คลังเก็บป้ายกำกับ: IOT

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวดิจิทัลเซอร์วิส บริการเชิงรุก วิเคราะห์ คาดการณ์ ลดดาวน์ไทม์ เน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืน [Guest Post]

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน เปิดตัวดิจิทัลเซอร์วิส ด้วยขุมพลังจาก IoT ร่วมกับ AI อัจฉริยะ ให้ประสิทธิภาพการดำเนินการที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น  ทั้งการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ คาดการณ์แนวโน้มการเสื่อมสมรรถภาพของอุปกรณ์ พร้อมแจ้งเตือนความล้มเหลวของอุปกรณ์ล่วงหน้า ช่วยลดดาวน์ไทม์ ยืดอายุของอุปกรณ์ไฟฟ้า และแนะนำแผนการบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดดดิจิทัลถูกนำมาใช้ในการทรานส์ฟอร์มและยกระดับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ค้าปลีกไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ได้คิดค้นนวัตกรรมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลในทุกแง่มุมและทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ดิจิทัลเหมือนเป็นโลกใหม่ที่ช่วยปฏิวัติโลกเก่าให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืน อีกทั้งการควบคุมด้วยดิจิทัลยังช่วยทำให้มองเห็นสถาปัตยกรรมระบบต่างๆ ทั้งในภาพรวม ผ่านซอฟต์แวร์ ช่วยลดความยุ่งยาก และลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน เพื่อเอาเวลาที่มีค่าไปโฟกัสเรื่องที่สำคัญกว่าแทน

นายวราชัย จตุรสถาพร รองประธาน ธุรกิจ Field Services ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา เผยว่า

“การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียว สามารถทำเท่าที่จำเป็นเพื่อที่ธุรกิจจะสามารถวัด ROI ได้ (Return on Investment) ด้วยเทคโนโลยี EcoStruxure ที่เป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ระบบเปิด ด้วยความสามารถทางด้าน IoT และ AI จึงทำให้บริการดิจิทัลเซอร์วิสของเรามีความครอบคลุมที่สุด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ในการเป็นผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ช่วยสร้างความยืดหยุ่น และแก้ไขปัญหาของลูกค้า รวมถึงธุรกิจลูกค้าในอนาคตได้ นอกเหนือจากบริการภาคสนามแบบปกติ และทางชไนเดอร์ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในเรื่องของการวิเคราะห์ ที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยทั้งในส่วนของสินทรัพย์ต่างๆ และบุคคล ช่วยปรับเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาตามเวลาที่กำหนด หรือแบบไทม์เบส ซึ่งต้องชัตดาวน์ระบบทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ มาเป็นคอนดิชั่นเบส ทำให้เกิดการลดต้นทุนด้านการซ่อมบำรุง และต้นทุนการสูญเสียในการหยุดสายการผลิตต่างๆ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน รวมถึงสร้างความยั่งยืนได้อีกด้วย”

ดิจิทัลเซอร์วิสของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นมิติใหม่แห่งการบริการด้านการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่บริการภาคสนามเพียงอย่างเดียว ยังมีการผนวกบริการดิจิทัล ด้วย EcoStruxure ที่ให้ศักยภาพด้าน IOT และใช้ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ มีการบริการที่โดดเด่นได้แก่

EcoStruxure Service Plans มิติใหม่แห่งการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าด้วยบริการดิจิทัลตลอดอายุสัญญา ที่ให้บริการครอบคลุมถึงระบบ IoT ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ และปรับปรุงอุปกรณ์ที่ลูกค้ามีอยู่ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทรานส์ฟอร์มระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ด้วยซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อกับดิจิทัล ช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าขัดข้อง ลดกิจกรรมด้านการบํารุงรักษา ลดค่าใช้จ่ายในการดําเนินการเอง ลดเวลาขัดข้องที่ไม่ได้วางแผนไว้ตลอดจนยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และสินทรัพย์

EcoStruxure Asset Advisor ช่วยเสนอแนวทางในการจ่ายไฟฟ้าและการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า ประเมินผลข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ ใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ให้ความสามารถในการคาดการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผน ความสูญเสียจากการปฏิบัติงาน และการบำรุงรักษาที่มีราคาแพง ซึ่งลูกค้าหรือผู้ใช้งานสามารถดำเนินการด้วยตนเองอีกทั้งยังสามารถใช้บริการ Service Bureau ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่คอยดูแลและให้บริการตลอด 24×7

โดยบริการดิจิทัลของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มี 2 แพคเกจหลัก ได้แก่

Preventive Services เป็นการบริการเชิงป้องกัน ดูเทรนด์ของระบบ สามารถตรวจสอบได้ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมและสถานะของอุปกรณ์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือนอัจฉริยะเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ นอกจากนี้ตลอดแพ็คเกจการใช้งานจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในระบบตลอด 24 ชม. พร้อมกับการรายงานให้แบบรายเดือน

Predictive Services เป็นการบริการเชิงคาดการณ์ ได้รับบริการพื้นฐานเหมือนกับ Preventive Services แต่จะมีความแตกต่าง อาทิ เช่น การรายงานข้อมูล ‘เชิงลึก’ แบบกำหนดเองได้ มีทีมงานช่วยดูแลและให้คำปรึกษาพร้อมการแจ้งเตือน ‘โดยตรง’ ตลอด 24 ชั่วโมง และการคาดการแนวโน้มการซ่อมบำรุงในส่วนต่างๆ ทำให้ลดการเกิดดาวน์ไทม์ หรือเหตุขัดข้องโดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าได้ โดยผู้ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ทันท่วงที หรือก่อนที่จะเกิดเหตุ พร้อมทั้งช่วยให้สามารถรู้ และแจ้งเตือน ช่วงเวลาในการซ่อมบำรุงของอุปกรณ์ต่างๆ ได้เมื่อถึงเวลา หรือใกล้เสื่อมประสิทธิภาพ และเมื่อใกล้หมดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

“การเปลี่ยนระบบไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล เป็นการแก้ปัญหาความท้าทายของระบบไฟฟ้าในอดีต ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะการดาวน์ไทม์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากการเสื่อมของอุปกรณ์ที่มีอยู่ หรือจากปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปลี่ยนเป็นดิจิทัลแล้ว ทำให้สามารถเข้าถึงและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของระบบไฟฟ้า รวมถึงประสิทธิภาพ ในแบบเรียลไทม์ และย้อนหลังได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ คาดการณ์แนวโน้มของระบบได้อย่างมั่นใจ” นายวราชัย กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-launches-digital-services/

ATCI ฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรมไอทีไทยในเวทีนานาชาติ [Guest Post]

8 องค์กรใหญ่ของไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติจาก ASOCIO

สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ATCI (The Association of Thai ICT Industry) เป็นสมาคมของผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมแรกของประเทศไทย โดยมีวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย ให้เติบโต และแข็งแรง  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ในปี 2022 นี้ องค์กรของไทยได้ประสบความสำเร็จในการใช้ IT อย่างโดดเด่น และได้รับรางวัลจาก สมาพันธ์ ASOCIO (Asian-Oceanian Computing Industry Organization) ซึ่งเป็นองค์กรภูมิภาค ประกอบด้วยสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการจาก 24 ประเทศในภาคพื้นเอเซีย-โอเชียเนีย

ความสำเร็จขององค์กรไทยใน ASOCIO

8 องค์กรของไทย ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจาก ASOCIO ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้พัฒนาองค์กรได้อย่างอย่างโดดเด่น และประสบผลสำเร็จ โดยได้มีการมอบรางวัล ASOCIO Awards ให้กับองค์กรของประเทศสมาชิกที่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น Blockchain, IoT, AI, Robotics, Big Data, Cyber Security & Cloud based solutions มาใช้ในการพัฒนาการให้บริการด้านต่าง ๆ และการบริหารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพจนประสบผลสำเร็จ  คณะกรรมการตัดสินรางวัลของสมาพันธ์ ASOCIO ได้เห็นชอบให้องค์กรของประเทศไทยได้รับรางวัล ASOCIO Awards ในแต่ละสาขาดังนี้

หมวด

องค์กร

1) Outstanding Tech Company Award

บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน)

2) Outstanding User Organization Award

บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี จำกัด

3) Digital Government Award

กรมสรรพสามิต

4) EdTech Award

บริษัท โคนิเคิล จำกัด

5) HealthTech Award

กระทรวงสาธารณสุข

6) Cybersecurity Award

บริษัท ที-เน็ต จำกัด

7) Environmental, Social & Governance Award

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

8) Start-Up Award

บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด

การมอบรางวัลในปีนี้ได้จัดให้มีขึ้น ในวันที่ 28 ตุลาคม 2565 เวลา 19.00 น. ณ Resorts World Sentosa Convention Centre ประเทศสิงคโปร์ ในการประชุม ASOCIO Digital Summit 2022 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2565

นายสุภัค ลายเลิศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย

นายสุภัค ลายเลิศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย กล่าวว่า  “เป็นเรื่องที่น่ายินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง  จากความสำเร็จขององค์กรไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในเวที ASOCIO ที่สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพกับการบริหารองค์กรและการให้บริการลูกค้าจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลจากองค์กรระดับนานาชาติซึ่งรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันให้องค์กรทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชนในประเทศไทย ได้มีการเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำมาปรับใช้เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง 

รายละเอียดผู้ได้รับรางวัล ASOCIO 2022

  1. บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลประเภท Outstanding Tech Company Award

เป็นบริษัทที่สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มสําหรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (บริการธุรกิจดิจิทัล) และนําเสนอผลิตภัณฑ์นั้นแก่ผู้ใช้ในรูปแบบของบริการที่ครอบคลุม (SaaS: ซอฟต์แวร์เป็นบริการ) ระหว่างธุรกิจและรัฐบาล (B2G) ระหว่างธุรกิจและธุรกิจ (B2B) และระหว่างเอกชนและสาธารณะ หรือผู้บริโภค (B2C) เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการใช้บริการของบริษัทด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัท ที่ดีกว่าเร็วกว่าที่
ถูกกว่า

  1. บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี จำกัด (NDID) ได้รับรางวัลประเภท Outstanding User Organization Award

เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม NDID ซึ่งเป็นระบบนิเวศในการเชื่อมต่อสมาชิกเพื่อส่งและรับคําขอการรับรองความถูกต้อง และข้อมูล เช่น e – KYC, e – ความยินยอม และ e – ลายเซ็น เพื่อเป็นการส่งเสริม
ให้เกิดการยอมรับ และใช้งานสาธารณะ

  1. กรมสรรพสามิต ได้รับรางวัลประเภท Digital Government Award

กรมสรรพสามิตมุ่งเน้นการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยแนวคิดที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงการสร้างมาตรฐาน และใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ไม่เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการจัดเก็บแต่ยังมุ่งหวังที่จะช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งผู้ประกอบการในด้านความสะดวก รวดเร็ว มีมาตรฐาน อีกทั้งบุคลากรของกรมสรรพสามิตยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ภารกิจของกรมสรรพสามิตประสบผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อความยั่งยืนของประชาชน และประเทศชาติ

  1. บริษัท โคนิเคิล จำกัด ได้รับรางวัลประเภท EdTech Award

โคนิเคิล เป็นผู้บริการโซลูชันด้าน การพัฒนาบุคลากรและองค์กร ด้วยแนวคิด Everyday Learning Experience ทำให้องค์กรเป็น Learning Organization หรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มที่สร้างด้วยทีมงานของตนเอง เนื้อหาคอนเทนต์ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่าง ๆ และบริการให้ปรึกษาด้านการเรียนทุกรูปแบบ

  1. กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลประเภท HealthTech Award

“Mor Prom” Digital Health Platform สำหรับคนไทย สำหรับบริหารจัดการข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด 19 แสดงประวัติและรายละเอียดการฉีดวัคซีน รองรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา การตรวจสอบสิทธิรักษา การนัดหมายแพทย์ Telemedicine การให้บริการใบรับรองสุขภาพแบบดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยบริการสุขภาพทุกระดับ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล คลินิก และร้านยา มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้านสุขภาพและการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)

  1. บริษัท ที-เน็ต จำกัด ได้รับรางวัลประเภท Cybersecurity Award

เป็นผู้นำในการให้บริการด้าน IT Security สัญชาติไทย มีทีมวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยีด้านที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในระดับอาเซียน และได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นทางด้านนวัตกรรมจากนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีเครื่องหมายธรรมาภิบาล มีการเผยแพร่ความรู้ ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้แก่หน่วยงาน และแจ้งเตือนภัยทางด้านเทคโนโลยีแก่สาธรรณะ อย่างสม่ำเสมอ มีผลงานเด่นคือ การเผยแพร่มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยฉบับภาษาไทย วิจัย พัฒนา Drone Jammer และ Drone Detector เป็นต้น

  1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลประเภท Environmental, Social & Governance Award

          การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ได้นำโซลูชั่น การจัดการสินทรัพย์ระดับองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า กฟผ. ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายการใช้โซลูชันการจัดการสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปยังโรงไฟฟ้า และเขื่อน ทุกแห่งแล้ว โดยเทคโนโลยี AI นี้ จะช่วยในเชิงคาดการณ์ พยากรณ์ ด้านพลังงานให้มีความรวดเร็ว แม่นยำยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดอย่างราบรื่นตามนโยบาย Carbon Neutrality ของประเทศไทย ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ส่งผลดีต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

  1. บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ได้รับรางวัลประเภท Start-Up Award

          เป็นบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลที่ให้บริการโซลูชั่น AI สําหรับการตรวจสอบคุณภาพข้าวและพันธุ์ข้าว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเทคโนโลยีให้เป็นส่วนหนึ่งของการเกษตร โดยการนําปัญญาประดิษฐ์มาใช้ และนําแพลตฟอร์มดิจิทัลมาสู่อุตสาหกรรมการเกษตรไทย เพื่อเพิ่มมูลค่า ประสิทธิภาพ และยกระดับภาคส่วนนี้ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล  และมุ่งหวังให้ AI โซลูชั่นเป็นตัวกลางระดับโลกในการซื้อขายสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

นายสุภัค ลายเลิศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ที่ 3 จากซ้าย)  ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ Chief  Executive Officer บริษัท ที-เน็ต จำกัด (ซ้ายสุด) นายนพพล พันธ์เงิน ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ที่ 2 จากซ้าย) นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (ที่ 4 จากซ้าย) นายบุญสันต์ ประสิทธิ์สัมฤทธิ์  ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (ที่ 5 จากซ้าย) นายภูวินทร์ คงสวัสดิ์  Chief  Executive Officer บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (ที่ 2 จากขวา) และนายนภสินธุ์  เสือดี Product  Excellence Lead บริษัท โคนิเคิล จำกัด (ขวาสุด)

from:https://www.techtalkthai.com/atci-celebrates-the-success-of-the-thai-it-industry-on-an-international-stage/

แนวโน้มอุตสาหกรรมด้านการมอนิเตอร์ระบบไอทีประจำปี 2566 จาก Paessler

Paessler ได้คาดการณ์แนวโน้มที่สำคัญบางส่วน ทั้งจากมุมมองของบริษัทเองก็ดีหรือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการมอนิเตอร์โครงสร้างระบบไอทีและระบบเครือข่ายก็ดี โดยปี 2566 น่าจะมีสิ่งสำคัญเกิดขึ้นดังนี้

1 การก้าวสู่ระบบดิจิทัลยังคงผลักดันให้เกิดภาระหน้าที่ใหม่ๆ ในระบบไอที
แม้คนส่วนใหญ่จะมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรคในการผสานรวมโลกไอทีและ OT (เทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ) เข้าด้วยกัน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการมอนิเตอร์ระบบในภาพรวมหรือทั้งระบบนิเวศน์ ดังนั้นยิ่งเราต้องการขยายศักยภาพของการผสานรวมของโลก IT/OT เราก็ยิ่งต้องใช้โซลูชันที่สามารถมอนิเตอร์และติดตามอุปกรณ์และโครงสร้างระบบเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วนที่สุดด้วยเช่นกัน

2 โซลูชันการมอนิเตอร์ระบบจะมีบทบาทสำคัญในศูนย์ข้อมูล
ศูนย์ข้อมูลตลอดจนโครงสร้างระบบและอุปกรณ์อื่นๆ มาพร้อมความท้าทายในการมอนิเตอร์ระบบ การดูแลให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดจึงจำเป็นต้องคอยติดตามอุปกรณ์ทางเทคนิคจำนวนมากอย่างใกล้ชิด ดังนั้นโซลูชันการมอนิเตอร์ระบบจึงน่าจะมีบทบาทสำคัญควบคู่ไปกับศูนย์ข้อมูลในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกัน

3 การมอนิเตอร์ระบบจากทางไกลผ่านคลาวด์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นแต่ต้องทำให้ได้ดียิ่งขึ้น
โซลูชันการมอนิเตอร์ระบบผ่านคลาวด์ยังคงพบปัญหาบางส่วนเนื่องจากต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรและมีความเร็วสูงเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแจ้งเตือนปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นผลจากความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องจับตาและองค์กรควรใช้เครื่องมือการมอนิเตอร์ระบบร่วมกันให้เหมาะสม

4 จุดโฟกัสที่เปลี่ยนไปด้านการปรับปรุงความปลอดภัยในระบบ IoT
มีช่องว่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นจุดหนึ่ง นั่นก็คือช่องว่างเรื่องความปลอดภัยของ IoT (อินเทอร์เน็ตออฟติงส์) โซลูชันการมอนิเตอร์ระบบที่ดีต้องสามารถช่วยดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติมโดยทำงานร่วมกับอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยของสถานที่ อาทิ ระบบล็อกประตู กล้องวงจรปิด ระบบตรวจจับควันไฟ หรือเซ็นเซอร์อุณหภูมิ ซึ่งสามารถรวมการมอนิเตอร์ระบบทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลาง และธุรกิจต่างๆ ควรพิจารณาแง่มุมเหล่านี้ในการตัดสินใจเลือกใช้โซลูชันในอนาคตต่อไป

5 สถาปัตยกรรมแบบกระจายจะกลายเป็นนิวนอร์มอล
แนวคิดการทำงานแบบไฮบริด สำนักงานจากทางไกล และการทำงานจากที่บ้าน กลายเป็นเรื่องปกติของหลายองค์กร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเอาไว้บนคลาวด์แทนที่จะใช้โครงสร้างระบบข้อมูลแบบรวมศูนย์

from:https://www.enterpriseitpro.net/paessler-news-release/

Schneider Electric และ SAP กระชับความสัมพันธ์เพื่อทำให้การผสานรวมระบบ IIoT ง่ายขึ้น

Schneider Electric และ SAP ซึ่งเชี่ยวชาญในระบบอุตสาหกรรมไฮเทค และด้านซอฟต์แวร์การจัดการองค์กร กำลังกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดที่จะทำให้การปรับใช้แอปพลิเคชัน IoT ในอุตสาหกรรมง่ายขึ้นและปรับปรุงความยั่งยืน

SAP ยักษ์ใหญ่ด้าน ERP และบริษัทระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม Schneider Electric เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประกาศว่าพวกเขาจะขยายความร่วมมือในด้าน IIoT (IoT เชิงอุตสาหกรรม) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการปรับใช้ที่ง่าย
 
ทั้งสองบริษัทวางแผนที่จะสร้างตัวเลือกการปรับใช้ที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าสำหรับลูกค้า IIoT ดังนั้นบริษัทใดๆ ที่กำลังมองหาเครื่องมือการจัดการบริการภาคสนามโดยใช้ความเป็นจริงเสริมก็สามารถเลือกและใช้การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าของพันธมิตรได้ (การผสานรวมเทคโนโลยีการปฏิบัติงานของร้านค้า มีการวางแผนใช้ฝาแฝดดิจิทัลสำหรับการจัดการวงจรชีวิต)
 
แนวคิด คือการลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในการปรับใช้แอปพลิเคชัน Industry 4.0 ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงไอที เช่น ซอฟต์แวร์ ERP เข้ากับเทคโนโลยีการปฏิบัติงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต แม้ว่าลูกค้าที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสนใจอย่างมาก แต่ลูกค้าเหล่านี้จำนวนมากมองว่าการออกแบบและการปรับใช้เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สำคัญ ซึ่งได้ชะลอการขยายตัวของเทคโนโลยีใหม่
 
Peter Maier ประธานอุตสาหกรรมและที่ปรึกษาลูกค้าของ SAP กล่าวในแถลงการณ์ว่า
 
“บริษัทของเราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน นวัตกรรม และมาตรฐานแบบเปิด ทำให้โซลูชันข้อมูลแบบบูรณาการและเทคโนโลยีการดำเนินงานง่ายต่อการใช้งานสำหรับลูกค้าร่วมของเรา” 
 
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความยั่งยืนในการเปิดตัว โดยบริษัทต่างๆ กล่าวว่าพวกเขาวางแผนข้อเสนอในอนาคตเพื่อช่วยบริษัทต่างๆ ในการจัดการพลังงาน
 
Marcia Walker ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IoT ของ IDC กล่าวว่า
 
“อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังคงอยู่ว่า Industry 4.0 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงใหม่ระหว่าง Schneider และ SAP นั้นเป็นเรื่องของการผสมผสานวัฒนธรรมพอๆ กับการสร้างโซลูชันใหม่ๆ” 
 
Katell Thielemann รองประธานและนักวิเคราะห์ของ Gartner Research กล่าวว่า
 
“การผสานรวมวัฒนธรรมของทั้งสองบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายพอๆ กับการผสมผสานวัฒนธรรมของบุคลากรด้านไอทีและ OT”
 
“ฉันมองเห็นศักยภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับมุมมองด้านอุตสาหกรรมและพลังงานเป็นศูนย์กลางของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อเสริมมรดกด้าน ERP ที่เน้น ERP ของ SAP ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของพวกเขาในการสานต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมให้เป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี โดยเห็นได้จากการเปิดตัวมหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค”
 
“แรงผลักดันสำหรับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ยังแฝงไปด้วยอันตรายในตัวมันเอง เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีถูกเพิ่มเข้าไปในระบบการผลิตที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะถูกสร้างขึ้น”
 
“ระบบการผลิตทางอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยระบบไซเบอร์และฟิสิคัลที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการประกาศดังกล่าวก็เงียบอย่างเห็นได้ชัด”
 

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-and-sap-deepen-relationship-to-simplify-iiot-integration/

ดีแทค บิสิเนสชู 5G Mobile Private Network บน AWS ขับเคลื่อนดิจิทัลสู่กลุ่มธุรกิจไทย [Guest Post]

นำโซลูชัน 5G MPN ติดปีกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ยกระดับระบบอัตโนมัติซัพพลายเชน

22 พฤศจิกายน 2565 – ดีแทค บิสิเนส แนะนำ 5G Mobile Private Network (5G MPN) ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติซัพพลายเชนเพื่อธุรกิจไทย เน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โรงงานผู้ผลิต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) คือการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Internet of Things (IoT), Machine Learning (ML), คลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง, เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์ล้ำสมัยอื่นๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดย 5G MPN จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนอัตโนมัติที่ดำเนินการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

ดีแทค บิสิเนส นำ 5G MPN เพื่อพลิกโฉมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย 5G MPN จะใช้งานบน AWS พร้อม 3 โซลูชันหลักผ่านระบบ Edge ได้แก่ IoT, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) โดย 5G MPN เป็นระบบหลัก 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะขององค์กรในการทำงานร่วมกับเอดจ์คอมพิวติ้ง บนคลื่น 26 GHz พร้อมระบบสำหรับการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมั่นใจได้ในความเสถียรสูง (High reliability) ความหน่วงต่ำ (Low latency) และความปลอดภัยที่เหนือกว่า (Superior security)

นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายซาดัท ซามาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาได้พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย โดย 5G MPN คือกุญแจสำคัญที่จะมาสนับสนุนกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสนับสนุนระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการออกแบบและปรับเปลี่ยนของโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งให้ตรงความต้องการ เราจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น IoT และระบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ เพื่อสนองทิศทางก้าวสู่ดิจิทัล และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจไทย”

ดีแทค บิสิเนส นำ AWS แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครบครันและใช้งานในวงกว้างที่สุดระดับโลก สู่การออกแบบ 3 โซลูชันเพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

  1. Robotics Automation – โซลูชันหุ่นยนต์ที่ออกแบบการทำงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อบริการจัดการแบบอัตโนมัติ หรือ Automation โดยเมื่อหุ่นยนต์ได้รับคำสั่งจะทำการเคลื่อนที่ไปยังชั้นเก็บสินค้านั้น ๆ ด้วยการเชื่อมต่อด้วย 5G MPN โดยอัตโนมัติเพื่อทำการขนส่งสินค้า จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า ลดเวลา และยังสามารถลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากคนทำงานได้อีกด้วย
  2. Predictive maintenance –  โซลูชันที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงร่วมกับ 5G MPN เพื่อตรวจจับสภาวะผิดปกติในอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งช่วยให้คาดการณ์ซ่อมบำรุง หรือ Predictive Maintenance ให้กับกระบวนการทั้งหมด โดย Monitron Sensor เมื่อทำงานร่วมกับ 5G MPN ในรูปแบบ Massive IoT จะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านเซนเซอร์ โดยการมอนิเตอร์การเคลื่อนไหว (Vibration) และ / หรืออุณหภูมิ (Temperature) แล้วทำการส่งค่าไปปยังศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อประมวลผลโดยแมชชีนเลิร์นนิง และแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบที่ผิดปกติ ดังนั้น ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขทันที ก่อนที่จะนำไปสู่ความเสียหายหรือการหยุดชะงัก (Downtime) ในการบริหารสินค้าได้
  3. Video Analytic – โซลูชันกล้องอัจฉริยะในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับ 5G MPN ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการคลังสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณหวงห้าม หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็น High-Value Asset ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และรองรับการทำงานได้ทุกพื้นที่
นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5G MPN จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโรคระบาด จึงน่ามีโอกาสเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพิ่มเป็น 2 เท่า และเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ด้วย AWS ของเรา ดีแทค บิสิเนส สามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและกำหนดซอฟแวร์ที่นำมาใช้งานทางธุรกิจได้ง่าย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

*ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจ 5G Mobile Private Network สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/dtac-business-launches-5g-mobile-private-network-on-aws-driving-digital-to-thai-businesses/

ซิสโก้จับมือแพลนเน็ตคอม พัฒนา “โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์” ขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ในไทย [Guest Post]

โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์ทำหน้าที่เป็นแกนหลักรองรับบริการสมาร์ทซิตี้

กรุงเทพฯ – 10 พฤศจิกายน 2565 – ซิสโก้ และ บมจ.แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย (PLANET) เปิดตัว PLANET Edge Data Center” โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้นแบบสำหรับขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย (Country Digital Acceleration – CDA) ของซิสโก้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อ และสร้างประสบการณ์ดิจิทัลแบบเน็กซ์เจนให้กับประชาชนผ่านนวัตกรรมสมาร์ทซิตี้ เช่น ระบบไฟส่องสว่างแบบอัจฉริยะตามท้องถนน และระบบเซ็นเซอร์ ฯลฯ

ขณะที่ประเทศไทยกำลังขยายโครงการสมาร์ทซิตี้อย่างต่อเนื่อง โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์จะมอบแพลตฟอร์มที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงานพร้อมความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ขับเคลื่อนโซลูชั่นที่ใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า (Big Data), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทั่วประเทศ

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แพลนเน็ตคอมและซิสโก้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมาอย่างยาวนาน และเรามีความยินดีในการขยายความร่วมมือดังกล่าวภายใต้โครงการ CDA ของซิสโก้ แพลนเน็ตคอมในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล เรามุ่งพัฒนาโซลูชั่นเพื่อสร้างเมืองดิจิทัลที่สามารถใช้ศักยภาพของ 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และชีวิตที่มีคุณภาพ การที่เราเป็นพาร์ทเนอร์กับซิสโก้ทำให้ธุรกิจและการบริการของเราเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าด้วยดีตลอดมา จนถึงวันนี้เราร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศด้วยความชำนาญของเราทั้งคู่ผ่านการพัฒนา ‘PLANET Edge Data Center’ ที่จะนำไปติดตั้งตามหัวเมืองจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศภายในปี 2566 โดยใช้เวลาในการติดตั้งที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงซึ่งเป็นจุดเด่นของโมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์

ปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้งาน Big Data, IoT และ AI เพิ่มมากขึ้น จึงมีความต้องการระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงมากกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ของเมืองเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลมหาศาลและถูกประมวลผลแบบเรียลไทม์ รวมถึงข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆและกล้องที่ติดตั้งในตัวเมือง, การทำ Image Processing สำหรับระบบ Face Recognition เพื่อวิเคราะห์และรู้จำใบหน้า หรือระบบอ่านและค้นหาป้ายทะเบียนรถ

โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์นำเสนอรูปแบบของโซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาและความท้าทายเหล่านี้ โดยทำงานร่วมกับบริการคลาวด์ที่มีอยู่เพื่อใช้งานด้านข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รองรับการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนเมืองต่างๆ ให้เป็นดิจิทัลซิตี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน

โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์บรรจุความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ในคอนเทนเนอร์มาตรฐานสำหรับการขนส่ง โดยมีอัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness – PUE) อยู่ที่ 1.3 ถึง 1.5 สามารถขนย้ายไปได้เกือบทุกที่ทั่วโลก ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก มีความยืดหยุ่นของโลเคชั่นอย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดของบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในแต่ละพื้นที่ และรองรับการทำภารกิจในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ โดยสามารถใช้งานแทนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกลที่ไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และพม่า

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และพม่า กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางการเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าในด้านต่างๆ  ความร่วมมือระหว่างซิสโก้และแพลนเน็ตคอม ภายใต้ ‘โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย’ (CDA) ของซิสโก้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่เอื้อประโยชน์แก่คนทุกกลุ่มในไทย ‘โมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์’ นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญบนเส้นทางดิจิทัลของประเทศที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทย และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ชีวิตดิจิทัลที่ก้าวล้ำเราหวังว่าจะได้เห็นเทศบาล อำเภอ หรือเมืองอัจฉริยะมากขึ้นที่ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือนี้”

‘PLANET Edge Data Center’ ประกอบด้วยโมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์จากซิสโก้ และโซลูชั่นสำหรับสมาร์ทซิตี้จากแพลนเน็ตคอมที่พัฒนาและใช้งานแล้วที่อำเภอบ้านฉาง ระยอง ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบในการพัฒนา 5G สู่เมืองอัจฉริยะ โซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของซิสโก้สำหรับ ‘PLANET Edge Data Center’ ประกอบด้วย Cisco HyperFlex — Hyper-Converged Infrastructure (HCI), Cloud Operations Platform (Intersight), สวิตช์ Catalyst, Series Integrated Services Routers (ISR), Next-Generation Firewall, DNS Security, Secure Network Analytics (Stealthwatch)  ทั้งนี้ ‘PLANET Edge Data Center’ สามารถทำงานร่วมกับบริการคลาวด์ (IaaS) และ Platform as a Services (PaaS) ตามมาตรฐาน TIER III ด้วยฟอร์มแฟคเตอร์แบบบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ นับเป็นดาต้าเซ็นเตอร์สำเร็จรูปขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งและใช้งานได้ทุกที่ โดยสามารถใช้เป็นส่วนต่อขยายเพิ่มเติมจากดาต้าเซ็นเตอร์แบบปกติที่มีอยู่ หรือใช้งานแบบแยกเดี่ยว (standalone) ก็ได้

ข้อดีของโมบายล์ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือดาต้าเซ็นเตอร์แบบตู้คอนเทนเนอร์

  • เพิ่มกำลังความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อตอบสนองความต้องการ ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงสุดได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  • สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วภายใน 12 ถึง 16 สัปดาห์
  • ประหยัดพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานในดาตาเซ็นเตอร์ (PUE) อยู่ที่ 3 ถึง 1.5 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
  • โซลูชั่นแบบครบวงจรลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และช่วยให้สามารถใช้งานได้จริงภายในเวลาอันรวดเร็ว
  • ขนย้ายได้สะดวก เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเตรียมโลเคชั่น

เกี่ยวกับ ซิสโก้

ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่ยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซิสโก้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิธีการใช้แอปพลิเคชันที่แตกต่างไปจากเดิม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมของคุณเพื่อโลกแห่งอนาคต เปิดประสบการณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ก และติดตามข่าวสารของซิสโก้บนทวิตเตอร์ที่ Twitter @Cisco.

บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)

แพลนเน็ตคอม (mai: PLANET) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยปัจจุบันเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแบบครบวงจร ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และบริการหลังการขาย สำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายโทรคมนาคม ระบบการสื่อสารแบบรวมศูนย์ ระบบส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบดิจิทัล ระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไอโอทีแพลทฟอร์ม การวิเคราะห์ภาพและข้อมูลอัจฉริยะ การแพทย์ทางไกล เทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และ เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับและพัฒนาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-Carbon) ยกระดับภาคการผลิตไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต (Increasing Productivity) รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (Improving a Quality of Life)

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-joins-forces-with-planetcom-to-develop-mobile-data-centers-to-drive-smart-cities-in-thailand/

เปิดตัว HUAWEI Smart Screen V 2022 สมาร์ททีวีจอ 65 และ 75 นิ้ว ใช้ระบบเสียงจาก Devialet เริ่มต้นราว 41,500 บาท

HUAWEI Smart Screen V 2022 เปิดตัวแล้วที่ประเทศจีน มาพร้อมกับสเปคที่เรียกได้ว่าครบครัน จัดเต็มเกินทีวี โดยมาพร้อมจอ 2 ขนาดใหญ่ 65 และ 75 นิ้ว พ่วงมากับชิปประมวลผล 8 คอร์ GPU 6 คอร์ ด้านเสียงก็จัดเต็มเพราะได้จับมือกับแบรนด์เครื่องเสียงระดับหรูอย่าง Devialet มาร่วมพัฒนาระบบเสียงให้กับทีวีรุ่นนี้ด้วย

HUAWEI Smart Screen V 2022 มาพร้อมกับดีไซน์หรูหรา ไร้ขอบ ใช้จอ LCD ความคมชัดระดับ Ultra HD 4K (3840 x 2160 พิเซล) ที่อัตราส่วนหน้าจอ 16 : 9 รองรับรีเฟรชเรทระดับ 120Hz จอภาพขอบเขตสีกว้างครอบคลุม 92% บนมาตรฐาน DCI-P3 สว่างสูงสุด 500 – 900 nits ให้ภาพที่สว่างสดใส สีสวยสมจริง

ด้านระบบเสียง HUAWEI Smart Screen V 2022 มีลำโพงด้วยกันทั้งหมด 6 ตัว อยู่ทางฝั่งซ้าย 2 ตัว, ฝั่งขวา 2 ตัว และมีลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาดเล็กซ่อนอยู่ในทีวีอีก 2 ตัว มาพร้อมกับระบบเสียงอะคูสติกส์ HUAWEI SOUND ที่จับมือพัฒนาร่วมกับแบรนด์เครื่องเสียงระดับหรูจากฝรั่งเศสอย่าง Devialet

HUAWEI Smart Screen V 2022 ใช้ชิปประมวลผลที่มี CPU 8 คอร์ + GPU 6 คอร์ และยังมาพร้อมกับชิป NPU 4T ที่ช่วยประมวลผลในงานหนัก ๆ เช่นอัปสเกลภาพจาก 720p เป็น 4K ได้ผ่าน AI ประกบคู่มากับหน่วยความจำภายในขนาด 6GB+64GB ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Harmony OS 3 ที่สามารถสั่งการผ่านเสียง และผ่านรีโมทคอนโทรลได้

และเช่นเคย HUAWEI Smart Screen V 2022 ยังมาพร้อมกับกล้อง AI Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลไว้ใช้สำหรับงานวิดีโอคอล รองรับ Wi-Fi 5GHz และ Bluetooth 5.1  อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์กับทีวีผ่านพอร์ต HDMI 2.1, HDMI 2.0 และ USB 3.0 ได้ด้วย

HUAWEI Smart Screen V 2022 เปิดตัวด้วยกันถึง 2 ขนาดใหญ่ได้แก่ รุ่น 65 นิ้ว ราคา 7,999 หยวน (ราว 41,500 บาท) และรุ่น 75 นิ้ว ราคา 12,999 หยวน (ราว 67,390 บาท) โดยเปิดให้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้วในประเทศจีน

 

ที่มา: GizmoChina, HUAWEI

from:https://droidsans.com/huawei-smart-screen-v-2022-officially-announced/

หัวเว่ยเผย 5G และ IoT จะเป็นตัวเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคดิจิทัลในโลก Industry 4.0

หัวเว่ย เผยถึงเทรนด์อุตสาหกรรมอัจฉริยะในยุคแห่งการเชื่อมต่อ โดยชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ด้านหลักที่จะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ รูปแบบการบริการ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะของบุคลากร และด้านระบบนิเวศของอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยหัวเว่ยจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยบนเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยกลยุทธ์ GUIDE ซึ่งตั้งอยู่บนแพลตฟอร์มอัจฉริยะบนพื้นฐานของเทคโนโลยี 5G คลาวด์ บิ๊กดาต้า และ ปัญญาประดิษฐ์

ดร.ชวพล จริยวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงเทรนด์สำคัญในด้านอุตสาหกรรมอัจฉริยะที่ควรจับตามองว่า “ปัจจุบัน เรากำลังมุ่งสู่ยุคแห่ง 5G และ IoT ซึ่งจะพลิกประสบการณ์การใช้งานในกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม และมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะหรือ “อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G การประมวลผลบนคลาวด์ รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าด้วยกัน”

“การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมในรูปแบบปัจจุบันไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ จะทำให้เกิดประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเราสามารถเห็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในภาคอุตสาหกรรมเหมืองและอุตสาหกรรมท่าเรือของประเทศจีน ส่วนในประเทศไทยซึ่งถือเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ 5G ในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งได้เริ่มใช้ไปแล้วในหลายภาคส่วนได้แก่ สถานีรถไฟอัจฉริยะ 5G ในกรุงเทพฯ เขตพื้นที่อัจฉริยะ 5G ในเชียงใหม่ การเกษตรอัจฉริยะ 5G ในเชียงราย รวมไปถึงท่าเรืออัจฉริยะ 5G ที่ชลบุรี เป็นต้น” ดร.ชวพล กล่าวเสริม

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-thailand-4-0-5g-and-iot/

เทคโนโลยีส่งต่อกระแสไฟฟ้าแบบไร้สายใหม่ จะปฏิวัติวงการระบบอัจฉริยะในบ้าน

นักวิจัยของเกาหลีใต้ทดสอบวิธีใหม่ในการส่งต่อกำลังไฟฟ้าผ่านแสงอินฟราเรดได้เป็นผลสำเร็จ โดยสามารถส่งไฟฟ้าแบบไร้สายไปทำให้หลอดไฟ LED ที่อยู่ห่างออกไป 30 เมตรสว่างได้ ถือเป็นมิติใหม่เพื่อปิดฉากการชาร์จไฟด้วยสายหรือฮาร์ดแวร์

ลองนึกภาพบ้านหรือสำนักงานที่ไม่มีสายโยงลากไปมาดู เทคโนโลยีนี้กำลังทำให้ภาพดังกล่าวเป็นจริงด้วยการเป็นระบบชาร์จไร้สายอย่างแท้จริงสำหรับอุปกรณ์พกพก และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ Internet of Things (IoT) ทั้งหลาย

มหาวิทยาลัยเซจงพัฒนาระบบใหม่นี้ด้วยรูปลักษณ์เรียบง่ายกะทัดรัดถูกใจนักลงทุน ใช้การยิงแสงอินฟราเรดไปยังตัวรับที่จะแปลงแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบไม่จำกัดทิศทาง ยิงได้รอบ 360 องศา ครอบคลุมทั่วพื้นที่ในบ้านหรือสำนักงานได้ แถมตัวรับเล็กมากแค่เซนเดียว ติดตั้งฝังในอุปกรณ์ต่างๆ ง่ายมาก

ที่สำคัญคือ ผ่านการทดสอบว่าปลอดภัยแม้สัมผัสกับตวงตาหรือผิวหนัง แม้จะเอามือไปบังลำแสงตรงๆ ก็ตาม โดยระบบจะเปลี่ยนเป็นโหลดพลังงานต่ำให้ ที่ผ่านมาผู้ผลิตอุปกรณ์ยักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิ้ลและซัมซุงก็บุกเบิกการชาร์จไร้สายรูปแบบต่างๆ มาก่อนแล้ว

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – PowerTechnology

from:https://www.enterpriseitpro.net/new-wireless-power-transfer-technology/

Xiaomi เปิดตัวอุปกรณ์ทำความสะอาดอัจฉริยะ Robot Vacuum X10+ และ Trueclean W10 Pro

นอกจากสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอร์ช และหูฟังไร้สาย Xiaomi ก็ได้เปิดตัว IoT ที่เป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดด้วย

Xiaomi Robot Vacuum X10+ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและฐานที่ตั้งสำหรับทำความสะอาดหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ใช้ระบบ S-Cross AITM รวมทั้งเซนเซอร์ dual-line และกล้อง RGB ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงวัตถุบนพื้นได้อัตโนมัติ ใช้งานกับระบบ Laser Distance Sensor (LDS) เพื่อวางแผนเส้นทางทำความสะอาด นอกจากนี้ ยังใช้ระบบ ultrasonic เพื่อตรวจจับพรมเช็ดเท้าอัตโนมัติ

หุ่นยนต์สามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชัน Xiaomi Home ทั้งวางแผนเส้นทางทำความสะอาด แบ่งโซนทำความสะอาด กำหนดพื้นที่ห้ามเข้า และแบ่งเวลาทำความสะอาด หุ่นยนต์ใช้แบตเตอรี่ 5,200mAh ใช้งานได้สูงสุด 2 ชั่วโมง

Xiaomi Robot Vacuum X10+ สีขาววางจำหน่ายในไทยแล้วตั้งแต่วันนี้ ในราคา 25,990 บาท

No Description

No Description

อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ Xiaomi เปิดตัวพร้อมกัน คือ Xiaomi Trueclean W10 Pro Wet Dry Vacuum เป็นเครื่องดูดฝุ่นสำหรับดูดฝุ่น ถูพื้นและซักล้าง มีระบบตรวจจับสิ่งสกปรกอัตโนมัติและการปรับระดับการทำความสะอาดอัตโนมัติตามปริมาณสิ่งสกรปก

Xiaomi Trueclean W10 Pro Wet Dry Vacuum มีหน้าจอ LED ที่ช่วยแสดงสถานะแบตเตอรี่ โหมดการทำความสะอาดที่แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ อุปกรณ์สามารถใช้งานได้ 35 นาทีสำหรับการชาร์จหนึ่งครั้ง

Xiaomi Trueclean W10 Pro Wet Dry Vacuum สีขาว วางจำหน่ายในไทยแล้วตั้งแต่วันนี้ในราคา 15,990 บาท

No Description

No Description

ที่มา: Xiaomi

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130762