คลังเก็บป้ายกำกับ: AMAZON_WEB_SERVICES_/_AWS

AWS เปิดตัว High Performance EC2 Instance ใหม่ ใช้ชิป 4th Gen Intel Xeon

AWS เปิดตัว Amazon EC2 R7iz Instance ระดับ High Performance ใหม่ ใช้ชิป 4th Gen Intel Xeon Sapphire Rapids

Credit: AWS

Amazon Web Services (AWS) เปิดตัว Amazon EC2 R7iz Instance ใหม่แบบ Preview ให้ทดสอบใช้งานแล้ว เน้นการใช้งานกับแอพพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูง หรือใช้งานหน่วยความจำขนาดใหญ่ โดยใช้หน่วยประมวลผล 4th Gen Intel Xeon Sapphire Rapids รุ่นใหม่มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 3.9 GHz รองรับหน่วยความจำชนิด DDR5 และเมื่อเทียบกับ z1d Instance แล้ว จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 20%

Amazon EC2 R7iz Instance รองรับการใช้งานสูงสุด 128 Virtual Core และหน่วยความจำขนาด 1,024 GB สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยความเร็ว 50 Gbps ได้ นอกจากนี้ยังรองรับ Amazon Elastic Block Store ด้วย Bandwidth ระดับ 40 Gbps

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/11/28/aws-debuts-high-performance-amazon-ec2-r7iz-instances/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-new-ec2-instance-with-4th-gen-intel-xeon/

AMPOS สร้างแพลตฟอร์มเพื่อวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ เพื่อการทำงานแบบไฮบริดบน AWS เพื่อขับเคลื่อนการฝึกอบรมและความพึงพอใจของพนักงาน [Guest Post]

กรุงเทพฯ 23 พฤศจิกายน 2565 – อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com ประกาศในวันนี้ว่า AMPOS Solutions (AMPOS) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ (HR) ของไทย ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการบริหารความสัมพันธ์กับพนักงาน (employee relationship management: ERM) บน AWS เพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ปรับปรุงวัฒนธรรมในที่ทำงานของตน โดย AMPOS ถูกพัฒนาขึ้นบน AWS ตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยให้ผู้ใช้กว่า 100,000 ราย จาก 20 บริษัทในประเทศไทยสามารถดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงการมีส่วนร่วมของพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริดและแบบออนไลน์ ด้วยแพลตฟอร์ม ERM ซึ่งลูกค้าสามารถเพิ่มความพึงพอใจของพนักงานผ่านการสื่อสารที่ดีขึ้น รวมถึงความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมของบริษัทในยุคของการทํางานแบบไฮบริด AMPOS สามารถพัฒนาโซลูชัน HR ใหม่ ๆ สำหรับแพลตฟอร์ม ERM ได้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้ AWS ซึ่งสามารถช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ปรับปรุงระดับการรักษาพนักงานและปรับใช้การให้บริการด้านต่าง ๆ ของ HR ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ช่องทางการสื่อสาร ด้วย AWS ลูกค้า AMPOS สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 30% ลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลง 50% และลดเวลาการ Onboarding ของพนักงานลง 60%

ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทมากกว่าครึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันมาใช้วิธีการทำงานแบบไฮบริดและต้องการโซลูชัน HR ใหม่ ๆ ที่เป็นแบบออนไลน์และสามารถใช้โต้ตอบกันได้ เพื่อดึงดูดพนักงานที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของบริษัท AMPOS สร้างแพลตฟอร์ม ERM ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนบน AWS เพื่อพัฒนาโซลูชัน HR ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงระบบการส่งข้อความถึงพนักงานที่ตรงเป้าหมายซึ่งช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมการทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น แอป DayOne และ SABER ของ AMPOS ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สื่อสารกับพนักงานได้ทุกช่องทาง รวมถึงแพลตฟอร์มการส่งข้อความ เช่น Line รวมถึงการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี เช่น การตรงต่อเวลาโดยใช้การเล่นเกม และสร้างแรงจูงใจด้วยรางวัลรวมถึงบัตรกำนัลต่าง ๆ ด้วย Amazon QuickSight ซึ่งเป็นบริการ Business Intelligence (BI) ที่รวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยระบบคลาวด์ ลูกค้าของ AMPOS สามารถดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ของการมีปฏิสัมพันธ์ของพนักงานด้วยแพลตฟอร์ม ERM เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม การกระทำ และแรงจูงใจของพนักงาน ตลอดจนดูแลพนักงานให้มีส่วนร่วมได้ดียิ่งขึ้น การใช้ Amazon SageMaker ซึ่งเป็นบริการที่มีการจัดการเต็มรูปแบบโดย AWS เพื่อสร้าง ฝึกอบรม และปรับใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิง ลูกค้าของ AMPOS ยังสามารถคาดการณ์ความต้องการของพนักงานได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงาน ตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีแนวโน้มต้องการการฝึกอบรมหรือความช่วยเหลือเกี่ยวกับโครงการที่รับผิดชอบ องค์กรจะจัดส่งเนื้อหาการเรียนรู้แบบโต้ตอบและการช่วยเหลือส่วนบุคคล เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วม ทันต่อเหตุการณ์ และประสบความสำเร็จ

AWS สนับสนุนเราตั้งแต่วันแรกเพื่อช่วยลูกค้าของเราในการปรับปรุงประสบการณ์การทำงานแบบไฮบริด องค์กรส่วนใหญ่ที่หันมาทำงานนอกสถานที่ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ยังคงใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดและด้วย AWS เราสามารถสร้างโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมที่ช่วยปรับปรุงสถานที่ทํางานทุกรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว” คุณบัญชา ธรรมรุ่งเรือง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ AMPOS Solutions กล่าว “แพลตฟอร์มการบริหารความสัมพันธ์กับพนักงานของเราช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สื่อสารวัฒนธรรมองค์กรกับพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ได้ และด้วยการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพนักงานให้ดีขึ้น ลูกค้าของเราสามารถพัฒนา ฝึกอบรม และรักษาพนักงานที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพไว้ได้

“องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้เทคโนโลยีระบบคลาวด์เพื่อพัฒนาเครื่องมือ HR ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งช่วยปรับปรุงการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานกูนิช ชวาลา กรรมการผู้จัดการของ Mid-Market Enterprise & SMB ที่ AWS ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวAMPOS Solutions ได้สร้างแพลตฟอร์มบน AWS ที่ช่วยให้บริษัทในประเทศไทยสามารถสื่อสาร ฝึกอบรม และดูแลพนักงานเพื่อขับเคลื่อนความพึงพอใจของพนักงานทั้งในสำนักงานและที่บ้าน เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับธุรกิจในประเทศไทยอย่าง AMPOS Solutions เพื่อช่วยองค์กรต่าง ๆ ในการสร้างสถานที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วมมากขึ้น

เกี่ยวกับอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

ตลอดระยะเวลา 15 ปี อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในโลก AWS ขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการทำงานบนคลาวด์ทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีบริการอย่างเต็มรูปแบบกว่า 200 รายการ สำหรับการคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย การวิเคราะห์ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoT) โทรศัพท์มือถือ การรักษาความปลอดภัย ไฮบริด เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual reality: VR) และการรวมวัตถุเสมือนเข้ากับสภาพแวดล้อมจริง (Augmented reality: AR) สื่อและการพัฒนาแอปพลิเคชัน การใช้งาน และการจัดการจาก 96 Availability Zones (AZs) ใน 30 ภูมิภาค พร้อมประกาศแผนสำหรับ Availability Zones เพิ่มเติมอีก 15 แห่ง และอีกห้า AWS Regions ในออสเตรเลีย แคนาดา อิสราเอล นิวซีแลนด์ และประเทศไทย ลูกค้ากว่าล้านรายรวมไปถึงสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ต่างเชื่อมั่นใน AWS ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและมีต้นทุนที่น้อยลง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS สามารถเข้าไปที่ aws.amazon.com   

เกี่ยวกับ Amazon

Amazon ใช้หลัก 4 ประการในการดำเนินงาน ได้แก่ ความหลงใหลในลูกค้ามากกว่าการมุ่งเน้นไปที่คู่แข่ง ความหลงใหลในการประดิษฐ์ ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในการดําเนินงาน และการคิดระยะยาว Amazon มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุดในโลก เป็นบริษัทนายจ้างที่ดีที่สุดในโลก และสถานที่ทํางานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ความคิดเห็นของลูกค้า, การซื้อของในคลิกเดียว, คําแนะนําเฉพาะบุคคล, ไพรม์, Fulfillment by Amazon, AWS, Kindle Direct Publishing, Kindle, Career Choice, Fire tablets, Fire TV, Amazon Echo, Alexa, Just Walk Out technology, Amazon Studios และ The Climate Pledge เป็นเพียงบางส่วนที่บุกเบิกโดย Amazon สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่ amazon.com/about และติดตามได้ที่ @AmazonNews

เกี่ยวกับ AMPOS Solutions

พัฒนาจากสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นช่วยเหลือองค์กรในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ด้วยพฤติกรรมของพนักงานและแพลตฟอร์มด้านการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร AMPOS ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ให้บริการชั้นนําด้านบริการจัดการข้อมูลบนคลาวด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนําเสนอโซลูชันตั้งแต่การจัดการผู้มีความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไปจนถึงการสร้างแบบจําลองการคาดการณ์โดยใช้แมชชีนเลิร์นนิง

เราทํางานร่วมกับลูกค้าของเราทุกวัน เพื่อช่วยให้พวกเขาใช้ประโยชน์จากโซลูชันทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเอาชนะปัญหาทางธุรกิจต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของพวกเขา ในขณะเดียวกันเรายังช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจว่าเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิงลึก และการคาดการณ์ข้อมูล สามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ดีขึ้นได้ในการรับมือกับอุปสรรคต่าง ๆ ทางธุรกิจ

from:https://www.techtalkthai.com/ampos-hybrid-work-erm-solution-on-aws/

ดีแทค บิสิเนสชู 5G Mobile Private Network บน AWS ขับเคลื่อนดิจิทัลสู่กลุ่มธุรกิจไทย [Guest Post]

นำโซลูชัน 5G MPN ติดปีกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ยกระดับระบบอัตโนมัติซัพพลายเชน

22 พฤศจิกายน 2565 – ดีแทค บิสิเนส แนะนำ 5G Mobile Private Network (5G MPN) ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติซัพพลายเชนเพื่อธุรกิจไทย เน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โรงงานผู้ผลิต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) คือการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Internet of Things (IoT), Machine Learning (ML), คลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง, เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์ล้ำสมัยอื่นๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดย 5G MPN จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนอัตโนมัติที่ดำเนินการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

ดีแทค บิสิเนส นำ 5G MPN เพื่อพลิกโฉมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย 5G MPN จะใช้งานบน AWS พร้อม 3 โซลูชันหลักผ่านระบบ Edge ได้แก่ IoT, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) โดย 5G MPN เป็นระบบหลัก 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะขององค์กรในการทำงานร่วมกับเอดจ์คอมพิวติ้ง บนคลื่น 26 GHz พร้อมระบบสำหรับการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมั่นใจได้ในความเสถียรสูง (High reliability) ความหน่วงต่ำ (Low latency) และความปลอดภัยที่เหนือกว่า (Superior security)

นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายซาดัท ซามาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาได้พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย โดย 5G MPN คือกุญแจสำคัญที่จะมาสนับสนุนกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสนับสนุนระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการออกแบบและปรับเปลี่ยนของโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งให้ตรงความต้องการ เราจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น IoT และระบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ เพื่อสนองทิศทางก้าวสู่ดิจิทัล และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจไทย”

ดีแทค บิสิเนส นำ AWS แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครบครันและใช้งานในวงกว้างที่สุดระดับโลก สู่การออกแบบ 3 โซลูชันเพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

  1. Robotics Automation – โซลูชันหุ่นยนต์ที่ออกแบบการทำงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อบริการจัดการแบบอัตโนมัติ หรือ Automation โดยเมื่อหุ่นยนต์ได้รับคำสั่งจะทำการเคลื่อนที่ไปยังชั้นเก็บสินค้านั้น ๆ ด้วยการเชื่อมต่อด้วย 5G MPN โดยอัตโนมัติเพื่อทำการขนส่งสินค้า จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า ลดเวลา และยังสามารถลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากคนทำงานได้อีกด้วย
  2. Predictive maintenance –  โซลูชันที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงร่วมกับ 5G MPN เพื่อตรวจจับสภาวะผิดปกติในอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งช่วยให้คาดการณ์ซ่อมบำรุง หรือ Predictive Maintenance ให้กับกระบวนการทั้งหมด โดย Monitron Sensor เมื่อทำงานร่วมกับ 5G MPN ในรูปแบบ Massive IoT จะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านเซนเซอร์ โดยการมอนิเตอร์การเคลื่อนไหว (Vibration) และ / หรืออุณหภูมิ (Temperature) แล้วทำการส่งค่าไปปยังศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อประมวลผลโดยแมชชีนเลิร์นนิง และแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบที่ผิดปกติ ดังนั้น ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขทันที ก่อนที่จะนำไปสู่ความเสียหายหรือการหยุดชะงัก (Downtime) ในการบริหารสินค้าได้
  3. Video Analytic – โซลูชันกล้องอัจฉริยะในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับ 5G MPN ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการคลังสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณหวงห้าม หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็น High-Value Asset ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และรองรับการทำงานได้ทุกพื้นที่
นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5G MPN จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโรคระบาด จึงน่ามีโอกาสเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพิ่มเป็น 2 เท่า และเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ด้วย AWS ของเรา ดีแทค บิสิเนส สามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและกำหนดซอฟแวร์ที่นำมาใช้งานทางธุรกิจได้ง่าย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

*ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจ 5G Mobile Private Network สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/dtac-business-launches-5g-mobile-private-network-on-aws-driving-digital-to-thai-businesses/

AWS ประกาศเปิด Region แห่งใหม่เพิ่มในอินเดีย

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียทำให้ AWS ได้เพิ่มการให้บริการ Region แห่งใหม่ในรัฐ Telangana ซึ่งกลายเป็น Region ลำดับที่ 30 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

Credit: AWS

‘Hyderabad’ Region แห่งใหม่ที่ API คือ ap-south-2 เป็นแหล่งรวมชาวไอทีและบริษัทมากมาย โดย Hyderabad User Group มีสมาชิกกว่า 4,000 รายและมีกิจกรรมพบปะอย่างต่อเนื่อง สำหรับอินเดียนั้น AWS ได้เริ่มมีกิจกรรมตั้งแต่ปี 2011 ด้วยการตั้งสำนักงานในเดลี ต่อมาปี 2016 ก็เปิด Region ในมุมไบเพื่อให้บริการแก่ธุรกิจมากมาย ในปี 2019 ได้ขยายการให้บริการครบ 3 AZ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการและความมั่นใจกับลูกค้า นอกจากนี้ AWS ยังมี CloudFront Edge อีกกว่า 33 แห่งในประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้นอินเดียยังมีแรงดึงดูดอีกมหาศาลทั้งทักษะด้านไอทีของผู้คน ซึ่ง AWS ก็ได้ลงทุนเรื่องการให้ความรู้หลายภาคส่วนตั้งแต่นักพัฒนาโปรแกรม นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้บริหารผ่านโปรแกรมต่างๆเช่น Academy, Educate, re/Start และ Certificate อีกปัจจับคืออินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/now-open-the-30th-aws-region-asia-pacific-hyderabad-region-in-india/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-open-new-region-hyderabad-india/

แอมะซอนและองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ก่อตั้งสถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศ [Guest Post]

เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ

Image Credit : Conservation International

กรุงเทพฯ – 15 พฤศจิกายน  2565 – แอมะซอน (Amazon) และองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International) ประกาศในวันนี้ที่การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP27) ปี 2565 เรื่องการจัดตั้งสถาบันสถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศ (International Blue Carbon) สถาบันบลูคาร์บอนจะช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปกป้องชุมชนชายฝั่ง โดยสนับสนุนการฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศบลูคาร์บอนชายฝั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ

บลูคาร์บอนคือคาร์บอนที่สะสมอยู่ในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และที่ราบลุ่มน้ำขึ้นถึง ระบบนิเวศเหล่านี้จะกักเก็บคาร์บอนในปริมาณมหาศาลทั้งในพืชและในตะกอน และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนสำคัญของการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

สถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศจะตั้งอยู่ในสิงคโปร์และจะมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกในการตระหนักถึงศักยภาพของบลูคาร์บอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่ที่เป็นป่าชายเลนมากกว่าหนึ่งในสามของโลก อย่างไรก็ตาม การสูญเสียป่าชายเลนก็เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มากที่สุดเช่นกัน[1] ในภูมิภาคเอเชียจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก ชุมชนชายฝั่งมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและพายุที่รุนแรง ระบบนิเวศของบลูคาร์บอนสามารถช่วยเสริมสร้างชุมชนจากผลกระทบของสภาพอากาศในขณะที่ให้น้ำจืด สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และประโยชน์ทางธรรมชาติอื่น ๆ

สถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความรู้เพื่อสร้างความสามารถ ความเชี่ยวชาญ มาตรฐาน และวิธีการ เพื่อพัฒนาและขยายโครงการบลูคาร์บอนซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน

สถาบันจะทำงานร่วมกับภาครัฐทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรวมบลูคาร์บอนในนโยบายในการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ นอกจากนี้ องค์กรนี้จะสนับสนุนและเพิ่มการศึกษาให้กับผู้ปฏิบัติงาน ผู้กำหนดนโยบาย และชุมชนเพื่อเข้าถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐาน แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และทรัพยากรล่าสุดเกี่ยวกับโครงการบลูคาร์บอน นอกจากนี้ สถาบันจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรภาคเอกชน และภาครัฐเพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับการพัฒนาบลูคาร์บอน ซึ่งรวมถึงวิธีการและมาตรฐานคาร์บอนเครดิต กรอบนโยบาย และเทคนิคต่าง ๆ ในการนำไปใช้งานจริง

ในปีแรก โครงการนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศของบลูคาร์บอน การพัฒนาแนวทางที่สำคัญเกี่ยวกับบลูคาร์บอนตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contributions: NDCs) และการเพิ่มความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคุณค่าของหญ้าทะเลและระบบนิเวศของสาหร่ายทะเลที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ

เอมิลี พิดเจียน รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนวัตกรรม องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ กล่าวว่า “ระบบนิเวศบลูคาร์บอนเป็นระบบนิเวศที่อุดมด้วยคาร์บอนมากที่สุดในโลก แต่ถูกคุกคามจากทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ระบบนิเวศบลูคาร์บอนจึงอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดในโลก Conservation International รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Amazon ในการจัดตั้งสถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศ เพื่อตระหนักถึงศักยภาพในการบรรเทาสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของระบบนิเวศบลูคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มที่ และบรรลุผลลัพธ์ที่มีคุณภาพและยั่งยืนสําหรับความหลากหลายทางชีวภาพชายฝั่ง ความสามารถของชุมชนในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืน และสภาพภูมิอากาศ องค์กรของเราทุ่มเทเพื่อกระตุ้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูชายฝั่ง ผ่านโครงการบลูคาร์บอนคุณภาพสูงและการลงทุน และกำลังส่งมอบความรู้และเครื่องมือที่จําเป็น ซึ่งเป็นรากฐานสําหรับการรวมบลูคาร์บอนไว้ในนโยบายและวิธีสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ”

ในฐานะที่โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ Amazon ที่มีมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโซลูชันการจัดการอย่างยั่งยืน Amazon จะมอบเงินช่วยเหลือสูงถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อจัดตั้งและให้ทุนสนับสนุนการดําเนินงานของสถาบันบลูคาร์บอนในช่วง 3 ปีแรก เพื่อช่วยในการสร้างและขยายโครงการบลูคาร์บอนที่สำคัญในภูมิภาคนี้

“ที่ Amazon เราลงทุนในโซลูชันการจัดการอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนนอกห่วงโซ่คุณค่าของเรา และเพิ่มความพยายามในการลดคาร์บอนที่จากการดำเนินงานทั้งหมด โครงการบลูคาร์บอนนี้มีศักยภาพสูงในการช่วยกักเก็บคาร์บอน บริการทางระบบนิเวศ และการดำรงชีพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เราต้องการการลงมือทำทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ และ Amazon ยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนกับทั้งสองด้าน” คาร่า เฮิร์สต์ รองประธานฝ่ายความยั่งยืนทั่วโลกของ Amazon กล่าว

โหย่ว แลม เคียง (Yeoh Lam Keong) ประธานองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ กองทุนอนุรักษ์สิงคโปร์ (Conservation International Singapore Conservation Trust) กล่าวว่า “องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติในสิงคโปร์เติบโตขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลและ Institution of Public Character เมื่อ 5 ปีที่แล้ว นอกจากโปรแกรมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่กำลังเติบโตและกองทุนการเงินที่ยั่งยืนแห่งใหม่ สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคแล้ว สถาบันบลูคาร์บอนระหว่างประเทศของ Conservation International ยังเป็นเสาหลักที่สนับสนุนการทำงานวิจัยและวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับบลูคาร์บอนที่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ”

Conservation International เป็นผู้นําด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลกและการดําเนินการเกี่ยวกับบลูคาร์บอน โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ สถาบันวิจัย องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร และชุมชนชายฝั่งทั่วโลก สถาบันได้ให้คำแนะนำแก่ภาครัฐในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ เอกวาดอร์ คอสตาริกา ฟิจิ และโคลอมเบีย เกี่ยวกับนโยบายบลูคาร์บอน การจัดการการอนุรักษ์ และกลยุทธ์การลดผลกระทบจากสภาพอากาศ Conservation International ได้ร่วมมือกันในโครงการบลูคาร์บอนโครงการแรกที่ได้รับการรับรองโดย Verra (Verified Carbon Standard) ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ป่าชายเลนในโคลัมเบีย นอกจากนี้ ในความร่วมมือกับสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาลของยูเนสโก Conservation International ได้จัดตั้ง International Blue Carbon Initiative ซึ่งให้คําแนะนําการบูรณาการระบบนิเวศบลูคาร์บอนในแนวทางของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการบันทึกค่าก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ การพัฒนาวิธีการเครดิตบลูคาร์บอน และการรวมบลูคาร์บอนเข้ากับแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

Amazon ได้จัดตั้งกองทุน Right Now Climate Fund ขึ้นในปี 2562 เพื่อสนับสนุนโซลูชันการจัดการอย่างยั่งยืน ที่มีมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่สีเขียวทั่วโลก ในปี 2564 Amazon ยังได้ช่วยก่อตั้ง LEAF Coalition (Lowering Emissions by Accelerating Forest Finance) หรือการจัดหาเงินทุนให้กับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยมลพิษจากการตัดไม้ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลกของภาครัฐและบริษัทชั้นนำที่ระดมเงินกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการปกป้องป่าในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อหยุดการตัดไม้ทําลายป่าในเขตร้อนทั่วโลกในทศวรรษหน้าผ่านข้อกำหนดทางกฎหมายในการลดการปล่อยมลพิษจากการตัดไม้ทําลายป่า นอกจากนี้ Amazon ยังร่วมกับ The Nature Conservancy ในปี 2564 พัฒนา Agroforestry and Restoration Accelerator ในบราซิล ซึ่งคาดว่าจะช่วยกําจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้ถึง 10 ล้านตันภายในปี 2593 และ Amazon ยังได้สนับสนุนการเสริมสร้างธรรมชาติในชุมชนที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Family Forest Carbon Program ในสหรัฐอเมริกา, โครงการ Urban Greening ในเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี, Parco Italia tree planting ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี, และโครงการฟื้นธรรมชาติในสหราชอาณาจักร

เกี่ยวกับ Amazon

Amazon ใช้หลักการ 4 ประการในการดำเนินงาน ได้แก่ ความหลงใหลในลูกค้ามากกว่าการมุ่งเน้นไปที่คู่แข่ง ความหลงใหลในการประดิษฐ์ ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในการดําเนินงาน และการคิดระยะยาว Amazon มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุดในโลก เป็นบริษัทนายจ้างที่ดีที่สุดในโลก และสถานที่ทํางานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ความคิดเห็นของลูกค้า, การซื้อของในคลิกเดียว, คําแนะนําเฉพาะบุคคล, ไพรม์ , Fulfillment by Amazon, AWS, Kindle Direct Publishing, Kindle, Career Choice, Fire tablets, Fire TV, Amazon Echo, Alexa, Just Walk Out technology, Amazon Studios และ The Climate Pledge เป็นเพียงบางอย่างที่บุกเบิกโดย Amazon สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่ amazon.com/about และติดตามได้ที่ @AmazonNews

เกี่ยวกับ Conservation International

Conservation International ปกป้องธรรมชาติเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติด้วยวิทยาศาสตร์ นโยบาย การทำงานภาคสนาม และการเงิน Conservation International ให้ความสำคัญและรักษาสถานที่ที่สำคัญที่สุดในธรรมชาติที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและผู้คน Conservation International ในสิงคโปร์ มุ่งมั่นที่จะปกป้องธรรมชาติในท้องถิ่นผ่านการเผยแพร่ การศึกษา การริเริ่มการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน Conservation International ร่วมมือกับภาครัฐ บริษัทต่าง ๆ ประชาสังคม ชนพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่นเพื่อช่วยให้ผู้คนและธรรมชาติเจริญเติบโตไปด้วยกัน ด้วยสำนักงานใน 30 ประเทศและโครงการในกว่า 100 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Conservation.org ติดตามการทำงานได้ที่ Conservation NewsFacebookTwitterTikTokInstagram และ YouTube.

ภาคผนวก: ข้อมูลบลูคาร์บอน

บลูคาร์บอนคือคาร์บอนที่สะสมอยู่ในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และที่ราบลุ่มน้ำขึ้นถึง ระบบนิเวศเหล่านี้จะกักเก็บคาร์บอนในปริมาณมหาศาลทั้งในพืชและในตะกอน ทำให้เป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก[2]

ในพื้นที่ 1 ตารางไมล์ (2.6 ตารางกิโลเมตร) ป่าชายเลนสะสมคาร์บอนได้มากเท่ากับการปล่อยก๊าซรถยนต์ 90,000 คันต่อปี ป่าชายเลนทำหน้าที่เป็น “ที่เพาะพันธุ์” ของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์เพื่อที่จะปกป้องจากผู้ล่าและกระแสน้ำ ชุมชนชายฝั่งพึ่งพาป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย


[1] https://www.thebluecarboninitiative.org/

[2] Global Mangrove Alliance 2022 Report

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-and-conservation-international-established-the-international-blue-carbon-institute/

Cloud HM ให้บริการ Multi Cloud Solution และ DevOps บนแพลตฟอร์ม AWS ลด Time to Market ในการพัฒนา Application พร้อมรับการเปิดตัว AWS Data Center ในไทย [Guest Post]

ในปัจจุบัน เทคโนโลยี Cloud ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านความยืดหยุ่นที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการใช้งาน ความเสถียรของระบบ ความปลอดภัย ไปจนถึงความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตการโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2562 ความสำคัญของเทคโนโลยี Cloud ก็มีความชัดเจนมากขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Disruption ที่องค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศต้องปรับตัวตาม เห็นได้จากการที่องค์กรต่างๆ เริ่มตื่นตัวกับการปรับใช้ DevOps, Big Data, ปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Machine Learning), Internet of Things (IoT), หรือ Robotic Process Automation (RPA) ซึ่งทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ให้บริการบน Cloud Platform ทั้งสิ้น

ซ้ายไปขวา คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์, Country Manager, Amazon Web Services (Thailand) และคุณณพัชร อัมพุช, Chief Executive Officer, Cloud HM

AWS ผู้นำด้านการให้บริการ Cloud Platform ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Amazon Web Service (AWS) เป็นผู้คิดค้นและให้บริการ Cloud Platform เจ้าแรกของโลก ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 16 ปี และครองส่วนแบ่งทางการตลาด 34% ของโลกซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ โดยเทคโนโลยี Cloud ที่ AWS ให้บริการนั้น ครอบคลุม Solution ตั้งแต่ Compute, Storage, Databases, Networking, DevOps, IoT, Security, และ Enterprise Applications รวมไปถึง Solution สำหรับอนาคต อย่าง Blockchain, Big Data, AI หรือ Machine Learning ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยเหตุนี้ AWS จึงได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำของโลก เช่น GE, Walt Disney, Sony, Unilever, Tata Motors, BMW และ Samsung ว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการทำ Transformation อันยิ่งใหญ่ของยุคใหม่

Cloud HM ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Cloud ในไทย ภายใต้แนวคิด “Your Multi Cloud Expert”

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) ภายใต้การนำของกลุ่มเบญจจินดา เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Cloud ในไทย ภายใต้แนวคิด “Your Multi Cloud Expert” ซึ่งให้บริการ Cloud ในหลากหลาย Platform เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากว่า 1,000 องค์กร โดยบริการของ Cloud HM ครอบคลุมตั้งแต่บริการ Multi Cloud Strategy & Migration, บริการออกแบบและพัฒนา Cloud Native Application, บริการวางแผนและวิเคราะห์ Big Data, บริการให้คำปรึกษาด้าน DevOps, บริการ Backup & Disaster Recovery (DR) , และบริการด้าน Connectivity อาทิเช่น Private Link ที่เชื่อมต่อไปยัง Data Center ของ Hyperscalers ต่างๆ (รวมถึง AWS) นอกจากนี้ สำหรับองค์กรที่กำลังเข้าสู่เทคโนโลยี Cloud หรือต้องการทำ Digital Transformation, Cloud HM ยังมีบริการ Training เพื่อ Upskill บุคลากรภายในองค์กรให้สามารถใช้เทคโนโลยี Cloud ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับองค์กรได้

AWS เปิดตัว Data Center ในไทย วางงบประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

โดย AWS เล็งเห็นถึงความต้องการ และการเติบโตของการใช้บริการ Cloud เพื่อ Transform ธุรกิจ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในประเทศไทย จึงได้ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ด้วยการเปิดตัว Data Center ระดับภูมิภาค (Region) ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย Availability Zone สามแห่ง เพิ่มเติมจาก Availability Zone ของ AWS ที่มีอยู่แล้ว 87 แห่งใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้ เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่ AWS มีต่อประเทศไทย AWS ได้วางแผนที่จะลงทุนมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 แสนล้านบาท) ในประเทศไทยในระยะเวลา 15 ปีจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรทุกขนาด ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลางและเล็ก สตาร์ทอัพ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน และบริการบนระบบ Cloud เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ Transform องค์กรสู่ดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น AI, Machine Learning, การวิเคราะห์ข้อมูล, และ IoT

ในประเทศไทย เราเพิ่งมาถึงจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี Cloud ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถเรียนรู้ และใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้อีกมาก การที่ AWS เปิด Data Center ระดับภูมิภาคในไทยนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะ หน่วยงานภาครัฐ จะคลายความกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลใน Data Center นอกประเทศ และเริ่มต้นใช้ Cloud ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลกมากยิ่งขึ้น โดยเราเชื่อว่าการเปิด Data Center ในครั้งนี้ของ AWS จะช่วยเร่งความต้องการของระบบ Cloud ไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การกระตุ้นการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในไทย จึงนับเป็นข่าวดีมากสำหรับอุตสาหกรรม Cloud ในไทย” กล่าวโดยคุณณพัชร อัมพุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Cloud HM จำกัด

ทำไมองค์กรต่างๆ ถึงไว้วางใจ และใช้บริการ AWS ผ่าน Cloud HM?

AWS นั้นมีบริการที่หลากหลายมากกว่า 200 บริการ อีกทั้งมีการพัฒนา Function และเพิ่ม Service ใหม่อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ วัน ทำให้ผู้ใช้บริการ (End User) ไม่สามารถเข้าใจแต่ละ Service ได้อย่างครอบคลุม และไม่สามารถออกแบบ Solution ได้อย่างตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง Cloud HM ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็น AWS Consulting Partner และได้รับเลือกให้เป็น AWS Finalist Rising Star Award 2022 จาก Partner กว่า 5,000 ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) โดย Cloud HM มีทีมวิศวกรมากมายที่ได้รับ Certificate รับรองจาก AWS ซึ่งพร้อมให้บริการครบวงจร ตั้งแต่ การออกแบบ Solution ที่ตรงตาม Best Practice และ Architecture Design, การให้คำปรึกษาสำหรับ Service ต่างๆ บน Cloud, การ Implement ระบบ และบริการต่าง ๆ บน AWS, การ Training ผู้ใช้งานให้มีความเข้าใจในการบริการ Cloud และสามารถ Transform ธุรกิจได้, และ การให้บริการ Managed Service เพื่อให้บริษัทมั่นใจว่าระบบ Cloud สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างความสำเร็จของลูกค้าที่เลือกใช้ AWS ผ่าน Cloud HM

บริษัท CODIUM เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำทางด้าน Software ในประเทศไทย ที่ส่งมอบงานและบริการด้วยเป้าหมายหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาธุรกิจให้เป็น Digital Transformation อย่างแท้จริง โดยพัฒนา Application และจำหน่าย Software ทางธุรกิจ ด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรแบบครบวงจร (Digital Transformation Solution) เพื่อเสริมสร้างการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการการดำเนินงานในทุกภาคส่วนธุรกิจ โดย Solution ของ CODIUM ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดการเอกสาร การลงนามเอกสาร และการจัดการระบบบัญชีและภาษีขององค์กรธุรกิจ CODIUM จึงให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้แนวคิด DevOps เพื่อให้ Application ที่พัฒนาตอบโจทย์ธุรกิจคู่ค้า (Business Partner) มากที่สุด

ความท้าทาย (Challenge) และ Solution จาก Cloud HM

Diagram แสดงโซลูชั่นที่บริษัท Cloud HM เสนอให้แก่ Codium

CODIUM ต้องการพัฒนา Application แบบสำเร็จรูปให้แก่ลูกค้า จึงต้องคอยดูแลตั้งแต่ระดับ Infrastructure ที่ใช้เทคโนโลยี DevOps ไปจนถึงระดับ Application แต่เนื่องจากหัวใจหลักของบริษัทคือการการพัฒนา Application ให้เหมาะสมและตอบโจทย์มากที่สุด จึงมองหาผู้ให้บริการ Cloud ที่มีความรู้ในด้าน DevOps Infrastructure เข้ามาดูแลในส่วนนี้แทน

โดย CODIUM ไว้วางใจให้ Cloud HM ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน DevOps เข้ามา (1) ให้คำปรึกษาในการวาง Architecture ของระบบ DevOps, (2) Implement การทำ Continuous Integration/Continuous Delivery (CI/CD) Pipeline, (3) ดูแลระบบ Infrastructure ต่างๆ ของ CODIUM บน Multi Cloud Environment ทั้ง Cloud จากในประเทศ และต่างประเทศ (ซึ่งรวมไปถึง AWS), และ (4) นำเทคโนโลยี Cloud Native เข้ามาช่วยทีม CODIUM ในการพัฒนา Application

ผลลัพธ์ (Outcome) ที่ Cloud HM สามารถช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ

ด้วยบริการ Multi Cloud Strategy & Migration, ออกแบบและพัฒนา Cloud Native Application, และ บริการให้คำปรึกษาด้าน DevOps ของ Cloud HM บน Platform ของ AWS ทำให้ทีม Developer ของ CODIUM ใช้เวลาในการดูแลระบบ Infrastructure น้อยลงอย่างมาก สามารถ Focus การพัฒนา Application และส่งมอบงานให้กับลูกค้าของธุรกิจผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้น (ลด Time to Market) โดยเฉลี่ยถึง 2 เท่า อีกทั้งช่วยลดต้นทุนการบริหารงานไปได้ถึง 17%

ทีมงานจากบริษัท Cloud HM ถ่ายรูปร่วมกันที่งาน AWS Summit ที่ประเทศสิงค์โปร์

หากสนใจใช้บริการ Amazon Web Service (AWS) หรือบริการ Cloud อื่นๆ จาก Cloud HM สามารถเยี่ยมชม Website ของบริษัทได้ที่ https://www.cloudhm.co.th/ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Email: sales@cloudhm.co.th

Tel: 02-119-7300

Line: @cloudhmco

FB: https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-multi-cloud-solution-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-devops-%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a5/

Cloud HM ให้บริการ Multi Cloud Solution และ DevOps บนแพลตฟอร์ม AWS ลด Time to Market ในการพัฒนา Application พร้อมรับการเปิดตัว AWS Data Center ในไทย [Guest Post]

ในปัจจุบัน เทคโนโลยี Cloud ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านความยืดหยุ่นที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการใช้งาน ความเสถียรของระบบ ความปลอดภัย ไปจนถึงความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตการโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2562 ความสำคัญของเทคโนโลยี Cloud ก็มีความชัดเจนมากขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Disruption ที่องค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศต้องปรับตัวตาม เห็นได้จากการที่องค์กรต่างๆ เริ่มตื่นตัวกับการปรับใช้ DevOps, Big Data, ปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Machine Learning), Internet of Things (IoT), หรือ Robotic Process Automation (RPA) ซึ่งทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ให้บริการบน Cloud Platform ทั้งสิ้น

ซ้ายไปขวา คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์, Country Manager, Amazon Web Services (Thailand) และคุณณพัชร อัมพุช, Chief Executive Officer, Cloud HM

AWS ผู้นำด้านการให้บริการ Cloud Platform ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Amazon Web Service (AWS) เป็นผู้คิดค้นและให้บริการ Cloud Platform เจ้าแรกของโลก ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 16 ปี และครองส่วนแบ่งทางการตลาด 34% ของโลกซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ โดยเทคโนโลยี Cloud ที่ AWS ให้บริการนั้น ครอบคลุม Solution ตั้งแต่ Compute, Storage, Databases, Networking, DevOps, IoT, Security, และ Enterprise Applications รวมไปถึง Solution สำหรับอนาคต อย่าง Blockchain, Big Data, AI หรือ Machine Learning ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยเหตุนี้ AWS จึงได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำของโลก เช่น GE, Walt Disney, Sony, Unilever, Tata Motors, BMW และ Samsung ว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการทำ Transformation อันยิ่งใหญ่ของยุคใหม่

Cloud HM ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Cloud ในไทย ภายใต้แนวคิด “Your Multi Cloud Expert”

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) ภายใต้การนำของกลุ่มเบญจจินดา เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Cloud ในไทย ภายใต้แนวคิด “Your Multi Cloud Expert” ซึ่งให้บริการ Cloud ในหลากหลาย Platform เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากว่า 1,000 องค์กร โดยบริการของ Cloud HM ครอบคลุมตั้งแต่บริการ Multi Cloud Strategy & Migration, บริการออกแบบและพัฒนา Cloud Native Application, บริการวางแผนและวิเคราะห์ Big Data, บริการให้คำปรึกษาด้าน DevOps, บริการ Backup & Disaster Recovery (DR) , และบริการด้าน Connectivity อาทิเช่น Private Link ที่เชื่อมต่อไปยัง Data Center ของ Hyperscalers ต่างๆ (รวมถึง AWS) นอกจากนี้ สำหรับองค์กรที่กำลังเข้าสู่เทคโนโลยี Cloud หรือต้องการทำ Digital Transformation, Cloud HM ยังมีบริการ Training เพื่อ Upskill บุคลากรภายในองค์กรให้สามารถใช้เทคโนโลยี Cloud ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับองค์กรได้

AWS เปิดตัว Data Center ในไทย วางงบประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

โดย AWS เล็งเห็นถึงความต้องการ และการเติบโตของการใช้บริการ Cloud เพื่อ Transform ธุรกิจ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในประเทศไทย จึงได้ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ด้วยการเปิดตัว Data Center ระดับภูมิภาค (Region) ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย Availability Zone สามแห่ง เพิ่มเติมจาก Availability Zone ของ AWS ที่มีอยู่แล้ว 87 แห่งใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้ เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่ AWS มีต่อประเทศไทย AWS ได้วางแผนที่จะลงทุนมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 แสนล้านบาท) ในประเทศไทยในระยะเวลา 15 ปีจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรทุกขนาด ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลางและเล็ก สตาร์ทอัพ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน และบริการบนระบบ Cloud เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ Transform องค์กรสู่ดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น AI, Machine Learning, การวิเคราะห์ข้อมูล, และ IoT

ในประเทศไทย เราเพิ่งมาถึงจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี Cloud ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถเรียนรู้ และใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้อีกมาก การที่ AWS เปิด Data Center ระดับภูมิภาคในไทยนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะ หน่วยงานภาครัฐ จะคลายความกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลใน Data Center นอกประเทศ และเริ่มต้นใช้ Cloud ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลกมากยิ่งขึ้น โดยเราเชื่อว่าการเปิด Data Center ในครั้งนี้ของ AWS จะช่วยเร่งความต้องการของระบบ Cloud ไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การกระตุ้นการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในไทย จึงนับเป็นข่าวดีมากสำหรับอุตสาหกรรม Cloud ในไทย” กล่าวโดยคุณณพัชร อัมพุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Cloud HM จำกัด

ทำไมองค์กรต่างๆ ถึงไว้วางใจ และใช้บริการ AWS ผ่าน Cloud HM?

AWS นั้นมีบริการที่หลากหลายมากกว่า 200 บริการ อีกทั้งมีการพัฒนา Function และเพิ่ม Service ใหม่อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ วัน ทำให้ผู้ใช้บริการ (End User) ไม่สามารถเข้าใจแต่ละ Service ได้อย่างครอบคลุม และไม่สามารถออกแบบ Solution ได้อย่างตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง Cloud HM ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็น AWS Consulting Partner และได้รับเลือกให้เป็น AWS Finalist Rising Star Award 2022 จาก Partner กว่า 5,000 ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) โดย Cloud HM มีทีมวิศวกรมากมายที่ได้รับ Certificate รับรองจาก AWS ซึ่งพร้อมให้บริการครบวงจร ตั้งแต่ การออกแบบ Solution ที่ตรงตาม Best Practice และ Architecture Design, การให้คำปรึกษาสำหรับ Service ต่างๆ บน Cloud, การ Implement ระบบ และบริการต่าง ๆ บน AWS, การ Training ผู้ใช้งานให้มีความเข้าใจในการบริการ Cloud และสามารถ Transform ธุรกิจได้, และ การให้บริการ Managed Service เพื่อให้บริษัทมั่นใจว่าระบบ Cloud สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างความสำเร็จของลูกค้าที่เลือกใช้ AWS ผ่าน Cloud HM

บริษัท CODIUM เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำทางด้าน Software ในประเทศไทย ที่ส่งมอบงานและบริการด้วยเป้าหมายหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาธุรกิจให้เป็น Digital Transformation อย่างแท้จริง โดยพัฒนา Application และจำหน่าย Software ทางธุรกิจ ด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรแบบครบวงจร (Digital Transformation Solution) เพื่อเสริมสร้างการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการการดำเนินงานในทุกภาคส่วนธุรกิจ โดย Solution ของ CODIUM ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดการเอกสาร การลงนามเอกสาร และการจัดการระบบบัญชีและภาษีขององค์กรธุรกิจ CODIUM จึงให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้แนวคิด DevOps เพื่อให้ Application ที่พัฒนาตอบโจทย์ธุรกิจคู่ค้า (Business Partner) มากที่สุด

ความท้าทาย (Challenge) และ Solution จาก Cloud HM

Diagram แสดงโซลูชั่นที่บริษัท Cloud HM เสนอให้แก่ Codium

CODIUM ต้องการพัฒนา Application แบบสำเร็จรูปให้แก่ลูกค้า จึงต้องคอยดูแลตั้งแต่ระดับ Infrastructure ที่ใช้เทคโนโลยี DevOps ไปจนถึงระดับ Application แต่เนื่องจากหัวใจหลักของบริษัทคือการการพัฒนา Application ให้เหมาะสมและตอบโจทย์มากที่สุด จึงมองหาผู้ให้บริการ Cloud ที่มีความรู้ในด้าน DevOps Infrastructure เข้ามาดูแลในส่วนนี้แทน

โดย CODIUM ไว้วางใจให้ Cloud HM ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน DevOps เข้ามา (1) ให้คำปรึกษาในการวาง Architecture ของระบบ DevOps, (2) Implement การทำ Continuous Integration/Continuous Delivery (CI/CD) Pipeline, (3) ดูแลระบบ Infrastructure ต่างๆ ของ CODIUM บน Multi Cloud Environment ทั้ง Cloud จากในประเทศ และต่างประเทศ (ซึ่งรวมไปถึง AWS), และ (4) นำเทคโนโลยี Cloud Native เข้ามาช่วยทีม CODIUM ในการพัฒนา Application

ผลลัพธ์ (Outcome) ที่ Cloud HM สามารถช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ

ด้วยบริการ Multi Cloud Strategy & Migration, ออกแบบและพัฒนา Cloud Native Application, และ บริการให้คำปรึกษาด้าน DevOps ของ Cloud HM บน Platform ของ AWS ทำให้ทีม Developer ของ CODIUM ใช้เวลาในการดูแลระบบ Infrastructure น้อยลงอย่างมาก สามารถ Focus การพัฒนา Application และส่งมอบงานให้กับลูกค้าของธุรกิจผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้น (ลด Time to Market) โดยเฉลี่ยถึง 2 เท่า อีกทั้งช่วยลดต้นทุนการบริหารงานไปได้ถึง 17%

ทีมงานจากบริษัท Cloud HM ถ่ายรูปร่วมกันที่งาน AWS Summit ที่ประเทศสิงค์โปร์

หากสนใจใช้บริการ Amazon Web Service (AWS) หรือบริการ Cloud อื่นๆ จาก Cloud HM สามารถเยี่ยมชม Website ของบริษัทได้ที่ https://www.cloudhm.co.th/ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Email: sales@cloudhm.co.th

Tel: 02-119-7300

Line: @cloudhmco

FB: https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-multi-cloud-solution-and-devops-on-aws/

คุณ ธีรวัฒน์ ธนสุวรรณธาร ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูล บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Build a data-driven organization of tomorrow” ภายในงาน AWS – Harness the Potential of Data – Thailand Edition [Guest Post]

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ณ ไทยจิตรลดา แกรนด์ บอลรูม โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์ควิส ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ Amazon Web Services (AWS) บริษัทในเครือของอเมซอนที่ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้งตามความต้องการสำหรับบุคคล บริษัท หรือรัฐบาลบนพื้นฐานการจ่ายตามการใช้งาน ได้จัดงานสัมมนา AWS: Harness the Potential of Data – Thailand Edition

ในโอกาสนี้ คุณ ธีรวัฒน์ ธนสุวรรณธาร ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูล บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้เข้าร่วมการบรรยายในหัวข้อ “Build a data-driven organization of tomorrow” ในช่วง Executive Masterclass ร่วมกับ Mr.Conor MCNarama (Managing Director,ASEAN,AWS), Mr.Michael Araneta (Associate VP,Head of Advisory & Research, IDC Financial Insights APAC), Mr.Fred Groen (APj Sales Leader,Quicksight AWS), Tul Roteseree (Fred) (EVP,Head of Data Analytics Division, Krungsri Bank) และ Mr.Sirisak Thonthong (Country technical Lead,Intel)

งานที่จัดขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์ซึ่งเพื่อเชิญผู้นำทางด้านไอทีและเทคโนโลยีในสาขาต่าง ๆ ได้เข้ามาพูดคุยเรียนรู้จาก AWS พันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มธุรกิจ เพื่อแชร์ข้อมูลเชิงลึก และปลดล็อคขีดความสามารถของข้อมูลที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถของกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ จนเกิดเป็นนวัตกรรมขับเคลื่อนองค์กร

คุณ ธีรวัฒน์ ธนสุวรรณธาร ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูล ตัวแทนจาก บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือบิทคับ เอ็กเช้นจ์ ได้แสดงความคิดเห็นในการเสวนาครั้งนี้มีใจความว่า “ขอขอบคุณทาง AWS ประเทศไทยที่ให้เกียรติผมในนามตัวแทนของบิทคับ ได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “Build a data-driven organization of tomorrow” ภายในงาน AWS – Harness the Potential of Data – Thailand Edition ผมได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล หรือ Data-Driven Business ที่สามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาในเรื่อง Data-driven Company ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และนำข้อมูลที่มีไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผลักดันให้ธุรกิจในประเทศสามารถดำเนินงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตกันได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ภายในงานประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก ๆ คือ Executive Masterclass  หรือการบรรยายรอบเช้า ซึ่งจัดขึ้นในหัวข้อ “Build a data-driven organization of tomorrow” ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะได้รับฟังการบรรยายจากลูกค้าของ AWS และนักวิเคราะห์เกี่ยวกับประสบการณ์จริง การใช้งานจริง และขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อสร้างกลยุทธ์ข้อมูลที่ทันสมัย และ Technical tracks หรือการบรรยายในรอบบ่ายที่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะได้รับประสบการณ์โดยตรงในการสร้างโซลูชันการวิเคราะห์แบบไร้เซิร์ฟเวอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการวิเคราะห์ หรือเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จาก AWS Modern Data Architecture สำหรับ Big Data Workloads, Machine Learning หรือ Graph Use-Cases

from:https://www.techtalkthai.com/build-a-data-driven-organization-of-tomorrow-aws-harness-the-potential-of-data-thailand-edition/

AWS เปิดตัว Amazon Neptune บริการ Graph Database แบบ Serverless

Amazon Web Services ประกาศเปิดตัวบริการ Amazon Neptune Serverless ให้บริการ Graph Database แบบ Serverless แล้ว

Amazon Neptune Serverless เป็นการต่อยอดจากบริการ Amazon Neptune เดิมให้สามารถทำงานแบบ Serverless ได้ โดย Amazon Neptune เป็น Graph Database ที่มีความสามารถหลากหลาย รองรับการใช้ Query language หลายแบบ เช่น Apache TinkerPop, Gremlin, openCypher และ RDF/SPARQL มีเครื่องมือสำหรับผู้ดูแลระบบหลายตัวรวมอยู่ด้วย เช่น Snapshots, Streams, High Availability, Database Cloning, Backup, Recovery และ Patching ซึ่งการนำขึ้นมาใช้งานแบบ Serverless จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถ Automate งานต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการทำ Auto-scaling ตามปริมาณการใช้งานได้แบบอัตโนมัติ แทนที่การขยายแบบ Manual แบบเดิม ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการใช้งานได้สูงสุดถึง 90% ตัวบริการยังรองรับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุด 128 TiB

Neptune Serverless เป็นบริการ Serverless ตัวล่าสุดจาก Amazon โดยก่อนหน้านี้ได้เคยเปิดตัว Amazon Redshift ระบบ Cloud-based Data Warehouse และ Amazon Aurora ระบบ Relational Database แบบ Serverless มาแล้ว ปัจจุบัน Amazon Neptune Serverless ให้บริการในบาง Region ได้แก่ US East (Ohio, N. Virginia), US West (N. California, Oregon), Asia Pacific (Tokyo), และ Europe (Ireland, London)

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/10/27/aws-debuts-amazon-neptune-serverless-optimize-graph-database-environments/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-amazon-neptune-serverless-graph-database-services/

พบกับ : Harness the Potential of Data – Thailand Edition

ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

ด้วยการประกาศล่าสุดเกี่ยวกับแผนของเราในการเปิด AWS ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (กรุงเทพฯ) เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบคลาวด์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของคุณ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำเทคโนโลยีคลาวด์ล่าสุดมาอยู่ใกล้คุณมากขึ้น
 

เข้าร่วมงาน Harness the Potential of Data กับเรา สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านธุรกิจไอที เพื่อเรียนรู้จาก AWS ลูกค้าของเรา และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเร่งข้อมูลเชิงลึกในการนำองค์กรของคุณไปสู่ The next Data-Driven level

ทำไมต้องเข้าร่วม?

ไม่ว่าคุณจะยังใหม่ต่อระบบคลาวด์หรือมีกลยุทธ์ด้านข้อมูลที่ทันสมัยอยู่แล้ว งานนี้มีอะไรใหม่ให้เรียนรู้ งานนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือ Executive Masterclass และ Technical tracks

กำหนดการ:

วันที่ : อังคาร ที่ 1 พ.ย. 2022

เวลา : 9:00 – 12:00 น. และ 14:00 – 17:30 น.

สถานที่ : Thai Chitlada Ballroom, Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park, Thailand (แผนที่)

  • Executive Masterclass: การบรรยายรอบเช้า พบกับหัวข้อ “Build a data-driven organization of tomorrow” ผู้บริหารด้านธุรกิจไอทีจะได้รับฟังการบรรยายจาก AWS ลูกค้าของเรา และนักวิเคราะห์เกี่ยวกับประสบการณ์จริง การใช้งานจริง และขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อสร้างกลยุทธ์ข้อมูลที่ทันสมัยสำหรับธุรกิจของพวกเขา โดยวิทยากร:

 

  • Technical tracks: การบรรยายรอบบ่าย พบกับหัวข้อการบรรยายทั้ง 2 tracks ผู้ปฏิบัติงานด้านธุรกิจไอทีจะได้รับประสบการณ์โดยตรงในการสร้างโซลูชันการวิเคราะห์แบบไร้เซิร์ฟเวอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการวิเคราะห์ของคุณ หรือเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จาก AWS Modern Data Architecture สำหรับ big data workloads, machine learning หรือ graph use-cases โดยวิทยากร:
  • Showcase booths: ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับบูธแสดงสินค้าเพื่อพูดคุยพบปะและเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด โดย
    • บูธ AWS Partners
    • บูธ สำหรับพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ AWS : AI/ML, Storage, Database
    • บูธ Developer & Community

สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเทียนได้ทันทีที่

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวิทยากร:

from:https://www.techtalkthai.com/harness-the-potential-of-data-thailand-edition-2022/