คลังเก็บป้ายกำกับ: DEPA

อีริคสันและดีป้าผนึกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้วยเครือข่าย 5G ในประเทศไทย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชันผ่านการใช้เครือข่าย 5G ในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะประกอบด้วยการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ความรู้ความเข้าใจขั้นสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัยของอีริคสันเพื่อเร่งเดินหน้าประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

Ericsson

ส่วนหนึ่งในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ยังระบุว่า อีริคสันและดีป้าจะจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรม (Innolab) ใน Thailand Digital Valley ของดีป้าในจังหวัดชลบุรี เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ทดสอบเครือข่าย 5G และศูนย์บริการสำหรับการทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายใหม่ ๆ อาทิ การแบ่งปันคลื่นความถี่ (Spectrum Sharing) ตลอดจนการพัฒนาแอปพลิเคชันและบริการดิจิทัลใหม่ ๆ ในประเทศไทย

มร. อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “อีริคสันจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศ 5G ในฐานะผู้นำเทคโนโลยี 5G ระดับโลก อีริคสันจะนำเทคโนโลยีและโซลูชันล้ำสมัยมาผสานรวมเข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลกของเรา เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า “เราจะทำงานร่วมกับอีริคสันในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ของเรา เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย ทั้งนี้การร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมจัดทำแผนยุทธศาสตร์สำหรับยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม ถือเป็นอีกภารกิจสำคัญของดีป้า โดยมุ่งสู่การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

ความร่วมมือนี้ยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ พัฒนาศักยภาพและทักษะของบุคลากร รวมถึงกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจรที่จะเกิดขึ้นใน Thailand Digital Valley ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และแอปพลิเคชัน 5G ในเจเนอเรชั่นถัดไป

นอกจากนี้อิริคสันและดีป้ายังมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนนวัตกรรมและแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นจากเครือข่าย 5G ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยทั่วทั้งภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ ภาคการผลิต การบริการ การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ การเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาสังคม อีกทั้งยังส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้และร่วมกันพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี การนำกรณีการใช้งาน 5G ต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึง กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

“โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในสังคมของเรา ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ ช่วยให้เราจัดการกับความท้าทายทางสังคม สิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ทุกภาคส่วนมั่นใจว่าแพลตฟอร์มเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ณ ปัจจุบันจะเดินหน้าพัฒนาไปสู่ยุค 6G พร้อมส่งมอบความสามารถใหม่ ๆ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า” มร อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ขยายการให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 134 เครือข่าย ใน 59 ประเทศ พร้อมเครือข่าย 5G แบบ Standalone จำนวน 17 เครือข่ายทั่วโลก

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ericsson-and-depa-join-forces/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ericsson-and-depa-join-forces

ขอเชิญร่วมงาน Thailand Smart City Expo 2022 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น [Guest Post]

พบกับที่สุดแห่งงาน Hybrid Exhibition จัดร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่จะรวบรวมนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗧𝗲𝗹𝗲𝗰𝗼𝗺 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗗𝗼𝗺𝗼𝘁𝗶𝗰𝘀 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗜𝗻𝗱𝘂𝘀𝘁𝗿𝘆 𝗮𝗻𝗱 𝗥𝗲𝘁𝗮𝗶𝗹 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝘃𝗶𝗿𝗼𝗻𝗺𝗲𝗻𝘁 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗠𝗼𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗛𝗲𝗮𝗹𝘁𝗵𝗰𝗮𝗿𝗲 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น Thailand Smart City Expo 2022  ห้ามพลาด! 30 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2565 ณ ฮอลล์ 3-4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พบกับกิจกรรมและสัมมนา สร้างเสริมเมืองอัจฉริยะ

☑SMART TECHNOLOGIES พบเทคโนโลยีและโซลูชันจากกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : พบกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาทั้งในระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการอสังหาฯ ชั้นนำในภาคเอกชน งานสำหรับผู้เขียนและผู้ประมูลโครงการที่ไม่ควรพลาด


☑𝗦MART CITY INSIGHTS สัมมนากว่า 20+ หัวข้อจากผู้นำเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ : ไปฟังแนวคิดการบริหารพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับโลก กับสัมมนากว่า 20+ หัวข้อ โดยผู้นำเมืองในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกแนวคิด นโยบายการส่งเสริมการลงทุนเมืองอัจฉริยะและกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


☑𝗦MART CITIES 𝗦HOWCASE การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะที่ได้รับการรับรองกว่า 30 เมืองของประเทศไทย : การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะกว่า 30 เมืองของประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ยกระดับคุณภาพในด้านสาธารณูปโภค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง

☑𝗦MART 𝗖OMPETITION ชมการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ครั้งแรกในไทย จุดประกายแนวคิดด้านการขนส่งและความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต : ครั้งแรกในไทย! กับการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ที่จะจัดขึ้นในงาน Thailand Smart City Expo 2022 เพื่อจุดประกายแนวคิด ต่อยอดระบบขนส่งอัจฉริยะและการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต

ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะได้ที่งาน Thailand Smart City Expo 2022
ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

วันที่ : 30 November – 02 December 2022
เวลา :10.00-18.00 Hrs.
สถานที่ : Hall 3-4, G Floor, Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC)
สอบถามเพิ่มเติม :  02-229-3524-5

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-smart-city-expro-2022-hybrid-exhibition-guest-post/

ขอเชิญร่วมงาน Thailand Smart City Expo 2022 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น [Guest Post]

พบกับที่สุดแห่งงาน Hybrid Exhibition จัดร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่จะรวบรวมนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗧𝗲𝗹𝗲𝗰𝗼𝗺 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗗𝗼𝗺𝗼𝘁𝗶𝗰𝘀 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗜𝗻𝗱𝘂𝘀𝘁𝗿𝘆 𝗮𝗻𝗱 𝗥𝗲𝘁𝗮𝗶𝗹 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗘𝗻𝘃𝗶𝗿𝗼𝗻𝗺𝗲𝗻𝘁 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗠𝗼𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 – 𝗦𝗺𝗮𝗿𝘁 𝗛𝗲𝗮𝗹𝘁𝗵𝗰𝗮𝗿𝗲 ภาพเมืองแห่งอนาคตจะเป็นอย่างไร มาดูได้ที่งานนี้เท่านั้น Thailand Smart City Expo 2022  ห้ามพลาด! 30 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2565 ณ ฮอลล์ 3-4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พบกับกิจกรรมและสัมมนา สร้างเสริมเมืองอัจฉริยะ

☑SMART TECHNOLOGIES พบเทคโนโลยีและโซลูชันจากกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : พบกว่า 150+ แบรนด์ที่จะมาจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาทั้งในระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการอสังหาฯ ชั้นนำในภาคเอกชน งานสำหรับผู้เขียนและผู้ประมูลโครงการที่ไม่ควรพลาด


☑𝗦MART CITY INSIGHTS สัมมนากว่า 20+ หัวข้อจากผู้นำเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ : ไปฟังแนวคิดการบริหารพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับโลก กับสัมมนากว่า 20+ หัวข้อ โดยผู้นำเมืองในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกแนวคิด นโยบายการส่งเสริมการลงทุนเมืองอัจฉริยะและกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


☑𝗦MART CITIES 𝗦HOWCASE การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะที่ได้รับการรับรองกว่า 30 เมืองของประเทศไทย : การจัดแสดงโครงการเมืองอัจฉริยะกว่า 30 เมืองของประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ยกระดับคุณภาพในด้านสาธารณูปโภค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง

☑𝗦MART 𝗖OMPETITION ชมการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ครั้งแรกในไทย จุดประกายแนวคิดด้านการขนส่งและความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต : ครั้งแรกในไทย! กับการแข่งขัน Drone Soccer 2022 ที่จะจัดขึ้นในงาน Thailand Smart City Expo 2022 เพื่อจุดประกายแนวคิด ต่อยอดระบบขนส่งอัจฉริยะและการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมืองในอนาคต

ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะได้ที่งาน Thailand Smart City Expo 2022
ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

วันที่ : 30 November – 02 December 2022
เวลา :10.00-18.00 Hrs.
สถานที่ : Hall 3-4, G Floor, Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC)
สอบถามเพิ่มเติม :  02-229-3524-5

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-smart-city-expo-2022-hybrid-exhibition-guest-post/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022-guest-post/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expo 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expo-2022-guest-post/

ภาครัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าจัดงาน ดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 [Guest Post]

สนับสนุนอนาคตของเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูประบบดิจิทัลของประเทศไทย

(4 พฤศจิกายน 2565) ตอบรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชน นำโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, อิมแพ็ค และพันธมิตรธุรกิจ เตรียมจัดงานดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 งานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่จริงในรอบ 2 ปีหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ดึงผู้ประกอบการเทคโนโลยีและดิจิทัลกว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วมงานภายใต้ธีม “Connecting You with the Global Tech and Digital Community” พร้อมเปิดเวทีสัมมนาวิชาการในประเด็นที่น่าสนใจมากถึง 80 หัวข้อ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2565 ณ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดมีผู้ร่วมงานมากกว่า 5,000 ราย

ดร.ภาสกร  ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa

ดร.ภาสกร  ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษในประเด็น “อนาคตของเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูประบบดิจิทัลของประเทศไทย” ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า กลไกการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย city data platform มีความจำเป็นอย่างมาก เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนสู่สมาร์ทซิตี้ ทาง depa ได้ให้การสนับสนุนและพัฒนาร่วมกัน ในเมืองที่มีประชากร 10,000 คนขึ้นไป สามารถวางระบบพัฒนาเพื่อให้เกิดความเจริญหรือเข้ามาแก้ไขปัญหา เช่น การจัดการดูแล การจราจรของเมือง การดูแลเรื่องการระบายน้ำ การติดตามความเคลื่อนไหวของประชากร เพื่อควบคุมการระบาดของโรค เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหลายๆ เมืองของไทยได้เริ่มพัฒนาและส่งโครงการมานำเสนอแล้วกว่า 60 โครงการ และได้ผ่านการรับรองแล้วถึง 30 โครงการ ทางหน่วยงานยังคงร่วมพัฒนาระบบต่อเนื่อง แต่อย่าง City Data หรือข้อมูลเมืองจะต้องเป็น good data ด้วยไม่ใช่เพียง Big Data เพื่อให้การพัฒนาเมืองที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่น และความยั่งยืน

ในส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ยังคงมีบทบาทสำคัญที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของกำลังพล การพัฒนาหรือสร้างทีม โดยเฉพาะการส่งเสริมกลุ่มสตารท์อัพให้ได้พัฒนาต่อยอดธุรกิจ และจำเป็นต้องถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รู้เท่าทันเทคโนยีและนำมาใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริงที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งเรื่องความยั่งยืนทางด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล Cloud Sustainability ซึ่งเป็นแนวทางการใช้บริการคลาวด์เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านความยั่งยืนภายในระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม

จากความสำคัญดังกล่าว depa หนึ่งในหน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่การส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจทุกรูปแบบ และยังสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย ตามแผนพัฒนาดิจิทัล 20 ปี เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ จึงพร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดิจิเทค อาเซียน ไทยแลนด์ 2022 (DigiTech ASEAN Thailand) งานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแห่งอาเซียน ซึ่งงานนี้รวมผู้ประกอบการ เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบการจัดการในอุตสาหกรรมต่างๆ มารวมไว้ในที่เดียว ช่วยให้ทุกองค์กรได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ ได้เรียนรู้ และสัมผัสเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุด พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้จากการสัมมนา ซึ่งเป็นการจัดงานบนพื้นที่จริงอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นออนไลน์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นายวรเทพ จักรวาลวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จํากัด

นายวรเทพ จักรวาลวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การทำงานในยุค Hybrid work place จะปรับเปลี่ยนจาก Work from home เป็น Work from everywhere ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้และการสื่อสารที่ง่าย รวมถึงการคำนึงถึงความคุ้มค่าในการเลือกใช้เทคโนโลยี ที่ต้องมีประสิทธิภาพ ความเร็ว ความเชื่อถือได้ และสามารถช่วยลดต้นทุนได้ เป็นต้น สำหรับงาน DigiTech ASEAN Thailand 2022 ถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลระดับนานาชาติ และเป็นจัดงานยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี 2565

ทางเลอโนโว ได้เตรียมแสดงเทคโนโลยี innovative เทคโนโลยีทางด้าน AR และ VR ซึ่งเทคโนโลยีของทั้ง AR และ VR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังนำระบบนวัตกรรมซูโลชั่นที่เอื้อต่อธุรกิจ ทั้งการจัดการค้าปลีก การบริการ การท่องเที่ยว ที่สามารถเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และได้ประสิทธิภาพ มีมาตรฐานตรวจสอบได้ ช่วยในเรื่องการการจอง การเช็คอิน การซื้อขาย และเทคโนโลยีอื่นๆ รวมถึงการเปิดจับคู่พันธมิตร เพื่อพัฒนาเรื่องคนและเทคโนโลยีให้พร้อมในการพัฒนาธุรกิจ

นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)

นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทางไมโครซอฟท์ ยังคงให้การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กลุ่มสตาร์ทอัพ รวมถึงให้การสนับสนุนสถานศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย ได้ใช้งานไมโครซอฟท์มาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการกระจายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นทางการเงิน เพื่อที่จะสร้าง “ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้” หรือ Tech Intensity ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ในการทำงาน

โดย Tech Intensity จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทฯ แนะนำให้องค์กรและบริษัททั่วโลกหันมาใช้งาน Tech Intensity ประกอบด้วย 3 มิติ คือ ยกระดับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไซเบอร์ซิเคียวริตี้-ความปลอดภัยข้อมูล และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยผู้ใช้งานควรใช้เครื่องมือ เช่น ระบบการประมวลผล Cloud Computing และหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้ง ควรเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐและหน่วยงานเอกชนทั่วโลกสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเองได้

คุณชาลี คาเนโกะ ประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด

คุณชาลี คาเนโกะ ประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเข้าร่วมงาน DigiTech ASEAN Thailand ครั้งนี้ คือ การนำเสนอตัวไคเซน ซึ่งเป็นเทคนิควิธีอันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานขององค์กร คำว่า “Kaizen” เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เหมาะที่จะนำมาปรับใช้ส่งเสริมธุรกิจองค์กร หน่วยงาน สตาร์ทอัพ ในไทย และทางบริษัทฯ พร้อมช่วยเชื่อมต่อนำเข้าไปในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเปิดกว้างรองรับผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ทาง อิจิ จะนำโซลูชั่นซอฟแวร์จากทางญี่ปุ่น ที่เรียกว่า SASS ซึ่งมีระบบที่หลากหลาย ทั้งระบบการจัดการงานก่อสร้าง ระบบจัดการศึกษา ระบบการจัดการข้อมูลป้องกันการรั่วไหล ระบบบริการการเงิน ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ได้เลือกทดลองใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายจากผู้ประกอบการญี่ปุ่น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้อุตสาหกรรมหรือธุรกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี

นางสาวพีรยาพัณณ์ พงษ์สนาม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด

นางสาวพีรยาพัณณ์ พงษ์สนาม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า Digitech ASEAN Thailand 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2565 ที่ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “Connecting You with the Global Tech and Digital Community” โดยปีนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ สมาคมฟินเทคประเทศไทย สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย Drone Academy Thailand สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและคลาวด์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมหุ่นยนต์ช่วยเหลือแห่งเอเชียแปซิฟิก สมาคมเทคโนโลยีอีเว้นท์ประเทศฮ่องกง หอการค้าไทยสิงคโปร์ และอีกมากมาย

โดยมีบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลร่วมจัดแสดงสินค้าบริการกว่า 150 แบรนด์ชั้นนำจากทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน ตัวอย่างเช่น บริษัท จีเอเบิล จํากัด บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บิ๊กบีท แบงค็อก จำกัด บริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด Zoho Corporation บริษัท คินโทน เซาท์อีส เอเชีย บริษัท ซีเคียวริตี้ พิทช์ จำกัด คลาวดี เทเลคอม บริษัท ซีเอสไอ (ประเทศไทย) จำกัด Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd. บริษัท อัลทอส คอมพิวติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 8×8 International EPISODE Limited WooKyoung Information Technology บริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไอโคเน็กซ์ จำกัด และ Jeju Special Self-Governing Province เป็นต้น

คุณ อรุช ถิรวัฒน ตัวแทนจาก TechTalk Thai

นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนาวิชาการในหลากหลายประเด็นน่าสนใจรวมทั้งหมดกว่า 80 หัวข้อ โดยความร่วมมือของ Tech Talk Thai และพันธมิตรองค์กรด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล จัดเวทีนำเสนอความรู้ทั้งในแง่มุมของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อาทิ หัวข้อ ก้าวสู่โลกอนาคตของการทำงานแบบไฮบริด ด้วย Zoho Location Intelligence: ก้าวล้ำไปกับเทคโนโลยีแห่งการเปลี่ยนแปลง, บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในโรงงานอัจฉริยะ: บทเรียนและความท้าทาย, แนวทางความปลอดภัยทางไซเบอร์โดย DevSecOps พลิกโฉมธุรกิจของคุณไปข้างหน้าด้วยระบบดิจิทัล และอีกมากมาย DigiTech ถือเป็นงานเดียวที่รวมการนำเสนอโซลูชั่นล่าสุดมาไว้ในที่เดียวกัน ได้แก่ ซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ, ปัญญาประดิษฐ์, ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, อีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัล,  ดาต้าและคลาวด์, สมาร์ทโซลูชั่นส์และไอโอที รวมไปถึงเทคโนโลยี 5G และเครือข่าย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมมากกว่า 5,000 ราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3sLervF หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ www.digitechasean.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/digitechasean

from:https://www.techtalkthai.com/public-private-sectors-join-forces-to-organize-digitech-asean-thailand-2022/

เอสเอพี ประเทศไทย จับมือ DEPA ลงนามบันทึกความเข้าใจ มุ่งยกระดับทักษะดิจิทัลของเยาวชนและผู้ประกอบการไทย [Guest Post]

ความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้เยาวชนและผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาทักษะการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลและส่งเสริมกระบวนการทำงานเชิงดิจิทัล

เอสเอพี ประเทศไทย จับมือ DEPA จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมลงนามโดย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ที่ 2 จากซ้าย) และ นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กลาง) เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

เอสเอพี ประเทศไทย และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (Depa) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อริเริ่มเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทางดิจิทัลสำหรับเยาวชน ผู้ประกอบการธุรกิจ รวมถึงคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Emerging Technologies)

(จากซ้ายไปขวา) ดร.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายดูแลรัฐสัมพันธ์ เอสเอพี ประเทศไทย, นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า, ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้เยาวชนและผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยสามารถเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะได้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) โดยจะร่วมกันพัฒนาการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ในระบบการศึกษาแบบเปิด ผ่านหลักสูตรออนไลน์ของ เอสเอพี ตลอดจนนำนวัตกรรมดิจิทัลที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและคงไว้ซึ่งคุณภาพสำหรับแผนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านการนำเสนอหลักสูตรในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต  พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือนี้

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า “เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของ GDP ภายในปี 2573 หรืออาจเร็วกว่านั้น การพัฒนาและส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้กับเยาวชนและภาคธุรกิจของไทยจึงเป็นสิ่งที่ DEPA ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เยาวชนและผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเพื่อให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดในยุค Digital Transformation เช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัลและความเข้าใจในกระบวนการทำงานเชิงดิจิทัล ความร่วมมือกับภาคเอกชนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ความร่วมมือกับเอสเอพี ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและต่อยอดความพยายามของ DEPA ในการพัฒนาทักษะดิจิทัลใหม่ให้กับเยาวชนและผู้ประกอบการไทย”

ขณะเดียวกัน เอสเอพี ยังนำทรัพยากรขององค์กรไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตลอดจนบุคลากรที่มีความสามารถ มาผนึกกำลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเสริมทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็นในศตวรรษนี้ และเตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนอนาคต

จากการศึกษาของเอสเอพี แสดงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาบุคลากรที่มีทักษะสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า กล่าวว่า “ผลการศึกษาล่าสุดของเรา[1] พบว่า การขาดบุคลากรที่มีทักษะ เป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนการเติบโตและเร่งเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ความท้าทายนี้ฉีกรูปแบบความท้าทายเดิมที่ธุรกิจเคยพบเจอในอดีต เช่น ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การขาดงบประมาณ และการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโซลูชันดิจิทัล”

“การบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถและการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างขุมพลังของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศเติบโตได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ เอสเอพี มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนงานด้านดิจิทัลทั้งในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคมาโดยตลอด ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความพยายามของเราในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ DEPA ในการยกระดับทักษะดิจิทัลและร่วมกันสร้างอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย สรรค์สร้างนวัตกรรม เพื่อช่วยให้โลกดำเนินต่อไปได้ดียิ่งขึ้นพร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน” นายเอทูล กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ เอสเอพี ประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบเปิด และการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในอนาคต ให้กับเยาวชนไทยมากกว่า 1,200 คนในแต่ละปี

เยี่ยมชมศูนย์ข่าวเอสเอพี ติดตามเอสเอพี บน Twitter ได้ที่ @SAPNews

[1] The study, ‘Transformational Talent: The impact of the Great Resignation on Digital Transformation in APJ’s SMEs’, January 2022, The sample comprised 1,363 respondents across eight key countries included Thailand (n=207)

from:https://www.techtalkthai.com/sap-mou-depa-guest-post/

ส่องตัวเลขดิจิทัลคอนเทนต์ที่น่าสนใจของผู้ประกอบการชาวไทย

ดีป้า เผยผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ประจำปี 2564 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปีระบุภาพรวมอุตสาหกรรมขยายตัว 7% มีมูลค่าอยู่ที่ 42,065 ล้านบาท โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมเกมที่เติบโตอย่างมาก พร้อมคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยทั้งระบบจะขยายตัวต่อเนื่องถึงปี 2567 ด้วยมูลค่าอุตสาหกรรม 62,435 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกับ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (Bangkok ACM SIGGRAPH)และ บริษัท แอทไวส คอนซัลติ้ง จำกัด ดำเนินการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ประจำปี 2564 และคาดการณ์แนวโน้มของอุตสาหกรรมล่วงหน้า 3 ปี

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยปี 2564 มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 7% มีมูลค่าอุตสาหกรรมอยู่ที่ 42,065 ล้านบาท โดยได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเกมที่มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมแอนิเมชันที่ฟื้นตัวจากงานรับจ้างผลิตจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมเกมขยายตัวจากการเติบโตของผู้ให้บริการบนโมบายแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเกมมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16% ปี 2563 เติบโต 35% และปี 2564 เติบโต 8% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 37,063 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของผู้ให้บริการเกมบนโมบายแพลตฟอร์ม ทั้ง iOS และ Android โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 22,237 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าอุตสาหกรรมเกมปี 2564

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ/ผู้พัฒนาเกมผ่านโครงการ Game Online Academy และ Game Accelerator Program และในส่วนของบุคคลทั่วไปผ่านโครงการ E-sports in School, E-sports Online Academy, E-sports National Tournament และ E-sports Accelerator Program

โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้พัฒนาเกม (Game Developer) เพื่อตีตลาดและเก็บส่วนแบ่งทางการตลาดจากประเทศอื่นที่เป็นประเทศผู้พัฒนาเกมชั้นนำของโลก อีกทั้งสร้างทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับส่งเสริมการใช้เกมให้เกิดประโยชน์มากกว่าการเล่นเพื่อความบันเทิง

อุตสาหกรรมแอนิเมชันกับการฟื้นตัวผ่านงานรับจ้างผลิตจากต่างประเทศ

อุตสาหกรรมแอนิเมชันมีอัตราขยายตัวเฉลี่ย 11% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3,399 ล้านบาท จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ส่งผลให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้พฤติกรรมของผู้รับชมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งด้านปริมาณและความรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการจ้างงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่านับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้มูลค่าของอุตสาหกรรมแอนิเมชันเริ่มฟื้นตัวในปีที่ผ่านมา โดยการรับจ้างผลิตแอนิเมชันมีอัตราการขยายตัว 16% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,864 ล้านบาท

อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์หดตัวตามกำลังซื้อที่ลดลง

อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์หดตัวเฉลี่ย 18% โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,603 ล้านบาท เนื่องจากผลพวงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์COVID-19 ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของประชาชนไทยหลายกลุ่มลดลง ประกอบกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ลดลงจากมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้การบริโภคสินค้าในกลุ่ม Gift Accessory และ Fashion ลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าการเช่า/ซื้อลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์หดตัวเฉลี่ย 50% โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 486 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีมูลค่าสูงถึง 1,425 ล้านบาทในปี 2561 และ 1,422 ล้านบาทในปี 2562 ตามลำดับ

คาดอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโตต่อเนื่องถึงปี 2567

จากความเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ที่เกิดขึ้น ดีป้า คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยจะยังคงเติบโตต่อเนื่องอีก 3 ปี โดยจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 46,961 และ 53,729 ล้านบาทในปี 2565 – 2566 ซึ่งมูลค่าอุตสาหกรรมอาจพุ่งทะยานถึง 62,435 ล้านบาทในปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนมาจากอุตสาหกรรมเกมที่ประเมินว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุตสาหกรรมแอนิเมชัน และอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ที่เริ่มปรับฟื้นตัว หลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2562

นอกจากนี้ ในงานแถลงผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ประจำปี 2564 ยังมีช่วงของการเสวนา ซึ่งผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นโอกาสทางเศรฐกิจของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์กับเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technology) เช่น NFT, GameFi/Game NFT และ Metaverse เป็นต้น รวมถึงกระแสซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) โดยได้กล่าวถึงผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในแต่ละอุตสาหกรรมในช่วงปี 2564

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ และซอฟต์พาวเวอร์ที่จะเป็นอีกแรงหนุนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ดีป้า ได้มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการ และการนำเทคโนโลยีอุบัติใหม่มาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของประเทศไทย

“ดีป้า และหน่วยร่วมดำเนินการทั้งหมดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ปี 2564 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปีจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจวางแผนธุรกิจ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และการปรับตัวเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ โดยการนำแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย อีกทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของรัฐบาลในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป”

from:https://www.thumbsup.in.th/digital-content-thai-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=digital-content-thai-2022

สำรวจอุตสากรรมดิจิทัลไทย 2564 มูลค่ารวม 8.98 แสนล้านบาท เติบโต 25% บริการด้านดิจิทัลขยายตัวสูงสุด

ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสหากรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 ใน 3 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล มีมูลค่ารวม 8.98 แสนล้านบาท ขยายตัว 25% จากปี 2563 ชี้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด พร้อมคาดการณ์ว่า การเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567

depa

ผลสำรวจข้อมูลสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2564 โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) และอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Services) ทั้งในส่วนของข้อมูลรายได้และการจ้างงาน โดยนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้คำนวณร่วมกัน ซึ่งพบว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ย 25% จากปี 2563 มีมูลค่ารวมที่ 8.98 แสนล้านบาท และหากนับรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ที่สำรวจโดย ดีป้า และอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ปี 2564 จากการสำรวจโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จะมีมูลค่ารวมที่ 1.58 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.33% สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตอย่างมากในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล

depa

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีอัตราการเติบโตกว่า 37% คิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดด้วยมูลค่า 3.46 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ (Online Media) ซึ่งรวมทั้งยูทูบ (YouTube) และเฟซบุ๊ก (Facebook) พบว่ามีการขยายตัว โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากการโฆษณา

สังคมไทยกำลังเข้าสู่บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้คนใช้งานแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ (e-Retail) รับชมสื่อออนไลน์ และใช้บริการขนส่ง (e-Logistics) มากขึ้น ซึ่งตลาดที่เติบโตชัดเจนคือ e-Logistics เช่น บริการสั่งอาหาร ถือเป็นตลาดที่มีการขยายตัวมากกว่า 57% เช่นเดียวกับ e-Retail ที่เติบโต 44% โดยมูลค่าบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับจำนวนบุคลากร ซึ่งไม่ใช่เพียงคนไอที แต่เกิดการจ้างงานที่ทำให้ผู้คนเข้ามาในอุตสาหกรรมดิจิทัลมากขึ้นดร.กษิติธร กล่าว

การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลปี 2564 เติบโตเฉลี่ย 26.55% เพิ่มเป็น 84,683 ราย จาก 66,917 รายในปี 2563

depa

ล็อกดาวน์พาตลาดฮาร์ดแวร์โต

การสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2564 ยังพบว่า มูลค่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.86 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์มาจำหน่ายในประเทศไทยมากขึ้นกว่า 53% มีจำนวนเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านเครื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายเครื่องสูง ส่งผลให้ตลาดคอมพิวเตอร์เติบโตเกินระดับ 1 แสนล้านบาท สถิตินี้ทำให้เห็นการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเข้าสู่สังคมดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการล็อกดาวน์ และการทำงานจากระยะไกล (Work from home) ที่มีผลให้ตัวเลขรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตขึ้นรวม 12%

อีกหนึ่งส่วนที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์คือ ตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robot & Automation) โดยการสำรวจพบว่ามีการนำเข้ามากกว่า 5.53 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 27% ซึ่งถือเป็นส่วนที่เติบโตอย่างมากในฝั่งฮาร์ดแวร์

นอกจากนี้ การสำรวจพบว่า จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะปรับตัวลดลงราว 0.45% ในปี 2564 โดยบันทึกได้ 311,051 ราย ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าว 312,460 ราย

depa

ซอฟต์แวร์คลาวด์บิ๊กดาต้า โตต่อเนื่อง

ภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการด้านซอฟต์แวร์ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2564 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จาก 1.44 แสนล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1.21 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 14% สิ่งที่พบจากการสำรวจคือ ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีการจ้างงานเฉลี่ยต่ำกว่า 10 คน และกว่า 90% เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า มูลค่าของซอฟต์แวร์แบบคลาวด์ (Cloud) ที่สามารถใช้งานผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ได้ยืดหยุ่นเติบโตมากกว่าแบบออนพริมิส (On-Premise) ที่ยังอิงกับระบบเซิร์ฟเวอร์ดั้งเดิม

จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ปี 2564 มีจำนวน 129,544 ราย เพิ่มขึ้น 4.64% จากจำนวนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมปี 2563 ที่มีจำนวน 123,805 ราย

การสำรวจยังพบว่า อุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าปี 2564 มีมูลค่ารวม 1.59 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 14.25% โดยการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1. ส่วนฮาร์ดแวร์ มีมูลค่า 1.92 ล้านล้านบาท เติบโต 19.07% 2. ส่วนซอฟต์แวร์ มีมูลค่า 4.76 พันล้านบาท เติบโต 13.91% 3. ส่วนบริการดิจิทัล มีมูลค่า 9.31 พันล้านบาท เติบโต 17.53% ขณะที่บุคลากรมีจำนวน 19,392 คน เพิ่มขึ้น 18%

depa

บริการด้านดิจิทัลแรงแซงทุกกลุ่ม

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี กล่าวถึงผลคาดการณ์ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2565-2567) โดยวิธีประมาณการณ์จากมูลค่าอุตสาหกรรมปีที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมที่จะเติบโตมากที่สุดในช่วง 3 ปีจากนี้คือ บริการดิจิทัลและบิ๊กดาต้า ตามมาด้วยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์

หากพูดถึง 3 อุตสาหกรรมดิจิทัล ฮาร์ดแวร์ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจในอดีต แต่เชื่อว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลจะทำให้อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกพื้นที่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย โดยมูลค่าอุตสาหกรรมจะขึ้นไปถึง 6.9 แสนล้านบาทในปี 2567”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สำรวจอุตสากรรมดิจิทัลไทย 2564 มูลค่ารวม 8.98 แสนล้านบาท เติบโต 25% บริการด้านดิจิทัลขยายตัวสูงสุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/digital-industry-thailand-2022/