คลังเก็บป้ายกำกับ: DATABASE

AWS เผยวิสัยทัศน์ Zero ETL ข้อมูลจาก Aurora ไหลเข้า Redshift อัตโนมัติ, รันคิวรี่ Spark บน Redshift ได้เลย

วันนี้ที่งาน AWS re:Invent 2022 Adam Selipsky ซีอีโอของ AWS ได้พูดถึงแนวทางการจัดการข้อมูลที่น่าสนใจ คือ “Zero ETL” เขาบอกว่าลูกค้าต่างมีข้อมูลที่กระจัดกระจาย เช่นแอพดึงข้อมูลจาก database และดึงข้อมูลอีกส่วนจาก data lake ซึ่งการนำข้อมูลมาใช้ปกติต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ETL (Extract, Transform, Load) เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งาน และการทำ ETL ก็ใช้เวลาเยอะ แถมยังยากอีกด้วย

Adam ระบุว่า AWS พยายามออกบริการต่างๆ มาให้ลูกค้าเพื่อให้การทำ ETL นั้นง่ายที่สุด แต่อย่างไรก็ยังเสียเวลาอยู่ดี AWS จึงเลือกทางเดินสู่ Zero ETL หรือไม่มีการทำ ETL เลย ในการนี้จึงประกาศว่า Amazon Aurora กับ Amazon Redshift จะทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำ ETL

alt="GOyMTa.jpg"

Aurora คือบริการฐานข้อมูลแบบ relational ที่ AWS พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีฐานข้อมูลที่เป็นโอเพนซอร์สอย่าง MySQL และ PostgreSQL โดยโฆษณาว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ MySQL/PostgreSQL เดิมๆ

Redshift คือบริการ data warehouse สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งการนำข้อมูลที่อยู่ใน Aurora เข้ามาวิเคราะห์ก็ต้องพัฒนา pipeline ขึ้นมาเพื่อเชื่อมข้อมูลทั้งสองที่เข้าด้วยกัน และมักมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องเขียนโค้ดและดูแลเอง

การเปิดตัว Zero ETL ระหว่าง Aurora และ Redshift คือการเชื่อมข้อมูลแบบไร้รอยต่อ โดยข้อมูลที่ไหลเข้า Aurora จะไหลต่อเข้า Redshift เกือบจะทันที (หลักวินาที) ซึ่งลูกค้าสามารถเริ่มการวิเคราะห์ข้อมูลบน Redshift ได้เลย หรือจะใช้ฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Redshift ML ก็ได้ เชื่อมกับ Aurora หลายตัวก็ได้ แถมยังทำงานแบบ serverless คือเรียกใช้งานก็คิดเงิน ถ้าหยุดทำงานก็หยุดคิดเงิน ไม่ต้องดูแลเอง

alt="GOyy2b.jpg"

นอกจากนี้ยังประกาศว่า Redshift จะทำงานร่วมกับ Apache Spark เฟรมเวิร์คสำหรับงาน big data โดยสามารถรันคิวรี่ Spark บนข้อมูลที่อยู่ใน Redshift จาก EMR, Glue และ SageMaker ได้เลย ไม่ต้องเอาข้อมูลไปลง S3 ก่อน รองรับภาษา Java, Python, R และ Scala และยังโฆษณาว่าการรัน Spark บน AWS นั้นเร็วกว่ารันเดิมๆ ถึง 3 เท่า

alt="GOyFFf.jpg"

alt="GOymcJ.jpg"

บริการ Zero ETL ระหว่าง Aurora และ Redshift อยู่ในสถานะพรีวิว ขอทดลองใช้ผ่านแบบฟอร์ม มีเฉพาะรีเจี้ยน US East (N. Virginia) ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่าง Redshift และ Spark เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเลย

ที่มา – AWS re:Invent 2022
ภาพทั้งหมดโดย Blognone

from:https://www.blognone.com/node/131669

Cloudflare เปิดบริการฐานข้อมูล D1 ให้คนทั่วไปใช้งาน แต่ย้ำว่ายังเป็นระดับ Alpha

Cloudflare เปิดบริการฐานข้อมูล D1 ให้คนทั่วไปใช้งาน หลังจากประกาศทดสอบวงจำกัดตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะใช้งานได้แต่ก็ระบุสถานะว่าเป็น Open Alpha เพราะหลายส่วนยังอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างหนัก ไม่เสถียรพอที่จะเรียกว่าเป็น Beta แต่ทาง Cloudflare ก็อยากให้คนทั่วไปมาพัฒนาซอฟต์แวร์บน D1 ก่อน

ในเวอร์ชั่นนี้มี dashboard ให้ใช้งานสามารถคอนฟิกฐานข้อมูลทั่วไปได้ในตัว, สามารถสั่งรัน SQL ผ่านคำสั่ง wrangler, และใช้งานผ่าน Worker รวมถึง Cloudflare Pages ได้

แม้ว่าจะใช้งานพัฒนาแอปพลิเคชั่นได้ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือตอนนี้ฐานข้อมูลไม่ได้ถูกสำเนาไปยังภูมิภาคต่างๆ ตามการใช้งานจริง โดยฟีเจอร์ read replication เป็นฟีเจอร์สำคัญที่ Cloudflare ชูเป็นจุดขายตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก ทำให้ latency เมื่อใช้งานจากพื้นที่ที่ไกลจากจุดที่ฐานข้อมูลทำงานอยู่นั้นกินเวลานาน นอกจากนี้ D1 ยังไม่สามารถสำเนาฐานข้อมูลขึ้นมาช่วยแบ่งโหลด หากมีการใช้งานหนักๆ ในตอนนี้ก็จะเกิดคอขวดเพราะคิวรีต่างๆ จะเข้าคิวรอส่งคำสั่งในฐานข้อมูลตัวเดียว

ระหว่างการทดสอบ ผู้ใช้สามารถสร้างฐานข้อมูลจนาดไม่เกิน 100MB และแต่ละคนจะสร้างได้ไม่เกิน 10 ฐานข้อมูล

ที่มา – Cloudflare

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131579

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

ระวัง! พบช่องโหว่ร้ายแรงบน Azure Cosmos DB

นักวิจัยของ Microsoft Security Response Center (MSRC) ร่วมกับ Orca Security ออกมาเผยช่องโหว่ร้ายแรงบน Microsoft Azure Cosmos DB ที่กระทบกับฟีเจอร์ Cosmos DB Jupyter Notebooks โดยเป็นบั๊กที่เปิดให้รันโค้ดอันตรายได้จากระยะไกลหรือ RCE

ช่องโหว่นี้ทำให้มองได้ว่า แม้แต่ระบบสถาปัตยกรรมแบบคลาวด์นาทีฟ ที่มีแบ๊กอย่างระบบแมชชีนเลิร์นนิ่งนี้ก็ยังมีจุดอ่อนโดยเฉพาะด้านการยืนยันตัวตน ที่คุมในส่วนเฮดเดอร์การให้สิทธิ์ไม่เพียงพอ จนผู้ใช้ที่ไม่ได้ยืนยันตนได้สิทธิ์ทั้งอ่านและเขียนข้อมูลบน Azure Cosmos DB Notebooks จนเปิดให้ใส่โค้ดทับได้

Lidor Ben Shitrit และ Roee Sagi จาก Orca กล่าวว่า “ถ้าผู้โจมตีทราบตัว forwadingID ของโน้ตบุ๊ก ซึ่งก็เป็น UUID ของ Notebook Workspace แล้ว ก็จะสามารถได้สิทธิ์สูงสุดในโน้ตบุ๊กนั้น ที่ลามไปถึงการปรับแแก้ไฟล์ระบบของคอนเทนเนอร์ที่รันโน้ตบุ๊กดังกล่าวได้ด้วย”

“ซึ่งการเปิดให้แก้ไฟล์ระบบของคอนเทนเนอร์ หรือก็คือเวิร์กสเปซที่โน้ตบุ๊กดังกล่าวโฮสต์อยู่ชั่วคราว ก็จะทำให้ได้สิทธิ์โจมตีแบบ RCE บนโน้ตบุ๊กคอนเทนเนอร์นั้นๆ ด้วย” อนึ่ง Cosmos DB จัดเป็นฐานข้อมูล NoSQL แบบกระจายที่ตั้ง ที่รองรับการขยายระบบ มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – DCK

from:https://www.enterpriseitpro.net/alert-critical-vulnerability-in-microsoft-azure-cosmos-db/

CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation [10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น.]

CIO, IDC and EDB ขอเรียนเชิญทุกท่านรับชม Webinar หัวข้อ Fuelling innovation with open source database transformation ในวันที่ 10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. เพื่อเรียนรู้ถึงเทคโนโลยี Open Source Database สำหรับการ Transform ธุรกิจ พร้อมกลยุทธ์ของการนำ Open Source Software ไปใช้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมของธุรกิจองค์กร โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายดังนี้

หัวข้อ: CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation

ผู้บรรยาย: Linus Lai – Vice president digital business, trust and services, IDC Asia-Pacific / Byron Connolly – Australia’s editor-in-chief, CIO / William McDonald – Regional Director, ANZ, EDB / Ajit Gadge – Field CTO, EDB

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. (เวลาประเทศไทย)

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: อังกฤษ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing

ธุรกิจองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่างต้องดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในขณะที่ลูกค้านั้นต่างล้วนต้องการให้บริษัทเปิดช่องทางดิจิทัลเพื่อให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

งานวิจัยของ IDC ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ได้ระบุถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความแตกต่าง รวมถึงสร้างวัฒนธรรมที่จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้

การดำเนินธุรกิจโดยใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนั้น ความสำคัญของการทำ Data Modernisation จึงถูกยกระดับให้สูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความสามารถในการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่สามารถใช้งานข้อมูลและผสมผสานเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่า ได้ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้วย Open Source

ในขณะที่การใช้โซลูชัน Open Source นั้นมีข้อดีหลายประการ แต่ธุรกิจองค์กรนั้นก็ยังคงต้องอาศัยความช่วยเหลือในการย้ายระบบและปรับปรุงระบบให้ทันสมัย และสร้างคุณค่าสูงสุดได้บนแพลตฟอร์มข้อมูลบน Multicloud

เข้าร่วม Webinar ในครั้งนี้เพื่อเรียนรู้ถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล
  • เทคโนโลยี Open Source จะเข้ามาขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างไร
  • กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และรับมือกับการขาดแคลนบุคลากร
  • คุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/cio-idc-and-edb-webinar-fuelling-innovation-with-open-source-database-transformation-10112022/

เชิญร่วมงาน Fuelling Innovation with Opensource Database Transformation (10 พ.ย.นี้)

องค์กรต่างๆ ในแถบ APAC กำลังปฏิบัติการด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล และผู้ใช้งานเองก็ต้องการให้บริษัทจัดหาแนวทางด้านดิจิทับในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และเซอร์วิสให้ง่ายขึ้น บริษัทวิจัย IDC ได้เปิดเผยว่าหนึ่งในความสำเร็จของการทำธุรกิจด้านดิจิทัลก็คือการใช้กลยุทธ์ด้านข้อมูลแบบอัจฉริยะเพื่อสร้างการประสบการณ์ดีกว่า

และในการนี้ทาง IDC จึงได้ร่วมมือกับทาง EDB เพื่อจัดงาน Webinar โดยจะมีผู้บริหารระดับสูงของทาง IDC และ EDB ไม่ว่าจะเป็นคุณ Byron Connolly, คุณ Linus Lai, คุณ Willam McDonald จาก EDB และคุณ Ajit Gadge จากทาง EDB มาร่วมแบ่งปันข้อมูล

กำหนดการ

วัน : พฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2565
เวลา : 09:30 – 10:30 น. (เวลาประเทศไทย)
ช่องทางการบรรยาย : Webcast (GotoWebinar)
ภาษาในการบรรยาย : ภาษาอังกฤษ
วิทยากรผู้บรรยาย : วิทยากรจากทาง IDC และ EDB

สิ่งที่ท่านจะได้ทราบเกี่ยวกับงานสัมมนาครั้งนี้

– ปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
– เทคโนโลยีด้านโอเพ่นซอร์ส สำหรับการกรุยทางสู่โลกดิจิทัล
– กลยุทธ์ในการจัดการข้อมูลยุคใหม่
– คุณลักษณะของนักนวัตกรรมดิจิทัล

ท่านที่สนใจ สามารถลงทะเบียนได้ที่ Link ข้างล่างนี้

https://bit.ly/3E7NzfS

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/fuelling-innovation-with-opensource-database-transformation/

NetApp รุกตลาดไฮบริดมัลติคลาวด์เต็มพิกัดด้วย BlueXP

ผู้จำหน่ายโซลูชั่นในด้านสตอเรจและเทคโนโลยีสำหรับคลาวด์ NetApp กำลังหันหัวเสือเตรียมรุกตลาดไฮบริดและมัลติคลาวด์เต็มพิกัดด้วยการเปิดตัว BlueXP ระบบควบคุมจากศูนย์กลางตัวใหม่ที่ใช้จัดการสตอเรจและบริการดาต้าต่างๆ ครอบคลุมทั้ง On-Premises, ไพรเวท, และพับลิกคลาวด์

BlueXP เป็นเทคโนโลยีตัวแรกที่เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าสตอเรจและบริการข้อมูลทั้งหลายจากฝั่ง On-Premises ไปที่คลาวด์ทั้งไพรเวทและพับลิกได้บนหน้าอินเทอร์เฟซเดียวกัน โดยทาง Ronen Schwartz รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปด้านคลาวด์สตอเรจ ของ NetApp กล่าวว่า

“BlueXP จะทำให้สตอเรจข้อมูลทั้งหมดอยู่รวมศูนย์กลางเดียวกัน มีให้สำหรับผู้ใช้ NetApp ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ On-Premises หรือบนคลาวด์ ทำให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก ถือว่า BlueXP นี้เป็นก้าวสำคัญของ NetApp เลยทีเดียว เป็นผลจากความพยายามที่ผ่านมามากมาย”

“เราได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เยอะมาก ทั้งการเป็นคนแรกที่นำสตอเรจ On-Premises ขึ้นบนทั้ง AWS, Azure, และ Google Cloud ที่ไม่ใช่แค่โยกข้อมูลขึ้นคลาวด์ธรรมดาเท่านั้น แต่ยังทำให้ระบบเป็นคลาวด์นาทีฟอย่างแท้จริงอีกด้วย”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/netapp-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2/

NetApp รุกตลาดไฮบริดมัลติคลาวด์เต็มพิกัดด้วย BlueXP

ผู้จำหน่ายโซลูชั่นในด้านสตอเรจและเทคโนโลยีสำหรับคลาวด์ NetApp กำลังหันหัวเสือเตรียมรุกตลาดไฮบริดและมัลติคลาวด์เต็มพิกัดด้วยการเปิดตัว BlueXP ระบบควบคุมจากศูนย์กลางตัวใหม่ที่ใช้จัดการสตอเรจและบริการดาต้าต่างๆ ครอบคลุมทั้ง On-Premises, ไพรเวท, และพับลิกคลาวด์

BlueXP เป็นเทคโนโลยีตัวแรกที่เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าสตอเรจและบริการข้อมูลทั้งหลายจากฝั่ง On-Premises ไปที่คลาวด์ทั้งไพรเวทและพับลิกได้บนหน้าอินเทอร์เฟซเดียวกัน โดยทาง Ronen Schwartz รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปด้านคลาวด์สตอเรจ ของ NetApp กล่าวว่า

“BlueXP จะทำให้สตอเรจข้อมูลทั้งหมดอยู่รวมศูนย์กลางเดียวกัน มีให้สำหรับผู้ใช้ NetApp ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ On-Premises หรือบนคลาวด์ ทำให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก ถือว่า BlueXP นี้เป็นก้าวสำคัญของ NetApp เลยทีเดียว เป็นผลจากความพยายามที่ผ่านมามากมาย”

“เราได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เยอะมาก ทั้งการเป็นคนแรกที่นำสตอเรจ On-Premises ขึ้นบนทั้ง AWS, Azure, และ Google Cloud ที่ไม่ใช่แค่โยกข้อมูลขึ้นคลาวด์ธรรมดาเท่านั้น แต่ยังทำให้ระบบเป็นคลาวด์นาทีฟอย่างแท้จริงอีกด้วย”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/netapp-bluexp-press-release/

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Cost Saving with Azure Hybrid Benefit for Windows & SQL Server โดย Noventiq

หัวข้อ: Cost Saving with Azure Hybrid Benefit for Windows & SQL Server
วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2022
เวลา 10:00 – 12:00 น.
บรรยายโดย Wasant Udomthreesap, Service Manager, Noventiq Thailand

Softline Thailand กับแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘NOVENTIQ’

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ Cost Saving with Azure Hybrid Benefit for Windows & SQL Server สัมมนาที่จะพาทุกท่านไปรู้จักกับการประยุกต์ใช้งาน Microsoft Azure เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทำความรู้จักกับ Azure Hybrid Benefits กับ Windows Server บริการคลาวด์ที่เน้นประโยชน์และการใช้งานไปที่ความปลอดภัยเป็นหลัก

นอกจากนี้ภายในสัมมนาออนไลน์ของเรายังมีการแนะนำการใช้งาน Azure Hybrid Benefit ร่วมกับฐานข้อมูล SQL Server ระบบซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลให้กับการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในองค์กรอย่างมีมาตรฐาน มาพร้อมกับฟีเจอร์รักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบขั้นสุด

#Noventiq #Rebranded #FromSoftlinetoNoventiq
#MicrosoftAzure #SQLServer #digitaltransformation #technology

from:https://www.techtalkthai.com/cost-saving-with-azure-hybrid-benefit-for-windows-sql-server-by-noventiq/

PostgreSQL 15 มาแล้ว รองรับการบีบอัดข้อมูล, เพิ่มฟังก์ชั่น Regular Expression และคำสั่ง MERGE

PostgreSQL ออกเวอร์ชั่น 15 หนึ่งปีหลังจาก PostgreSQL 14 โดยรอบนี้ไม่มีการปรับปรุง syntax การเขียนคิวรีใหญ่ๆ แต่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการทำงานเบื้องหลังมากกว่า

ในแง่ประสิทธิภาพ การปรับปรุงอัลกอรึทึมการเรียงข้อมูลทำให้การคิวรีในกลุ่ม ORDER BY ทั้งหลายเร็วขึ้น 25%-400% ขณะที่การคิวรีแบบ SELECT DISTICT ก็ประมวลผลขนานกันทำให้เร็วขึ้นเช่นกัน อีกส่วนหนึ่งคือประสิทธิภาพเร็วขึ้นจากการรองรับการบีบอัดข้อมูลแบบ LZ4 และ zstd ในตัว ทำให้ประหยัดทั้งพื้นที่ดิสก์ในการเขียน write-ahead log (WAL) และเพิ่มประสิทธิภาพในบางกรณีที่ความเร็วตันที่ IOPS รวมถึงการสั่งคำสั่งสำรองข้อมูล pg_basebackup ก็รองรับการบีบอัดจากเซิร์ฟเวอร์โดยตรง

ในแง่การคิวรี คำสั่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ MERGE สำหรับการสั่ง INSERT, UPDATE, และ DELETE ในคำสั่งเดียวตามเงื่อนไข และยังเพิ่มฟังก์ชั่นการประมวลข้อมูลด้วย regular expression อีกหลายตัว ทำให้ค้นหาสตริงได้ซับซ้อนขึ้น

ที่มา – PostgreSQL

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130923