คลังเก็บป้ายกำกับ: ARUBA

HPE Aruba เตรียมโดดมาเล่นตลาดสวิตชิ่งในดาต้าเซ็นเตอร์

ซีอีโอ Antonio Neri กล่าวในงานประชุมนักวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพุธว่า Hewlett Packard Enterprise เตรียมเข้ามาแข่งในตลาดคอร์สวิชชิ่งในดาต้าเซ็นเตอร์ รวมไปถึงด้านความปลอดภัยด้วย จากการขยายบริการ GreenLake แบบ Pay-Per-Use

Neri ย้ำว่า การหันมาเล่นตลาดสวิตชิ่งในดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง จะเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายจากเดิม 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นเป็น 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ได้ ภายในปี 2025

“เรากำลังจะบุกตลาดดาต้าเซ็นเตอร์สวิตชิ่ง เพราะประสบการณ์ที่เรามีสร้างความได้เปรียบมากกว่าเจ้าอื่นเกือบเท่าตัว” โดยสถาปัตยกรรมแบบ Edge-to-Cloud ของ HPE GreenLake ได้เปิดทางให้ HPE “สร้างชุดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมากมายในโลกของดาต้าเซ็นเตอร์”

“เราเชื่อว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเล่นตลาดนี้ และลูกค้าต่างก็รอให้เราเข้าไปจัดการบริการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยบทบาทของ Aruba ที่ทำให้จัดการพอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่สาขา ในแคมปัส หรือบน Rack ในรูปแบบเดียวกัน”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-aruba-set-to-make-data-center-switching-gambit/

Aruba เผยเทคโนโลยี Ultra Tri-Band Filtering แก้ช่องว่างระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

มาตรฐาน Wi-Fi 6E ได้ช่วยเพิ่มการใช้งานย่านความถี่แบบ Unlicensed ให้เกิดการใช้งานได้ด้วยการนำความถี่ 6GHz มาเสริม ส่งผลให้ Wi-Fi สามารถรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ความท้าทายของ Wi-Fi 6E นั้นก็คือการที่ย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz นั้นอยู่ติดกัน (โดยมีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้น)

เทคโนโลยีในการกรองสัญญาณย่านความถี่ในอดีตจึงไม่สามารถแยกย่านความถี่สองย่านนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นได้ถูกออกแบบมาโดยระบุว่าจะต้องมีช่องว่างระหว่างย่านความถี่ที่มากกว่านี้ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมจึงอาจต้องสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไปบางส่วน

ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เทคโนโลยี Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เนื่องจากมีการคัดกรองที่หยาบเกินไป และอาจทำให้สูญเสียช่องสัญญาณบนย่านความถี่ 6GHz ไปถึง 1/3 ในภูมิภาค AMEA และ 10% ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ปัจจัยนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการกรองสัญญาณความถี่วิทยุนั้นจึงต้องทำงานได้ละเอียดมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการรบกวนกันของสัญญาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ช่องความถี่เหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

Bandpass Filter คืออะไร?

Bandpass Filter คืออุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และติดตั้งอยู่ระหว่างเสารับส่งสัญญาณกับระบบประมวลผลคลื่นวิทยุ เพื่อคัดกรองย่านความถี่ที่ต้องการและกำจัดสัญญาณรบกวนที่ไม่ต้องการออกไป

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองจินตนาการถึงช่องว่างระหว่างกำแพงสองกำแพง เมื่อมีคลื่นน้ำกำลังมุ่งหน้าไปยังกำแพงเหล่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะไม่สามารถผ่านกำแพงไปได้ยกเว้นว่าจะมีช่องว่างระหว่างกำแพง และนี่ก็คือสิ่งที่ Bandpass Filter ทำ ดังนั้นถ้าหากความถี่นั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราต้องการ สัญญาณบนย่านความถี่เหล่านั้นก็จะไม่สามารถผ่านไปได้

นอกจากนี้ Bandpass Filter ก็ยังมีอีกบทบาทสำคัญ โดยเมื่อระบบประมวลผลคลื่นวิทยุทำการส่งสัญญาณ ก็จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น ดังนั้นระบบประมวลผลคลื่นวิทยุอื่นๆ สำหรับย่านความถี่อื่นใน Access Point เดียวกันก็จะต้องทำการกรองสัญญาณเหล่านี้ออกไป เพราะถ้าหากไม่มีการกรองใดๆ แล้ว สัญญาณเหล่านี้ก็จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของระบบ

เทคนิคในการกรองสัญญาณที่ Aruba เคยใช้งาน

ภายใน Aruba Access Point นั้นจะมีตัวอย่างเทคนิคการกรองสัญญาณด้วยกัน 2 แบบที่สามารถป้องกันการรบกวนกันในย่านความถี่ที่อยู่ติดกันและภายในย่านความถี่เดียวกันได้ ซึ่งเทคนิคนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการจัดการกับย่านความถี่ 6GHz แต่อย่างใด แต่ถูกใช้งานในย่านความถี่ 2.4GHz

Advanced IoT Coexistence (AIC) จะทำให้ Wi-Fi และสัญญาณจาก IoT สามารถทำงานได้พร้อมกันในย่านความถี่ 2.4GHz โดย AIC จะใช้การกรองสัญญาณเพื่อป้องกันการซ้อนทับจากสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจาก Wi-Fi ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญาณของ IoT โดยสัญญาณวิทยุของ Internet of Things (IoT) จะให้บริการในส่วนของ BLE หรือ Zigbee นั่นเอง

Advanced Cellular Coexistence (ACC) จะกรองสัญญาณที่เหนือกว่าและต่ำกว่าย่านความถี่ 2.4GHz สำหรับ Wi-Fi เพื่อป้องกันการรบกวนกันระหว่าง Access Point และอุปกรณ์จ่ายสัญญาณ Cellular ขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ใกล้กัน ดังนั้น ACC จึงปกป้อง Wi-Fi จากการรบกวนกันที่เกิดขึ้นจากระบบ Cellular Distributed Antenna โดยเฉพาะ

ปัญหาของวิธีการกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมในการใช้งานกับย่านความถี่ 6GHz

สัญญาณวิทยุย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz ที่ถูกใช้งานร่วมกันภายใน Access Point ชุดเดียวกันนี้ทำให้การใช้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์ในการคัดกรองสัญญาณที่ไม่ต้องการอีกต่อไป โดยช่องว่างของความถี่ระหว่างช่องสัญญาณทั้งสองนี้เมื่อวัดจาก U-NII-4 (ที่ถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 5GHz) ไปถึง U-NII-5 (ซึ่งถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 6GHz) นั้นมีขนาดที่เล็กเกินไป ด้วยขนาดเพียงแค่ 50MHz

มีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้นระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนกันของสัญญาณ

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจากการที่ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นต้องการเว้นระยะช่องว่างระหว่างความถี่ประมาณ 200MHz สำหรับแต่ละช่องสัญญาณ ดังนั้นเมื่อมีช่องว่างที่น้อยเกินไป ตัวคัดกรองเหล่านี้จึงไม่สามารถคัดกรองความถี่ที่เกิดขึ้นจากแต่ละย่านความถี่ได้ นอกจากนี้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมเหล่านี้ก็ยังมีความชันที่สูงไม่พอ ดังนั้นถ้าหากนำมาใช้งานบนย่านความถี่ทั้งสองนี้ ก็จะต้องมีการห้ามใช้ความถี่ในบางช่วงอย่างแน่นอน

การห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ทั้งสองนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียย่านความถี่ช่วงใดๆ ในย่านความถี่ทั้งสอง ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้นั้นก็คือการปรับให้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นเลื่อนการกรองสัญญาณ 6GHz ให้กรองเฉพาะสัญญาณที่มีความถี่สูงขึ้นเล็กน้อย และงดการใช้งานช่วงย่านความถี่ต่ำในช่อง 6GHz ไป ซึ่งในการใช้งานจริง 6E Access Point ของผู้ผลิตบางรายนั้นก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้และไม่สามารถปรับแต่งการแก้ไขได้

การห้ามใช้ย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz บน Access Point ของบางยี่ห้อนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายในประเทศที่ซึ่งการใช้งานย่านความถี่ทั้งหมด 1200MHz ในย่านความถี่ 6GHz นั้นยังไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่น ในบางภูมิภาคที่อนุญาตเฉพาะการใช้งานย่านความถี่ได้ต่ำกว่า 500MHz เท่านั้น (เช่นในสหภาพยุโรป) การที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ขนาด 20MHz ได้ถึง 8 ช่องในช่วงย่านความถี่ต่ำนั้น อาจหมายถึงการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไม่ได้มากถึงหนึ่งในสามของย่านความถี่ทั้งหมดที่กฎหมายอนุญาต

การใช้เทคนิคการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมและจำกัดการใช้งานย่านความถี่ของ 6GHz ให้น้อยลง หมายถึงการที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ได้มากถึงหนึ่งในสามสำหรับการใช้งานในยุโรป

Aruba เปิดตัวนวัตกรรม Ultra Tri-Band Filtering

Aruba ได้แก้ไขปัญหาของการคัดกรองสัญญาณในย่านความถี่ที่ติดกันนี้ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองสัญญาณที่กำลังจดสิทธิบัตรอยู่ภายใต้ชื่อว่า Ultra Tri-Band Filtering

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร? Ultra Tri-Band Filtering นี้ได้ผสานรวมเอาทั้ง Hardware และ Software เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ Bandpass Filtering สำหรับย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้สามารถเลือกใช้ได้ทุกช่องความถี่ที่ Access Point หนึ่งๆ รองรับได้ทั้งหมด

 

แผนภาพแสดงสถาปัตยกรรมโดยรวมสำหรับ UTB

จากแผนภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Wi-Fi 6E AP ของ Aruba ที่มี Ultra Tri-Band Filtering จะสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด (ทั้งในเชิงของระยะทางและปริมาณการรับส่งข้อมูล) และยังให้บริการหลากหลายได้พร้อมๆ กัน โดยไม่มีการกวนกันของสัญญาณที่มีย่านความถี่ที่ติดกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ย่านความถี่ช่วงต่ำสุดของ 6GHz กับย่านความถี่ช่วงสูงสุดของ 5GHz

Ultra Tri-Band Filtering จะช่วยให้คุณสามารถใช้ช่องความถี่ใหม่ที่มีในย่านความถี่ 6GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในการใช้งานอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น, การใช้งาน Cloud ที่หลากหลายมากขึ้น, การใช้งานบริการใหม่ๆ ไปจนถึงการเร่งโครงการด้านการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทความโดย Josh Schmelzle วิศวกรด้านเทคนิคสนับสนุนฝ่ายการตลาด (Technical Marketing Engineer) แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-ultra-tri-band-filtering/

[Guest Post] Aruba เผยเทคโนโลยีใหม่ Ultra Tri-Band Filtering แก้โจทย์การผสานช่องว่าง (ขนาดเล็ก) ระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

มาตรฐาน Wi-Fi 6E ได้ช่วยเพิ่มการใช้งานย่านความถี่แบบ Unlicensed ให้เกิดการใช้งานได้ด้วยการนำความถี่ 6GHz มาเสริม ส่งผลให้ Wi-Fi สามารถรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ความท้าทายของ Wi-Fi 6E นั้นก็คือการที่ย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz นั้นอยู่ติดกัน (โดยมีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้น) เทคโนโลยีในการกรองสัญญาณย่านความถี่ในอดีตจึงไม่สามารถแยกย่านความถี่สองย่านนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นได้ถูกออกแบบมาโดยระบุว่าจะต้องมีช่องว่างระหว่างย่านความถี่ที่มากกว่านี้ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมจึงอาจต้องสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไปบางส่วน

ความท้าทายของ Wi-Fi 6E: การกรองแยกสัญญาณระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

เทคโนโลยี Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เนื่องจากมีการคัดกรองที่หยาบเกินไป และอาจทำให้สูญเสียช่องสัญญาณบนย่านความถี่ 6GHz ไปถึง 1/3 ในภูมิภาค AMEA และ 10% ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ปัจจัยนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการกรองสัญญาณความถี่วิทยุนั้นจึงต้องทำงานได้ละเอียดมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการรบกวนกันของสัญญาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ช่องความถี่เหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

เนื้อหาในบทความนี้จะครอบคลุมถึงการทบทวนว่า Bandpass Filter คืออะไรและมีหน้าที่อย่างไร พร้อมยกตัวอย่างที่พบจริงในการใช้งาน Aruba Access Point และปิดท้ายด้วยการเล่าถึงนวัตกรรม Bandpass Filtering Technology ใหม่จาก Aruba อย่าง Ultra Tri-Band (UTB) นอกจากนี้ คุณยังสามารถเรียนรู้เริ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Wi-Fi 6E AP ล่าสุดอย่าง 650 Series Campus Access Point ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวออกมาได้

Bandpass Filter คืออะไร?

Bandpass Filter คืออุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และติดตั้งอยู่ระหว่างเสารับส่งสัญญาณกับระบบประมวลผลคลื่นวิทยุ เพื่อคัดกรองย่านความถี่ที่ต้องการและกำจัดสัญญาณรบกวนที่ไม่ต้องการออกไป

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองจินตนาการถึงช่องว่างระหว่างกำแพงสองกำแพง เมื่อมีคลื่นน้ำกำลังมุ่งหน้าไปยังกำแพงเหล่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะไม่สามารถผ่านกำแพงไปได้ยกเว้นว่าจะมีช่องว่างระหว่างกำแพง และนี่ก็คือสิ่งที่ Bandpass Filter ทำ ดังนั้นถ้าหากความถี่นั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราต้องการ สัญญาณบนย่านความถี่เหล่านั้นก็จะไม่สามารถผ่านไปได้

นอกจากนี้ Bandpass Filter ก็ยังมีอีกบทบาทสำคัญ โดยเมื่อระบบประมวลผลคลื่นวิทยุทำการส่งสัญญาณ ก็จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น ดังนั้นระบบประมวลผลคลื่นวิทยุอื่นๆ สำหรับย่านความถี่อื่นใน Access Point เดียวกันก็จะต้องทำการกรองสัญญาณเหล่านี้ออกไป เพราะถ้าหากไม่มีการกรองใดๆ แล้ว สัญญาณเหล่านี้ก็จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของระบบ

ปูพื้นประวัติศาสตร์: เทคนิคในการกรองสัญญาณที่ Aruba เคยใช้งาน

ภายใน Aruba Access Point นั้นจะมีตัวอย่างเทคนิคการกรองสัญญาณด้วยกัน 2 แบบที่สามารถป้องกันการรบกวนกันในย่านความถี่ที่อยู่ติดกันและภายในย่านความถี่เดียวกันได้ ซึ่งเทคนิคนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการจัดการกับย่านความถี่ 6GHz แต่อย่างใด แต่ถูกใช้งานในย่านความถี่ 2.4GHz

Advanced IoT Coexistence (AIC) จะทำให้ Wi-Fi และสัญญาณจาก IoT สามารถทำงานได้พร้อมกันในย่านความถี่ 2.4GHz โดย AIC จะใช้การกรองสัญญาณเพื่อป้องกันการซ้อนทับจากสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจาก Wi-Fi ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญาณของ IoT โดยสัญญาณวิทยุของ Internet of Things (IoT) จะให้บริการในส่วนของ BLE หรือ Zigbee นั่นเอง

Advanced Cellular Coexistence (ACC) จะกรองสัญญาณที่เหนือกว่าและต่ำกว่าย่านความถี่ 2.4GHz สำหรับ Wi-Fi เพื่อป้องกันการรบกวนกันระหว่าง Access Point และอุปกรณ์จ่ายสัญญาณ Cellular ขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ใกล้กัน ดังนั้น ACC จึงปกป้อง Wi-Fi จากการรบกวนกันที่เกิดขึ้นจากระบบ Cellular Distributed Antenna โดยเฉพาะ

ปัญหาของวิธีการกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมในการใช้งานกับย่านความถี่ 6GHz

สัญญาณวิทยุย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz ที่ถูกใช้งานร่วมกันภายใน Access Point ชุดเดียวกันนี้ทำให้การใช้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์ในการคัดกรองสัญญาณที่ไม่ต้องการอีกต่อไป โดยช่องว่างของความถี่ระหว่างช่องสัญญาณทั้งสองนี้เมื่อวัดจาก U-NII-4 (ที่ถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 5GHz) ไปถึง U-NII-5 (ซึ่งถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 6GHz) นั้นมีขนาดที่เล็กเกินไป ด้วยขนาดเพียงแค่ 50MHz

มีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้นระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนกันของสัญญาณ

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจากการที่ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นต้องการเว้นระยะช่องว่างระหว่างความถี่ประมาณ 200MHz สำหรับแต่ละช่องสัญญาณ ดังนั้นเมื่อมีช่องว่างที่น้อยเกินไป ตัวคัดกรองเหล่านี้จึงไม่สามารถคัดกรองความถี่ที่เกิดขึ้นจากแต่ละย่านความถี่ได้ นอกจากนี้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมเหล่านี้ก็ยังมีความชันที่สูงไม่พอ ดังนั้นถ้าหากนำมาใช้งานบนย่านความถี่ทั้งสองนี้ ก็จะต้องมีการห้ามใช้ความถี่ในบางช่วงอย่างแน่นอน

การคัดกรองสัญญาณแบบเดิมนั้นมีความชันที่น้อยเกินไป และทำให้ต้องห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

 

การห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ทั้งสองนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียย่านความถี่ช่วงใดๆ ในย่านความถี่ทั้งสอง ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้นั้นก็คือการปรับให้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นเลื่อนการกรองสัญญาณ 6GHz ให้กรองเฉพาะสัญญาณที่มีความถี่สูงขึ้นเล็กน้อย และงดการใช้งานช่วงย่านความถี่ต่ำในช่อง 6GHz ไป ซึ่งในการใช้งานจริง 6E Access Point ของผู้ผลิตบางรายนั้นก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้และไม่สามารถปรับแต่งการแก้ไขได้

ทางเลือกหนึ่งสำหรับการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมก็คือการงดการใช้งานย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz เพื่อให้สามารถใช้งานย่านความถี่ 5GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของย่านความถี่ 6GHz ลดลงอย่างชัดเจน

การห้ามใช้ย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz บน Access Point ของบางยี่ห้อนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายในประเทศที่ซึ่งการใช้งานย่านความถี่ทั้งหมด 1200MHz ในย่านความถี่ 6GHz นั้นยังไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่น ในบางภูมิภาคที่อนุญาตเฉพาะการใช้งานย่านความถี่ได้ต่ำกว่า 500MHz เท่านั้น (เช่นในสหภาพยุโรป) การที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ขนาด 20MHz ได้ถึง 8 ช่องในช่วงย่านความถี่ต่ำนั้น อาจหมายถึงการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไม่ได้มากถึงหนึ่งในสามของย่านความถี่ทั้งหมดที่กฎหมายอนุญาต

การใช้เทคนิคการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมและจำกัดการใช้งานย่านความถี่ของ 6GHz ให้น้อยลง หมายถึงการที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ได้มากถึงหนึ่งในสามสำหรับการใช้งานในยุโรป

แนวทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมจาก Aruba: Ultra Tri-Band Filtering

Aruba ได้แก้ไขปัญหาของการคัดกรองสัญญาณในย่านความถี่ที่ติดกันนี้ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองสัญญาณที่กำลังจดสิทธิบัตรอยู่ภายใต้ชื่อว่า Ultra Tri-Band Filtering

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร? Ultra Tri-Band Filtering นี้ได้ผสานรวมเอาทั้ง Hardware และ Software เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ Bandpass Filtering สำหรับย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้สามารถเลือกใช้ได้ทุกช่องความถี่ที่ Access Point หนึ่งๆ รองรับได้ทั้งหมด

แผนภาพแสดงสถาปัตยกรรมโดยรวมสำหรับ UTB

 

จากแผนภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Wi-Fi 6E AP ของ Aruba ที่มี Ultra Tri-Band Filtering จะสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด (ทั้งในเชิงของระยะทางและปริมาณการรับส่งข้อมูล) และยังให้บริการหลากหลายได้พร้อมๆ กัน โดยไม่มีการกวนกันของสัญญาณที่มีย่านความถี่ที่ติดกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ย่านความถี่ช่วงต่ำสุดของ 6GHz กับย่านความถี่ช่วงสูงสุดของ 5GHz

Ultra Tri-Band Filtering จะช่วยให้คุณสามารถใช้ช่องความถี่ใหม่ที่มีในย่านความถี่ 6GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในการใช้งานอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น, การใช้งาน Cloud ที่หลากหลายมากขึ้น, การใช้งานบริการใหม่ๆ ไปจนถึงการเร่งโครงการด้านการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทความโดย Josh Schmelzle วิศวกรด้านเทคนิคสนับสนุนฝ่ายการตลาด (Technical Marketing Engineer) แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครือข่ายและการพัฒนาโซลูชั่นของ Aruba สามารถติดตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญใน Aruba Blog ได้ที่ https://blogs.arubanetworks.com/

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wi-Fi 6E และ Ultra Tri-Band Filtering
เจาะลึกกับ Wi-Fi 6E
สาธิตเทคโนโลยี Ultra Tri-Band
Aruba 630 Series APs
Aruba 630 Series APs รุ่นใหม

หมายเหตุ U-NII-4 จะสามารถใช้งานได้ผ่านการอัปเกรด Software บน Hardware ที่รองรับในการ Software รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว กรุณาติดตามข่าวสารเพิ่มเติมภายในปีนี้

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-ultra-tri-band-filtering/

Aruba เผยเทคโนโลยีใหม่ Ultra Tri-Band Filtering แก้โจทย์การผสานช่องว่าง (ขนาดเล็ก) ระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

มาตรฐาน Wi-Fi 6E ได้ช่วยเพิ่มการใช้งานย่านความถี่แบบ Unlicensed ให้เกิดการใช้งานได้ด้วยการนำความถี่ 6GHz มาเสริม ส่งผลให้ Wi-Fi สามารถรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของ Wi-Fi 6E นั้นก็คือการที่ย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz นั้นอยู่ติดกัน (โดยมีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้น) เทคโนโลยีในการกรองสัญญาณย่านความถี่ในอดีตจึงไม่สามารถแยกย่านความถี่สองย่านนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน

เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นได้ถูกออกแบบมาโดยระบุว่าจะต้องมีช่องว่างระหว่างย่านความถี่ที่มากกว่านี้ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมจึงอาจต้องสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไปบางส่วน

ความท้าทายของ Wi-Fi 6E: การกรองแยกสัญญาณระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

เทคโนโลยี Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เนื่องจากมีการคัดกรองที่หยาบเกินไป และอาจทำให้สูญเสียช่องสัญญาณบนย่านความถี่ 6GHz ไปถึง 1/3 ในภูมิภาค AMEA และ 10% ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ

ปัจจัยนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการกรองสัญญาณความถี่วิทยุนั้นจึงต้องทำงานได้ละเอียดมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการรบกวนกันของสัญญาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ช่องความถี่เหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

เนื้อหาในบทความนี้จะครอบคลุมถึงการทบทวนว่า Bandpass Filter คืออะไรและมีหน้าที่อย่างไร พร้อมยกตัวอย่างที่พบจริงในการใช้งาน Aruba Access Point และปิดท้ายด้วยการเล่าถึงนวัตกรรม Bandpass Filtering Technology ใหม่จาก Aruba อย่าง Ultra Tri-Band (UTB)

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเรียนรู้เริ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน Wi-Fi 6E AP ล่าสุดอย่าง 650 Series Campus Access Point ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวออกมาได้

Bandpass Filter คืออะไร?

Bandpass Filter คืออุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และติดตั้งอยู่ระหว่างเสารับส่งสัญญาณกับระบบประมวลผลคลื่นวิทยุ เพื่อคัดกรองย่านความถี่ที่ต้องการและกำจัดสัญญาณรบกวนที่ไม่ต้องการออกไป

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองจินตนาการถึงช่องว่างระหว่างกำแพงสองกำแพง เมื่อมีคลื่นน้ำกำลังมุ่งหน้าไปยังกำแพงเหล่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะไม่สามารถผ่านกำแพงไปได้ยกเว้นว่าจะมีช่องว่างระหว่างกำแพง และนี่ก็คือสิ่งที่ Bandpass Filter ทำ ดังนั้นถ้าหากความถี่นั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราต้องการ สัญญาณบนย่านความถี่เหล่านั้นก็จะไม่สามารถผ่านไปได้

นอกจากนี้ Bandpass Filter ก็ยังมีอีกบทบาทสำคัญ โดยเมื่อระบบประมวลผลคลื่นวิทยุทำการส่งสัญญาณ ก็จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น ดังนั้นระบบประมวลผลคลื่นวิทยุอื่นๆ สำหรับย่านความถี่อื่นใน Access Point เดียวกันก็จะต้องทำการกรองสัญญาณเหล่านี้ออกไป เพราะถ้าหากไม่มีการกรองใดๆ แล้ว สัญญาณเหล่านี้ก็จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของระบบ

ปูพื้นประวัตศาสตร์: เทคนิคในการกรองสัญญาณที่ Aruba เคยใช้งาน

ภายใน Aruba Access Point นั้นจะมีตัวอย่างเทคนิคการกรองสัญญาณด้วยกัน 2 แบบที่สามารถป้องกันการรบกวนกันในย่านความถี่ที่อยู่ติดกันและภายในย่านความถี่เดียวกันได้ ซึ่งเทคนิคนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการจัดการกับย่านความถี่ 6GHz แต่อย่างใด แต่ถูกใช้งานในย่านความถี่ 2.4GHz

Advanced IoT Coexistence (AIC) จะทำให้ Wi-Fi และสัญญาณจาก IoT สามารถทำงานได้พร้อมกันในย่านความถี่ 2.4GHz โดย AIC จะใช้การกรองสัญญาณเพื่อป้องกันการซ้อนทับจากสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจาก Wi-Fi ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญาณของ IoT โดยสัญญาณวิทยุของ Internet of Things (IoT) จะให้บริการในส่วนของ BLE หรือ Zigbee นั่นเอง

Advanced Cellular Coexistence (ACC) จะกรองสัญญาณที่เหนือกว่าและต่ำกว่าย่านความถี่ 2.4GHz สำหรับ Wi-Fi เพื่อป้องกันการรบกวนกันระหว่าง Access Point และอุปกรณ์จ่ายสัญญาณ Cellular ขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ใกล้กัน ดังนั้น ACC จึงปกป้อง Wi-Fi จากการรบกวนกันที่เกิดขึ้นจากระบบ Cellular Distributed Antenna โดยเฉพาะ

ปัญหาของวิธีการกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมในการใช้งานกับย่านความถี่ 6GHz

สัญญาณวิทยุย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz ที่ถูกใช้งานร่วมกันภายใน Access Point ชุดเดียวกันนี้ทำให้การใช้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์ในการคัดกรองสัญญาณที่ไม่ต้องการอีกต่อไป โดยช่องว่างของความถี่ระหว่างช่องสัญญาณทั้งสองนี้เมื่อวัดจาก U-NII-4 (ที่ถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 5GHz) ไปถึง U-NII-5 (ซึ่งถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 6GHz) นั้นมีขนาดที่เล็กเกินไป ด้วยขนาดเพียงแค่ 50MHz

มีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้นระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนกันของสัญญาณ

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจากการที่ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นต้องการเว้นระยะช่องว่างระหว่างความถี่ประมาณ 200MHz สำหรับแต่ละช่องสัญญาณ ดังนั้นเมื่อมีช่องว่างที่น้อยเกินไป ตัวคัดกรองเหล่านี้จึงไม่สามารถคัดกรองความถี่ที่เกิดขึ้นจากแต่ละย่านความถี่ได้ นอกจากนี้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมเหล่านี้ก็ยังมีความชันที่สูงไม่พอ ดังนั้นถ้าหากนำมาใช้งานบนย่านความถี่ทั้งสองนี้ ก็จะต้องมีการห้ามใช้ความถี่ในบางช่วงอย่างแน่นอน

การคัดกรองสัญญาณแบบเดิมนั้นมีความชันที่น้อยเกินไป และทำให้ต้องห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

การห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ทั้งสองนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียย่านความถี่ช่วงใดๆ ในย่านความถี่ทั้งสอง ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้นั้นก็คือการปรับให้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นเลื่อนการกรองสัญญาณ 6GHz ให้กรองเฉพาะสัญญาณที่มีความถี่สูงขึ้นเล็กน้อย และงดการใช้งานช่วงย่านความถี่ต่ำในช่อง 6GHz ไป ซึ่งในการใช้งานจริง 6E Access Point ของผู้ผลิตบางรายนั้นก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้และไม่สามารถปรับแต่งการแก้ไขได้

ทางเลือกหนึ่งสำหรับการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมก็คือการงดการใช้งานย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz เพื่อให้สามารถใช้งานย่านความถี่ 5GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของย่านความถี่ 6GHz ลดลงอย่างชัดเจน

การห้ามใช้ย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz บน Access Point ของบางยี่ห้อนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายในประเทศที่ซึ่งการใช้งานย่านความถี่ทั้งหมด 1200MHz ในย่านความถี่ 6GHz นั้นยังไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่น ในบางภูมิภาคที่อนุญาตเฉพาะการใช้งานย่านความถี่ได้ต่ำกว่า 500MHz เท่านั้น (เช่นในสหภาพยุโรป) การที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ขนาด 20MHz ได้ถึง 8 ช่องในช่วงย่านความถี่ต่ำนั้น อาจหมายถึงการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไม่ได้มากถึงหนึ่งในสามของย่านความถี่ทั้งหมดที่กฎหมายอนุญาต

การใช้เทคนิคการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมและจำกัดการใช้งานย่านความถี่ของ 6GHz ให้น้อยลง หมายถึงการที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ได้มากถึงหนึ่งในสามสำหรับการใช้งานในยุโรป

แนวทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมจาก Aruba: Ultra Tri-Band Filtering

Aruba ได้แก้ไขปัญหาของการคัดกรองสัญญาณในย่านความถี่ที่ติดกันนี้ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองสัญญาณที่กำลังจดสิทธิบัตรอยู่ภายใต้ชื่อว่า Ultra Tri-Band Filtering

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร? Ultra Tri-Band Filtering นี้ได้ผสานรวมเอาทั้ง Hardware และ Software เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ Bandpass Filtering สำหรับย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้สามารถเลือกใช้ได้ทุกช่องความถี่ที่ Access Point หนึ่งๆ รองรับได้ทั้งหมด

แผนภาพแสดงสถาปัตยกรรมโดยรวมสำหรับ UTB

จากแผนภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Wi-Fi 6E AP ของ Aruba ที่มี Ultra Tri-Band Filtering จะสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด (ทั้งในเชิงของระยะทางและปริมาณการรับส่งข้อมูล) และยังให้บริการหลากหลายได้พร้อมๆ กัน โดยไม่มีการกวนกันของสัญญาณที่มีย่านความถี่ที่ติดกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ย่านความถี่ช่วงต่ำสุดของ 6GHz กับย่านความถี่ช่วงสูงสุดของ 5GHz

Ultra Tri-Band Filtering จะช่วยให้คุณสามารถใช้ช่องความถี่ใหม่ที่มีในย่านความถี่ 6GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในการใช้งานอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น, การใช้งาน Cloud ที่หลากหลายมากขึ้น, การใช้งานบริการใหม่ๆ ไปจนถึงการเร่งโครงการด้านการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทความโดย Josh Schmelzle วิศวกรด้านเทคนิคสนับสนุนฝ่ายการตลาด (Technical Marketing Engineer) แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครือข่ายและการพัฒนาโซลูชั่นของ Aruba สามารถติดตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญใน Aruba Blog ได้ที่ https://blogs.arubanetworks.com/

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wi-Fi 6E และ Ultra Tri-Band Filtering

เจาะลึกกับ Wi-Fi 6E

สาธิตเทคโนโลยี Ultra Tri-Band

Aruba 630 Series APs

Aruba 630 Series APs รุ่นใหม่

หมายเหตุ

U-NII-4 จะสามารถใช้งานได้ผ่านการอัปเกรด Software บน Hardware ที่รองรับในการ Software รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว กรุณาติดตามข่าวสารเพิ่มเติมภายในปีนี้

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/aruba-unveils-new-ultra-tri-band-filtering-technology/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aruba-unveils-new-ultra-tri-band-filtering-technology

[Guest Post] Aruba จัดงาน Atmosphere 2022 SEATH and India ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

วันนี้ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE:HPQ) ได้จัดการประชุมยิ่งใหญ่ประจำปี Aruba Atmosphere Conference – SEATH and India ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีธุรกิจชั้นนำมากมายจากทั่วทั้งภูมิภาคมาร่วมงาน เพื่อเจาะลึกถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม, พูดคุยสนทนาในประเด็นองค์ความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ และเสริมสร้างทักษะใหม่จากเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัยได้อย่างต่อเนื่อง

 

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหลักทางด้านเทคโนโลยีจากนวัตกรรมของ Aruba ที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ความคล่องตัว (Agility), ความเป็นอัตโนมัติ (Automation) และความมั่นคงปลอดภัย (Security) ระบบเครือข่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยอย่างในอดีตนั้นไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตยิ่งขึ้นหรือสนับสนุนความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เมื่อธุรกิจองค์กรเริ่มดำเนินโครงการด้าน Digital Transformation และปรับตัวสู่การทำงานแบบ Hybrid Work แล้ว ก็เป็นที่แนะนำอย่างยิ่งว่าองค์กรก็ต้องมีการปรับไปใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัยร่วมไปด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อและมั่นคงปลอดภัยสำหรับบริษัทในทุกขนาด และสามารถดำเนินกิจกรรมหลักของธุรกิจได้อย่างสะดวกจากทุกแห่งหน

 

ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การปรับใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัย

  • ความคล่องตัว (Agility): การใช้บริการ Network-as-a-Service (NaaS) ได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การใช้สถาปัตยกรรมแบบผสานรวม, Cloud-Native และทำงานบนมาตรฐานซึ่งสามารถรองรับอนาคตได้ และยังคุ้มค่าการลงทุนและง่ายดายต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล
  • ความเป็นอัตโนมัติ (Automation)​: ปรับสู่กระบวนการทำงานที่ง่ายดายและทำงานแบบอัตโนมัติด้วย AI เพื่อลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวางแผน, ติดตั้งใช้งาน และบริหารจัดการระบบเครือข่ายซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อจากภายนอก, สาขาย่อย, สาขาใหญ่ และ Cloud
  • ความมั่นคงปลอดภัย (Security): ความสำคัญของการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่สูงขึ้น โดยการใช้เฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ด้วยการใช้เทคโนโลยี Identity-based Access Control และ Dynamic Segmentation ที่มีให้พร้อมใช้งานในระบบ

โซลูชันในแบบ As-a-Service กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกไปพร้อมกับการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่ง HPE GreenLake for Aruba ก็ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของธุรกิจองค์กร ตั้งแต่การช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถริเริ่มกรณีการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น Hybrid Work, Connected Retail และ Hybrid Learning ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจว่าระบบเครือข่ายจะพร้อมสนับสนุนความต้องการของภาคองค์กรธุรกิจได้อยู่เสมอ จากการที่ HPE GreenLake นั้นรองรับการเพิ่มขยายเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ตามต้องการ

 

“ด้วยความปกติใหม่ที่กำลังถูกนิยามด้วยกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud, การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของระบบ IoT และการทำงานจากนอกสถานที่ การเชื่อมต่อเครือข่ายจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในโลกที่ยังขาดการเชื่อมถึงกันในทุกวันนี้” Steve Wood, Vice President, APJ แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “เราทราบดีว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ได้จากทุกที่ทุกเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งกว่าที่เคย และด้วยการมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัย องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการทำDigital Transformation และการเร่งความเร็วของธุรกิจจะสามารถเอาชนะความท้าทายที่ยากยิ่งในครั้งนี้ได้ ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบเครือข่าย, การบริหารจัดการระบบเครือข่าย และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจเติบโตได้ในท้ายที่สุด”

นอกจากนี้ ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่ลูกค้า, พนักงาน และฝ่าย IT การเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมระบบ WAN และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ได้นั้นก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ แพลตฟอร์มระบบ Aruba EdgeConnect Enterprise SD-WAN ก็ยังได้รับใบรับรอง ICSA Labs Secure SD-WAN Certification เป็นรายแรกจากบรรดาโซลูชัน SD-WAN ในวงการ โดยในการรับรองครั้งนี้ก็ได้เน้นย้ำถึงความสามารถทางด้าน SD-WAN และความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ที่สูงสุดในวงการ ซึ่งสามารถมอบทั้งความยืดหยุ่นและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยครั้งสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้

พอร์ตโฟลิโอโซลูชันที่ครบถ้วนจาก Aruba นี้ได้นำระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจไปสู่ที่บ้านได้ด้วย Network Edge ที่ยังคงคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับต่อความต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ด้วยโซลูชัน EdgeConnect Microbranch ฝ่าย IT จะสามารถมั่นใจได้ว่าประสบการณ์ของพนักงานทุกๆ คนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะอยู่ที่ใด ด้วยการส่งมอบบริการการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนเสมือนทำงานอยู่ภายในองค์กร ไปยังพนักงานที่ทำงานจากภายนอกองค์กร, การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการปกป้องดูแลพนักงานทั่วทั้งองค์กรด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่ถูกเพิ่มขยายจากภายในองค์กรไปสู่ที่บ้านของพนักงานหรือสาขาขนาดเล็กได้อย่างไร้รอยต่อ

ยิ่งไปกว่านั้น Aruba ยังได้มีการเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้ พร้อมโครงการ Open Locate เพื่อปรับวิธีการในการแบ่งปันข้อมูลด้านสถานที่ให้กลายเป็นมาตรฐาน ด้วย AP ที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้จาก Aruba ธุรกิจองค์กรและผู้ให้บริการโครงข่ายจะสามารถให้บริการแอปพลิเคชันที่อาศัยข้อมูลตำแหน่งสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว, แม่นยำ และทั่วถึงได้ทั้งระบบ Wireless LAN ช่วยให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องทำการสำรวจและตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีทั้งค่าใช้จ่ายและความผิดพลาดที่สูงอีกต่อไป

ความเห็นจากลูกค้า

“เราต้องขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ระดับสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust เพื่อให้เกิดการใช้ Cloud อย่างเต็มศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยทางด้าน IT ระบบเครือข่ายของเราจึงต้องมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ทันสมัยและคล่องตัว ในขณะที่ระบบเครือข่าย MPLS ที่เรามีอยู่เดิมนั้นก็ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้” Irwan Yulianto, Head of APAC Enterprise Infrastructure แห่ง Panasonic กล่าว “การติดตั้งใช้งานโซลูชัน Aruba EdgeConnect SD-WAN ของเราได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การก้าวสู่ดิจทัลของเราเป็นจริง และสร้างรากฐานให้กับระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust รวมถึงยังช่วยเสริมให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพการเชื่อมต่อจาก Edge มาสู่ Cloud ที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เราสามารถตรวจสอบระบบเครือข่ายของเราได้อย่างสมบูรณ์เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และเรามั่นใจว่าเส้นทางนี้ของเราจะทำให้เราสามารถก้าวสู่การใช้งาน Cloud ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง”

คุณสันติ เมธาวิกุล  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด

“ในฐานะของผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการ Managed Service ภายในประเทศไทย ลูกค้าของเรามีหลากหลายครบถ้วนในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่เราสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกค้าของเราซึ่งมีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ” คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าว “ความเป็นอัตโนมัตินั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาด้านความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี เนื่องจากเราต้องบริหารจัดการกับความต้องการด้านระบบเครือข่ายที่ซับซ้อนของลูกค้าของเรา การติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Aruba Central ในแบบ Cloud-Native จึงเป็นกุญแจในโครงการดิจิทัลของลูกค้าของเรา เนื่องจากระบบดังกล่าวสามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับระบบเครือข่ายกระจายตัวที่มีขนาดใหญ่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเป็นพันธมิตรเชิงเทคโนโลยีกับ Aruba นี้ ทุกวันนี้เราจึงมีศักยภาพที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายของลูกค้าของเราให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังยึดมั่นกับข้อตกลงระดับการให้บริการ และเติบโตร่วมไปกับลูกค้าของเราได้”

ผู้สนับสนุนงาน Atmosphere 2022 SEATH & India ประกอบไปด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกอย่างเช่น AMD Pensando, Check Point, Netskope, Zebra, BT, Ekahau, TechData, VSTECS และ Westcon

Atmosphere 2022 SEATH & India เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

 

เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise
Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise คือผู้นำระดับโลกสำหรับโซลูชันระบบเครือข่ายในแบบ Edge-to-Cloud ที่มั่นคงปลอดภัยและชาญฉลาดจากการใช้ AI เพื่อปรับระบบเครือข่ายให้เป็นอัตโนมัติ พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และการใช้งานในแบบ As-a-Serivce ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยลูกค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเงินได้ทั้งสำหรับระบบในสาขาขนาดใหญ่, สาขาขนาดเล็ก, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากภายนอก ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)
ถ้าหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม Aruba ที่ www.arubanetworks.com สำหรับการติดตามข่าวสารแบบทันท่วงที กรุณาติดตาม Aruba ที่ Twitter และ Facebook โดยสำหรับการพูดคุยสนทนาในประเด็นด้านเทคโนโลยีล่าสุดเกี่ยวกับ Mobility และผลิตภัณฑ์ของ Aruba กรุณาเยี่ยมชม Airheads Community ที่ community.arubanetworks.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-atmosphere-2022-seath-and-india-bkk/

โปรโมชั่นพิเศษ! เช่าใช้งาน Aruba EdgeConnect เริ่มต้นเพียง 9,500 บาทต่อเดือนต่อสาขา วางระบบ SD-WAN ได้อย่างคล่องตัวและง่ายดาย

SD-WAN ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีมาตรฐานที่ธุรกิจองค์กรซึ่งมีหลายสาขาจำเป็นต้องใช้งานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปแล้ว ในขณะที่ธุรกิจองค์กรที่มีสาขาเดียวเองหลายแห่งก็เลือกที่จะใช้ SD-WAN เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อเข้าถึงระบบ Application และข้อมูลบน Cloud ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาหลายธุรกิจมักมองว่า SD-WAN เป็นโซลูชันที่มีราคาค่อนข้างสูง เข้าถึงได้ยาก ทาง SiS Distribution และ Aruba Networks จึงได้จับมือกันจัดโปรโมชันพิเศษ เช่าใช้งาน Aruba EdgeConnect เริ่มต้นเพียง 9,500 บาทต่อเดือนต่อสาขาเท่านั้น เพื่อให้การใช้งาน SD-WAN ในไทยเป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย

Aruba EdgeConnect กับความสามารถที่โดดเด่นเหนือ SD-WAN อื่น

โซลูชันของ Aruba EdgeConnect จะมีองค์ประกอบด้วยกัน 3 ส่วน ดังนี้
  • Aruba EdgeConnect Appliance อุปกรณ์ SD-WAN ในแบบ Physical/Virtual สำหรับเชื่อมต่อ WAN ที่หลากหลายเข้ากับ Network ภายในองค์กร พร้อมทำ Site-to-Site และ Hybrid WAN ในตัว
  • Aruba Orchestrator ระบบบริหารจัดการควบคุม SD-WAN ทั้งหมดจากศูนย์กลาง พร้อมกำหนดนโยบายควบคุมแบบอัตโนมัติ
  • Aruba Boost ออปชั่นเสริมสำหรับการทำ WAN Optimization ที่พร้อมใช้งานได้ใน 1 คลิก ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจาก Aruba ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Application ที่ต้องการ Latency ต่ำเป็นพิเศษได้อย่างเห็นผล โดยเฉพาะการเชื่อมต่อไปยังสาขาต่างประเทศ รวมถึงการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่รันบน Public Cloud

ในภาพรวมแล้ว โซลูชัน Aruba EdgeConnect จะมีความสามารถที่โดดเด่นหลักๆ ด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  • WAN Optimization เป็นความสามารถส่วนเสริมที่ชื่อว่า Aruba WAN Boost ซึ่งต้องเปิดใช้งานเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพของ WAN ดีขึ้นด้วยสองเทคนิค
    • Latency Mitigation ใช้เทคนิคในการเพิ่มความเร็วและลดขั้นตอนให้กับ TCP หรือ Protocol อื่นๆ ที่มีการใช้งาน ทำให้สามารถลด Latency ในการเชื่อมต่อเครือข่ายลงได้อย่างชัดเจน
    • Data Reduction ทำ Data Compression และ Deduplication ให้กับข้อมูลที่รับส่งผ่าน TCP และ UDP บน WAN ช่วยลดปริมาณของ Traffic ที่มีความซ้ำซ้อน รวมถึงยังมีการจัดเก็บข้อมูลเอาไว้ภายใน Local เพื่อที่ว่าถ้าหากมีการเรียกใช้ข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกับส่วนที่ถูกจัดเก็บเอาไว้นี้ ระบบก็จะนำข้อมูลที่จัดเก็บเอาไว้ส่งให้ยังปลายทางแทนได้ทันที
  • Business Intent Overlay สร้าง Application-Specific Virtual WAN Overlay จำนวนมากให้ทำงานร่วมกัน เพื่อรองรับการทำ QoS, Transport, Failover และ Security ให้แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละการรับส่งข้อมูลได้
  • Path Conditioning เสริมประสิทธิภาพและคุณภาพในการรับส่งข้อมูลผ่าน Public Internet โดยอาศัยเทคนิคในการซ่อมแซมหรือจัดเรียงลำดับ Packet
  • SaaS Express ตรวจสอบคุณภาพของ WAN ในการเชื่อมต่อไปยังบริการ SaaS หลายร้อยรายการ ช่วยให้การทำงานผ่าน Cloud เป็นไปได้อย่างมั่นใจ

จะเห็นได้ว่าความสามารถที่หลากหลายและมีความเป็นเอกลักษณ์ของ Aruba EdgeConnect นี้อาจช่วยตอบโจทย์หลายๆ ข้อที่ธุรกิจองค์กรไม่เคยนึกถึงมาก่อนได้ว่า SD-WAN จะสามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้ และนี่เองก็เป็นเหตุผลว่าทำให้ธุรกิจองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกถึงเลือกใช้ Aruba EdgeConnect เป็นระบบ SD-WAN หลัก

นอกจากนี้ ในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย Aruba EdgeConnect Enterprise ก็ยังถือเป็นโซลูชัน SD-WAN แรกของโลกที่ผ่านการรับรอง ICSA Labs Secure SD-WAN Certification จากการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันดังกล่าวจะมีความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการ SD-WAN เป็นอย่างดี ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง Next-Generation Firewall, IDS/IPS และ DDoS Detection & Remediation อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Aruba ClearPass และ Aruba Central NetConductor เพื่อตอบโจทย์การทำ Automation ทั้งในส่วนของ Network และ Security ได้อย่างครบถ้วน

ตอบโจทย์การเชื่อมต่อเครือข่ายไปยังต่างประเทศและ Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความสามารถข้างต้นของ Aruba EdgeConnect การทำ WAN Optimization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Traffic ที่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศหรือบริการ Cloud ต่างๆ นั้นจึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่มีกรณีการใช้งานในลักษณะนี้ได้ ทำให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ในการทำงานที่ดีขึ้นจาก Network Latency ที่ลดลงอย่างชัดเจน

การเลือกใช้งาน Aruba EdgeConnect นี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างมากหากเทียบกับการเช่าใช้ Private Link เพื่อเชื่อมต่อไปยัง Cloud อย่างเช่น O365, Zoom, Salesforce หรือ Data Center ในต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งใช้งานได้ง่ายผ่านระบบ Marketplace ที่มีอยู่บนบริการ Cloud ชั้นนำหลายราย

ลดค่าใช้จ่ายการเช่าใช้ MPLS ลงได้อย่างคุ้มค่า

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ใช้ MPLS อยู่เดิมนั้น การใช้ Aruba EdgeConnect จะทำให้การบริหารจัดการ WAN เป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสามารถลด Bandwidth ที่ต้องรับส่งข้อมูลผ่าน MPLS ได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ธุรกิจองค์กรจะยังได้รับความยืดหยุ่นพร้อมอิสระในการเลือกใช้ Internet Link จากผู้ให้บริการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างอิสระ เพราะ Aruba EdgeConnect สามารถช่วยเชื่อมผสานระบบเครือข่ายในแต่ละพื้นที่เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และยังใช้ Link หลายเส้นควบคู่กันไปเพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความมั่นคงทนทานให้กับการเชื่อมต่อ Internet ได้อีกด้วย

เริ่มต้นใช้งาน Aruba EdgeConnect ได้ทันที เพียง 9,500 บาทต่อเดือนต่อสาขาเท่านั้น!!
 

ทาง SiS ได้ร่วมมือกับ Aruba Networks จัดโปรโมชันเพิเศษสำหรับแพ็คเกจ 100/100Mbps ในราคาเพียง 9,500 บาทต่อเดือนต่อสาขา ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ WAN Optimization ได้มากถึง 50Mbps พร้อมแถมฟรี บริการ Aruba Orchestrator บน SiS Cloud และฟรีค่าติดตั้งโดยทีมงาน SiS โดยมีระยะเวลาสัญญา 36 เดือน

ราคาดังกล่าวนี้ยังไม่รวมค่า Internet Link (FTTX) และ Public IP

สนใจใช้งาน Aruba EdgeConnect ติดต่อ SiS Distribution ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Aruba EdgeConnect หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Aruba Networks สามารถติดต่อทีมงาน SiS Distribution ได้ทันทีที่ hpearuba@sisthai.com หรือ LINE @sisaruba

from:https://www.techtalkthai.com/special-promotion-lease-of-aruba-edgeconnect-starting-at-only-9500-baht-per-month-per-branch-easy-to-deploy-sd-wan-systems/

Aruba จัดงาน Atmosphere 2022 SEATH and India ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

วันนี้ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE:HPQ) ได้จัดการประชุมยิ่งใหญ่ประจำปี Aruba Atmosphere Conference – SEATH and India ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีธุรกิจชั้นนำมากมายจากทั่วทั้งภูมิภาคมาร่วมงาน เพื่อเจาะลึกถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม, พูดคุยสนทนาในประเด็นองค์ความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ และเสริมสร้างทักษะใหม่จากเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัยได้อย่างต่อเนื่อง

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหลักทางด้านเทคโนโลยีจากนวัตกรรมของ Aruba ที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ความคล่องตัว (Agility), ความเป็นอัตโนมัติ (Automation) และความมั่นคงปลอดภัย (Security) ระบบเครือข่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยอย่างในอดีตนั้นไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตยิ่งขึ้นหรือสนับสนุนความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป

เมื่อธุรกิจองค์กรเริ่มดำเนินโครงการด้าน Digital Transformation และปรับตัวสู่การทำงานแบบ Hybrid Work แล้ว ก็เป็นที่แนะนำอย่างยิ่งว่าองค์กรก็ต้องมีการปรับไปใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัยร่วมไปด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อและมั่นคงปลอดภัยสำหรับบริษัทในทุกขนาด และสามารถดำเนินกิจกรรมหลักของธุรกิจได้อย่างสะดวกจากทุกแห่งหน

Aruba

ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การปรับใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัย

  • ความคล่องตัว (Agility): การใช้บริการ Network-as-a-Service (NaaS) ได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การใช้สถาปัตยกรรมแบบผสานรวม, Cloud-Native และทำงานบนมาตรฐานซึ่งสามารถรองรับอนาคตได้ และยังคุ้มค่าการลงทุนและง่ายดายต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล 
  • ความเป็นอัตโนมัติ (Automation)​: ปรับสู่กระบวนการทำงานที่ง่ายดายและทำงานแบบอัตโนมัติด้วย AI เพื่อลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวางแผน, ติดตั้งใช้งาน และบริหารจัดการระบบเครือข่ายซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อจากภายนอก, สาขาย่อย, สาขาใหญ่ และ Cloud 
  • ความมั่นคงปลอดภัย (Security): ความสำคัญของการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่สูงขึ้น โดยการใช้เฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ด้วยการใช้เทคโนโลยี Identity-based Access Control และ Dynamic Segmentation ที่มีให้พร้อมใช้งานในระบบ 

โซลูชันในแบบ As-a-Service กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกไปพร้อมกับการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่ง HPE GreenLake for Aruba ก็ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของธุรกิจองค์กร ตั้งแต่การช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถริเริ่มกรณีการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น Hybrid Work, Connected Retail และ Hybrid Learning ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจว่าระบบเครือข่ายจะพร้อมสนับสนุนความต้องการของภาคองค์กรธุรกิจได้อยู่เสมอ จากการที่ HPE GreenLake นั้นรองรับการเพิ่มขยายเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ตามต้องการ

“ด้วยความปกติใหม่ที่กำลังถูกนิยามด้วยกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud, การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของระบบ IoT และการทำงานจากนอกสถานที่ การเชื่อมต่อเครือข่ายจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในโลกที่ยังขาดการเชื่อมถึงกันในทุกวันนี้” Steve Wood, Vice President, APJ แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว

“เราทราบดีว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ได้จากทุกที่ทุกเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งกว่าที่เคย และด้วยการมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัย องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการทำDigital Transformation และการเร่งความเร็วของธุรกิจจะสามารถเอาชนะความท้าทายที่ยากยิ่งในครั้งนี้ได้ ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบเครือข่าย, การบริหารจัดการระบบเครือข่าย และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจเติบโตได้ในท้ายที่สุด”

นอกจากนี้ ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่ลูกค้า, พนักงาน และฝ่าย IT การเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมระบบ WAN และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ได้นั้นก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ แพลตฟอร์มระบบ Aruba EdgeConnect Enterprise SD-WAN ก็ยังได้รับใบรับรอง ICSA Labs Secure SD-WAN Certification เป็นรายแรกจากบรรดาโซลูชัน SD-WAN ในวงการ โดยในการรับรองครั้งนี้ก็ได้เน้นย้ำถึงความสามารถทางด้าน SD-WAN และความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ที่สูงสุดในวงการ ซึ่งสามารถมอบทั้งความยืดหยุ่นและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยครั้งสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้

พอร์ตโฟลิโอโซลูชันที่ครบถ้วนจาก Aruba นี้ได้นำระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจไปสู่ที่บ้านได้ด้วย Network Edge ที่ยังคงคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับต่อความต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น ด้วยโซลูชัน EdgeConnect Microbranch ฝ่าย IT จะสามารถมั่นใจได้ว่าประสบการณ์ของพนักงานทุกๆ คนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะอยู่ที่ใด ด้วยการส่งมอบบริการการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนเสมือนทำงานอยู่ภายในองค์กร ไปยังพนักงานที่ทำงานจากภายนอกองค์กร, การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการปกป้องดูแลพนักงานทั่วทั้งองค์กรด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่ถูกเพิ่มขยายจากภายในองค์กรไปสู่ที่บ้านของพนักงานหรือสาขาขนาดเล็กได้อย่างไร้รอยต่อ

ยิ่งไปกว่านั้น Aruba ยังได้มีการเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้ พร้อมโครงการ Open Locate เพื่อปรับวิธีการในการแบ่งปันข้อมูลด้านสถานที่ให้กลายเป็นมาตรฐาน ด้วย AP ที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้จาก Aruba ธุรกิจองค์กรและผู้ให้บริการโครงข่ายจะสามารถให้บริการแอปพลิเคชันที่อาศัยข้อมูลตำแหน่งสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว, แม่นยำ และทั่วถึงได้ทั้งระบบ Wireless LAN ช่วยให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องทำการสำรวจและตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีทั้งค่าใช้จ่ายและความผิดพลาดที่สูงอีกต่อไป

ความเห็นจากลูกค้า

“เราต้องขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ระดับสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust เพื่อให้เกิดการใช้ Cloud อย่างเต็มศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยทางด้าน IT ระบบเครือข่ายของเราจึงต้องมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ทันสมัยและคล่องตัว ในขณะที่ระบบเครือข่าย MPLS ที่เรามีอยู่เดิมนั้นก็ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้” Irwan Yulianto, Head of APAC Enterprise Infrastructure แห่ง Panasonic กล่าว

“การติดตั้งใช้งานโซลูชัน Aruba EdgeConnect SD-WAN ของเราได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การก้าวสู่ดิจทัลของเราเป็นจริง และสร้างรากฐานให้กับระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust รวมถึงยังช่วยเสริมให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพการเชื่อมต่อจาก Edge มาสู่ Cloud ที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เราสามารถตรวจสอบระบบเครือข่ายของเราได้อย่างสมบูรณ์เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และเรามั่นใจว่าเส้นทางนี้ของเราจะทำให้เราสามารถก้าวสู่การใช้งาน Cloud ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง”

“ในฐานะของผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการ Managed Service ภายในประเทศไทย ลูกค้าของเรามีหลากหลายครบถ้วนในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่เราสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกค้าของเราซึ่งมีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ” คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าว

“ความเป็นอัตโนมัตินั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาด้านความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี เนื่องจากเราต้องบริหารจัดการกับความต้องการด้านระบบเครือข่ายที่ซับซ้อนของลูกค้าของเรา การติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Aruba Central ในแบบ Cloud-Native จึงเป็นกุญแจในโครงการดิจิทัลของลูกค้าของเรา เนื่องจากระบบดังกล่าวสามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับระบบเครือข่ายกระจายตัวที่มีขนาดใหญ่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเป็นพันธมิตรเชิงเทคโนโลยีกับ Aruba นี้ ทุกวันนี้เราจึงมีศักยภาพที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายของลูกค้าของเราให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังยึดมั่นกับข้อตกลงระดับการให้บริการ และเติบโตร่วมไปกับลูกค้าของเราได้”

ผู้สนับสนุนงาน Atmosphere 2022 SEATH & India ประกอบไปด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกอย่างเช่น AMD Pensando, Check Point, Netskope, Zebra, BT, Ekahau, TechData, VSTECS และ Westcon

Atmosphere 2022 SEATH & India เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise คือผู้นำระดับโลกสำหรับโซลูชันระบบเครือข่ายในแบบ Edge-to-Cloud ที่มั่นคงปลอดภัยและชาญฉลาดจากการใช้ AI เพื่อปรับระบบเครือข่ายให้เป็นอัตโนมัติ พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และการใช้งานในแบบ As-a-Serivce ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยลูกค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเงินได้ทั้งสำหรับระบบในสาขาขนาดใหญ่, สาขาขนาดเล็ก, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากภายนอก ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)

ถ้าหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม Aruba ที่ www.arubanetworks.com สำหรับการติดตามข่าวสารแบบทันท่วงที กรุณาติดตาม Aruba ที่ Twitter และ Facebook โดยสำหรับการพูดคุยสนทนาในประเด็นด้านเทคโนโลยีล่าสุดเกี่ยวกับ Mobility และผลิตภัณฑ์ของ Aruba กรุณาเยี่ยมชม Airheads Community ที่ community.arubanetworks.com 

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/aruba-hosts-atmosphere-2022-seath-and-india-in-bangkok-thailand/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aruba-hosts-atmosphere-2022-seath-and-india-in-bangkok-thailand

[Guest Post] Aruba และ Forrester เผยผู้ผลิตใน APAC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตที่เหมาะสม

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมีความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อสร้างโรงงานที่มีความเป็นอัจฉริยะ ปลอดภัย และยืดหยุ่น

Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประกาศผลการศึกษาของ Forrester Consulting ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้สำรวจผลกระทบของโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงต่อระบบการดำเนินงานการผลิตของโรงงานไฮเทคอัจฉริยะ (Smart High-Tech Manufacturing Operations) ที่มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่าย โดยพบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สามในสี่ของโรงงานผู้ผลิตในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความยืดหยุ่นในการปรับตัว

จากรายงานการศึกษาเรื่อง “อุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงเริ่มต้นด้วยโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Tech Manufacturing Begins with High-Performance Networking and Security Solutions)” ซึ่งผลสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและไอทีมากกว่า 270 รายจากอุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงในประเทศออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 โดยจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ถูกสำรวจในประเทศไทยตอบว่ากำลังนำระบบอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) เข้ามาปรับใช้

จากผลการสำรวจโดยรวมทั้งภูมิภาค APAC พบว่าประมาณสามในสี่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงรายงานว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เรื่องที่บริษัทจัดลำดับให้ความสำคัญกับการลงทุนทางธุรกิจสูงสุดคือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้สายการผลิตอย่างเหมาะสม โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 63% ให้ความสำคัญกับการนำโซลูชั่นอุปกรณ์ปลายทาง (Edge), แอปพลิเคชันทางด้านอุปกรณ์ IoT และระบบเครือข่ายเข้ามาใช้เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรม และ 61% ระบุว่าได้นำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขากำลังทดลองใช้หรือใช้โซลูชันระบบเครือข่ายและการดูแลความมั่นคงปลอดภัยที่จัดการได้บนคลาวด์อยู่แล้ว เพื่อความยืดหยุ่นในการปรับตัว ความสามารถในการปรับขยายขนาด และความมั่นคงปลอดภัย

“ความปั่นป่วนในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เราเห็นในช่วงการระบาดของโควิด สองปีที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่โรงงานผู้ผลิตทั้งหลายจะต้องเร่งการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมที่เน้นผลิตให้ได้จำนวนมาก ๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำจากการประหยัดต่อขนาด ไปเป็นการมุ่งให้ความสำคัญอันดับแรกในเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้า” ซึ่ง Mark Verbloot ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และวิศวกรรมระบบประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Aruba บริษัทในเครือของฮิวเล็ตแพ็กการ์ด เอ็นเตอร์ กล่าวว่า “เราทำการศึกษาเรื่องนี้เพื่อให้กระจ่างเกี่ยวกับปัญหาที่โรงงานไฮเทคทั้งหลายกำลังประสบอยู่ เพื่อความเข้าใจในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในเรื่องต่าง ๆ ของพวกเขาในภาวะกลไกตลาดที่คาดเดาไม่ได้”

“ในการตอบสนองต่อปัญหาที่พวกเขาประสบ ผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน พร้อมทั้งสามารถจัดการดูแลป้องกันความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัวในระยะยาว”

ผลการสำรวจระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 66% เห็นความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการใช้งานระบบการดำเนินงานที่ประสานสอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียวกับระบบเครือข่าย (Consistent Network Operation) และสามารถตรวจสอบได้จากระยะไกล ผู้ตอบแบบสอบถามในจำนวนใกล้เคียงกันเห็นพ้องกันว่าระบบการดำเนินการที่ทันสมัยและยืดหยุ่นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ตามมาด้วยผู้ตอบแบบสำรวจ 64% ที่แสดงความตั้งใจที่จะลงทุนในซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการดูแลที่คาดการณ์ได้ทั้งระบบและเพิ่มผลิตภาพการผลิต

การป้องกันความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับโรงงานผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูง

ด้วยการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายและความต้องการเปลี่ยนกระบวนการผลิตและระบบการดำเนินงานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ทำให้การรวบรวม การรับส่ง และการใช้ข้อมูลได้อย่างครอบคลุมมีความสำคัญต่อความสามารถของทุกอุตสาหกรรม ในการปรับขยายขนาดการดำเนินงานและจัดการกับความท้าทายที่เกิดจากข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัย

ผู้มีอำนาจตัดสินใจใน APAC มากกว่าครึ่งหนึ่ง (52%) ให้ความสำคัญกับปัญหาความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลเป็น 1 ใน 5 ปัญหาสำคัญอันดับแรกเมื่อมีการนำโซลูชันเครือข่ายมาใช้ ในขณะที่ 48% กล่าวว่าการขาดคุณสมบัติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุปกรณ์ IoT รุ่นเก่าเป็นหนึ่งในปัญหาความท้าทายหลัก 5 ประการ ส่วนอีก 18% กล่าว่าการแบ่งแยกระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (IT/OT) เป็นหนึ่งในสองความท้าทายต่อระบบเครือข่ายอันดับต้น ๆ

ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โรงงานผู้ผลิตทั้งหลายมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นใหม่ ๆ มาใช้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินงานภายใน 24 เดือนข้างหน้า โซลูชันเหล่านี้รวมถึงระบบเครือข่ายที่จัดการได้บนคลาวด์ (38%) และ SD-WAN (37%) ผู้ผลิตมากกว่า 50% กำลังวางแผนขยาย อัปเกรด หรือวางแผนที่จะลงทุนในโซลูชัน Zero Trust Edge ในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่ 57% กล่าวว่าจะนำเทคโนโลยีการแบ่งแบรนวิดท์ของระบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับกลุ่มอัตลักษณ์ของผู้ใช้ (Iidentity-Based Traffic Segmentation) เข้ามาช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

“หลังจากยุคโควิดแล้ว อุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องพัฒนาความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานให้มากขึ้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ผู้นำด้านการผลิตจำเป็นต้องดำเนินการใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายและโซลูชั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตมีความเป็นอัจฉริยะและสามารถปรับขยายขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” Mark Verbloot ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และระบบ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวเสริม

อ่านงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ที่ https://connect.arubanetworks.com/manufacturing

ชมการสัมมนาผ่านเว็บในหัวข้อ “อุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงเริ่มต้นด้วยโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง” ได้ที่ Webinar: High-Tech manufacturing Begins with High-Performance Networking and Security

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-and-forrester/

Aruba และ Forrester เผยผู้ผลิตใน APAC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตที่เหมาะสม

Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประกาศผลการศึกษาของ Forrester Consulting ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้สำรวจผลกระทบของโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงต่อระบบการดำเนินงานการผลิตของโรงงานไฮเทคอัจฉริยะ (Smart High-Tech Manufacturing Operations) ที่มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่าย โดยพบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สามในสี่ของโรงงานผู้ผลิตในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความยืดหยุ่นในการปรับตัว

จากรายงานการศึกษาเรื่อง “อุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงเริ่มต้นด้วยโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Tech Manufacturing Begins with High-Performance Networking and Security Solutions)”ซึ่งผลสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและไอทีมากกว่า 270 รายจากอุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงในประเทศออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 โดยจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ถูกสำรวจในประเทศไทยตอบว่ากำลังนำระบบอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) เข้ามาปรับใช้

จากผลการสำรวจโดยรวมทั้งภูมิภาค APAC พบว่าประมาณสามในสี่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงรายงานว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เรื่องที่บริษัทจัดลำดับให้ความสำคัญกับการลงทุนทางธุรกิจสูงสุดคือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้สายการผลิตอย่างเหมาะสม โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 63% ให้ความสำคัญกับการนำโซลูชั่นอุปกรณ์ปลายทาง (Edge),แอปพลิเคชันทางด้านอุปกรณ์ IoT และระบบเครือข่ายเข้ามาใช้เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรม และ 61% ระบุว่าได้นำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขากำลังทดลองใช้หรือใช้โซลูชันระบบเครือข่ายและการดูแลความมั่นคงปลอดภัยที่จัดการได้บนคลาวด์อยู่แล้ว เพื่อความยืดหยุ่นในการปรับตัว ความสามารถในการปรับขยายขนาด และความมั่นคงปลอดภัย

“ความปั่นป่วนในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เราเห็นในช่วงการระบาดของโควิด สองปีที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่โรงงานผู้ผลิตทั้งหลายจะต้องเร่งการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมที่เน้นผลิตให้ได้จำนวนมาก ๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำจากการประหยัดต่อขนาด ไปเป็นการมุ่งให้ความสำคัญอันดับแรกในเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้า” ซึ่ง Mark Verbloot ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และวิศวกรรมระบบประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Aruba บริษัทในเครือของฮิวเล็ตแพ็กการ์ด เอ็นเตอร์กล่าวว่า “เราทำการศึกษาเรื่องนี้เพื่อให้กระจ่างเกี่ยวกับปัญหาที่โรงงานไฮเทคทั้งหลายกำลังประสบอยู่ เพื่อความเข้าใจในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในเรื่องต่าง ๆ ของพวกเขาในภาวะกลไกตลาดที่คาดเดาไม่ได้”

“ในการตอบสนองต่อปัญหาที่พวกเขาประสบ ผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน พร้อมทั้งสามารถจัดการดูแลป้องกันความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัวในระยะยาว”

ผลการสำรวจระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 66% เห็นความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการใช้งานระบบการดำเนินงานที่ประสานสอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียวกับระบบเครือข่าย (Consistent Network Operation) และสามารถตรวจสอบได้จากระยะไกล ผู้ตอบแบบสอบถามในจำนวนใกล้เคียงกันเห็นพ้องกันว่าระบบการดำเนินการที่ทันสมัยและยืดหยุ่นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ตามมาด้วยผู้ตอบแบบสำรวจ 64% ที่แสดงความตั้งใจที่จะลงทุนในซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการดูแลที่คาดการณ์ได้ทั้งระบบและเพิ่มผลิตภาพการผลิต

การป้องกันความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับโรงงานผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูง

ด้วยการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายและความต้องการเปลี่ยนกระบวนการผลิตและระบบการดำเนินงานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้นทำให้การรวบรวม การรับส่ง และการใช้ข้อมูลได้อย่างครอบคลุมมีความสำคัญต่อความสามารถของทุกอุตสาหกรรม ในการปรับขยายขนาดการดำเนินงานและจัดการกับความท้าทายที่เกิดจากข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัย

ผู้มีอำนาจตัดสินใจใน APAC มากกว่าครึ่งหนึ่ง (52%) ให้ความสำคัญกับปัญหาความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลเป็น 1 ใน 5 ปัญหาสำคัญอันดับแรกเมื่อมีการนำโซลูชันเครือข่ายมาใช้ ในขณะที่ 48% กล่าวว่าการขาดคุณสมบัติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุปกรณ์ IoT รุ่นเก่าเป็นหนึ่งในปัญหาความท้าทายหลัก 5 ประการ ส่วนอีก 18% กล่าว่าการแบ่งแยกระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (IT/OT) เป็นหนึ่งในสองความท้าทายต่อระบบเครือข่ายอันดับต้น ๆ

ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โรงงานผู้ผลิตทั้งหลายมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นใหม่ ๆ มาใช้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินงานภายใน 24 เดือนข้างหน้า โซลูชันเหล่านี้รวมถึงระบบเครือข่ายที่จัดการได้บนคลาวด์ (38%) และ SD-WAN (37%) ผู้ผลิตมากกว่า 50% กำลังวางแผนขยาย อัปเกรด หรือวางแผนที่จะลงทุนในโซลูชัน Zero Trust Edge ในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่ 57% กล่าวว่าจะนำเทคโนโลยีการแบ่งแบรนวิดท์ของระบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับกลุ่มอัตลักษณ์ของผู้ใช้ (Iidentity-Based Traffic Segmentation) เข้ามาช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

“หลังจากยุคโควิดแล้ว อุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องพัฒนาความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานให้มากขึ้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ผู้นำด้านการผลิตจำเป็นต้องดำเนินการใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายและโซลูชั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตมีความเป็นอัจฉริยะและสามารถปรับขยายขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” Mark Verbloot ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และระบบ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวเสริม

อ่านงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ที่ https://connect.arubanetworks.com/manufacturing

ชมการสัมมนาผ่านเว็บในหัวข้อ “อุตสาหกรรมผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงเริ่มต้นด้วยโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง” ได้ที่ Webinar: High-Tech manufacturing Begins with High-Performance Networking and Security

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/aruba-and-forrester/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aruba-and-forrester

Aruba แนะโรงงานอุตสาหกรรมใช้ AIOps ผนวก IT กับ OT ให้เป็นหนึ่งเดียวฝ่าอุปสรรคหลังยุคโควิด

โดย Kwong Hui Tan, ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ไต้หวัน และฮ่องกง/มาเก๊า แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

ยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องปรับเปลี่ยนตนเองเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้เท่าทันหรือล้ำหน้าคู่แข่งทั่วโลก ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและโซลูชั่นที่เหมาะสม เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาของการปฏิบัติงานที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.ความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน (Safety) 2.ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในโรงงานที่รุนแรง (Harsh Environment) 3.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ (Security) และ 4. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ระบบว่าจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ (Reliability) ทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง

Aruba แนะนำแนวทางที่องค์กรต่างๆ สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ด้วยการใช้โซลูชั่นที่มีองค์ประกอบของ AIOps (Artificial Intelligence for IT Operations) ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการนำความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการดูแลและวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมช่วยผสานการทำงานระหว่าง IT และ OT โดย Aruba เสนอโซลูชั่นดังต่อไปนี้

1: ปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ

หลังการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาเริ่มซาลง โรงงานต่างๆ ต้องการกลับไปทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาดและสามารถทำการผลิตได้อย่างมีเสถียรภาพเช่นเดิม แต่การรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยหากโรคระบาดกลับมาใหม่ยังคงเป็นเรื่องที่โรงงานต่างกังวล จากการศึกษาของ McKinsey พบว่าบริษัทผู้ผลิตในเอเชียส่วนใหญ่ระบุว่าการใช้มาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เช่น การเว้นระยะห่างอย่างปลอดภัยเป็นมาตรการที่ยังคงความสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม โรงงานยังคงลังเลเรื่องประสิทธิภาพในการผลิตที่อาจจะลดลงและยังต้องการให้พนักงานกลับไปทำงานในระยะห่างที่ใกล้กันเท่าเดิมก่อนโรคระบาด

ไม่มีความจำเป็นต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของพนักงานและประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งสองเรื่องนี้ควรควบคู่ไปด้วยกัน โรงงานต่างๆ สามารถทำได้โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกๆ ที่ในบริเวณโรงงานนั้นมีสัญญาณระบบเครือข่ายให้เชื่อมต่อได้เป็นอย่างดีและพนักงานทุกคนมีอุปกรณ์การทำงานที่มีการเชื่อมต่ออย่างเหมาะสม โดย การใช้โซลูชัน Wi-Fi และ Bluetooth ของ Aruba ทำให้สามารถดำเนินการติดตามเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการติดตามและติดต่อพนักงานทุกคนในบริเวณโรงงานได้ตลอดเวลา Aruba สามารถทำการรวมรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้แบนด์วิดท์ทั้งหมดบนพื้นที่การผลิต ทำให้สามารถจัดหาโซลูชันที่ให้บริการพื้นที่ในขนาดต่างๆ ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับบริษัทต่างๆ ในการกลับไปทำงานอย่างปลอดภัยโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน

2: อุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะ (Intelligent Edge) ที่สามารถทำงานได้ในสภาพสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง

พื้นที่การผลิตในโรงงานบางพื้นที่มีสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูง ไอระเหยที่ติดไฟได้ และความเข้มข้นของฝุ่นสูง ตัวแปรเหล่านี้อาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ในระยะยาว บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องปกป้องความสมบูรณ์ในการทำงานของอุปกรณ์ของตนในพื้นที่จากปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมเหล่านี้ ท้ายที่สุด เมื่อชำรุดลงการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ในโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อพิจารณาถึงราคาของอุปกรณ์และการหยุดชงักการทำงานโดยไม่จำเป็นเพื่อเอาอุปกรณ์ออกมาซ่อมแซม

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สามารถป้องกันความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างง่ายดายโดยใช้อุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะ (Intelligent Edge) ที่เหมาะสม อย่างเช่น อุปกรณ์ Access Points (APs) ของ Aruba ในรุ่นที่เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อกลางแจ้งและบริเวณที่ต้องการคุณสมบัติความทนทานสูง พัฒนาขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุด อุปกรณ์ APs รุ่นนี้ของ Aruba สามารถทนต่อการสัมผัสกับอุณหภูมิสูงและต่ำสุดขั้ว ทนความเร็วลมสูงถึง 165 ไมล์ต่อชั่วโมง และพื้นที่ที่มีความชื้น โดนน้ำฝน ละอองฝุ่นและเกลืออย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ Aruba CX4100i Switch Series ที่มีความทนทานสูงยังช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ IT, ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) และอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงแม้อยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิผันผวนรุนแรง

3: ตรวจสอบและควบคุมได้อยู่เสมอจากระยะไกล

สภาพแวดล้อมที่รุนแรงก่อให้เกิดความเสี่ยงไม่เพียงต่ออุปกรณ์และระบบโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานผู้ที่ดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำด้วย รายงานล่าสุดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ พบว่าการสัมผัสฝุ่นละออง ก๊าซ และควันจากการทำงานเป็นสาเหตุอันดับสองของการเสียชีวิตจากการทำงานทั่วโลก เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม การผลิตและการแปรรูปวัสดุ อาจจะส่งผลให้พนักงานเสี่ยงต่อการระเบิด สนามแม่เหล็กแรงสูง และระดับเสียงที่อาจจะทำให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานหูหนวกได้

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีพนักงานอยู่ในพื้นที่อันตรายโดยตรง แต่ยังสามารถปฏิบัติงานได้เช่นเดิม บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้การตรวจสอบและบำรุงรักษาจากระยะไกลผ่านเครื่องมือจำลองเสมือนจริง  (AR/VR) ซึ่งแม้ว่าโซลูชันเหล่านี้จะทำให้เครือข่ายทำงานหนักขึ้น แต่เทคโนโลยี AppRF ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Aruba ก็สามารถจัดลำดับความสำคัญของการรับส่งข้อมูลบนแอปพลิเคชั่น AR/VR เหล่านี้ได้อย่างอัตโนมัติ ด้วยกระบวนการจัดสรรทรัพยากรแบนด์วิดท์ของปัญญาประดิษฐ์อันชาญฉลาด

4: ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ (Security) ยังคงมีความสำคัญสูงสุด

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการนำอุปกรณ์ IoT มาใช้อย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม โดยภายในพื้นที่การผลิต 91% ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของจำนวนอุปกรณ์ IoT อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้ IoT มาปรับปรุงเครื่องจักรให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งส่งผลต่อเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ โดย 27 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทเหล่านี้ ต่างกังวลถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการนำอุปกรณ์ IoT มาใช้ และก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้บางโรงงานไม่กล้าเสี่ยง

ในขณะที่ IoT ยังคงหยั่งรากลึกลงเรื่อยๆ การมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเชิงคาดการณ์ (Predictive Security Posture) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งทีมไอทีจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องมือเพื่อสามารถรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึ่งประสงค์ไม่ให้เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่โซลูชันอย่างเช่น Aruba Central และ Aruba ClearPass Device Insight ล้วนมี AIops ที่มีคุณสมบัติเชิงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เนื่องจากโซลูชันเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้องสามารถคาดการณ์ได้ทั้งในระบบควบคุมแบบปิด (Closed Loop) และระบบแบบ end-to-end แล้วเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT ทั้งหลายในเชิงรุกได้อีกด้วย

ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) ไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไป

ระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (Operational Technology: OT) เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นระบบหลักที่ทำงานอยู่เบื้องหลังกระบวนการทางอุตสาหกรรม แต่เดิมจะแยกจากเครือข่ายไอที (IT) เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก และจะต้องทำงานได้ตลอดเวลา มีความยืดหยุ่น ทนทานสูง และความน่าเชื่อถือเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม จุดบกพร่องจากความผิดพลาดของอุปกรณ์และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งการบำรุงรักษาและการหยุดชะงักการทำงานนอกแผน ล้วนแต่ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานและทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ความจริงก็คือ หากสามารถดำเนินการบำรุงรักษาในเชิงรุก ค่าใช้จ่ายอาจลดลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของ OT ยังคงเชื่อถือได้ Aruba และ ABB ได้ช่วยบริษัทต่าง ๆ ในการโยกย้ายระบบเก่าที่มักจะต้องหยุดชะงักนอกแผนเพื่อซ่อมบ่อย ๆ มายังระบบที่มีเครื่องมือบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance Tools) ซึ่งจะช่วยให้มีความสามารถมองทะลุครอบคลุมในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของทุกอุปกรณ์และเครื่องจักร รองรับความพร้อมในการใช้งานสูง และให้ผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุน

ตัวอย่างเช่น Smart Sensor ของ ABB ใช้อัลกอริธึมขั้นสูงเพื่อแจ้งให้วิศวกรทราบถึงสภาวะที่ผิดปกติก่อนอุปกรณ์จะขัดข้อง นอกจากนี้ ด้วยการบูรณาการระหว่าง Aruba UXI (User Experience Insight) และ ระบบ Mobile Computer ของ Zebra (เช่น TC5x/TC7x) ยังสามารถนำข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานในระดับแอปพลิเคชันครอบคลุมไปจนถึงระดับอุปกรณ์ที่ปลายทาง (Edge) เพื่อให้ทีมไอทีได้นำไปวิเคราะห์และดำเนินการป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น

โซลูชันเหล่านี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถดำเนินการซ่อมแซมเครื่องจักรได้ก่อนที่กระบวนการทำงานจะหยุดชะงักและได้รับผลกระทบ ช่วยลดการหยุดการทำงานนอกแผน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักร และช่วยปรับแผนกำหนดการทำงานของวิศวกรภาคสนามให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มผลกำไรในที่สุด

ผนวก IT และ OT ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วย AIops เป็นสิ่งที่จำเป็น

ธุรกิจและบริษัทผู้ผลิตกำลังเผชิญกับความท้าทายตลอดช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเทคโนโลยีที่พวกเขานำมาใช้ จากการสำรวจบริษัทผู้ผลิตทั่วโลกกว่า 400 แห่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมดระบุว่า Industry 4.0 ได้ช่วยให้การดำเนินงานของพวกเขาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤต และมากกว่าครึ่งกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่พวกเขาดำเนินการนั้น มีความสำคัญต่อการรับมือการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรน่าอย่างประสบความสำเร็จ

ในยุคใหม่ของการทำงานและธุรกิจนี้ มีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตในการปรับโครงสร้างใหม่ คิดใหม่ และกำหนดแนวทางสำหรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายและขับเคลื่อนประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางธุรกิจ การนำโซลูชั่นของ Aruba ที่มี AIOps เป็นหัวใจสำคัญมาใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดมากในการช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถผนึกระบบเครือข่าย IT และ OT ของตนเป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัย ระบบการทำงานยังคงต่อเนื่องแม้จะเผชิญสภาพแวดล้อมที่รุนแรง สามารถดูแลอุปกรณ์ได้จากระยะไกล และมีระบบที่มั่นคงปลอดภัย โดยมีประสิทธิภาพในการผลิตกลับไปเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครือข่ายและการพัฒนาโซลูชั่นของ Aruba สามารถติดตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญใน Aruba Blog ได้ที่ https://blogs.arubanetworks.com/ 

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/aruba-recommends-industrial-plants-use-aiops-to-integrate-it-and-ot/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aruba-recommends-industrial-plants-use-aiops-to-integrate-it-and-ot