จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าส่วนใดของกระบวนการไหนบ้างที่ยังคงเป็นคอขวดอยู่ และจะแก้ไขปัญหาคอขวดเหล่านั้นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งยิ่งธุรกิจเลือกทำ Automation ให้กับกระบวนการที่เป็นคอขวดได้มากเท่าไหร่ ความเร็วในการทำงานในภาพรวมก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ด้วย Process Map ที่มีอยู่ ก็ทำให้ธุรกิจสามารถทำการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหากต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการนั้นๆ ไปเป็นการทำงานรูปแบบอื่นแทน จะส่งผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง อีกทั้งการทำ Task Mining และ Process Mining อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ธุรกิจยิ่งมีข้อมูลเชิงประสิทธิภาพในแต่ละกระบวนการมากขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถทราบได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ทำให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนนี้เองที่ AI จะสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยทำการวิเคราะห์หาเหตุการณ์ผิดปกติหรือคอขวดที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการได้

credit : IBM

RPA ที่ย่อมาจากคำว่า Robotic Process Automation นี้ คือระบบ Software Robotics ที่ได้รวมเอาเครื่องมือทางด้าน User Automation เอาไว้เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเปลี่ยนงาน Back-Office อย่างเช่นการจัดการกับข้อมูลธุรกิจบน Business Software ต่างๆ, การกรอกแบบฟอร์ม, การย้ายไฟล์ และอื่นๆ อีกมากมายให้กลายเป็นอัตโนมัติ

เบื้องหลังของระบบ RPA นี้คือการผสาน API และการตอบสนองกับ User Interface ในรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานซ้ำๆ ที่เคยต้องให้มนุษย์ทำมาก่อนนั้น ถูกเปลี่ยนไปเป็นอัตโนมัติทั้งหมด ด้วยการพัฒนา Script ที่จำลองการทำงานของมนุษย์ขึ้นมา ทำให้ RPA สามารถถูกนำไปประยุกต์ใช้ได้ในงานหลากหลายรูปแบบ และใช้ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Business Software ได้นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้ RPA นั้น คือการที่ธุรกิจองค์กรจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้นเพราะพนักงานไม่ต้องเสียเวลากับการทำงานซ้ำๆ อีกต่อไป ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นลดลง ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้นกับงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้นจากการลดงานที่ซ้ำซากลง ในขณะที่ธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบ IT หรือ Software ที่มีอยู่เดิมมากนัก ทำให้การทำ Automation ในส่วนต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นการทำ Digital Transformation ในรูปแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้

โดยทั่วไปแล้ว ภายในระบบ RPA ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีเครื่องมือในการสร้าง Script สำหรับทำงานแบบอัตโนมัติได้ในแบบ Low-Code เพื่อให้การสร้าง Automation รูปแบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • สามารถผสานระบบทำงานร่วมกับ Enterprise Application ได้เป็นอย่างดี เพื่อรองรับการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Application ได้ตามต้องการ
  • มีระบบบริหารจัดการการทำ Automation อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการทำงาน, การกำหนดค่าการทำงาน และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ในระยะหลัง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี RPA ได้มีการพัฒนาต่อยอดระบบและนำ AI เข้ามาช่วยในการทำ Automation ให้รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Machine Learning, Natural Language Processing หรือ Computer Vision ก็ตาม

เพื่อตอบโจทย์การทำ Hyperautomation นี้ให้ได้อย่างครอบคลุม ทาง IBM มีโซลูชัน IBM CloudPak for Business Automation ที่สามารถรองรับทุกความต้องการของธุรกิจได้ตั้งแต่การทำ Task Mining, Process Mining, RPA และ AI https://www.ibm.com/cloud/cloud-pak-for-automation

ให้ AI ช่วยตรวจสอบดูแลรักษาระบบ IT โดยอัตโนมัติด้วย AIOps

credit : IBM

หาก Hyperautomation นั้นคือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป AIOps ก็คือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ดูแลระบบ IT นั่นเอง

AIOps นั้นคือการนำ AI มาช่วยในการดูแลรักษาระบบ IT หรือที่เรียกว่า IT Operations (ITOps) ให้มีความเป็นอัตโนมัติ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ระบบ IT ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจองค์กร ทำให้แต่ละองค์กรนั้นมีการลงทุนในระบบ IT อย่างต่อเนื่องจนระบบมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การดูแลระบบเหล่านี้ให้ทำงานได้อย่างถูกต้องตลอด 24×7 นั้นจึงกลายเป็นโจทย์ที่ยาก ในวงการ IT จึงได้เกิดแนวคิดในการนำ AI เข้ามาช่วยในส่วนนี้และเกิดขึ้นเป็น AIOps นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้งาน AIOps มีดังนี้

  • สามารถตรวจพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมข้อมูลแวดล้อมประกอบการแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • สามารถทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหาในส่วนต่างๆ ของระบบ IT ได้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT ทำการแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
  • สามารถดูแลระบบ IT ขนาดใหญ่ในหลายสาขาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การตรวจสอบแก้ไขปัญหาต่างๆ สามารถทำได้โดยใช้ภาษามนุษย์ในการสื่อสารกับระบบ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเรียนรู้ชุดคำสั่งที่มีความซับซ้อนสูงของแต่ละระบบทั้งหมด

ปัจจุบันเทคโนโลยี AIOps นั้นยังคงมีความหลากหลายตามแนวคิดของผู้ผลิตแต่ละราย ที่อาจมุ่งเน้นการพัฒนา AIOps ขึ้นมาตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบ IT ในภาคส่วนที่ต่างกัน หรือใช้ข้อมูลในส่วนที่ต่างกันไป เช่น บางระบบอาจมุ่งเน้นไปที่การดูแลรักษาระบบ IT ภายใน Data Center, บางระบบอาจเน้นการดูแลระบบ Campus Network, บางระบบอาจเน้นดูแลระบบ IoT และอื่นๆ อีกมากมาย

IBM มีโซลูชัน IBM Cloud Pak for Watson AIOps ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง AI เพื่อทำการเรียนรู้จากข้อมูลของระบบ IT ที่มีอยู่ภายในธุรกิจองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้การดูแลรักษาระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัติ ด้วย AI ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามการเรียนรู้จากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ

เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Automation เพิ่มเติมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน2021 เวลา 9.30น.– 11.30 น.

สำหรับผู้ที่สนใจการนำเทคโนโลยี AI และ Automation ไปใช้งานในธุรกิจ สามารถเข้าร่วมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน 2021 เวลา 9.30 น. – 11.30 น. ได้ที่ https://fth.webex.com/fth/onstage/g.php?MTID=e9dd1b7a1cb43079c1aee1d573a879850

สนใจโซลูชัน RPA หรือ AIOps ติดต่อทีมงาน Fujitsu ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ RPA หรือ AIOps สามารถติดต่อทีมงาน Fujitsu เพื่อขอคำปรึกษาได้ที่ คุณกุลญาภา ธรรมพิทักษ์  Email: kulyapha@fujitsu.com หรือโทร 092- 6286229

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-hyperautomation-and-aiops-by-fujitsu/