คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_BUSINESS

“NT ต่อยอดความสำเร็จ” ดันไทยสู่ดิจิทัลฮับใหญ่สุดในอาเซียน รุกตลาดคลาวด์ครบวงจรตอบโจทย์องค์กรรัฐ-เอกชน เดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation [Guest Post]

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย หนุนลูกค้าภาครัฐและเอกชนเดินหน้าสู่ยุค Digital Transformation ก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคตด้วย Hybrid Cloud ยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย ชูจุดแข็งด้านดาต้าเซ็นเตอร์และผนึกพันธมิตรระดับโลกการันตีด้วยรางวัลพันธมิตรมาแรงแห่งปีจาก AWS เจ้าแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมจัดตั้ง AWS Outpost Service ในไทย หวังเป็นดิจิทัลฮับครบวงจรใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าขยายธุรกิจเติบโต 3 พันลบ.ภายใน 3 ปี 

Digital Transformation เข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจ องค์กรหลายแห่งมีการนำทรัพยากรด้านไอทีมารวมกับธุรกิจอย่างเป็นระบบ   องค์กรที่จะได้เปรียบและสามารถพลิกโฉมธุรกิจแบบเดิมๆ ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลนี้ จำเป็นต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่าธุรกิจหรือแบรนด์ต้องคอยติดตามเทรนด์ Digital Transformation และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ดร.ยุทธศาสตร์  นิธิไพจิตร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ผู้นำด้านบริการคลาวด์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการรองรับเทรนด์ขององค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยไฮบริดคลาวด์  ในการบรรยายหัวข้อ DIGITAL TRANSFORMATION WITH HYBRID CLOUD” ในงาน “Telecom World ASIA 2022” ที่ผ่านมา  โดยปัจจุบันบริการ NT CLOUD มีบริการ 2 รูปแบบ คือ Private Cloud สำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูง และ Public Cloud ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่   การให้บริการของ NT CLOUD เน้นกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรเป็นหลักครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน โดยมีความแตกต่างในการให้บริการคือภาครัฐจะเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัย  ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงซึ่งบริษัทฯจะให้บริการในลักษณะ Private Cloud ให้กับภาครัฐ รวมถึงเอกชนที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถเลือกใช้ Private Cloud เช่นกัน  ขณะที่เอกชนกลุ่ม SMEs ที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องราคา บริษัทฯจะเน้นการให้บริการด้วยระบบ Public Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูง  พร้อมกับบริษัทฯ ยังให้บริการสำรองข้อมูลให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าหรือเป็น DR-site as a Service อีกด้วย

นอกจากนี้ การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับปรุงระบบการดำเนินงานเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวโดยเคร่งครัด อีกทั้งภาครัฐยังต้องใช้การเก็บข้อมูลในประเทศ  เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว  NT ได้ร่วมมือกับ บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS)  ติดตั้ง AWS Outpost ที่ประเทศไทย  ซึ่งสามารถให้บริการ NT CLOUD :  Amazon Web Services (AWS) ด้วยไฮบริดคลาวด์เต็มรูปแบบ ตอบสนองลูกค้าที่เป็นหน่วยงานในประเทศด้วยการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายข้อมูลภาครัฐ    

“NT มีลูกค้าภาครัฐจากโครงการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง เช่น ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center And Cloud Services) หรือ “GDCC” ที่บริษัทร่วมงานกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพบริการดิจิทัลภาครัฐเพื่อประชาชน จึงเชื่อว่ามีศักยภาพดำเนินการขยายธุรกิจระบบคลาวด์ที่ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว  ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานรัฐยังเร่งพัฒนาระบบไอทีสู่เป้าหมายรัฐบาลดิจิทัลซึ่งสะท้อนปริมาณความต้องการคลาวด์ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ NT ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021 พันธมิตรมาแรงแห่งปีของ AWS สาขา New Market Public Sector คู่ค้าตลาดใหม่ภาครัฐของ AWS ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย”

ทั้งนี้ NT CLOUD มีจุดเด่นและความแตกต่างที่ทำให้ได้รับรางวัล AWS Partner of the Year 2021  เจ้าแรกในอาเซียน นั่นคือบริการ NT  Data Center ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากลซึ่งเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้  และอีกจุดเด่นสำคัญคือการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย “NT cyfence” ผู้ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Operation Center) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าและช่วยตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “NT ให้บริการ AWS outpost  ซึ่งเป็นไฮบริดคลาวด์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด ครบถ้วน ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และมีโซลูชันให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการของลูกค้า ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายใต้การควบคุมดูแลและดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบโดย NT และ AWS  ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบโดย AWS เช่นเดียวกับในศูนย์ข้อมูล AWS ที่ใช้ระบบการและเครื่องมือเดียวกันกับ AWS ในระดับภูมิภาค 

ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดคลาวด์ในระดับโลก ตั้งแต่ปี  2019-2022 มีอัตราการเติบโต 14.5 % ส่วนตลาดคลาวด์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2017-2023 จะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยถึง 29.7% จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวทำให้ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเล็งเห็นศักยภาพตลาดคลาวด์ในประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกมาให้บริการในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” 

สำหรับแผนในอนาคต บริษัทฯ มุ่งขยายฐานธุรกิจรองรับความต้องการของภาครัฐที่เติบโตขึ้นทุกปีโดยตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต 3,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3-5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเน้นร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ให้บริการต่างประเทศในการขยายเซอร์วิสด้านคลาวด์  นอกจากนี้ ในส่วนของระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า บริษัทฯได้ร่วมมือกับ Vendor Security ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยในการทำ Security Solution รวมถึงมีศูนย์ Security Operation Center ช่วยดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า

ดร.ยุทธศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากระบบคลาวด์ จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้บริษัทฯ มีเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังพัฒนาอยู่ เพื่อเป็นส่วนช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารวมถึงเพื่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Digital Hub แหล่งที่ 2 ของอาเซียน ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตบริการ NT Data Center มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ให้บริการต่างชาติเพิ่มเข้ามา ซึ่งขณะนี้ทั้ง GOOGLE กับ AWS มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะจัดตั้ง Region ใหม่ในประเทศไทย  โดย NT มีความพร้อมที่จะรองรับในประเด็นดังกล่าว โดยการร่วมมือกับกลุ่มพาร์ทเนอร์เพื่อขยายการให้บริการต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/national-telecom-pushing-thailand-to-become-the-largest-digital-hub/

Schneider Electric และ SAP กระชับความสัมพันธ์เพื่อทำให้การผสานรวมระบบ IIoT ง่ายขึ้น

Schneider Electric และ SAP ซึ่งเชี่ยวชาญในระบบอุตสาหกรรมไฮเทค และด้านซอฟต์แวร์การจัดการองค์กร กำลังกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดที่จะทำให้การปรับใช้แอปพลิเคชัน IoT ในอุตสาหกรรมง่ายขึ้นและปรับปรุงความยั่งยืน

SAP ยักษ์ใหญ่ด้าน ERP และบริษัทระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม Schneider Electric เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประกาศว่าพวกเขาจะขยายความร่วมมือในด้าน IIoT (IoT เชิงอุตสาหกรรม) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการปรับใช้ที่ง่าย
 
ทั้งสองบริษัทวางแผนที่จะสร้างตัวเลือกการปรับใช้ที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าสำหรับลูกค้า IIoT ดังนั้นบริษัทใดๆ ที่กำลังมองหาเครื่องมือการจัดการบริการภาคสนามโดยใช้ความเป็นจริงเสริมก็สามารถเลือกและใช้การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าของพันธมิตรได้ (การผสานรวมเทคโนโลยีการปฏิบัติงานของร้านค้า มีการวางแผนใช้ฝาแฝดดิจิทัลสำหรับการจัดการวงจรชีวิต)
 
แนวคิด คือการลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในการปรับใช้แอปพลิเคชัน Industry 4.0 ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงไอที เช่น ซอฟต์แวร์ ERP เข้ากับเทคโนโลยีการปฏิบัติงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต แม้ว่าลูกค้าที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสนใจอย่างมาก แต่ลูกค้าเหล่านี้จำนวนมากมองว่าการออกแบบและการปรับใช้เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สำคัญ ซึ่งได้ชะลอการขยายตัวของเทคโนโลยีใหม่
 
Peter Maier ประธานอุตสาหกรรมและที่ปรึกษาลูกค้าของ SAP กล่าวในแถลงการณ์ว่า
 
“บริษัทของเราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน นวัตกรรม และมาตรฐานแบบเปิด ทำให้โซลูชันข้อมูลแบบบูรณาการและเทคโนโลยีการดำเนินงานง่ายต่อการใช้งานสำหรับลูกค้าร่วมของเรา” 
 
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความยั่งยืนในการเปิดตัว โดยบริษัทต่างๆ กล่าวว่าพวกเขาวางแผนข้อเสนอในอนาคตเพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการจัดการพลังงาน
 
Marcia Walker ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IoT ของ IDC กล่าวว่า
 
“อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังคงอยู่ว่า Industry 4.0 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงใหม่ระหว่าง Schneider และ SAP นั้นเป็นเรื่องของการผสมผสานวัฒนธรรมพอๆ กับการสร้างโซลูชันใหม่ๆ” 
 
Katell Thielemann รองประธานและนักวิเคราะห์ของ Gartner Research กล่าวว่า
 
“การผสานรวมวัฒนธรรมของทั้งสองบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายพอๆ กับการผสมผสานวัฒนธรรมของบุคลากรด้านไอทีและ OT”
 
“ฉันมองเห็นศักยภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับมุมมองด้านอุตสาหกรรมและพลังงานเป็นศูนย์กลางของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อเสริมมรดกด้าน ERP ที่เน้น ERP ของ SAP ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของพวกเขาในการสานต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมให้เป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี โดยเห็นได้จากการเปิดตัวมหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค”
 
“แรงผลักดันสำหรับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ยังแฝงไปด้วยอันตรายในตัวมันเอง เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีถูกเพิ่มเข้าไปในระบบการผลิตที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะถูกสร้างขึ้น”
 
“ระบบการผลิตทางอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยระบบไซเบอร์และฟิสิคัลที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการประกาศดังกล่าวก็เงียบอย่างเห็นได้ชัด”
 

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-and-sap-deepen-relationship-to-simplify-iiot-integration/

เปิดตัว “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศทันที [Guest Post]

ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้ทุกคนในไทยใช้งานแล้ววันนี้

กรุงเทพฯ – 28 พฤศจิกายน 2565: เปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศกับแพลตฟอร์ม “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) ที่ทำให้การรับส่งเงินไม่ยุ่งยากเหมือนเดิมอีกต่อไป ช่วยให้ทุกคนในไทยเข้าถึงบริการนี้ได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น โดยที่แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ลดความวุ่นวายในทุกขั้นตอนของการโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถโอนเงินไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้กว่า 60 ประเทศ

การโอนเงินออกนอกประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ธนาคารต่างๆ มักจะคิดค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่แพง ต้องใช้เอกสารประกอบมากมาย ทุกๆ ขั้นตอนเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้า แต่ตอนนี้ “สมาร์ทสวิฟท์” จะเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างต้องการตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด กล่าวว่า

“ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศแต่ละครั้งนั้นสูงมาก ขั้นตอนก็ใช้เวลานาน บางครั้งไม่ปลอดภัย และยังต้องกรอกหรือยื่นเอกสารจำนวนมาก เราจึงสร้าง สมาร์ทสวิฟท์ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือโมเดิร์น แบงค์กิ้ง ที่ทุกคนสามารถโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากบนมือถือเสร็จสิ้นภายในอึดใจเดียว เราให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทั้งเรื่องความเร็ว ไม่มีความยุ่งยาก แต่ก็ยังปลอดภัย อุ่นใจได้ว่าเงินไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา”

บริการโอนเงินข้ามประเทศนั้น จะต้องปลอดภัยและลูกค้าต้องเชื่อใจได้ “สมาร์ทสวิฟท์” จึงได้นำ Application Program Interface หรือ API เข้ามาใช้เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการ “โอนเงินข้ามประเทศทันที” ได้ โดยผู้รับจะได้รับเงินหลังจากที่ธุรกรรมฝั่งต้นทางเสร็จได้แบบทันใจ และที่สำคัญขั้นตอนการโอนก็เสร็จสิ้นจากการลงทะเบียนเปิดใช้งานเพียงครั้งเดียว

ลูกค้าของสมาร์ทสวิฟท์สามารถโอนเงินไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ประเทศต่างๆ ในยุโรป แคนาดา มาเลเซีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย กว่า 60 ประเทศทั่วโลก *

“เรามีใบอนุญาตทั้งการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศและการเป็นตัวแทนโอนเงินต่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์นั้นก็ได้รับการรับรองผ่านมาตรฐานความปลอดภัย PCI-DSS ระดับ 1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทีมงานของเราเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทยที่สร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้การโอนเงินไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทย แรงงานและชาวต่างชาติ ธุรกิจและผู้ประกอบการต่างๆ รวมถึงประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน” ธีรธร กล่าวต่อ

ตามรายงานของเว็บไซต์ Trading Economics มูลค่าการโอนเงินข้ามประเทศของไทยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ามากถึง 21,027 พันล้านบาท ** และช่วงเวลาที่มีการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

“ในปี 2566 เราคาดการณ์ว่าการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศไทยจะเติบโตมากขึ้นอีก 30% ซึ่งเราตั้งเป้าเอาไว้ว่าสมาร์ทสวิฟท์จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย นิยมใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุด 1 ใน 3 อันดับแรกภายในครึ่งปีแรกของปีหน้านี้” ธีรธร กล่าวเสริม

“สมาร์ทสวิฟท์จะช่วยทำให้คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ทันทีโดยค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่มีในตลาด และไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็จะได้รับเงินได้ภายในไม่กี่อึดใจ” ธีรธร กล่าวสรุป

ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นมกราคมปี 2566 ผู้ใช้บริการสมาร์ทสวิฟท์รายใหม่ และผู้ใช้บริการปัจจุบัน สามารถใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศได้โดยปลอดค่าธรรมเนียม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อโอนเงินได้แล้วในวันนี้ทั้งบน iOS และแอนดรอยด์ https://bit.ly/3OqUunP

หมายเหตุ

* ประเทศรับเงินปลายทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด

** ที่มา https://tradingeconomics.com/thailand/remittances

เกี่ยวกับ 33 รีมิตแตนซ์

บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมาโดยเป็นการรวมทีมของทีมงานที่คร่ำหวอดในธุรกิจธุรกรรมการโอนเงินมาอย่างยาวนาน มีเป้าหมายที่จะสร้างโซลูชั่นเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ และประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน ให้สามารถรับ-ส่งเงินได้ง่าย มีค่าธรรมเนียนที่เป็นธรรมมากกว่าบริการจากธนาคารต่างๆ ด้วยเงินทุนจดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาท เป้าหมายของ 33 รีมิตแตนซ์ คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Non-bank ชั้นนำของเมืองไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุเพื่อเป็นจุดให้บริการแบบ One-stop สำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สมาร์ทสวิฟท์”

เราพร้อมให้บริการทางการเงินที่หลากหลายภายใต้การรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และบริการโอนเงินภายในประเทศและต่างประเทศ

 

from:https://www.techtalkthai.com/introducing-smart-swift-to-open-up-a-new-experience-for-instant-international-money-transfers/

“NT ชูธงย้ำนโยบายสิ่งแวดล้อม” พร้อมหนุนไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่สากล [Guest Post]

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำหลักการและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ BCG (Bio-Circulation-Green Economy) รูปแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และให้บริการด้านธุรกิจ อีกทั้งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย Reuse, Recycle, Reduce มาบูรณาการเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร ให้ผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กรถือปฏิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ NT ยังตระหนักถึงความสำคัญ พร้อมดำเนินงานและบริหารจัดการผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อย่างมีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจและบริการ (Economy) สังคม (Social) และสิ่งแวดล้อม (Environment) จึงได้กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green IT Management) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการใช้พลังงาน ลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการสร้างขยะ และนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลใหม่  ถือเป็นพันธกิจหลักและได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับที่ได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้นโยบาย BCG นั้น NT ตระหนักดีว่าองค์กรต่าง ๆ ควรมีบทบาทผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง โดย NT ได้ใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาบูรณาการและดำเนินโครงการที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่

  • โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  (National Environmental Data) ติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น

PM 8,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเตือนภัยและดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้หน่วยงานใช้ประโยชน์จากข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง NT ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบทุนอุดหนุนการวิจัยให้ NT เป็นผู้ดำเนินการจัดทำศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมทั้งติดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่น PM 8,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ตำบล ใน 900 อำเภอทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) รวมถึงส่งข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard ที่ใช้ได้ฟรี

สำหรับสถานีทั้งหมดจะสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ ค่าฝุ่น PM1 PM2.5 PM10 อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ รวมทั้งทิศทางและความเร็วลม ซึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศและภูมิอากาศ จะมีการจัดเก็บทุก ๆ 5 นาที แล้วส่งผ่านเครือข่าย LoRaWan ของ NT และนำเข้าสู่คลังข้อมูล (Big Data) เพื่อนำไปวิเคราะห์และพยากรณ์โอกาสที่จะเกิดปัญหาฝุ่น PM ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากบทบาทในการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกตามนโยบายหลักของรัฐบาลแล้ว โครงการศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังเป็นโครงการต้นแบบของกระทรวงดีอีเอส ในการสร้างทรัพยากรกลางด้านข้อมูล (Big Data) และจัดทำเป็นข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ผ่านทางแอปพลิเคชัน RGuard เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา นำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดจากการดำเนินการของภาครัฐ ทั้งด้านการวิจัย ข้อมูลสถิติ หรือสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ซึ่งจะปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดจนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย

  • โครงการ Green IT เกิดขึ้นจากความพยายามของ NT ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดทำ

แนวทางการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Waste ขึ้นมา โดยตั้งตู้รับบริจาคขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกตามจุดต่าง ๆ ของอาคารสำนักงาน ก่อนจะนำขยะเหล่านี้ไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดตามวิธีการที่เหมาะสมต่อไป  

ในการบริหารงานด้านเอกสาร NT ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเชื่อมั่นด้วยการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) มาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ ลดการใช้กระดาษ ตั้งแต่กระบวนการจัดสร้าง จัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับ ส่ง ติดตามสถานะ สืบค้นข้อมูลด้วยความสะดวก รวดเร็ว สามารถลดเวลา ลดขั้นตอน ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดำเนินการจัดหาพัสดุตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น มีการกำหนดคุณลักษณะสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน TOR ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่กำลังเป็นวาระเร่งด่วนในระดับโลก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

NT มีความมุ่งมั่นพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยทุกวิถีทาง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ประกาศในการประชุม COP26 ครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2564 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางของคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้เกิดขึ้นภายในปี 2593 และเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ภายในปี 2603 เพื่อร่วมเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศอันเนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สร้างปัญหาหลายด้านให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนในวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อควบคุมและจำกัดมลพิษไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง  อย่างไรก็ดี หากอาศัยเพียงการดำเนินนโยบายและการสร้างความตระหนักรู้จากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุลวงได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/national-telecom-reiterate-environmental-policy-support-thailand/

บิสกิต โซลูชั่น ติดปีก เทศบาลนครนครปฐม ด้วย “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” AI [Guest Post]

ครั้งแรกในประเทศไทย ปูทางยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สู่เมืองอัจฉริยะ

บิสกิต โซลูชั่น ยกระดับ “เทศบาลนครนครปฐม” สู่เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทย การันตีด้วยรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand นำร่องบูรณาการโซลูชัน Fullloop สู่ ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ตัวช่วยรวบรวมเรื่องราว – แยกแยะ – จัดส่ง ทันที ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแก้ไข ลดเวลาและขั้นตอนที่ส่งข้อมูลตามสายงานแบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อัพเดทติดตามสถานะได้เรียลไทม์ ตอบสนองงานบริการประชาชนได้เร็วขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกพื้นที่ ทุกวัย ชูประหยัดต้นทุน เวลา และกำลังคน มุ่งช่วยยกระดับการบริการประชาชนและต่อยอดวางแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ชูเป็นโมเดลทางเลือกยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution)  เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ฯ  ได้เข้าไปให้บริการกับ เทศบาลนครนครปฐม ตามนโยบายของ นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม นำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยคนไทยและได้รับรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand เข้ามาบูรณาการใช้เพื่อบริการประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมให้ดียิ่งขึ้น บนบริการที่ง่าย สะดวก และเร็วรวดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นำร่องด้วยโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” นับเป็นมิติใหม่ของงานบริการประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City บนงบประมาณที่สมเหตุสมผลและใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานประมาณ 1 เดือน

“เทคโนโลยี AI ของโซลูชัน Fullloop นี้สามารถแยกแยะทุกเรื่องราวที่ประชาชนส่งเข้ามาจากทุกช่องทาง ว่าเรื่องใดเป็น ‘คำร้องเรียน’ เรื่องใดเป็น ‘ข้อเสนอแนะ’ การแยกแยะเจตนาในการให้ข้อมูลจากประชาชนนี้สำคัญมาก เพราะทำให้พนักงานเทศบาลสามารถลำดับความสำคัญในการจัดการ และจัดส่งต่องานไปยังผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบงานด้านนั้นโดยตรงให้ไปจัดการได้อย่างตรงจุด รวมถึงการนำไปต่อยอดในการสร้างระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้กับงานบริการอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย ความสามารถของ AI ที่เข้าใจภาษาไทยได้ในระดับลึกซึ้งนี้ เกิดขึ้นจากการเทรน AI ด้วยปริมาณข้อมูลกว่า 10 ล้านข้อความ ซึ่งล้วนมาจากฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญของบริษัท BIZCUIT Solution ที่ให้บริการกับหลากหลายอุตสาหกรรม การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Microsoft Thailand  และเรานำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานภาคประชาชน ถือเป็นความภูมิใจของเราทุกคนในฐานะที่เป็นทีมงานพัฒนาที่เป็นคนไทย 100%” 

นายสุทธิพันธุ์ กล่าวเสริมว่า นอกจากโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” บริษัทยังมีโซลูชัน Bizcuit Vision Analytic นั้นคือ Video Analytic ที่ทำงานด้วยระบบ Edge Computing ร่วมกับ Computer Vision AI ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time โดยไม่ผ่านระบบบันทึกภาพ ทำให้ไม่ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยเปลี่ยนกล้อง CCTV ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นกล้อง AI ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชน เช่น นำไปปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจราจรบนท้องถนน ซึ่งนับเป็นทางออกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงบประมาณที่ไม่สูงและดำเนินการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ในฐานะผู้รับนโยบายและผู้ดูแลโครงการจาก นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม กล่าวว่า ที่ต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จึงได้นำร่องนำโซลูชันFullloop 

ระบบรับฟังเสียงประชาชน อัจฉริยะ ที่นำเอา AI ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทยมาใช้ในการวิเคราะห์ แยกแยะ ส่งต่องานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการประชาชน รวมถึงอำนวยความสะดวกการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย อาทิ ระบบนี้ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือให้คำแนะนำ ด้วยการแนบรูปถ่ายของเหตุการณ์ และพิกัดสถานที่ผ่านมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความอัจฉริยะของ AI จะช่วยแยกเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะออกจากกันได้ ทำให้ประหยัดเวลาแก้ไขปัญหาร้องเรียน หรือนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาตามแต่ละหน่วยงานได้รวดเร็วขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ก็สามารถเข้ามามอนิเตอร์งานในระบบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไว้บริการประชาชนนี้ สามารถใช้งานได้ตามทุกช่องทางที่ประชาชนสะดวกหรือคุ้นเคยทั้งวิถีเก่าและวิถีใหม่ แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้อย่างสมบูรณ์ รองรับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย  เช่น การส่งจดหมายไปรษณีย์ การพบเจ้าหน้าที่เวลาลงพื้นที่ให้บันทึกข้อมูลลงระบบได้ หรือเดินทางเข้ามาให้ข้อเสนอแนะที่ศูนย์บริการประชาชน ทางโทรศัพท์ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีก็สามารถสแกนและกรอกข้อเสนอแนะผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย บนโทรศัพท์มือถือ ทำให้เทศบาลนครนครปฐมสามารถบริการประชาชนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของเทศบาลก็มี AI คอยติดตามงานเพื่อให้เราทำงานได้เร็วตามคำมั่นสัญญากับประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากใช้งบประมาณไม่สูง ระยะเวลาในการดำเนินการสั้นเพียง 1 เดือน ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง

การบริหารจัดการเมือง อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้เมืองปลอดภัยขึ้น ประชาชนมีความสุขมากขึ้น และมีสุขภาวะดีขึ้น สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution) โทร. 02-664-1675-7 หรือ https://www.bizcuitsolution.com/th/talk-to-us/

เกี่ยวกับ บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

BIZCUIT ก่อตั้งในปี 2558 เป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ในปี 2563 บริษัทกลุ่มบุญรอดซัพพลายเชน ได้เข้าร่วมลงทุน และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด มีพันธกิจเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ มีบุคลากรกว่า 70 คน ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ AI โดยเน้นด้าน Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้าง หรือ unstructured data จนเกิดเป็นเทคโนโลยี AI โซลูชัน ที่สามารถช่วยปรับปรุงการ ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้าน “ความเข้าใจภาษาธรรมชาติ” หรือ “NLU” และ เทคโนโลยีวิทัศน์” หรือ “Computer Vision” ปัจจุบันให้บริการแก่บริษัทชั้นนำในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ใน 5 ประเทศของ ภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งความสามารถของ AI ครอบคลุมภาษาอังกฤษ และภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ BIZCUITยังเป็นพันธมิตรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลของไนซ์ (NICE) ที่มี ความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการวิเคราะห์เสียงรายเดียวในประเทศไทย และได้รับเลือกเป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟแวร์อิสระที่เป็น พันธมิตรของ Microsoft อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/biscuit-solution-on-the-wing-of-nakhon-pathom-municipality-with-peoples-voice-listening-system-ai/

ดีแทค บิสิเนสชู 5G Mobile Private Network บน AWS ขับเคลื่อนดิจิทัลสู่กลุ่มธุรกิจไทย [Guest Post]

นำโซลูชัน 5G MPN ติดปีกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ยกระดับระบบอัตโนมัติซัพพลายเชน

22 พฤศจิกายน 2565 – ดีแทค บิสิเนส แนะนำ 5G Mobile Private Network (5G MPN) ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติซัพพลายเชนเพื่อธุรกิจไทย เน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โรงงานผู้ผลิต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) คือการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Internet of Things (IoT), Machine Learning (ML), คลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง, เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์ล้ำสมัยอื่นๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดย 5G MPN จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนอัตโนมัติที่ดำเนินการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

ดีแทค บิสิเนส นำ 5G MPN เพื่อพลิกโฉมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย 5G MPN จะใช้งานบน AWS พร้อม 3 โซลูชันหลักผ่านระบบ Edge ได้แก่ IoT, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) โดย 5G MPN เป็นระบบหลัก 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะขององค์กรในการทำงานร่วมกับเอดจ์คอมพิวติ้ง บนคลื่น 26 GHz พร้อมระบบสำหรับการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมั่นใจได้ในความเสถียรสูง (High reliability) ความหน่วงต่ำ (Low latency) และความปลอดภัยที่เหนือกว่า (Superior security)

นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายซาดัท ซามาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาได้พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย โดย 5G MPN คือกุญแจสำคัญที่จะมาสนับสนุนกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสนับสนุนระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการออกแบบและปรับเปลี่ยนของโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งให้ตรงความต้องการ เราจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น IoT และระบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ เพื่อสนองทิศทางก้าวสู่ดิจิทัล และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจไทย”

ดีแทค บิสิเนส นำ AWS แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครบครันและใช้งานในวงกว้างที่สุดระดับโลก สู่การออกแบบ 3 โซลูชันเพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

  1. Robotics Automation – โซลูชันหุ่นยนต์ที่ออกแบบการทำงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อบริการจัดการแบบอัตโนมัติ หรือ Automation โดยเมื่อหุ่นยนต์ได้รับคำสั่งจะทำการเคลื่อนที่ไปยังชั้นเก็บสินค้านั้น ๆ ด้วยการเชื่อมต่อด้วย 5G MPN โดยอัตโนมัติเพื่อทำการขนส่งสินค้า จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า ลดเวลา และยังสามารถลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากคนทำงานได้อีกด้วย
  2. Predictive maintenance –  โซลูชันที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงร่วมกับ 5G MPN เพื่อตรวจจับสภาวะผิดปกติในอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งช่วยให้คาดการณ์ซ่อมบำรุง หรือ Predictive Maintenance ให้กับกระบวนการทั้งหมด โดย Monitron Sensor เมื่อทำงานร่วมกับ 5G MPN ในรูปแบบ Massive IoT จะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านเซนเซอร์ โดยการมอนิเตอร์การเคลื่อนไหว (Vibration) และ / หรืออุณหภูมิ (Temperature) แล้วทำการส่งค่าไปปยังศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อประมวลผลโดยแมชชีนเลิร์นนิง และแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบที่ผิดปกติ ดังนั้น ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขทันที ก่อนที่จะนำไปสู่ความเสียหายหรือการหยุดชะงัก (Downtime) ในการบริหารสินค้าได้
  3. Video Analytic – โซลูชันกล้องอัจฉริยะในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับ 5G MPN ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการคลังสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณหวงห้าม หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็น High-Value Asset ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และรองรับการทำงานได้ทุกพื้นที่
นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5G MPN จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโรคระบาด จึงน่ามีโอกาสเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพิ่มเป็น 2 เท่า และเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ด้วย AWS ของเรา ดีแทค บิสิเนส สามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและกำหนดซอฟแวร์ที่นำมาใช้งานทางธุรกิจได้ง่าย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

*ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจ 5G Mobile Private Network สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/dtac-business-launches-5g-mobile-private-network-on-aws-driving-digital-to-thai-businesses/

Samsung แซงหน้า Google ในการจัดอันดับแบรนด์ที่ดีที่สุดทั่วโลก

การจัดอันดับของ YouGov ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงการแสดงผล คุณภาพ มูลค่า ความพึงพอใจ และคำแนะนำ โดยจัดอันดับแบรนด์ที่ดีที่สุดใน 38 ตลาด ซึ่งมีทั้งหมด 380 แบรนด์

Image Credit : businesskorea.co.kr
YouGov ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจความคิดเห็นระดับโลก เผยข้อมูลการจัดอันดับแบรนด์ที่ดีที่สุดทั่วโลก โดย Samsung Electronics ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งในเกาหลี เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม และไอร์แลนด์ และอันดับที่สองในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส นอกจากนี้ Samsung Electronics ยังสามารถเอาชนะ Google และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายการ Global Best Brand Rankings แบรนด์ Google เป็นแบรนด์ที่ติดอันดับสูงสุดในปี 2021 แต่โดน Samsung แซงหน้าในปี 2022
 
การจัดอันดับแสดงให้เห็นว่า Samsung Electronics มีคะแนนสูงที่สุดและได้ครองตำแหน่งแบรนด์ยอดเยี่ยมระดับโลกของ YouGov ประจำปี 2022 รายชื่อดังกล่าวได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา
 
10 อันดับแบรนด์ที่ดีที่สุด
  1. Samsung Electronics ได้ 127 คะแนน
  2. Google ได้ 106 คะแนน
  3. YouTube ได้ 85 คะแนน
  4. Netflix ได้ 59 คะแนน
  5. Shopee ได้ 51 คะแนน
  6. WhatsApp ได้ 50 คะแนน
  7. Toyota ได้ 41 คะแนน
  8. Colgate ได้ 34 คะแนน
  9. Mercedes-Benz ได้ 34 คะแนน
  10. Lidl ได้ 33 คะแนน
 
ย้อนกลับไปดูอันดับที่ผ่านๆ มาเมื่อปี 2020 Samsung Electronics ถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ของตาราง และปี 2021 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 ล่าสุดปีปัจจุบัน 2022 ทะยานขึ้นมาครองอันดับที่ 1 ของแบรนด์ที่ดีที่สุดทั่วโลก เป็นการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด
 
ตามรายงานของ BusinessKorea “Samsung Electronics ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งในสี่ประเทศ ได้แก่ เกาหลี เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม และไอร์แลนด์ และอันดับที่สองในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส อันดับที่ห้าในเยอรมนี ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย อันดับที่หกในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และสหรัฐอเมริกา อันดับเจ็ดในบราซิล และอันดับเก้าในแคนาดาและเดนมาร์ก ติดอันดับสูงเท่ากันทั่วโลก ในเกาหลี Samsung มาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วย Tylenol, Ottogi, Nike และ LG”
 
Adidas และ Nike ซึ่งอยู่ใน 10 อันดับแรกของรายการเมื่อปีที่แล้ว หายไปจากรายการในปี 2022 ส่วน Toyota และ Mercedes ปีนี้ได้ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับสูงสุดของตาราง
 

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-overtakes-google-in-ranking-of-best-brands-worldwide/

Microsoft ประกาศเปิดตัว Data Center Academy แห่งแรกในเอเชีย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Microsoft ประกาศเปิดตัว Data Center Academy แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ และจะเป็นแห่งที่ 12 ของ Microsoft เพื่อให้ความรู้แก่ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลในรุ่นต่อไป
 

Microsoft ประกาศเปิดตัว Data Center Academy (DCA) แห่งแรกในเอเชีย ตั้งอยู่ในสิงคโปร์และสร้างขึ้นโดยความร่วมมือกับ Institute for Technical Education (ITE) บนความมุ่งมั่นระยะเวลาห้าปี (five-year commitment) ในการเสริมศักยภาพนักเรียน ITE 300 คน ด้านทักษะประยุกต์ศูนย์ข้อมูล เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถให้กับนักศึกษาสำหรับงานด้านเทคนิคและเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในเศรษฐกิจดิจิทัล
 
DCA จะเป็นส่วนเสริมของความมุ่งมั่นของ Microsoft ในการส่งเสริมนักศึกษาของ ITE ให้ประสบความสำเร็จในภาคส่วน ICT ที่กำลังเติบโต จากข้อมูลของ IDC ไมโครซอฟท์ ระบบนิเวศของพันธมิตร และลูกค้า จะสามารถสร้างงานใหม่กว่า 86,000 ตำแหน่งในสิงคโปร์ภายในปี 2569 โดยกว่า 50,000 ตำแหน่งจะเป็นงานด้านไอทีที่มีทักษะเฉพาะด้าน
 
อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลจะเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถอย่างเฉียบพลันภายใน 10 ปีข้างหน้า ตามการสำรวจเงินเดือนของ Data Center Knowledge 2022 เมื่อมืออาชีพที่เกษียณออกจากอุตสาหกรรมนี้
 
DCA จะเสนอหลักสูตรการรวมทักษะด้านศูนย์ข้อมูลเข้ากับแนวทางการพัฒนาด้านเทคนิคและวิชาชีพที่มีอยู่ของ ITE เพื่อจัดให้มีห้องปฏิบัติการการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำหรับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ รวมถึงการให้คำปรึกษาและแหล่งข้อมูลการพัฒนาวิชาชีพ ผ่านโปรแกรม Work Study Diploma ของ ITE นอกจากนี้ Microsoft จะมอบทุนการศึกษาเพื่อครอบคลุมค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาของ ITE สูงสุด 20 คน ที่ต้องการต่อยอดอนาคตในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล เมื่อจบหลักสูตรการศึกษาและผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสสัมภาษณ์ในตำแหน่ง Open Datacenter ที่ Microsoft ในสิงคโปร์ต่อไป
 
กำหนดเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2023 เป็นต้นไป – ITE จะเปิดสอนหลักสูตร DCA ให้กับนักศึกษาในวิทยาลัย ITE ทั้งสามแห่ง ตั้งแต่หลักสูตร Work-Study Diploma ใน Data Centre Infrastructure & Operation, Mechanical & Electrical Services Supervision และ Logistics & Supply Chain Management ด้วยการสร้างทักษะจากภาคปฏิบัติจริงในสายอาชีพ Datacenter เมื่อนักเรียนสามารถได้รับความรู้จนจบหลักสูตรจะได้รับใบรับรองการสำเร็จหลักสูตรหรือระดับอนุปริญญา เพื่อทำให้นักศึกษาได้รับการรับรองที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสำหรับอาชีพด้านเทคโนโลยี
 
ห้องปฏิบัติการดาต้าเซ็นเตอร์ใน ITE จะมีชุดอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ซึ่งบริจาคโดย Microsoft Circular Center ช่วยให้สามารถนำฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์คลาวด์ที่ปลดประจำการกลับมาใช้ซ้ำและนำไปใช้ใหม่ได้ โดยเป็นโครงการระดับโลกที่มีเป้าหมายที่จะนำทรัพยากรฮาร์ดแวร์คลาวด์คอมพิวติ้งกลับมาใช้ใหม่ 90% ภายในปี 2568
 
รายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรม ITE Singapore Data Center Academy
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลของ Microsoft Careers — Singapore Datacenter
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-announces-first-data-center-academy-in-asia/

Nvidia มีรายได้ของ Q3/2565 เพิ่มขึ้น

Data Center และ Cloud สองกลุ่มธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้อย่างแข็งแกร่ง

Credit: NVIDIA
ข้อมูลรายได้ส่วนแบ่งการตลาดของชิปเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน ในกลุ่ม Data Center สำหรับไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 31% และกลุ่ม Cloud เพิ่มขึ้น 85% เป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับเทรนด์ Digital Transformation ที่องค์กรต่างๆ ปรับตัวเพื่อความต่อเนื่องและความอยู่รอดของการดำเนินธุรกิจตนเอง ด้วยการจัดหาเทคโนโลยีล่าสุดเข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ จำนวนยอดการใช้บริการระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการต่างก็เร่งขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมความต้องการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
บริษัทคลาวด์กำลังใช้ชิป Nvidia ในระบบของตนมากขึ้นเรื่อยๆ ไมโครซอฟต์กำลังทำงานร่วมกับ Nvidia เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ “ขนาดใหญ่” เพื่อจัดการกับงานคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนในระบบคลาวด์
 
ในขณะเดียวกัน รายได้จากกลุ่ม Gaming ลดลง 51% จากปีที่แล้ว ธุรกิจเกมของ Nvidia ครั้งหนึ่งเคยสร้างรายได้ระดับแนวหน้าของบริษัท ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากความต้องการของผู้บริโภคที่น้อยลง แต่อาจจะถูกชดเชยด้วยตลาดสกุลเงินดิจิทัล ที่ชิป GPU ของ Nvidia ได้รับความนิยมในการขุดสกุลเงิน Crypto อย่างไรก็ตาม Huang CEO ของ Nvidia กล่าวว่า “เขาไม่คาดหวังว่าตลาดบล็อกเชนจะเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ”
 
Colette Kress CFO ของ Nvidia กล่าวว่า “แม้ว่าข้อจำกัดการส่งออกจะส่งผลกระทบต่อรายรับในไตรมาสที่สาม แต่การลดลงนั้น ถูกชดเชยอย่างมากจากการขายผลิตภัณฑ์ทางเลือกไปยังประเทศจีน” ชิป A800 เป็นไปตามกฎระเบียบการส่งออกของจีน เมื่อถูกถามว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎระเบียบการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐหรือไม่ Jensen Huang CEO ของ Nvidia กล่าวว่า “เป็นไปตามการทดสอบที่ชัดเจน”
 
  • สรุปตัวเลขรายได้ที่ปรับปรุงแล้วของ Nvidia สำหรับไตรมาสที่ 3 (สิ้นสุดวันที่ 30 ตุลาคม) อยู่ที่ 5,930 ล้านเหรียญหรัฐฯ
  • Nvidia คาดการณ์รายรับในไตรมาสปัจจุบันอยู่ที่ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บวก/ลบ 2 เปอร์เซ็นต์
 

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-q3-2022-revenue-increases/

Qualcomm พับแผน SoC เผยแผนสถาปัตยกรรมใหม่แบบหลายชิปให้กับแว่นตา AR

Qualcomm พัฒนาสถาปัตยแบบกรรมหลายชิปเพื่อให้แน่ใจว่าแว่นตาจะให้ความรู้สึกเหมือนแว่นปกติมากขึ้นจากการเสริม Snapdragon AR2 Gen 1 เพื่อทำให้ฮาร์ดแวร์มีรูปทรงบางและเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 

Qualcomm พยายามและต้องการเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับแว่นตา Augmented Reality (AR) โมเดลส่วนใหญ่จะมีรูปทรงลักษณะหนา หนัก และถูกจำกัดด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ต่ำ ด้วยเหตุผลข้อจำกัดเหล่านี้และเพื่อแก้ไขปัญหา Qualcomm ได้ล้างกระดานเดิมออกและใช้แนวทางแบบใหม่ทั้งหมดในการพัฒนาสถาปัตยกรรม Snapdragon AR2 Gen 1 ซึ่งได้ประกาศแผนนี้แล้วในระหว่างการประชุมสุดยอด Snapdragon ประจำปี 2565
 
แนวทางใหม่ที่กล่าวมา คือ สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบกระจายหลายชิปของ Qualcomm แทนที่จะยัดทุกอย่างลงบนชิปเพียงตัวเดียว Qualcomm แยกส่วนประกอบแต่ละส่วนออกและกระจายไปรอบๆ เฟรมของ AR2 Gen 1 ซึ่งช่วยให้ Qualcomm สามารถออกแบบแว่นตา AR ให้มีรูปทรงที่บางลงและขับเคลื่อนด้วยชุดประมวลผลที่ทรงพลัง

ส่วนประกอบหลักสามส่วน ได้แก่

  • ตัวประมวลผล AR – (AR Processor)
  • ตัวประมวลผลร่วม AR – (AR Co-processor)
  • แพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ – (Connectivity Platform)
ในขณะที่สององค์ประกอบแรกสามารถจับและประมวลผลข้อมูลเซ็นเซอร์บนเครื่องได้ แพลตฟอร์มการเชื่อมต่อช่วยให้มั่นใจได้ถึงการเชื่อมต่อที่รวดเร็วกับสมาร์ทโฟนหรือพีซีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดภาระงานการประมวลผลข้อมูลที่ถูกร้องขอเข้ามามากขึ้น
 
ตัวประมวลผล AR – (AR Processor) รองรับกล้องในตัวได้สูงสุด 9 ตัว และมีความหน่วงต่ำ ทำให้สามารถใช้เวลาตอบสนองที่รวดเร็วขึ้นในขณะที่มีการเคลื่อนไหวของผู้คนโดยรอบๆ การเร่งด้วยฮาร์ดแวร์ช่วยปรับปรุงการติดตามการเคลื่อนไหวและการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นด้วยการรองรับอย่างเต็มที่สำหรับอิสระถึง 6 ระดับ
 
ตัวประมวลผลร่วม AR – (AR Co-processor) รวมกล้องและข้อมูลเซ็นเซอร์เพื่อช่วยในการติดตามดวงตาและการจดจำม่านตาสำหรับการเรนเดอร์แบบ Foveated ซึ่งช่วยลดความต้องการพลังงาน นอกจากนี้ยังผสานร่วมกับ Fast Connect 7800 ซึ่งเป็นโมดูล Wi-Fi ตัวเดียวกับที่ใช้ในโปรเซสเซอร์มือถือ Snapdragon 8 Gen 2 ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 7 โดยมีความหน่วงน้อยกว่า 2ms และความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 5.8Gbps
 
การวางโมดูลแต่ละโมดูลไว้ตามจุดต่างๆ รอบ Snapdragon AR2 Gen 1 และการถ่ายโอนงานประมวลผลบางอย่างไปยังสมาร์ทโฟนช่วยให้ Qualcomm เพิ่มประสิทธิภาพได้สูงสุด ตัวอย่างเช่น โปรเซสเซอร์ 4nm Hexagon Tensor เสริมประสิทธิภาพด้าน AI เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ในขณะที่ลดการใช้พลังงานลง 50% เมื่อเทียบกับแว่นตา AR รุ่นก่อนหน้าของ Qualcomm ที่สำคัญสิ่งนี้ทำให้ขนาดของก้านเกี่ยวหูเล็กและบางลงถึง 40% ซึ่งหมายความว่าแว่น AR จะให้ความรู้สึกเหมือนแว่นปกติมากขึ้น
นอกเหนือจากฮาร์ดแวร์ใหม่แล้ว Qualcomm ยังทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายราย โดยเฉพาะ Microsoft เพื่อให้แน่ใจว่าเปิดกว้างสำหรับนักพัฒนาในการสร้างแว่นตา AR2 Gen 1 Snapdragon AR2 และ Snapdragon 8 Gen 2 ได้รับการปรับแต่งสำหรับแพลตฟอร์ม Snapdragon Spaces Ready Developer ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนามีแนวความคิดใหม่ๆ ว่าแว่นตา AR จะทำอะไรได้บ้าง
 
Qualcomm กล่าวว่า บริษัทต่างๆ เช่น Lenovo, LG, Oppo, Sharp, TCL และบริษัทอื่นๆ ได้แสดงความสนใจในแพลตฟอร์มนี้และกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี Qualcomm ไม่ได้ให้ข้อมูลเสริมถึงแผนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ AR2 จะออกสู่ตลาดเมื่อใด
 

from:https://www.techtalkthai.com/qualcomm-breaks-up-soc-plans-reveals-new-multi-chip-architecture-plans-for-ar-glasses/