คลังเก็บป้ายกำกับ: VMWARE

VMware เปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud ช่วยจัดการกับเวิร์คโหลดได้ดีขึ้น

Vmware ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก

ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-new-tanzu-for-sovereign-cloud/

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS [Guest Post]

ช่วยผู้ให้บริการ Sovereign Cloud สามารถจัดการกับเวิร์คโหลดใหม่ๆ พร้อมสร้างความสมดุลในการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

  • Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย
  • Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน
  • Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้
  • VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

  • การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี
  • Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, โซลูชันที่ผ่านการรับรองโดย VMware นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Explore, Tanzu, RabbitMQ, VMware Aria, Greenplum, และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-updates-sovereign-saas-portfolio/

ยอดขาย VMware ทะยานขึ้นระดับ 3.2 พันล้านดอลล์ อานิสงค์จาก SaaS เป็นหลัก

ซีอีโอ Broadcom คุณ Hock Tan เคยกล่าวไว้ตอนปิดดีลซื้อกิจการมูลค่า 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำเร็จเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เขาต้องการให้รายได้ของ VMware มาจากฝั่งค่าสมัครใช้บริการมากขึ้น จึงต้องพยายามให้ได้อัตราการสมัครสมาชิกมากขึ้นไปด้วย ให้ขึ้นได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ซึ่งล่าสุด ซีอีโอ VMware คุณ Raghu Raghuram ประกาศว่า ยอดขายของบริษัทไตรมาสที่ผ่านมาได้ตามเป้า แม้รายรับโดยรวมจะเพิ่มแค่เปอร์เซ็นต์หลักเดียว แต่ถ้าดูเฉพาะส่วนของซับสคริปชั่นแล้วเติบโตได้มากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึงสองหลักเลยทีเดียว

พร้อมให้เครดิตว่าเป็นผลจากการผลักดันของผู้ผลิตชิปที่เป็นบริษัทแม่อย่างบรอดคอม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่มากมาย ทั้ง VMware vSphere 8, VMware vSAN 8, และ VMware Aria โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยลูกค้าปฏิวัติธุรกิจให้เป็นระบบดิจิตอล ดึงศักยภาคของมัลติคลาวด์ให้ถึงขีดสุด

สำหรับตัวเลขยอดขายไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2023 ล่าสุดนั้นเท่ากับ 3.21 พันล้านดอลลาร์ฯ มากกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 3.18 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งในยอดนี้กว่า 31 เปอร์เซ็นต์เป็นรายได้จากค่าสมัครบริการทั้งสิ้น อย่างรายได้ค่าสมาชิกประจำปีหรือ ARR ของส่วน SaaS ก็โตมากถึง 24 เปอร์เซ็นต์

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-vmware-%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-3-2/

ยอดขาย VMware ทะยานขึ้นระดับ 3.2 พันล้านดอลล์ อานิสงค์จาก SaaS เป็นหลัก

ซีอีโอ Broadcom คุณ Hock Tan เคยกล่าวไว้ตอนปิดดีลซื้อกิจการมูลค่า 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำเร็จเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เขาต้องการให้รายได้ของ VMware มาจากฝั่งค่าสมัครใช้บริการมากขึ้น จึงต้องพยายามให้ได้อัตราการสมัครสมาชิกมากขึ้นไปด้วย ให้ขึ้นได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ซึ่งล่าสุด ซีอีโอ VMware คุณ Raghu Raghuram ประกาศว่า ยอดขายของบริษัทไตรมาสที่ผ่านมาได้ตามเป้า แม้รายรับโดยรวมจะเพิ่มแค่เปอร์เซ็นต์หลักเดียว แต่ถ้าดูเฉพาะส่วนของซับสคริปชั่นแล้วเติบโตได้มากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึงสองหลักเลยทีเดียว

พร้อมให้เครดิตว่าเป็นผลจากการผลักดันของผู้ผลิตชิปที่เป็นบริษัทแม่อย่างบรอดคอม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่มากมาย ทั้ง VMware vSphere 8, VMware vSAN 8, และ VMware Aria โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยลูกค้าปฏิวัติธุรกิจให้เป็นระบบดิจิตอล ดึงศักยภาคของมัลติคลาวด์ให้ถึงขีดสุด

สำหรับตัวเลขยอดขายไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2023 ล่าสุดนั้นเท่ากับ 3.21 พันล้านดอลลาร์ฯ มากกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 3.18 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งในยอดนี้กว่า 31 เปอร์เซ็นต์เป็นรายได้จากค่าสมัครบริการทั้งสิ้น อย่างรายได้ค่าสมาชิกประจำปีหรือ ARR ของส่วน SaaS ก็โตมากถึง 24 เปอร์เซ็นต์

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-saas-rev-growth/

เจาะลึกโซลูชันเชิงเทคนิคภายใน Cloud X ได้แก่ VMware Tanzu, MS Azure Arc, Veeam Data Protection, Blendata B-Log ว่าตอบโจทย์การทำงานอย่างไรได้บ้าง

“พันธกิจหลักของ AIS Cloud X คือ ต้องการทำให้การเข้าถึงระบบคลาวด์รวดเร็วขึ้น มีความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น และช่วยให้มีการลงทุนอย่างคุ้มค่ามากที่สุด”

AIS Cloud X Intelligent Cloud Ecosystem พร้อมให้ใช้งานที่หลากหลาย ผสานการทำงานทั้ง EDGE และ Cloud ตอบรับการพัฒนา Application เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานบนระบบ Cloud ให้กับองค์กร โลกได้เปลี่ยนเร็วมาก และอยู่บนความไม่แน่นอน Application และ Business ต่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ทาง AIS Business ได้เล็งเห็นถึงนวัตกรรมของระบบ Cloud ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนความต่อเนื่องของธุรกิจแบบยั่งยืน ซึ่งระบบ Cloud จะยังคงให้บริการในรูปแบบเดิมไม่ได้อีก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการระดมทีมพัฒนาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นจากเหล่าพันธมิตรเข้ามาผสานรวมกันจนเกิดบริการ AIS Cloud X ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

AIS’s Partnership Journey

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริการของ AIS Cloud X การส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์แก่องค์กรที่หลากหลาย ตลอดเส้นทางการเดินทางของ AIS Business ได้ผสานความร่วมมือจากพันธมิตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลกในด้านเทคโนโลยี Cloud Computing ซึ่งก้าวของความสำเร็จเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อ:   

ปี 2016 :  AIS ได้เริ่มต้นการให้บริการ Cloud Computing ด้วยการผสานเข้ากับนวัตกรรมจากทาง Microsoft เพื่อความเสถียรภาพของการเชื่อมต่อ โดยการบูรณาการนำเอา Edge Node เข้ามาตั้งอยู่ใน Data Center เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อ และช่วยลดระยะเวลาในการเข้าถึง Application

ปี 2017 : AIS พบว่า ในประเทศไทยเริ่มมี Content เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยประสิทธิภาพของการให้บริการมากขึ้นเช่นกัน AIS จึงได้ร่วมมือกับ VMware เพื่อสร้าง Local Cloud ขึ้น โดยตั้งอยู่ภายใน Data Center ของทาง AIS เอง

ปี 2018 : หลังจากที่ AIS ได้ร่วมมือกับ VMware เพื่อสร้าง Local Cloud ขึ้นมาแล้วนั่น ยังขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมด้วยการผสานรวมเข้ากับ CS LOXINFO บริษัทที่มีประสบการโดยตรงเกี่ยวกับการทำระบบ Cloud Computing มากกว่า 10 ปี นอกจากนี้ยังมี Data Center และศูนย์บริการด้าน Call Center ที่มีความน่าเชื่อถือ

ปี 2019 : AIS ได้จับมือกับ Veeam โดยการทำ disaster recovery ซึ่งเป็นอีกบริการของทาง AIS ไม่ว่าจะเป็น Cloud-to-Cloud (C2C) หรือ On-Prem-to-Cloud 

ปี 2020 : AIS เปิดบริการ AIS ExpressRoute เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายตรงไปยัง Microsoft Azure ได้ด้วยความเร็วสูง และมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าวิธีการอื่นๆ ซึ่งในปีเดียวกัน AIS ยังได้ยกระดับขึ้นไปเป็นผู้ให้บริการ #1 VMware Cloud in Thailand 

ปี 2021 : AIS เป็น Strategic Partnership กับ Microsoft เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในระดับความเชี่ยวชาญขั้นสูงให้กับเทคโนโลยีต่างๆ ใน Cloud Ecosystem 

ปี 2022 : ในปี 2022 ได้เป็น Microsoft Thailand Partner of the Year 2022, VMware Thailand Cloud Provider of the Year 2022, VMware LAUNCH PARTNER for Sovereign Cloud (First Sovereign Cloud Partner in Thailand and SEAK 2022) และ Veeam The Best Partner of the year Cloud Service Provider

AIS Cloud X ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับการบริหารจัดการคลาวด์ในระดับองค์กร รองรับการใช้งานได้หลายมิติแบบไร้รอยต่อ (Flexible Cloud Deployment) ผสานการทำงานร่วมกับการ 5G, Edge Computing, Multi-Cloud พร้อมแพลตฟอร์ม Cloud-Native ที่รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน ภายใต้แนวคิดการเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย (DevSecOps) และคอนเทนเนอร์ (Container) พร้อมบริการที่ช่วยจัดการข้อมูล ทั้งการจัดเก็บการประมวลผล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อป้องกันด้านความปลอดภัย และการใช้งานข้อมูลเพื่อธุรกิจ (Data Driven Business) ตลอดจนระบบสำรองกู้คืนข้อมูลที่รองรับระบบคลาวด์แบบกระจายตัว (Hybrid Cloud Environment) รวมถึงการทำงานร่วมกับ VMware ในการเป็นพาร์ทเนอร์ระดับผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลภายในประเทศ

VMware Tanzu Solutions บน AIS Cloud X

VMware Tanzu ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ๆ จากการให้บริการแบบเนทีฟคลาวด์ที่คล่องตัวแบบกำหนดเองและปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัยและปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนแปลงความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า และมีความปลอดภัยสูง สนับสนุนขีดความสามารถอย่างยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ Multi-Cloud ช่วยให้มีการปรับใช้งานจากโค้ดสู่ Production ได้อย่างรวดเร็วแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปสู่ตลาด (Go to Market) เพื่อการบริการลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

“ปณิธานหลักของ VMware คือ การนำเสนอระบบงานระดับองค์กร มีความยืดหยุ่น ปรับขยายได้ง่าย และมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ VMware ได้สร้างความแข็งแกร่งในมิติที่มีหลากหลายมากขึ้นด้วยการผนึกกำลังร่วมกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ เพื่อส่งต่อความยั่งยืนสู่ลูกค้าต่อไป”

ประโยชน์ของโซลูชัน VMware Tanzu บน AIS Cloud X ช่วยอะไรได้บ้าง – VMware เข้ามาช่วยเติมเต็มให้กับ Cloud Infrastructure ระดับองค์กรครบทุกมิติและพร้อมเดินหน้าสู่อนาคตเพื่อเป็นผู้ช่วยสำคัญที่จะขยายขีดความสามารถให้ระดับองค์กรได้รับประสบการณ์จากเทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการบริการ Modern Lifecycle ได้โดยอัตโนมัติในทุกวัฏจักรของระบบคลาวด์

  • VMware Tanzu สำหรับ Kubernetes Operations – สามารถสร้าง Cluster on Demand เพื่อปรับใช้งาน Workload บนระบบ Cloud ได้ สามารถทำในส่วนของการปรับใช้งานอัตโนมัติแบบ across-cluster และ across-cloud ซึ่งความสามารถนี้มีให้ใช้งานอยู่บน AIS Cloud X เช่นกัน นอกเหนือจากนั้น VMware Tanzu ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Microservice ที่อยู่ระหว่าง Cloud ได้ด้วย
  • VMware Tanzu Application Platform – เป็น Platform as a Service ซึ่งสามารถทำงานอยู่บน Kubernetes ใดๆ ก็ได้ สร้างประสบการณ์การพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับ DEV โดยจะไม่ต้องเสียเวลาในการจัดเตรียม infrastructure as code ให้ความสำคัญมุ่งไปที่โค้ดมากกว่าการติดตามเทคโนโลยีต่างๆ เพราะจะมีมาตรฐานที่เปิดให้เชื่อมต่อกับโอเพนซอร์ซ Ecosystem ใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมี API Portal ให้เข้าไปดาวน์โหลดเฟรมเวิร์คมาพัฒนาได้อย่างง่ายดาย และสามารถรันอยู่บน Kubernetes ใดๆ ก็ได้เช่นกัน

ข้อดีของ TKG หรือ Tanzu Kubernetes Grid บน AIS Cloud X

“ช่วยให้สามารถติดตั้งและรันอยู่บนระบบนิเวศใดก็ได้ โดยจะได้รับประสบการณ์มาตรฐานเดียวกัน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Local Control Plan”

จุดเด่นและข้อดีของบริการ VMware Tanzu เมื่อรันอยู่บน AIS Cloud X:

  • มีฐานข้อมูลอยู่ในประเทศไทย 
  • สามารถเชื่อมต่อโอนถ่ายข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดของ AIS 5G ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบ Cloud X อยู่แล้ว ทำให้ได้รับ High Brand-width และ Throuthput ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 
  • เรื่องความปลอดภัยของระบบเครือข่าย AIS Cloud X มี Native Firewall ที่รวมเข้ามาใน Portal ของ Cloud X ทั้ง Web Apps Firewall, Anti DDos และ SSL Offload นอกจากนี้ยังมี Security Gateway เข้ามาช่วยในเรื่อง Load Balancer โดยที่ผู้ใช้งานสามารถทำการกำหนดตั้งค่าการเข้าออกของข้อมูลได้ด้วยตัวเอง
  • AIS Cloud X มีหน้าเว็บ Portal ที่สามารถแสดงในรูปแบบกราฟให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น CPU, Network Connectivity, RAM หรือการเรียกดูภาพรวมของการทำงานของทรัพยากรต่างๆ 
  • 100% Native S3 สามารถเชื่อมต่อด้วย API ที่อยู่ภายใน Data Center ของ AIS Cloud X ได้ โดยที่ทุกการเชื่อมต่อและการประมวลผลต่างๆ จะอยู่ภายใต้การดูแลของทาง AIS Business
  • SLA การันตีที่ 99.99% 
  • AIS Cloud X ได้มอบระบบสำรองข้อมูลมาให้พร้อมใช้งาน

นอกจากนี้ Cloud X ยังได้เพิ่มความพร้อมใช้งานให้กับระบบด้วยแอปพลิเคชันของ VMware และ Veeam ทำให้ Cloud X มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับ Cloud ทั่วไปหรือ Cloud on Pre-premise เพื่อทำการ Migration / Backup / Replication / Work Load ระหว่างคลาวด์ได้ และสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหายไปไหนด้วย Near Zero (RPO) จาก Veeam

  • On boarding and Migration
  • Move On-Premise to Cloud
  • Cloud to Cloud Disaster Recovery
  • Near Zero Recovery Point Objective (RPO) 

Azure Arc Solutions บน AIS Cloud X

Azure Arc เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยขยายความสามารถในการบริหารจัดการและให้บริการ Azure ในทุกสภาพแวดล้อมได้ทุกที่ นั่นหมายความว่าสามารถปรับใช้ จัดการ และควบคุมทรัพยากรที่ทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ และนำบริการต่างๆ เช่น ฐานข้อมูล Azure SQL และ Azure PostgreSQL Hyperscale ไปยัง on-premise datacenter, edge location หรือผู้ให้บริการระบบคลาวด์อื่นๆ ในเรื่อง Security บน Azure Arc สามารถทำการ Streamlined Security บน Cloud, AIS Cloud X และบน Data Center ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความมั่นใจในการนำเวิร์คโหลดไปรันได้อย่างปลอดภัยไม่ว่าที่ใดก็ตาม โดยการทำ Dev/Sec/Ops, Identity Management, Assess and Protect, Intelligent actions และ Global coverage

ครั้งแรกในประเทศไทยกับการให้บริการโซลูชัน Azure Ecosystem โดย AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่พร้อมนำโซลูชัน Azure Arc ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้จากทุกที่ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถนำบริการต่างๆ ของ Azure จาก Global มาใช้งานได้ทั้งบน On-premise หรือบน AIS Cloud X ซึ่งอยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) อีกทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการ Azure ที่อยู่หลากหลายสภาพแวดล้อม (Hybrid Environment) เป็นไปได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น ปลอดภัย พร้อมตอบสนองการทำงานของแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่หลากหลาย

AIS Cloud X ได้นำทั้ง 4 บริการของ Azure มาปรับใช้บน Local Resource เพื่อบริหารจัดการบน Azure ได้ คือ

  • รองรับบริการ Azure Arc enabled servers เพื่อบริหารจัดการ servers ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบน Cloud, On-Premise หรือว่า AIS Cloud X
  • รองรับบริการ Azure Arc enables Kubernetes หมายความว่า จะสามารถทำการ Auto-Scale Server ได้
  • รองรับบริการ Azure Arc enables SQL Managed Instance ผู้ใช้งานระดับองค์กรจะสามารถ deploy Managed Instance ของ Azure SQL ที่ดูแลโดย Microsoft ลงไปยังที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น On-premise, Kubernetes Cluster หรือคลาวด์อื่น
  • รองรับบริการ SQL Server – Azure Arc สามารถรับ SQL Server อยู่บน AIS Cloud X แล้วนำ Azure Arc มาช่วยจัดการให้ได้

ตัวอย่างสถาปัตยกรรมของ SQL Server บน Azure Arc enable servers

Veeam Data Protection บน AIS Cloud X

บริการ AIS Backup on Cloud เลือกใช้เทคโนโลยี Veeam® Availability Suite โซลูชันระดับองค์กรที่นำ Veeam® Backup & Replication™ และ Veeam® ONE™ มาไว้ด้วยกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ในการสำรองข้อมูลและการกู้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เสริมประสิทธิภาพให้กับบริการ Enterprise Cloud ให้มีความปลอดภัย และมีความเสถียรระดับสูงสุด

  • Veeam® Backup & Replication™ การปกป้องข้อมูลแบบ 4-in‑1 สำหรับ RPO ที่ดีที่สุด Veeam มอบความยืดหยุ่นในการปกป้องข้อมูลของคุณใน 4 วิธีที่แตกต่างกันเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด RPO และ RTO ของคุณได้ดีที่สุด ทั้งหมดในผลิตภัณฑ์เดียว เรียบง่าย ยืดหยุ่น เชื่อถือได้ และทรงพลัง ด้วยการ Backup, Replication, Storage Snapshots และ CDP ทำให้สามารถสร้างความมั่นใจในความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่มีการสูญเสียของข้อมูลและการหยุดชะงักของการปฏิบัติงาน และการปกป้องข้อมูลขององค์กรจากผู้ไม่หวังดี 
  • Veeam ONE™ นำเสนอการตรวจสอบและการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับสภาพแวดล้อมไอทีของคุณ เพื่อการมองเห็นและการควบคุมเพื่อจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพ วางแผนและควบคุม ด้วยข้อมูลเชิงลึกสำหรับ Veeam® Backup & Replication™ รวมถึง VMware vSphere และ Microsoft Hyper‑V ทำให้ Veeam ONE™ มอบการตรวจสอบ การรายงาน และระบบอัตโนมัติที่ชาญฉลาดและล้ำลึกผ่านเครื่องมือแบบโต้ตอบ ระบุและแก้ไขปัญหาจริงของลูกค้าก่อนที่จะเริ่มต้น 

Veeam สามารถเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้ 4 แบบ ที่จะเข้ามาช่วยการทำ Transformation คือ

  1. Backup to Cloud – การสำรองข้อมูลได้มากกว่าแห่งเดียว หรือที่เรียกว่า Off-site Data เพราะหัวใจสำคัญที่สุดขององค์กรคือข้อมูล ดังนั้นเราจึงเป็นที่เก็บข้อมูลสำรองอีกหนึ่งชุดให้แก่คุณ
  2. Migration to Cloud – การย้ายข้อมูลด้วย Cloud Computing ซึ่งในปัจจุบันองค์กร ย้ายระบบจากศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ (ศูนย์ข้อมูลในพื้นที่) ไปยัง Public Cloud ย้ายระบบจาก Cloud หนึ่งไปยัง Cloud อีกแห่งหนึ่งหรือที่รู้จักกันว่าการโยกย้าย Cloud-to-Cloud ในมุมของ Veeam จะใช้วิธีที่เรียกว่า Direct Restore เพื่อเข้าช่วยจัดการ
  3. Backup on Cloud – Veeam ขยายขีดความสามารถด้วย Veeam Kasten K10 ผสานรวมกับ VMware Tanzu Kubernetes Grid (TKG) เพื่อให้บริการแอปพลิเคชัน สำรองข้อมูลและความคล่องตัว การจัดการข้อมูล K10 สามารถปรับใช้กับ vSphere ได้อย่างราบรื่นทั่วทั้ง TKG และการกระจาย Kubernetes อื่น ๆ K10 มีความเรียบง่ายในการปฏิบัติงานเป็นหลัก ทำให้ Kubernetes เคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันและสำรองข้อมูลได้ง่ายเหมือนนับ 1-2-3 เมื่อใช้ K10 คู่กับ Tanzu Kubernetes ทำให้สามารถจัดการข้อมูลระดับ Application Container ได้ง่ายและรวดเร็ว
  4. Recover from Cloud – Veeam จดสิทธิบัตร “Instant Recovery” เพื่อการกู้คืนที่รวดเร็วปานสายฟ้าตามขนาดสำหรับ VMs, Applications, Servers และ NAS เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การกู้คืน

Veeam Kasten K10 รองรับอะไรได้บ้าง

K10 ออกแบบมาให้ผสานการทำงานร่วมกับ Kubernetes เป็นหลัก ไม่ว่าจะใช้ Distributions ตัวไหน K10 ก็สามารถรองรับได้ เช่น VMware Tanzu เป็นต้น มีความยืดหยุ่นสูง และมีความปลอดภัยในระดับผู้ดูแลระบบขององค์กรทั้งการสำรองและกู้คืนข้อมูลในส่วนของแอปพลิเคชัน

Audit Reporting – โจทย์ที่สำคัญของการทำระบบ Backup Data คือเรื่อง Audit Reporting เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ และจัดการด้วยเครื่องมือที่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ ทำให้สามารถทราบได้ว่ามีอะไรเสี่ยงบ้าง หรือรู้ความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดเหตุ ซึ่งภารกิจนี้เป็นหน้าที่หลักของ Veeam ด้วยการนำเสนอเครื่องมือที่เข้ามาช่วยทำเรื่อง Monitoring และ Reporting Veeam ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้าน Infrastructure ของ Virtualization สำหรับตรวจสอบดูความเคลื่อนไหวบนระบบนิเวศ เพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงแบบทันท่วงที และสามารถจัดทำ Reporting ที่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังสามารถทำการ Backup ได้ด้วย เพราะฉะนั้น คุณสมบัติเหล่านี้ของ Veeam จึงสามารถการันตีมาตรฐานการปกป้องข้อมูลให้กับกระบวนการ Audit ในระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยอำนวยความสะดวกในส่วนงาน Operation ปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น

ภารกิจต่อมาของ Veeam คือ ระบบ Protection ที่สามารถตอบโจทย์ศูนย์ข้อมูลได้มากกว่า 1 แห่ง นั่นหมายความว่าโซลูชันของ Veeam สามารถรองรับการทำงานในเรื่องของ DR ได้ด้วย ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือที่สามารถทำการโอนย้ายระบบไปรันในอีกศูนย์ข้อมูลได้ทันที ถ้าเกิดเหตุการณ์เสี่ยงต่อข้อมูลขึ้น โดยการจัดการเพียงแค่คลิ๊กเดียว จากการทำ Planning ไว้ล่วงหน้า ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ คือ

  • Recovery Time ได้ 
  • SLA ควบคลุมได้     
  • Human Error ไม่มี

เรื่อง Security 

Veeam มีโซลูชันที่เข้ามาป้องกันพวก Ransomware ได้ด้วยเช่นกัน จึงสามารถทำเป็น Single Platform ในการทำเรื่อง Data Protection ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Blendata B-Log Solutions บน AIS Cloud X

Blendata B-Log เป็นส่วนหนึ่งในเรื่อง Security ซึ่ง AIS ให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือประเด็นในเรื่องของข้อมูล Log ควรต้องเป็นประโยชน์ใช้สืบค้นหลักฐานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ โดยกลไกภายใต้บริการนี้ก็คือโซลูชันจาก Blendata ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูล Log ได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามความต้องการ ลืมไปได้เลยกับประสบการณ์แย่ๆที่การค้นหาข้อมูลช้าเสียจนท่านต้องล้มเลิกความตั้งใจ

AIS Business-Log Management ยังมีข้อดีอีกมากมายดังนี้

  • การให้บริการเป็นรูปแบบจ่ายตามจริง ตามขนาดพื้นที่จัดเก็บ หรือปริมาณนำเข้าข้อมูล
  • ค่าบริการสามารถจ่ายได้แบบรายเดือน นั่นหมายความว่าท่านสามารถทดลองใช้หรือวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่าการลงทุนของตัวเอง ซึ่งมีราคาสูงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางเข้าถึงยาก
  • Log สามารถขยายตัวได้ง่ายเพราะโครงสร้างพื้นฐานอยู่บน AIS Cloud ดังนั้นจึงได้ข้อดีของคลาวด์มาเต็มๆ
  • รองรับข้อมูล Log ที่เก็บจากทุกอุปกรณ์
  • คอมไพล์กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ซึ่งได้กำหนดให้ข้อมูล Log ที่เก็บต้องมีความน่าเชื่อถือ ป้องกันการถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแม้แต่ผู้ดูแลระบบ ยกเว้นแค่ผู้เกี่ยวข้องเช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศขององค์กร รวมถึงต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการบริการจัดการ เทคนิคและ กายภาพ 
  • รวมศูนย์การบริหารจัดการโดยท่านสามารถเข้าถึงข้อมูล Log ของท่านได้ผ่าน Self Service Portal เพื่อดูสรุปข้อมูลจาก Dashboard ถึงภาพรวมและสถานะของ Log รวมถึงค้นหาข้อมูลและนำข้อมูลออกในรูปแบบ CSV พร้อมทั้งสร้างรายงานสำหรับผู้บริหาร

AIS Business Contact Center ยังช่วยให้ท่านสามารถอุ่นใจพร้อมรับเรื่องตลอดแบบ 24×7 เพื่อคำปรึกษากรณีความกังวลใจหรือจากปัญหาต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้นทีมงานของ AIS ยังติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นแบบ Proactive หากพบปัญหาที่เกี่ยวกับ Log ของท่านเช่น ไม่มีข้อมูลส่งเข้ามาในระบบ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุแต่หากไม่ได้ติดตามหลายท่านก็อาจพลาดไปได้

บทสรุป 

AIS Cloud X เป็นสูตรสำเร็จที่ลงตัวและครบเครื่องด้านการให้บริการระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสูง ด้วยการผสานรวมพลังขีดความสามารถที่โดดเด่นเฉพาะตัวจากเหล่าพันธมิตรระดับ Global ทั้งหลายอย่าง VMware Tanzu, MS Azure Arc, Veeam Data Protection และ Blendata B-Log เพื่อขับเคลื่อนบริการที่มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงของผู้ใช้บริการได้รวดเร็วขึ้น มีความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น และช่วยให้มีการลงทุนอย่างคุ้มค่าได้มากที่สุด 

นอกจากนี้ เมื่อ AIS Cloud X ผนึกกำลังกับการเชื่อมต่อด้วยเครือข่าย 5G ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในสายเลือดเดียวกัน จึงทำให้การทำงานไร้ซึ่งรอยต่อ ตอบโจทย์ความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและยกระดับไปสู่ยุค Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืน  

AIS Business พาร์ตเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th

Website: https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/deep-dive-into-cloud-x-solutions-vmware-tanzu-ms-azure-arc-veeam-data-protection-blendata-b-log/

VMware เปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุดยกระดับ Multi-Cloud ผ่านกลยุทธ์ Cloud Smart เพิ่มความสามารถในการกำกับดูแลข้อมูลและอุดช่องโหว่ทางไซเบอร์ [Guest Post]

VMware ทำการประกาศข้อเสนอของพอร์ตโฟลิโอที่ได้รับการปรับปรุง รูปแบบใหม่รวมถึงขยายสภาพแวดล้อมในการทำงาน

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัวนวัตกรรม ข้อเสนอใหม่ในการให้บริการ และการเพิ่มพันธมิตรเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับสู่เส้นทางของมัลติคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “VMware และพันธมิตรยังคงนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้งาน cloud-smart ลูกค้าล้วนตระหนักดีว่า การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทำให้พวกเขามีทางเลือกระหว่างคลาวด์ทั้งแบบที่มีข้อกำหนดและแบบสากลในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชันของพวกเขา VMware สามารถช่วยลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนกับความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม เราเข้าใจถึงความท้าทายที่พวกเขาเผชิญทั้งทางด้านต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้พลังงาน เรา ผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร พร้อมที่จะช่วยองค์กรต่างๆจัดการกับความท้าทายทั้งหลายเหล่านี้ผ่านนวัตกรรมและพันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เมื่อองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้ามาใช้งานมัลติคลาวด์ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนในการทำงาน ความท้าทายด้านความปลอดภัย และทักษะที่ยังไม่เพียงพอในการใช้งาน (1) แม้ว่าจะมีความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ยังคงเร่งความเร็วในการใช้งาน มัลติคลาวด์ (2) เมื่อมีการทำงานร่วมกันของพันธมิตร VMware ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถนำแนวทาง “Cloud Smart” มาใช้ได้สำเร็จ โดยมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกสำหรับคลาวด์ที่หลากหลาย องค์กรแบบ Cloud-smart จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานมัลติคลาวด์ สังเกตได้จากความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ในระดับบนสุด ตัวอย่างจากผลการวิจัยของ Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware พบว่า 97% ขององค์กรแบบ Cloud-smart ที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า แนวทางในการใช้มัลติคลาวด์สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ให้ดีขึ้น และ 96% กล่าวว่าสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรได้ (3) การเรียนรู้เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง Cloud-smart โดยช่วยให้พวกเขาเลือกคลาวด์ที่เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งาน

เพิ่มความเร็วในการทรานส์ฟอร์มไปสู่คลาวด์รวมไปถึง Edge

ที่งาน VMware Explore Europe, VMware ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันล่าสุดที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือลูกค้าในการประมวลผล ปรับขนาด และการรักษาความปลอดภัยในการทำงานระดับองค์กรทั้งบนคลาวด์ภายในและพับบลิคคลาวด์ รวมไปถึง Edge ให้ดียิ่งขึ้น ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบด้วย:

  • ด้วยพันธมิตรกว่า 25 รายทั่วโลก ขณะนี้ VMware Sovereign Cloud นำเสนอ VMware Tanzu บน sovereign cloud ชุดการทำงาน VMware Aria Operations Compliance สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอบริการที่เทียบเท่ากับการบริการที่พบในพับบลิคคลาวด์ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะปลอดภัยได้รับการคุ้มครอง เป็นไปตามข้อกำหนด และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในประเทศที่ข้อมูลนั้นตั้งอยู่
  • โซลูชัน SD-WAN รุ่นใหม่ของ VMware ที่ประกอบด้วย SD-WAN Client จะช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบแอปพลิเคชัน ข้อมูล และการบริการได้อย่างปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีความเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นไซด์งาน สาขา หรือที่บ้าน ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องข่ายใดๆ ก็ได้
  • VMware Carbon Black XDR รูปแบบใหม่ จะช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในแนวราบโดยขยายมุมมองเครือข่ายของ VMware ในการทำการตรวจจับและส่งต่อไปยัง VMware Carbon Black Enterprise EDR ซึ่งช่วยปรับปรุงการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างทั่วถึงทั้งอุปกรณ์ปลายทางและเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
  • VMware HCX+ รูปแบบใหม่และการปรับปรุงการให้บริการของ VMware NSX ALB PULSE Cloud สามารถช่วยให้องค์กรใช้งานคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

สร้าง และ ใช้งาน Cloud Native Platform

นอกจากนี้ VMware ได้ประกาศความก้าวหน้าของ VMware Tanzu cloud native app portfolio และแพลตฟอร์มในการจัดการ VMware Aria cloud โดยทำการรวมกันเพื่อมอบแนวทางในการเข้าสู่ Cloud-smart สำหรับการพัฒนาเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชัน และการส่งมอบ รวมถึงการจัดการที่สนับสนุนลูกค้าในทุกขั้นตอนของการดำเนินการบน Kubernetes และบนคลาวด์ต่างๆ ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบไปด้วย:

  • การเปิดตัวรุ่นเบต้าของ VMware Image Builder ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ความน่าเชื่อถือ และการบำรุงรักษาซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อบังคับขององค์กร
  • ความพร้อมใช้งานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบนข้อเสนอของ VMware Aria Hub รูปแบบใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดย VMware Aria Graph

เพิ่มพลังให้กับการทำงานแบบผสมผสาน

ทีมไอทียังคงรับมือกับความท้าทายบนสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบผสมผสานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากพนักงานใช้อุปกรณ์หลากหลายขึ้น มีการเข้าถึงแอปพลิเคชันบนคลาวด์มากขึ้น และมีการทำงานจากสถานที่ต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา ในวันนี้ VMware ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่ของแพลตฟอร์ม Anywhere Workspace โดยจะสามารถช่ายลดภาระของทีมไอทีในการจัดการ พร้อมด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ การอัปเดตต่างๆประกอบด้วย:

  • VMware กำลังขยายขอบเขตของการทำงาน ของโซลูชัน DEX เพื่อรองรับ Digital Employee Experience Management (DEEM) สำหรับอุปกรณ์ Windows ที่มีการจัดการโดยผู้ให้บริการภายนอก
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator สำหรับการเปิดใช้งานระบบอัตโนมัตินอกเหนือจากขั้นตอนการทำงานแบบ device-based task-specific workflows ภายใน Workspace ONE ไปยัง ขั้นตอนการทำงานแบบ context-driven ticketing workflows ที่ครอบคลุมการทำงานของระบบไอทีของผู้ให้บริการภายนอก
  • Horizon Cloud บน Microsoft Azure ได้บรรลุโครงการ Federal Risk and Authorization Management Program (FedRAMP) High Authorization ผ่าน Joint Authorization Board (JAB) และได้รับ Authority to Operate (ATO) ในหน่วยงานพลเรือน

การให้บริการ VMware Cross-Cloud™ ช่วยนำลูกค้าสู่ยุค Multi-Cloud

ในงาน VMware Explore Europe VMware ได้ทำการเปิดตัวข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงในการให้บริการ VMware Cross-Cloud เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่ยุคมัลติคลาวด์จาก Cloud Chaos ไปยัง Cloud Smart โดยการให้บริการ VMware Cross-Cloud นี้เป็นพอร์ตโฟลิโอของการให้บริการคลาวด์ในการพัฒนา การดำเนินงาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆที่เรียบง่ายและไม่เหมือนใครบนอุปกรณ์ต่างๆ แกนหลักของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ประกอบด้วย 1) App Platform, 2) Cloud Management, 3) Cloud & Edge Infrastructure, 4) Security & Networking, และ 5) Anywhere Workspace.

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Anywhere Workspace, Explore, VMworld, Tanzu, VMware Aria, HCX+, Carbon Black, NSX, Workspace ONE และ Horizon เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

“(1-3) APJ Multi-Cloud Maturity Research Report,” Vanson Bourne, October 2022

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-unveils-latest-technologies-to-elevate-multi-cloud-through-cloud-smart-strategy/

VMware Fusion 13 รองรับ Mac รุ่นชิป Apple Silicon แบบ Native ติดตั้ง Windows 11 ได้แล้ว!

VMware ได้เปิดตัว VMware Fusion 13 เวอร์ชันนี้รองรับ Ma […] More

from:https://www.iphonemod.net/vmware-fusion-13-native-support-mac-apple-silicon.html

VMware Fusion 13 รองรับ Apple Silicon เต็มตัว รัน Windows on Arm ได้

VMware เปิดตัว VMware Fusion 13 เวอร์ชั่นเต็มตัวแรกที่รองรับ Apple Silicon หลังจากก่อนหน้านี้ออกเวอร์ชั่น Technical Preview มาก่อนแล้ว แม้ว่าจะรันได้เฉพาะ Windows on Arm เท่านั้น ไม่สามารถรัน Windows เวอร์ชั่น x86 ตามปกติได้

การใช้ Windows on Arm อาจจะทำให้การใช้งานจำกัดลงเพราะแอปที่จำเป็นต้องใช้งานบนวินโดวส์ส่วนมากน่าจะเป็นแอป x86 อย่างไรก็ดี Windows on Arm นั้นสามารถจำลอง x86 ได้ในตัว ดังนั้นแอปจำนวนมากที่คอมไพล์เป็น x86 ก็น่าจะรันได้

สำหรับผู้ใช้ macOS บน x86 เวอร์ชั่นนี้รองรับ Windows 11 เต็มรูปแบบยิ่งขึ้น สามารถใช้ clipboard ข้ามไปมาระหว่าง host และ guest รวมถึงการแชร์โฟลเดอร์ และอุปกรณ์ USB ต่างๆ ไดร์เวอร์กราฟิกของเครื่อง guest รองรับ OpenGL 4.3 และ DirectX 11 ทำให้ใช้งานกราฟิกบน virtual machine ยังมีประสิทธิภาพที่ดี

สามารถใช้งานได้ฟรีเมื่อใช้งานส่วนตัว สำหรับการใช้งานเชิงการค้า ช่วงเปิดตัวนี้ลดราคา 30% เหลือ 99 ดอลลาร์สำหรับรุ่น Pro และ 79 ดอลลาร์สำหรับรุ่น Player

ที่มา – VMware

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131568

VMware แก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงสามรายการ สาเหตุร้ายในการทะลุระบบการยืนยันตัวตนได้แล้ว

VMware ปล่อยตัวอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงสามรายการในโซลูชั่น Workspace ONE Assist ที่เปิดให้ผู้โจมตีจากภายนอกก้าวข้ามการยืนยันตัวตน พร้อมยกระดับสิทธิ์ตัวเองขึ้นเป็นแอดมินได้

Workspace ONE Assist ใช้ทั้งการควบคุมระยะไกล, แชร์หน้าจอ, จัดการไฟล์ระบบ, และรันคำสั่งจากระยะไกล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ฝ่ายซัพพอร์ตและเจ้าหน้าที่ไอทีในการเข้าถึงระยะไกล และแก้ปัญหาอุปกรณ์แบบเรียลไทม์จากหน้าคอนโซล

ช่องโหว่ทั้งหมดนี้ได้แก่รหัส CVE-2022-31685 (ช่องโหว่ข้ามการยืนยันตัวตน), CVE-2022-31686 (ช่องโหว่ในขั้นตอนการยืนยันตัวตน), และ CVE-2022-31687 (ช่องโหว่ในการควบคุมการยืนยันตัวตน) ทั้งหมดนี้ได้คะแนนความร้ายแรงสูงสุดถึง 9.8 เต็ม 10 ตามสเกล CVSS

โดยผู้โจมตีไม่ต้องล็อกอินก็สามารถใช้เข้าระบบได้ด้วยการโจมตีง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้ในการยกระดับสิทธิ์เลย แพ็ตช์ที่อัปเดตครั้งนี้มาในเวอร์ชั่นใหม่ Workspace ONE Assist 22.10 (89993) สำหรับลูกค้าวินโดวส์ พร้อมกับการอุดช่องโหว่ XSS ภายใต้รหัส CVE-2022-31688 ด้วย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-fixes-three-critical/

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/