คลังเก็บป้ายกำกับ: Samsung_Galaxy

Samsung Galaxy A14 5G เผยภาพเรนเดอร์พร้อมสเปค มาพร้อมจอ 6.8 นิ้ว กล้อง 50MP เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้

น่าจะใกล้วันเปิดตัวเข้ามาทุกที สำหรับ Samsung Galaxy A Series เพราะก่อนหน้านี้ได้มีหลุดภาพตัวเครื่องอย่าง Galaxy A34 และ A54 ตามกันมาเป็นขบวน และในคราวนี้ก็คิวของ Samsung Galaxy A14 ที่ได้มีมือดี ปล่อยภาพเรนเดอร์ตัวเครื่องของจริงออกมาให้ได้ชมกันแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นรูปเรนเดอร์คาดการณ์จากสื่อต่าง ๆ อยู่ รวมถึงปล่อยสเปคคร่าว ๆ ออกมาให้ทราบกันด้วย

 

และแน่นอน Samsung Galaxy A14 ยังคงใช้ดีไซน์ยอดฮิตตามเครื่องรุ่นท็อปอย่าง Samsung Galaxy S22 Ultra ที่เป็นดีไซน์ลดความโค้งมนจากในรุ่นก่อน กล้องหลังไร้ฐานโมดูล มีแค่ส่วนของเลนส์กล้องที่ยื่นออกมาอย่างชัดเจน พร้อมดีไซน์กล้องหน้าแบบจอติ่ง Infinity-V

สำหรับสเปคคร่าว ๆ ของ Samsung Galaxy A14 คาดว่าน่าจะมาพร้อมกับจอแสดงผล LCD ความละเอียด Full HD+ ขนาดยักษ์ 6.8 นิ้ว มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power ด้านข้างตัวเครื่อง มีกล้องหลัง 3 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 50MP ส่วนกล้องเซลฟี่จะมีความละเอียดที่ 13MP

Samsung Galaxy A14 คาดว่าจะมาพร้อมชิปประมวลผล Samsung Exynos ปริศนาที่รองรับ 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ 5,000 mAh ที่เป็นจุดขายหลักในเครื่องซีรีส์นี้ และรองรับการชาร์จที่กำลังไฟสูงสุด 15W เช่นเดิม

Samsung Galaxy A13 5G

Samsung Galaxy A14 5G คาดว่าจะเปิดตัวมาด้วยราคาที่ดุเดือดตลาดแตก แต่ราคาในไทยคาดว่าน่าจะยังคงใกล้เคียงกับ Samsung Galaxy A13 5G ที่เปิดมาในราคา 6,999 บาท เพื่อไม่ให้ราคาไปชนกับ Galaxy A04s นั่นเอง

 

ที่มา: GSMArena, Gadget Gang

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-a14-official-render-leak/

Samsung ครองตลาดมือถือ Android เดือนนี้ มีรุ่นยอดนิยมเป็น Galaxy A12, A21s, และ A10s

Samsung ยังคงครองแชมป์เจ้าตลาดมือถือแอนดรอยด์เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ดูจากสถิติแล้วจะพบว่าเป็นค่ายที่มียอดส่งมอบสูงที่สุดในทุก ๆ ปี โดยนอกจากจะตีตลาดไฮเอนด์แล้ว ตลาดมือถือระดับกลาง และเริ่มต้นก็เป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้แบรนด์ซัมซุงผงาดขึ้นเป็นมือถือยี่ห้อขวัญใจผู้ใช้ ดูจากรุ่นยอดฮิตที่สุดของเดือนนี้อย่าง Galaxy A12, A21s, และ A10s ครับ

Statcounter เผยข้อมูลว่าขณะนี้มือถือระบบ Android เป็นรุ่นที่ผู้คนใช้มากที่สุดในโลก นับเป็น 71.3% เพิ่มขึ้นจาก 71.1% เมื่อเดือนเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว และขณะนี้มีผู้ใช้มือถือ Android กันจำนวน 2.8 พันล้านรายเข้าไปแล้ว ซึ่ง 7.4% ของจำนวนนั้นคือมือถือ Samsung Galaxy นั่นเองครับ

ส่วน AppBrain ก็เผยข้อมูลออกมาสำหรับเดือนนี้ ว่า Samsung ได้ถือครองส่วนแบ่งตลาด Android ไป 34.6% รองลงมาเป็น Xiaomi  ที่ 14.3%, OPPO 10.3%, vivo 9.8%, และสุดท้ายเป็น HUAWEI 6.7% ที่ตกอันดับลงไปมาก จากที่เคยมีส่วนแบ่งไปตั้ง 17.6% รองแค่ Samsung ที่มีส่วนแบ่ง 21.8% ไปเมื่อปี 2019

ส่วนครึ่งเดือนแรกนี้ เราก็ได้ผลมือถือรุ่นยอดฮิตออกมาแล้ว เป็นเจ้า Samsung Galaxy A12 ที่มีส่วนแบ่งตลาดมือถือแอนดรอยด์ไป 2.1% ตามมาด้วย Galaxy A21s ที่มีส่วนแบ่ง 1% และอีกรุ่นนึง Galaxy A10s ที่ได้ไป 1% อีกเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเป็นมือถือระดับกลางที่เน้นจอใหญ่ กล้องพอใช้ และแบตความจุเยอะ ๆ ทั้งนั้นเลย

และถึงแม้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมของทั้งโลกจะมี Android ที่ได้ส่วนแบ่งไปแล้ว 71% แต่ประเทศอย่างบราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และเวียดนาม ก็จะมีส่วนแบ่ง Android ไปมากถึง 85% ส่วนในฝั่ง iOS จะยังคงได้ส่วนแบ่งไม่ต่างจากเดิมมากคืออยู่ที่ 28% แต่ในระยะยาวดูเหมือน Apple จะรับส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมียอดเติบโตขึ้นมาราว 8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ครับ

 

ที่มา : phonearena

from:https://droidsans.com/samsung-dominate-android-market-with-galaxy-a12-most-popular/

Google เผยมีการโจมตีมือถือ Samsung Galaxy S10, A50, A51 ด้วยช่องโหว่ Zero-day (แก้ไขแล้ว)

Google รายงานว่า มีผู้พัฒนาประสงค์ร้ายแอบใช้ช่องโหว่ Zero-day ถึงสามจุด เพื่อโจมตีมือถือ Samsung รุ่นใหม่ ๆ อย่าง Galaxy S10, A50, A51 ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยช่องโหว่ดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าถึง kernel เพื่อได้รับสิทธิเขียนอ่านระดับ Root ได้ ซึ่งจะนำมาสู่การเจาะและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งรายงานนี้ก็ถูกเผยออกมาหลังจากมีการอัปเดตแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ดังนั้นหากมีมือถือเวอร์ชันล่าสุดก็สบายใจได้Maddie Stone นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Project Zero ของกูเกิล เผยว่า มีชุดการโจมตีที่มึเป้าหมายเป็นมือถือ Samsung ที่ใช้ชิป Exynos เวอร์ชัน Kernel เฉพาะบางรุ่น ซึ่งมือถือที่ใช้ชิปดังกล่าวก็มีวางขายในโซนประเทศยุโรป, ตะวันออกกลาง, และแอฟริกา ซึ่งน่าจะเป็นเขตที่ผู้โจมตีเล็งเหยื่อเอาไว้ โดยมือถือที่ได้รับผลกระทบมีรุ่น Galaxy S10, Galaxy A50, และ Galaxy A51 ครับ

ช่องโหว่นี้มีช่องทางการเข้าถึงโดยการติดตั้งแอปอันตรายนอก Play Store ที่ผู้ใช้งานอาจถูกหลอกให้ติดตั้งด้วยทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตัวแอปก็จะสามารถทะลุระบบรักษาความปลอดภัยของเครื่องเพื่อเข้าควบคุมมือถือได้ทั้งหมด โดย Maddie ระบุว่า โครงสร้าง Java component นั้นมักถูกนักวิจัยมองข้ามไปบ่อย ๆ แม้ว่าจะเป็นตัวควบคุมการเข้าถึงระดับสูง ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบให้ครบทุกระดับเพราะอาจเป็นช่องทางโจมตีได้หมดเลย

และถึงแม้ Google จะไม่ได้ระบุว่าแอปดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยใคร แต่ก็บอกว่าเทคนิคการโจมตีแบบนี้ มีความคล้ายคลึงกับวิธีโจมตีระดับประเทศ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอิตาลีและคาซัคสถานก่อนหน้านี้

โดย Google ได้แจ้งเตือนไปยัง Samsung เมื่อช่วงปลายปี 2020 หลังจากนั้นซัมซุงก็ทำการ Patch รอยรั่วไปเมื่ออัปเดตเดือนมีนาคม 2021 แต่ไม่ได้เผยว่าช่องโหว่ดังกล่าวนั้นได้ถูกโจมตีไปแล้ว ซึ่ง Maddie ก็ระบุว่า ปัจจุบันนี้หากมีการโจมตีเกิดขึ้น ทางแบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Apple Google และ Samsung ก็จะระบุไว้ให้ผู้ใช้รับทราบในหน้าการอัปเดตระบบปฏิบัติการครับ

 

ที่มา : techcrunch, googleprojectzero

from:https://droidsans.com/google-found-samsung-zero-day-exploit/

Tips | รวมวิธีตั้งค่ามือถือจอพับ Z Flip 3 / 4 ให้แบตอึดขึ้นได้อีกหลายชั่วโมง (มือถือ Samsung รุ่นอื่นก็ใช้ได้)

หนึ่งในปัญหาที่คนใช้มือถือจอพับชอบบ่นเป็นเสียงเดียวกันก็คือ แบตเตอรี่ตัวเครื่องที่ให้มาน้อยมาก ใช้ระหว่างวันไม่เคยพอ ชาร์จกัน 2-3 รอบเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะ Galaxy Z Flip3 หรือ Z Flip4 ที่มีข้อจำกัดการออกแบบคือไม่สามารถยัดก้อนแบตเตอรี่ใหญ่ ๆ ลงไปได้ และแม้ Z Flip4 จะได้รับการอัปเกรดขึ้นจากเดิม 3,300 mAh มาเป็น 3,700 mAh แล้ว แต่ใช้งานจริงก็ยังรู้สึกว่าน้อยไปอยู่ดีถ้าเทียบกับมือถือทรงปกติ เพราะปัจจุบันเค้าไปอย่างต่ำ 4,500 – 5,000 mAh กันหมดแล้ว

ทีมงานผู้เขียนซึ่งปัจจุบันใช้ Z Flip3 เป็นเครื่องหลักอยู่ ก็รู้ซึ้งถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี เลยพยายามหาเทคนิคต่าง ๆ มาช่วยทำให้มือถือตัวเองประหยัดแบตขึ้น ซึ่งก็ได้ค้นพบทีหลังว่าจริง ๆ แล้วมือถือ Samsung ยังมีฟีเจอร์ลับเกี่ยวกับแบตเตอรี่ซ่อนไว้อยู่เยอะมาก ๆ และพอได้ลองทำตามก็พบว่ามันช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้จริง ๆ ลองกับเครื่องที่ใช้อยู่นี่คืออึดขึ้นมาได้ถึง 1-2 ชั่วโมงเพียว ๆ เลย

พูดแล้วจะหาว่าโม้รึเปล่า วันนี้ทีมงานเลยรวบรวมเทคนิควิธีประหยัดแบตสำหรับมือถือจอพับมาทั้งหมด 15 ข้อ ให้ทุกคนลองไปทำตามกันดู บอกก่อนว่าไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกข้อก็ได้นะ เลือกเฉพาะอันที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองก็พอ แล้วมาลอง feedback กันหน่อยว่ามือถือเราแบตอึดขึ้นจริงรึเปล่า และอย่างที่บอกไปว่ามือถือ Samsung Galaxy รุ่นอื่นที่ไม่ใช่ Z Flip ก็ทำตามได้เหมือนกัน พร้อมแล้วลองไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

15 เทคนิคช่วยประหยัดแบตให้ Z Flip3 / Z Flip4

 

1. ปิดการซิงค์ (Sync)

ถ้าให้เรียงลำดับสิ่งที่แอบสูบแบตเครื่องเราขณะปิดจออยู่เยอะที่สุด นอกจากพวกแจ้งเตือนแล้ว การซิงค์ข้อมูลเบื้องหลังนี่แหละถือเป็นตัวการอันดับต้น ๆ เลย เพราะทุกแอปที่รองรับการซิงค์จะพากันตรวจจับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งมีแอปเยอะก็ยิ่งแย่งกันทำงาน เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ % แบตในเครื่องหายไปทีละนิด ๆ แม้เราจะไม่ใช้งานอยู่ก็ตาม

หากใครเป็นคนที่มีนิสัยไม่ค่อยชอบปิดข้อมูลมือถือ / Wi-Fi ตอนไม่ใช้ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นอยากไม่พลาดทุก noti ขนาดนั้น อย่างน้อยก็แนะนำให้ปิดการ Sync เอาไว้จะดีกว่า เพราะจะทำให้เครื่องไม่ต้องค่อยอัปเดตค่าข้อมูลในบัญชี, ส่งแจ้งเตือนทุกอีเมล, หรือปรับค่าในแอปให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลาขนาดนั้น ทำให้เปลืองแบตโดยใช้เหตุ ยังไงเวลาเราเข้าแอปไหนบ่อย ๆ มันก็ซิงค์ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่งั้นนาน ๆ ทีเรายอมลำบากมาเปิดให้มันแบ็กอัปตัวเองชั่วคราวก็ได้ แลกกับแบตที่เสียไปเปล่า ๆ ทุกวันยังไงก็คุ้มกว่าเยอะครับ

วิธีปิด Sync เลื่อนแถบเมนูแจ้งเตือนลงมา 2 รอบ > เลื่อนไปหน้าท้ายสุดของแผงปุ่มเมนู กดปุ่มบวก > ลากปุ่ม Sync ลงมาแล้วกด Done > หากปุ่ม Sync โดนเปิดอยู่ให้เลือกกลายเป็น ปิด




 

การปิด Sync ไม่มีผลต่อแจ้งเตือนแอปโซเชียลหรือ Google Photos นะ ปิดแล้วยังเด้งข้อความหรือแบ็กอัปรูปให้ปกติ เผื่อใครเป็นสายกลัวรูปหายแล้วไม่อยากใช้

 

2. ใครใช้ซิม 4G อยู่ ปิดโหมดรับ 5G ไปก่อน

การเปิดโหมดรับ 5G ไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ มันยังทำให้เครื่องคอยตรวจจับหาคลื่น 5G ให้อัตโนมัติอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการใช้พลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ แนะนำให้ไปเปลี่ยนเป็นโหมดรับสูงสุดแค่ 4G ก่อน พอได้ใช้ซิม 5G เมื่อไหร่ค่อยกลับมาเปิดใหม่ครับ

วิธีเปลี่ยนเข้าไปที่หน้า Settings > Connections > Mobile networks > Network mode > หากใครเลือกใช้อันบนสุดคือ 5G/LTE/3G/2G (auto connect) อยู่ ให้เลือกเปลี่ยนเป็น LTE/3G/2G (auto connect) ก็พอ




 

3. ถ้าโทรผ่านซิมไม่ค่อยบ่อย ลองปิด VoLTE

VoLTE คือเทคโนโลยีการโทรแบบใหม่ผ่านสัญญาณ 4G ให้คุณภาพการโทรสูงกว่า เสียงดังฟังชัดกว่า และการเชื่อมต่อเสถียรกว่าการโทรแบบ 3G ที่เราใช้กันมานาน อย่างไรก็ดี ข้อเสียที่ต้องแลกก็คือมันใช้แบตเตอรี่ในการโทรสูงกว่าเก่าเกือบ 50% เลย ซึ่งก็ไม่แย่อะไรถ้าเราได้ใช้งานประจำ แลกกับคุณภาพที่ดีเพิ่มขึ้นมาเยอะจริง ๆ

แต่ถ้าใครเป็นคนไม่ซีเรียสเรื่องคุณภาพเสียงโทรเท่าไหร่ (รู้สึกว่า 3G เดิมก็ไม่ได้แย่) รวมถึงโทรไม่บ่อย หรือโทรผ่านแอปแชท เช่น Line, Messenger มากกว่า การปิด VoLTE ไว้จะมีส่วนช่วยให้ประหยัดแบตลงได้ เพราะจะทำให้สัญญาณ 4G ไม่ต้องโดนตั้ง Stand By ไว้สำหรับการโทรตลอดเวลา ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดแบบเต็ม ๆ เท่ากับตอนโทรจริง แต่คิดเสียว่าเป็นการปิดเผื่อไว้ล่วงหน้าก็ได้ วันไหนมีคนฟลุ้กโทรมาหานาน ๆ จะได้ช่วยประหยัดแบตของวันนั้นลงได้นั่นเองครับ

วิธีปิด VoLTE เข้าไปที่หน้า Settings > Connections > Mobile networks > เลือกปิด VoLTE calls SIM/eSIM ตามหมายเลขซิมที่เราต้องการ



 

4. ปิด Nearby Device Scanning

Nearby Device Scanning เป็นฟีเจอร์ที่ Samsung ใส่เข้ามาเพื่อให้เครื่องสามารถสแกนหาอุปกรณ์ข้างเคียงได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง Bluetooth, เครื่อง printer ไร้สาย หรือมือถือด้วยกันเพื่อส่งข้อมูล ซึ่งก็มีข้อดีคือช่วยเพิ่มความสะดวก แต่ไอ้ความสะดวกตลอดเวลาของมันก็ดูจะเกินไปหน่อย เพราะก็ต้องแลกกับการเปลืองแบตเปล่าไปเยอะเหมือนกัน ที่หนักกว่านั้นคือต่อให้เราปิด Bluetooth หรือ Wi-Fi อยู่ ฟีเจอร์นี้ก็ยังทำงานต่อได้อีกด้วย

หลายคนกลัวว่าปิดฟีเจอร์นี้ไปแล้วมันจะต่อหูฟังลำบากขึ้นรึเปล่า เพราะใช้งานอยู่ทุกวัน จะบอกว่าอุปกรณ์ที่เคย paired ไว้อยู่แล้วไม่ได้รับผลกระทบอะไร ยังเชื่อมต่ออัตโนมัติให้ปกติครับ ที่ปิดนี่คือจะไปปิดกันไม่ให้หาของใหม่รอบตัวตลอดเวลาเท่านั้นเอง ส่วนถ้าจะเชื่อมของใหม่เวลาเข้าหน้าหลัก Bluetooth มันก็ยังขึ้นให้กด pair แบบ manual ได้ปกติเลย ดังนั้นสบายใจได้ครับ

วิธีปิด Nearby Device Scanning เข้าไปที่ Settings > Connections > More connection settings > เลือกปิด Nearby Device Scanning



 

5. ปิด Wi-Fi scanning ใน Location

Wi-Fi scanning เป็นฟีเจอร์ย่อยใน Location การเปิดไว้จะทำให้เครื่องพยายามขอทราบตำแหน่งที่อยู่เราโดยใช้ Wi-Fi ช่วยหาให้แม่นยำขึ้น มีประโยชน์กับพวกแอปนำทางที่ถ้าใช้แต่ GPS อย่างเดียวอาจแม่นไม่พอ แต่ประเด็นคือมันไม่ได้มีแค่แอปนำทางอย่างเดียว เพราะแอปอื่นที่เราอนุญาตให้เข้าถึง location ตลอดเวลาก็จะมาขอใช้ด้วย หนำซ้ำต่อให้ปิด Wi-Fi อยู่ก็ยังใช้แอบใช้ฟีเจอร์นี้อยู่เบื้องหลังได้อีกต่างหาก

ดังนั้นถ้าเราไม่ใช่สายขับ Grab หรือไม่ได้เปิด Google Maps ขับรถเพื่อเอาความแม่นทุกวัน ก็แนะนำให้ปิดไว้ดีกว่าครับ เพราะเอาจริง ๆ GPS ก็ไม่ได้แย่ ค่อนข้างเพียงพอระดับหนึ่งแล้วสำหรับการใช้ทั่วไปอยู่แล้ว แลกกับประหยัดแบตขึ้นได้หลายเปอร์เซ็นต์ต่อวันเลยแหละ

วิธีปิด Wi-Fi scanning เข้าไปที่หน้า Settings > Location > Location services > เลือกปิด Wi-Fi scanning



 

6. ปิด Bluetooth scanning ใน Location

คือแบบเดียวกับ Wi-Fi scanning เลย เป็นฟีเจอร์ย่อยใน Location เหมือนกันอยู่ในหน้าเดียวกัน จะใช้ Bluetooth คอยตรวจจับสัญญาณข้างเคียงเพื่อให้หาตำแหน่งแม่นยำขึ้น และก็ทำงานได้ตลอดเวลาแม้จะปิด Bluetooth ไปแล้วก็ตาม ฉะนั้นใครอยากให้เครื่องประหยัดแบตขึ้นก็แนะนำให้ปิดไว้ดีกว่าครับ

วิธีปิด Wi-Fi scanning เข้าไปที่หน้า Settings > Location > Location services > เลือกปิด Bluetooth scanning



 

7. เปิด Turn on Wi-Fi automatically

มันคือการสั่งเปิด Wi-Fi อัตโนมัติตามชื่อ ฟังดูเหมือนปิดเอาไว้จะช่วยประหยัดแบตกว่าไม่ใช่เหรอ ทำไมให้เปิด? เหตุผลคือถ้าเปิดฟีเจอร์นี้ไว้ มันจะช่วยปิด Wi-Fi ให้ด้วยเวลาเราไม่ใช้งาน และสั่งเปิดให้อัตโนมัติเฉพาะในสถานที่ที่เราต่อ Wi-Fi อยู่เป็นประจำเท่านั้น เช่นที่บ้าน หรือที่ทำงาน ฉะนั้นเวลาขับรถอยู่มือถือก็จะไม่คอยไล่สุ่มหาชื่อ Wi-Fi ตามบ้านใกล้เรือนเคียงตลอดเวลาอีกต่อไป ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ลงได้เยอะมาก

วิธีเปิด Turn on Wi-Fi automatically เข้าไปที่หน้า Settings > Wi-Fi > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Advacned > เลือกเปิด Turn on Wi-Fi automatically




 

อย่างไรก็ตาม การจะเลือกเปิด Turn on Wi-Fi automatically ได้ เครื่องจะบังคับให้เปิด Wi-Fi scanning ใน Location (ข้อ 5.) ไว้ด้วย ไม่งั้นจะใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ เท่ากับว่าเราต้องยอมเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนตัวมองว่าประหยัดได้ทั้งคู่ ถ้าใครใช้งาน Cellular อยู่เป็นหลักไม่ค่อยต่อ Wi-Fi เลย ก็แนะนำให้เลือกทำข้อ 5. แต่ถ้าใครต่อ Wi-Fi ทั้งที่บ้านและที่ทำงานก็ให้เลือกทำข้อ 7. นี้ จะเหมาะกับการใช้งานกว่าครับ

 

8. เปิด Put unused apps to sleep

บ่อยครั้งที่เราโหลดแอปลงเครื่องเผื่อไว้เยอะ แต่เอาจริง ๆ แทบไม่เคยได้แตะแอปนั้นเลย หารู้ไม่ว่ามันอาจจะกลายเป็นกาฝากที่มีฟีเจอร์แอบสูบพลังงานอยู่เบื้องหลังไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่อยากแนะนำก็คือเรายังสามารถโหลดแอปพวกนั้นเก็บไว้เผื่อใช้ได้เหมือนเดิม แต่ควรเปิดฟีเจอร์ Put unused apps to sleep ไว้ด้วย เพื่อที่เวลาผ่านไปถ้าเราไม่ได้ใช้แอปไหนนาน ๆ เครื่องจะแช่แข็งแอปนั้นไว้ให้อัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม แอปที่โดนสั่ง Sleep แล้วก็ไม่ได้โดนปิดสนิทไปเลยซะทีเดียวนะ ยังทำงานเบื้องหลังได้อยู่นาน ๆ ครั้ง เพียงแต่จะลดลงกว่าเดิม แลกมากับการแจ้งเตือนหรือการตรวจสอบอัปเดตที่ดีเลย์ลงบ้าง ซึ่งก็คุ้มกว่าแน่นอนหากมันช่วยให้เราประหยัดแบตลงได้กว่าเดิมหลายเท่า

วิธีเปิด Put unused apps to sleep เข้าไปที่หน้า Settings > Battery and device care > Battery > Background usage limits > เลือกเปิด Put unused apps to sleep แอปที่โดนสั่ง Sleep แล้วจะมาอยู่ในหัวข้อ Sleeping apps ด้านล่าง




 

9. สั่งแอปที่แอบสูบแบตทั้งที่ไม่ใช้ เข้าสู่โหมด deep sleep

หากการสั่ง sleep แอปยังประหยัดแบตให้เยอะไม่พอ Samsung ยังมียาแรงกว่าให้เลือกใช้อีก คือสั่ง deep sleep แอปนั้นไปเลย ซึ่งก็จะเป็นฟีเจอร์ขั้นกว่าคือบังคับแช่แข็งแอปนั้นไว้แบบถาวร โดยที่แอปนั้นจะไม่มีการส่งแจ้งเตือนหรือขึ้นให้อัปเดตอะไรได้อีกเลย จนกว่าเราจะกลับไปเปิดใช้อีกรอบ

ที่อยากแนะนำก็คือให้เข้าไปตรวจสอบว่ามีแอปไหนบ้างที่เราไม่ค่อยใช้ แต่ขึ้นมาโชว์ว่าเป็นแอบสูบแบตเบื้องหลังลำดับต้น ๆ ให้เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > Battery > แตะที่ตัวกราฟจะพาเข้าหน้า Battery usage ให้เราสังเกตว่ามีแอปแปลก ๆ ตัวไหนโผล่มาเป็นลิสต์ตัวกินแบตมั้ย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ถ้ามีให้แตะที่แอปนั้น > เลือก Limit usage ที่อยู่ด้านล่างสุด > สั่ง Put in deep sleep ไปเลย แอปที่โดนสั่ง Deep Sleep ก็จะมาอยู่ในหัวข้อ Deep sleeping apps ในหมวด Background usage limits ตามข้อ 8.




 

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้จะยังไม่ขึ้นให้เลือกเปิดหากเราชาร์จแบตเครื่องไว้จนเต็มอยู่ และต้องใช้ไปนาน ๆ สักพักให้เครื่องกินแบตและวิเคราะห์เป็นกราฟออกมาก่อน หลังจากนั้นถึงจะสั่งใช้ได้ครับ

 

10. ตั้งค่า Auto restart at set times

มือถือ Samsung สามารถตั้งค่าให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองอัตโนมัติตามวันเวลาที่เรากำหนดได้ด้วย หากใครไม่ใช่สายนิยมชาร์จมือถือข้ามคืน การรีตาร์ทมีข้อดีคือจะช่วยให้การใช้งานทุกอย่างถูกรีเซ็ต แอปที่เคยเปิดไว้ใน recent apps บางตัวแม้จะยังโดนเปิดหน้าต่างค้างไว้ แต่จะโดนสั่งหยุดการทำงานบางอย่างลงไปด้วย ซึ่งจะไม่ทำงานต่อจนกว่าเราจะกลับไปเปิดใหม่

แน่นอนว่าถ้าเราตั้งให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองช่วงที่เรานอนอยู่ ก็จะช่วยลดการทำงานเบื้องหลังส่วนนี้ไป และช่วยเซฟแบตได้อีกเยอะ แถมไม่ต้องคอยกังวลเรื่องนาฬิกาไม่ปลุกด้วย เพราะมันคือการรีตัวเองกลับมาเปิดเครื่องเหมือนเดิม ฉะนั้นแอปนาฬิกาที่โดนบังคับให้ทำงานเป็น priority ของเครื่องอยู่แล้วก็ยังทำหน้าที่ได้ปกติครับ

วิธีตั้งค่า Auto restart at set times เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Automation > เลือกเปิด Auto restart at set times และแตะเข้าด้านในเมนู เราสามารถเลือกวันเวลาที่จะสั่งให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองได้ แนะนำทำทุกวันไปเลย หรือจะสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ได้แล้วแต่ และเลือกเวลาที่เราไม่ได้ใช้มือถืออยู่แน่นอน เช่น 04:00 โผล่มาอีกทีคือเช้า ซึ่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเครื่องรีตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว




 

11. เปิด Adaptive power saving

ในหน้า Automation หน้าเดียวกับข้อ 10. นั้นยังไม่จบ ยังมีฟีเจอร์เด็ดให้ใช้อีกอัน คือโหมด Adaptive power saving หากเปิดไว้เครื่องจะเปิด-ปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่ให้อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งานของเรา ซึ่งโหมดประหยัดแบตเตอรี่หรือ Power saving นี้ก็เป็นสิ่งที่เราเปิดใช้ได้เองอยู่แล้วบนปุ่มเมนูลอยด้านบน

ข้อแลกเปลี่ยนของของโหมด Power saving ก็อย่างที่รู้กันคือ ใครใช้จอ 120Hz อยู่ก็จะโดนลดเหลือ 60Hz, โหมด Always On Display จะโดนสั่งปิด, แสงจอจะลดลงไป 10%, โดนสั่งปิดคลื่น 5G (สลับไปใช้ 4G แทน) และลดความเร็วของซีพียูลงให้เหลือ 70% ซึ่งหากใครไม่ชอบ ชอบใช้งานเต็มประสิทธิภาพตลอดมากกว่าก็ไม่เหมาะกับฟีเจอร์นี้ เพียงแต่มันช่วยเซฟแบตได้เยอะที่สุดในบรรดาทั้งหมดแล้วจริง ๆ

แนะนำทางสายกลางก็คือเปิดไว้แบบ Adaptive ที่แหละครับดีที่สุด เพราะมันจะปรับตามการใช้ให้อัตโนมัติ เช่นช่วงที่ไหนที่เราใช้แอปถี่ ๆ สลับแอปเยอะ ๆ หรือเล่นเกมหนัก ๆ มันก็จะสั่งปิดให้ ไม่มีการลดประสิทธิภาพอะไร แต่ถ้าช่วงไหนที่เล่นแต่แอปโซเชียลเบา ๆ ไถช้า ๆ ก็จะสั่งเข้าโหมดประหยัดแทน น่าจะเหมาะกับที่หลายคนต้องการพอดี

วิธีเปิดโหมด Adaptive power saving เข้าไปที่หน้า Settings > Battery and device care > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Automation > เลือกเปิด Adaptive power saving



 

12. ปรับลดการทำงานซีพียูลงด้วยตัวเอง

สืบเนื่องจากข้อ 11. ที่พูดถึงโหมด Power saving ว่าสามารถจำกัดการทำงานของซีพียูลงให้เหลือแค่ 70% ได้เพื่อประหยัดแบต จริง ๆ แล้วถ้าใครอยากตั้งค่าจำกัดให้มันเป็น default เครื่องถาวรไปเลย เราสามารถไปตั้งค่าด้วยตัวเองได้ผ่านโหมด Performance Profile ซึ่งเป็นโหมดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ Z Flip4 โดยเฉพาะ

ผู้ใช้สามารถเลือกได้ 2 โหมดระหว่าง Standard กับ Light โดย Light จะลดการทำงานลงประมาณ 20-30% เพื่อโฟกัสที่การทำให้เครื่องไม่ร้อน ใช้ต่อได้ยาว ๆ แต่การตั้งค่านี้จะไม่มีผลต่อเกม ยังเปิดให้ชิปรันเต็มที่ตอนเล่นปกติ

เชื่อว่าหลายคนคงกลัวว่าไปลดการทำงานซีพียูลงแบบนี้มันจะทำให้เครื่องแลครึเปล่า อย่าลืมว่า Z Flip4 ใช้ชิป Snap 8 Gen 1 ซึ่งแรงมาก ๆ อยู่แล้ว ต่อให้ลดไปเท่านี้ก็ยังแรงที่สุดในตลาดอยู่ดี เรียกว่าแทบไม่มีผลเลยดีกว่า เอาเป็นว่าใช้แล้วยังรู้สึกว่าทุกอย่างเร็วปกติเหมือนเดิม แถมได้แบตอึดขึ้นเพียว ๆ อย่างไรก็ดี Z Flip3 ยังไม่มีโหมดนี้บน One UI 4.1.1 ยังไม่ชัวร์ว่าถ้าได้อัปเป็น One UI 5.0 แล้วจะได้เพิ่มเข้ามารึเปล่า ต้องรอติดตามกันครับ

วิธีตั้งค่า Performance Profile ไปที่หน้า Settings > Battery and device care > Battery > More battery settings > Performance Profile > เลือกได้ระหว่าง Standard กับ Light

 

13. เปิด Dark Mode แบบตั้งเวลา

อย่างที่รู้กันว่ามือถือ Z Flip ทุกรุ่นใช้พาแนลจอเป็น AMOLED ซึ่งหมายความว่าถ้าเราทำให้จอแสดงพื้นที่ความสว่างเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เครื่องเปลืองแบตมากเท่านั้น การเปิด Dark Mode จะช่วยลดโอกาสตรงนี้ลงได้เยอะ ซึ่งหากใครเป็นคนเปิดประจำอยู่แล้วก็นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าใครไม่ชอบเปิด อย่างน้อยแนะนำให้ตั้งเปิดไว้เฉพาะกลางคืนก็ยังดี เพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยประหยัดแบตลงได้แล้ว ยังเป็นการถนอมสายตาเราทางอ้อมด้วย

วิธีเปิด Dark Mode แบบตั้งเวลา ให้เข้าไปที่ Settings > Display > Dark Mode Settings > เลือกเปิด Turn on as scheduled สามารถเลือกได้ระหว่าง Sunset to sunrise หรือตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งค่า default ในไทยมันจะเป็นประมาณ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า แต่ถ้าใครอยากเลือกเวลาเองก็ตั้งจาก Custom schedule ด้านล่างได้เลย



 

14. ปิด Bixby

หากใครเป็นคนไม่เคยใช้ผู้ช่วยสั่งงานอัจฉริยะอย่าง Bixby เลย หารู้ไม่ว่ามันยังคง stand by รอฟังเสียงเราอยู่เบื้องหลังตลอด ไม่รวมว่าบางเครื่องมี Google Assistant ลงอยู่ด้วย ก็แย่งกันรับใช้เราเข้าไปใหญ่ แนะนำให้เข้าไปปิดไว้เลือกใช้อันใดอันหนึ่ง หรือปิดทั้งคู่เลยก็ได้

วิธีปิดการทำงานเบื้องหลังของ Bixby ให้เข้าไปที่ Settings > Apps > เลือกหาแอป Bixby Voice > Bixby Voice settings > เลือกปิด Use while locked > Voice wake-up > เลือกเข้าไปเปลี่ยนจาก On เป็น Off





 

15. จำกัดการชาร์จไว้สูงสุดที่ 85%

ข้อนี้ไม่ได้ช่วยประหยัดแบตระหว่างวันให้ตรง ๆ (เผลอ ๆ แย่กว่าเดิมอีกเพราะเหลือใช้น้อยลง) แต่เป็นการถนอมอายุแบตในระยะยาว เพราะหลักการชาร์จเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรก็ตาม ยิ่งชาร์จใกล้เต็ม 100% เท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งความร้อนนี่แหละคือสาเหตุหลักของแบตเสื่อมเลย หากใครไม่อยากเข้าศูนย์เปลี่ยนแบตบ่อย ๆ (แบตก้อนหนึ่งก็ปาเข้าไป 1,000 -2,000 บาทแล้ว) ก็แนะนำให้เปิดโหมด Protect Battery เอาไว้ เมื่อเราชาร์จมือถือถึง 85% เมื่อไหร่ เครื่องก็จะสั่งหยุดชาร์จให้อัตโนมัติทันที

วิธีเปิดโหลด Protect Battery เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > Battery > More battery settings > เลือกเปิด Protect Battery




 

ก็จบกันไปแล้วกับเทคนิคทั้ง 15 ข้อที่นำมาฝากกัน อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกข้อก็ได้ เลือกที่เหมาะกับการใช้งานตัวเอง โดยที่ไม่ต้องให้รบกวนประสิทธิภาพเครื่องจนเกินไป

ทั้งนี้แต่จะฟีเจอร์เดี่ยว ๆ อาจจะไม่ได้ช่วยให้ประหยัดแบตลงได้เห็นผลขนาดนั้น แต่ถ้าทำหลายอันรวม ๆ กันมันเริ่มเห็นความแตกต่างขึ้นมาได้จริง ๆ ส่วนตัวลองแล้วได้แบตอึกขึ้นมาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเลย ซึ่งเยอะมากพอแล้วที่จะใช้มือถือให้จบวันได้ ดังนั้นใครสนใจก็ลองไปทำตามกันดูได้ครับ

 

from:https://droidsans.com/tips-for-better-battery-life-on-z-flip/

Samsung ลั่นปีหน้าขายมือถือให้ได้ 270 ล้านเครื่อง มุ่งเจาะตลาดพรีเมี่ยม Galaxy Z & Galaxy S Series

ในปีนี้ Samsung ได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะขายสมาร์ทโฟนให้ได้ราว 260 ล้านเครื่องภายในปีนี้ และได้เพิ่มกำหนดยอดขายของปีนี้มากขึ้นเป็น 270 ล้านเครื่องด้วย  โดยการเพิ่มจำนวนครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะหั่นซอยมือถือรุ่นยิบย่อยออกมา แต่เค้าระบุว่าจะผลักดันมือถือรุ่นไฮเอนด์-พรีเมี่ยมมากขึ้น เพื่อให้ได้กำไรต่อเครื่องสูง ๆ ครับ

Samsung เคยมียอดขายถึงจุดสูงสุด 320 ล้านเครื่องในปี 2017 แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยทำยอดแตะ 300 ล้านได้อีกเลย ส่วนของปีหน้าที่ใกล้จะถึงนี้ Samsung ระบุว่าอยากเพิ่มยอดขายให้ได้อีก 10 ล้านเครื่อง เป็นราว 270 ล้านเครื่องในปี 2023 พร้อมเผยว่าจะมุ่งขายสินค้าสมาร์ทโฟนจอพับ หรือ Foldable เป็นหลัก อย่างพวก Galaxy Z Fold และ Galaxy Z Flip Series

กลยุทธ์การขายมือถือพวกนี้ก็จะเป็นหนึ่งในแผนผลักดันยอดขายมือถือรุ่นพรีเมี่ยม-ไฮเอนด์ แทนปกติที่จะเน้นขายมือถือรุ่นกลาง-ล่างออกมาเยอะ ๆ เหมือนแต่ก่อน เพราะยิ่งขายมือถือราคาสูงได้เมื่อไหร่ ก็จะยิ่งทำกำไรต่อเครื่องที่ขายได้มากขึ้นเท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ Samsung ยังคงเป็นเจ้าตลาดมือถือจอพับอยู่ ทำให้จะยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีก ตามเป้าประมาณการของบริษัทว่าจะเพิ่มยอดขายมือถือจอพับให้ได้อีก 80% ภายในปี 2024 ส่วนภายในปีหน้าบริษัทก็คาดว่าจะขายมือถือซีรีส์พรีเมี่ยม Galaxy S และ Galaxy Z ให้ได้รวม 60 ล้านเครื่อง ส่วนรุ่นกลางล่างลงมาอย่างซีรีส์ Galaxy A จะขายให้ได้ 210 ล้านเครื่อง

 

แต่แผนจะเพิ่มยอดขายมือถือจอพับของ Samsung อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน หากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนรายใหญ่เริ่มออกมาเปิดตัวมือถือจอพับในตลาดต่างประเทศกันมากขึ้น ทำให้ในตลาดอาจมีตัวเลือกราคาถูก ที่ดึงเงินลูกค้าไปได้แทน ถึงคราวนั้นซัมซุงอาจต้องยอมลดราคามือถือลงมา พาลทำกำไรฉ่ำ ๆ เหือดหายไปด้วย

ในรายงานของ Samsung ยังระบุไว้อีกด้วยว่าสมาร์ทโฟนจอพับปีหน้า จะมาพร้อมกับดีไซน์ที่ดีขึ้น ความทนทานมากขึ้นกว่าเดิม และรอยพับกลางจอจะเห็นได้น้อยลงด้วย จะทำได้ว้าวแค่ไหนต้องรอดู

 

ที่มา : gsmarena

from:https://droidsans.com/samsung-270-million-phones-sales-in-2023-focus-on-foldable/

Windows 11 Insider ออกอัปเดต สั่งเปิด Wi-Fi Hotspot มือถือได้จากเครื่อง PC โดยตรง เริ่มใช้กับ Samsung Galaxy ก่อน

Microsoft ปล่อยอัปเดต Windows 11 Insider Preview Build 25231 (Dev Channel) โดยมีฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถสั่งเปิดใช้งานและเชื่อมต่อ Wi-Fi Hotspot บนสมาร์ทโฟนผ่านโน้ตบุ๊คหรือพีซีของตัวเองได้เลย โดยมีข้อแม้ว่าทั้ง 2 อุปกรณ์จะต้องเคยเชื่อมต่อกันมาก่อนผ่านแอป Phone Link

การทำงานของฟีเจอร์นี้ก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่มือถือกับพีซีอยู่ในระยะ Bluetooth เดียวกัน แม้มือถือจะไม่ได้เปิด Hotspot เอาไว้ก่อน ก็สามารถแสดงขึ้นเป็นตัวเลือกในหน้าต่าง Wi-Fi ของ Windows 11 ได้ หากกดปุ่ม Connect ก็จะสั่งเปิด Hotspot บนมือถือให้อัตโนมัติ และก็เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้กับพีซีทันที ซึ่งดูไปแล้วก็จะคล้ายกับฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันทั้งบน Chrome OS และ macOS (ใช้ได้กับเฉพาะ iPhone)

Phone Link (ชื่อเดิม Your Phone) ถือเป็นแอปที่ Microsoft พัฒนาขึ้นให้สมาร์ทโฟน Android ทุกรุ่นสามารถเชื่อมต่อมือถือเข้ากับพีซีได้ แต่ในระยะหลังเริ่มกลายเป็นแอปที่ถูกพัฒนาร่วมกับทาง Samsung เป็นหลัก จึงทำให้มือถือ Samsung รองรับฟีเจอร์บนแอปที่หลากหลายกว่า เช่น การเปิดแอปมือถือได้บนพีซี หรือการแชร์หน้าจอมือถือขึ้นบนพีซี ดังนั้นด้วยพื้นฐานของฟีเจอร์นี้ที่เป็นของแอป Your Phone จึงทำให้จะใช้งานได้เฉพาะกับมือถือ Samsung Galaxy ก่อนเท่านั้น

เงื่อนไขการใช้งานฟีเจอร์สั่งเปิด Wi-Fi Hotspot

  • อุปกรณ์ Samsung ที่ใช้ One UI เวอร์ชัน 4.1.1 ขึ้นไป
  • โน้ตบุ๊คหรือพีซีต้องมีการ์ด Wi-Fi และ Bluetooth
  • ซิมการ์ดบนมือถือต้องรองรับการส่งข้อมูลผ่าน Hotspot
  • Windows 11 เวอร์ชัน 22H2 ตั้งแต่ Build 22621 ขึ้นไป
  • ติดตั้งแอป Phone Link บนพีซีตั้งแต่เวอร์ชัน v1.22082.111.0 ขึ้นไป
  • ติดตั้งแอป Link To Windows บนมือถือตั้งแต่เวอร์ชัน v1.22082.142.0 ขึ้นไป (บนมือถือ Samsung มีอยู่แล้ว)

 

 

ที่มา : Microsoft, SamMobile

from:https://droidsans.com/windows-11-insider-can-control-smarphone-wifi-hotspot-directly-from-pc/

เผยไทม์ไลน์อัปเดต One UI 5 ในมือถือ Samsung ที่รองรับทุกรุ่น Galaxy S, Z, M, A, Note, Tab Series

Samsung ได้ประกาศปล่อยอัปเดต One UI 5.0 บนฐาน Android 13 ออกมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวาน โดยระบุว่ารุ่นแรกที่จะได้รับอัปเดตคือ Galaxy S22 Series แต่ตอนนี้ก็มีการเผยแผนออกมาแล้ว ว่ามือถือรุ่นอื่น ๆ จะได้รับการอัปเดตในตอนไหนกันบ้าง โดยจากข้อมูลพบว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะได้รับ One UI 5.0 ในเดือน พ.ย. ที่จะมาถึงนี้เลย แล้วรุ่นอื่น ๆ ก็จะทยอยตามมากันจนถึงช่วงต้นปีหน้าครับ

รุ่นที่จะได้อัปเดตในเดือนหน้าเลย ก็มีพวกมือถือ แท็บเล็ต รุ่นท็อปตัวล่าสุด ส่วนในเดือนธันวาคม ก็จะทยอยอัปเดตให้มือถือรุ่นเรือธงตัวเก่าลงไป และพวกมือถือระดับกลาง ถัดไปในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีหน้า จะอัปเดตให้ระดับกลางที่เหลือให้ครบถ้วนครับ

เรียงอันดับรายเดือน มือถือ/อุปกรณ์ Samsung ที่จะได้รับอัปเดต One UI 5.0 ได้ตามนี้

เดือนตุลาคม 2565 / October 2022

  • Galaxy S22
  • Galaxy S22+
  • Galaxy S22 Ultra

เดือนพฤษจิกายน 2565 / November 2022

  • Galaxy Z Fold4
  • Galaxy Z Flip4
  • Galaxy Z Fold3
  • Galaxy Z Flip3
  • Galaxy S21
  • Galaxy S21+
  • Galaxy S21 Ultra
  • Galaxy Note 20
  • Galaxy Note 20 Ultra
  • Galaxy S20
  • Galaxy S20+
  • Galaxy S20 Ultra
  • Galaxy Tab S8
  • Galaxy Tab S8+
  • Galaxy Tab S8 Ultra
  • Galaxy Tab S7
  • Galaxy Tab S7+
  • Galaxy A53 5G
  • Galaxy A33 5G

ธันวาคม 2565 / December 2022

  • Galaxy Z Fold2
  • Galaxy Z Flip 5G
  • Galaxy Z Flip
  • Galaxy S20 FE
  • Galaxy S7 FE
  • Galaxy S6 Lite
  • Galaxy A52s 5G
  • Galaxy A51 5G
  • Galaxy A42 5G
  • Galaxy A32

มกราคม 2566 / January 2023

  • Galaxy Tab A7
  • Galaxy Tab A7 Lite
  • Galaxy Tab Active3
  • Galaxy A23
  • Galaxy A13
  • Galaxy M12
  • Galaxy Xcover 5

กุมภาพันธ์ 2566 / February 2023

  • Galaxy Tab Active4 Pro

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าไม่มีการระบุสมาร์ทโฟนบางรุ่น อย่าง Galaxy S21 FE ทั้งที่มีรุ่น S20 FE อยู่ในรายชื่อ เลยคาดว่าอาจจะมีการตกหล่น แต่น่าจะได้รับการอัปเดตเฉกเช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ด้วยครับ

 

ที่มา : gsmarena

from:https://droidsans.com/one-ui-5-update-roll-out-timeline/

ซัมซุงไทยเปิดตัว Galaxy XCover 6 และ TabActive 4 สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต Rugged ที่รองรับ 5G

ซัมซุงประเทศไทยเปิดตัวมือถือ-แท็บเล็ต 5G ที่เป็น rugged devices มีความทนทานสูง ถือเป็นสินค้ากลุ่ม rugged ที่รองรับ 5G ชุดแรกที่วางขายในไทย

  • Samsung Galaxy XCover 6 Pro 5G กระจก Gorilla Glass Victus, รองรับ Wi-Fi 6E
  • Samsung Galaxy TabActive 4 Pro 5G กระจก Gorilla Glass 5, Wi-Fi 6

อุปกรณ์ทั้งสองรุ่นผ่านมาตรฐาน IP68 และ MIL-STD 810H มีแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ รองรับการชาร์จเร็วด้วยพอร์ต POGO โดยกรณีของ Galaxy TabActive4 ยังทำงานได้ในโหมดไม่มีแบตเตอรี่ สามารถใช้ในยานพาหนะที่มีไฟเลี้ยงตลอดเวลา หรือใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงจนแบตเสื่อมได้ง่าย

ระบบปฏิบัติการเป็น One UI 4 การันตีอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Android 3 เวอร์ชันหลัก และอัพเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 5 ปี

สินค้าทั้งสองตัวขายผ่านช่องทางลูกค้าองค์กร และไม่ได้ระบุราคาขายปลีก

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131009

ซัมซุงไทยย้ายแอพสิทธิประโยชน์ Galaxy Gift มาเป็นแอพใหม่ Samsung Members

ซัมซุงประเทศไทย ประกาศเปลี่ยนแปลงแอพสิทธิประโยชน์ Galaxy Gift ไปรวมกับแอพ Samsung Members ที่เป็นของซัมซุงบริษัทแม่แทน

Galaxy Gift เป็นโครงการสิทธิประโยชน์ที่ซัมซุงประเทศไทยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2555 นับถึงวันนี้ได้ 10 ปีพอดี (ถือเป็นซัมซุงประเทศแรกๆ ในโลกที่ทำโครงการ CRM แบบนี้) ซัมซุงเผยสถิติว่ามีผู้ใช้งานสะสม 20 ล้านเครื่อง ใช้สิทธิ์ไปแล้ว 70 ล้านสิทธิ์

การเปลี่ยนผ่านไปสู่แอพ Samsung Members ยังคงรูปแบบการแจกสิทธิพิเศษเหมือนเดิม (ตอนนี้คือเป็นการเปิด webview ของหน้าเว็บ Galaxy Gift เดิมในแอพใหม่ Samsung Members) ซัมซุงระบุว่าร่วมกับแบรนด์กว่า 100 ราย (ตัวอย่างที่นำมาโชว์ได้แก่ Chester’s, Mister Donut, Auntie Anne’s, DQ) แจกส่วนลด 5 แสนสิทธิ์ต่อเดือน และตั้งเป้ามีสมาชิก 1 ล้านบัญชีต่อเดือนภายในสิ้นปี 2565

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130801

เผยรายชื่อมือถือ Samsung Galaxy จำนวน 7 รุ่น ที่จะได้รับ One UI 5.0 (Android 13) ภายในปีนี้

Samsung กำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อพัฒนา One UI 5.0 ที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบ Android 13 สำหรับอุปกรณ์ Galaxy ทั้งมือถือและแท็บเล็ตที่รองรับค่ะ โดยที่ปล่อยออกมาช่วงนี้ยังเป็นแค่เวอร์ชัน Beta ให้บางรุ่นได้ทดสอบกันอยู่ และล่าสุดมีข้อมูลจากแหล่งข่าววงในออกมาเผยรายชื่อมือถือ Galaxy ที่ได้รับเฟิร์มแวร์ One UI 5.0 ภายในปี 2022 ก่อนใครเพื่อนอีกด้วยค่ะ

One UI 5.0 ที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบ Android 13 ที่จะปล่อยให้มือถือบางรุ่นได้รับอัปเดตกันภายในปี 2022 นี้ จะเป็นตัวสมบูรณ์แล้วค่ะ โดยมือถือรุ่นที่จะได้รับกันก็แน่นอนว่าเหล่าซีรีส์เรือธงจะต้องได้ก่อนใครเลย แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์สำหรับซีรีส์ Galaxy A ติดมาหนึ่งรุ่นด้วย ตามนี้ค่ะ

มือถือที่จะได้รับ One UI 5.0 ภายในปี 2022

  1. Samsung Galaxy S21
  2. Samsung Galaxy S22
  3. Samsung Galaxy Z  Fold3
  4. Samsung Galaxy Z  Fold4
  5. Samsung Galaxy Z  Flip3
  6. Samsung Galaxy Z  Flip4
  7. Samsung Galaxy A53

ต้องมารอดูกันอีกทีว่า Samsung จะเปิดตัว One UI 5.0 อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ค่ะ เราจะได้รู้รายชื่อของมือถือและกำหนดการแบบเต็ม ๆ ว่ารุ่นไหนจะได้อัปเดตกันเมื่อไหร่บ้าง

ที่มา : Sammobile

from:https://droidsans.com/samsung-exclusive-samsung-galaxy-upgrades-android-13/