คลังเก็บป้ายกำกับ: SOFTWARE_DEVELOPMENT__DEVOPS

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

Cloud HM X Kong Enterprise Webinar Series:Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway!

Cloud HM และ KongHQ ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)”

โดยงานนี้จะแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับ Kong Enterprise, API Gateway ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถบริหารจัดการ API ต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่พลาดไม่ได้คือ งานนี้จะมีการสาธิต (Demo) โปรแกรม Kong Enterprise ครั้งแรกในประเทศไทย งานสัมมนาจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00-15.30 น. ซึ่งท่านสามารถลงทะเบียนได้ดังนี้

[พิเศษ] สำหรับ 50 ท่านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน รับเสื้อยืดและสติ๊กเกอร์ Cloud HM x Kong ฟรี!

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)

วิทยากร:

  • คุณบุณยไวทย์ อังสุโวทัย ตำแหน่ง Head of Cloud Business, Cloud HM
  • คุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว ตำแหน่ง Technical Lead – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณวิชชุกร ทองขวัญ ตำแหน่ง Senior Engineer – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณ Adrian Phang ตำแหน่ง Sales & Channel Director, KongHQ

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00-15.30 น.

ช่องทางการเข้าร่วม: Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_rPc_HY9CSP6vG11KnI-gBw

Agenda:

  • Kong API Gateway คืออะไร และทำงานอย่างไร
  • Features ต่างๆ ของ Kong Enterprise
  • Kong Enterprise และ Hybrid Cloud Environment
  • Use Cases ของ Kong Enterprise
  • Demo การใช้งาน Kong Enterprise
  • Q&A

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-x-kong-enterprise-webinar-series-getting-to-know-kong-enterprise-the-fastest-amp-most-adopted-api-gateway/

ชวนคนสายเทคฯ มาเปิดโลกการทำงาน เสริมทักษะ เพิ่มอิสระทางความคิด กับโครงการ Tech Scoop Academy จาก G-Able

Road to Developer… โอกาสดี ๆ สำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์รุ่นใหม่ ไฟแรง มีไอเดีย พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องห้ามพลาดกับโครงการ Tech Scoop Academy จาก G-Able (จีเอเบิล)

โดยโครงการนี้จะชวนคุณมาฝึกฝนบทเรียนของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการระบบไอที ความรู้ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชัน Cloud Native, Microservices, DevOps จากการสร้างแอปพลิเคชัน เพื่อใช้งานจริงและภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานจริง นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้นำเสนอ Project Pitching ไอเดียแสดงศักยภาพในการเข้าร่วมงานกับ G-Able บริษัทไอทีชั้นนำของไทยต่อไป โดยตลอดการเข้าร่วมโครงการ 4 เดือน ผู้เข้าร่วมจะได้รับค่าตอบแทนทุกเดือน พร้อมประกาศนียบัตรหลังจากจบโครงการอีกด้วย

ลงทะเบียนโครงการ คลิก!!

  • สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 2022
  • สอบออนไลน์ 7 ธ.ค. 2022
  • สัมภาษณ์ 14 – 16 ธ.ค. 2022
  • ประกาศผล 19 ธ.ค. 2022 ผ่านทางอีเมลส่วนตัวต่อไป

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

  • อายุ 22 – 26 ปี
  • สนใจงานด้านนักพัฒนาซอฟต์แวร์ / นักทดสอบระบบ
  • กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรีหรือจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
  • มีทักษะด้านการเขียนโปรแกรมขั้นพื้นฐาน, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การแก้ไขปัญหาเชิงตรรก, การศึกษาด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ต
  • สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (1 ม.ค. – 30 เม.ย. 2023)

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-tech-scoop-academy-2022/

FREE MEETUP! ร่วมฉลองส่งท้ายปี พร้อมอัปเดตความรู้ Open Source แบบฟรี ๆ ที่งาน Thailand OpenInfra Meetup 2022 [Guest Post]

ห้ามพลาดกับงาน Meetup ส่งท้ายปี จาก Thailand OpenInfra User Group กับงาน Thailand OpenInfra Meetup 2022 

ร่วมรับฟังเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ Open Source ที่คุณพลาดไม่ได้ จาก 4 ตัวแทนหลัก อย่าง OpenInfra, NIPA Cloud, AMD และ depa ที่จะมาพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเหล่านักพัฒนาผู้ที่สนใจใน Open Source พร้อมอัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ รวมถึงยูสเคสที่น่าสนใจ ในบรรยากาศเป็นกันเองแบบสบาย ๆ พร้อมพิซซ่ายามเย็น 

ด่วน! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด 

ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งได้ที่นี่ https://bit.ly/3NKCpB4 

รายละเอียดงาน 
ชื่องาน: Thailand OpenInfra Meetup 2022 
วันเวลา: พฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2022  เวลา 17.30 – 19.00 น.
สถานที่: On-site – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
              Online – Live via Zoom Webinars

หัวข้อการบรรยาย:
17.30 – 17.35 Meetup kick-off
17.35 – 17.45 Presentation By OpenInfra Foundation
17.45 – 18.00 depa’s policy regarding to the support for an Open Source
18.00 – 18.15 Introduction to AMD Infinity Guard
18.15 – 18.30 Scaling Private Clouds with Nova Cells
18.30 – 18.45 Why does Ecommerce need a Public Cloud?
18.45 – 19.00 OpenStack Use Case: OpenStack autoscaling for shooter game

from:https://www.techtalkthai.com/nipa-cloud-free-meetup-thailand-openinfra-meetup-2022-guest-post/

CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation [10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น.]

CIO, IDC and EDB ขอเรียนเชิญทุกท่านรับชม Webinar หัวข้อ Fuelling innovation with open source database transformation ในวันที่ 10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. เพื่อเรียนรู้ถึงเทคโนโลยี Open Source Database สำหรับการ Transform ธุรกิจ พร้อมกลยุทธ์ของการนำ Open Source Software ไปใช้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมของธุรกิจองค์กร โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายดังนี้

หัวข้อ: CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation

ผู้บรรยาย: Linus Lai – Vice president digital business, trust and services, IDC Asia-Pacific / Byron Connolly – Australia’s editor-in-chief, CIO / William McDonald – Regional Director, ANZ, EDB / Ajit Gadge – Field CTO, EDB

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. (เวลาประเทศไทย)

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: อังกฤษ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing

ธุรกิจองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่างต้องดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในขณะที่ลูกค้านั้นต่างล้วนต้องการให้บริษัทเปิดช่องทางดิจิทัลเพื่อให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

งานวิจัยของ IDC ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ได้ระบุถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความแตกต่าง รวมถึงสร้างวัฒนธรรมที่จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้

การดำเนินธุรกิจโดยใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนั้น ความสำคัญของการทำ Data Modernisation จึงถูกยกระดับให้สูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความสามารถในการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่สามารถใช้งานข้อมูลและผสมผสานเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่า ได้ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้วย Open Source

ในขณะที่การใช้โซลูชัน Open Source นั้นมีข้อดีหลายประการ แต่ธุรกิจองค์กรนั้นก็ยังคงต้องอาศัยความช่วยเหลือในการย้ายระบบและปรับปรุงระบบให้ทันสมัย และสร้างคุณค่าสูงสุดได้บนแพลตฟอร์มข้อมูลบน Multicloud

เข้าร่วม Webinar ในครั้งนี้เพื่อเรียนรู้ถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล
  • เทคโนโลยี Open Source จะเข้ามาขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างไร
  • กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และรับมือกับการขาดแคลนบุคลากร
  • คุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/cio-idc-and-edb-webinar-fuelling-innovation-with-open-source-database-transformation-10112022/

ขอเชิญร่วมงามสัมมนา “iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian” [24 พ.ย. 2565 –10.00น.]

ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian” โดยงานครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 13.00น. ที่โรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพฯ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian

ผู้บรรยาย

  • Robby Surya Winardhi ตำแหน่ง Senior Business Analyst จาก iZeno
  • Scott Goh-Davis ตำแหน่ง Head of SE, APAC จาก Atlassian
  • Napat Traikityanukul ตำแหน่ง Software Engineer จาก iZeno

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 13.00น.

สถานที่ : โรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพฯ

ลงทะเบียนได้ที่ https://www.izeno.com/izeno-tech-talk-itsm-and-cloud-migration-with-atlassian-bangkok-th/

กระบวนการในการทำ information technology service management (ITSM) เกี่ยวพันกับทั้ง คน กระบวนการ และเทคโนโลยี ซึ่ง Atlassian ได้นำเสนอในส่วนของเทคโนโลยีที่จะช่วยให้กระบวนการ ITSM ของท่านเกิดขึ้นได้จริง ในงานครั้งนี้ท่านจะได้รู้จักกับเครื่องมือจาก Atlassian เช่น Jira Services Management, Confluence, Statuspag และ Halp

นอกจากระบบบริหารจัดการไอทีแล้ว กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD ก็เป็นเรื่องสำคัญในภาพของ DevOps ซึ่งภายในมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย โดย Atlassian เป็น Vendor รายหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ขององค์กรได้ผ่านเครื่องมือ Jira Software, Jira Confluence, Bitbucket และ Bamboo โดยท่านจะได้รับทราบเหตุผลเบื้องลึกเกี่ยวโซลูชันข้างต้นไปพร้อมๆกับการทำ Cloud Migration ได้ในงานสัมมนาครั้งนี้

เนื้อหาที่ท่านจะได้รับจากงานในครั้งนี้

  1. เพื่อเรียนรู้ว่า ITSM, DevOps และ Cloud Migration คืออะไร
  2. เพื่อเรียนรู้วิธีเร่งความเร็วในการเดินทางของคุณด้วย ITSM, DevOps และ Cloud Migration
  3. เพื่อค้นหาวิธีวางกลยุทธ์สำหรับการริเริ่ม ITSM, DevOps และ Cloud Migration
  4. เพื่อค้นหาว่า ทำไมจึงควรใช้ ITSM, DevOps และ Cloud Migration

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-seminar-itsm-devops-and-cloud-migration-with-atlassian-24112022/

OpenSearch เครื่องมือยุคหลังจากที่ Elasticsearch ไม่เป็นโอเพ่นซอร์สอีกต่อไป

ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการค้นหาข้อมูล หลังจากที่ผู้สร้าง Elasticsearch จะไม่ไปต่อกับความเป็นโอเพ่นซอร์สหลังเวอร์ชัน 7.10.2 ด้วยเหตุนี้ Amazon จึงเป็นตัวตั้งตัวตีฟอร์มกลุ่มเพื่อสร้างเครื่องมือขึ้นใหม่ที่ชื่อ OpenSearch ซึ่งบทความนี้ทุกท่านจะทราบถึงสถาปัตยกรรมภายในของเครื่องมือนี้ครับ

หากใครอยากทราบการเปลี่ยนผ่านสู่ OpenSearch ติดตามบทความเก่าได้ที่ https://www.techtalkthai.com/amazon-continues-own-elasticsearch-version-as-opensearch-service/ 

Credit : Opensearch.org

OpenSearch ต่อยอดจาก Elasticsearch 7.10.2 และ Kibana 7.10.2 โดยให้บริการภายใต้ Apache Software License 2.0 หรือกล่าวคือเป็นโอเพ่นซอร์สที่ถูกดูแลโดย Community ซึ่งเริ่มได้รับความสนใจและดาวน์โหลดไปมากกว่า 1.4 ล้านครั้งแล้ว 

องค์ประกอบของ OpenSearch มีอยู่ 3 ส่วนคือ

1.) ส่วนสำหรับเก็บข้อมูลเรียกว่า Data Store

2.) ส่วนกลไกของการค้นหาหรือ OpenSearch

3.) ส่วนแสดงผลแบบ Dashboard

สถาปัตยกรรมและแนวคิดของ OpenSearch

credit : Ubuntu

แนวคิดของ OpenSearch ถูกออกแบบมาสำหรับกระจายการทำงาน (Distributed) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ Apache Lucene หมายความว่าผู้ใช้งานและแอปพลิเคชันจะปฏิสัมพันธ์กันแบบคลัสเตอร์ตามรูปประกอบด้านบน 

แต่ละคลัสเตอร์อาจจะมีมากกว่า 1 โหนดรันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ใดๆเพื่อเก็บและประมวลผลการค้นหา โหนดภายในคลัสเตอร์มี 3 ชนิดคือ

1.) Cluster Manager – บริหารจัดการคลัสเตอร์เช่น การสร้างและลบ index, ติดตามการเข้าออกของโหนด, ติดตามสุขภาพของแต่ละโหนดในคลัสเตอร์ และอื่นๆ

2.) Data node – เก็บและค้นหาข้อมูล ทำงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเช่น indexing, searching และ aggregating กล่าวคือเป็นมดงานของคลัสเตอร์ที่กินทรัพยากรเรื่องพื้นที่มากกว่าโหนดอื่น

3.) Coordinating node – นำส่ง Request จากผู้ร้องขอไปยัง Data node รวมถึงรวบรวมผลลัพธ์กลับมายังผู้ร้องขอด้วย ซึ่ง Coordinating node คอยจัดการ Request ภายนอกอย่าง Dashboard หรือไลบรารีผู้ใช้งาน

แนวทางการนำไปใช้

Credit : Opensearch.org

OpenSearch ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้แบบกระจายแต่กินประสิทธิภาพต่ำขนาดว่าลงในเครื่องเดียวยังไหว จะงานใหญ่ก็สามารถรองรับได้เพียงแค่เติมโหนดใหม่เข้ามาช่วยกันหรือสร้าง replica shard เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ อย่างไรก็ดีศักยภาพที่เหมาะสมของ OpenSearch ก็คือการนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเช่น การทำ Log Analytics เพื่อดูแนวโน้มและหาความผิดปกติที่ดูได้ยาก และกรณีอื่นอีกมาก โดย OpenSearch สามารถทำการค้นหาแบบ Full-text ในหลายรูปแบบ รวมถึงจัดอันดับตามคะแนน เรียบเรียงผลลัพธ์ตาม Field และรวบรวมผลลัพธ์เข้าด้วยกันได้

การใช้งานเริ่มต้นต้องเพิ่ม Data Source เข้าไปยัง OpenSearch Cluster ซึ่งรองรับทั้ง Log File, JSON, Metric และอื่นๆ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถจัดการกับคลัสเตอร์ได้ผ่าน REST API หรือนักพัฒนาอาจใช้ Query DSL, OpenSearch SQL และ Piped Processing Language เพื่อการ Query ข้อมูลได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้ Plugin เพื่อเพิ่มความสามารถได้ในด้านประสิทธิภาพการค้นหา เพิ่มความมั่นคงปลอดภัย หรือเสริมความสามารถด้วย Machine Learning เป็นต้น

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลได้ที่ https://github.com/opensearch-project หรือ https://opensearch.org/

ที่มา : https://ubuntu.com//blog/what-is-opensearch

from:https://www.techtalkthai.com/what-is-opensearch-by-ubuntu/

GitHub มียอดผู้ใช้งาน 90 ล้านคน รายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญแล้ว

GitHub มีผู้ใช้งานเกิน 90 ล้านคน และมีรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญแล้ว หลังจาก Microsoft เข้าซื้อกิจการไปเพียง 4 ปี

Credit: GitHub

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2018 Microsoft ได้เข้าซื้อกิจการ GitHub เป็นมูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญ และภายใต้การดูแลของ Microsoft กว่า 4 ปี ทำให้ GitHub มีการเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า มีผู้ใช้งานเกิน 90 ล้านคน และมีรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญ ถึงแม้ว่าจะมีบริการฟรีให้กับโครงการ Open-source หลายตัว แต่ก็ยังมีบริการแบบ Premium ให้ใช้งาน เช่น Codespaces ระบบ Cloud developer enviroment บน Azure และ Copilot ระบบ AI code suggestion นอกจากนี้ยังมีบริการ Paid plan สำหรับผู้ใช้งานรายกลุ่ม และลูกค้าองค์กร โดย GitHub ถูก Integrate เข้ากับ Visual Studio เครื่องมือ IDE แบบ Open-source ยอดนิยม ที่มีนักพัฒนากว่า 75% ใช้งานอยู่ ตามผลสำรวจจาก Stackoverflow

GitHub เป็นบริการหนึ่งที่สำคัญของ Microsoft ที่ทำให้ลูกค้าหันมาใช้งานบริการอื่นภายใต้ Azure Cloud มากขึ้น ถึงแม้ว่าในไตรมาสนี้รายได้ของ Microsoft จะลดลงเล็กน้อย แต่การเติบโตของ Azure และ Cloud Services ต่างๆยังเพิ่มขึ้นถึง 35%

ที่มา: https://devclass.com/2022/10/26/github-has-hit-1bn-revenue-and-90m-users-says-microsoft-ceo-on-4th-anniversary-of-acquisition/

from:https://www.techtalkthai.com/github-has-90m-users-and-1b-revenue/

เริ่มต้นก้าวแรกของการทำ CI/CD ปรับโครงสร้างทีม Software Development ของธุรกิจให้เป็นระบบ กับ Metro Cloud

จากกระแสการทำ Digital Transformation ที่ทุกธุรกิจต้องผันตัวไปสู่การเป็น Digital Business และเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและ Software ใหม่ๆ ขึ้นมาเอง ทำให้ธุรกิจองค์กรไทยหลายแห่งต้องเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ทีมงาน และกระบวนการในการพัฒนา Software กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Metro Systems ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ IT สำหรับธุรกิจองค์กร จึงต้องการช่วยธุรกิจองค์กรไทยให้สามารถวางระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนา Software ให้ภาคธุรกิจสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และรองรับการเติบโตในอนาคตได้ จึงได้เปิดบริการ Metro Cloud CI/CD เป็นหนึ่งในบริการ Platform-as-a-Service (PaaS) ให้ธุรกิจองค์กรไทยสามาถเริ่มทำ CI/CD ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการที่เหมาะสม โดยมีทีมงานมืออาชีพจาก Metro Cloud ช่วยออกแบบระบบ วางกระบวนการ และฝึกอบรมทีมพัฒนา Software ให้อย่างครบวงจร

Metro Cloud CI/CD นี้มีจุดเด่นอย่างไร? จะมาช่วยธุรกิจองค์กรได้อย่างไรบ้าง? บทความนี้มีคำตอบให้คุณอย่างครบถ้วนครับ

CI/CD: จุดเริ่มต้นสำคัญของการควบคุม Software Project ในองค์กรให้เป็นระบบ ติดตามได้ และมีมาตรฐานในการส่งมอบงาน

ที่ผ่านมาธุรกิจองค์กรหลายแห่งนั้นอาจมีการพัฒนา Software ภายในอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบ Website, ERP, CRM หรือระบบงานอื่นๆ สำหรับการบริหารจัดการธุรกิจภายใน ซึ่งหลายบริษัทก็อาจมีการพัฒนาระบบมาแล้วหลายสิบปี หรือบางบริษัทก็อาจเพิ่งเริ่มต้นในส่วนนี้

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ธุรกิจองค์กรแทบทุกแห่งต้องเผชิญนั้นก็คือการบริหารจัดการโครงการพัฒนา Software ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ติดตามได้ยาก และสื่อสารกับฝั่งธุรกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร จากการที่แต่ละโครงการนั้นมีการเลือกใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน มีกระบวนการที่ต่างกัน และขาดมาตรฐานกลางในการตรวจสอบหรือส่งมอบ Software ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Software โดยทีมงานภายใน หรือ 3rd Party ภายนอกก็ตาม

ปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้โครงการพัฒนา Software หลายโครงการมีความล่าช้า หรืออาจได้ Software ที่ไม่ตรงกับความต้องการ อีกทั้งทีมพัฒนา Software เองนั้นก็ถ่ายทอดความรู้หรือพัฒนา Software ต่อยอดได้ยาก และนักพัฒนา Software คนใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเหล่านี้ต้องเผชิญกับความสับสนในการทำงาน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถเร่งสร้างนวัตกรรมหรือนำเสนอบริการ Digital ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างทันท่วงที

CI/CD หรือ Continuous Integration (CI) and Continuous Delivery (CD) คือหนึ่งในแนวทางหลักที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบริษัทพัฒนา Software ชั้นนำ ซึ่งเป็นการผสมผสานทั้งเทคโนโลยี กระบวนการ และแนวคิดในการพัฒนา Software อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การปรับเปลี่ยนแก้ไข Source Code และการพัฒนา Software ต่อยอดนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่สับสน ตรวจสอบได้ง่าย และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

Metro Cloud ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความสำคัญของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในการพัฒนา Software ของธุรกิจองค์กรไทยนี้ และต้องการเป็นผู้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดให้กับธุรกิจองค์กรไทย จึงได้ทำการพัฒนาบริการ Metro Cloud CI/CD PaaS เข้ามาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

Metro Cloud CI/CD PaaS: เริ่มก้าวแรกกับการทำ CI/CD ได้ทันทีบน Cloud

ที่ผ่านมา Metro Cloud นั้นได้มีประสบการณ์ในการเข้าไปวิเคราะห์และวางระบบ CI/CD ให้กับธุรกิจองค์กรแบบครบวงจร เพื่อเปลี่ยนให้กระบวนการพัฒนา Software ของธุรกิจยานยนต์ชั้นนำมีความเป็นมาตรฐานมากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับ Software Developer ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้อย่างเป็นระบบ ทำให้โครงการพัฒนา Software ของธุรกิจแห่งนั้นลดความสับสนและซับซ้อนในการทำงานลงไปได้ รวมถึงฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็สามารถทำการตรวจสอบได้ว่า Software ที่พัฒนาขึ้นมานี้ตรงต่อความต้องการในการใช้งานหรือไม่ และต้องปรับแต่งแก้ไขอย่างไรให้เหมาะสม รวมถึงยังมีลูกค้าธุรกิจองค์กรรายอื่นๆ อีกมากมายที่มีโจทย์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

ด้วยเหตุนี้ Metro Cloud จึงได้นำประสบการณ์ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นบริการบน Metro Cloud เพื่อให้การปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนา Software ของธุรกิจแต่ละแห่งนั้นมีความทันสมัย เป็นระบบ และมีมาตรฐาน เพื่อเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค Digital

ภายในบริการ Metro Cloud CI/CD PaaS นี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่เทคโนโลยี แต่ยังมีบริการและการให้คำปรึกษาฝึกอบรมอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถปรับนำ CI/CD ไปใช้งานในโครงการพัฒนา Software ทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ออกแบบ CI/CD ระบบตามความต้องการของ Software Developer, IT และผู้ใช้งานทางธุรกิจ

ในขั้นตอนแรก ทีมงาน Metro Cloud จะเข้าไปทำการศึกษาถึงกระบวนการ เทคโนโลยี และปัญหาของการพัฒนา Software ที่มีอยู่เดิมของธุรกิจอย่างละเอียดก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงโจทย์ที่ธุรกิจแต่ละแห่งกำลังต้องเผชิญอยู่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในเชิงรายละเอียดที่หลากหลาย

เมื่อทีมงาน Metro Cloud เข้าใจถึงปัญหาเหล่านี้แล้ว ทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ Metro Cloud ก็จะเริ่มทำการออกแบบระบบและกระบวนการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงเทคนิคและความต้องการเชิงธุรกิจให้ครอบคลุม เพื่อให้การทำ CI/CD นั้นมีผลลัพธ์ที่ดีทั้งสำหรับธุรกิจมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบางแห่งอาจยังคงใช้ระบบ Traditional Application แบบดั้งเดิมอยู่ ซึ่งก็ต้องมีการเลือกใช้เทคโนโลยีในส่วนของ IT Infrastructure และ Software แบบหนึ่ง รวมถึงมีกระบวนการในการนำ Source Code เข้าไปอัปเดตในระบบด้วยวิธีการหนึ่ง แต่บางระบบก็อาจมีการใช้งาน VM, Container หรือ Kubernetes ด้วยสถาปัตยกรรม Cloud-Native ซึ่งก็ต้องมีการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทาง Metro Cloud ก็จะทำการออกแบบระบบและกระบวนการให้รองรับต่อความต้องการเหล่านี้ได้

2. เลือกผสมผสานระหว่าง Opensource Software และ Commercial Software ตามความเหมาะสมและคุ้มค่า

ในการคัดเลือกเทคโนโลยีสำหรับนำมาใช้งาน ทาง Metro Cloud จะพิจารณาทั้งในส่วนของ Opensource Software และ Commercial Software ซึ่งมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน และมีการใช้งบประมาณที่แตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรแต่ละแห่งมีทางเลือกในการวางระบบ CI/CD ของตนเอง

การใช้งาน Opensource Software ภายในการทำ CI/CD จะสามารถช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้เป็นอย่างดี และไม่ต้องกังวลว่าเมื่อมีโครงการพัฒนา Software ใหม่ๆ เพิ่มเติมนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่บานปลายในภายหลัง

ในขณะที่การใช้งาน Commercial Software ก็จะทำให้การทำ CI/CD นั้นมีความสามารถบางส่วนที่เหนือขึ้นมา แต่ค่าใช้จ่ายในการใช้งานระบบเหล่านี้ก็อาจเพิ่มเติมตามปริมาณของโครงการพัฒนา Software ที่มีเพิ่มเติมขึ้นมาได้

ทีมงาน Metro Cloud สามารถช่วยเลือกและตัดสินใจในการวางองค์ประกอบสำหรับระบบ CI/CD ให้กับธุรกิจ พร้อมชี้แจงเหตุผลและความเหมาะสม รวมถึงรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีและกระบวนการเหล่านี้ให้กับธุรกิจองค์กรได้

3. เชื่อมผสานระบบให้ทำงานร่วมกันแบบ Automation และบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง

เมื่อการคัดเลือกเทคโนโลยีและการวางกระบวนการภายในระบบ CI/CD เสร็จสิ้นแล้ว ทีมงาน Metro Cloud จะทำการเชื่อมผสานระบบให้สามารถทำงานร่วมกันแบบ Automation ให้ธุรกิจองค์กรแต่ละแห่งสามารถนำระบบไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีหน้าจอสำหรับการบริหารจัดการจากศูนย์กลางเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบในภาพรวม

นอกจากนี้ การทำ Automation ก็ยังครอบคลุมไปถึงการ Deploy ระบบในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสำหรับการพัฒนา ระบบสำหรับการทดสอบ และระบบสำหรับการใช้งานจริง ช่วยให้นักพัฒนา Software และ QA ไม่ต้องเสียเวลากับการเตรียม Environment ในการพัฒนา Software หรือทดสอบด้วยตนเอง และรองรับการ Deploy ระบบลงไปยัง Environment ที่ต้องการได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบภายในองค์กร, ระบบบน Metro Cloud หรือผู้ให้บริการ Cloud รายต่างๆ ก็ตาม

4. เพิ่มขยายระบบ รองรับได้ทั้ง Production, Development, Testing และ UAT ของทุกโครงการบน Metro Cloud

ด้วยการใช้ Metro Cloud เป็นระบบหลักสำหรับ CI/CD Pipeline ทำให้การเพิ่มขยายระบบเพื่อรองรับโครงการพัฒนา Software ใหม่ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ธุรกิจนั้นไม่ต้องกังวลกับการเตรียมระบบด้วยตนเอง ซึ่งในแต่ละระบบนั้นก็อาจมีหลาย Environment เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันได้

โดยทั่วไปแล้ว Metro Cloud จะทำการวาง Environment สำหรับแต่ละโครงการพัฒนา Software ดังนี้

  • Production ระบบสำหรับการใช้งานจริง ซึ่งทำงานโดยใช้ Source Code ที่ผ่านการตรวจสอบในทุกขั้นตอนมาแล้ว
  • Development ระบบสำหรับใช้ในการพัฒนา Software เพื่อให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้บนระบบที่เสมือนจริง
  • Testing ระบบสำหรับการทดสอบ เพื่อให้ QA สามารถทำการทดสอบความสามารถในการทำงานของแต่ละฟังก์ชัน และการทดสอบด้านประสิทธิภาพพร้อมความมั่นคงปลอดภัย
  • UAT ระบบสำหรับการทดสอบ เพื่อให้ผู้ใช้งานฝั่งธุรกิจสามารถทำการทดสอบความสามารถของระบบว่าตอบโจทย์ทางธุรกิจหรือไม่ และเป็นไปตามความต้องการของธุรกิจจริงๆ เพื่อรับมอบงานในแต่ละครั้ง

จะเห็นได้ว่าในแต่ละโครงการด้านการพัฒนา Software นั้นจะมีระบบเบื้องหลังจำนวนมากที่ต้องใช้ก่อนที่จะ Release ชุด Software ใหม่ออกมาได้ การทำ CI/CD บน Cloud จึงสามารถรองรับความยืดหยุ่นในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ถ้าหากแต่ละธุรกิจต้องการมีกระบวนการในส่วนใดเพิ่มเติม Metro Cloud ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบ CI/CD ให้ตอบโจทย์ที่ต้องการได้ทันที

5. ฝึกอบรมทีมงานทั้งภายในและ 3rd Party ให้ทำงานร่วมกันบน CI/CD ได้อย่างชำนาญ

เมื่อเทคโนโลยีและกระบวนการมีความพร้อมสำหรับตอบโจทย์ในเชิงเทคนิคและเชิงธุรกิจได้อย่างครบถ้วนแล้ว ทีมงาน Metro Cloud ก็จะทำการฝึกอบรมการใช้งานระบบเหล่านี้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Software Developer, QA, IT ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานบน Platform ใหม่ร่วมกันได้อย่างมั่นใจ

6. วางรากฐานก้าวสู่ Hybrid Multicloud ได้ทันที ด้วย HPE GreenLake และ Morpheus เบื้องหลัง Metro Cloud

การใช้ Metro Cloud นี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวไปสู่ภาพของ Hybrid Multicloud ต่อได้ทันที ด้วยความสามารถของ HPE GreenLake และ Morpheus ที่รองรับการบริหารจัดการทั้ง VM และ Container บน Metro Cloud และบนบริการ Cloud อื่นๆ ได้จากศูนย์กลาง ให้การทำ CI/CD ทั้งหมดเกิดขึ้นบน Metro Cloud และสามารถ Deploy ระบบไปยัง Cloud อื่นๆ ได้ตามต้องการ

สนใจ Metro Cloud ติดต่อทีมงาน Metro Systems ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานบริการ Metro Cloud หรือต้องการพูดคุยเพื่อขอคำปรึกษาในการวางระบบ CI/CD ในองค์กร สามารถติดต่อทีมงาน Metro Systems ได้ทันทีที่คุณพีระพงษ์ metrocloud_mkt@metrosystems.co.th  ทร. 02-089-4994 หรือศึกษาข้อมูลได้ที่ Metro Cloud

from:https://www.techtalkthai.com/first-step-of-ci-cd-for-software-development-with-metro-cloud/

VMware Tanzu Application Platform เครื่องมือสนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โฟกัสการเขียนโค้ดได้มากขึ้น ลดการยุ่งกับ Kubernetes Platform | Tangerine x VMware

ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ปัจจุบัน ชัดเจนว่าเทรนด์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นกำลังไปในแนวทางแบบคอนเทนเนอร์ (Containerization) กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Docker หรือ Kubernetes (K8s) เพราะด้วยความสะดวกสบาย บริหารจัดการได้ง่าย และสามารถรองรับการทำกระบวนการ DevSecOps ได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless)

แต่ถ้าหากองค์กรใดที่รู้สึกว่าคุ้นชินกับการใช้แพลตฟอร์ม Kubernetes อยู่แล้ว แต่รู้สึกติดขัดปัญหาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำได้ยังค่อนข้างช้าอยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะส่วนของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) นั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มอะไรที่สนับสนุนการทำงานให้เร็วขึ้น และอาจจะต้องไปยุ่งกับ Kubernetes Platform มากจนเกินไปก็เป็นได้

บทความนี้ จึงอยากจะแนะนำให้รู้จักกับเครื่องมือ “Tanzu Application Platform (TAP)” ของทาง VMware ที่จะช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์มีเวลาไปสนใจในเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ ลดภาระในเรื่องการจัดการ Kubernetes Platform และช่วยทำให้สามารถทำกระบวนการ DevSecOps ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

กระบวนการ DevSecOps ในมุมของ VMware

เชื่อว่าองค์กรหลาย ๆ แห่งในปัจจุบันจะมีการปรับใช้กระบวนการ DevSecOps กันไปอย่างแพร่หลายแล้ว โดยภาพรวมการทำงาน (Workflow) ทั่วไปของ DevSecOps นั้นจะมีการแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • “Dev” หรือ Development – ดูแลเรื่องการพัฒนาหรือเขียนโค้ดตามความต้องการ พร้อมทดสอบ Debug ภายในเบื้องต้น
  • “Sec” หรือ Security – ดูแลรีวิวโค้ดที่ได้จาก Dev ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยภายในโค้ดว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
  • “Ops” หรือ Operations – ดูแลรีวิวโค้ดที่ได้จาก Dev ทดสอบ (Test) ว่าผ่านทุกกรณีทดสอบ (Test Case) ที่กำหนดไว้ไหม ก่อนนำโค้ดชุดใหม่ขึ้นสู่ระบบถัด ๆ ไป เช่น Staging, UAT และ Production ตามขั้นตอน

โดย VMware จะเรียกกระบวนการ DevSecOps ทั้งหมดนี้รวมกันว่า “Supply Chain” ซึ่งจะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (Separation of Concern) ระหว่างงานของ Dev กับ Sec และ Ops โดยกระบวนการที่ Dev ทำตั้งแต่เริ่มเขียนโค้ดจนถึงขั้นตอน Debug ก่อนที่จะ Commit ขึ้นไปนั้นจะเรียกว่า “Inner Loop” และตั้งแต่กระบวนการ Test & Build ที่ Sec กับ Ops ดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Container Image ใส่ Container Security การเชื่อมกับระบบ Continuous Integration and Continuous Delivery (CI/CD) จนถึงระบบ Production นั้นจะเรียกว่า “Outer Loop”

หากใครหรือองค์กรใดได้มีการใช้งาน Kubernetes Platform กันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น VMware Tanzu for Kubernetes Operation หรือว่าค่ายอื่น ๆ จนคุ้นชิน แต่ยังรู้สึกได้ว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมานั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน มีประเด็นติดขัดในเรื่องของ Outer Loop ที่มักจะทำได้ช้า เป็นไปได้ว่าท่านอาจจะยังขาดเครื่องมือที่สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์และ “Tanzu Application Platform” นี้เอง คือเครื่องมือที่จะแก้ไข Pain Point นี้ได้

รู้จัก VMware Tanzu Application Platform

Tanzu Application Platform หรือเรียกสั้น ๆ กันว่า “TAP” นั้นคือแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เครื่องมือสนับสนุนอยู่ภายในอย่างครบครัน ที่จะช่วยทำให้การนำโค้ดหรือแอปพลิเคชันที่พัฒนาเสร็จสิ้นแล้วไป Deploy สู่ Kubernetes Cluster ในส่วนที่เป็น Staging หรือว่า Production ได้อัตโนมัติ ไม่ว่า Kubernetes Platform นั้นจะอยู่ที่ Public Cloud หรือว่า On-Premises ก็ตาม

หลักการภาพรวมของ TAP นั้นคือภายในแพลตฟอร์มจะมี Default Supply Chain ที่มีการกำหนดเส้นทางและกระบวนการที่ต้องทำไว้ โดยฝั่ง Sec และ Ops นั้นจะสามารถปรับแต่งขั้นตอนที่ต้องทำได้ทั้งหมด อย่างเช่น การเชื่อมต่อ CI/CD หรือระบบสแกน Security ที่ต้องการใช้งาน เป็นต้น และเมื่อ Dev ได้ทำการ Commit โค้ดขึ้นไปบนแพลตฟอร์ม TAP ไม่ว่าจะผ่าน IDE ยอดนิยมอย่าง VS Code หรือผ่าน CLI แพลตฟอร์ม TAP ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนในเส้นทางดังกล่าวอย่างอัตโนมัติ จนทำให้โค้ดที่พัฒนาขึ้นมานั้นไปถึงระบบ Production ได้สำเร็จ

ชัดเจนว่า แพลตฟอร์ม TAP ได้ช่วยสนับสนุนการทำงานของทั้งฝั่ง Inner Loop และ Outer Loop ให้มีความสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะในฝั่งของ Dev ที่จะสามารถมุ่งเน้นเรื่องของการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าหาก Dev ในองค์กรนั้นต้องดูแลทั้งฝั่ง Sec และ Ops ในคนเดียวกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้กระบวนการนำขึ้นโค้ดขึ้น Production ทำได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภายใน TAP นั้นยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ อีกมากที่ช่วยให้สามารถเริ่มต้นการพัฒนาได้เร็วขึ้นอีกด้วย 

ส่วนประกอบ Component ภายใน TAP

ภายใน Tanzu Application Platform นั้นมีส่วนประกอบ (Component) อยู่ภายในแพลตฟอร์มมากมาย ซึ่งแล้วแต่จะเลือกใช้ว่าจะต้องการใช้ส่วนไหนบ้าง โดยหลัก ๆ ส่วนที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

  • API Portal – แหล่ง API ที่สามารถใช้งานภายในแอปพลิเคชันที่จะพัฒนาขึ้นมา ซึ่งส่วนนี้จะมีเอกสาร (Documentation) รายละเอียดของ API ที่สามารถใช้งานได้ พร้อมทดลองใช้ API ได้ก่อนด้วย
  • Application Accelerator – แคตตาล็อกของ Template ไฟล์ YAML (สกุลไฟล์ .yaml) สำหรับเริ่มต้นเขียนโค้ดที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ทันที โดยภายในไฟล์ YAML นั้นจะมีการตั้งค่า Structure และ Configuration ไว้ให้แบบ Best Practices แล้ว เพื่อให้สามารถนำไป Deploy ได้ทันที
  • Application Live View – ส่วนแสดงข้อมูลและการแก้ไขปัญหา (Troubleshooting) ที่ช่วยให้ Dev และ Ops เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหลังแอปพลิเคชันรันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ตามหลักการของ Spring Boot Acuator 
  • Supply Chain Security Tools – เครื่องมือความมั่นคงปลอดภัยต่าง ๆ ที่จะช่วยตรวจสอบให้ Container ให้มีความมั่นใจ และลดความเสี่ยงในเรื่อง Security 
  • Tanzu Learning Center – แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่สามารถทดลองสร้างและลองทำ Workshop ได้ด้วยตัวเองเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ TAP ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะผ่าน Console, Shell หรือว่า IDE 

ภายใต้ Tanzu Applications Platform นั้นยังคงมี Component อื่น ๆ อีกมากมายให้เลือกใช้งาน โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของแต่ละส่วนได้ในเอกสารจากทาง VMware 

Application Accelerator แบบ UI สามารถค้นหา Template ได้อย่างรวดเร็ว
Application Accelerator สำหรับผู้ที่ถนัด CLI
Application Live View

TAP ยกระดับการพัฒนาแบบ DevSecOps ไปอีกขั้น

ปัจจุบัน Tanzu Application Platform ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเวอร์ชัน 1.2 แล้ว ซึ่งภายในเวอร์ชันนี้ได้มีฟีเจอร์เพิ่มเติมเข้ามามากมาย ตัวอย่างเช่น

Application Single Sign-On (App SSO)

App SSO คือส่วนที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ Log In ไปที่ Identity Provider (IdP) หรือผู้ที่มีหน้าที่พิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้ในการเข้าถึงแอปพลิเคชันที่มีการ Deploy บน Kubernetes เพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งในเวอร์ชัน 1.2 นี้จะทำให้ Dev และ Ops นั้นมีวิธีการที่จะทำให้การทำ Single Sign-On นั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อได้ทันที 

TAP บน Amazon Elastic Kubernetes Services (EKS)

ด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง VMware กับ Amazon ทั้งสองจึงร่วมมือกันทำให้ผู้ที่ใช้งาน Amazon EKS อยู่แล้วนั้นสามารถรัน TAP ใช้งานบน EKS ได้แล้ววันนี้ ซึ่งทั้งสองได้ร่วมกันทำ Quick Start ออกมาให้กับผู้ที่สนใจอยากใช้งานสามารถติดตั้งและเริ่มใช้งาน TAP พัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

ปลั๊กอิน TAP บน IntelliJ IDEA

ตามที่กล่าวข้างต้นไปแล้ว TAP นั้นสามารถใช้งานได้ภายใน IDE ยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code เป็นที่ เรียบร้อย ซึ่งหลังจากนี้ ตั้งแต่เวอร์ชัน 1.2 เป็นต้นไป นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสามารถติดตั้งปลั๊กอินเพื่อใช้งาน TAP ใน “IntelliJ IDEA” อีกหนึ่ง IDE ยอดนิยมที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายได้แล้ว

มาถึงจุดนี้ หากใครรู้สึกอยากลองใช้งาน Tanzu Application Platform เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกับการใช้งาน Kubernetes Platform แล้ว สามารถเข้าไปเรียนรู้รายละเอียดอื่น ๆ ในเอกสารของทาง VMware เพิ่มเติมได้ที่นี่ อย่างไรก็ดี ทาง VMware เพิ่งประกาศเปิดตัว TAP เวอร์ชัน 1.3 เมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย ซึ่งในเวอร์ชันถัดไปก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ มาเพิ่มเติมอีกมากมายที่จะมาช่วยสนับสนุนให้การทำ DevSecOps นั้นสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

เริ่มต้นใช้งาน TAP ได้แล้ววันนี้

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า Tanzu Application Platform นั้นคือเครื่องมือสนับสนุนสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้เส้นทางของ Supply Chain หรือการนำโค้ดที่พัฒนาขึ้นมาให้สามารถดำเนินไปตามกระบวนการ DevSecOps ขึ้นสู่ระบบ Production บน Kubernetes Cluster ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถโฟกัสกับการเขียนโค้ดได้อย่างเต็มที่ ลดการยุ่งกับ Kubernetes Platform ลงไป และทำให้การพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ไปจนถึงการส่งมอบให้กับผู้ใช้งานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 

สุดท้ายนี้ ข่าวดีสำหรับคนที่สนใจอยากเรียนรู้การใช้งาน Tanzu Application Platform ทาง “Tangerine” ผู้นำด้านโซลูชันไอที และเป็นพาร์ตเนอร์ระดับสูงสุดกับทาง VMware ผู้มี Certificate ระดับ Professional  และประสบการณ์มากมายในการให้บริการ VMware Tanzu นั้น กำลังจะจัด Webinar ที่จะมาเจาะลึกรายละเอียดของ Tanzu Application Platform พร้อมเปิดประสบการณ์พัฒนาแอปพลิเคชันให้ไวยิ่งขึ้น ลดต้นทุน ลดเวลาการพัฒนาจากหลักเดือนเหลือเพียงหลักวัน พร้อมทริกในการแก้ปัญหาใด ๆ ในซอฟต์แวร์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หมดห่วงปัญหา Downtime เสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ กับหัวข้อ “VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end” ซึ่งหากใครเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วรู้สึกสนใจอยากใช้งาน TAP แล้ว ห้ามพลาด Webinar นี้โดยเด็ดขาด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก

from:https://www.techtalkthai.com/simplify-your-software-development-with-vmware-tanzu-application-platform-by-tangerine/