คลังเก็บป้ายกำกับ: SOFTWARE_DEVELOPMENT

GitHub เปิดตัวฟีเจอร์ Secret Scanning ให้ใช้งานฟรี สำหรับ Public Repository

GitHub เปิดตัวฟีเจอร์ Secret Scanning ให้ใช้งานฟรี สำหรับ Public Repository

Credit: GitHub

ก่อนหน้านี้ฟีเจอร์ Secret Scanning นั้นมีให้ใช้งานเฉพาะ GitHub Enterprise Cloud ที่มี GitHub Advanced Security license เท่านั้น โดยเป็นบริการที่ช่วยในการค้นหา Secret Credential ที่อาจหลงเหลืออยู่ในโค้ด ภายใน Repository ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ถูกโจมตีได้ โดย Secret Scanning รองรับการแสกน Token มากกว่า 200 รูปแบบ เช่น API keys, authentication tokens, access tokens, management certificates, credentials, private keys และ secret keys ซึ่งภายในปีนี้ GitHub ได้ตรวจพบ Secret Exposed ภายใน Public Repository แล้วมากกว่า 1.7 ล้านครั้ง ล่าสุด GitHub ประกาศเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ฟรีแล้วใน Public Repository ทั้งหมด คาดว่าผู้ใช้งานทุกรายจะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2023

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/github-rolls-out-free-secret-scanning-for-all-public-repositories/

from:https://www.techtalkthai.com/github-releases-secret-scanning-for-public-repository-for-free/

[Video Webinar] Cloud HM X Kong Enterprise Webinar Series: Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway!

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยายเรื่อง “Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)” โดย CloudHM และ Kong ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ค่ะ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)

วิทยากร:

  • คุณบุณยไวทย์ อังสุโวทัย ตำแหน่ง Head of Cloud Business, Cloud HM
  • คุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว ตำแหน่ง Technical Lead – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณวิชชุกร ทองขวัญ ตำแหน่ง Senior Engineer – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณ Adrian Phang ตำแหน่ง Sales & Channel Director, KongHQ

ภายในงานนี้จะแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับ Kong Enterprise, API Gateway ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถบริหารจัดการ API ต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่พลาดไม่ได้คือ งานนี้จะมีการสาธิต (Demo) โปรแกรม Kong Enterprise ครั้งแรกในประเทศไทยด้วย

Agenda:

  • Kong API Gateway คืออะไร และทำงานอย่างไร
  • Features ต่างๆ ของ Kong Enterprise
  • Kong Enterprise และ Hybrid Cloud Environment
  • Use Cases ของ Kong Enterprise
  • Demo การใช้งาน Kong Enterprise

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-cloud-hm-x-kong-enterprise-webinar-series-getting-to-know-kong-enterprise-the-fastest-most-adopted-api-gateway/

AWS เปิดทดลอง CodeCatalyst รวบขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างครบวงจร

ปัจจุบันนักพัฒนาซอฟต์แวร์กำลังเผชิญกับขั้นตอนภายในมากมาย ตั้งแต่การจัดตั้งสภาพแวดล้อมเพื่อทดลอง การเขียนโค้ดที่ต้องทำงานร่วมกันที่ต้องจัดเก็บและต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชันอยู่เรื่อยๆจะพูดคุยแชร์กันอย่างไร รวมถึงต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ขั้นตอน CI/CD เป็นไปได้อย่างอัตโนมัติ

credit : aws , Shared Project

AWS CodeCatalyst ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เรื่องราวเหล่านี้ง่ายขึ้น

CodeCatalyst ประกอบไปด้วยความสามารถหลายส่วนเช่น

1.) Blueprint เป็นหน้าจอการตั้งค่าโปรเจ็คเริ่มต้น โดยมีทั้งเรื่องของทรัพยากรบน AWS ที่ต้องการสำหรับโปรเจ็ค ตลอดจน Respository ที่มาพร้อมกับโค้ดตัวอย่างเริ่มต้นในแอปพลิเคชันยอดนิยม โดยปฏิบัติตาม Best Practice ซึ่งผู้ใช้อาจจะเลือกใช้ Git ของตัวเองหรือ GitHub ก็ได้ ไม่เพียงเท่านั้น Blueprint ยังสามารถมีความสามารถเรื่อง Bug Tracker ที่รองรับกับเครื่องมือจากภายนอกอย่าง Jira เป็นต้น Blueprint ยังครอบคุมไปจนถึงเรื่อง Build และ Release pipeline ทั้งหมดนี้ถูกย่นย่อจนเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

2.) Cloud-Based Dev เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมของการพัฒนาแบบคลาวด์ นั่นหมายถึงการที่ทุกคนจะสามารถทำงานร่วมกันได้จากศูนย์กลาง โดยมีการใช้ devfile เพื่อประการการคอนฟิคทรัพยากรในลักษณะ On-demand รองรับ instance ขนาด 2,4,8 หรือ 16 vCPU ซึ่งระบบจัดการให้ไม่ต้องดูแลเอง ทั้งนี้ผู้ใช้งานยังสามารถสลับไปยังสถาพแวดล้อมอื่นได้เพียงแค่คลิกเดียว ไม่ต้องมาคอนฟิคใหม่ ทั้งนี้ Dev Environment สามารถกดหยุดชั่วคราว รีสตาร์ท หรือลบได้ตามต้องการ

ในส่วน Cloud-based IDE อาจจะเลือกใช้ AWS Cloud9 หรือจะเลือกใช้เครื่องมือที่ถนัดบนเครื่องอย่าง VSC, PyCharm Pro, GoLand และ JetBrain ก็ทำได้ไม่มีปัญหา

3.) Build & Release Pipeline ที่ถูกสร้างโดย Blueprint ซึ่งรันบนโครงสร้างพื้นฐานของ AWS สามารถถูกใช้งานได้แบบ On-demand เลือกขนาดเครื่องได้หลายขนาดหรือใช้สภาพแวดล้อม Container ที่มีอยู่ก็ได้ ซึ่งท่านสามารถคอนฟิค Pipeline ได้ผ่าน Visual Editor หรือ YAML เมื่อเสร็จแล้วนำไป Deploy บนบริการของ AWS ได้ต่อไป

4.) Project Collaboration เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างลดความขัดแย้ง การเชิญให้คนเข้าร่วมโปรเจ็คก็ทำได้ง่ายผ่านแค่อีเมลเพื่อกดยอมรับเข้ามาสานต่องานได้ทันที โดยพวกเขาสามารถเห็นภาพรวมของโปรเจ็คได้ว่ามีอะไรอยู่บ้างสถานะเป็นอย่างไรผ่าน Dashboard ที่เข้าใจและค้นหารายละเอียดได้ง่าย

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/announcing-amazon-codecatalyst-preview-a-unified-software-development-service/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-previews-codecatalyst/

SAP เปิดตัว SAP Build เครื่องมือพัฒนาแอพพลิเคชันแบบ low-code/no-code

ในงาน SAP TechEd ที่กำลังจัดขึ้นนั้น SAP ได้ประกาศเปิดตัว SAP Build เครื่องมือพัฒนาแอพพลิเคชันและระบบ Automation แบบ low-code/no-code สำหรับใช้งานในองค์กร

Credit: SAP

SAP Build ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กรให้สามารถสร้างแอพพลิเคชันหรือระบบ Automation ได้อย่างรวดเร็ว โดยภายในมีตัวอย่าง Workflow และ Automation พร้อมใช้งานมาให้จำนวนกว่า 1,300 รายการ รองรับการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์องค์กรและ API ได้ การใช้งานเพียงแค่ drag-and-drop ชุด component ที่ต้องการให้เชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเป็น User Interface ตอบโจทย์ Business User ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีมากนัก ให้สามารถพัฒนาระบบ Automation ได้เอง

ปัจจุบันมีลูกค้านำ SAP Build ไปเริ่มใช้งานแล้ว โดยสามารถช่วยลดต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ลงได้มากกว่า 90% นอกจากนี้ SAP ยังร่วมมือกับ Coursera Inc. ในการเปิดตัว SAP Learning Site ช่วยเพิ่มทักษะสำหรับนักพัฒนาของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทั่วโลก โดยมีแผนจะรองรับนักพัฒนามากกว่า 2 ล้านคนภายในปี 2025 อีกด้วย

ที่มา: https://www.prnewswire.com/news-releases/sap-launches-sap-build-to-unleash-business-expertise—partners-with-coursera-to-empower-a-new-generation-of-developers-301678419.html

from:https://www.techtalkthai.com/sap-launches-sap-build-low-code-and-no-code-application-development-tool/

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

Cloud HM X Kong Enterprise Webinar Series:Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway!

Cloud HM และ KongHQ ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)”

โดยงานนี้จะแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับ Kong Enterprise, API Gateway ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถบริหารจัดการ API ต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่พลาดไม่ได้คือ งานนี้จะมีการสาธิต (Demo) โปรแกรม Kong Enterprise ครั้งแรกในประเทศไทย งานสัมมนาจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00-15.30 น. ซึ่งท่านสามารถลงทะเบียนได้ดังนี้

[พิเศษ] สำหรับ 50 ท่านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน รับเสื้อยืดและสติ๊กเกอร์ Cloud HM x Kong ฟรี!

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Getting to Know Kong Enterprise, the Fastest & Most-adopted API Gateway! (มาทำความรู้จัก Kong Enterprise, API Gateway ที่เร็ว และมาแรงที่สุดแห่งยุค!)

วิทยากร:

  • คุณบุณยไวทย์ อังสุโวทัย ตำแหน่ง Head of Cloud Business, Cloud HM
  • คุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว ตำแหน่ง Technical Lead – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณวิชชุกร ทองขวัญ ตำแหน่ง Senior Engineer – Global Cloud, DevOps & Big Data, Cloud HM
  • คุณ Adrian Phang ตำแหน่ง Sales & Channel Director, KongHQ

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00-15.30 น.

ช่องทางการเข้าร่วม: Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_rPc_HY9CSP6vG11KnI-gBw

Agenda:

  • Kong API Gateway คืออะไร และทำงานอย่างไร
  • Features ต่างๆ ของ Kong Enterprise
  • Kong Enterprise และ Hybrid Cloud Environment
  • Use Cases ของ Kong Enterprise
  • Demo การใช้งาน Kong Enterprise
  • Q&A

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-x-kong-enterprise-webinar-series-getting-to-know-kong-enterprise-the-fastest-amp-most-adopted-api-gateway/

GitHub เปิดตัว AI Copilot for Business สำหรับทีมนักพัฒนาในองค์กร

ในงาน GitHub Universe 2022 ที่กำลังจัดขึ้น GitHub ได้ประกาศเปิดตัว GitHub Copilot for Business สำหรับทีมนักพัฒนาในองค์กร

Credit: GitHub

GitHub Copilot for Business จะช่วยให้องค์กรสามารถนำบริการนี้มาใช้งานในการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในองค์กรได้แล้ว โดยมีฟีเจอร์ให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดจำนวน Seat licenses หรือกำหนดสิทธิสำหรับนักพัฒนาแต่ละคนได้ ก่อนหน้านี้ GitHub Copilot นั้นให้บริการกับบุคคลทั่วไปเท่านั้น โดยมีการเปิดตัวบริการแบบ Beta เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วในฐานะ AI pair programmer ใช้เทคโนโลยี OpenAI Codex ช่วยเหลือนักพัฒนาในการแนะนำการเขียนโค้ด ปัจจุบันรองรับหลายภาษาในการพัฒนา และรองรับการใช้งานใน IDE หลายตัว เช่น JetBrains IDE, Neovim และ Microsoft Visual Studio จากผลการสำรวจนั้น ฟีเจอร์ Coding Suggestion ของ Copilot ช่วยเพิ่ม Productivity ของนักพัฒนาได้ถึง 55% องค์กรที่สนใจสามารถลงทะเบียนใน Waitlist ได้แล้ว

GitHub ยังมีการเปิดตัวฟีเจอร์ “Hey Github” โดยเป็นระบบสั่งการด้วยเสียง เพื่อสั่งให้ Copilot ช่วยเขียนโค้ดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว Codespaces Editor ระบบ Cloud Development Environment แบบ GA, เปิดตัวฟีเจอร์ Roadmap และ Tasklist ใน GitHub Projects และเปิดตัว GitHub Enterprise 3.7 ที่มีฟีเจอร์ใหม่กว่า 70 ตัวอีกด้วย

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/11/09/github-expands-ai-powered-copilot-developer-teams/

from:https://www.techtalkthai.com/github-launces-ai-copilot-for-business/

ชวนคนสายเทคฯ มาเปิดโลกการทำงาน เสริมทักษะ เพิ่มอิสระทางความคิด กับโครงการ Tech Scoop Academy จาก G-Able

Road to Developer… โอกาสดี ๆ สำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์รุ่นใหม่ ไฟแรง มีไอเดีย พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องห้ามพลาดกับโครงการ Tech Scoop Academy จาก G-Able (จีเอเบิล)

โดยโครงการนี้จะชวนคุณมาฝึกฝนบทเรียนของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการระบบไอที ความรู้ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชัน Cloud Native, Microservices, DevOps จากการสร้างแอปพลิเคชัน เพื่อใช้งานจริงและภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานจริง นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้นำเสนอ Project Pitching ไอเดียแสดงศักยภาพในการเข้าร่วมงานกับ G-Able บริษัทไอทีชั้นนำของไทยต่อไป โดยตลอดการเข้าร่วมโครงการ 4 เดือน ผู้เข้าร่วมจะได้รับค่าตอบแทนทุกเดือน พร้อมประกาศนียบัตรหลังจากจบโครงการอีกด้วย

ลงทะเบียนโครงการ คลิก!!

  • สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 2022
  • สอบออนไลน์ 7 ธ.ค. 2022
  • สัมภาษณ์ 14 – 16 ธ.ค. 2022
  • ประกาศผล 19 ธ.ค. 2022 ผ่านทางอีเมลส่วนตัวต่อไป

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

  • อายุ 22 – 26 ปี
  • สนใจงานด้านนักพัฒนาซอฟต์แวร์ / นักทดสอบระบบ
  • กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรีหรือจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
  • มีทักษะด้านการเขียนโปรแกรมขั้นพื้นฐาน, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การแก้ไขปัญหาเชิงตรรก, การศึกษาด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ต
  • สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (1 ม.ค. – 30 เม.ย. 2023)

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-tech-scoop-academy-2022/

ขอเชิญร่วมงามสัมมนา “iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian” [24 พ.ย. 2565 –10.00น.]

ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian” โดยงานครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 13.00น. ที่โรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพฯ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : iZeno Tech Talk – ITSM, DevOps และ Cloud Migration with Atlassian

ผู้บรรยาย

  • Robby Surya Winardhi ตำแหน่ง Senior Business Analyst จาก iZeno
  • Scott Goh-Davis ตำแหน่ง Head of SE, APAC จาก Atlassian
  • Napat Traikityanukul ตำแหน่ง Software Engineer จาก iZeno

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00น. – 13.00น.

สถานที่ : โรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพฯ

ลงทะเบียนได้ที่ https://www.izeno.com/izeno-tech-talk-itsm-and-cloud-migration-with-atlassian-bangkok-th/

กระบวนการในการทำ information technology service management (ITSM) เกี่ยวพันกับทั้ง คน กระบวนการ และเทคโนโลยี ซึ่ง Atlassian ได้นำเสนอในส่วนของเทคโนโลยีที่จะช่วยให้กระบวนการ ITSM ของท่านเกิดขึ้นได้จริง ในงานครั้งนี้ท่านจะได้รู้จักกับเครื่องมือจาก Atlassian เช่น Jira Services Management, Confluence, Statuspag และ Halp

นอกจากระบบบริหารจัดการไอทีแล้ว กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD ก็เป็นเรื่องสำคัญในภาพของ DevOps ซึ่งภายในมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย โดย Atlassian เป็น Vendor รายหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ขององค์กรได้ผ่านเครื่องมือ Jira Software, Jira Confluence, Bitbucket และ Bamboo โดยท่านจะได้รับทราบเหตุผลเบื้องลึกเกี่ยวโซลูชันข้างต้นไปพร้อมๆกับการทำ Cloud Migration ได้ในงานสัมมนาครั้งนี้

เนื้อหาที่ท่านจะได้รับจากงานในครั้งนี้

  1. เพื่อเรียนรู้ว่า ITSM, DevOps และ Cloud Migration คืออะไร
  2. เพื่อเรียนรู้วิธีเร่งความเร็วในการเดินทางของคุณด้วย ITSM, DevOps และ Cloud Migration
  3. เพื่อค้นหาวิธีวางกลยุทธ์สำหรับการริเริ่ม ITSM, DevOps และ Cloud Migration
  4. เพื่อค้นหาว่า ทำไมจึงควรใช้ ITSM, DevOps และ Cloud Migration

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-seminar-itsm-devops-and-cloud-migration-with-atlassian-24112022/

GitHub มียอดผู้ใช้งาน 90 ล้านคน รายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญแล้ว

GitHub มีผู้ใช้งานเกิน 90 ล้านคน และมีรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญแล้ว หลังจาก Microsoft เข้าซื้อกิจการไปเพียง 4 ปี

Credit: GitHub

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2018 Microsoft ได้เข้าซื้อกิจการ GitHub เป็นมูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญ และภายใต้การดูแลของ Microsoft กว่า 4 ปี ทำให้ GitHub มีการเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า มีผู้ใช้งานเกิน 90 ล้านคน และมีรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญ ถึงแม้ว่าจะมีบริการฟรีให้กับโครงการ Open-source หลายตัว แต่ก็ยังมีบริการแบบ Premium ให้ใช้งาน เช่น Codespaces ระบบ Cloud developer enviroment บน Azure และ Copilot ระบบ AI code suggestion นอกจากนี้ยังมีบริการ Paid plan สำหรับผู้ใช้งานรายกลุ่ม และลูกค้าองค์กร โดย GitHub ถูก Integrate เข้ากับ Visual Studio เครื่องมือ IDE แบบ Open-source ยอดนิยม ที่มีนักพัฒนากว่า 75% ใช้งานอยู่ ตามผลสำรวจจาก Stackoverflow

GitHub เป็นบริการหนึ่งที่สำคัญของ Microsoft ที่ทำให้ลูกค้าหันมาใช้งานบริการอื่นภายใต้ Azure Cloud มากขึ้น ถึงแม้ว่าในไตรมาสนี้รายได้ของ Microsoft จะลดลงเล็กน้อย แต่การเติบโตของ Azure และ Cloud Services ต่างๆยังเพิ่มขึ้นถึง 35%

ที่มา: https://devclass.com/2022/10/26/github-has-hit-1bn-revenue-and-90m-users-says-microsoft-ceo-on-4th-anniversary-of-acquisition/

from:https://www.techtalkthai.com/github-has-90m-users-and-1b-revenue/