คลังเก็บป้ายกำกับ: DEVELOPER_TOOLS

VMware Tanzu Application Platform เครื่องมือสนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โฟกัสการเขียนโค้ดได้มากขึ้น ลดการยุ่งกับ Kubernetes Platform | Tangerine x VMware

ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ปัจจุบัน ชัดเจนว่าเทรนด์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นกำลังไปในแนวทางแบบคอนเทนเนอร์ (Containerization) กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Docker หรือ Kubernetes (K8s) เพราะด้วยความสะดวกสบาย บริหารจัดการได้ง่าย และสามารถรองรับการทำกระบวนการ DevSecOps ได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless)

แต่ถ้าหากองค์กรใดที่รู้สึกว่าคุ้นชินกับการใช้แพลตฟอร์ม Kubernetes อยู่แล้ว แต่รู้สึกติดขัดปัญหาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำได้ยังค่อนข้างช้าอยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะส่วนของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) นั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มอะไรที่สนับสนุนการทำงานให้เร็วขึ้น และอาจจะต้องไปยุ่งกับ Kubernetes Platform มากจนเกินไปก็เป็นได้

บทความนี้ จึงอยากจะแนะนำให้รู้จักกับเครื่องมือ “Tanzu Application Platform (TAP)” ของทาง VMware ที่จะช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์มีเวลาไปสนใจในเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ ลดภาระในเรื่องการจัดการ Kubernetes Platform และช่วยทำให้สามารถทำกระบวนการ DevSecOps ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

กระบวนการ DevSecOps ในมุมของ VMware

เชื่อว่าองค์กรหลาย ๆ แห่งในปัจจุบันจะมีการปรับใช้กระบวนการ DevSecOps กันไปอย่างแพร่หลายแล้ว โดยภาพรวมการทำงาน (Workflow) ทั่วไปของ DevSecOps นั้นจะมีการแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • “Dev” หรือ Development – ดูแลเรื่องการพัฒนาหรือเขียนโค้ดตามความต้องการ พร้อมทดสอบ Debug ภายในเบื้องต้น
  • “Sec” หรือ Security – ดูแลรีวิวโค้ดที่ได้จาก Dev ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยภายในโค้ดว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
  • “Ops” หรือ Operations – ดูแลรีวิวโค้ดที่ได้จาก Dev ทดสอบ (Test) ว่าผ่านทุกกรณีทดสอบ (Test Case) ที่กำหนดไว้ไหม ก่อนนำโค้ดชุดใหม่ขึ้นสู่ระบบถัด ๆ ไป เช่น Staging, UAT และ Production ตามขั้นตอน

โดย VMware จะเรียกกระบวนการ DevSecOps ทั้งหมดนี้รวมกันว่า “Supply Chain” ซึ่งจะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (Separation of Concern) ระหว่างงานของ Dev กับ Sec และ Ops โดยกระบวนการที่ Dev ทำตั้งแต่เริ่มเขียนโค้ดจนถึงขั้นตอน Debug ก่อนที่จะ Commit ขึ้นไปนั้นจะเรียกว่า “Inner Loop” และตั้งแต่กระบวนการ Test & Build ที่ Sec กับ Ops ดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Container Image ใส่ Container Security การเชื่อมกับระบบ Continuous Integration and Continuous Delivery (CI/CD) จนถึงระบบ Production นั้นจะเรียกว่า “Outer Loop”

หากใครหรือองค์กรใดได้มีการใช้งาน Kubernetes Platform กันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น VMware Tanzu for Kubernetes Operation หรือว่าค่ายอื่น ๆ จนคุ้นชิน แต่ยังรู้สึกได้ว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมานั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน มีประเด็นติดขัดในเรื่องของ Outer Loop ที่มักจะทำได้ช้า เป็นไปได้ว่าท่านอาจจะยังขาดเครื่องมือที่สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์และ “Tanzu Application Platform” นี้เอง คือเครื่องมือที่จะแก้ไข Pain Point นี้ได้

รู้จัก VMware Tanzu Application Platform

Tanzu Application Platform หรือเรียกสั้น ๆ กันว่า “TAP” นั้นคือแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เครื่องมือสนับสนุนอยู่ภายในอย่างครบครัน ที่จะช่วยทำให้การนำโค้ดหรือแอปพลิเคชันที่พัฒนาเสร็จสิ้นแล้วไป Deploy สู่ Kubernetes Cluster ในส่วนที่เป็น Staging หรือว่า Production ได้อัตโนมัติ ไม่ว่า Kubernetes Platform นั้นจะอยู่ที่ Public Cloud หรือว่า On-Premises ก็ตาม

หลักการภาพรวมของ TAP นั้นคือภายในแพลตฟอร์มจะมี Default Supply Chain ที่มีการกำหนดเส้นทางและกระบวนการที่ต้องทำไว้ โดยฝั่ง Sec และ Ops นั้นจะสามารถปรับแต่งขั้นตอนที่ต้องทำได้ทั้งหมด อย่างเช่น การเชื่อมต่อ CI/CD หรือระบบสแกน Security ที่ต้องการใช้งาน เป็นต้น และเมื่อ Dev ได้ทำการ Commit โค้ดขึ้นไปบนแพลตฟอร์ม TAP ไม่ว่าจะผ่าน IDE ยอดนิยมอย่าง VS Code หรือผ่าน CLI แพลตฟอร์ม TAP ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนในเส้นทางดังกล่าวอย่างอัตโนมัติ จนทำให้โค้ดที่พัฒนาขึ้นมานั้นไปถึงระบบ Production ได้สำเร็จ

ชัดเจนว่า แพลตฟอร์ม TAP ได้ช่วยสนับสนุนการทำงานของทั้งฝั่ง Inner Loop และ Outer Loop ให้มีความสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะในฝั่งของ Dev ที่จะสามารถมุ่งเน้นเรื่องของการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าหาก Dev ในองค์กรนั้นต้องดูแลทั้งฝั่ง Sec และ Ops ในคนเดียวกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้กระบวนการนำขึ้นโค้ดขึ้น Production ทำได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภายใน TAP นั้นยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ อีกมากที่ช่วยให้สามารถเริ่มต้นการพัฒนาได้เร็วขึ้นอีกด้วย 

ส่วนประกอบ Component ภายใน TAP

ภายใน Tanzu Application Platform นั้นมีส่วนประกอบ (Component) อยู่ภายในแพลตฟอร์มมากมาย ซึ่งแล้วแต่จะเลือกใช้ว่าจะต้องการใช้ส่วนไหนบ้าง โดยหลัก ๆ ส่วนที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

  • API Portal – แหล่ง API ที่สามารถใช้งานภายในแอปพลิเคชันที่จะพัฒนาขึ้นมา ซึ่งส่วนนี้จะมีเอกสาร (Documentation) รายละเอียดของ API ที่สามารถใช้งานได้ พร้อมทดลองใช้ API ได้ก่อนด้วย
  • Application Accelerator – แคตตาล็อกของ Template ไฟล์ YAML (สกุลไฟล์ .yaml) สำหรับเริ่มต้นเขียนโค้ดที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ทันที โดยภายในไฟล์ YAML นั้นจะมีการตั้งค่า Structure และ Configuration ไว้ให้แบบ Best Practices แล้ว เพื่อให้สามารถนำไป Deploy ได้ทันที
  • Application Live View – ส่วนแสดงข้อมูลและการแก้ไขปัญหา (Troubleshooting) ที่ช่วยให้ Dev และ Ops เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหลังแอปพลิเคชันรันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ตามหลักการของ Spring Boot Acuator 
  • Supply Chain Security Tools – เครื่องมือความมั่นคงปลอดภัยต่าง ๆ ที่จะช่วยตรวจสอบให้ Container ให้มีความมั่นใจ และลดความเสี่ยงในเรื่อง Security 
  • Tanzu Learning Center – แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่สามารถทดลองสร้างและลองทำ Workshop ได้ด้วยตัวเองเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ TAP ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะผ่าน Console, Shell หรือว่า IDE 

ภายใต้ Tanzu Applications Platform นั้นยังคงมี Component อื่น ๆ อีกมากมายให้เลือกใช้งาน โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของแต่ละส่วนได้ในเอกสารจากทาง VMware 

Application Accelerator แบบ UI สามารถค้นหา Template ได้อย่างรวดเร็ว
Application Accelerator สำหรับผู้ที่ถนัด CLI
Application Live View

TAP ยกระดับการพัฒนาแบบ DevSecOps ไปอีกขั้น

ปัจจุบัน Tanzu Application Platform ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเวอร์ชัน 1.2 แล้ว ซึ่งภายในเวอร์ชันนี้ได้มีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามามากมาย ตัวอย่างเช่น

Application Single Sign-On (App SSO)

App SSO คือส่วนที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ Log In ไปที่ Identity Provider (IdP) หรือผู้ที่มีหน้าที่พิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้ในการเข้าถึงแอปพลิเคชันที่มีการ Deploy บน Kubernetes เพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งในเวอร์ชัน 1.2 นี้จะทำให้ Dev และ Ops นั้นมีวิธีการที่จะทำให้การทำ Single Sign-On นั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อได้ทันที 

TAP บน Amazon Elastic Kubernetes Services (EKS)

ด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง VMware กับ Amazon ทั้งสองจึงร่วมมือกันทำให้ผู้ที่ใช้งาน Amazon EKS อยู่แล้วนั้นสามารถรัน TAP ใช้งานบน EKS ได้แล้ววันนี้ ซึ่งทั้งสองได้ร่วมกันทำ Quick Start ออกมาให้กับผู้ที่สนใจอยากใช้งานสามารถติดตั้งและเริ่มใช้งาน TAP พัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

ปลั๊กอิน TAP บน IntelliJ IDEA

ตามที่กล่าวข้างต้นไปแล้ว TAP นั้นสามารถใช้งานได้ภายใน IDE ยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code เป็นที่ เรียบร้อย ซึ่งหลังจากนี้ ตั้งแต่เวอร์ชัน 1.2 เป็นต้นไป นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสามารถติดตั้งปลั๊กอินเพื่อใช้งาน TAP ใน “IntelliJ IDEA” อีกหนึ่ง IDE ยอดนิยมที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายได้แล้ว

มาถึงจุดนี้ หากใครรู้สึกอยากลองใช้งาน Tanzu Application Platform เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกับการใช้งาน Kubernetes Platform แล้ว สามารถเข้าไปเรียนรู้รายละเอียดอื่น ๆ ในเอกสารของทาง VMware เพิ่มเติมได้ที่นี่ อย่างไรก็ดี ทาง VMware เพิ่งประกาศเปิดตัว TAP เวอร์ชัน 1.3 เมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย ซึ่งในเวอร์ชันถัดไปก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ มาเพิ่มเติมอีกมากมายที่จะมาช่วยสนับสนุนให้การทำ DevSecOps นั้นสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

เริ่มต้นใช้งาน TAP ได้แล้ววันนี้

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า Tanzu Application Platform นั้นคือเครื่องมือสนับสนุนสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้เส้นทางของ Supply Chain หรือการนำโค้ดที่พัฒนาขึ้นมาให้สามารถดำเนินไปตามกระบวนการ DevSecOps ขึ้นสู่ระบบ Production บน Kubernetes Cluster ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถโฟกัสกับการเขียนโค้ดได้อย่างเต็มที่ ลดการยุ่งกับ Kubernetes Platform ลงไป และทำให้การพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ไปจนถึงการส่งมอบให้กับผู้ใช้งานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 

สุดท้ายนี้ ข่าวดีสำหรับคนที่สนใจอยากเรียนรู้การใช้งาน Tanzu Application Platform ทาง “Tangerine” ผู้นำด้านโซลูชันไอที และเป็นพาร์ตเนอร์ระดับสูงสุดกับทาง VMware ผู้มี Certificate ระดับ Professional  และประสบการณ์มากมายในการให้บริการ VMware Tanzu นั้น กำลังจะจัด Webinar ที่จะมาเจาะลึกรายละเอียดของ Tanzu Application Platform พร้อมเปิดประสบการณ์พัฒนาแอปพลิเคชันให้ไวยิ่งขึ้น ลดต้นทุน ลดเวลาการพัฒนาจากหลักเดือนเหลือเพียงหลักวัน พร้อมทริกในการแก้ปัญหาใด ๆ ในซอฟต์แวร์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หมดห่วงปัญหา Downtime เสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ กับหัวข้อ “VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end” ซึ่งหากใครเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วรู้สึกสนใจอยากใช้งาน TAP แล้ว ห้ามพลาด Webinar นี้โดยเด็ดขาด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก

from:https://www.techtalkthai.com/simplify-your-software-development-with-vmware-tanzu-application-platform-by-tangerine/

ยกระดับ Development Pipeline สู่ยุคใหม่ด้วย VMware Tanzu พัฒนาแอปพลิเคชันได้เร็ว มั่นคงปลอดภัย พร้อมประสบการณ์ทำงานที่ดีขึ้นสำหรับองค์กร | Tangerine x VMware

การพัฒนาแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรในปัจจุบันนั้นนอกจากผลลัพธ์แล้ว องค์กรยังต้องพิจารณาถึงขั้นตอนในการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีความรวดเร็วมากเพียงพอที่จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ องค์กรส่วนใหญ่จึงเลือกใช้เครื่องมือสมัยใหม่มากมายเข้ามาช่วยทั้งในขั้นตอนการพัฒนา จัดเตรียมทรัพยากร ตรวจสอบ และนำระบบขึ้นไปใช้งานจริงบนคลาวด์

ในบทความนี้ ทีมงานมีโอกาสได้พูดคุยกับทีมงาน Tangerine ถึงแพลตฟอร์ม Tanzu จาก VMware ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการพัฒนาแอปพลิเคชันขององค์กร ทั้งในแง่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและ Operation ที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร จึงขอสรุปมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้รู้จักและศึกษากัน

รู้จักกับ VMware Tanzu – เพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ จาก Development สู่ Delivery

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในสมัยใหม่ในองค์กรทั่วไปนั้นมักมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ฝ่ายพัฒนา (Development) ที่ทำหน้าที่สร้างและแก้ไขซอฟต์แวร์ให้ตรงตามโจทย์ที่ได้รับ ฝ่ายความปลอดภัย ที่คอยตรวจสอบความปลอดภัยและดูแลให้ซอฟต์แวร์เป็นไปตามมาตรฐานกำกับดูแล และฝ่าย Operation ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานและการนำซอฟต์แวร์ขึ้นไปใช้งานในระดับโปรดักชั่น ทั้ง 3 ส่วนนี้ทำงานเกี่ยวเนื่องกัน และเป็นปัจจัยที่กำหนดประสิทธิภาพ ความเร็ว และคุณภาพของซอฟต์แวร์ที่ออกสู่ผู้ใช้

Tanzu เป็นแพลตฟอร์มจัดการกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานแบบ Cloud-native โดยถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ทั้งฝ่าย Dev, Sec, และ Ops ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายในตัวแพลตฟอร์มประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆสำหรับขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์และ Operation ดังนี้

  • Tanzu Application Platform (TAP) – แพลตฟอร์มสำหรับจัดการกระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันบน Kubernetes และจัดการกับขั้นตอน Operation ต่างๆเพื่อนำซอฟต์แวร์ไปสู่ผู้ใช้งาน
  • Tanzu for Kubernetes Operations – โซลูชันจัดการ Operation บนคลาวด์อย่างครบวงจร
  • เครื่องมือสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์และจัดการข้อมูล
  • เครื่องมือสำหรับการใช้งาน Kubernetes สำหรับองค์กร

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Tanzu คือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกที่หลากหลาย สามารถเลือกใช้บริการเพียงบางส่วนของแพลตฟอร์มหรือนำแพลตฟอร์มไปปรับแต่งทำงานร่วมกับเครื่องมือหรือระบบที่องค์กรมีการใช้งานอยู่แล้วได้อย่างเต็มที่ รองรับการทำงานทำงานทั้งในระบบแบบ On-premise, บนคลาวด์สาธารณะอย่าง AWS, Google Cloud, Microsoft Azure, และคลาวด์ของ VMware อีกทั้งรองรับการใช้งานแบบ Multi-cloud อีกด้วย

ลำดับต่อไป เราจะมาเจาะลึกกันถึง Tanzu for Kubernetes Operations และ Tanzu Application Platform ซึ่งเป็นสองบริการหลักจาก Tanzu

Tanzu for Kubernetes Operations – จัดการและดูแล Kubernetes ของทั้งองค์กรได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่า Container จะอยู่ที่ใด

ในองค์กรที่มีการใช้งาน Kubernetes มากขึ้นเรื่อยๆคงทราบดีถึงความซับซ้อนในการดูแล Container ทั้งหมดที่มี และเฝ้าระวังปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนในด้านของกระบวนการ การรักษาความปลอดภัย และการ Monitor ระบบ และความซับซ้อนนี้ก็ยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อองค์กรมีการใช้งานคลาวด์ที่หลากหลายในรูปแบบของ Hybrid Cloud, Multi-cloud, และ Edge

Tanzu for Kubernetes Operations เป็นโซลูชันที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเข้ามาตอบโจทย์การจัดการ Kubernetes ขององค์กรโดยตรง จากประสบการณ์ความเข้าใจในการดำเนินการ Operation ที่ VMware มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การจัดการ Kubernetes ง่ายขึ้นแล้ว ยังมีระบบตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของ Kubernetes เพื่อแจ้งเตือนถึงความเสี่ยงและแนะนำจุดที่น่าปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

Tanzu for Kubernetes Operations สามารถเข้ามาช่วยทีม Operation จัดการกับแง่มุมต่างๆของกระบวนการดำเนินการตั้งแต่การจัดการ Container ทั้งในแบบ Manual และอัตโนมัติ การเชื่อมต่อและเครือข่าย ความปลอดภัย ข้อมูลในระบบ รวมไปถึงตรวจสอบสถานะการทำงานและเฝ้าระวังการดำเนินการอย่างละเอียด เรียกได้ว่าจบครบทุกอย่างของงาน Operation ได้ในแพลตฟอร์มเดียว

โดยจากการพูดคุยกับทีมงาน Tangerine นอกจากการจัดการ Kubernetes ในองค์กรอย่างเป็นระบบแล้ว องค์กรยังสามารถนำแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้าไปช่วยในด้านอื่นๆ เช่น

  • ดูแลและเฝ้าระวังระบบ Kubernetes แบบ Real-time และอัตโนมัติในคลาวด์ทุกที่ที่องค์กรใช้งานอยู่
  • จัดการการเข้าใช้งาน Kubernetes แบบ Self-service ให้กับนักพัฒนาในองค์กร
  • ปรับปรุงระบบและทำ Optimization สำหรับทั้ง Performance และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
  • วิเคราะห์และย้ายระบบจาก Legacy ใน Virtual Machine เดิมที่มีเข้าสู่การทำงานแบบ Container และเปลี่ยนการดำเนินการไปสู่ Hybrid และ Multi-cloud
  • สร้างระบบรักษาความปลอดภัย สำรองข้อมูล และปรับระบบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกฎหมายที่กำหนด

Tanzu Application Platform (TAP) – ประสบการณ์การทำงานที่เหนือกว่า สำหรับทีม Development, Security, และ Operation

ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าในการดำเนินการขององค์กรสมัยใหม่นั้นต้องอาศัยการร่วมงานกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างทีม Dev, Sec, และ Ops บ่อยครั้งที่การประสานงานอันจำเป็นนี้ได้กลายมาเป็นคอขวดในการพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าสู่ตลาด ทำให้กระบวนการทั้งหมดช้าและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

แนวคิดของ Tanzu Application Platform (TAP) คือการลดขอบเขตงานให้แต่ละฝ่ายงานสามารถโฟกัสกับสิ่งที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญได้เต็มที่ นักพัฒนาสามารถเริ่มขั้นตอนการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลถึงการจัดการกับ Container หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ Kubernetes ฝ่ายความปลอดภัยมีกลไกในการตรวจสอบความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยในแอปพลิเคชันและเครือข่ายในทุกเวอร์ชั่นของการพัฒนา และในขณะเดียวกันฝ่าย Operation ก็มีเครื่องมือที่จะช่วยในการดำเนินแอปพลิเคชันที่ได้รับมาจากฝ่ายพัฒนา นำขึ้นไป Deploy ตลอดจนดูแลแอปพลิเคชันและ Pipeline ของการพัฒนาทั้งหมด

TAP ได้รวบรวมเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายงานทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนา นักพัฒนาสามารถเลือก Template แอปพลิเคชันแบบ Cloud-native ที่มีให้เลือกใช้ และเริ่มการเขียนโค้ดผ่าน IDE ที่ชื่นชอบแล้วทดสอบระบบผ่านคลัสเตอร์ Kubenetes ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงมือ Config ทุกอย่างด้วยตัวเอง และเมื่อการพัฒนาเสร็จสิ้น ก็สามารถส่งต่อแอปพลิเคชันไปยังทีม Operation เพื่อผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย และดำเนินการ Deploy ขึ้นระบบ Production ได้อย่างรวดเร็ว

ทางด้านฝ่ายความปลอดภัยและ Operation ก็สามารถปรับแต่งการตั้งค่า Container และ Kubernetes ตามเงื่อนไขขององค์กร และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ต้องการทดสอบลงไปในแพลตฟอร์ม TAP ได้ เมื่อมีแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่เข้ามาก็สามารถนำโค้ดไปตรวจสอบได้โดยอัตโนมัติ หากมีปัญหา แพลตฟอร์มก็จะทำการแจ้งเตือนให้ทราบทันที จึงช่วยลดภาระด้านการประสานงานและลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลง

TAP สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการจัดการ Operation ที่องค์กรมีการใช้งานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Framework ในการพัฒนาต่างๆ เช่น .NET หรือ Spring, IDE เช่น VSCode, Git, kpack, Jenkins, K8S, และเครื่องมืออื่นๆทั้งบริการเชิงพาณิชย์และ Opensource โดยสามารถใช้งาน TAP ได้ผ่านทาง Command Line และหน้า GUI บนเว็บไซต์

ทีมงาน Tangerine เล่าว่าแม้ TAP จะเป็นบริการที่ค่อนข้างใหม่จาก VMware แต่ในปัจจุบันก็มีองค์กรนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ช่วยในงานต่างๆ เช่น

  • การทำ Automation ให้กับขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์และ Operation
  • การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามหลัก Agile ที่ต้องการความรวดเร็วสูง และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservice
  • การสร้างบริการ Platform-as-a-Service ภายให้องค์กร ให้นักพัฒนาสามารถเข้ามาใช้ Kubernetes ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
  • การปรับระบบขององค์กรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น กำจัดแอปพลิเคชัน Legacy และเพิ่มระบบ Automation ในกระบวนการพัฒนา
  • การสร้างระบบตรวจสอบและ Log การทำงานของระบบโดยละเอียดเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับทางกฎหมาย

เปลี่ยนความซับซ้อนให้เรียบง่ายด้วย VMware Tanzu โดย Tangerine

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบัน กระบวนการพัฒนาและนำซอฟต์แวร์ออกสู่ผู้ใช้งานนั้นมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ด้วยเครื่องมือที่มีให้เลือกใช้มากมายและเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา การใช้คลาวด์ในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น และปัจจัยและความเสี่ยงต่างๆทางด้านไอที ธุรกิจ และกฎหมายที่องค์กรต้องคำนึงถึง แพลตฟอร์ม VMware Tanzu จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการจัดการกระบวนการให้กระชับ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจการใช้งานจริงของลูกค้า VMware พบว่า Tanzu นั้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาและนำซอฟต์แวร์ออกสู่ผู้ใช้ได้มาก โดยเฉลี่ยอาจเพิ่มอัตราการนำซอฟต์แวร์ขึ้นระบบโปรดักชั่นได้สูงถึง 82% เพิ่ม Productivity ของทีมพัฒนาได้ 37% และเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับนักพัฒนาของทีม Operation ได้มากถึง 78% ในโลกที่แอปพลิเคชันต้องอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ แน่นอนว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

แพลตฟอร์ม Tanzu นั้นเปิดให้บริการทั้งในรูปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Community Edition) และมีค่าใช้จ่าย โดยความสามารถจะแตกต่างออกไปตามแพลนที่เลือกใช้ หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับแพลตฟอร์มนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของ VMware Tanzu Community Edition หรือตรวจสอบแพลนการใช้งานได้ที่นี่

และหากท่านใดที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว หรือพูดคุยกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการจัดกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมไปถึงการจัดการและวางโครงสร้างพื้นฐาน IT บนคลาวด์ในรูปแบบต่างๆ สามารถติดต่อไปทางทีมงาน Tangerine ได้ทันทีที่ marketing@tangerine.co.th หรือโทร 02-285-5511

ห้ามพลาด! Tangerine ร่วมจัดสัมมนาออนไลน์กับ VMware ถ้าอยากรู้จัก Vmware Tanzu Application Platform มากขึ้น ลงทะเบียนเลย!

ร่วมเปิดประสบการณ์พัฒนาแอปพลิเคชันให้ไวยิ่งขึ้น ลดต้นทุน ลดเวลาการพัฒนาจากหลักเดือนเหลือเพียงหลักวัน พร้อมทริกในการแก้ปัญหาใดๆ ในซอฟต์แวร์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หมดห่วงปัญหา Downtime เสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ เชิญร่วมฟังบรรยายออนไลน์ “VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end” โดยวิทยากรจาก VMware (Thailand) และ Tangerine ในวันพุธที่ 26 ตุลาคม 2022 เวลา 14:00 – 15:30 น. ลงทะเบียนฟรีได้ที่นี่ คลิก

from:https://www.techtalkthai.com/improve-your-development-pipeline-with-vmware-tanzu-by-tangerine/

Tangerine x VMware Webinar: VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end

Tangerine ร่วมกับ VMware (Thailand) ขอเชิญเหล่านักพัฒนาเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end” พร้อมเคล็ดลับการพัฒนาแอปฯ ให้ไว ลดต้นทุน และแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หมดห่วงเรื่อง Downtime ในวันพุธที่ 26 ตุลาคม เวลา 14:00 น. ลงทะเบียนเข้าฟังบรรยายได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end
วัน: วันพุธที่ 26 ตุลาคม 2022
เวลา: 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Live Webinar
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.gle/j4gJmKNANpra9DqWA

ยุค Digital 4.0 ทำให้ Software กลายเป็นหัวใจสำคัญธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์, บริการ หรือช่องทางหลักในการดำเนินธุรกิจของหลายองค์กร ความได้เปรียบในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ แข่งขันกันอยู่ที่ความเร็ว และความเสถียรของ Application เพื่อให้ตอบสนองได้ทันใจลูกค้า

ร่วมเปิดประสบการณ์พัฒนาแอปพลิเคชันได้ไวยิ่งขึ้น ลดต้นทุน ลดเวลาการพัฒนาแอปฯ จากหลักเดือนเหลือเพียงหลักวัน พร้อมทริกในการแก้ปัญหาใดๆ ในซอฟต์แวร์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หมดห่วงปัญหา Downtime เสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ

สนใจเข้าร่วมงาน สามารถสแกน QR Code หรือกดปุ่มลงทะเบียนด้านล่าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-678-8660 ต่อ 106

from:https://www.techtalkthai.com/tangerine-x-vmware-webinar-vmware-tanzu-application-platform/

Google เปิดตัวบริการ Cloud Developer Workstation

ในงาน Cloud Next online event ทาง Google ได้ประกาศเปิดตัวบริการ Cloud Developer Workstation รองรับการทำงานร่วมกับ JetBrains IDEs

บริการ Google Cloud Workstations ทำงานอยู่บน VM บน Google Cloud ซึ่งการทำงานนั้นจะต้องเข้าผ่านทาง Web browser หรือ SSH terminal โดยใน Default image นั้นมีการติดตั้งใช้งาน Microsoft Open Source Code-OSS หรือ Visual Studio Code (VS Code) อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม Google ได้ออกแบบระบบนี้มาสำหรับทำงานร่วมกับ JetBrains IDE หลายตัว เช่น IntelliJ IDEA, PyCharm, Rider, และ CLion ผ่านทาง JetBrains Gateway ระบบสามารถทำงานภายใต้ Virtual Private Cloud (VPC) ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถดูแลความปลอดภัยโดยรวมได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับการทำงานร่วมกับโครงการ Software Delivery Shield ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูล Open Source Package ที่ผ่านการรับรองและทดสอบจาก Google แล้ว

Cloud Workstations ให้บริการแบบ Preview คิดค่าบริการรายชั่วโมง โดยแบ่งเป็นค่าบริการ Google Compute Engine และ Workstation Management มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 0.05 เหรียญต่อ vCPU ต่อชั่วโมง และ 0.20 เหรียญต่อชั่วโมงตามลำดับ ปัจจุบันบริการ Online Developer Environment มีผู้ให้บริการในตลาดหลายราย เช่น GitPod, GitHub Codespaces และ Microsoft DevBoxes

ที่มา: https://devclass.com/2022/10/12/google-introduces-cloud-developer-workstations-with-a-jetbrains-flavor-but-cannot-avoid-visual-studio-code/

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-cloud-developer-workstation/

5 เหตุผล ทำไม Startup และธุรกิจไทยควรใช้ True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศ

ปัจจุบันมีบริการ Public Cloud ให้เลือกใช้มากมาย แต่ Public Cloud เหล่านี้มักให้บริการอยู่ภายนอกประเทศ ทำให้มี Latency สูง เกิดค่าใช้จ่ายในส่วน Data Transfer รวมไปถึงปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลไปนอกประเทศของหลาย ๆ ธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแล ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งบริการ Public Cloud ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่าง True IDC Cloud และ 5 เหตุผลสำคัญว่าทำไม Startup และธุรกิจไทยถึงควรใช้ True IDC Cloud ที่เป็น Public Cloud ในประเทศ

True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศมาตรฐานระดับสากล

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศ ที่มี Multi-Platform ให้เลือกใช้งานตามความต้องการและความเหมาะสมของธุรกิจ และ True IDC ยังมี Data Center ของตนเอง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้งด้านการออกแบบ Data Center ในระดับ Tier III จากสถาบัน Uptime และด้านความมั่นคงปลอดภัย ISO/IEC 27001:2013 มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการ Cloud ด้วยตนเองซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวขึ้นอีกระดับ มีพื้นที่รองรับได้กว่า 5,000 VMs และไม่มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เชื่อมต่อกันผ่านโครงข่าย Multi-site Network Fabric ทำให้สะดวกต่อการทำ Backup & Recovery และ Disaster Recovery สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ อีเมล วิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modern Apps) ตอบโจทย์การใช้งานให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ อาทิ โทรคมนาคม การธนาคาร การเงิน และประกันภัย เป็นต้น

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศที่ออกแบบมาตอบโจทย์ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ เพราะมีจุดได้เปรียบในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในประเทศค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Public Cloud ต่างประเทศและ Local Cloud รายอื่น ๆ ในตลาด และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ควรใช้ True IDC Cloud

1. ลดค่าใช้จ่าย Data transfer และตัดปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลออกนอกประเทศ

เทรนด์ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปทางเทคโนโลยี 5G และ IoT ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Smart Home, Smart Farming หรือ Smart City รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันก็เริ่มเดินเข้าสู่การเป็น Modern Apps ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การใช้ Public Cloud นอกประเทศนอกจากจะมี Latency ที่สูงกว่าแล้ว ยังทำให้ธุรกิจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้าน Data Transfer จำนวนมากอีกด้วย

True IDC Cloud ทำให้มั่นใจว่าธุรกิจในประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud ได้อย่างรวดเร็ว Latency ต่ำ ตัดปัญหาเรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับให้ต้องเก็บข้อมูลภายในประเทศสำหรับบางธุรกิจ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบริการที่ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

2. ฟีเจอร์พื้นฐานเทียบเท่า Public Cloud ระดับโลก พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวม Professional Services และ Managed Services ที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทย

True IDC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้ง CSA STAR, Uptime Tier III และ ISO/IEC 27001:2013 ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Full Redundancy ในทุกฟังก์ชัน ครอบคลุมทั้ง Services, Compute, Storage, Management, Control และ Network ส่งผลให้มี Availability ถึงระดับ 99.95%

บริการ Infrastructure as a Service ของ True IDC Cloud มีบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ทั้ง VM & Servers, Storages, Relational Databases (MySQL, ProsgreSQL), Web Application Firewall, Autoscaling และ Backup & Recovery

Autoscaling เป็นหนึ่งในบริการเด่นของ True IDC Cloud เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายระบบได้โดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้อง Restart Service ใหม่ รวมไปถึงเมื่อพบ Fail State ก็สามารถย้ายโหลดไปยัง VM ใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังรองรับการขยายระบบ Container ในระดับ Microservices ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ True IDC ยังให้บริการ Professional Services สำหรับให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการย้ายจากระบบเดิมสู่ True IDC Cloud (Migration) ตลอดจนบริการ Managed Services สำหรับคอยดูแลการใช้ Public Cloud หลังการขาย ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ใกล้ชิดกว่า ในราคาย่อมเยาว์กว่า Public Cloud นอกประเทศ

3. วางโครงข่ายแบบ Multi-site Network Fabric ลด Latency ในการเข้าถึงบริการ Cloud

Data Center ของ True IDC มีการวางระบบโครงข่ายแบบ Software-defined Network ที่สนับสนุนโดยเทคโนโลยี VXLAN ช่วยให้สามารถขยายการเชื่อมต่อในระดับ Layer 2 ทั้งภายในและระหว่าง Data Center ได้อย่างอิสระ กลายเป็น Network Fabric เดียวกันหรือที่เรียกว่า Multi-site Network Fabric ซึ่งนอกจากจะช่วยลด Latency ระหว่าง Data Center ให้เหลือเพียง 1 – 2 มิลลิวินาทีแล้ว ยังช่วยเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ผู้ให้บริการ True IDC Cloud อีกด้วย

มากไปกว่านั้น True IDC ยังมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ได้มาตรฐานและรวดเร็วอันดับต้น ๆ ของประเทศ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Domestic และ International Gateway (IG) และ Internet Exchange (IX)  รวมไปถึงมีบริการ True IDC Connect ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงระบบของตนเข้า Public Cloud ชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Alibaba Cloud, Amazon Web Services, Google Cloud, Huawei Cloud, IBM, Microsoft Azure, Oracle, Salesforce, SAP และอื่น ๆ ได้โดยตรง ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการ Hybrid Multi-cloud สำหรับทำ AI/ML หรือ Real-time analytics

4. ตอบโจทย์ความต้องการของ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

ปัจจุบันนี้ True IDC Cloud นอกจากจะมีบริการพื้นฐานอย่าง VM, Storage, Database แล้ว ยังมีบริการทางด้าน Container as a Service (CaaS) ภายใต้ชื่อ True IDC Kubernetes Service (TKS) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มนักพัฒนาและบริษัท Startup อีกด้วย ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน อัปเดตเวอร์ชันหรือคอนเทนต์บ่อย ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานเพื่อบริหารจัดการประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้อย่างคล่องตัว ลดภาระในการจัดการ Infrastructure ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังสามารถผสานแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชัน DevOps และ CI/CD Pipeline เข้าด้วยกันกับ True IDC Kubernetes Service เพื่อรองรับการทำ Autoscaling สำหรับการขยายระบบอย่างเร่งด่วนในอนาคตได้อีกด้วย

ด้วยการเป็น Public Cloud ในประเทศ True IDC Cloud จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการ Video Conference, Video Streaming, Content Delivery ในประเทศ หรือบริการ IoT ที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่าง เช่น Smart Home และ Smart Farming เนื่องจากมี Latency ต่ำและไม่ต้องเสียค่าบริการในส่วนของ Data Transfer เหมือน Public Cloud นอกประเทศ

5. ขยายบริการสู่ประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิปิกได้ง่าย

ในฐานะผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของประเทศ True IDC ได้สามารถขยายบริการไปสู่ประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้ขยาย Data Center ไปสู่ประเทศเหล่านี้แล้วที่เมียนมาร์ มากกว่านั้นยังเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการในมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เพื่อให้สามารถส่งมอบคอนเทนต์ไปประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตอนนี้ True IDC มีแผนขยาย AZ (Availability Zone) อีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นสามารถใช้งาน True IDC Cloud ได้ดีมากขึ้น ทำให้มี Latency ต่ำกว่าผู้ให้บริการในประเทศรายอื่นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจกลุ่มที่ให้บริการ Video Streaming แบบเรียลไทม์ และ Content Delivery ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง 

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Public Cloud ในประเทศของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-why-thai-startups-and-companies-should-use-true-idc-public-cloud/

[Video Webinar] Enabling DevOps/SRE to Build Better Quality Software with Dynatrace

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Dynatrace Webinar เรื่อง “Enabling DevOps/SRE to Build Better Quality Software with Dynatrace” เพื่อเรียนรู้ว่า Dynatrace Cloud Automation จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วและเสถียรภาพของ DevOps ได้อย่างไร ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

วิทยากร: คุณพาทิศ จุโลทก Senior Sales Engineer จาก DPM (Thailand)

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้ว่า Dynatrace Cloud Automation จะช่วยทีม SRE (Site Reliability Engineering) ได้อย่างไร โดยท่านจะได้รับฟังประเด็นดังต่อไปนี้

  • DevOps กับความเร็วและเสถียรภาพ
  • การนำแพลตฟอร์ม Dynatrace Cloud Automation เพื่อแก้ปัญหาที่ทีม Developers, Operations, และ SRE กำลังเผชิญ
  • SLO (Service Level Objectives) Management ผนวกกับการทำ Close Loop Remediation เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์กับทีม SRE
  • การนำ SLO มาใช้เพื่อควบคุมคุณภาพของการออก Release ใหม่
  • แนวคิดของการทำ Automated Remediation ด้วย Dynatrace
  • แนวคิดของการทำ Automated Release Validation ด้วย Dynatrace

from:https://www.techtalkthai.com/dynatrace-webinar-enabling-devops-sre-to-build-better-quality-software-with-dynatrace-video/

ธนาคารออมสินปรับปรุงระบบ Integration เบื้องหลัง เพื่อนำเสนอบริการนวัตกรรมใหม่ๆ ก้าวสู่ Open Banking

ธนาคารออมสิน (GSB) ซึ่งเป็นธนาคารของภาครัฐมีภารกิจในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนชาวไทย โดยในการที่ธนาคารจะนำเสนอนวัตกรรมบริการดิจิทัลที่พัฒนาโดยทีมงานภายในและพันธมิตรจากภายนอกไปสู่ลูกค้าได้สำเร็จนั้น ธนาคารออมสินจะต้องปรับใช้แนวทางการผสานระบบสมัยใหม่เพื่อก้าวไปสู่การเป็นธนาคารเปิดหรือ Open Banking ให้ได้

ซึ่งการใช้ Red Hat Integration ที่ทำงานอยู่บน Red Hat OpenShift ก็ได้ช่วยให้ธนาคารมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและรองรับการเปิดรับพันธมิตรรายใหม่ๆ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยี Open Source สำหรับธุรกิจองค์กรและการปรับใช้แนวทางอย่าง Agile และ DevOps ก็ช่วยให้ธนาคารออมสินสามารถดึงดูดเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพได้มากยิ่งขึ้น

ดาวน์โหลดเอกสารกรณีศึกษาจาก Red Hat ได้ที่ https://tracks.redhat.com/c/TH-government-saving?x=vP7Qx5&sc_cid=7013a000002i6JjAAI

 

Red Hat Integration ผสานระบบ Business Application อย่างคล่องตัวและมั่นคงปลอดภัย

Red Hat Integration คือชุดของเทคโนโลยีด้านการผสานระบบและการทำ Messaging เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง Application และข้อมูลภายใต้ระบบ Hybrid Infrastructure สำหรับสร้างโซลูชันที่มีความคล่องตัว, รองรับการทำงานแบบกระจาย, ทำงานบน Container Technology และทำงานโดยมี API เป็นศูนย์กลาง ในรูปแบบ Cloud-Native พร้อมเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้การพัฒนา Application สมัยใหม่เป็นไปได้อย่างง่ายดายและครอบคลุม

ภายใน Red Hat Integration นี้ยังความสามารถในการผสานรวมให้บริการต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบและเป็นอัตโนมัติ, เชื่อมผสานระบบ Application และจัดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ระบบอื่นๆ จะสามารถนำไปใช้งานได้, การสตรีมข้อมูลในแบบ Real-Time, การตรวจสอบข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเพื่อนำมาใช้งาน และการบริหารจัดการ API

เทคโนโลยีเบื้องหลัง Red Hat Integration นั้นได้แก่

  • Red Hat Fuse ระบบ Integration Platform แบบ Cloud-Native ที่รองรับการทำงานแบบกระจาย เพื่อช่วยให้สามารถผสานบริการต่างๆ เข้าด้วยกันได้ตามต้องการ
  • Red Hat 3scale API Management ระบบบริหารจัดการ API แบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งความสามารถในการแบ่งปัน, ปกป้อง, กระจายการทำงาน, ควบคุม และสร้างรายรับจาก API
  • Red Hat AMQ ระบบ Messaging Platform ที่ยืดหยุ่นสำหรับการรับส่งข้อมูลที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เพื่อผสานระบบและเชื่อมต่อ IoT ได้ในแบบ Real-Time
  • Red Hat Runtimes ชุดของผลิตภัณฑ์, เครื่องมือ และส่วนประกอบต่างๆ สำหรับการพัฒนาและดูแลรักษา Cloud-Native Application
  • Change Data Capture โซลูชันเพื่อสตรีมข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงใน Database เพื่อส่งต่อไปยัง ระบบงานต่าง ๆ ผ่าน technology apache kafka
  • Service Registry ระบบสำหรับจัดการ โครงสร้างของข้อมูล ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างระบบ รวมไปถึงรองรับการจัดทำ ทะเบียนของ API เพื่อใช้ในการให้บริการ

 

สนใจ Red Hat Integration ติดต่อทีมงาน Red Hat ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีหรือโซลูชันใดๆ จาก Red Hat สามารถติดต่อทีมงาน Red Hat ในประเทศไทยได้ทันทีที่คุณ Sanjay Email: sasanjay@redhat.com (สามารถส่ง Email ภาษาไทยได้)

from:https://www.techtalkthai.com/gsb-launches-open-banking-with-red-hat-integration/

Canonical เพิ่ม .NET เข้ามาใน Ubuntu 22.04

Canonical ทีมงานเบื้องหลัง Linux Distro ยอดนิยมอย่าง Ubuntu ได้จับมือร่วมกับ Microsoft เพื่อนำ .NET เข้ามาภายใต้ระบบปฏิบัติการอย่างไร้รอยต่อ

credit : Ubuntu

อันที่จริงแล้ว .NET เป็นสิ่งที่ Microsoft เปิดเป็นโอเพ่นซอร์สมานานแล้ว ซึ่งมีผู้ใช้งานในกลุ่มคอมมิวนิตี้กว่า 5 ล้านราย อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นกับความร่วมมือใน Ubuntu 22.04 LTS (Jammy Jellyfish) คือการติดตั้งจะง่ายขึ้นเพียงแค่ใช้คำสั่ง ‘sudo apt install dotnet6’ ในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยและการดูแลก็มีการอัปเดตร่วมกันจากทั้งสองฝั่ง

ในวาระเดียวกันนี้ Canonical ยังได้ออก container image ใหม่ที่เรียกว่า Chiselled ซึ่งไอเดียก็คือจะเตรียมของให้น้อยที่สุดพอใช้งานไม่มี Shell, Package Manager หรืออะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ขนาดอยู่ที่ไม่เกิน 100 MB รวมถึงยังมีเวอร์ชันที่มาแค่ .NET Runtime ขนาดที่ 12.9 MB ทำให้การนำไปใช้งานใน Cloud เป็นเรื่องสะดวกขึ้น

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/canonical-adds-net-to-ubuntu-22-04/ และ https://betanews.com/2022/08/16/native-net-comes-to-ubuntu-hosts-and-containers/

from:https://www.techtalkthai.com/ubuntu-22-04-comes-with-dotnet-natively/

Google เปิดตัว Android 13 พร้อมฟีเจอร์ใหม่

Google ได้เผยโฉม Android 13 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ หลายรายการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวสู่ตลาดให้ได้ใช้งานกันช่วงปลายปีนี้ในอุปกรณ์ Samsung Galaxy, ASUS, HMD (Smartphone Nokia), iQOO, Motorola, OnePlus, OPPO, Realme, Sharp, Sony, Tecno, Xiaomi และอื่นๆ

Credit: Google
Android 13 ใหม่ มีอะไรใหม่บ้าง :
  • การออกแบบ Material You – Android 13 มีการออกแบบ Material You ช่วยให้สามารถปรับแต่งไอคอนของแอปที่ไม่ใช่ของ Google เพื่อให้เข้ากับธีมและสีของวอลเปเปอร์เพื่อให้ดูเหมือนกันมากขึ้น
  • การเลือกภาษาสำหรับแต่ละแอพ – เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่พูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา สามารถกำหนดภาษาเฉพาะให้กับแต่ละแอปได้ แทนที่จะใช้เพียงภาษาเดียวในอุปกรณ์ Android
  • แอป Flashier ใหม่ สำหรับเล่น media player – โปรแกรมเล่นสื่อใหม่มีไดนามิกมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับเพลงหรือพอดแคสต์ที่กำลังรับฟัง ตัวอย่างเช่น สามารถสปอตไลต์อัลบั้มที่กำลังฟังอยู่ มีแถบเล่นพิเศษที่เต้นรำเคลื่อนไหวไปกับทำนองเสียงเพลง
  • จำกัดการเข้าถึงของแอพในรูปภาพ วิดีโอ – สามารถให้สิทธิ์แอปเข้าถึงเฉพาะไฟล์ที่ต้องการได้
  • สามารถล้างคลิปบอร์ดได้โดยอัตโนมัติ – Android 13 สามารถล้างคลิปบอร์ดได้โดยอัตโนมัติ หากมีการคัดลอกข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลรับรองการเข้าสู่ระบบ ฯลฯ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ต้องการ
  • สตรีมแอปรับส่งข้อความบนแล็ปท็อป – Android 13 จะสามารถสตรีมแอปรับส่งข้อความบนแล็ปท็อป Chromebook ได้ ทำให้ตอบกลับข้อความได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
  • Spatial Audio พร้อมระบบ Head Tracking (เฉพาะบางอุปกรณ์) – Spatial Audio จะเปลี่ยนแหล่งที่มาของเสียงเพื่อปรับให้เข้ากับวิธีการหันศีรษะสำหรับประสบการณ์การฟังที่สมจริงยิ่งขึ้นบนโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต Android
 
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการอัปเดตแถบ taskbar บน tablets การสลับ Media Output การรองรับวิดีโอ HDR บนแอพ third-party และการนำเสียง Bluetooth Low Energy (LE) มาใช้ ซึ่งเป็นมาตรฐานเสียง Bluetooth ใหม่ที่ส่งผลให้มี latency ต่ำกว่าเสียงแบบคลาสสิก
 
 

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-android-13-with-new-features/

Dynatrace Webinar: Enabling DevOps/SRE to Build Better Quality Software with Dynatrace

DPM (Thailand) ร่วมกับ Dynatrace ขอเรียนเชิญ Developers, DevOps Engineer และ SRE เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “Enabling DevOps/SRE to Build Better Quality Software with Dynatrace” เพื่อเรียนรู้ว่า Dynatrace Cloud Automation จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วและเสถียรภาพของ DevOps ได้อย่างไร ในวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2022 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Enabling DevOps/SRE to Build Better Quality Software with Dynatrace
วิทยากร: คุณพาทิศ จุโลทก Senior Sales Engineer จาก DPM (Thailand)
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2022 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/6016601651476/WN_wNZFFis9RF6AfaxwdbjEuA

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้ว่า Dynatrace Cloud Automation จะช่วยทีม SRE (Site Reliability Engineering) ได้อย่างไร โดยท่านจะได้รับฟังประเด็นดังต่อไปนี้

  • DevOps กับความเร็วและเสถียรภาพ
  • การนำแพลตฟอร์ม Dynatrace Cloud Automation เพื่อแก้ปัญหาที่ทีม Developers, Operations, และ SRE กำลังเผชิญ
  • SLO (Service Level Objectives) Management ผนวกกับการทำ Close Loop Remediation เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์กับทีม SRE
  • การนำ SLO มาใช้เพื่อควบคุมคุณภาพของการออก Release ใหม่
  • แนวคิดของการทำ Automated Remediation ด้วย Dynatrace
  • แนวคิดของการทำ Automated Release Validation ด้วย Dynatrace

from:https://www.techtalkthai.com/dynatrace-webinar-enabling-devops-sre-to-build-better-quality-software/