คลังเก็บป้ายกำกับ: AWS

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ [Guest Post]

กรุงเทพฯ 1 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ของกระทรวงฯ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่าพันธกิจของ อว. คือการพัฒนากำลังคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้ความรู้และหล่อหลอมผู้นำในอนาคต อว. ได้สร้างระบบนิเวศเพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ในด้านดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสร้างรากฐานดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม

ซึ่งภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ AWS จะให้การสนับสนุน อว. โดยทำการทดลองเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์ รวมถึงใช้การฝึกอบรมของ AWS เพื่อเพิ่มทักษะด้านระบบคลาวด์ให้กับบุคลากรในสถาบันการศึกษากว่า 200 แห่ง และหน่วยงานวิจัยในสังกัด อว. อีก 20 แห่งทั่วประเทศภายในต้นปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยและนักศึกษาใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Smart Nation ได้อย่างเต็มที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “AWS ในฐานะผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่เราเลือกใช้ จะนำเทคโนโลยีระบบคลาวด์เข้ามาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการศึกษาและการวิจัย สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เทคโนโลยีคลาวด์จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประหยัดต้นทุนและมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาไทยให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลประสิทธิภาพสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML)

มีสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่ได้ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแล้ว ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีความจำเป็นต้องลดช่องว่างและสร้างทักษะด้านคลาวด์ให้กับนักศึกษาและบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความพร้อมในด้านดิจิทัล โดย สจล. ได้ร่วมมือกับ AWS เพื่อนำเนื้อหาระบบคลาวด์ของ AWS Educate และ AWS Academy มาใช้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาที่ผ่านการอบรมได้รับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมคลาวด์ทั่วโลก และเข้าสู่ตลาดงานในด้านที่เป็นที่ต้องการสูงได้อย่างง่ายดาย

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ที่ย้ายปริมาณงานทั้งหมดมาอยู่บนระบบคลาวด์ของ AWS เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลและขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ตั้งอยู่ภายในองค์กรของ มสธ. ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีมากกว่า 7,000 คนที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันได้ ซึ่งจํากัดความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับขนาด จัดหลักสูตรและการสอบออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อย้ายมายังระบบคลาวด์ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถรองรับการเรียนออนไลน์และการสอบออนไลน์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีสถานการณ์โรคระบาด ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังได้วางรากฐานที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และแนะนำซอฟต์แวร์เพื่อการเรียนรู้และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน 200,000 คนใน 64 ประเทศทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา

“AWS รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สนับสนุน อว. ในการเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยบริการนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มค่าและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษาและการวิจัยในประเทศไทย จูเลี่ยน เลา ผู้จัดการฝ่ายขาย กลุ่มลูกค้าภาครัฐ ภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ AWS กล่าวว่า อว. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และทำให้ทุกห้องเรียน สำนักงาน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์ของคลาวด์ได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

from:https://www.techtalkthai.com/ministry-of-higher-education-science-research-and-innovation-joins-forces-with-amazon-web-services-to-elevate-thai-education-with-cloud-technology/

AWS เปิดโซนให้บริการใน Melbourne หลังจากรอคอยกันมานาน

AWS ได้ประกาศแผนการสำหรับเมลเบิร์นเป็นครั้งแรกในปี 2020 โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 และจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งที่สองในระดับภูมิภาค AWS Asia Pacific (Melbourne) ในออสเตรเลียที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งแห่งแรกเปิดตัวในซิดนีย์เมื่อปี 2012

AWS กล่าวว่า มีแผนจะลงทุนประมาณ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเมลเบิร์นภายในปี 2037 ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งงานประจำ 2,500 ตำแหน่งต่อปี
 
ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยโซนความพร้อมใช้งานสามแห่ง โครงสร้างพื้นฐานในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันซึ่งอยู่ห่างจากกันมากพอที่จะทำให้ธุรกิจมีความต่อเนื่องได้ในขณะที่ให้เวลาแฝงต่ำแก่ลูกค้าที่ใช้หลายโซน สำหรับบริการจากภูมิภาคเมลเบิร์นประกอบด้วย
  • compute, storage
  • networking
  • business applications
  • developer tools
  • data analytics
  • security
  • machine learning
  • artificial intelligence (AI)
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2023 AWS ได้ประกาศเพิ่มเติมกับสิ่งที่เรียกว่าตำแหน่งโซนท้องถิ่น (Local Zones) ในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เพื่อส่งมอบการประมวลผล พื้นที่จัดเก็บ ฐานข้อมูล และบริการ AWS อื่นๆ ที่เลือกได้จากที่ตั้งทางกายภาพเดียว
 
“โซนที่พร้อมให้บริการแล้วในแต่ละแห่งจะมีพลังงาน การระบายความร้อน และการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพที่แยกจากกัน และเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสำรองที่มีความหน่วงแฝงต่ำเป็นพิเศษ” AWS กล่าวในแถลงการณ์

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-service-zone-in-melbourne/

AWS เปิดให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ [Guest Post]

AWS Local Zone บริการใหม่ที่จะช่วยให้ลูกค้า AWS สามารถใช้งาน Distributed Edge และระบบคลาวด์ในรูปแบบไฮบริดที่ตอบสนอง latency เพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาที เพื่อผู้ใช้บริการต่างๆ ในกรุงเทพฯ

eCloudvalley, National Telecom และ Nice Apparel เป็นหนึ่งในลูกค้าและคู่ค้าของ AWS ที่ให้การตอบรับอย่างดีต่อการเปิดให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ—19 มกราคม 2566—Amazon Web Services, Inc. (AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. ประกาศเปิดตัวการให้บริการ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย AWS Local Zones คือประเภทของการบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่นำการประมวลผล, จัดเก็บข้อมูล, ระบบฐานข้อมูล และบริการอื่น ๆ ของ AWS ที่ประมวลผลบนคลาวด์ มาให้บริการใกล้กับต้นทางข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บริการครอบคลุมทั้งภาคส่วนประชากร ภาคอุตสาหกรรม และ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ลูกค้าสามารถใช้งาน Application ที่ต้องการ latency ในระดับความเร็วเป็นหนักหน่วยของมิลลิวินาทีร่วมกับผู้ใช้งานใน On-premise datacenter ได้ ลูกค้าสามารถเข้าทำการใช้งาน (workloads) ประเภทต่าง ๆ ที่ต้องการ latency ที่ต่ำบน AWS Local Zones ในขณะที่ยังเชื่อมต่อกับ workloads อีกส่วนที่ใช้งานอยู่ใน AWS Regions ได้อย่างราบรื่น ปัจจุบัน AWS มีให้บริการ AWS Local Zones อยู่ 29 แห่งทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพฯ และยังได้ประกาศแผนที่จะเปิดตัวการให้บริการอีก 23 แห่งทั่วโลก หากต้องการเริ่มต้นใช้งาน AWS Local Zones โปรดเข้าไปยังลิงค์นี้ aws.amazon.com/about-aws/global-infrastructure/localzones/locations

สำหรับ Application ซึ่งต้องการ latency ที่ต่ำ ๆ เพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาทีนั้น การวางที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์นั้นมีความสำคัญมาก ปริมาณงานของลูกค้าส่วนใหญ่อยู่บน AWS Region ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มก้อนของศูนย์ข้อมูลของ AWS เพื่อให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม เมื่อ Region ไม่อยู่ใกล้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการ latency ที่ต่ำหรือเรื่องถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (data residency) ลูกค้าจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานของ AWS ที่ใกล้กับแหล่งข้อมูลหรือผู้ใช้ปลายทางของตนมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ ยังคงจำเป็นต้องดูแล workloads บน on-premise ซึ่งคำนึงถึงที่ตั้ง หรือการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล ทั้งนี้เป็นไปตามการจัดหา ดำเนินการ และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตนเอง และใช้กลุ่มชุด API และเครื่องมือต่าง ๆ ที่แตกต่างสำหรับศูนย์ข้อมูลแบบ on-premises และ AWS

การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับใช้แอปพลิเคชัน (Application) ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย การมี AWS Local Zones ใกล้กับพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีจำนวนประชากรหนาแน่น ช่วยให้ลูกค้าตอบสนองความต้องการ latency ต่ำๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานในกรณีต่าง ๆ เช่น การเล่นเกมออนไลน์ การสตรีมสด และ AR/VR นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลูกค้าในกลุ่มธุรกิจภาคส่วนที่มีการควบคุม อย่างเช่น กลุ่มการดูแลสุขภาพ (healthcare) กลุ่มบริการทางการเงิน และภาครัฐ ที่อาจมีข้อกำหนดในการเก็บข้อมูลภายในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนด AWS จัดการและดูแล AWS Local Zones ซึ่งหมายความว่าลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายและลำบากในการจัดหา ดำเนินการ และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่าง ๆ เพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการ latency ต่ำมาก ๆ AWS Local Zones ยังสามารถช่วยองค์กรในการโยกย้ายปริมาณงานมายัง AWS ซึ่งสนับสนุนกลยุทธ์การย้ายข้อมูลเพื่อเป็นระบบคลาวด์แบบไฮบริด และทําให้การดําเนินงานด้านไอทีง่ายขึ้น ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับ AWS Local Zones ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือใช้ AWS Direct Connect เพื่อการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) กับ AWS Local Zone และ AWS Region ได้อย่างปลอดภัย

“ด้วยการเปิดตัว AWS Local Zone ใหม่ในกรุงเทพฯ วันนี้ เรารู้สึกยินดีที่ได้นำระบบคลาวด์มาใกล้ลูกค้า AWS มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับใช้ปริมาณงานต่าง ๆ ที่ต้องการ latency ต่ำ ซึ่งช่วยให้การให้บริการผู้ใช้ปลายทางนั้นดียิ่งขึ้น” คอเนอร์ แมคนามารา กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอาเซียน อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส กล่าว “เราได้ออกแบบ AWS Local Zones เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มแอปพลิเคชันเทรดดิ้ง (Trading Application) ที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความผันผวนของตลาด ไปจนถึงการรองรับงานอีเว้นซ์ถ่ายทอดสด และการตอบสนองประสบการณ์การใช้งานกลุ่ม Gaming การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ นับเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องของ AWS เพื่อให้บริการทุกประเภทงานของลูกค้า โดยการนําโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัย ครอบคลุม และเชื่อถือได้มากที่สุดมายังพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยมากขึ้น”

บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ เป็นการต่อยอดบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีให้บริการในประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้แก่ Amazon CloudFront 10 แห่ง, AWS Outposts, และ AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ที่กำลังจะมาถึง

ลูกค้าและคู่ค้าของ AWS ตอบรับการเปิดให้บริการ AWS Local Zone ใหม่ในกรุงเทพฯ

eCloudvalley เป็น AWS Premier Consulting Partner รายแรกในเอเชียแปซิฟิกของ AWS ให้บริการด้านไอทีและเป็นที่ปรึกษาด้านระบบคลาวด์ให้แก่ลูกค้าทั่วเอเชียแปซิฟิกที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบคลาวด์ “เมื่อลูกค้าเปลี่ยนการใช้งานมาสู่ดิจิทัล การลด latency จึงเป็นการช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงการทำงาน (performance) ของแอปพลิเคชัน สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้นเพื่อขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึก และเพิ่มประสิทธิภาพ” อมรินทร์ บุรินทร์กุล กรรมการผู้จัดการของ eCloudvalley ประเทศไทย กล่าว “การเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เกม สื่อและความบันเทิง และบริการทางการเงินได้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ต้องการ latency ที่ต่ำ และปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางในประเทศไทย”

Expsystem เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนําของไทยที่ให้บริการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบนมือถือแก่ลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลก พวกเขาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจาก SMS2PRO ผู้ให้บริการส่งข้อความ SMS ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2562 โดยได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) “ด้วยการเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการส่งข้อความต่าง ๆ ที่มีความปลอดภัย รวดเร็ว และเชื่อถือได้ให้กับลูกค้าของพวกเขา” สกลวิทย์ มุงคำภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EXP system กล่าว “AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ทําให้ระบบคลาวด์อยู่ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางของเรามากขึ้น และช่วยให้เราได้รับประโยชน์จาก latency ที่ต่ำ ทําให้มั่นใจได้ว่าแอปพลิเคชันที่ใช้การ SMS เช่น การยืนยันแบบสองขั้นตอน และการแจ้งเตือนธุรกรรม จะสามารถจัดส่งได้เร็วขึ้นและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น”

National Telecom (NT) เป็นบริษัทโทรคมนาคมของทางภาครัฐ และเป็นพันธมิตรภาครัฐของ AWS “เราร่วมมือกับ AWS ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อกระตุ้นและผลักดัน Digital Transformation ของภาครัฐของประเทศไทย” ดร. วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด มหาชน กล่าว “ด้วยการใช้บริการและโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของ AWS เราได้ช่วยหน่วยงานภาครัฐกว่า 14 แห่งสร้างรากฐานทางดิจิทัลเพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแก่ประชาชน ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศและแก้ปัญหาสังคมที่สำคัญ AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ จะทำให้ National Telecom มีโอกาสมากขึ้นในการให้บริการโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ (Compliance) และถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (Data Residency) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาครัฐในการย้ายปริมาณงานมายังระบบคลาวด์”

บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (ไนซ์แอพพาเรล) เป็นผู้ผลิดเสื้อผ้ากีฬาชั้นนำและผู้ส่งออกเครื่องแต่งกายรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีสำนักงาน 8 แห่งอยู่ในกัมพูชา จีน และไทย “ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการจัดการซัพพลายเชนคือ ตัวหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของเรา” ประภากร สิทธิชัยเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Nice Apparel กล่าว “เราวางแผนที่จะใช้ประโยชน์จาก AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ เพื่อเร่งการเปลี่ยนไปสู่ระบบคลาวด์โดยการย้ายระบบดิจิทัลหลักของเราไปยัง AWS ซึ่งช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากคลาวด์ที่ครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก”

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-aws-local-zone-in-bangkok/

Basecamp เผย จ่ายค่าคลาวด์ AWS ปีละ 100 ล้านบาท, กำลังย้ายออก ซื้อเซิร์ฟเวอร์ทำเอง

David Heinemeier Hansson (@dhh) ผู้ร่วมก่อตั้ง Basecamp เคยประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2022 ว่าบริษัท 37signals ของเขาจะเลิกเช่าคลาวด์เพราะมีต้นทุนแพง เวลาผ่านมาเกือบ 6 เดือน เขาโพสต์ข้อมูลอัพเดตของการย้ายออกจากคลาวด์ให้ทราบกัน

DHH เปิดเผยตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่าเขาต้องจ่ายค่าคลาวด์ให้ AWS ตลอดทั้งปี 2022 เป็นเงิน 3,201,564.24 ดอลลาร์ (ตีเป็นเงินไทยปัจจุบันราว 106 ล้านบาท) โดยก้อนใหญ่ๆ เป็นค่า S3, RDS, OpenSearch, Elasticache ตามลำดับ ซึ่ง Basecamp จ่ายในราคาที่ถือว่ามีส่วนลดแล้ว เพราะเป็นการซื้อแบบการันตีระยะเวลานาน 4 ปี

ทางออกของ 37signals คือเปลี่ยนมาซื้อเซิร์ฟเวอร์มาจัดการเอง ซึ่ง DHH ให้ข้อมูลว่าเป็นเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R6525 ในราคาเครื่องละ 1,287 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 43,000 บาท) แต่ยังไม่เปิดเผยว่าต้องซื้อทั้งหมดกี่เครื่อง และมีต้นทุนอื่นๆ อีกเท่าไร (ฝากเครื่องไว้ที่ศูนย์ข้อมูลของบริษัท Deft เพื่อจัดการเครื่อง แบนด์วิดท์ ระบบไฟฟ้า) DHH บอกว่าเงินที่จ่ายไปถูกกว่าค่าคลาวด์มาก และจะมาเปิดเผยต้นทุนให้เห็นหลังจบปี 2023 แล้ว

No Description

ที่มา – 37signals, The Register

from:https://www.blognone.com/node/132278

AWS แถลงข่าวทิศทางธุรกิจในประเทศไทยในปี 2566 [Guest Post]

โดย คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, AWS ประจำประเทศไทย

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเริ่มหันมาใช้ระบบคลาวด์และมุ่งสู่ digital transformation เพื่อความคล่องตัวทางธุรกิจที่มากขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของตน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เรายังคงเห็นการเร่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากของการนำระบบคลาวด์มาใช้ในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ องค์กรรูปแบบใดขนาดไหนก็ตาม

จากข้อมูลของธนาคารโลก มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับการเติบโตที่ช้าลงในปี 2566 เนื่องจากภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก และตามรายงานของบริษัทวิจัย Gartner แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการคลาวด์สาธารณะของประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31.8% ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 20.7% ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการคลาวด์สาธารณะโดยผู้ใช้ในประเทศไทยคาดว่าจะสูงถึง 54.4 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 41.3 ล้านบาทในปี 2565

ก้าวเข้าสู่ปี 2566 AWS มองว่าเชื่อว่าระบบคลาวด์จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น ในการช่วยให้องค์กรในอาเซียนและประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และเรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราใช้ประโยชน์จาก AWS Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อสร้างนวัตกรรม ลดค่าใช้จ่าย แบะช่วยเปิดตลาดให้กับหลาย ๆ ธุรกิจของไทยไปสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก

นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี

ในงาน AWS re:Invent 2022 ที่จัดขึ้นที่เมืองเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 55,000 คน และผู้เข้าร่วมทางออนไลน์ถึง 300,000 คน แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์จากคลาวด์ โดยภายในงาน Adam Selipsky, CEO ของ AWS ได้เน้นย้ำว่าข้อมูลเป็นรากฐานที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของทุกองค์กร ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ปริมาณข้อมูลจะมีมากขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของยุคดิจิทัล ทำให้การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการเติบโตของข้อมูลนั้น เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับทุกองค์กร ภายในงาน AWS re:Invent 2022 ได้มีการประกาศนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น

  • Data and Analytics – Amazon Aurora: เป็นบริการที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ AWS และมีลูกค้า AWS หลายแสนรายที่ใช้ Amazon Aurora ที่เป็นการรวมประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูลแบบดั้งเดิม ผสมผสานเข้ากับความเรียบง่าย และความคุ้มค่าของฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส มีประสิทธิภาพมากกว่า MYSQL ถึงห้าเท่า และประสิทธิภาพมากกว่า PostgreSQL ถึงสามเท่า โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงหนึ่งในสิบของฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์
  • Data and Analytics – Redshift: สามารถนำข้อมูลที่หลากหลายจากแอปพลิเคชันมาจัดเก็บในที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลประเภทต่าง ๆ Redshift คือคลังข้อมูลขนาดเพตะไบต์ (petabyte) ที่มีการจัดการเต็มรูปแบบ ใช้โดยลูกค้า AWS หลายหมื่นรายเพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดเอกซะไบต์ (exabyte) มันให้ประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีกว่าคลังข้อมูลคลาวด์อื่น ๆ ถึงห้าเท่า
  • AI/ML – SageMaker: เทคโนโลยี Machine Learning ช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และยังช่วยสร้างข้อมูลอัจฉริยะให้กับระบบและแอปพลิเคชันต่าง ๆ AWS มีเทคโนโลยี ML และ AI ที่สมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบัน ลูกค้าหลายหมื่นรายใช้ SageMaker เพื่อฝึกโมเดลที่มีพารามิเตอร์หลายพันล้านตัว เพื่อทำการคาดการณ์มากกว่าล้านล้านรายการทุกเดือน ซึ่ง AWS ได้ประกาศความสามารถของ Amazon SageMaker ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 8 รายการในงาน AWS re:Invent อีกด้วย
  • Security: Amazon GuardDuty: ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานและบริการของ AWS ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การดูแลสุขภาพ ธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น โดยโครงสร้างพื้นฐานของ AWS ได้รับการตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
  • Security: Amazon Security Lake: AWS ประกาศเปิดตัว Amazon Security Lake แบบ preview ซึ่งเป็นบริการที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยในระดับเพตะไบต์ได้อัตโนมัติ ลูกค้าสามารถสร้างที่เก็บข้อมูลความปลอดภัยได้โดยอัตโนมัติด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้มองเห็นข้อมูลความปลอดภัยทั้งหมดและสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของเวิร์กโหลด แอปพลิเคชัน และข้อมูล AWS Security Lake จะรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยโดยอัตโนมัติจากโซลูชันของคู่ค้า เช่น Cisco, Crowdstrike และ Palo Alto Networks รวมถึงเครื่องมือรักษาความปลอดภัยมากกว่า 50 รายการที่รวมอยู่ใน security hub

ทิศทางธุรกิจของ AWS ในประเทศไทยในปี 2566

สำหรับทิศทางธุรกิจของ AWS ในประเทศไทยในปีนี้ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าในธุรกิจการเงิน ธุรกิจค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิต ที่คาดการณ์ว่ามีอัตราการเติบโตสูงในด้านการใช้คลาวด์ โดย AWS กำลังเพิ่มจำนวน AWS Partner และทีมงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2564 AWS ได้แต่งตั้งบริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น ประเทศไทย จำกัด มหาชน (SiS) ดิสทริบิวเตอร์สินค้าไอทีชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งมีลูกค้าเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีมากกว่า 7,000 รายทั่วประเทศ ให้เป็นดิสทริบิวเตอร์อย่างเป็นทางการ โดย SiS จะเป็นเป็นดิสทริบิวเตอร์ของ AWS รายแรกในประเทศไทยสำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเติบโตด้านดิจิทัลโดยการขยายฐานคู่ค้าและตัวแทนจำหน่าย AWS ในประเทศไทย โดยในปี 2566 นี้ SiS จะสนับสนุน reseller ในการสร้าง Solution Packages สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small to medium-sized business: SMB) รวมถึงเว็บไซต์ การสำรองข้อมูล การย้ายข้อมูล และ VDI และสนับสนุน reseller ในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อการเข้าสู่ตลาดผ่านการสัมมนาผ่านเว็บและการมีส่วนร่วมกับลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเพิ่มลูกค้าใหม่ในกลุ่ม SMB

ด้านการลงทุนของ AWS ในประเทศไทย

เมื่อไม่นานมานี้ AWS ได้ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในประเทศไทย AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 แสนล้านบาท) ในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ AWS ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2565 AWS ได้ประกาศแผนเตรียมเพิ่มบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์มายังประเทศไทยด้วย AWS Local Zone แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว Local Zones ใหม่ 10 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (APJ) เพื่อทำให้ลูกค้าของ AWS ในประเทศไทยสามารถมอบประสิทธิภาพความเร็วในหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond) แก่ผู้ใช้ปลายทางของพวกเขาได้

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มีส่วนทำให้เกิดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลที่กว้างขึ้น ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายในปี 2566 ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การฝึกอบรมทักษะมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ภาครัฐและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วอาเซียนกำลังเผชิญกับการขาดแคลนผู้มีความสามารถและทักษะด้านดิจิทัล ซึ่ง AWS กำลังแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัล โดยได้เริ่มฝึกอบรมบุคลากรมาแล้วกว่า 700,000 คนทั่วอาเซียนด้วยทักษะด้านระบบคลาวด์ตั้งแต่ปี 2560

from:https://www.techtalkthai.com/aws-announces-business-direction-in-thailand-in-2023/

Amazon S3 เข้ารหัสข้อมูลด้วยกุญแจของ AWS เองเป็นค่าเริ่มต้น

AWS ปรับกระบวนการเก็บข้อมูลของบริการ Amazon S3 ใหม่โดยค่าเริ่มต้นจะเปิดใช้การเข้ารหัสแบบ server side encryption (SSE) ที่ใช้กุญแจของ S3 เอง กลายเป็นกระบวนการเก็บข้อมูลแบบขั้นพื้นฐาน มีผลกับออปเจกต์ใหม่เท่านั้น

กระบวนการเข้ารหัสแบบ SSE-S3 เป็นค่าเริ่มต้นที่ผู้ใช้ไม่ต้องจัดการกุญแจด้วยตัวเอง สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดการกุญแจเข้ารหัสเอง ตัวบริการ Amazon S3 มีตัวเลือก SSE-C สำหรับลูกค้าที่นำกุญแจมาเอง และ SSE-KMS ที่ใช้กุญแจจากบริการ AWS KMS มาจัดการ โดยทั้งหมดนี้กระบวนการเข้ารหัสฝั่งเซิร์ฟเวอร์ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ในกรณีที่คนร้ายได้กุญแจสำหรับ S3 API ไปก็ยังอ่านข้อมูลได้อยู่ดี แต่ก็น่าจะสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่าข้อมูลถูกเข้ารหัสในดิสก์แน่ๆ ในกรณีที่คนร้ายอาจจะได้ฮาร์ดดิสก์จากศูนย์ข้อมูล AWS ไปก็จะอ่านข้อมูลไม่ได้

AWS เปิดฟีเจอร์ SSE-S3 นี้มาตั้งแต่ปี 2011 แต่เพิ่งเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นในปีนี้

AWS รองรับการเข้ารหัสแบบ client side ด้วย โดยซัพพอร์ตด้วย AWS SDK เข้ารหัสข้อมูลตั้งแต่ก่อนส่งเข้าไปยัง AWS ทำให้แม้กุญแจ S3 API หลุดไปคนร้ายก็ยังอ่านข้อมูลไม่ได้ ถ้าคนร้ายไม่ได้กุญแจเจ้ารหัสข้อมูลไปพร้อมกัน

ที่มา – [AWS] (https://aws.amazon.com/blogs/aws/amazon-s3-encrypts-new-objects-by-default/)

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/132176

ต้อนรับปีใหม่ Amazon ระบุจะลดพนักงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่แพลนไว้ก่อนหน้า

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อะเมซอนกล่าวว่าจะลดจำนวนพนักงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าที่เคยบอกเมื่อปีที่แล้วเสียอีก ซีอีโอ Andy Jassy ระบุในบันทึกถึงพนักงานที่เผยแพร่ผ่านเว็บบล็อกของบริษัทไว้ดังนี้

“ปกติเราจะรอประกาศแผนการที่ชัดเจนจนกว่าจะสามารถคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก่อน แต่ครั้งนี้เป็นเพราะมีทีมงานเราคนหนึ่งเผยข้อมูลภายในออกไปแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะบอกข่าวนี้ก่อนกำหนดเพื่อที่ทุกคนจะได้ฟังรายละเอียดจากผมโดยตรง”

โดยอะเมซอนเองก็ยอมรับตรงๆ เหมือน Salesforce ว่าได้จ้างพนักงานเพิ่มเยอะเกินไปในช่วงโรคระบาดที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนโกดังสินค้าเพื่อรองรับเทรนด์การหันมาช็อปออนไลน์ของผู้บริโภค โดยในช่วงสิ้นสุดไตรมาสที่สามมีพนักงานรวมกว่า 1.54 ล้านคน

ช่วงพฤศจิกายน Jassy ประกาศว่าอะเมซอนเตรียมลดจำนวนพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนหน้าร้านและฝ่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์หนังสือต่างๆ ตอนนั้น CNBC รายงานว่าน่าจะเลย์ออฟประมาณ 10,000 คน แต่ล่าสุดน่าจะทะลุยอดนี้ไปมาก

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/amazon-says-it-will-cut-over-18000-jobs/

AWS น่าจะทำรายได้ต่อปีพุ่งแตะระดับแสนล้านดอลลาร์ฯ ได้ในปี 2023

ถ้าคลาวด์ดังเช่น Amazon Web Services ทำอัตราเติบโตของยอดขายในปีหน้าได้ใกล้เคียงกับปีนี้ หรือจะน้อยกว่านิดหน่อยก็ตามที ส่วนแบ่งตลาดของผู้นำพับลิกคลาวด์เจ้านี้จะทำยอดทะลุหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แน่นอน

ซีอีโอ AWS คุณ Adam Slipsky กล่าวในจดหมายถึงพนักงาน AWS ทุกคนว่า “ผมคาดหวังกับปี 2023 มาก ผมมาออฟฟิศทุกเช้าก็ได้ตื่นเต้นกับนวัตกรรมที่พวกเราคิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เราร่วมหลักดัน และผลลัพธ์ที่ได้จากพวกเราทุกคน”

ในช่วง 4 ไตรมาสก่อนหน้า ตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2021 มาถึงไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2022 นั้น AWS ทำรายได้ถึง 76.5 พันล้านดอลลาร์ฯ เฉลี่ยแล้วสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นแต่ละไตรมาสมากถึง 34 เปอร์เซ็นต์

หมายความว่า ถ้า AWS ยังรักษาอัตราการเติบโตเช่นนี้ต่อไปอีก 4 ไตรมาส หน่วยธุรกิจด้านพับลิกคลาวด์ของแอมะซอนนี้จะสามารถทำรายได้รวมทั้งหมดถึง 102.5 พันล้านดอลลาร์ฯ เลยทีเดียว ถือเป็นการเติบโตที่รุนแรงมากๆ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/aws-could-hit-100-billion-revenue-milestone-in-2023/

รู้จัก AWS for Games โซลูชันพัฒนาเกมในยุคคลาวด์ จากทีมงานผู้อยู่ในวงการเกมกว่า 20 ปี

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง AWS นั้นมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกมอยู่ด้วย โดยใช้ชื่อตรงไปตรงมาว่า AWS for Games ซึ่งให้บริการโซลูชันตั้งแต่การพัฒนาเกม ไปจนถึงการรันเกมบนคลาวด์เลย ที่งาน AWS re:Invent 2022 เราได้มีโอกาสเข้าฟังทีมงานที่มาจากทีม AWS for Games โดยเฉพาะ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้จักธุรกิจส่วนนี้มากขึ้น

ผู้ที่มาพูดคือ Rob Schoeppe ตำแหน่ง General Manager – Game Tech Solutions และ Business Development ของ AWS โดยเขาอยู่กับ AWS ในฝั่งที่เกี่ยวข้องกับเกมมานาน 7 ปีแล้ว และก่อนหน้านั้นก็ทำงานด้านเกมมาตลอด เช่นที่ Namco, Bandai Namco และ Sony Mobile รวมแล้วกว่า 20 ปี ซึ่งเขาก็เคลมว่าตนเองเป็นคนที่เล่นเกม, ทำเกม และหายใจเป็นเกม

alt="J3Whs0.png"

Rob บอกว่าการทำเกมมักแบ่งเป็น 3 เฟส คือสร้างเกม, ให้บริการเกม และทำให้เกมเติบโต ซึ่ง AWS ได้แบ่งโซลูชันสำหรับเกมออกเป็น 5 ด้านคือ เซิฟเวอร์เกม, การวิเคราะห์เกม, การให้บริการเกม, AI/ML และความปลอดภัยของเกม โดยลูกค้าของ AWS มักบอกว่าสิ่งที่ยากคือแม้ AWS จะมีโซลูชันและบริการมากมาย แต่บางทีพวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตรงไหน (อย่าลืมว่าลูกค้ามีตั้งแต่สตูดิโอเกมอินดี้เล็กๆ ที่อาจไม่เชี่ยวชาญด้านคลาวด์มากนัก ไปจนถึงบริษัทเกมใหญ่ๆ) ทำให้ AWS เช้ามาช่วยให้คำแนะนำได้ว่าลูกค้าอยากได้ผลลัพธ์เป็นแบบไหนและต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อกลางปี 2021 AWS ได้เปิดตัว Amazon GameSparks เป็นบริการสำหรับรัน backend ของเกมที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีความยืนหยุ่นสูง ให้บริการด้านการเก็บโปรไฟล์ผู้เล่น, การล็อกอินเข้าเกม, เก็บข้อมูลและความคืบหน้าของผู้เล่น รวมถึงสามารถทำงานร่วมกับ AWS Lambda และ DynamoDB ได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้มีขึ้นเพื่อให้สตูดิโอพัฒนาเกมที่ไม่เชี่ยวชาญด้านคลาวด์มากนักสามารถใช้งานได้ง่ายๆ เพราะระบบล็อกอินหรืออื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญของเกมแต่มักน่าเบื่อและกินเวลาเยอะหากต้องทำขึ้นเอง การใช้ GameSparks จึงง่ายกว่าและผู้พัฒนาเกมสามารถเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งหลักๆ ในการทำเกมได้เยอะขึ้น โดยขณะนี้ GameSparks อยู่ในสถานะ Public Preview เปิดให้ใช้งานได้ฟรี และเมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งเปิดให้บริการในรีเจี้ยนโตเกียวเพิ่มเติม

alt="JkFpyV.png"

ของใหม่อีกอย่างที่เพิ่งเปิดตัวคือ Community Health เป็นบริการดูแลผู้เล่นและป้องกันการกระทำไม่เหมาะสมในชุมชนผู้เล่นของเกม เช่น hate speech และการโกงเกม โดย Rob ระบุว่าชุมชนผู้เล่นนั้นสำคัญมาก เกมจะอยู่หรือดับก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่น หากเกมไหนมีการด่าหรือการกระทำด้านลบหนักๆ ก็จะทำให้ผู้เล่นเอือมระอาและเลิกเล่นเกมนั้นๆ ไปในที่สุด ซึ่ง Community Health ใช้ AI ที่สามารถตรวจจับ hate speech รวมถึงพฤติกรรมน่าสงสัยว่าจะโกงเกมได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นผู้ให้บริการเกมก็มีหน้าที่จัดการกับผู้เล่นที่ระบบชี้ตัวให้ ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้บรรยากาศโดยรวมในเกมดีขึ้น

ต่อมาเป็นของใหม่ด้าน infrastructure ชื่อ Amazon GameLift Anywhere เป็นบริการที่เปิดให้ลูกค้ายกเกมไปรันบนเซิฟเวอร์ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น AWS แต่ยังจัดการผ่าน AWS ได้อยู่ ประโยชน์คือสามารถเอาเกมไปรันในที่ที่ใกล้กับผู้เล่นได้มากขึ้นหากเรามีเซิฟเวอร์อยู่แล้วหรือแม้กระทั่งเป็นคลาวด์เจ้าอื่น ไม่จำเป็นต้องมากังวลกับการจัดการเซิฟเวอร์มากนัก และนำเกมออกให้บริการได้เร็วขึ้น

alt="JkIYlb.png"

อีกอย่างที่ AWS เปิดตัวใหม่ชื่อ RealityScan เป็นผลงานร่วมกับ Epic Games คือแอพมือถือสำหรับถ่ายรูปวัตถุใดๆ ในโลกจริงแล้วแอพจะสร้างเป็นโมเดลสามมิติให้อัตโนมัติ พร้อมนำเข้าไปเป็นวัตถุในเกมได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาวาดวัตถุขึ้นมาจากความว่างเปล่า โดยเบื้องหลังทำงานบน Unreal Engine และรันบน AWS ซึ่ง Rob ยกตัวอย่างการทำเกมแข่งรถ ก็ไม่ต้องเสียเวลาสร้างโมเดลสามมิติขึ้นมาเอง แต่ออกไปถ่ายรูปรถก็ได้โมเดลพร้อมใช้งานเลย ขณะนี้แอพ RealityScan มีให้บริการบน iOS อย่างเดียวเท่านั้น

alt="JkI9C0.png"

อย่างสุดท้ายที่ Rob พูดถึงของใหม่คือ AWS SimSpace Weaver เป็นบริการสร้างโลกจำลองเพื่อดูว่าการออกแบบของเรานั้นดีหรือไม่ เช่นผู้พัฒนาเกมอาจจำลองเมือง Las Vegas ขึ้นมาแล้วใส่คนเดินถนนเข้าไปจำนวนมาก มีรถแล่นไปมา มีไฟจราจร จากนั้นก็อาจเพิ่มวัตถุบางอย่างเข้าไปแล้วดูว่าพฤติกรรมของคนเดินถนนจะเป็นอย่างไร และปรับการออกแบบกันต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าบริการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะด้านเกมเท่านั้น แต่ใครก็ตามที่ทำงานด้านการออกแบบก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน โดย SimSpace Weaver นั้นทำงานร่วมกับ Unreal Engine และ Unity ผู้พัฒนาเกมอาจใช้การสร้างโลกจำลองมาปรับเข้ากับเกมที่ออกแบบอยู่ก็ได้

alt="JkIKGP.jpg"

alt="JkI1lI.jpg"

ในช่วงถามตอบ Rob ได้พูดถึงความปลอดภัยที่ AWS มอบให้ โดย AWS มีบริการหลากหลายเช่น Shield และ Shield Advanced สำหรับป้องกันการถูกโจมตีแบบ DDoS

Rob ยังได้กล่าวถึง cloud gaming หรือบริการเล่นเกมผ่านคลาวด์ที่ผู้เล่นไม่ต้องลงทุนซื้อคอนโซลหรือพีซีราคาแพงสำหรับเล่นเกม เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ทั่วไปกับอินเทอร์เน็ตที่แรงพอแล้วสตรีมเกมเข้ามาแทน เช่น Stadia, Xbox Cloud Gaming (ชื่อเดิม xCloud) และ Nvidia GeForce Now โดยเขาบอกว่าคลาวด์เกมมิ่งนั้นมีอนาคตที่สดใสอย่างมาก เพราะปัจจุบันผู้ผลิตเกมต้องตัดสินใจว่าจะทำเกมลงแพลตฟอร์มใดบ้าง (พีซี, PlayStation, Xbox, มือถือ) และต้องจัดลำดับความสำคัญ แต่หากทำเกมลงคลาวด์เกมมิ่งเลยก็ไม่ต้องเลือก เพราะสตรีมเกมไปหาผู้เล่นทั่วโลกได้ทันที ไม่ต้องพัฒนาหลายแพลตฟอร์ม แถมยังเข้าถึงผู้เล่นได้เยอะกว่ามาก เพราะที่ผ่านมาผู้เล่นบางคนก็อดเล่นเกมใหม่ๆ เพราะไม่มีอุปกรณ์ที่แรงพอ

อย่างไรก็ตาม Rob ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุที่ Google Stadia ล้มเหลวและต้องปิดบริการไปในที่สุด เขาเพียงแต่บอกว่ากุญแจสำคัญที่จะทำให้คลาวด์เกมมิ่งสำเร็จคือการที่มี infrastructure ใกล้กับผู้เล่นให้มากที่สุด รวมถึงมีพลังการประมวลผลกราฟิกที่สูงและใกล้ผู้เล่นมากพอ เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้เล่นดีที่สุด ซึ่ง AWS พร้อมอยู่แล้วเพราะมีรีเจี้ยนทั่วโลกและ edge location ที่มาในรูปแบบ Local Zones

alt="JkIXVq.png"

Rob ให้ความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเกมในอาเซียนว่าแข็งแกร่งมาก มีเกมดีๆ ออกมาจากภูมิภาคนี้มากมายที่ผู้เล่นฝั่งตะวันตกนิยม เขาสังเกตเห็นว่ามีนวัตกรรมใหม่ๆ เยอะ รวมถึงมีกลไกของเกม (game mechanics) และวิธีการเล่นที่แปลกใหม่ออกมามากมาย

สุดท้าย Rob บอกว่าเกมที่เขาชอบมากที่สุดคือ Horizon Forbidden West เกม RPG แบบ open world ที่เพิ่งออกมาเมื่อต้นปี 2022 บนแพลตฟอร์ม PS4 และ PS5 ขึ้นชื่อเรื่องกราฟิกที่สวยงาม กระแสตอบรับรวมถึงรีวิวดีมาก แต่หากเป็นเกมที่รันอยู่บน AWS เขาบอกว่าชอบ League of Legends มากที่สุด รวมถึง PUBG และ Fortnite เช่นกัน

alt="JkMhkS.png"

from:https://www.blognone.com/node/131997

พบช่องโหว่ใหม่บน WordPress Plugin อาจทำให้ถูกเจาะขโมยข้อมูลได้

พบช่องโหว่บน Google Web Stories plugin สำหรับ WordPress ที่ทำให้สามารถขโมยข้อมูลได้ในระดับ AWS Metadata

Credit: ShutterStock.com

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Wordfence research team พบช่องโหว่ใหม่บน Google Web Stories plugin สำหรับ WordPress ในเวอร์ชัน 1.24.0 โดยเป็นช่องโหว่แบบ Server-side request forgery (SSRF) มีรหัส CVE-2022-3708 ทำให้ผู้โจมตีสามารถปลอมแปลง request เพื่อทำการเข้าถึงข้อมูลได้ โดยจากการทดสอบพบว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในระดับของ Amazon Web Services (AWS) metadata เช่น AccessKeyId, SecretAccessKey และ Token ทำให้สามารถขโมยข้อมูล EC2 Instance หรือขโมยข้อมูล log in credential ออกไป เพื่อใช้ในการเข้าถึง VM และรันคำสั่งผ่าน Terminal ได้

ปัจจุบันมีการใช้งาน Google Web Stories plugin อยู่ในเว็บไซต์กว่า 100,000 แห่ง โดยผู้ที่ใช้งานอยู่สามารถอัปเดตไปเป็นเวอร์ชัน 1.25.0 ได้แล้วเพื่ออุดช่องโหว่นี้

ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ช่องโหว่ของ WordPress Plugin เกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ พบการโจมตีแบบ Remote Code Execution (RCE) ผ่านทาง Plugin Essential Addons for Elementor, เดือนพฤษภาคม พบช่องโหว่ RCE ใน Plugin Tatsu Builder และเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบการโจมตีผ่านทาง Plugin BackupBuddy ที่ตรวจพบการโจมตีมากกว่า 5 ล้านครั้ง

ที่มา: https://www.darkreading.com/vulnerabilities-threats/google-wordpress-plugin-bug-aws-metadata-theft

from:https://www.techtalkthai.com/new-vulnerability-found-on-wrodpress-plugin-allows-data-theft/