คลังเก็บป้ายกำกับ: AIS_BUSINESS

ข้ามช็อต! “AIS Cloud X” กับ การพลิกโฉม “คลาวด์” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการประมวลผลอีกต่อไป

ในยุคนี้ที่แทบทุกธุรกิจอยู่บนโลกของ VUCA World ที่มีความผันผวน (Volatility) ไม่แน่นอน (Uncertainty) มีความซับซ้อน (Complexity) ชวนให้ผู้คนรู้สึกสับสนคลุมเครือ (Ambiguity) ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเรื่องภัยพิบัติในหลายพื้นที่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจกับพลังงานที่ดูจะยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง หากไม่ร่วมมือร่วมใจกันฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ความสำเร็จก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ ภาคธุรกิจจึงต่างเร่งปฎิรูปทางเทคโนโลยี ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ 

ฝั่งผู้ให้บริการเทคโนโลยีเองก็เช่นกัน ที่จะต้องตื่นตัวพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถรองรับ  สนับสนุนความต้องการของลูกค้าองค์กรธุรกิจได้ และ “AIS” คือหนึ่งในองค์กรชั้นนำของประเทศที่ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่มอง “ข้ามช็อต” ทรานสฟอร์มตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่อง “คลาวด์” ที่พลิกโฉมหน้าตาโซลูชันไปอย่างรวดเร็ว และด้วยความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์มากมายจึงทำให้กำเนิดเป็น “AIS Cloud X” ระบบนิเวศน์คลาวด์อัจฉริยะได้สำเร็จ มุมมองของ AIS Business ในเรื่องของคลาวด์แห่งอนาคตนั้นเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

AIS Business องค์กรที่ “ไม่เคยหยุดนิ่ง”

หากใครได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับโซลูชันของทาง AIS Business จะเห็นถึงความไม่หยุดนิ่งของการดำเนินธุรกิจที่มีทั้งการต่อยอดในโซลูชันของตัวเองให้รองรับ Use Case ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในหลากหลายอุตสาหกรรม จนทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AIS 5G NEXTGen Business

ภายใน AIS Business นั้นมีทั้งระบบนิเวศน์ 5G (5G Ecosystem) ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน (5G Infrastructure) เช่น โซลูชัน Multi-access Edge Computing (MEC) หรือ Network Slicing ที่สามารถเลือกใช้ได้ตามความจำเป็นในการใช้งาน ต่อยอดเป็นโซลูชันแนวนอนและแนวตั้ง (5G Horizontal & Vertical Solution) ที่เป็นโซลูชันแบบพร้อมประยุกต์ใช้ที่เจาะลึกเฉพาะงานมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้เปิดตัว 5G NEXTGen Platform ที่รวบรวมทุกโซลูชัน 5G ให้เลือกใช้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมให้บริการในหลากหลายรูปแบบ สิ่งเหล่านี้คือพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ AIS Business ที่ไม่เคยหยุดนิ่งโดยแท้จริง

ร่วมมือหลากพาร์ตเนอร์ ร่วมสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะ AIS Cloud X

สำหรับเทคโนโลยีคลาวด์ที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation นั้น ทาง AIS Business มีโซลูชันให้บริการเช่นกันที่ให้บริการในรูปแบบของ Infrastructure as a Service (IaaS) ด้วยเทคโนโลยีของ VMware NSX จึงทำให้สามารถจัดสรรและตั้งค่าโมดูลต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น เช่น นโยบายความมั่นคงปลอดภัย (Security Policies) หรือเส้นทางเครือข่าย (Network Routing) เป็นต้น 

หากแต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งของ AIS Business ที่ได้มีการสร้างความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์มากมายในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรระดับโลก เช่น VMware, Microsoft, Veeam หรือว่าองค์กรระดับประเทศ เช่น Blendata, Opsta, NETbay ความร่วมมือทั้งหมดได้มารวมตัวกันกลายเป็น “AIS Cloud X” ระบบนิเวศน์คลาวด์อัจฉริยะ (Intelligence Cloud Ecosystem) ที่มีความชาญฉลาดและแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“AIS Cloud X” ระบบนิเวศน์คลาวด์อัจฉริยะที่มีพาร์ตเนอร์มากมาย
Credit : AIS Business

ไม่ว่าจะเป็น Use Case แบบใด ความต้องการใช้งานแบบไหน เทคโนโลยีโซลูชันที่มีอยู่ภายใน AIS Cloud X ล้วนมีให้เลือกสรรใช้งานทั้งสิ้น อย่างเช่น VMware Tanzu ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการกับทรัพยากรบน Multi Cloud ได้อย่างยืดหยุ่น Azure Stack Edge ของ Microsoft ที่สามารถนำคลาวด์ Azure มาใช้งานแบบส่วนตัว (Private) ตอบโจทย์การเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ หรือโซลูชัน Backup & Recover จาก Veeam เพื่อทำให้ข้อมูลบนคลาวด์มีความปลอดภัย เป็นต้น ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ AIS Cloud X เป็นระบบนิเวศที่ชาญฉลาดชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ข้ามช็อต” สู่การเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud เจ้าแรกใน SEAK

ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ AIS Business กับเรื่องของเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้แนวคิดที่มองนิยามของคำว่า “คลาวด์” ในอนาคตนั้นจะไม่ใช่แค่เรื่องของการประมวลผลหรือการรองรับธุรกิจได้จำนวนมหาศาลเท่านั้นแล้ว แต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เสริมให้คลาวด์นั้นมีความฉลาด คล่องตัว มั่นคงปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งสามารถตอบโจทย์การจัดเก็บข้อมูลไว้ในภายในประเทศ หรือนโยบายการกำกับดูแลจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว  

สิ่งนั้นคือนิยามของคำว่า “Sovereign Cloud” คลาวด์แห่งโลกอนาคตที่ทุกเจ้ากำลังจะเดินไป ซึ่งเป็นคลาวด์ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและเสถียรภาพสูงสำหรับการใช้งานในระดับประเทศไปจนถึงระดับภูมิภาค จวบจนสามารถแข่งขันได้กับ Hyperscale Cloud ผู้ให้บริการระดับโลกทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ทรัพยากร และต้นทุนราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

เหตุนี้เอง AIS Business ที่มีวิสัยทัศน์ มีระบบนิเวศหลากหลาย มีพาร์ตเนอร์มากมายโดยเฉพาะพาร์ตเนอร์ระดับโลกอย่าง VMware และ Microsoft ทาง AIS Business จึงได้ประกาศความแข็งแกร่ง เปิดตัวเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี  (South East Asia : SEAK) ภายใต้ AIS Cloud X ระบบนิเวศน์คลาวอัจฉริยะ ในงาน AIS Business Cloud 2022 ที่ผ่านมา ที่มีความพร้อมให้บริการในทุก ๆ โจทย์การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และปลอดภัย 

รางวัลการันตี “6 ปี” ที่พาร์ตเนอร์ไว้วางใจมากมาย

ด้วยวิสัยทัศน์ ความร่วมมือ และการให้บริการด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องของ AIS Business จึงส่งผลให้องค์กรได้รับรางวัลมากมายจากพาร์ตเนอร์ติดต่อกันมาถึง 6 ปีซ้อนแล้ว และในปี 2022 นี้ AIS Business ก็ยังคงได้รับรางวัลจากพาร์ตเนอร์คนสำคัญมากมาย อาทิ

  • Microsoft Thailand Partner of the Year 2022 หนึ่งในรางวัลที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นรางวัลที่ Microsoft ได้มอบให้กับ AIS Business เพียงรายเดียวเท่านั้นในปี 2022 
  • VMware Thailand Cloud Partner of the Year 2022 และ VMware Sovereign Cloud Partner in Thailand and SEAK ในฐานะผู้ให้บริการ Sovereign Cloud เจ้าแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลี
  • Cisco Thailand 1st Cloud Security MSSP in 2022 ที่ทำให้มั่นใจเรื่องความมั่นคงปลอดภัยภายในคลาวด์ของ AIS Business ได้

จากรางวัลและความไว้วางใจจากพาร์ตเนอร์ที่ AIS Business ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญในความสำเร็จของ AIS Business Cloud ที่สามารถการันตีได้ทั้งคุณภาพของโซลูชันและบริการที่ผู้ใช้งานจะได้รับและเชื่อมั่นในการใช้งาน AIS Cloud X เพื่อดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับตัว Digital Transformation ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแน่นอน

บทส่งท้าย

เพราะเราอยู่ในโลกของ VUCA World เราจึงต้องมีวิสัยทัศน์ว่าอยากจะเป็นอะไรในโลกใบนี้” ชัดเจนว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และอนาคตคือสิ่งที่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ ซึ่งการมอง “ข้ามช็อต” เรื่องอนาคตของคลาวด์ใน “AIS Cloud X” กับการเป็น Sovereign Cloud เจ้าแรกของภูมิภาคนั้น เชื่อว่าจะทำให้ AIS Business สามารถกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นชั้นนำในเทคโนโลยีคลาวด์ได้ในสักวันหนึ่งและสามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของ “AIS Cloud X” หรือโซลูชันใด ๆ ภายในระบบนิเวศน์คลาวด์อัจฉริยะ สามารถติดต่อทาง AIS Business ได้ทุกช่องทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ AIS Business Cloud business.ais.co.th/cloud

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th

Website: https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/overlook-shot-with-ais-cloud-x-the-transformation-of-cloud-that-is-not-just-about-computing-anymore/

ครบรอบ 1 ปี “APAC 5G Industry Community” กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ AIS Business ร่วมบุกเบิก

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Huawei ได้มีการจัดงานสัมมนา Global Mobile Broadband Forum (MBBF) งานสัมมนาระดับโลกที่ปี 2022 นี้ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานได้มีเซสชันหนึ่งที่สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia Pacific (APAC) 5G Industry Community” ที่มีอายุครบ 1 ปีถ้วนแล้ว และ AIS Business คือหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่เริ่มต้น มาทำความรู้จักกับกลุ่มชุมชมนี้ให้มากขึ้นได้ในบทความนี้

รู้จัก APAC 5G Industry Community

กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ “APAC 5G Industry Community” นั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2021 ที่ผ่านมาโดย GSMA เป็นผู้ก่อตั้ง และเริ่มต้นบุกเบิกร่วมกับสมาชิกร่วมก่อตั้ง 12 องค์กรชั้นนำที่มาอยู่ภายในระบบนิเวศน์ 5G ระดับภูมิภาค อันได้แก่ AIS, Axiata, depa, DHL, Globe, Huawei, Kominfo, Maxis, MDEC, Schneider Electric, Telkomsel และ Viettel

โดยกลุ่มชุมชนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้องค์กร หน่วยงาน ภาครัฐ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีการเร่งปรับใช้ 5G และ IoT ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเป็นการเชื่อมโยงองค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกันพร้อมกับแบ่งปันความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการปรับใช้เทคโนโลยี 5G ในหลากหลาย Use Case ภายในกลุ่ม ซึ่ง ณ ปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) การขนส่งและโทรคมนาคม (Logistics, Port & Transportation) และการแพทย์และสาธารณสุข (Healthcare)

ฉลองครบรอบ 1 ปี ที่งาน MBBF 2022 

นับจนถึงวันนี้ชุมชน APAC 5G Industry Community จึงได้มีอายุครบ 1 ปีเต็มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มชุมชนนี้ได้มีองค์กรเข้าร่วมมากกว่า 700 แห่งและสมาชิกกว่า 2,000 คนจาก 66 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มชุมชน GSMA ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้เป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ทาง APAC 5G Industry Community ได้มีการจัด Workshop แบบเสมือนมาตลอดทั้งปี อีกทั้งได้ยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรกับหลากหลายกลุ่มในภูมิภาคมากมาย อาทิ

  • Bridge Alliance เครือข่ายสมาชิก 34 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
  • Thailand 5G Alliance เครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G ในไทย ที่ก่อตั้งโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
  • Greater Bay Area 5G Industry Alliance ร่วมกับสมาชิกในฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น และอีกกว่า 8 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง
  • Holomedicine Association สมาคมการแพทย์ทางไกลที่มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 1 พันคน
  • Maxis 5G Alliance Programme โปรแกรมพันธมิตร 5G ของ Maxis จากประเทศมาเลเซีย
  • Telkomsel Hadirkan 5G Experience Centre ศูนย์ประสบการณ์ 5G ของ Telkomsel จากประเทศอินโดนีเซีย

เดินหน้ากลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร”

แม้ว่ากลุ่มชุมชนจะประสบความสำเร็จและมีสมาชิกเข้าร่วมอย่างมากมายภายในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น หากแต่ APAC 5G Industry Community ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก ด้วยแผนการที่จะขยายไปในตลาดแนวตั้ง (Vertical Market) ในช่วงปี 2023 ผ่านแนวคิด “พันธมิตรของพันธมิตร (Alliance of Alliances)” 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว จะยิ่งทำให้มีพันธมิตรเข้ามาร่วมอยู่ภายในกลุ่มชุมชน APAC 5G Industry Community มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเสริมให้ระบบนิเวศนี้สามารถรวบรวม Stakeholder ในอุตสาหกรรม 5G ที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้การพลิกโฉม (Digital Transformation) เป็นอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยเทคโนโลยี 5G และ IoT นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

“พวกเราต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายไปในตลาดแนวตั้ง ที่จะทำให้องค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือเหมืองแร่ สามารถสร้างพันธมิตรของพันธมิตรให้เกิดขึ้นได้ แนวทางนี้จะทำให้พวกเราสามารถไปถึงชุมชนที่ยังคงอยู่นอกระบบนิเวศ 5G ให้สามารถเข้าถึงห่วงโซ่คุณค่า 5G ได้” Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman กล่าว

Head of APAC แห่ง GSMA คุณ Julian Gorman

“ความร่วมมือ” คือหัวใจสำคัญ สู่บริการระดับภูมิภาค

ถึงจุดนี้ชัดเจนว่าใคร ๆ ก็พูดถึงความร่วมมือที่จะต้องเกิดขึ้น เหตุผลหนึ่งอาจล้วนมองตรงกันว่านี่เป็นหนึ่งในทางรอดที่จะทำให้ธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นจะสามารถพลิกโฉมได้ทันสถานการณ์และสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไปได้ ซึ่ง AIS Business ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องการสร้างความมือมาโดยตลอด และเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับองค์กรจากหลายหลายอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นระบบนิเวศ 5G ได้สำเร็จนั้น กำลังจะมีบทบาทในเวทีโลกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“เราต้องเข้าใจว่าอะไรคือความท้าทายของลูกค้า และ 5G จะสามารถช่วยให้ลูกค้าพลิกโฉมแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ หรือว่าให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนว่า ไม่มีทางที่จะทำได้ทั้งหมดด้วยคนคนเดียว” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าว “AIS จะยังคงลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เกิด Digital Economy ในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งพวกเราเชื่อว่า APAC 5G Industry Community นั้นคือความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สำคัญ ที่จะทำให้ระบบนิเวศ 5G ในภูมิภาคนี้และประเทศไทยนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วม APAC 5G Industry Community สามารถสแกน QR Code จากภาพด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและกรอกข้อมูลเพื่อสมัครเข้าชุมชนนี้ได้ทันที โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม APAC 5G Industry Community นั้น เบื้องต้นสมาชิกจะได้รับหรือเผยแพร่ข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5G พร้อมกับสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชมตามที่สนใจ และมีโอกาสที่จะได้นำเสนอ Show Cases ของตัวเองในกิจกรรมจากทาง GSMA อาทิ Webinar หรืองานสัมนา Conference พร้อมกับมีโอกาสเกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้อีกด้วย

บทส่งท้าย

ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของ APAC 5G Industry Community กลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันในภูมิภาคนี้ที่ร่วมกันเดินทางกันมาครบ 1 ปีแล้ว เพื่อผลักดันให้การปรับใช้เทคโนโลยี 5G, IoT และนวัตกรรมต่าง ๆ นั้นสามารถเกิดการปรับใช้ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลุ่มชุมชนนี้จะเติบโตไปได้อีกไกลแค่ไหน ด้วยกลยุทธ์ “พันธมิตรของพันธมิตร” ที่กำลังจะเดินหน้าต่อไปในปี 2023 ที่จะถึงนี้

การที่ AIS Business ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของ APAC 5G Industry Community มาตั้งแต่เริ่มต้น และด้วยความมุ่งมั่นของ AIS Business ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยี โซลูชัน และระบบนิเวศ 5G ให้มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างหลากหลายอย่างต่อเนื่องนั้น จะเป็นอีกตัวขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่โลกดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งจากโซลูชันในกลุ่มชุมชนที่หลากหลายกว่าเดิม และพันธมิตรที่ขยายกว้างไปถึงระดับภูมิภาคแล้ว เชื่อว่า AIS Business จะสามารถผลักดันให้ภาคธุรกิจของไทยเติบโตไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม รวดเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th

Website : https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/apac-5g-industry-community-that-ais-business-has-pioneered-celebrates-1st-year-anniversary/

VMware ร่วมกับ AIS เรียนเชิญร่วมงาน “Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud” [23 พ.ย. 2565–10.00น.]

VMware ร่วมกับ AIS ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ “Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud” เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่สร้างความเชื่อมั่นในการนำ Cloud มาใช้ในองค์กรของท่านได้อย่างปลอดภัย 

รายละเอียด

ชื่องาน : Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud

วันเวลา : วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00 – 16.30 น.

สถานที่ : โรงแรมเรเนซองค์ ราชาประสงค์ ห้องแกรนด์บอลรูมชั้น M

ลงทะเบียนได้ที่ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSedhmZC02pREwuVfCdeglnT7UVSRnbNr235t9LhgizZSeFSGA/viewform

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

คุณนภชนก แย้มสุข เบอร์ติดต่อ 02-678-8660 ต่อ 103 อีเมล : Nopchanok@fdc.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-x-ais-seminar-realize-and-unlock-the-value-of-critical-data-with-sovereign-cloud-23112565/

AIS Business หนุนภาคธุรกิจไทยใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มองค์กรได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว กับ “AIS Biz App Mart” สุดยอดมาร์เก็ตเพลสซอฟต์แวร์ รายแรกในไทย นำร่องด้วยโซลูชันที่ดีที่สุดจากไมโครซอฟท์

AIS Business ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและเคียงข้างภาคธุรกิจไทยให้แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน พร้อมทรานส์ฟอร์มองค์กรจากเครื่องมือดิจิทัล ล่าสุดเปิดตัว “AIS Biz App Mart สุดยอดมาร์เก็ตเพลสศูนย์รวมซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ รายแรกในไทย” (Software as a service marketplace) ให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการดิจิทัลโซลูชันและซอฟต์แวร์ได้ง่าย ครบ จบในที่เดียวด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง

โดยเปิดตัวด้วยการจับมือไมโครซอฟท์ นำเสนอบริการ Microsoft 365 Licenses แบบครบวงจร รวมไปถึงเครื่องมือเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ อาทิ Power BI เพื่อสร้างความสามารถด้านการนำข้อมูลมาใช้ในธุรกิจยุคใหม่ และ Exchange Online ระบบอีเมลที่ออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจ

ais

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ความคล่องตัวและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็น Key success ของธุรกิจยุคปัจจุบัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยดิจิทัลโซลูชันมาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการองค์กรในทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ แม้แต่ฟรีแลนซ์

ดังนั้นการสร้างศูนย์รวมให้สามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์ได้เองตามความต้องการ จึงเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจของกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นที่มาของการพัฒนา AIS Biz App Mart สุดยอดมาร์เก็ตเพลสศูนย์รวมซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ รายแรกของไทย ในรูปแบบ Software as a service marketplace จากผู้ให้บริการดิจิทัลอย่าง AIS ที่มีจุดแข็งทั้งการมีโครงข่ายสื่อสาร, เป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระดับโลก อย่างไมโครซอฟท์, มีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พร้อมอำนวยความสะดวกในการเลือกสมัครซอฟต์แวร์ได้อย่างครบถ้วนทุกด้าน อันจะทำให้ลูกค้ามั่นใจในการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ที่ต้องการได้อย่างดี”

“นอกจากนี้เรายังยินดีอย่างยิ่งที่ไมโครซอฟท์ ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่ร่วมทำงานกันมาอย่างใกล้ชิดได้ร่วมมือกับ AIS ซึ่งเป็น Authorized Microsoft Cloud Solutions Provider นำ Microsoft 365 Licenses มามอบให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้ผ่านทาง AIS Biz App Mart ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดตัวด้วยเช่นกัน”

ด้านนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “AIS Biz App Mart เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างเอไอเอสและไมโครซอฟท์ ในการมอบศักยภาพทางเทคโนโลยีที่เรามั่นใจและครบวงจรที่สุดให้กับภาคธุรกิจ

หลังจากที่เราได้ร่วมมือกันนำพลังของแพลตฟอร์มคลาวด์ระดับโลกอย่าง Azure มาขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมให้กับลูกค้า ผ่านทางบริการ AIS Cloud X ไปเมื่อเร็วๆ นี้ จนมาถึงในส่วนของ AIS Biz App Mart ที่รวบรวมเอาเครื่องมือและบริการที่เราคิดว่าเหมาะสม จำเป็นต่อธุรกิจในปัจจุบันเอาไว้ ต้องขอขอบคุณเอไอเอสเป็นอย่างมาก ที่มี Biz App Mart ให้กับธุรกิจไทยได้เข้าถึง เลือกซื้อและทดลองใช้ได้อย่างสะดวกสบายครับ”

AIS Biz App Mart ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการทรานส์ฟอร์มและยกระดับการบริหารจัดการด้วยดิจิทัลโซลูชัน ดังนี้

  1. คัดสรรทุกซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์จากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระดับโลก ที่จำเป็นและเหมาะกับทุกประเภทธุรกิจไว้ในที่เดียว โดยไม่ต้องแยกซื้อเองจากแต่ละแหล่ง

2. ใช้บริหาร การใช้ซอฟต์แวร์ในองค์กรได้ในที่เดียว (center management one stop service) ไม่ว่าจะ Manage User การใช้งาน / ซื้อ License เพิ่ม / ยกเลิก License / เปลี่ยนแพ็กเกจ  สามารถบริหาร จัดการ ได้ภายใน Platform เดียว

3. สะดวกสบาย เพราะสามารถสมัครบริการได้ด้วยตนเอง ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องผ่านตัวแทนจำหน่าย  และหลังจากชำระค่าบริการแล้ว สามารถรับซอฟต์แวร์ไปใช้งานได้ทันที

4. มีรูปแบบการชำระค่าบริการที่หลากหลายและปลอดภัยตามมาตรฐาน PCI ทั้งการตัดบัตรเครดิต หรือ สำหรับคนที่มี Account AIS eBusiness Portal  สามารถเลือกจ่ายบนบิลของ AIS ได้ ในลักษณะใช้ก่อนจ่ายทีหลัง

5. สามารถออกใบกำกับภาษีในนามองค์กรได้

6. มีขายแพ็กเกจทั้งรายเดือนและรายปี ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า

7.  คัดสรรซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย และได้มาตรฐานสากล หมดกังวลว่าจะได้ซอฟต์แวร์เถื่อนที่ไม่ดี

โดย นายธนพงษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า “นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำถึงเจตนารมณ์การเป็นพันธมิตรที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจของท่านได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลถึงงานหลังบ้าน อย่างการสรรหาเครื่องมือดิจิทัลอย่างซอฟต์แวร์ ในฐานะอาวุธสำคัญที่ช่วยให้แต่ละองค์กร สามารถเอาชนะการแข่งขันได้ในยุคนี้ ซึ่งวันนี้ AIS Biz App Mart พร้อมแล้วที่จะให้บริการทุกองค์กรที่ https://bizappmart.ais.th/th-TH/home

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-biz-app-mart/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-biz-app-mart

“AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ เทคโนโลยีนวัตกรรมมากมาย พร้อมให้บริการแล้ว “วันนี้”

“คลาวด์” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกิจมากมายสามารถทำ Digital Transformation ได้สำเร็จ และทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ด้วยข้อดีมากมายที่ธุรกิจสามารถเลือกสรรทรัพยากรในการประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ขยายการให้บริการได้อย่างฉับไว จัดการทรัพยากรจากที่ไหนก็ได้อย่างยืดหยุ่น และทำให้การบริการลูกค้าดำเนินการได้อย่างมั่นใจ

หากแต่คำว่า “คลาวด์ในอนาคต” อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการประมวลผลอีกต่อไปแล้ว เพราะทิศทางคลาวด์แห่งอนาคตของโลกนั้นกำลังจะไปในแนวทางที่คลาวด์จำเป็นจะต้องมีความฉลาด ครบวงจรมากขึ้น จึงต้องมีองค์ประกอบเสริมเข้าไปอีกในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงการมาของ Sovereign Cloud ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุด AIS Business ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ พร้อมประกาศเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อย ภาพรวมของ “AIS Cloud X” ในระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะนั้นเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

AIS Business ร่วมพาร์ตเนอร์สร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่ง

ด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่าง AIS Business กับพาร์ตเนอร์ในหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดเป็นโซลูชันมากมายที่พร้อมให้บริการ จนกระทั่งสามารถประกาศความแข็งแกร่งของระบบนิเวศภายใต้ “AIS 5G NEXTGen Platform

แพลตฟอร์มนวัตกรรม 5G ที่รวมศูนย์การบริหารจัดการ 5G, Edge Computing, Clouds และ Applications มาไว้ที่จุดเดียวแบบ One Stop ได้สำเร็จ ไม่ว่าธุรกิจจะต้องการใช้งานเครือข่าย 5G ในรูปแบบ Multi-access Edge Computing (MEC), Network Slicing หรือว่า Private Network ต้องการความเร็ว Low Latency ขนาดใด หรือต้องการใช้งาน Hyperscale Cloud เจ้าใด ภายใน AIS 5G NEXTGen Platform มีพร้อมตอบโจทย์ในการใช้งานในทุก Use Case ทำให้สามารถขึ้นระบบเริ่มใช้งานจริงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น  

ต่อยอดสู่ “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ

หลังจากพัฒนา AIS 5G NEXTGen Platform สำเร็จแล้ว AIS Business ผู้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชันคลาวด์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกและระดับประเทศ ถือกำเนิดเป็นระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ “AIS Cloud X” ซึ่งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากมายจากพาร์ตเนอร์ที่ร่วมมือกัน พร้อมให้บริการในทุกองค์ประกอบที่จำเป็นในการพัฒนาโซลูชันทุกรูปแบบที่ต้องการใช้งาน โดยเฉพาะการพัฒนาในรูปแบบของ DevSecOps และ Container อันเป็นรูปแบบที่ช่วยทำให้การให้บริการมีความมั่นคงปลอดภัยและไร้รอยต่อเมื่อมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น 

AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะพร้อมกับพาร์ตเนอร์และโซลูชันมากมาย

โดยไฮไลต์นวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดบน “AIS CloudX” ที่ AIS Business ได้ประกาศความแข็งแกร่งในงาน AIS Business Cloud 2022 นั้น ได้แก่

บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นด้วย VMware Tanzu 

ด้วยเทคโนโลยี VMWare Tanzu ทั้งในส่วนของ “Kubernetes Operation” และ “Application Platform” จะทำให้การพัฒนาบนแพลตฟอร์ม DevSecOps เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาระบบและผู้ดูแลระบบคลาวด์ทั้งแบบ Multi Cloud หรือ Hybrid Cloud มีความมั่นใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

นอกจากนี้  VMware Tanzu ยังสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้การนำซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่สามารถไปสู่มือของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยแพลตฟอร์ม DevSecOps ของ VMware ที่มีโมดูลมากมายนั้นจะทำให้นักพัฒนาระบบสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้อย่างเต็มที่ และสามารถส่งโค้ดขึ้นสู่ระบบ Production ให้บริการได้อย่างทันทีทันใด และมั่นใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม

Azure Arc จาก Microsoft ปลดล็อกการใช้งาน ให้สามารถบริหารจัดการ Azure ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างคล่องตัว

ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ผู้ใช้งานจะสามารถใช้งานคลาวด์ Azure เหมือนกับที่ใช้งานกันบน Public Cloud ได้แบบ “ส่วนตัว (Private)” ด้วยโซลูชันใหม่ล่าสุด Azure Arc จาก Microsoft ที่ทำให้คลาวด์ Azure สามารถรันได้แบบ On-premises และยังตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native พร้อมใช้บริการระบบฐานข้อมูล หรือระบบ AI ที่มีบนคลาวด์ Azure ก็สามารถใช้งานได้ในคลาวด์ Azure บน AIS Cloud X ที่วางไว้อยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) ได้แล้ววันนี้

นอกจากนี้ Azure Arc ยังสนับสนุนให้สามารถบริหารจัดการคลาวด์ Azure ทุกแห่งที่ใช้งานได้จากจุดเดียว เสริมให้การดูแลคลาวด์ Azure ที่ใช้งานในรูปแบบ Multi Cloud, Hybrid Cloud หรือ Private Cloud นั้นมีความสะดวกกว่าเดิมอย่างมหาศาล ส่งผลให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกรูปแบบทุกเวลา และสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในทุกรูปแบบความต้องการแล้ว

ปกป้องข้อมูลอย่างมั่นใจด้วยโซลูชัน Veeam Backup & Recovery 

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอะไรก็ตามบนคลาวด์ล้วนมีความสำคัญอย่างมากในการทำงานยุคปัจจุบัน และ Veeam คือผู้ให้บริการโซลูชัน Backup & Recovery บนคลาวด์ที่พร้อมปกป้องข้อมูลอย่างมั่นใจในทุก ๆ โซลูชัน ไม่ว่าจะเป็นบริการ Backup as a Service การ Backup ข้อมูลบน Azure, VMware Tanzu หรือ Microsoft 365 ทาง Veeam ล้วนมีโซลูชันที่สามารถสนับสนุนการให้บริการบน AIS Cloud X ได้อย่างมั่นใจ และให้ความปลอดภัยกับข้อมูลขององค์กรได้อย่างแน่นอน

B-Log บริหารจัดการข้อมูล Log จาก Blendata 

ระบบบริหารข้อมูล Log (Business Log Management หรือ B-Log) คือระบบที่ทาง Blendata ให้บริการจัดเก็บข้อมูล Log ที่มีการบันทึกเกิดขึ้นจากคนหรือเครื่อง ตามอุปกรณ์หรือระบบต่าง ๆ โดยดำเนินการตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมีให้บริการตั้งแต่การจัดเก็บ Log ไว้เฉย ๆ ไปจนถึงการวิเคราะห์ Log เพื่อหาข้อมูลเชิงลึก หรือตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่ง Blendata มีให้บริการ B-Log ในรูปแบบแบบ Pay-per-use บน AIS Cloud X แล้ววันนี้

อีกหลากหลายโซลูชันจากพาร์ตเนอร์ใน “AIS Cloud X”

นอกจากไฮไลต์เทคโนโลยีจากพาร์ตเนอร์มากมายใน AIS Cloud X ตามที่ได้กล่าวข้างต้นนี้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีและพาร์ตเนอร์อื่น ๆ อีกมาก ที่อยู่ในระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะเป็นที่เรียบร้อย เช่น 

  • Opstella โดย Opsta แพลตฟอร์ม DevSecOps ที่ทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และส่งมอบบริการให้ลูกค้าได้ทันใจ
  • iBox โดย NETbay โซลูชัน e-Document ที่ช่วยสนับสนุนให้การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จัดเก็บและแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทางนั้นสะดวกและปลอดภัย
  • Frontline Worker โดย Frontis โซลูชันบริหารจัดการหน้าร้านให้สามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านที่ทำให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ได้ทันที

บทส่งท้าย

ทั้งหมดนี้ คือ AIS Cloud X จาก AIS Business ภายใต้แนวคิด “Compute | Connect | Complete” ที่ตอบโจทย์การใช้คลาวด์อย่างแท้จริง ว่าเป็นระบบนิเวศคลาวด์ที่สามารถรองรับการประมวลผล (Compute) ได้ทุกรูปแบบ เชื่อมโยง (Connect) กับทุกอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วผ่านโครงข่าย 5G ที่แข็งแกร่งได้อย่างไร้รอยต่อ และทุกอย่างที่รวมกันในระบบนิเวศนี้คือความสมบูรณ์ (Complete) ในการบริการทุกโซลูชันของ AIS Business ที่พร้อมจะตอบโจทย์ให้กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรมในทุก Use Case โดยแท้จริง ซึ่ง AIS Cloud X พร้อมแล้วที่จะให้บริการกับทุกท่านในวันนี้

หากท่านใดสนใจอยากจะเริ่มเรียนรู้การใช้ “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะเพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรในวันนี้ สามารถติดต่อทาง AIS Business ได้ทันที โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ AIS Business Cloud business.ais.co.th/cloud

AIS Business พาร์ตเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th

Website: https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-cloud-x-intelligence-cloud-ecosystem-with-many-innovative-technologies-ready-to-service-now/

เก็บ Log พ.ร.บ. ได้ง่ายๆ ด้วยบริการ B-Log Management จาก AIS Business

การเก็บ Log พ.ร.บ. ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วสำหรับปี ๒๕๖๕ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการตีความทางกฏหมายนั้นยังเป็นประเด็นที่หลายคนสับสนอยู่ วันนี้สิ่งที่เก็บนั้นเพียงพอครอบคลุมหรือยัง ดูแลพื้นที่การเก็บได้ดีแค่ไหน และเมื่อถึงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล Log ได้จริงหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้ ซึ่งล่าสุดด้วยบริการใหม่จาก AIS Business ที่ชื่อว่า “Business-Log Management (B-Log)” ความท้าทายเหล่านี้จะง่ายขึ้นแล้วครับ

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ไม่รู้ไม่ได้!

ความผิดสำหรับบุคคล

กฏหมายระบุว่าหากผู้ที่มาใช้บริการแม้ว่าระบบของเราจะเป็นเพียงทางผ่านเพื่อกระทำสิ่งต่อไปนี้ท่านในฐานะผู้ให้บริการก็อาจถูกร้องขอข้อมูล Log ของท่านนั่นเอง

  • พฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ (สแปม) หรือปกปิดแหล่งที่มาเช่น การฝากร้านในโซเชียลมีเดีย การอีเมลขายของ หรือแม้กระทั่งการส่ง SMS ที่ผู้รับไม่ได้ยินยอม 
  • พฤติกรรมการโพสต์ออนไลน์ เช่น โพสต์หมิ่นประมาท โพสต์ข้อมูลปลอมหรือบิดเบือน
  • การเจาะระบบที่ทำลายระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศอย่างเช่นโครงสร้างสำคัญต่างๆ ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าท่านอาจกลายเป็นฐานปฎิบัติการการโจมตีของผู้ไม่ประสงค์ดี
  • การเผยแพร่ชุดคำสั่งที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างความเสียหาย
  • การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฏหมาย ลามกอนาจาร เป็นต้น

ดังนั้นการจัดเก็บข้อมูล Log เพื่อใช้อ้างอิงจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ความผิดที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการ

กฏหมายเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นความรู้ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าไม่ทราบเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ โดยหากพูดถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เองก็ได้ถูกประกาศใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วถือเป็นเวลามากกว่าสิบปี จนกระทั่งปี ๒๕๖๐ จึงได้มีการปรับปรุงและแก้ไขให้กฏหมายมีความทันสมัยรองรับกับบริบททางเทคโนโลยีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของโทษที่ครอบคลุม กรณีการกระทำความผิด และอำนาจของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ดีสำหรับในมุมของผู้ให้บริการเองใจความสำคัญของ พ.ร.บ. ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก โดยเนื้อหาระบุว่า

“ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามาตรา ๑๔”(จำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)  แต่ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามวรรคสองผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ซึ่งหลักฐานที่จะช่วยท่านได้ก็คือ Log นั่นเอง

อีกเรื่องคืออำนาจของเจ้าหน้าที่ภายใต้มาตราที่ ๑๘(๒) และ (๓) ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถ “เรียกข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการแก่เจ้าหน้าที่หรือให้เก็บข้อมูลไว้ก่อน” โดยทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนข้อมูล และจะต้องทำอย่างไม่ชักช้าซึ่งระบุชัดเจนว่าภายใน ๗ วันเมื่อถูกร้องขอหรือภายในระยะที่เจ้าหน้าที่กำหนดเหตุอันสมควร หากไม่ทำตามมาตรา ๒๖ มีโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

โดยข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามได้ถูกระบุระยะเวลาจัดเก็บไว้ตามาตราที่ ๒๖ ดังนี้ “ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า๙๐ วันนับแต่วันที่ข้อมูลเข้าสู่ระบบ แต่กรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้เกิน ๙๐ วันแต่ไม่เกิน ๒ ปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย หรือเฉพาะคราวก็ได้”

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว สิ่งที่ผู้ให้บริการจะทำได้ก็มีเพียงเตรียมตัวให้พร้อมกับข้อมูลเมื่อเจ้าหน้าที่ร้องขอ ซึ่งดูเผินๆเหมือนไม่ยากนัก หากพิจารณาตาม พ.ร.บ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ในเรื่องนิยามความหมายต่างๆ แต่เอาเข้าจริงแล้วเราต้องตีความสองส่วนคือ ใครคือผู้ให้บริการและในแต่ละผู้ให้บริการมีระบบไหนที่เกี่ยวข้องบ้าง นี่คือสิ่งสำคัญในการปฏิตนที่ AIS B-Log จะเข้ามาช่วยท่านได้ครับ

AIS Business Log Management โดย AIS Cyber Secure

ใจความสำคัญของการพัฒนาระบบเก็บ Log ก็คือเรื่องการตีความทางกฏหมายให้เข้ากับบริบทของท่านเอง ซึ่งด้วยประสบการณ์จากทีมงานของ AIS Cyber Secure จะช่วยให้ท่านประเมินได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ใดและมีระบบอะไรที่ใช้อยู่บ้าง โดยหากพิจารณาตามเนื้อความของประกาศจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DE) ในปี ๒๕๖๔ ที่ขยายความเรื่องความหมายให้นำไปปฏิบัติได้จริง จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการแต่ละรายมีความเกี่ยวข้องกับ Log ต่างกันออกไป โดยแบ่งผู้ให้บริการเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

1.) ผู้ให้บริการแก่บุคคลทั่วไปในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตหรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นไม่ว่าจะเป็นในนามของตนเองหรือบุคคลอื่น

  • ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกระจายภาพและเสียง เช่น AIS
  • ผู้ให้บริการการเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น โรงแรม ห้องพัก ร้านอาหาร องค์กร หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา
  • ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ เช่น Web Server/Hosting, File Server/Sharing, Email Service และ Internet Data Center 
  • ผู้ให้บริการร้านอินเทอร์เน็ต
  • ผู้ให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ แอปพลิเคชัน เช่น App Store, Google Play, Clubhouse หรือผู้ให้บริการอื่นที่มีให้บริการลักษณะทำนองนี้
  • ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, IG, YouTube, Line และผู้ให้บริการอื่นที่มีให้บริการลักษณะทำนองนี้

2.) ผู้ให้บริการในการเก็บรักษาข้อมูลเพื่อประโยชน์ของบุคคล

  • ผู้ให้บริการข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน เช่น เว็บบอร์ด บล็อค ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต เว็บเซอร์วิส อีคอมเมิรช์หรือธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ให้บริการเก็บพักข้อมูลโดยมีระบบจัดการข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหรือคลาว์ ซึ่งให้บริการตรงกับผู้ใช้ เช่น IaaS, PaaS, SaaS และ CDN
  • ผู้ให้บริการดิจิทัลที่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการเช่น ผู้ให้บริการทางการเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ อสังหาริมทรัพย์ อาหารและการเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหรรม ประกันภัย การศึกษา เพลงศิลปะและสันทนาการ และบริการอื่นๆที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ให้บริการทั้ง B2B B2C C2C G2C และอื่นๆ

ผู้ให้บริการเหล่านี้ต้องมีการเก็บข้อมูล Log ในจุดต่างๆกันเช่น USER ID, IP Address, Email Address ต้นทางปลายทาง วันเวลา เลขสายที่เข้ามา อย่างในกรณีของร้านอินเทอร์เน็ตต้องสามารถระบุตัวบุคคลที่เข้ามาใช้ เวลาในการเข้าและออก เลขไอพีได้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจต้องเข้าใจและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม หากเป็นกรณีองค์กรขนาดใหญ่อาจมีการวางแผนไว้แล้วแต่องค์กรขนาดเล็กท่านสามารถเข้ามาปรึกษากับทีม AIS Cyber Secure เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ครับว่าควรเก็บ Log จากที่ใดบ้าง

อีกเรื่องหนึ่งที่ AIS ให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือประเด็นในเรื่องของข้อมูล Log ควรต้องเป็นประโยชน์ใช้สืบค้นหลักฐานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ โดยกลไกภายใต้บริการนี้ก็คือโซลูชันจาก Blendata ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูล Log ได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามความต้องการ ลืมไปได้เลยกับประสบการณ์แย่ๆที่การค้นหาข้อมูลช้าเสียจนท่านต้องล้มเลิกความตั้งใจ

AIS Business-Log Management ยังมีข้อดีอีกมากมายดังนี้

  • การให้บริการเป็นรูปแบบจ่ายตามจริง ตามขนาดพื้นที่จัดเก็บ หรือปริมาณนำเข้าข้อมูล
  • ค่าบริการสามารถจ่ายได้แบบรายเดือน นั่นหมายความว่าท่านสามารถทดลองใช้หรือวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่าการลงทุนของตัวเอง ซึ่งมีราคาสูงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางเข้าถึงยาก
  • Log สามารถขยายตัวได้ง่ายเพราะโครงสร้างพื้นฐานอยู่บน AIS Cloud ดังนั้นจึงได้ข้อดีของคลาวด์มาเต็มๆ
  • รองรับข้อมูล Log ที่เก็บจากทุกอุปกรณ์
  • คอมไพล์กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ซึ่งได้กำหนดให้ข้อมูล Log ที่เก็บต้องมีความน่าเชื่อถือ ป้องกันการถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแม้แต่ผู้ดูแลระบบ ยกเว้นแค่ผู้เกี่ยวข้องเช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศขององค์กร รวมถึงต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการบริการจัดการ เทคนิคและ กายภาพ 
  • รวมศูนย์การบริหารจัดการโดยท่านสามารถเข้าถึงข้อมูล Log ของท่านได้ผ่าน Self Service Portal เพื่อดูสรุปข้อมูลจาก Dashboard ถึงภาพรวมและสถานะของ Log รวมถึงค้นหาข้อมูลและนำข้อมูลออกในรูปแบบ CSV พร้อมทั้งสร้างรายงานสำหรับผู้บริหาร

สุดท้ายนี้ AIS Business Contact Center ยังช่วยให้ท่านสามารถอุ่นใจพร้อมรับเรื่องตลอดแบบ 24×7 เพื่อคำปรึกษากรณีความกังวลใจหรือจากปัญหาต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้นทีมงานของ AIS ยังติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นแบบ Proactive หากพบปัญหาที่เกี่ยวกับ Log ของท่านเช่น ไม่มีข้อมูลส่งเข้ามาในระบบ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุแต่หากไม่ได้ติดตามหลายท่านก็อาจพลาดไปได้

ติดต่อรับคำปรึกษาและบริการมืออาชีพในโซลูชัน Business Log Management และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัย ติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th

Website : https://business.ais.co.th/solution/blogmanagement.html

from:https://www.techtalkthai.com/easily-keep-a-log-of-the-computer-crime-act-with-b-log-management-service-from-ais-business/

AIS Business เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ ผนึกพาร์ทเนอร์ระดับโลก พร้อมประกาศเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วงที่ภาคธุรกิจต่างเดินหน้าทรานฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพ ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ รวมถึงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจคาดเดาไม่ได้ โดยมีดิจิทัลเทคโนโลยีและโซลูชันเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การทรานฟอร์ม ยืดหยุ่น คล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด AIS Business ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จึงจัดงาน AIS Business Cloud 2022 งานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้แนวคิด “Compute | Connect | Complete” เพื่อร่วมผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์เทคโนโลยีอนาคตที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะวันนี้ “คลาวด์ (Cloud)” เป็นเสาหลักสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  

ภายในงาน ทาง AIS Business จึงได้เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ (Intelligent Cloud Ecosystem) ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ (Flexible Cloud Deployment) ผสานการทำงานกับเครือข่าย 5G, Edge Computing, Multi-Cloud พร้อมแพลตฟอร์ม Cloud Native ที่จะรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน ภายใต้แนวคิดการเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วตามกฏความปลอดภัย (DevSecOps) และคอนเทนเนอร์ (Container) พร้อมบริการที่ช่วยจัดการข้อมูล ทั้งการจัดเก็บ การประมวลผล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อป้องกันด้านความปลอดภัย และการใช้งานข้อมูลเพื่อธุรกิจ (Data Driven Business) ตลอดจนระบบสำรองกู้คืนข้อมูลที่รองรับระบบคลาวด์ที่กระจายตัว (Hybrid Cloud Environment) และข้อมูลแอปพลิเคชันที่อยู่ในรูปแบบ Cloud Native หรือ Container รวมถึงการทำงานร่วมกับ VMware ในการเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ AIS Cloud X ยังสามารถต่อเชื่อมกับระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร และ 5G  จึงเป็นระบบนิเวศคลาวด์ที่สมบูรณ์อย่างไร้รอยต่อ พร้อมช่วยธุรกิจให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ รวมถึงแอปพลิเคชันและโซลูชัน ที่ต้องการการประมวลผลอย่างรวดเร็ว รองรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง (Critical Mission) และงานที่ต้องการความหน่วงต่ำ (Low Latency) อีกทั้งยังมี 5G NEXTGen Platform ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบน 5G คล่องตัว บริหารจัดการง่าย รวมถึงช่วยขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโต การแข่งขันทางธุรกิจ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันทีทันใด  

“การที่องค์กรและภาคธุรกิจจะสามารถทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์มภายในองค์กรที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ (Cloud) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) และไอโอที (IoT) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AIS ที่เราประกาศไปเมื่อช่วงต้นปี ถึงความมุ่งมั่นในการนำศักยภาพของโครงข่าย 5G เข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะโซลูชันคลาวด์ ที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรภาคธุรกิจต้องลุกขึ้นมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะคลาวด์จะช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และบริบทใหม่ๆ ของโลกได้อย่างทันท่วงที” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS  กล่าว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“ที่ผ่านมา AIS Business ยังได้รางวัลจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก อย่าง Microsoft Thailand Partner  of the Year 2022 และ VMware Thailand Cloud Partner of the Year 2022 สะท้อนให้เห็นเป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันคลาวด์ที่ตอบโจทย์องค์กรมาโดยตลอด และเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว AIS Cloud X ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการแพลตฟอร์มคลาวด์ ทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud พร้อมเชื่อมต่อ 5G และระบบนิเวศคลาวด์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ขององค์กรได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการให้บริการลูกค้าซึ่งต้องทำงานอยู่บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คุณธนพงษ์กล่าวเสริม

สำหรับงาน AIS Business Cloud 2022 นับเป็นงานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Compute | Connect | Complete  โดยภายในงาน AIS Business ได้ประกาศความแข็งแกร่งของระบบนิเวศคลาวด์ ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง VMware ในการเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Sovereign Cloud คือ โซลูชันคลาวด์ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนในการออกแบบระบบเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ หรือมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานเฉพาะ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการอัปเดตถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีคลาวด์ ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของภาคธุรกิจและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • Azure Arc: ครั้งแรกในประเทศไทยกับการให้บริการโซลูชัน Azure Ecosystem โดย AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่พร้อมนำโซลูชัน Azure Arc ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้จากทุกที่ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถนำบริการต่างๆ ของ Azure จาก Global มาใช้งานได้ทั้งบน On-premise หรือบน AIS Cloud X ซึ่งอยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) อีกทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการ Azure ที่อยู่หลากหลายสภาพแวดล้อม (Hybrid Environment) เป็นไปได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น ปลอดภัย พร้อมตอบสนองการทำงานของแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่หลากหลาย 
  • VMware Secure Multi-Cloud Managed Services: โซลูชันที่ผสานระบบการจัดการและระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลายของ VMware ประกอบด้วย VMware SD-WAN ดูแลการใช้งานระบบเครือข่าย และ VMware Carbon Black ดูแลระบบความปลอดภัยของ Endpoint และ VM บนคลาวด์ และ VMware Cloud Health ที่ช่วยบริหารจัดการคลาวด์แบบ End-to-End เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับองค์กรที่มีการใช้งานคลาวด์จากหลายสถานที่ร่วมกัน 
  • Veeam: โซลูชัน Backup, Recovery และ Migrate ข้อมูลบน Cloud ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลในองค์กร โดย AIS พร้อมให้บริการ Backup ที่หลากหลาย เช่น Backup as a Service, Backup for Microsoft 365, Backup for Azure, Backup for VMware Tanzu (Cloud-native Application) ซึ่งเป็นบริการล่าสุดด้วยโซลูชันสำรองข้อมูล Kasten K10
  • AIS 5G NEXTGen Platform: 5G Platform รายแรกในประเทศไทย ที่รวบรวมการบริหารใช้งานทั้ง เครือข่าย 5G, ความสามารถของ Network Slicing, Edge Compute (MEC), ผู้ให้บริการ Cloud Hyper-scalers ชั้นนำ, แอปพลิเคชัน ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้หน่วยงานธุรกิจและภาครัฐ, ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและโซลูชันต่างๆ, และ System Integrators สามารถบูรณาการและให้บริการ 5G solutions ได้อย่างครบวงจร
  • Business Log Management หรือ B-Log: โซลูชันที่ Blendata ร่วมกับ AIS พัฒนาบริการเก็บ Log สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประมวลผล Big Data ตอบโจทย์ทั้งในด้านการเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยบนระบบคลาวด์มาตรฐานโทรคมนาคมของ AIS และการเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามพรบ.คอมพิวเตอร์และพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงมีระบบช่วยในการค้นหาข้อมูล ทำรายงานสรุปผลในรูปแบบของกราฟ และยังขยายระบบได้อย่างรวดเร็วบนคลาวด์ 
  • Opstella: บริการ DevSecOps Platform ที่ Opsta ร่วมกับ AIS พัฒนาบนแพลตฟอร์ม VMware Tanzu รองรับการพัฒนา Cloud-Native Application เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถส่งมอบแอปพลิเคชันได้รวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และยังลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ Multi-Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  • Intelligent Box: โซลูชัน e-Document ที่ถูกพัฒนาโดย NETbay ออกแบบโซลูชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถช่วยสร้างเอกสารแบบอัตโนมัติ การแชร์เอกสาร หรือการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนกันระหว่างแต่ละหน่วยงาน สามารถใช้งานระบบได้บนทุกอุปกรณ์ ทุกทีทุกเวลาด้วยความปลอดภัย
  • Frontline Worker: โซลูชันที่พัฒนาบน Microsoft 365 และ Cloud และ AIS ช่วยให้พนักงานหน้าร้านสามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพของยอดขาย สร้างรายงานการขายเพื่อติดตามยอดขายได้ ในส่วนของ Application รองรับการใช้งานบนมือถือและ Tablet สื่อสารได้อย่างปลอดภัยในรูปแบบ Push-to-Talk สามารถเชื่อมต่อกับระบบและหัวหน้างาน ไปจนถึงเรื่องการจัดลำดับความสำคัญและการอบรมพนักงานผ่านทาง Online 

“เพราะคลาวด์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้การทำ Digital Transformation ขององค์กรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ AIS Business จึงมุ่งคิดค้นพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกเพื่อสร้าง Digital Ecosystem ให้สอดคล้องกับทิศทางและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้วันนี้เรามีความพร้อมในการส่งมอบโซลูชันคลาวด์แบบ Total Solution ที่มีความหลากหลายในระบบประมวลผล Compute ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้ได้ตามโจทย์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถ Connect เชื่อมต่อการประมวลผลกับโครงข่าย 5G และ MEC และสุดท้ายจะช่วยให้ภาคธุรกิจ องค์กร ใช้งานโซลูชันคลาวด์ได้อย่าง Complete ยกระดับความสามารถขององค์กรให้พร้อมต่อความท้าทายใหม่ๆ ในบริบทโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” คุณธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-launches-ais-cloud-x-intelligence-cloud-ecosystem-as-the-first-sovereign-cloud-in-southeast-asia/

เชื่อมผสานเครือข่าย ก้าวสู่โลกยุค Omnicloud ด้วยบริการ VMware SD-WAN จาก AIS Business

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Omnicloud ที่บริการ Cloud ต้องเชื่อมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับ Edge เพื่อรองรับ Workload ในรูปแบบต่างๆ ที่ธุรกิจองค์กรต้องการ เทคโนโลยี SD-WAN ก็ได้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในฐานะหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายระหว่าง Cloud และ Edge รวมถึงสาขาทั้งหมดของธุรกิจองค์กรเข้าด้วยกัน

AIS Business ในฐานะของผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโครงข่ายสำหรับธุรกิจองค์กรชั้นนำ จึงเตรียมช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถตอบรับต่อเทรนด์ดังกล่าวได้ด้วยการเปิดให้บริการ VMware SD-WAN ให้สามารถเช่าใช้งานรายเดือนได้โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อหรือติดตั้งระบบด้วยตนเอง ช่วยให้การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขา, Cloud และ Edge มีความคุ้มค่าและง่ายดายมากยิ่งขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชัน AIS 5G MEC เพื่อให้วิสัยทัศน์ Omnicloud ของธุรกิจองค์กรไทยเป็นจริงได้แล้ววันนี้

Omnicloud: สถาปัตยกรรม Cloud ที่ผสาน Cloud แบบดั้งเดิมเข้ากับ MEC และ Edge

Cloud นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ทุกวันนี้ยังคงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ให้บริการ Hyperscaler Cloud หลายรายเองก็เริ่มเปิดบริการในภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น พร้อมให้บริการในการเชื่อมต่อเครือข่ายไปยัง Region ต่างๆ ด้วย SD-WAN

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์การวางระบบในรูปแบบดังกล่าวก็ไม่ได้ตอบโจทย์ต่อกรณีการใช้งานในทุกรูปแบบ ทำให้ผู้ให้บริการ Hyperscaler Cloud ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทางธุรกิจมากขึ้น โดยการนำความสามารถของ SD-WAN มาช่วยทำให้ Cloud อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากขึ้น เพิ่มพื้นที่ครอบคลุมจากเดิมที่ครอบคลุมในระดับประเทศ มาใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้นด้วยการสร้าง Local Zone ใหม่ที่อยู่ใกล้กับ Edge ของธุรกิจองค์กรลูกค้า

และเมื่อธุรกิจองค์กรต้องการความสามารถของระบบ Cloud ในพื้นที่ Edge ที่อยู่ห่างไกล เพื่อทำการประมวลผลที่ Edge และอื่นๆ ผู้ให้บริการ Cloud ก็เปิดบริการใหม่เพื่อตอบโจทย์นั้นเพิ่มเติม ด้วยการใช้ SD-WAN ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสายการผลิตในโรงงาน, คลังสินค้า และส่วนอื่นๆ ขององค์กร

สุดท้าย การมาของ 5G ที่จะส่งผลต่อธุรกิจองค์กรเป็นอย่างมากนั้น ก็ทำให้เหล่าผู้ให้บริการ Hyperscaler Cloud ต้องเพิ่มบริการ Cloud ไปสู่ระบบของผู้ให้บริการโครงข่าย 5G ผ่านบริการ Public MEC ของตนเอง

ในทางกลับกัน เช่นเดียวกับที่เหล่าผู้ให้บริการ Hyperscaler Cloud ต้องปรับกลยุทธ์การให้บริการของตนเอง เหล่าธุรกิจองค์กรเองก็ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ Cloud ไปสู่การผสานรวมบริการ Public Cloud, MEC, Local Zone, Edge Computing และ Private Cloud ซึ่งถูกเรียกโดยรวมว่า Omnicloud เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้ได้

Omnicloud จะช่วยให้การติดตั้งใช้งานบริการต่างๆ ทั้งภายในระบบเดียวหรือหลายระบบเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้การเพิ่มขยายบริการเพื่อรองรับการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยภายในปี 2025 นักวิเคราะห์ระบุว่า Workload หนึ่งๆ นั้นจะถูกระจายไปยัง Private Cloud (30%), MEC (40%) และ Public Cloud (30%)

ธุรกิจองค์กรบางแห่งได้เริ่มต้นการก้าวสู่ Omnicloud จากระบบขนาดเล็กก่อน โดยการสร้างระบบ Edge Computing ให้เป็นบริการ Cloud สำหรับใช้งานภายใน ซึ่งข้อดีของแนวทางดังกล่าวนี้ก็คือการที่มี Latency ที่ต่ำ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยความเร็วสูง ซึ่ง Edge Computing สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี

ด้วยการออกแบบเพื่อให้สามารถประมวลผลระบบงานต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที Edge Computing ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นบริการที่มีความสำคัญสูงต่อธุรกิจ ซึ่งถูกทำ Virtualized และติดตั้งใช้งานอยู่ภายในองค์กรโดยตรง

แต่เนื่องจากระบบเหล่านี้ก็มักจะไม่ใช่ระบบที่สามารถทำงานโดยไม่ต้องเชื่อมต่อไปยังระบบอื่นๆ และต้องรองรับกรณีการใช้งานที่ซับซ้อน ดังนั้นระบบ Edge Computing จึงต้องสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายไปยังระบบ Omnicloud ได้เพื่อรองรับกรณีการใช้งานที่สำคัญต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกไปจนถึงการผลิตภายในโรงงานก็ตาม

VMware SD-WAN: เชื่อมต่อ MEC และ Edge Computing สู่ Omnicloud ได้อย่างมั่นใจ

VMware SD-WAN ในฐานะของระบบ Network Overlay นั้น สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในระบบ WAN ได้ในแบบ Real-Time อีกทั้งยังสามารถแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในข้อมูลได้ ทำให้การเชื่อมต่อไปยัง Omnicloud เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความสามารถที่โดดเด่นดังนี้

1. Dynamic Multipath Optimization (DMPO)

คอขวดของระบบเครือข่ายนั้นมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ App และ Data ปริมาณมหาศาลถูกส่งออกมาในเส้นทางของเครือข่ายที่มีขนาดเล็กจนเกินไปหรือมีพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่แน่นอน คอขวดเหล่านี้ส่งผลให้ระบบเครือข่ายมีคุณภาพของบริการในระดับที่ต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริการที่ต้องการการเชื่อมต่อด้วย Latency ที่ต่ำไปยัง MEC เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สูง

DMPO ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษที่มีเฉพาะบน VMware SD-WAN จะทำการวิเคราะห์ทุกเส้นทางที่เป็นไปได้ในการรับส่งข้อมูลไปยัง MEC หรือบริการ Public Cloud และรายงานถึงเส้นทางที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อส่งทราฟฟิกของ App ไปยังเส้นทางที่ดีที่สุดนี้ ทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานนั้นดีเยี่ยมอยู่เสมอ

2. VMware Edge Network Intelligence

ความต้องการในการส่งมอบประสบการณ์การใช้งาน App ที่ดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้งานนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้บริการ Cloud ใหม่ๆ แต่เมื่อทราฟฟิกข้อมูลของ App ในแบบ Real-time มีปริมาณมากขึ้น ผู้ดูแลระบบ IT ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาในการทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

เพื่อตอบโจทย์นี้ ผู้ดูแลระบบ IT จึงสามารถเลือกใช้ VMware SD-WAN และ VMware Edge Network Intelligence เพื่อเพิ่มช่องทางการในการเชื่อมต่อภายใน Omnicloud และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

VMware Edge Network Intelligence นี้จะทำการตรวจสอบข้อมูลประสิทธิภาพของเครือข่ายในเชิงลึก เพื่อทำการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหา แยกแยะประเด็นของแต่ละปัญหา และทำการแก้ไขปัญหาแต่ละส่วนด้วยตนเอง ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถประหยัดเวลาในการทำงานได้ ในขณะที่ยังคงส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานได้

สร้างและเชื่อมต่อ Omnicloud ของคุณ ด้วยบริการ VMware SD-WAN จาก AIS Business

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการเชื่อมต่อสาขาต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน และเตรียมก้าวสู่การสร้าง Omnicloud สามารถใช้บริการ VMware SD-WAN จาก AIS Business ได้ทันที

บริการดังกล่าวนี้จะเป็นการใช้งาน VMware SD-WAN แบบเช่าใช้งานรายเดือน โดยทีมงาน AIS Business จะนำอุปกรณ์ของ VMware SD-WAN ไปติดตั้งให้ในแต่ละสาขาที่ต้องการใช้งานทั่วประเทศ พร้อมปรับแต่งการตั้งค่าการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมดให้สอดคล้องกับการเชื่อมต่อ Internet ทั้งในแบบ Broadband, 5G, MPLS และอื่นๆ ที่มีการใช้งานอยู่

เมื่อระบบติดตั้งเสร็จแล้ว ทีมงาน AIS Business จะคอยตรวจสอบการทำงานเพื่อดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ AIS ยังได้ทำการผสานบริการ VMware SD-WAN นี้เข้ากับบริการด้านระบบโครงข่ายที่มีอยู่ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้งาน Internet ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้

  • เพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อใช้งานบริการ Cloud ผ่าน VMware SD-WAN ด้วย Link พิเศษที่เชื่อมต่อตรงไปยัง Microsoft Azure, AWS และ Google Cloud Platform ที่สิงคโปร์ พร้อม Azure Express Route ซึ่งเป็น Edge จาก Microsoft Azure ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
  • เพิ่มความหลากหลายในการเชื่อมต่อเครือข่ายในแต่ละสาขา ด้วยบริการโครงข่ายที่หลากหลายจาก AIS ครอบคลุมทั้ง 4G, 5G, Fiber Broadband, Corporate Network และ MPLS
  • เริ่มต้นก้าวสู่ Omnicloud ได้ทันที ด้วยการใช้บริการ AIS 5G MEC ใช้งานในพื้นที่ Edge ที่ต้องการได้ทั่วไทย โดยเริ่มต้นการใช้งานได้ง่ายๆผ่าน5G NEXTGen Platform พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน VMware SD-WAN ไปยัง MEC และบริการ Cloud อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยบริการทั้งหมดนี้ AIS Business จึงพร้อมช่วยธุรกิจองค์กรไทยให้ก้าวสู่ยุค Omnicloud ได้อย่างครบวงจร ทั้งด้วย AIS 5G MEC สำหรับการประมวลผลในพื้นที่ที่ต้องการ , VMware SD-WAN เชื่อมต่อทุก Cloud และ Edge เข้าด้วยกันอย่างมั่นใจ และระบบโครงข่ายจาก AIS ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อทุกบริการ Cloud เป็นไปได้ด้วยประสิทธิภาพที่สูงอยู่เสมอ

สนใจใช้งาน VMware SD-WAN Managed Service และ โซลูชันด้านความปลอดภัย ติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th
Website :  https://business.ais.co.th/solution/security.html

from:https://www.techtalkthai.com/go-to-omnicloud-era-with-vmware-sdwan-by-ais-business/

AIS Business เสริมแกร่งโซลูชันความปลอดภัย ผนึก Cisco เดินหน้าเปิดบริการ Cloud Security

AIS Business ยังคงเดินหน้ายกระดับการทำงานขององค์กรภาคธุรกิจไทย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และโซลูชันที่สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการทำ Digital Transformation ขององค์กรและภาคธุรกิจ

ทำให้ที่ผ่านมา AIS Business ได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเสนอบริการและโซลูชันด้านความปลอดภัยให้กับองค์กรภาคธุรกิจ ล่าสุดได้ผนึกกำลังกับ Cisco ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยระดับโลก เปิดตัวความร่วมมือในฐานะผู้ให้บริการด้านการจัดการระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ (Cloud Security Managed Service Provider) แบบครบวงจร

โดย AIS เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่จะมาส่งมอบบริการระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของระบบคลาวด์แบบครบวงจร เพื่อให้องค์กรภาคธุรกิจไทยมีขีดความสามารถในการรับมือกับภัยด้านไซเบอร์ในองค์กร รวมถึงลดต้นทุนการดำเนินการและค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งเรื่องบุคลากร การบริหารจัดการ การออกแบบระบบ ติดตั้งพร้อมกับตั้งค่าการใช้งานอุปกรณ์ ตรวจสอบเฝ้าระวังการทำงานของระบบ

AIS Business

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “วันนี้เราเห็นการทำงานในองค์กรและภาคธุรกิจที่เริ่มปรับรูปแบบการทำงาน รวมถึงมีการนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานของส่วนงานต่างๆ มากขึ้น ทั้งการนำแอปพลิเคชันเข้ามาเสริมประสิทธิภาพของการทำงาน หรือแม้การใช้บริการดิจิทัลเพื่อให้ตอบโจทย์การแข่งขันของภาคธุรกิจ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความปลอดภัยด้านไซเบอร์จากการทำงานที่วันนี้แนวโน้มของการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AIS Business ในฐานะผู้นำด้านบริการดิจิทัลโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ พยายามที่จะมองหาบริการและโซลูชันด้านความปลอดภัยผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อทำให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดย

โดยครั้งนี้เรารู้สึกตื่นเต้นทำงานร่วมกับ Cisco ผู้นำในด้าน Cyber Security ชั้นนำระดับโลก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ AIS เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีความพร้อมในการส่งมอบโซลูชันด้านความปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจรให้กับองค์กรภาคธุรกิจ โดยไม่ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการลงทุนระบบ การบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์”

ทางด้าน นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับ AIS ในการนำเสนอบริการและโซลูชันด้านความปลอดภัยในการใช้งานให้กับองค์กรภาคธุรกิจของประเทศ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของ ซิสโก้ ที่ต้องการสร้างความปลอดภัยให้แก่องค์กรในการเชื่อมต่อการทำงานบนโลกอินเทอร์เน็ต และปกป้องระบบคลาวด์ของผู้ใช้งานภายในองค์กร

ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ  เพื่อให้ตอบสนองต่อองค์กรภาคธุรกิจที่มีรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ทุกคนสามารถทำงานได้ทุกที่ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามเป้าหมาย และยังมีความปลอดภัยด้านไซเบอร์สูงสุดตามมาตรฐานสากล ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ ซิสโก้ ในฐานะผู้นำด้านระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรให้มีความชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น”

สำหรับการเป็นผู้ให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เต็มรูปแบบ หรือ Cloud Security Managed Service Provider ของ ซิสโก้ โดยมี AIS เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกและรายเดียวในไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของการมีโครงข่ายสื่อสาร และสามารถในการให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหนือกว่า

ตั้งแต่การออกแบบระบบ ติดตั้ง ตั้งค่าการใช้งานอุปกรณ์ ตรวจสอบเฝ้าระวังการทำงานของระบบ ดูแลให้คำปรึกษา และแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับองค์กร ด้วยทีมบริการหลังการขายตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Cloud Security ร่วมกับ Cisco และบริการอื่นๆ จาก AIS Cyber Secure ได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/security.html

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-business-joins-forces-with-cisco-to-launch-cloud-security-service/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-business-joins-forces-with-cisco-to-launch-cloud-security-service

เตรียมพบกับ “AIS 5G NEXTGen Center” ศูนย์กลางนวัตกรรมและทดสอบโซลูชัน 5G แห่งแรกในไทย ณ Thailand Digital Valley

หลังจากที่เทคโนโลยี 5G ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2020 ด้วยประสิทธิภาพของ 5G ทั้งเรื่องแบนด์วิธ ความเร็วระดับ Gbps ความหน่วงระดับมิลลิวินาที (ms) ชัดเจนว่าเทคโนโลยี 5G สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาลในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทำงาน ใช้เพื่อความบันเทิงบนอุปกรณ์ที่รองรับ 5G แล้ว หรือว่าในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เริ่มนำเอาโซลูชัน 5G ไปประยุกต์ใช้ภายในธุรกิจ ที่ทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ 

หากองค์กรใดยังไม่ได้เคยทดลองใช้งานโซลูชัน 5G มาก่อน โอกาสของท่านมาถึงแล้ว เพราะว่าล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทาง depa กับ AIS Business ได้ประกาศร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ “AIS 5G NEXTGen Center” ณ Thailand DIgital Valley ภายในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวกันจริง ๆ ช่วงปลายปี 2022 นี้ สถานที่แห่งนี้อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจที่ยังมองไม่เห็นภาพว่าจะเอาเทคโนโลยี 5G หรือโซลูชัน 5G ต่าง ๆ มาช่วยพลิกโฉมธุรกิจอย่างไรได้บ้าง แล้วที่ศูนย์นั้นจะมีอะไร ต้องเตรียมตัวอะไรยังไง หาคำตอบได้ในบทความนี้

ปลดล็อกความคิดกับเทคโนโลยี 5G ได้ที่ NEXTGen Center 

ช่วงหลัง ๆ นี้ เราจะเริ่มได้ยินข่าวสารว่าหลาย ๆ องค์กรได้เริ่มประยุกต์ใช้โซลูชัน 5G ได้สำเร็จแล้ว เช่น โรงพยาบาล ViMUT ที่ประยุกต์ใช้โซลูชัน 5G เกิดเป็น Smart Hospital ได้สำเร็จ หรือว่าการใช้งานโซลูชัน 5G ในโรงงาน Yawata ที่ทรานสฟอร์มจากโรงงานที่มีอายุกว่า 50 ปีให้กลายเป็น Smart Factory ขึ้นมาได้ หรือแม้กระทั่งภาคอุตสาหกรรมการเกษตรที่คูโบต้า มหาสารคามนั้นสามารถนำโซลูชัน 5G และ IoT มาวางระบบ Smart Farm จนทรานสฟอร์มกลายเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลทางการเกษตรไปแล้ว 

แม้เทคโนโลยี 5G จะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่าสามารถนำมาแก้ปัญหาในภาคธุกิจได้อย่างตรงจุด แต่ก็เชื่อว่ายังคงมีองค์กรอยู่ไม่น้อยที่อาจจะยังสงสัยหรือมองไม่เห็นภาพว่าจะสามารถนำเอาเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจตัวเองได้อย่างไร หรือว่าควรจะเริ่มต้นยังไงดี 

เช่นนี้เอง AIS Business มองเห็นปัญหาทางธุรกิจ (Pain Point)  ซึ่งอาจจะส่งผลให้หลาย ๆ องค์กรยังคงไม่กล้าใช้งานโซลูชัน 5G ในวันนี้ AIS Business จึงได้ร่วมมือกับทาง depa เพื่อสร้าง “AIS 5G NEXTGen Center & Laboratory” ศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติการเทคโนโลยี 5G เพื่อเป็นพื้นที่ที่จะรองรับหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจอยากใช้งาน 5G หรือว่ามีข้อสงสัยข้องใจในเทคโนโลยี 5G ให้สามารถเข้าไปเยี่ยมชมนวัตกรรมและโซลูชัน 5G ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยพร้อมตอบข้อสงสัยในการนำ 5G ไปใช้ และคาดหวังว่าพื้นที่นี้จะช่วยปลดล็อก ให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้งานได้มากยิ่งขึ้น 

เน้น 3 แนวคิด เฟ้นหาไอเดียและโซลูชัน 5G ใหม่

หากรู้สึกสงสัยว่าศูนย์ AIS 5G NEXTGen Center นี้จะให้คำตอบหรือโซลูชันธุรกิจของเราได้อย่างไร บอกเลยว่าด้วย 3 หลักการแนวคิดของทาง AIS Business ที่วางไว้ตอนจัดตั้งศูนย์นี้ขึ้นมานั้น จะช่วยสนับสนุนองค์กรธุรกิจให้สามารถเข้ามาร่วมเฟ้นหาไอเดีย ร่วมสร้างโซลูชันและ Use Case ใหม่ ๆ ภายในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว และ 3 แนวคิดดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • การเรียนรู้ (Learning) ที่จะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถเข้ามาเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ของโซลูชัน 5G พร้อมทั้งรับชมการสาธิต Showcase ต่าง ๆ ไปด้วยกันภายในศูนย์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่แน่ว่าหลังจากเข้ามาที่นี่แล้วอาจจะสามารถหยิบยกเอาโซลูชันที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ เสริมประสิทธิภาพในธุรกิจได้ทันที
  • สร้างสรรค์นวัตกรรม (Idealization) ภายในศูนย์นี้จะมีห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีมากมายเพื่อให้สามารถทดลองไอเดียใหม่ ๆ ได้ทันที ซึ่งถ้าหากมีโจทย์ทางธุรกิจเข้ามาด้วยก็สามารถนำมาปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ AIS Business เพื่อหาโซลูชัน 5G ที่เหมาะสมและทดลองได้เลย 
  • นำนวัตกรรม 5G ไปใช้ได้จริง (Realization) หากพัฒนาโซลูชันและทดสอบ Proof of Concept (POC) กันภายในพื้นที่ศูนย์สำเร็จแล้ว ขั้นถัดไปจะมีทีมงาน AIS Business ที่จะสนับสนุนให้สามารถนำโซลูชันไปปรับใช้ (Deploy) ได้ในพื้นที่จริงขององค์กรด้วยความราบรื่น พร้อมทั้งดูแลบำรุงรักษาหลังจากใช้งานจริงไปแล้วเพื่อให้โซลูชันที่ได้นั้นสามารถแก้ไขปัญหาทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

พิสูจน์โซลูชันกันจริง ๆ ภายในห้องปฏิบัติการ ณ AIS 5G NEXTGen Center

หลังจากที่ค้นพบไอเดียและโซลูชันที่เชื่อว่าสามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาทางธุรกิจได้แล้ว หากเดินหน้าต่อด้วยการนำเอาไปทดลองที่หน้างานจริงเลยทันทีก็อาจจะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องสิ่งรบกวนหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีในโลกความจริง งบประมาณที่อาจต้องใช้มากจนเกินไปโดยใช่เหตุ รวมทั้งเรื่องเวลาที่กว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าโซลูชันนั้นใช้งานได้จริงก็อาจจะนานเกินไป และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของธุรกิจในปัจจุบันได้อีกด้วย 

ปัญหาทั้งหมดนี้ AIS Business เตรียมการไว้แล้ว โดยได้เตรียมพื้นที่ภายใน AIS 5G NEXTGen Center ให้มีห้องปฏิบัติการและสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำเอาไอเดียและโซลูชันที่ได้ มาทดลองทำ Workshop ขนาดย่อม ๆ กันก่อน หรือเป็นการพิสูจน์โซลูชันที่ได้กันก่อนว่ามีโอกาสที่จะนำไปใช้งานได้จริงหรือไม่ มีปัญหาอะไรที่จะตามมาไหม ก่อนที่จะลงเม็ดเงินทุนกันจริง และเริ่มไปใช้งานที่สถานที่จริงต่อไป

ภายในศูนย์แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นสภาพแวดล้อมแบบปิดที่องค์กรธุรกิจสามารถเข้ามาเรียนรู้และทดลองเพื่อเกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน ด้วยความสามารถในการควบคุมปัจจัยทั้งภายนอกและภายในต่าง ๆ ได้ เช่น การเลือกคลื่นความถี่ของ 5G ที่จะใช้งาน หรือว่าการทดลองวาง Infrastrucutre ของโซลูชัน ทดลองใช้ 5G NEXTGen Platform หรือ Network Configuration แบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะทำเป็น Network Slicing หรือว่าจะเป็น Private Network ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ Edge Computing เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ภายใน AIS 5G NEXTGen Center มีสนับสนุนให้ทดลองได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์กันให้เห็นจริงกันก่อนว่าโซลูชันที่เฟ้นหาไอเดียร่วมกันนั้นจะมีโอกาสนำเอาไปใช้งานได้จริงมากน้อยเพียงใด 

เตรียมโจทย์ธุรกิจให้พร้อม สิ้นปีนี้เจอกันที่ AIS 5G NEXTGen Center

จะเห็นได้ว่า AIS 5G NEXTGen Center เปรียบเสมือนเป็นศูนย์การเรียนรู้ และทดลองเชิงปฏิบัติการที่ไม่ว่าธุรกิจของท่านจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม หรือว่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่ AIS Business มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะอันได้แก่ ภาคโทรคมนาคมขนส่ง (Transportation & Logistics) อสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก (Property & Retails) การเกษตร (Agriculture) การแพทย์ (Healthcare) หรือว่าภาคการผลิต (Manufacturing) ก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชม AIS 5G NEXTGen Center เพื่อหาไอเดียใหม่ ๆ ได้ทั้งนั้น ซึ่งทางทีมงาน AIS Business มีความพร้อมที่จะร่วมเฟ้นหาไอเดีย สร้าง Use Case ใหม่ ๆ ในการปรับใช้โซลูชัน 5G เพื่อเข้าไปแก้ไขโจทย์ทางธุรกิจที่มีให้สำเร็จ

สำหรับผู้ที่สนใจหรือมีโจทย์ปัญหาทางธุรกิจอยู่แล้วอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมที่ศูนย์ AIS 5G NEXTGen Center เตรียมโจทย์ปัญหาธุกิจของท่านให้พร้อมเอาไว้ แล้วไปพบกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากทาง AIS Business และพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ ได้ที่ AIS 5G NEXTGen Center ปลายปีนี้เจอกันแน่นอน หากใครอยากได้รายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ https://business.ais.co.th/5g/5GNEXTGenCenter.html

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th

Website: https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-5g-nextgen-center-the-thailand-first-5g-solution-innovation-center-and-laboratory-at-thailand-digital-valley/