คลังเก็บป้ายกำกับ: COLLABORATION

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ [Guest Post]

กรุงเทพฯ 1 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ของกระทรวงฯ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าพันธกิจของ อว. คือการพัฒนากำลังคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้ความรู้และหล่อหลอมผู้นำในอนาคต อว. ได้สร้างระบบนิเวศเพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ในด้านดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสร้างรากฐานดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม

ซึ่งภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ AWS จะให้การสนับสนุน อว. โดยทำการทดลองเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์ รวมถึงใช้การฝึกอบรมของ AWS เพื่อเพิ่มทักษะด้านระบบคลาวด์ให้กับบุคลากรในสถาบันการศึกษากว่า 200 แห่ง และหน่วยงานวิจัยในสังกัด อว. อีก 20 แห่งทั่วประเทศภายในต้นปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยและนักศึกษาใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Smart Nation ได้อย่างเต็มที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AWS ในฐานะผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่เราเลือกใช้ จะนำเทคโนโลยีระบบคลาวด์เข้ามาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการศึกษาและการวิจัย สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เทคโนโลยีคลาวด์จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประหยัดต้นทุนและมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาไทยให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML)

มีสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่ได้ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแล้ว ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีความจำเป็นต้องลดช่องว่างและสร้างทักษะด้านคลาวด์ให้กับนักศึกษาและบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความพร้อมในด้านดิจิทัล โดย สจล. ได้ร่วมมือกับ AWS เพื่อนำเนื้อหาระบบคลาวด์ของ AWS Educate และ AWS Academy มาใช้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาที่ผ่านการอบรมได้รับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมคลาวด์ทั่วโลก และเข้าสู่ตลาดงานในด้านที่เป็นที่ต้องการสูงได้อย่างง่ายดาย

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ที่ย้ายปริมาณงานทั้งหมดมาอยู่บนระบบคลาวด์ของ AWS เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลและขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ตั้งอยู่ภายในองค์กรของ มสธ. ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีมากกว่า 7,000 คนที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันได้ ซึ่งจํากัดความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับขนาด จัดหลักสูตรและการสอบออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อย้ายมายังระบบคลาวด์ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถรองรับการเรียนออนไลน์และการสอบออนไลน์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีสถานการณ์โรคระบาด ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังได้วางรากฐานที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และแนะนำซอฟต์แวร์เพื่อการเรียนรู้และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน 200,000 คนใน 64 ประเทศทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา

“AWS รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สนับสนุน อว. ในการเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยบริการนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มค่าและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษาและการวิจัยในประเทศไทย จูเลี่ยน เลา ผู้จัดการฝ่ายขาย กลุ่มลูกค้าภาครัฐ ภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ AWS กล่าวว่า อว. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และทำให้ทุกห้องเรียน สำนักงาน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์ของคลาวด์ได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

from:https://www.techtalkthai.com/ministry-of-higher-education-science-research-and-innovation-joins-forces-with-amazon-web-services-to-elevate-thai-education-with-cloud-technology/

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย จับมือ ทรู ดิจิทัล [Guest Post]

ยกระดับการดูแลสุขภาพยุคดิจิทัลให้ลูกค้าพรูเด็นเชียลฯ เข้าถึงบริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)ผ่านแอป MorDee

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมในด้านสุขอนามัยของคนเปลี่ยนไป บริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพของผู้คนภายหลังจากการระบาดของโรค ผู้คนส่วนใหญ่ตระหนักในด้านการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยทั้งของตนเองและส่วนรวมมากขึ้น พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ผู้นำด้านธุรกิจประกันชีวิต จึงได้ผนึกความร่วมมือกับ ทรู ดิจิทัล ผู้นำบริการดิจิทัลครบวงจร ให้ลูกค้าพรูเด็นเชียลฯ ใช้บริการโทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ผ่านแอปพลิเคชัน MorDee (หมอดี) เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางและรอคิวในโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงต่อการใกล้ชิด และสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ

นางสาวซูซาน แฟนนิง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจสุขภาพ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดเผยว่า “พรูเด็นเชียล ประเทศไทย มุ่งมั่นให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม เราจึงได้ร่วมมือกับทรู ดิจิทัล ให้ลูกค้าพรูเด็นเชียลฯ ใช้บริการพบแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชัน MorDee (หมอดี) โดยลูกค้าที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพกลุ่ม หรือกรมธรรม์ประกันสุขภาพรายบุคคลที่มีวงเงินการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) โดยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้า (Cashless Claim) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะทำให้คนไทยได้เข้าถึงบริการทางแพทย์ที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

ดร.อดิภัทร ชัยชนะสกุล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจดิจิทัล เฮลท์ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด
กล่าวว่า

“ทรู ดิจิทัล พัฒนาแอปพลิเคชัน MorDee (หมอดี) เพื่อให้คนไทยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกและง่ายขึ้น ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในยุคดิจิทัล สามารถนัดหมายพูดคุยปรึกษากับแพทย์ออนไลน์แบบเรียลไทม์ ได้ทุกที่ ตามเวลาที่ต้องการ  มีทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากสถาบันชั้นนำกว่า 500 คน ครอบคลุม 20 แผนก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ รวมถึงแพทย์เฉพาะทาง เลือกได้ทั้งการโทร แชต และวิดีโอ คอลล์ (VDO Call) พร้อมบริการส่งยาตามที่แพทย์สั่งถึงบ้าน และมีเภสัชกรให้คำแนะนำในการใช้ยา ทั้งยังมีการเชื่อมโยงบริการออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ (O2O) อีกด้วย  โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน MorDee (หมอดี) มากกว่า 200,000 ราย  ซึ่งความร่วมมือกับ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ครั้งนี้  ช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวก สบาย ในการพบแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและขยายบริการพบแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ให้มากขึ้น  สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู ดิจิทัล ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยดูแลสุขภาพคนไทยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

นอกเหนือจาก การส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังต้องการสร้าง ระบบ Healthcare Ecosystem หรือระบบการเกื้อหนุนกันทางด้านสาธารณสุข เพื่อตอบโจทย์การพัฒนางานด้านสาธารณสุข ให้ประชาชนที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยการรวบรวมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ การบริการทางสาธารณสุขต่าง ๆ เช่น การฉีดวัคซีน รวมถึงคำแนะนำในการตรวจสุขภาพ ที่สามารถเข้าถึงในแพลตฟอร์มต่างๆได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งในแผนธุรกิจระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างโมเดลต้นแบบ Wellness Room หรือห้องพยาบาลสำหรับลูกค้าประกันสุขภาพกลุ่ม ในรูปแบบห้องพยาบาลที่ให้บริการพบหมอออนไลน์  เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแพทย์และรับยาได้ครอบคลุมต่อกลุ่มโรคมากยิ่งขึ้น

สำหรับบริการ Telemedicine ผ่านแอปพลิเคชัน MorDee (หมอดี) ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ผ่านหลากหลายช่องทางของพรูเด็นเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็นผ่าน LINE OA @PrudentialThailand หรือแอปพลิเคชัน Pulse โดยเลือกใช้บริการ “ปรึกษาหมอออนไลน์” ระบบจะนำลูกค้าไปยังแอปพลิเคชันหมอดี โดยลูกค้าสามารถใช้บริการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอลได้มากกว่า 20 สาขา ทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง พร้อมทั้งมีบริการจัดส่งยา และเวชภัณฑ์ในพื้นที่ให้บริการ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าพรูเด็นเชียลฯ ที่ลงทะเบียนรับบริการ Telemedicine ครั้งแรกและสามารถผูกสิทธิประกันเพื่อรับสิทธิพิเศษ ฟรี Grab e-Voucher มูลค่า 50 บาท และฟรีค่าจัดส่งยา ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2566 นี้อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/prudential-thailand-partners-with-true-digital/

Bitkub Academy ร่วมกับ Thammasat Design School [Guest Post]

ประกาศเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมนักศึกษาให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

วันที่ 16 มกราคม 2566 ณ บิทคับ เอ็ม โซเชียล ชั้น 9 ศูนย์การค้าเอมควอเทียร์ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม บิทคับ อะคาเดมี ศูนย์การเรียนรู้สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ ร่วมสร้างคอมมูนิตี้และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ร่วมกับ Thammasat Desing School ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) พัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนักศึกษาให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสกลกรย์ สระกวี ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด, ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ฟ้า ลิขิตสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศและภาคีสัมพันธ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ลงนามในพิธี

ในระยะแรกของความร่วมมือ บิทคับ อะคาเดมี จะเข้าไปร่วมสอนในรายวิชา Information Technology and Management ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง รวมทั้งสิ้น 7 สัปดาห์ มีการสอนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ Cryptocurrency & Blockchain : สร้างความรู้ ความเข้าใจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสินทรัพย์ดิจิทัล, ประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล, การทำงานของสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าใปใช้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ, Blockchain & Business Use Case : สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชน ตั้งแต่การกำเนิด, การทำงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ, Blockchain Implementation : เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ต่อยอดจากเทคโนโลยีบล็อกเชน อาทิ Non-Fungible Token (NFT), Decentralized finance (DeFi), Artificial Intelligence (AI) เป็นต้น

หลักจากที่นักศึกษาได้เรียนรู้ในภาคทฤษฎีครบถ้วนแล้ว บิทคับ อะคาเดมี ได้จัดกิจกรรม Pitching Project ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติ โดยให้นักศึกษารวมกลุ่มกันเพื่อคิดและนำเสนอไอเดีย ในหัวข้อ “การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้พัฒนา Business Model”โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก บิทคับ อะคาเดมี คอยให้คำปรึกษาเพื่อต่อยอดไอเดียของนักศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการให้คะแนนเพื่อเป็นคะแนนในรายวิชา Information Technology and Management ของนักศึกษาอีกด้วย

นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ เปิดเผยว่า “บิทคับ อะคาเดมี มีวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมาย คือ เป็นศูนย์การเรียนรู้สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ ร่วมสร้างคอมมูนิตี้และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เรามีผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นกำลังหลักในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจข้อมูลอย่างถูกต้องและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของเรา พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา บิทคับ อะคาเดมี จะเดินหน้าจัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไปและพร้อมจะจับมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาหลักสูตรหรือศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อร่วมมือกันสร้างอนาคตของคนในประเทศให้แข็งแรงและก้าวตามทันยุคเทคโนโลยีดิสรัปชันอย่างยั่งยืน”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ในปัจจุบันนับเป็นยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เทคโนโลยีต่าง ๆ มีการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เราเชื่อมั่นว่า บิทคับ อะคาเดมี มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพที่สามารถส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และต่อยอดศักยภาพนักศึกษาของเราได้จึงเกิดความร่วมมือดังกล่าวขึ้น นอกจากนี้ทาง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และ บิทคับ อะคาเดมี ยังมีความต้องการที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถ เรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากการทำงานในสถานที่จริง ตลอดจนมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากพนักงานในองค์กรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่าง ๆ จึงจะต่อยอดความร่วมมือดังกล่าว โดยส่งนักศึกษาที่มีความสนใจเข้าไปฝึกงานที่ บิทคับ อะคาเดมีและบริษัทในเครือ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง กล่าวว่า “ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของมนุษยชาติ แต่ปัญหา คือ การเรียนรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีไปปรับใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการออกแบบ จึงมองว่าการร่วมมือกับ บิทคับ อะคาเดมี ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักศึกษา แวดวงสถาปนิก นักออกแบบและการผังเมือง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคตและช่วยส่งเสริมให้เด็กยุคใหม่ได้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและทุกคน”

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-academy-in-collaboration-with-thammasat-design-school/

บิทคับ อะคาเดมี ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [Guest Post]

เปิดหลักสูตร NFT – A New Approach to Marketing Strategy ต่อยอดองค์ความรู้พัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลทั่วไปที่สนใจให้มีความพร้อมเข้าสู่โลกดิจิทัลดิสรัปชั่นอย่างแท้จริง

วันที่ 10 มกราคม 2566 บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม บิทคับ อะคาเดมี ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตร NFT – A New Approach to Marketing Strategy ต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ ให้มีความพร้อมเข้าสู่โลกดิจิทัลดิสรัปชั่นอย่างแท้จริง ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ CU Neuron สำหรับนิสิต บุคลากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปที่สนใจ จำนวน 5,000 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 พฤษภาคม  2566

หลักสูตร NFT – A New Approach to Marketing Strategy เป็นหลักสูตรระยะสั้น ระยะเวลาเรียนประมาณ 1.30 ชั่วโมง ประกอบไปด้วย 5 บทเรียนสำคัญ ได้แก่ What is NFT?, NFT Universe you should know, Basic NFT Marketing, How NFT can value up branding และ NFT real use cases for branding and marketing ดำเนินการสอนโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก บิทคับ อะคาเดมี อาทิ นายปิติภูมิ  รักษ์ชูชี หัวหน้างานพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด และ ดร.ชูศิลป์  เมธีไชยพงศ์ ผู้อํานวยการตลาด บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และ ผู้อํานวยการบิทคับ อะคาเดมี บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด หากเรียนจบหลักสูตรและมีคะแนนการทดสอบหลังเรียน 80% ขึ้นไป ผู้เรียนจะได้รับใบ Certificate ที่ออกโดย Bitkub Academy และ CU Neuron เพื่อนำไปประกอบแฟ้มสะสมผลงานของผู้เรียนต่อไป

นอกเหนือจากการได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ลงทะเบียนในหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับ Micro-credit เพิ่มเติมอีกด้วย เนื่องจากคอร์สนี้เป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม CUVIP หรือ กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น โดยมีเงื่อนไข คือ ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนในรายวิชาศึกษาทั่วไป หมวดสหศาสตร์ 0295103 LRNG LIFE การเรียนรู้เพื่อชีวิต (Learning for Life) เรียนคอร์ส Online ผ่าน CU Neuron ภายใต้หลักสูตร CUVIP 7 คอร์ส และ คอร์ส On-site หรือ Online ผ่านกิจกรรม CUVIP 7 คอร์ส หากทำตามเงื่อนไขที่กำหนดทั้งหมด นิสิตจะได้รับหน่วยกิตจำนวน 3 หน่วยกิต สำหรับรายวิชานี้ นับว่าเป็นการเรียนที่น่าสนใจและผู้เรียนยังได้วางแผนการเรียนตามความสนใจของตนเองอีกด้วย

โดยในวันที่ 10-11 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา บิทคับ อะคาเดมี ได้รับเชิญจาก รองศาสตราจารย์ ดร. สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อไปจัดบูธประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับองค์กรและคอร์ส NFT – A New Approach to Marketing Strategy ที่เปิดตัวภายในงาน GenEd Fair 2023 “Designing Your (University) Life Towards Sustainable Lifelong learning with GenEd” ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากนิสิตนักศึกษาที่มาเข้าร่วมงานและบุคลากรภายในอย่างล้นหลาม

นายสุกฤษฏิ์  พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด กล่าวว่า

“ขอขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลทั่วไปในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ บิทคับ อะคาเดมี เข้าไปจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะอาจารย์และน้อง ๆ นิสิตนักศึกษา พร้อมกันนี้ขอขอบคุณ CU Neuron และ CUVIP ที่ได้เข้ามาร่วมจัดหลักสูตรกับบิทคับ อะคาเดมี เพื่อสรรสร้างคอร์สที่เป็นประโยชน์กับทุกคน

ทั้งนี้ บิทคับ อะคาเดมี มีวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมาย คือ เป็นศูนย์การเรียนรู้สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ ร่วมสร้างคอมมูนิตี้ และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน บิทคับ อะคาเดมีและบริษัทในเครือจะเดินหน้าจัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไปเพื่อเสริมสร้างอนาคตของคนในประเทศให้แข็งแรง ยั่งยืน และก้าวตามทันยุคเทคโนโลยีดิสรัปชัน”

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ที่ : https://cuneuron.chula.ac.th/course-detail/160

ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์และคอร์สเรียนเพิ่มเติมผ่านทาง : https://bitkubacademy.com/th และ https://www.facebook.com/Bitkubacademy/

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-academy-in-collaboration-with-the-general-education-center-chulalongkorn-university/

Qualcomm และ Salesforce จับมือร่วมกันบนแพลตฟอร์ม Connected Car ใหม่

จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าโดยใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ จากการประกาศของ Qualcomm ในงาน CES 2023 ว่ากำลังร่วมมือกับ Salesforce เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม connected car ใหม่ สำหรับผู้ผลิตรถยนต์
 

แพลตฟอร์มใหม่นี้ เป็นการผสมผสานโซลูชัน Automotive Cloud ของ Salesforce และแพลตฟอร์ม Snapdragon Digital Chassis ของ Qualcomm เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตยานยนต์ปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าโดยใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ จากนั้นจึงจะสามารถปรับใช้บริการใหม่เหล่านี้ได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งยานพาหนะที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ (SDVs)
 
ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์จะได้ใช้ Snapdragon Digital Chassis เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์และระบบสาระบันเทิง ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานแล้ว ได้แก่ Cadillac, Mercedes, Stellantis และ Afeela กับ Honda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เพิ่งประกาศจาก Sony
ประโยชน์ที่ได้จากการทำงานร่วมกันของ Qualcomm และ Salesforce สำหรับการใช้แชสซีดิจิทัลควบคู่กับ Automotive Cloud ของรุ่นถัดไป
  • สามารถสร้างรายได้ผ่านความเข้าใจที่ดีขึ้นจากผู้ใช้รถและพฤติกรรมของพวกเขาผ่านข้อมูลรถและคนขับที่ถูกเชื่อมต่อไว้
  • ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถกำหนดค่าคุณลักษณะของยานพาหนะแบบไดนามิกเพื่อรองรับบริการใหม่ๆ
  • ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นประจำและให้การอัปเกรดที่ราบรื่นสำหรับผู้บริโภค
  • ทำให้เห็นการสร้าง Digital Twin ของ Snapdragon Digital Chassis บนระบบคลาวด์ยานยนต์ ซึ่งให้มุมมองแบบ 360 องศาที่สมบูรณ์ของลูกค้าและยานพาหนะสำหรับหลายโดเมน
Snapdragon Digital Chassis ของ Qualcomm แสดงศักยภาพและแนวคิดในการออกแบบโดยโดยเน้นย้ำถึงนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จำนวนมาก รวมถึงวิธีที่การผสานการจดจำใบหน้าและการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกจะช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ซื้อฟีเจอร์และเนื้อหาใหม่ๆ ที่ทำให้ SDV มีชีวิตมากยิ่งขึ้น
 

from:https://www.techtalkthai.com/qualcomm-and-salesforce-partner-on-new-connected-car-platform/

TKS ผนึก SYNEX ประกาศแผนธุรกิจปี 66 ขึ้นแท่น Tech Ecosystem Builder เดินหน้าลงทุนธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง [Guest Post]

เปิดอาณาจักร “บมจ. ที.เค.เอส. เทคโนโลยี หรือ TKS” และ “บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX” กางแผนปี 2566 ประกาศวิสัยทัศน์ ขึ้นแท่น Tech Ecosystem Builder เผยดีลใหญ่ TKS ที่น่าจับตามองตั้งแต่ต้นปี เตรียมเข้าลงทุนใน AIT ต่อยอดบริการวางระบบ (SI) ด้าน SYNEX พร้อมต่อยอดการเติบโตไปด้วยกัน ด้วยโซลูชั่นที่ครบวงจร หนุน Ecosystem ในกลุ่มของ TKS และ SYNEX แกร่งกว่าเดิม

นายจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS

นายจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS เปิดเผยถึงทิศทางการเติบโตทางธุรกิจในปี 2566 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Tech Ecosystem Builder” ว่า TKSจะเดินหน้ากลยุทธ์ในการขยายการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการเจรจาหลายราย ซึ่งจะเข้ามาต่อยอดอีโคซิสเต็มของบริษัทฯ ในด้านเทคโนโลยีได้ โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT จำนวน 280,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 21.03% เมื่อรวมกับที่ถืออยู่เดิมจะถือหุ้นใน AIT ที่ 22.48%

บริษัทฯ เชื่อว่าการเข้าลงทุนใน AIT จะช่วยสนับสนุนการเติบโตนอกเหนือจากสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIT แล้ว ยังสามารถขยายขอบเขตการลงทุนและกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างธุรกิจผู้รับเหมาระบบสารสนเทศและการสื่อสารแบบครบวงจร (System Integrator หรือ SI) ให้บริการในกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีลักษณะการขายเป็นแบบเบ็ดเสร็จ หรือ เทิร์นคีย์ (Turn Key) ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวางแผนงาน การออกแบบระบบงาน การดำเนินการติดตั้ง การฝึกอบรม และการซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมที่ทางกลุ่มบริษัทได้ดำเนินการอยู่แล้ว และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัท ในการเป็นส่วนหนึ่งของ Tech Ecosystem Builder ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการของบริษัทในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนได้

ที่ผ่านมา TKS ได้มุ่งเน้นการปรับแผนธุรกิจของบริษัทฯ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการพัฒนานวัตกรรมด้านระบบสารสนเทศ และได้ปรับโครงสร้างองค์กรในกลุ่มบริษัทให้เกิดผลผนึกทั้งด้านการพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์ และด้านการลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

“ปี 2566 เชื่อว่ายังเห็นการเติบโตที่ดีของ TKS แม้จะมียอดขายบางส่วนลดลง แต่บางกลุ่มก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเชื่อว่ารายได้จะเติบโตได้ราว 10% ซึ่งยังเดินหน้าในการขยายการลงทุนใหม่ๆ ตามกลยุทธ์การเป็น Tech Ecosystem Builder ที่ผ่านมาก็ได้มีการสร้าง Ecosystem ไว้จำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของ TKS ที่หลายคนมีความกังวลก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เห็นการเติบโต จากธุรกิจเดิม แต่จริงๆ แล้วธุรกิจเดิมได้มีการวางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่ง การมีธุรกิจใหม่ยิ่งเข้ามาช่วยเสริม ดังนั้นน่าจะเห็นการลงทุนใหม่ๆ ต่อเนื่อง” นายจุติพันธุ์ กล่าว

ส่วนธุรกิจเดิมด้านการพิมพ์ มีการวางรากฐานอย่างแข็งแกร่ง ผลประกอบการยังรักษาระดับได้ และในปีนี้จะมีการเลือกตั้ง บริษัทฯก็มีโอกาสที่จะได้รับงานพิมพ์บัตรเลือกตั้งด้วย นับว่าเป็นอัพไซด์ให้แก่ธุรกิจด้วย รวมไปถึงบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX บริษัทในเครือก็สร้างการเติบโตได้ดี จากความต้องการไอทียังมีต่อเนื่อง

นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX

ด้าน นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ดิสทริบิวเตอร์ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม กล่าวว่า ที่ผ่านมาซินเน็คฯ เป็นผู้นำตลาดในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที ครอบคลุมสินค้ากว่า 70 แบรนด์ชั้นนำ มีช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 6,000 ราย และมีศูนย์บริการและพันธมิตรกว่า 75 แห่ง โดยมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซินเน็คฯ เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ และจุดเปลี่ยนต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็น Lifestyle การเข้าถึง Digital Platform & Connected devices การทำงานแบบ Hybrid Security&Privacy การเข้าถึงความบันเทิงต่าง ๆ รวมถึงการกลับมาของธุรกิจท่องเที่ยว วิสัยทัศน์ของบริษัท จึงมุ่งเน้นเพื่อตอบสนองและคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ โดยมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็น No.1 IT Ecosystem โดยปี 2566 จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ซินเน็คฯ จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Commercial จากการขายแบบเดิมไปสู่การนำเสนอแบบ Solution-Based โดยเป็นการนำเสนอ Solution เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น และเพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซินเน็คฯ จึงเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพเพื่อเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สำหรับความร่วมมือของกลุ่มบริษัท ระหว่าง TKS และ AIT เป็นอีกดีลที่จะเข้ามาสนับสนุนให้ซินเน็คฯ ขยายบริการไปยังกลุ่มธุรกิจผู้รับเหมาระบบสารสนเทศและการสื่อสาร (SI) ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นโอกาสบุกตลาดใหม่ๆ ที่มีการเติบโต ตอบโจทย์ลูกค้าในยุค Digital Transformation จากก่อนหน้านี้ ซินเน็คฯ ได้ขยายเข้าไปในกลุ่มสินค้าระบบเครือข่ายและความปลอดภัย (Network & Security) ที่ได้ร่วมมือกับ Cybertron ลุยเรื่อง Cybersecurity และล่าสุดจับมือ Alibaba could ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับโซลูชั่นฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ให้บริการของซินเน็คฯ ได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ ในด้านบริการที่เป็นจุดแข็งของซินเน็คฯ ได้มีการแยกธุรกิจโซลูชั่นบริการด้านไอที ในชื่อ Service Point ., LTD. เพื่อสนับสนุนบริการหลังการขายให้พาร์ทเนอร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับความไว้วางใจในการแต่งตั้งซินเน็คฯ ให้เป็น authorized service center ให้สินค้าไอทีและสมาร์ทโฟนกว่า 21 แบรนด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้พันธมิตรใน Ecosystem ของกลุ่มบริษัท TKS และ SYNEX

สำหรับปี 2566 ซินเน็คฯ มองตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ ยังคงเติบโต รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งการเรียนการสอน การทำงาน หรือธุรกรรมออนไลน์ อีกทั้ง กลุ่มสินค้าเกมมิ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปอีกไกล จากพฤติกรรมของเกมเมอร์ยุคใหม่ และความนิยมจากกีฬา E-Sport ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ สะท้อนซินเน็คฯ อยู่ในธุรกิจสินค้าเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่เติบโตเป็นเมกะเทรนด์ขาขึ้น

“ปีนี้เรามีดีลใหญ่กันตั้งแต่ต้นปีในกลุ่มของบริษัท การลงทุนของ TKS ในครั้งนี้ก็เป็นผลให้ ซินเน็คฯแข็งแกร่งมากขึ้นในส่วนของกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล ก็คาดหวังว่า จะสามารถทำให้เราสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น เป็นอีก New S-Curve ให้ซินเน็คฯในพอร์ตของธุรกิจ B2B นอกจากนี้ในปี 2566 เรายังมุ่งมั่นบริหารงานโดยคำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล (ESG) สร้างการเติบโตทุกมิติอย่างยั่งยืน เพื่อสะท้อนการเป็นผู้นำไอทีอีโคซิสเต็มอย่างเต็มรูปแบบ” นางสาวสุธิดา กล่าวปิดท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/tks-x-synex-announcement-of-year-2023-business-plan-as-the-tech-ecosystem-builder/

จ่ายให้แพงทำไม? วันนี้ Microsoft มีทางเลือกมากมายที่ให้คุณทำธุรกิจได้พุ่งทะยานในแบบที่ประหยัดมากกว่า

ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่ายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องพิจารณาในรายละเอียดให้ครอบคลุม วิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือพยายามลดค่าใช้จ่ายลงให้ได้มากที่สุด เราจะทำอย่างไรให้การลงทุนทุกบาททุกสตางค์ของเราคุ้มค่า เราเชื่อว่าทุกวันนี้ใครก็อยากจ่ายน้อยแต่ได้มากกันทั้งนั้น สำหรับผู้ใช้งาน Microsoft วันนี้เราขอนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายจาก Microsoft ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดต้นทุนการทำงานได้มากขึ้น ประกอบด้วย Microsoft 365 Business Premium และแผน Bring Your Own License (BYOL) ของ Microsoft SQL Server และ VMware รวมถึงความคุ้มค่าจาก Power Platform จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้นมาติดตามกันได้เลยครับ

ความปลอดภัยที่ครบ จบในตัว

องค์กรคงคุ้นเคยกับการซื้อ License ของ Microsoft 365 กันมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยมีการแบ่งแผนการใช้งานออกเป็นหลายระดับทั้งระดับส่วนบุคคล(Personal) สิทธิพิเศษสำหรับนักเรียน หรือการใช้งานในครอบครัว แต่ในระดับธุรกิจ Microsoft 365 จะมีการแบ่งตามขนาดธุรกิจเป็น 2 ระดับใหญ่คือ Business Plan สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง(SME) และขนาดใหญ่(Enterprise) ซึ่งอย่างหลังนี้แอปจะเป็นมีความสามารถขั้นสูงระดับองค์กรอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ความซับซ้อนของธุรกิจทั้งเรื่องฟังก์ชันและจำนวนพนักงาน

credit : Microsoft

ในบทความนี้เราจะโฟกัสเฉพาะแผน Business ซึ่งรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 300 ท่าน ก่อนอื่นเลยมาวิเคราะห์กันก่อนว่าในเมื่อ Business มีหลายทางเลือกแล้วเหตุใดจึงต้องขยับไปใช้แผนสูงสุด จากภาพประกอบด้านบนจะเห็นได้ว่า Business Basic อาจจะยังไม่โดนใจสำหรับผู้ใช้งานที่คุ้นกับการใช้โปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องมากกว่า ดังนั้นทางเลือกต่อมาก็คือแผน Standard จึงน่าเป็นจุดตั้งต้นที่น่าดึงดูดให้หลายองค์กร แต่รู้หรือไม่ว่าความต่างด้านราคาเพียงไม่กี่เหรียญฯระหว่าง Premium นี้กลับช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล เนื่องจากรวบรวมเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยมาให้อย่างครบครันทำให้ไม่ต้องหาซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็น Antivirus หรือซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น เพราะยังช่วยให้แผนกไอทีของคุณทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถบริหารจัดการเรื่องต่างๆ โดยใช้แพลตฟอร์มเดียว แถมยังไม่ต้องปวดหัวกับการต่อ Subscription จากหลายผู้ให้บริการอีกด้วย โดยฟีเจอร์ด้าน Security ที่ท่านจะได้รับมีดังนี้

1.) Microsoft Intune

โซลูชัน Microsoft Intune ถือเป็นหัวใจของ Business Premium เลยก็ว่าได้ โดยให้ความสามารถในเรื่องของ Mobile Device Management(MDM) และ Mobile Application Management (MAM) ซึ่งโซลูชันให้บริการในลักษณะของ Cloud-based นั่นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเซิร์ฟเวอร์ควบคุมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่จะได้รับอีกมากมายเช่น

  • ทีมงานไอทีของธุรกิจสามารถสร้าง Policy เพื่อควบคุมเครื่องเดสก์ท็อป สมาร์ตโฟน หรือแทปเล็ต ที่ต้องการเข้ามาใช้งานในองค์กรได้ ครอบคลุมเครื่องทั้งที่เป็นเจ้าของโดยธุรกิจ หรือเครื่องของพนักงานที่นำเข้ามาเองด้วยการทำ Policy ที่แตกต่างออกไป โดย Policy ครอบคลุมทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน การตั้งค่าอุปกรณ์ เงื่อนไขในการเข้าถึง Multi-factors Authentication(MFA) ซึ่งสามารถ Deploy ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติอีกด้วย
  • สามารถสร้าง Default Image ของอุปกรณ์และ Deploy ได้ผ่านระบบคลาวด์แบบรีโมต 
  • ผนวกความสามารถในการควบคุมสิทธิ์และพิสูจน์ตัวตนได้กับ Azure AD แต่ในกรณีของการมี AD อยู่ที่ On-premise ก็รองรับการทำ Azure Sync เพื่อสร้างระบบแบบ Hybrid ได้
  • รองรับอุปกรณ์ได้หลายแพล็ตฟอร์มประกอบด้วย Android, Android Open Source Project (AOSP), iOS/iPadOS, macOS และ Windows 
  • กำหนดการใช้งานแอปพลิเคชันตามแต่องค์กรจะอนุมัติด้วยความสามารถของ App Store ที่ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น
  • ลดงานของไอทีเนื่องจากผู้ใช้งานสามารถจัดการการใช้งานด้วยตัวเองได้ผ่าน Company Portal เช่น การรีเซ็ตรหัสผ่าน ติดตั้งแอป เข้าร่วมกลุ่ม และอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่ง Company Portal ได้ตามต้องการ
  • แอดมินสามารถควบคุมและติดตามรายได้จากศูนย์กลางผ่านคลาวด์ ทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน ข้อมูล และสิทธิการเข้าถึง 

2.) Microsoft Defender for Office 365 

Microsoft Defender for Office 365 หรือชื่อเดิมคือ Microsoft Office 365 ATP ได้มอบความสามารถที่ช่วยขจัดพื้นผิวการโจมตีมักที่เกิดขึ้นได้บ่อยเช่น อีเมลและไฟล์เอกสารที่ซ่อนมัลแวร์เข้ามาภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นแนวหน้าของการรับมือกับภัยคุกคามเลยก็ว่าได้ หากเจาะลึกภายในของโซลูชันมีฟีเจอร์โดดเด่นดังนี้

  • Safe Attachment และ Safe Links คือไอเดียของการทำ Sandbox ให้มัลแวร์รเผยพฤติกรรม เพื่อคัดกรองไฟล์แนบในอีเมลหรือลิงก์อันตรายที่หวังลวงผู้ใช้งานในองค์กร (Phishing) ทั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงไฟล์ที่หมุนเวียนใน OneDrive, SharePoint และ Teams ด้วย
  • ผู้ดูแลระบบสามารถเรียกดูรายงานและปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ หรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  • กำหนด policy การใช้งานขององค์กรได้อย่างง่ายตามคำแนะนำ รวมถึงบังคับใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ

3.) Microsoft Defender for Business

Microsoft Defender for Business คือโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Endpoint ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางโดยเฉพาะ ดังนั้นการตั้งค่าของแอดมินถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายผ่าน Wizard อย่างเป็นขั้นเป็นตอนพร้อมกับ Policy ตั้งต้นที่ถูกออกแบบไว้พร้อมแล้ว รวมถึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติการต่างๆด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูล Insight ของ Endpoint ภายใต้การดูแลเพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ดี Defender for Business ยังรองรับแพลตฟอร์มได้หลากหลายทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android 

4.) Microsoft Defender for Cloud

Microsoft Defender for Cloud คือการผนึกกำลังกันระหว่างโซลูชัน Cloud Security Posture Management(CSPM) และ Cloud Workload Protection Platform(CWPP) ซึ่งส่วนแรกมองถึงการตั้งค่าของคลาวด์ว่าทำได้อย่างรัดกุมหรือไม่ โดยจะมีระบบการให้คะแนนที่เทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วท่านสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น ในส่วนของ CWPP มองถึงการป้องกัน Workload ซึ่งอาศัยพลังของ Threat Intelligence เพื่อรับมือกับภัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรของท่าน อย่างไรก็ดี Defender for Cloud ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ Azure เท่านั้นแต่ยังรองรับข้ามคลาวด์ค่ายอื่นได้เช่น AWS และ GCP หากผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อบัญชีของ AWS มายัง Azure Subscription ความสามารถของ Defender for Cloud ก็จะสามารถข้ามไปตรวจสอบการทำงานเหล่านั้นได้ 

5.) Azure AD Premium

เราทราบกันดีถึงความสามารถของ Active Directory ที่ใช้กันมานาน แต่เมื่อการทำงานเข้าสู่ยุคของคลาวด์ Azure AD จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับการทำงานสมัยใหม่ ทั้งนี้เมื่อประกอบความสามารถเข้ากับ Intune องค์กรจะสามารถรองรับการ Join Domain เพื่อบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile ได้ นอกจากนี้ Azure AD ยังรองรับระบบอื่นที่นอกเหนือจาก Windows ด้วย อย่างไรก็ดีสิ่งที่ลูกค้า Microsoft 365 Business Premium จะได้รับคือ Azure AD Premium ที่มีความสามารถเหนือกว่าเดิมเช่น การทำงานแบบ Hybrid ทรัพยากรทั้งคลาวด์และ On-premise หรือเครื่องมือบริหารจัดการขั้นสูงของแอดมินอย่าง Dynamic Group, Self-service Group Management, Microsoft Identity Manager และ Cloud Write-back เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างความเป็น Conditional Access อย่างแท้จริงด้วยการรองรับทางเลือกของ MFA อย่าง SMS, Microsoft Authenticator, Software Token, Windows Hello for Business, Hardware Token, FIDO2 พร้อมความสามารถในด้านการจัดการ Policy ที่เข้มข้น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มาพร้อมกับ Microsoft 365 Business Premium ที่ท่านจะได้รับอย่างเข้มข้น ครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นมุมของ Email, Office, Mobile Management, Cloud และโซลูชันด้าน Identity อย่าง Azure AD Premium แต่ท่านยังได้รับความสามารถของ Data loss Prevention และ Azure Information Protection ที่จะควบคุมการใช้งานข้อมูลอีกด้วย มาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าความต่างของราคาราว 10 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนคุ้มค่าขนาดไหน เทียบกับความยากในการซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาให้ได้เท่ากัน เพราะเรื่องความปลอดภัยนั้นประเมินค่าไม่ได้…

หากคุณมี License SQL Server หรือ VMWare อยู่แล้ว ย้ายขึ้นคลาวด์ประหยัดได้ทันที

Bring Your Own Microsoft SQL Server to Azure Cloud

Microsoft เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ SQL Server ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเกิดปัญหาขึ้นผู้ที่จะช่วยเหลือองค์กรได้ดีที่สุดก็คือ Microsoft เอง โดยเฉพาะหากนำ SQL Server ขึ้นสู่ระบบคลาวด์องค์กรจะได้ประโยชนอีกหลายเด้งเลยทีเดียว ประการแรก คือได้ความยืดหยุ่นของคลาวด์ที่จ่ายได้ตามจริง ทำให้ปรับเพิ่มลดทรัพยากรได้ตามต้องการ ประการที่สอง คือมีเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ ประการที่สาม บริหารจัดการได้ง่าย ยิ่งในรูปแบบของ PaaS ลูกค้ามีหน้าที่เพียงแค่ใช้งานและจัดการงานของตนเท่านั้น อีกทั้งหากต้องการฟีเจอร์ด้านข้อมูลขั้นสูงเช่น Data Mesh, Analytics หรือ Machine Learning ก็สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจาก SQL Database พร้อมใช้งานได้ทันที

ด้วยข้อมูลที่กล่าวมาจึงดึงดูดให้หลายองค์กรสนใจที่จะย้าย SQL Server (เริ่มต้นที่เวอร์ชัน 2012 หรือสูงกว่า) ของตนสู่ Microsoft Azure แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังลังเลเพราะมีข้อจำกัดว่าต้องใช้ VM หรือ PaaS ที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายของ License แต่เรื่องนี้เป็นอดีตไปแล้วเพราะล่าสุดด้วยข้อเสนอใหม่ผู้ใช้งานเดิมที่มี License ของ SQL Server จะสามารถย้ายมาใช้งานบน Azure ได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น VM ที่ติดตั้ง SQL Server หรือ PaaS ซึ่งท่านจะได้รับข้อดีข้างต้นทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา แต่ถ้าลูกค้าที่มี SQL Server License พร้อมกับ SA Software Assurance ท่านจะสามารถนำ License มาใช้บน Azure ได้พร้อมกับ VM ในดาต้าเซ็นเตอร์ของท่านเองสูงสุดถึง 180 วัน!

Credit : Microsoft

Bring Your Own VMware License to Azure Cloud

Microsoft Azure มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง มีความสเถียรสูงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้ทุกระยะ ประกอบกับมีบริการขั้นสูงที่สร้างประโยชน์ต่อยอดให้ธุรกิจได้มากมายทั้ง AI/ML, Analytics, Data Governance โดยเฉพาะเครื่องมือด้าน Security ที่มีให้ครบครันไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดี VMware เป็นผู้เล่นชั้นนำในตลาด Virtualize ซึ่งมีลูกค้าอยู่มากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่จะผลักดันให้องค์กรเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะความคุ้นเคยที่สั่งสมมานานเพื่อหันมาใช้เครื่องมือใหม่คงทำได้ยาก ซึ่ง Microsoft ตระหนักเรื่องนี้ดีจึงได้ร่วมมือกับ VMware สร้างบริการ Azure VMware Solution เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเหล่านี้

ไอเดียของ Azure VMware Solution ก็คือโครงสร้างพื้นฐานของ Microsoft เพียงแต่ว่าใช้ซอฟต์แวร์สแต็กจาก VMware เช่น vSphere, NSX-T Data Center, vSAN และ HCX ซึ่งได้รับการการันตีโดย VMware เรียบร้อยแล้ว จึงให้ความมั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะสามารถใช้โซลูชันเดียวกันของ VMware แต่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานของ Azure เพื่อเสริมศักยภาพในการให้บริการธุรกิจได้ โดยในมุมของไอทีผู้ดูแลก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่นั่นเอง

*ล่าสุด Microsoft ได้เปิดให้ผู้สนใจทุกท่านที่มี License ของ VMware vRealize สามารถนำมาใช้งานบริการ Azure VMware Solution ต่อได้ ซึ่งท่านสามารถขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านและดูแล จากทีมงาน Microsoft และพาร์ทเนอร์ที่ดูแล Azure ได้ที่นี่ครับ

Credit : Microsoft

เพิ่มศักยภาพให้ทุกคนในองค์กรด้วย Microsoft Power Platform

จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่สูงมากในโลกปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 70% ได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด พึ่งพากำลังคนให้น้อยลง ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยี No/Low Code จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่ง Microsoft เองมีโซลูชันที่ชื่อว่า ‘Power Platform’ ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานข้างต้น ให้องค์กรได้ Transform ธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลได้ทันเวลา

Credit : Microsoft

เหตุผล 5 ข้อว่าทำไมองค์กรต้องใช้ Microsoft Power Platform 

  1. ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย – หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจ้าง developer เพื่อเขียนแอปขนาดใหญ่ พัฒนาโปรแกรมต่างๆ และ Server จำนวนมาก อีกทั้งยังปรับลดเพิ่มตามความเติบโตของธุรกิจอีกด้วย
  2. ประหยัดเวลา – ด้วยการทำงานที่เชื่อมต่อกันของ Power App และ Power Automate ใน Platform Microsoft องค์กรสามารถเปลี่ยนงาน manual จากเดิมที่ใช้เวลาเขียนแอปนานนับเดือนให้เป็น workflow ที่อัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน ตอบโจทย์การเข้าสู่ตลาดได้ทันต่อความต้องการ
  3. ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะ Coding – ด้วยเทคโนโลยี Low Code No Code อย่าง Power Apps พนักงานไม่จำเป็นต้องพึ่งทีม IT ในการพัฒนาแอป โดยสามารถสร้างแอปด้วยการ drag & drop ฟีเจอร์และใช้ application template เพื่อการสร้างแอปได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
  4. ยืดหยุ่นและคล่องตัว – สามารถพัฒนาแอปต่างๆที่ตอบโจยท์ความต้องการของแต่และองค์กรและเปลี่ยนแปลงการบันทึกข้อมูลแบบ traditional บนกระดาษให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลบน application ที่ง่ายต่อการตรวจสอบ การใช้งาน การเข้าถึง และการนำข้อมูลไปใช้ต่อในการทำงานร่วมกันในองค์กร
  5. มีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงของ Platform และ มั่นใจได้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก – Microsoft Power Platform มีความปลอดภัยที่เป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft Cloud โดยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถใช้ connector เพื่อเชื่อมต่อกับแอปต่างๆได้มากกว่า 400 รายการ นำข้อมูลและ workflow เข้าไป integrate กับระบบขององค์กรคุณได้อย่างลงตัว

และเพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ Microsoft มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องง่าย อย่างเช่นเรื่องของการนำ Microsoft SQL Server และ VMware License มาสู่ Azure Cloud นั้น Microsoft มีโปรแกรมพิเศษที่จะช่วยท่าน migrate และมี credit ให้ทดลองใช้งานฟรี รวมถึงการช่วย optimize ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ท่านใช้ Microsoft Azure อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ aka.ms/AZTHContact หรือแชท Facebook ผ่าน Aka.ms/ContactMSFTTH หรือโทรมาหาเรา 1800-012-821 ได้ตั้งแต่วันนี้

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-do-more-with-less-4-ways-save-your-cost/

Softde’but นำเทรนการทำงานรูปแบบใหม่ ที่สะดวกสบายและง่ายที่สุดด้วย LARK Suite Seamless Connection [Guest Post]

LARK แต่งตั้งให้ Softde’but เป็น Distributor เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย

LARK คือ Essential work tools ที่ตอบโจทย์สำหรับการทำงานยุคปัจจุบันและอนาคต ให้เราสามารถ work from anywhere ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ Single Platform

การสลับ applications ไปมาระหว่างปฏิบัติงาน หรือ ต้อง download หลายๆ applications เพื่อการทำงานและติดต่อประสานงานในองค์กร เป็นเรื่องยุ่งยาก และ รบกวนการทำงาน ด้วย LARK Suite Collaboration Platform สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานได้ปฏิบัติงานอย่างง่ายยิ่งขึ้นทั้งยังช่วยลดเวลา และ ลดค่า Software Maintenance ขององค์กรได้อีกด้วย ซึ่ง LARK สามารถรองรับการทำงานได้อย่างหลากหลาย เช่น

  • Business Email
  • Video Conferencing
  • Instant Messaging
  • Smart Calendar
  • Workflow
  • Bitable – Task management

นอกจากนี้ยังมี Features พิเศษอื่นๆของ Lark อีกมากมายที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานให้ราบรื่นมากขึ้น เช่น

  • Auto Translations (Video/Chat)
  • Auto Transcript recorded (Video call)
  • Cloud Storage – document Share Space
  • Real- Time document editing

ผู้ใช้งานสามารถใช้ LARK Suite ได้ทั้งบน PC, Laptop และ Smart device ซึ่ง LARK สามารถรองรับ plat form ที่หลากหลายเช่น Windows, Mac OS, iOS, iPad OS, Android, Web browser LARK ยังเป็น Super App ที่เราสามารถจะเพิ่ม mini applications ต่างๆ เข้าไปใน LARK Suite ได้ผ่านเมนูที่ชื่อว่า LARK Workplace เช่น

  • Company Expense
  • Salesforce Connector
  • Attendance app ใช้ในการลงเวลา เข้า – ออก พนักงาน
  • Approval ใช้สำหรับให้ Management level approves เอกสารสำคัญต่างๆ

หรือจะเป็น in-house application ขององค์กรก็สามารถเพิ่มเข้าไปใน LARK workplace ได้เช่นกัน

ช่องทางการติดต่อ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Soft De’but Co.,Ltd

Address:

328/3, Latya Rd., Klongsan, Bangkok Thailand 10600

Tel 02-861-4600, Fax: 02-438-3100

Sale Dep: 062-463-6616, 081-401-3437

from:https://www.techtalkthai.com/lark-suite-collaboration-platform-by-softdebut/

ซิสโก้ขับเคลื่อนการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ปลอดภัยให้กับซิลิคอนเทคพาร์ค Innovation Hotspot แห่งต่อไปของประเทศไทย [Guest Post]

“Silicon Valley of the East” จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ปลอดภัย
ของซิสโก้ เพื่อทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – 16 ธันวาคม 2565 – ซิสโก้ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตร่วมมือกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), แพลนเน็ตคอม และ ซิลิคอนเทคพาร์ค (STP) สร้างการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ปลอดภัยที่เป็นรากฐานให้กับ “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ในพื้นที่โครงการ EEC Silicon Tech Park (EEC STP) ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล” หรือ Cisco’s Country Digital Acceleration (CDA) ของซิสโก้ ในด้านการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ นอกจากจะให้บริการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและคลาวด์ที่ปลอดภัยสำหรับพื้นที่โครงการ EEC Silicon Tech Park แล้ว ซิสโก้ยังสนับสนุนนวัตกรรมสำหรับอาคารอัจฉริยะ สมาร์ทซิตี้ การทำงานไฮบริดที่ปลอดภัย และสมาร์ทเวิร์คเพลส อีกด้วย

EEC Silicon Tech Park ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Silicon Valley of the East” แห่งต่อไป โดยคาดว่าจะเป็นย่านที่มีชีวิตชีวาและไม่หยุดนิ่งผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองที่ยั่งยืน สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจแบบ value-based ที่สนับสนุนโดยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะดึงดูดการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท (61.97 พันล้านดอลลาร์) ในเขตอุตสาหกรรมตะวันออกของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ศูนย์กลางของ EEC Silicon Tech Park คือ “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ซึ่งเป็น Next Frontier ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายที่ปลอดภัยและสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการด้านต่างๆ มากที่สุด (most demanding environments) จึงต้องมีนวัตกรรมในอนาคต

ตั้งแต่การเชื่อมต่อแบบแยกส่วนในอุตสาหกรรมไปจนถึงการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติ การเชื่อมต่อเป็นพื้นฐานของนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ ภายใต้โครงการ CDA ซิสโก้ได้สร้างการเข้าถึงเครือข่ายแบบหลายชั้นด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ และการเข้าถึงไวไฟสาธารณะด้วยโซลูชันเชื่อมต่อที่ปลอดภัยรวมถึง Cisco Umbrella และ Ultra-Reliable Wireless Backhaul ในการเชื่อมต่อเสาอัจฉริยะทั่วทั้ง EEC Silicon Tech Park

ขับเคลื่อน Industry 4.0 ด้วยการเชื่อมต่อยุคใหม่

Cisco Network Convergence System (NCS) 5500 Series นำเสนอ port density ที่มีแบนด์วิดธ์ความเร็วสูงถึง 100 GbE และ 400 GbE ซึ่งนับเป็นความเร็วระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ช่วยผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถจัดการกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก และรองรับทราฟฟิกการรับ-ส่งข้อมูลเครือข่ายคลาวด์ สาธารณะ/ส่วนตัว ที่มีปริมาณมาก ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย และมีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อการปรับขนาดขององค์กรขนาดใหญ่ เว็บ และผู้ให้บริการ แพลตฟอร์ม NCS ยังสนับสนุน Segment Routing และ Ethernet VPN ซึ่งเป็นนวัตกรรมซอฟต์แวร์ชั้นนำของตลาดที่สำคัญเพื่อช่วยผู้ให้บริการลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมเครือข่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนวัตกรรมคลาวด์และเอดจ์ เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตหรือลอจิสติกส์ทั่วไปที่ต้องใช้แบนด์วิธเครือข่ายระดับสูง สิ่งนี้ได้นำความเร็วใหม่มาสู่ธุรกิจ และสนับสนุนประสบการณ์ดิจิทัลในการวางแผน ออกแบบ และทดลองด้วยการพิสูจน์แนวคิด ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับองค์กรต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต องค์กรภาครัฐ นักวางผังเมือง และผู้ให้บริการดิจิทัลจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้ที่ผนวกเข้ากับแอปพลิเคชันที่ใช้งานในชีวิตจริง โดยจะช่วยให้พวกเขาสามารถนำเทคโนโลยี 4.0 มาใช้ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้เป็นอย่างดี

ในการนำแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานในชีวิตจริงจากเทคโนโลยีแบบ next-gen มาสู่ประชาชน ซิสโก้ได้นำเสนอพอร์ตโฟลิโอด้านอาคารอัจฉริยะ สมาร์ทซิตี้ การทำงานแบบไฮบริดที่ปลอดภัย และโซลูชันสำหรับที่ทำงานอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และไฟอัจฉริยะไปจนถึงเครื่องมือจัดการอาคารอัจฉริยะที่ใช้ประโยชน์จากไวไฟเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเข้าใช้พื้นที่ และโซลูชันการรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end รวมถึงการใช้ปัจจัยหลายๆ อย่างในการตรวจสอบ และยืนยันตัวบุคคลเพื่อการใช้งานแอปพลิเคชันขององค์กรอย่างปลอดภัย

เตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้วยทักษะด้านดิจิทัล

เพื่อความสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทในการขับเคลื่อนอนาคตสำหรับทุกคน ซิสโก้ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนาความสามารถของบุคลากรด้านไอทีรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ใน EEC Silicon Tech Park ซิสโก้ได้พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านดิจิทัลผ่านโปรแกรม Cisco Networking Academy มาเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีโดยการเป็นพันธมิตรกับ PlanetComm, Mavenir Systems และ 5G Catalyst Technologies ในการพัฒนาหลักสูตรไอทีที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยทางไซเบอร์, เครื่องมือจำลองการเรียนรู้ และโอกาสในการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถในพื้นที่ EEC Silicon Tech Park

นายคณิศ แสงสุพรรณ ประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี กล่าวว่า “อีอีซี ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนด้านนวัตกรรมชั้นนำ ได้แก่ ซิสโก้ แพลนเน็ตคอม และซิลิคอนเทคพาร์ค เตรียมความพร้อมการพัฒนา “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ในพื้นที่โครงการ EEC SILICON TECH PARK โดยใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 400 Gbps นับเป็นการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่อีอีซี เป็นที่ตั้งของคนทำงานยุคใหม่ผ่านนวัตกรรมขั้นสูง       ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้คุณภาพชีวิตที่ดี รองรับการลงทุนจากภาคเอกชน จูงใจบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้ามาลงทุนวิจัยพัฒนา (R&D) ต่อยอดธุรกิจด้านดิจิทัลในพื้นที่ในอีอีซี สร้างพื้นที่กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพให้เข้ามาทำงานในอีอีซีเพิ่มขึ้น และจะเป็นศูนย์ฝึกอบรม การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลในพื้นที่ อีอีซี โดยตั้งเป้าหมายให้พื้นที่ EEC SILICON TECH PARK เป็นเมืองต้นแบบดิจิทัล หรือ ซิลิคอนวอลเล่ย์แห่ง ภาคตะวันออก ดึงการลงทุนด้านดิจิทัล ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะ สร้างโอกาสลงทุนตามแผน   อีอีซี ระยะ 2 ให้ได้ตามเป้าหมาย 2.2 ล้านล้านบาท (61.97 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2570 รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ New S-Curve สร้างตำแหน่งงาน และรายได้ที่ดีขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน”

ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากรฯ สกพอ.

ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากรฯ สกพอ. กล่าวว่า “โครงการ EEC SILICON TECH PARK จะเป็นพื้นที่ศูนย์รวมงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงของอีอีซี ที่ส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี จะได้รับความรู้ และเกิดการใช้ระบบผลิตอัตโนมัติแบบดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตขั้นสูงในพื้นที่ พร้อมกันนี้จะสามารถฝึกอบรมทักษะใหม่ (New skill) เพื่อพัฒนาความชำนาญให้แก่บุคลากรที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทักษะด้าน Robotics & Automation โดยตรง ซึ่งเป็นบุคลากรพิเศษเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าหมายจะพัฒนาให้ได้ประมาณ 5,000 คน ภายใน 5 ปี สร้างความพร้อมและจูงใจให้ผู้ประกอบการทั่วโลกสนใจลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล ในพื้นที่อีอีซี ต่อไป”

มร. เอ็ดเวิร์ด แกรนท์, ที่ปรึกษาอาวุโสของ อีอีซี ซิลิคอนเทคพาร์ค

มร. เอ็ดเวิร์ด แกรนท์, ที่ปรึกษาอาวุโสของ อีอีซี ซิลิคอนเทคพาร์ค กล่าวว่า “EEC Silicon Tech Park (EEC STP) ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยมในอำเภอบ้านฉาง โดยภายในรัศมี 10 กิโลเมตรจากพื้นที่อีอีซี การพัฒนา EEC STP จะเป็นหัวใจสำคัญของแผนที่จะเป็น ultimate frontier ของศูนย์กลางของเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม ด้วยความพร้อมของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนโดยซิสโก้ EEC STP Park สามารถให้บริการเชื่อมต่อดิจิทัลกับผู้พักอาศัย รวมถึงการวิจัยและพัฒนาในทุกอุตสาหกรรม เช่น การบิน การแพทย์ การเงิน เทคโนโลยี และอื่นๆ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีกรีนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน รองรับอนาคต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม EEC STP มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้น และจุดประกายการสร้างสรรค์นวัตกรรมกับผู้คน และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับซิสโก้ในโครงการนี้”

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แพลนเน็ตคอมร่วมมือกับซิสโก้ผ่านโครงการ Cisco CDA – Country Digital Acceleration ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย นำนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Internet Switch 400 Gbps มาให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่โครงการ EEC SILICON TECH PARK ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และเป็น 1 ใน 4 ส่วนสำคัญอันประกอบด้วย อินเทอร์เน็ตเร็วสูง ระบบไฟฟ้ามั่นคง น้ำสะอาดอากาศบริสุทธิ์ และ ที่พักอาศัยสำหรับคนทำงานยุคใหม่ (Health & Wellbeing) เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบ Smart Digital City สำหรับการบูรณาการและพัฒนาเมืองอื่นในประเทศไทย

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและพม่า

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและพม่า กล่าวว่า “อนาคตของสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทยต้องอาศัยเครือข่ายที่ปลอดภัยเป็นแกนหลัก เนื่องจากอุปกรณ์ ข้อมูล และแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันเป็นรากฐานของบริการสมาร์ทซิตี้ ซิสโก้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอีโคซิสเต็มส์ภายใต้โครงการ CDA เพื่อนำอนาคตของการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยมายังผู้อาศัย และธุรกิจต่างๆ ใน EEC Silicon Tech Park และเปิดโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจสามารถนำร่องประสบการณ์การเชื่อมต่อยุคใหม่ และสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่มีความหมาย เช่น ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร”


เกี่ยวกับ อีอีซี

อีอีซี เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 รองรับ ให้การพัฒนาพื้นที่มีความต่อเนื่อง มีองค์กรกำกับดูแลอย่างถาวร และมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนใน 12 อุตสาหหกรรมเป้าหมาย ต่อยอดและผลักดันนวัตกรรมขั้นสูงด้านดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

เกี่ยวกับ ซิสโก้

ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่ยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซิสโก้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิธีการใช้แอปพลิเคชันที่แตกต่างไปจากเดิม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมของคุณเพื่อโลกแห่งอนาคต เปิดประสบการณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ก และติดตามข่าวสารของซิสโก้บนทวิตเตอร์ที่ Twitter @Cisco.

เกี่ยวกับ บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

แพลนเน็ตคอม (mai: PLANET) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยปัจจุบันเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแบบครบวงจร ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และบริการหลังการขาย สำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายโทรคมนาคม ระบบการสื่อสารแบบรวมศูนย์ ระบบส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบดิจิทัล ระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไอโอทีแพลทฟอร์ม การวิเคราะห์ภาพและข้อมูลอัจฉริยะ การแพทย์ทางไกล เทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และ เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับและพัฒนาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-Carbon) ยกระดับภาคการผลิตไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต (Increasing Productivity) รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (Improving a Quality of Life)

เกี่ยวกับ ซิลิคอน เทค พาร์ค (STP)

ซิลิคอน เทค พาร์ค (STP) บ้านฉาง จังหวัดระยอง ประเทศไทย เป็นบริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และอุทยานเทคโนโลยีขั้นสูงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ของรัฐบาลไทย เพื่อสร้าง “มูลค่าใหม่ เศรษฐกิจฐานราก” มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในอาเซียน เป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม น่าอยู่อาศัย ประกอบอาชีพ และเจริญรุ่งเรือง ด้วยพื้นที่รวมกว่า 519 ไร่ (205 เอเคอร์) STP จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนใครในไม่ช้า และ เป็นวิทยาเขตที่มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเป็นเจ้าของ หรือ การถือครอง ของบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้น เฟสที่ 1 กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการพร้อมกับความสำเร็จของ EEC Global Cloud Data Center ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูล Tier-3 ที่ทันสมัย และครอบคลุมที่สุดในอาเซียน และ ไซต์นี้ยังให้บริการโดยเครือข่าย 5-G ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย มีที่ดินสำหรับขาย หรือ ให้เช่า และเรามีพันธมิตรที่สามารถทำการสร้างให้เหมาะกับอาคาร หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ที่นักลงทุนและ/หรือผู้เช่าหลักหมายปองไว้ได้อย่างรวดเร็ว107

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-powers-secure-digital-connectivity-for-thailands-next-silicon-tech-park-innovation-hotspot/

IBM จับมือกับ Rapidus ผู้ผลิตชิปรายใหม่จากญี่ปุ่น

เป้าหมาย “เพื่อผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตร”

Image Credit : japantimes.co.jp
IBM กำลังร่วมมือกับ Rapidus ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อช่วยในการผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน
 
ญี่ปุ่นซึ่งสูญเสียความเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปอย่างยาวนาน ปัจจุบันกำลังเร่งตามให้ทันผู้นำและทำให้มั่นใจว่าผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่ขาดองค์ประกอบหลัก เมื่อเดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่น กล่าวไว้ว่าจะลงทุนเบื้องต้น 70,000 ล้านเยน หรือ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Rapidus ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่นำโดยบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Sony Group และ NEC
 
ญี่ปุ่นมีจุดแข็งอยู่แล้วในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในญี่ปุ่นและเครือข่ายซัพพลายเออร์และพันธมิตรที่มีอยู่มากมายและมีความแข็งแกร่งมาก โดย IBM คาดหวังว่าทั้งสองบริษัทจะทำงานร่วมกันเพื่อผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตรของ IBM ที่เปิดตัวแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
IBM กล่าวว่า “เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของ Rapidus จะทำงานร่วมกับ IBM Japan และนักวิจัยของ IBM ที่ Albany NanoTech Complex ในรัฐนิวยอร์ก โดยโรงงานแห่งใหม่จะตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าบริษัทจะยังไม่ได้ประกาศสถานที่ตั้งที่แน่นอนก็ตาม”
 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-has-partnered-with-rapidus-a-new-japanese-chip-maker/