คลังเก็บป้ายกำกับ: SMARTWATCH

รีวิว Samsung Galaxy Watch5: ดีครบเครื่อง แต่แบตควรอึดกว่านี้ และบางฟีเจอร์ใช้ในไทยไม่ได้

ซัมซุงได้เปิดตัว Galaxy Watch5 สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดูเผินๆ แล้วแทบไม่ต่างกับ Watch4 หน่วยประมวลผลก็ตัวเดียวกัน หน้าตาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าใครกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์เรือนแรกหรืออัปเกรดนาฬิกาในรอบหลายปี Galaxy Watch5 ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

รีวิวนี้ใช้ Samsung Galaxy Watch5 (Bluetooth) สี Pink Gold ขนาด 40 มม. เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

การออกแบบ

ด้านข้างของ Galaxy Watch5 ขณะสวมใส่

Galaxy Watch5 รุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสี Pink Gold ซึ่งก็มีสีออกไปทางชมพูอมทองตามชื่อ ตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมให้ผิวสัมผัสแบบด้าน ส่วนที่ปุ่มจะเป็นแบบเงาเล็กน้อย

หน้าปัดขนาด 40 มม. นี้ถือว่ากำลังดีสำหรับคนข้อมือเล็ก ทั้งนี้ขอบจอมีความหนาประมาณ 5 มม. นับจากขอบนอกของตัวเรือน ซึ่งดูแล้วรู้สึกว่ายังค่อนข้างหนาไปหน่อยสำหรับแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจออย่างซัมซุง

สายนาฬิกาทำจากวัสดุฟลูออโรอีลาสโตเมอร์ ที่มีสัมผัสคล้ายกับซิลิโคน ใส่ได้สบายข้อมือ ไม่แข็ง มาในสีคล้ายเปลือกไข่ไก่ โดยรวมแล้ว Galaxy Watch5 สามารถใส่ได้สบายข้อมือ ไม่รู้สึกรำคาญหรือหนักมือ

Galaxy Watch5 ใช้สายนาฬิกาขนาด 20 มม. แบบมาตรฐาน สามารถหาซื้อสายนาฬิกาทั่วไปมาเปลี่ยนได้

การตั้งค่าครั้งแรก

ก่อนการใช้งาน เราจะต้องนำนาฬิกา Galaxy Watch5 มาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ก่อน ซึ่งก็ทำผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wear บนโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่รองรับ Google Mobile Services (พูดง่ายๆ ว่าใช้กับหัวเหว่ยไม่ได้) และนั่นหมายความว่าไม่สามารถใช้ Galaxy Watch5 ร่วมกับ iPhone ได้

การตั้งค่าไม่ได้ยุ่งยาก แต่มีหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น (บางขั้นตอนควรเก็บไว้ในเมนูตั้งค่าให้ผู้ใช้ไปจัดการเองภายหลัง) นอกจากนี้ใช้แอป Samsung Wear อย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องติดตั้งแอป Galaxy Watch5 Plugin เพิ่มอีกแอปด้วย ทำให้การตั้งค่าครั้งแรกใช้เวลาไปประมาณ 8 นาที

หน้าจอและหน้าปัด

Galaxy Watch5 รุ่นหน้าปัด 40 มม. มีขนาดหน้าจอจริงอยู่ที่ประมาณ 30 มม. เหมาะกับคนข้อมือเล็ก แน่นอนว่าขนาดหน้าจอมีพื้นที่ให้ใช้น้อยกว่ารุ่นหน้าปัด 44 มม. แต่ถ้าถามว่าพอกับการใช้งานมั้ย ก็ถือว่าพอ แต่การใช้งานคีย์บอร์ดคงไม่สะดวกเท่ารุ่นใหญ่

แน่นอนว่าหน้าจอของ Galaxy Watch5 เป็นแบบ OLED ซึ่งรองรับการแสดงผลแบบตลอดเวลา (always-on display) สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติ และในการใช้งานกลางแจ้งก็เห็นหน้าจอได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้สว่างสู้แดดเท่าหน้าจอมือถือ

จุดเด่นหนึ่งของ Galaxy Watch รุ่นก่อนๆ คือการมีวงแหวนบนหน้าปัดที่สามารถหมุนได้จริง เพื่อควบคุมการเลื่อนเมนูบนหน้าจอ แม้ว่าบน Galaxy Watch5 จะไม่มีวงแหวนนั้นแล้ว แต่เราก็ยังสามารถจำลองการหมุนวงแหวนได้ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนที่ขอบหน้าปัดแทน แน่นอนว่าไม่ได้แม่นยำเท่าการใช้วงแหวนจริงๆ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้

เลือกหน้าปัด

รูปแบบหน้าปัดที่มีมาพร้อมกับ Galaxy Watch5 ก็มีให้เลือกอย่างเหลือเฟือเอามากๆ เราสามารถเปลี่ยนหน้าปัดได้ด้วยการกดค้างที่หน้าปัด แล้วปัดไปทางขวาสุดเพื่อเพิ่มหน้าปัดใหม่ หน้าปัดแต่ละแบบก็ยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้อีก เช่น เปลี่ยนสี เปลี่ยนลาย เปลี่ยนไอคอนและสถานะต่างๆ ที่แสดงบนหน้าปัด เป็นต้น และถ้ายังไม่ถูกใจหน้าปัดที่ซัมซุงมีมาให้ ก็สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Play Store

การใช้งานทั่วไป

Galaxy Watch5 มีคุณสมบัติพื้นฐานที่คล้ายกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป เช่น แสดงการแจ้งเตือน ใช้งานแอปต่างๆ วัดข้อมูลการออกกำลังกายและการนอน เป็นต้น การเลื่อนหน้าจอ เปิดแอป เข้าเมนูต่างๆ ก็ทำได้ลื่นไหลสมราคา

App drawer

Galaxy Watch5 ใช้ระบบปฎิบัติการ Wear OS ที่ซัมซุงพัฒนาร่วมกับกูเกิล ดังนั้นจึงสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Play Store ได้ ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ และบนตัวนาฬิกาเอง ซึ่งพื้นที่เก็บข้อมูลที่เหลือใช้งานจริงประมาณ 7 GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ตัวนาฬิกามาพร้อมกับ Wi-Fi ในตัว ทำให้สามารถใช้งานแอปที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น Assistant, LINE, Play Store ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แต่ก็แน่นอนว่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยตรงจะใช้แบตเตอรี่มากกว่าบลูทูธ อย่างไรก็ตามถ้าเชื่อมต่อกับมือถืออยู่ นาฬิกาก็จะตัด Wi-Fi ให้อัตโนมัติ

แอปพลิเคชัน LINE

การแจ้งเตือนสามารถแสดงภาษาไทยได้ สามารถตอบข้อความ ตอบไลน์ผ่านการแจ้งเตือนได้ แต่คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Samsung Keyboard เรียกว่าพิมพ์ยากพอสมควร จะคล้ายกับมือถือปุ่มกดแบบเมื่อก่อน แต่ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว ซึ่งทำให้พิมพ์ไทยยากมาก กระนั้นก็สามารถดาวน์โหลดคีย์บอร์ด Gboard ของกูเกิลมาใช้แทนได้

Galaxy Watch5 มาพร้อมกับระบบสั่งงานด้วยเสียง Bixby ซึ่งทำงานได้เร็ว ใช้คำสั่งพื้นฐานทั่วไปอย่างจับเวลา หรือเริ่มการออกกำลังกายได้สบาย และเสียงจากลำโพงก็ฟังได้ชัดเจน ส่วนถ้าใครต้องการใช้ Google Assistant ก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store ได้ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเช่นกัน ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะฟังเราเรียก (Hey, Google และ Hi, Bixby) เฉพาะตอนที่หน้าจอเปิดอยู่เท่านั้น เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ก็สามารถปิดให้ไม่ต้องฟังไปเลยก็ได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดภาษาไทยของ Gboard ใช้สะดวกกว่า Samsung Keyboard

Galaxy Watch5 รองรับการคุยโทรศัพท์ผ่านไมโครโฟนและลำโพงในตัว โดยจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย (แต่ถ้าเป็นรุ่น LTE จะคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ) ลำโพงมีเสียงดังค่อนข้างชัดเจนให้ได้ยินในห้องปิด ส่วนไมโครโฟนก็สนทนาได้โดยปลายสายไม่ต้องถามซ้ำว่าเราพูดว่าอะไร

การใช้งานด้านสุขภาพ

การออกกำลังกาย

Galaxy Watch5 รองรับการบันทึกการออกกำลังกายมากกว่า 90 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานแบบเครื่อง ว่ายน้ำ เดินป่า สกี แอโรบิก บัลเล่ต์ เบสบอล กอล์ฟ คายัก ไปจนถึงร่มร่อน เป็นต้น

ด้วยความที่ Galaxy Watch5 มี GPS ในตัว จึงบันทึกเส้นทางการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จากการใช้งานขณะปั่นจักรยาน พบว่า GPS ใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีในการระบุตำแหน่ง เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้วก็ถือว่ามีความแม่นยำในการบันทึกเส้นทางตลอดการออกกำลังกาย สามารถบอกความเร็วเฉลี่ยและระยะทางได้

ตัวนาฬิกาสามารถหยุดบันทึกกิจกรรมชั่วคราวได้เมื่อเราหยุดพักอยู่กับที่ ซึ่งก็ทำงานได้เร็วเพราะเมื่อหยุดอยู่กับที่สัก 3 วินาที นาฬิกาก็หยุดชั่วคราวให้แล้ว

การนอน

การติดตามการนอนสามารถทำได้อย่างแม่นยำ ว่าหลับตอนไหนและตื่นตอนไหน สามารถแยกประเภทของช่วงการนอนหลับและแสดงเป็นกราฟได้ สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ว่าช่วงไหนมีปริมาณเท่าไร

ข้อสังเกตคือ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงที่กำลังตื่น (awake) ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Mi Band โดยคืนหนึ่งที่ทดสอบ Galaxy Watch5 รายงานว่ามีช่วงเวลาตื่นเกือบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ Mi Band จับได้ที่ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าใช้ความรู้สึกตอนนอนจริงๆ ก็ต้องบอกว่า Mi Band ดูจะตรงกับความจริงมากกว่า เพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองตื่นระหว่างที่นอนอยู่เลย ส่วนข้อมูลการนอนหลับช่วงอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกัน

Galaxy Watch5 สามารถตรวจจับการกรนได้ ว่ามีเสียงกรนในช่วงไหน รวมมีกี่นาที และเราก็กดฟังเสียงได้ แต่การตรวจจับการกรนจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและวางไว้ใกล้ๆ เพราะจะใช้มือถือในการบันทึกเสียง ซึ่งข้อดีคือไม่มารบกวนแบตเตอรี่ของนาฬิกา

สุขภาพทั่วไป

Galaxy Watch5 รองรับการวัดมวลร่างกาย ด้วยการวางสองนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างนาฬิกาทั้งสองปุ่ม ตัวนาฬิกาก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อวัดค่ามวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เปอร์เซ็นต์ไขมัน และปริมาณนำ้ในร่างกาย

วางนิ้วลงบนปุ่มด้านข้างเพื่อวัดมวลร่างกาย

เราสามารถตั้งเป้าหมายในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ได้ว่าต้องการมีน้ำหนักเท่าไร เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไร มวลกล้ามเนื้อเท่าไร ซึ่งตั้งเป้าหมายได้ทั้งแบบเพิ่มและลด

นอกจากนี้ก็มีคุณสมบัติการวัดชีพจรที่สามารถตั้งได้ว่าจะวัดทุก 10 นาทีหรือวัดตลอดเวลา สามารถวัดออกซิเจนในเลือดได้ วัดระดับความเครียดได้ และแน่นอนว่าสามารถนับก้าวเดินได้

ข้อด้อยคือถึงแม้ว่า Galaxy Watch5 จะรองรับการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และความดันโลหิต แต่ในไทยยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ และการจะวัด ECG และความดันโลหิตก็ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์ของซัมซุงเท่านั้น

ข้อสังเกตอีกข้อคือ Galaxy Watch5 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับวัดอุณหภูมิร่างกาย แต่ ณ วันที่รีวิวยังไม่สามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ และซัมซุงก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจะสามารถใช้งานได้เมื่อไร

สำหรับข้อมูลการนอน การออกกำลังกาย และข้อมูลสุขภาพอื่นๆ สามารถดูได้ในแอปพลิเคชัน Samsung Health บนโทรศัพท์ ซึ่งจะมีข้อมูลที่ละเอียดกว่าบน Galaxy Watch5

แบตเตอรี่

ในการวัดระยะการใช้งานแบตเตอรี่เราจะวัดตั้งแต่มีแบตเตอรี่ 100% จนลดเหลือ 5% โดยเปิดโหมดประหยัดพลังงานตอนที่แบตเหลือ 15% รูปแบบการใช้งานก็จะไม่ได้หนักมาก ตั้งการวัดชีพจรเป็นแบบทุก 10 นาที เปิดการวัดออกซิเจนขณะนอนหลับ เปิดบลูทูธตลอดเวลาแต่ปิด Wi-Fi (เชื่อมกับโทรศัพท์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Wi-Fi) ปรับความสว่างจออัตโนมัติ มีการแจ้งเตือนทั้งวัน ออกกำลังกายประมาณวันละ 20 นาที

  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 33 ชั่วโมง แบบไม่เปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 30 ชั่วโมง เมื่อเปิด always-on display
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 32 ชั่วโมง เมื่อใช้การวัดชีพจรแบบทุก 1 นาที
  • ปั่นจักรยานความยาว 20 นาทีพร้อมใช้ GPS นาฬิกาในการวัดระยะทาง ใช้แบตเตอรี่ไป 2%
  • ใส่นอนและเปิดการวัดระดับออกซิเจนขณะนอน ใช้แบตเตอรี่ประมาณ 16% สำหรับการนอน 7 ชั่วโมงครึ่ง
ครั้งที่ ระยะเวลา (ชม.) Always-on Display วัดชีพจรตลอดเวลา
1 36:41 ปิด ปิด
2 28:22 ปิด ปิด
3 32:25 ปิด ปิด
4 36:14 ปิด ปิด
5 29:05 ปิด เปิด
6 35:35 ปิด เปิด
7 27:44 เปิด ปิด
8 32:19 เปิด ปิด
ระยะเวลาแบตเตอรี่ตามการใช้งานแบบต่างๆ

จากตารางจะเห็นว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างจะแกว่งไปมา แล้วแต่การใช้งานในวันนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้เกิน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

แม้ว่าแบตเตอรี่จะไม่อึดมาก แต่ Galaxy Watch5 ก็รองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟ 10 วัตต์ (5V/2A) โดยใช้เวลาชาร์จจาก 5% ถึง 100% ประมาณ 70 นาที แต่ถ้ามีเวลาน้อยจริงๆ การชาร์จ 30 นาทีก็ยังพอให้มีเหลือแบตเมื่อกลับถึงบ้าน แต่อาจต้องใช้งานอย่างประหยัดแบตเตอรี่

ชาร์จแบบไร้สายด้วยแท่นชาร์จที่มีมาให้

สรุป

Galaxy Watch5 เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติการใช้งานครบครันสำหรับสมาร์ทวอทช์ ทั้งฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการใช้งานทั่วไปผ่านแอปต่างๆ ของ Wear OS แต่บางฟีเจอร์ที่เป็นจุดขายอย่างการวัด ECG ก็ยังใช้งานในไทยไม่ได้ และแบตเตอรี่ก็ควรใช้งานได้สักสองวันเต็ม จะได้ไม่ต้องชาร์จทุกวัน โดยรวมถือเป็นนาฬิกาที่ดี ใช้งานได้ลื่นไหล และจะยิ่งเหมาะที่สุดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ซัมซุงอยู่แล้ว

หากใครที่ใช้ Galaxy Watch4 อยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น Galaxy Watch5 เลย เพราะสิ่งที่จะได้คือการชาร์จที่เร็วขึ้นและหน้าปัดแบบแซฟไฟร์ ส่วนการวัดอุณหภูมิร่างกายและ ECG จะใช้ในไทยได้เมื่อไรก็ยังไม่มีข้อมูล

จุดเด่น

  • ชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว เพียงครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้นำออกไปใช้ได้จนกลับบ้าน
  • มี GPS ในตัว ติดตามการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์
  • คุยโทรศัพท์ได้ค่อนข้างชัดเจน
  • แม้วงแหวนรอบจอแบบสัมผัสจะไม่ดีเท่าวงแหวนจริงๆ แต่ก็น่าใช้งาน
  • การพลิกข้อมือเพื่อปลุกหน้าจอ (raise to wake) ทำงานได้เร็ว
  • มีคุณสมบัติด้านสุขภาพครบครัน ทั้งการวัดมวลร่างกาย ชีพจร ระดับออกซิเจน คุณภาพการนอน และนับก้าวเดิน

จุดด้อย

  • บางคุณสมบัติ เช่น การวัด ECG และการวัดอุณหภูมิร่างกาย ต้องใช้กับโทรศัพท์ซัมซุงเท่านั้น
  • การวัด ECG และอุณหภูมิร่างกายยังไม่พร้อมใช้งานในไทย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ข้ามวันก็จริง แต่ในวันที่สองก็จะไม่เพียงพอให้ใช้ทั้งวัน
  • อายุแบตเตอรี่ค่อนข้างแกว่งและคาดเดายาก ตั้งแต่ 27 ชั่วโมงถึง 36 ชั่วโมง
  • Wear OS ใช้งานกับ iPhone และหัวเหว่ยรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะต้องการ Google Mobile Services

from:https://thehaptic.co/2022/09/21921/

หลุดภาพเรนเดอร์ OnePlus Nord Watch พร้อมสเปก คาดเปิดตัวปลายเดือนนี้

หลังจากที่ OnePlus ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว OnePlus Nord Watch สมาร์ทวอร์ชรุ่นแรกของบริษัทในเร็วๆ นี้นั้น ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ พร้อมสเปกหลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

เว็บ 91Mobiles ได้เผยภาพเรนเดอร์ของ OnePlus Nord Watch สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของ OnePlus ที่หลุดออกมา เผยให้ดีไซน์หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมขอบโค้งมน พร้อมมีปุ่มกดทรงเม็ดมะยมอยู่ด้านขวาข้างตัวเรือน และมีสายรัดข้อมือที่ทำจากซิลิโคนให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน และสีดำ

OnePlus Nord Watch

ในส่วนสเปกของ OnePlus Nord Watch ที่หลุดออกมาระบุว่ามาพร้อมหน้าจอแสดงผลที่ทำจากกระจกแบบ AMOLED 2.5D ขนาด 1.78 นิ้ว รองรับความสว่าง 500nits, 326PPI และมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz รวมทั้งรองรับแอป N Health, Bluetooth 5.2 และเชื่อมต่อผ่านระบบปฎิบัติการ Android และ iOS

นอกจากนี้ OnePlus Nord Watch ยังมาพร้อมโหมดออกกำลังกาย 105 โหมด, โหมดการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดระดับออกซิเจนในเลือด SpO2 และการติดตามการนอนหลับ รวมถึงสามารถวัดระดับความเครียด, นับก้าวประจำวัน และเผาผลาญแคลอรี และสนับสนุนการติดตามสุขภาพของผู้หญิง

และมาพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องสูงสุด 10 วัน และเปิดเครื่องสแตนบายด์ได้นานต่อเนื่องสูงสุด 30 วัน และคาดว่าจะเปิดตัวที่ประเทศอินเดียในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

ที่มา : 91Mobiles

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-oneplus-nord-watch-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c-oneplus-nord-watch-%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1

หลุดภาพเรนเดอร์ OnePlus Nord Watch พร้อมสเปก คาดเปิดตัวปลายเดือนนี้

หลังจากที่ OnePlus ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว OnePlus Nord Watch สมาร์ทวอร์ชรุ่นแรกของบริษัทในเร็วๆ นี้นั้น ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ พร้อมสเปกหลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

เว็บ 91Mobiles ได้เผยภาพเรนเดอร์ของ OnePlus Nord Watch สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของ OnePlus ที่หลุดออกมา เผยให้ดีไซน์หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมขอบโค้งมน พร้อมมีปุ่มกดทรงเม็ดมะยมอยู่ด้านขวาข้างตัวเรือน และมีสายรัดข้อมือที่ทำจากซิลิโคนให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน และสีดำ

OnePlus Nord Watch

ในส่วนสเปกของ OnePlus Nord Watch ที่หลุดออกมาระบุว่ามาพร้อมหน้าจอแสดงผลที่ทำจากกระจกแบบ AMOLED 2.5D ขนาด 1.78 นิ้ว รองรับความสว่าง 500nits, 326PPI และมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz รวมทั้งรองรับแอป N Health, Bluetooth 5.2 และเชื่อมต่อผ่านระบบปฎิบัติการ Android และ iOS

นอกจากนี้ OnePlus Nord Watch ยังมาพร้อมโหมดออกกำลังกาย 105 โหมด, โหมดการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดระดับออกซิเจนในเลือด SpO2 และการติดตามการนอนหลับ รวมถึงสามารถวัดระดับความเครียด, นับก้าวประจำวัน และเผาผลาญแคลอรี และสนับสนุนการติดตามสุขภาพของผู้หญิง

และมาพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องสูงสุด 10 วัน และเปิดเครื่องสแตนบายด์ได้นานต่อเนื่องสูงสุด 30 วัน และคาดว่าจะเปิดตัวที่ประเทศอินเดียในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

ที่มา : 91Mobiles

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-nord-watch-renders-and-specs-leaked/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oneplus-nord-watch-renders-and-specs-leaked

[ไม่ยืนยัน] หลุดราคา Pixel Watch แพงกว่า Galaxy Watch 5

9to5Google อ้างแหล่งข่าวระบุราคา Pixel Watch ที่ Google กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ โดย Pixel Watch รุ่น Cellular จะขายในราคา $399.99 (ราว 14,700 บาท) และรุ่น Bluetooth/ Wi-Fi จะเริ่มต้นที่ $349.99 (ราว 12,900 บาท)

รุ่น Bluetooth/ Wi-Fi จะมีสี Black (เคส)/Obsidian (สาย), Silver/Chalk และ Gold/Hazel ส่วนรุ่น Cellular มีสี Black/Obsidian, Silver/Charcoal และ Gold/Hazel

หากราคาเป็นไปตามนี้ เท่ากับว่า Pixel Watch มีราคาแพงกว่า Samsung Galaxy Watch 5 รุ่น W-Fi ที่ขายในราคาเริ่มต้นที่ $279 รวมถึงราคาแพงกว่า Apple Watch SE 2 รุ่นธรรมดาที่เริ่มต้นที่ $249 แต่ Pixel Watch รุ่น Bluetooth/ Wi-Fi ยังราคาถูกกว่า Apple Watch Series 8 รุ่น GPS ที่เริ่มต้นที่ $399

ที่มา: 9to5Google

from:https://www.blognone.com/node/130501

หรือ Apple จะทำให้ธุรกิจนาฬิกา Garmin พังเหมือนที่เคยทำกับ Nokia, BB และ Walkman?

การเปิดตัว Apple Watch Ultra อาจเป็นเรื่องคุยกันขำ ๆ ของแฟนคลับ Garmin กับนาฬิกาเพื่อออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้งแบรนด์อื่น เพราะสินค้าใหม่ของ Apple คือสิ่งที่พวกเขาได้รับ และใช้กันมาหลายปีแล้ว

แต่การก้าวเข้ามาในตลาดนี้ของ Apple คงไม่ได้มาเล่น ๆ และหวังชิงลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่ง เพราะมันคือตลาด Smartwatch ระดับพรีเมียม หรือราคามากกว่า 20,000 บาทที่ Apple ยังเข้าไม่ถึงเสียที

Apple Watch Ultra จะเขย่าตลาด Smartwatch ระดับพรีเมียมแค่ไหน ถ้าทำได้ Garmin และแบรนด์อื่นจะพังเหมือน Nokia, BB และ Walkman ที่ Apple เคยทำลายมาหรือไม่ Brand Inside ชวนมาวิเคราะห์ไปด้วยกัน

apple watch

Apple ครองตลาด Smartwatch (เกือบ) เบ็ดเสร็จ

เมื่อพูดถึง Smartwatch แบรนด์ที่โดดเด่นก็คงไม่พ้น Apple เพราะ Apple Watch ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย และถึงแบรนด์ต่าง ๆ จะพยามพัฒนา Smartwatch ออกมา ความนิยมก็ยังสู้ Apple ไม่ได้อยู่ดี แต่ใช่ว่า Apple จะครองตลาดนี้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากแข็งแกร่งแค่ตลาดราคาต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18,000 บาท)

แต่ไม่สามารถเข้าถึงตลาด Smartwatch ระดับพรีเมียม หรือราคา 699 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงมากกว่า 1,500 ดอลลาร์ (ราว 25,000-54,000 บาท) ที่ Garmin ครองตลาดนี้อยู่ ผ่านฟีเจอร์ และฟังก์ชันเฉพาะ เช่น คำนวณค่าการออกกำลังกายโดยละเอียด หรือใส่จีพีเอสเพื่อวัดระยะระหว่างตีกอล์ฟ เป็นต้น

อ้างอิง Counterpoint Research พบว่า หากนับเป็นมูลค่า Garmin จะมีส่วนแบ่งเป็นอันดับที่ 3 ของตลาด Smartwatch เนื่องจากราคาเฉลี่ยของสินค้าค่อนข้างสูง ส่วนหากนับเป็นจำนวนการส่งมอบ Garmin จะเป็นอันดับที่ 5 ของตลาดนี้

อยากครองตลาดในรูปแบบของ iPhone บ้าง

หากมองมาที่ iPhone โทรศัพท์มือถือของ Apple จะเป็นที่หนึ่งของกลุ่มพรีเมียม ทำให้ทางแบรนด์น่าจะต้องการทำให้ Apple Watch สามารถกินส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้บ้าง เพราะยิ่งจำหน่ายในราคาสูง โอกาสที่จะสร้างผลกำไรก็มีมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Apple เคยพยายามมาครั้งหนึ่งกับการทำรุ่น Apple Watch Edition ที่ตัวเรือนทำจากทองคำ ขายราคาสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ราว 3.6 แสนบาท) แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไป เพราะราคาไปชนกับฝั่งนาฬิกาหรูที่ผู้ซื้อมักจะไม่ได้สนใจซื้อ Smartwatch มากนัก

แต่ Apple Watch Ultra ไม่ได้ชูเรื่องความหรูหรา เพราะมากับฟีเจอร์ และฟังก์ชันเฉพาะทาง ถือเป็นการแก้เกมเพื่อลุยตลาด Smartwatch ระดับพรีเมียมอีกครั้งของ Apple และส่วนตัวผู้เขียนมองว่ามันน่าจะดีกว่าการทำให้ Apple Watch เป็นนาฬิกาหรูแบบ Apple Watch Edition ที่เคยทำก่อนหน้านี้แน่

Smartwatch
สัดส่วนการส่งมอบ Smartwatch ในตลาดโลก

แล้ว Garmin และแบรนด์อื่นจะถูกโค่นหรือไม่?

ในทางกลับกัน Garmin และนาฬิกาออกกำลังกายแบรนด์อื่นจะถูก Apple Watch Ultra แย่งชิงตลาดหรือไม่ ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าอาจต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง เพราะผู้ใช้กลุ่มนี้องเรื่องแบตเตอรี่เป็นอีกปัจจัยในการซื้อ เช่น Apple Watch Ultra ใช้งานแบบปกติได้ต่อเนื่อง 36 ชม. ส่วนแบรนด์อื่นในตลาดใช้งานได้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน

Garmin เองก็ออกโฆษณาเชิงเย้ยหยัน Apple ว่า แบตเตอรี่ของ Smartwatch ของเราวัดเป็นเดือน ไม่ใช่เป็นชั่วโมง มาแล้ว แต่ Apple Watch Ultra ก็มีสิ่งที่ Garmin ไม่มี เช่น การเชื่อมต่อดาวเทียมเพื่อส่งสัญญาณ SOS รวมถึงระบบไมค์, ลำโพง และการเชื่อมต่อสัญญาณมือถือเพื่อติดต่อสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ

แต่หาก Apple สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ Garmin และแบรนด์อื่นก็คงต้องปรับกลยุทธ์กันใหม่แน่นอน เพราะถึงจะตอบโจทย์การใช้งาน แต่หน้าตาของระบบการใช้งานค่อนข้างเก่า เชื่อว่าคนที่ใช้อยู่น่าจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวมองว่าระบบการใช้งาน Apple Watch ดีกว่าหลายช่วงตัว

บทเรียน Nokia, BB และ Walkman ที่สอนใจ

ทั้งนี้ Apple เคยโค่นล้มความมั่นใจเดิม ๆ ของแบรนด์ในแต่ละธุรกิจมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Walkman ของ Sony ที่ค่อย ๆ ลดบทบาทลงในช่วง iPod และ MP3 ครองเมือง รวมถึง Nokia กับ BB ที่มั่นใจในระบบโทรศัพท์มือถือของตัวเองแต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับ iOS ของ Apple และ Android ของ Google ในที่สุด

ผู้เขียนเชื่อว่า Garmin และแบรนด์นาฬิกาเฉพาะทางนี้น่าจะรับรู้บทเรียนของแบรนด์ข้างต้น และไม่อยากให้ธุรกิจของตัวเองเป็นแบบนั้น โดยหากเจาะไปที่ Garmin ปัจจุบันทางแบรนด์พยายามปรับภาพลักษณ์ และระบบการใช้งานให้เข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น เพื่อจูงใจคนกลุ่มอื่น ๆ ได้บ้าง

เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ Apple ที่พยายามช่วงชิงตลาดนี้ Samsung รวมถึงแบรนด์อุปกรณ์ไอทีอื่น ๆ ก็พยายามแย่งชิงตลาดนี้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นงานยากสำหรับ Garmin และแบรนด์อื่นที่ความโดดเด่นเรื่องฟีเจอร์ และฟังก์ชันเฉพาะตัวกำลังถูกคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่กว่าไล่ตามมาติด ๆ

สรุป

คงไม่ใช่ปีนี้แน่ ๆ ที่ Garmin จะประสบปัญหาการทำตลาด Smartwatch ระดับพรีเมียม แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ และแบรนด์ยังเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป โอกาสที่จะถูกไล่ตาม และกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้โลกรู้ว่าเป็นเหยื่อของ Apple อีกหนึ่งรายก็มีสูง

อ้างอิง // The Verge

อ่านเรื่องของ Garmin เพิ่มเติมที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หรือ Apple จะทำให้ธุรกิจนาฬิกา Garmin พังเหมือนที่เคยทำกับ Nokia, BB และ Walkman? first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/apple-watch-end-garmin-watch/

นอนหลับอย่างไรให้มีคุณภาพ ตัวช่วยติดตามรูปแบบการนอนหลับ และพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

รู้หรือไม่ว่านอนหลับนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต แต่จะนอนหลับอย่างไรให้มีคุณภาพ โดยปกติแล้วการนอนที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณ หากนอนมากไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพ แต่หากนอนน้อย หรือ ตื่นบ่อย จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของคนผู้นั้นได้ จ

นนำไปสู่ความผิดปกติของร่างกาย เช่น ระบบย่อย ปัญหาผิวหนัง ภูมิคุ้มกันต่ำ น้ำหนักเกิน ความจำลดลง เวียนศีรษะ หงุดหงิด สมาธิไม่ดี เป็นต้น เราจึงควรใส่ใจเรื่องการนอนโดยการ “รู้จักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของการนอนที่มีคุณภาพ”

Samsung Galaxy Watch5

เช็กให้ชัวร์ว่าเรามีรูปแบบการนอนหลับอย่างไร

การติดตามการนอนหลับนั้น ทำให้เราเข้าใจลักษณะการนอนและค้นพบปัญหาอย่างตรงจุด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆทุกวันที่บ้าน โดย Samsung Galaxy Watch5 คือสมาร์ทวอทช์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า เพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจให้คุณบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ ซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์ BioActive ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เฝ้าติดตามข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปอัปเกรดสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากจะวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดระดับออกซิเจน   ในเลือด วัดระดับความเครียด วัดค่าไขมันในร่างกาย  และยังสามารถวัดคุณภาพการนอนได้ละเอียดและแม่นยำ: Sleep Score & Stage Analysis (Deep, REM, Light, Awake)

บอกรายละเอียดเป๊ะ เพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะการนอนอย่างชัดเจน

โหมดติดตามคุณภาพการนอนของ  Samsung Galaxy Watch5 จะช่วยมอร์นิเตอร์ร่างกายขณะนอนโดยเมื่อคุณเข้านอน ร่างกายและสมองของจะผ่านช่วงการนอนหลับที่แตกต่างกัน และขั้นตอนเหล่านั้นจะถูกแบ่งย่อยเป็นเวลาที่ใช้ในการตื่น REM หรือที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างรวดเร็ว การหลับตื้น และการหลับลึก 

Samsung Galaxy Watch5 จะทำหน้าที่เช็กสถานะ รายละเอียด ระยะเวลาการนอนหลับจริง การเผาผลาญแคลอรี่ขณะหลับ ระยะการนอนหลับลึก-หลับฝัน-หลับสั้น-หลับยาว-การตื่นบ่อย ความสม่ำเสมอของการนอนหลับ ค่าออกซิเจนในเลือดขณะหลับ ตรวจจับการกรนระหว่างนอน โดยสามารถอัดเสียงไว้เพื่อปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้ในอนาคต (Snoring Detection) เป็นต้น

วิเคราะห์การนอนหลับออกมาเป็นคาแรคเตอร์เฉพาะตัว

หลังจากติดตามรูปแบบการนอนแล้ว Samsung Galaxy Watch5 จะทำการวิเคราะห์รูปแบบการนอนของคุณ ออกมาเป็นคาแรคเตอร์เฉพาะตัวพร้อมข้อแนะนำ เพื่อพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น อาทิ สิงโตไร้กังวล คือรูปแบบการนอนหลับวันละ 10-15 ชั่วโมง, ตัวตุ่นยามเช้า คือรูปแบบการนอนหลับในเวลากลางคืนประมาณ 8 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ซึ่งคล้ายกับมนุษย์, จระเข้ออกล่า คือรูปแบบการนอนหลับตาข้างเดียวเหมือนขยิบตา,

เม่นอ่อนไหว คือนอนหลับยากมีความกระฉับกระเฉงในเวลากลางคืน, กวางช่างระวัง คือรูปแบบการตื่นบ่อย      ที่นอนน้อยกว่า 10 นาที เหมือนจะสามารถตื่นตลอดเมื่อรู้สึกว่าอาจตกอยู่ในอันตราย, ฉลามหมดแรง คือรูปแบบที่ไม่ค่อยได้นอนมีอาการตื่นอยู่เสมอเพราะหายใจไม่ออกหากหยุดเคลื่อนไหว, เพนกวินกระวนกระวาย คือรูปแบบการนอนเพียง 3.5 ชั่วโมงในหนึ่งวันและพวกเขารู้สึกประหม่าหงุดหงิดง่าย, วอลรัสเลี้ยงง่าย คือรูปแบบที่สามารถไม่นอนได้นานถึง 84 ชั่วโมง และนอนได้นานถึง 19 ชั่วโมง

โดย Samsung Galaxy Watch5 จะวิเคราะห์รูปแบบการนอนของคุณ ออกมาเป็นคาแรคเตอร์ต่างๆ พร้อมข้อแนะนำในการพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยโปรแกรมโค้ชส่วนตัว หรือ Personalized Sleep Coaching เพื่อให้ข้อแนะนำ ชี้ How To วิธีนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสัญลักษณ์แต่ละคาแรคเตอร์ที่วิเคราะห์ออกมาได้นั้น จะมีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวที่แตกต่างกันออกไป เรียกได้ว่าเอ็กซ์คลูซีฟโค้ชชิ่งจริงๆ เพื่อฝึกการนอนหลับที่เข้ากับแต่ละบุคคลมากที่สุด

เมื่อปรับการนอนให้มีประสิทธิภาพ จะทำให้สุขภาพแข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ผิวพรรณ์ดูสดใสเปล่งปลั่ง ร่างกายกระปรี้กระเปร่า อารมณ์แจ่มใส ดังนั้นการมีผู้ช่วยมอร์นิเตอร์การนอนหลับนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนยุคใหม่ให้มีไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

ใครที่อยากรู้ อยากพัฒนาคุณภาพการนอนของตัวเอง Samsung Galaxy Watch5 และ Galaxy Watch5 Pro

Samsung Galaxy Watch5 มีดีไซน์ที่ทันสมัยในแบบมินิมอล และมากด้วยคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจได้มากยิ่งขึ้นทุกวัน โดยจะมีเฉดสีใหม่ทั้งหมดในโทน ที่สวยจนใครๆ ต้องเหลียวมอง ทั้งรุ่นหน้าจอ 44 มม. ในสี Graphite,  สี Sapphire และสี Silver ราคาเริ่มต้น 9,990 บาท และรุ่นหน้าจอ 40 มม. ในสี Graphite, สี Pink Gold และสี Silver ที่มาพร้อมสายสี Bora Purple ที่เข้าคู่กับ Galaxy Z Flip4 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราคา 8,490 บาท

สำหรับผู้ที่ชอบผจญภัยและมองหาความทนทาน ประสิทธิภาพ และความดูดีมีสไตล์ Galaxy Watch5 Pro จะเป็นทางเลือกของคุณ โดยจะวางจำหน่ายในสีดำ (Black Titanium) และสีเทา (Gray Titanium) ขนาดหน้าจอ 45 มม. ราคา 13,900 บาท สำหรับเวอร์ชันบลูทูธ และ ราคา 16,900 บาท สำหรับเวอร์ชัน LTE (ใส่ซิม)

ครั้งแรกกับออกแบบสมาร์ทวอทช์ได้เองโดยเลือกรุ่น ขนาด สีตัวเรือนและสาย ผสมผสานกันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันถึง 84 แบบใน Galaxy Watch5 Bespoke Studio บนช่องทาง samsung.com ซึ่งจากความหลากหลายของสายและตัวเรือนที่คัดสรรไว้ให้ ทำสามารถผสมผสานเพื่อแสดงออกถึงสไตล์ส่วนตัวกับสาย Sport Band ใหม่ เทรนดี้กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Galaxy Watch5 และ Galaxy Watch5 Pro ได้ที่เว็บไซต์:

Galaxy Watch5: www.samsung.com/galaxy-watch5

Galaxy Watch5 Pro: www.samsung.com/galaxy-watch5-pro

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/how-to-get-quality-sleep-sleep-pattern-tracker-and-improve-sleep-quality/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-get-quality-sleep-sleep-pattern-tracker-and-improve-sleep-quality

Apple เผยโฉม Apple Watch Series 8 และ Apple Watch SE ใหม่ เริ่มต้นที่ 15,900 บาท และ 9,900 บาท

Apple เผยโฉม Apple Watch Series 8 และ Apple Watch SE ใหม่ที่นำเทคโนโลยีและประสิทธิภาพสุดล้ำ พร้อมด้วยนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่สำคัญมาสู่สมาร์ทวอทช์สองรุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก

Apple Watch Series 8 มาพร้อมดีไซน์อันเป็นที่รักของ Apple Watch รวมทั้งจอภาพ Retina ขนาดใหญ่แบบติดตลอด และด้านหน้าแบบคริสตัลที่ทนการแตกร้าวได้ดีเยี่ยม

Apple Watch Series 8 ใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ตลอดวันถึง 18 ชั่วโมง และพัฒนาต่อยอดจากคุณสมบัติด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมอย่างแอป ECG และคุณสมบัติการตรวจจับการล้มด้วยการนำเสนอความสามารถใหม่ๆ ในการติดตามค่าอุณหภูมิ การคาดคะเนช่วงไข่ตกจากข้อมูลย้อนหลัง การตรวจจับการชน และการใช้งานโรมมิ่งในต่างประเทศ

ขณะที่ Apple Watch SE ใหม่ยังคงมาพร้อมประสบการณ์หลักของ Apple Watch ซึ่งรวมถึงการติดตามกิจกรรม การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจเร็วหรือช้า และ SOS ฉุกเฉิน ตลอดจนคุณสมบัติใหม่ๆ อย่างการตรวจจับการชนกันและฝาหลังตัวเรือนที่ออกแบบมาใหม่หมดให้เข้ากับตัวเรือนแบบคลาสสิกทั้งสามแบบได้อย่างลงตัว ทั้งหมดนี้มาในราคาที่เอื้อมถึงได้เพียง 9,900 บาท

Apple Watch ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนโดย watchOS 9 และมาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาใหม่ๆ ที่ปรับแต่งได้มากขึ้น เช่น หน้าปัดจันทรคติและมหานคร แอปออกกำลังกายที่ดียิ่งขึ้น ระยะของการนอนหลับ คุณสมบัติประวัติภาวะ AFib ที่ไม่เคยมีมาก่อน และแอปติดตามการทานยาแบบใหม่หมด

Apple Watch Series 8
Apple Watch Series 8 และ Apple Watch SE ใหม่นำเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมาสู่สมาร์ทวอทช์สองรุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก

“เราได้ยินเรื่องราวจากลูกค้าว่า Apple Watch ช่วยให้พวกเขาต่อติดกับคนที่รัก แอ็คทีฟมากขึ้น และใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นอย่างไรบ้าง” Jeff Williams, Chief Operating Officer ของ Apple กล่าว

“Apple Watch Series 8 ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในด้านเหล่านี้ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ Apple Watch SE ก็มาพร้อมคุณสมบัติหลักที่ล้ำหน้าขึ้นในราคาเริ่มต้นใหม่ และเมื่อรวมกับขุมพลังของ watchOS 9 สมาร์ทวอทช์ที่ดีที่สุดจึงมากความสามารถยิ่งกว่าที่เคย”

Apple Watch SE ใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย watchOS 9 มาพร้อมหน้าปัดที่ปรับแต่งได้มากขึ้น แอปออกกำลังกายที่ดียิ่งขึ้น และอีกมากมาย

การติดตามค่าอุณหภูมิบนข้อมือเพื่อสุขภาพของผู้หญิง

รอบเดือนของผู้หญิงเป็นเครื่องบ่งชี้ด้านสุขภาพที่สำคัญ และแพทย์หลายคนยังมองว่ารอบเดือนเป็นสัญญาณชีพอย่างหนึ่งด้วย Apple Watch Series 8 จึงมาพร้อมความสามารถในการติดตามค่าอุณหภูมิแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้หญิงมีข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง โดยคุณสมบัตินี้ยังคงได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นส่วนตัวเช่นเดียวกับข้อมูลด้านสุขภาพอื่นๆ ทั้งหมด1

Apple Watch Series 8 ใช้วิธีติดตามค่าอุณหภูมิที่มีความพิเศษด้วยดีไซน์เซ็นเซอร์แบบสองตัวเพื่อช่วยลดความเบี่ยงเบนจากสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเซ็นเซอร์ตัวหนึ่งจะอยู่ที่ด้านหลังของนาฬิกาซึ่งใกล้กับผิวหนังที่สุด และเซ็นเซอร์อีกตัวจะอยู่ใต้จอภาพ

ดีไซน์ใหม่แบบพิเศษที่มาพร้อมเซ็นเซอร์แบบสองตัวช่วยให้ Apple Watch Series 8 สามารถบันทึกอุณหภูมิบนข้อมือได้ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยลดความเบี่ยงเบนจากสภาพแวดล้อมภายนอกและจากร่างกายของผู้ใช้อีกด้วย

อุณหภูมิจากข้อมือในเวลากลางคืนสามารถเป็นตัวบ่งชี้อุณหภูมิโดยรวมของร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเซ็นเซอร์ใน Apple Watch Series 8 จะสุ่มตัวอย่างอุณหภูมิจากข้อมือทุกๆ 5 วินาทีและวัดการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยที่สุดได้ถึง 0.1°C และผู้ใช้สามารถดูความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายในตอนกลางคืนเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาได้ในแอปสุขภาพ ซึ่งอาจเกิดจากการออกกำลังกาย อาการเจ็ตแล็ก หรือแม้แต่การเจ็บป่วย2

ผู้ใช้สามารถรับการคาดคะเนช่วงไข่ตกจากข้อมูลย้อนหลังด้วยความสามารถในการติดตามค่าอุณหภูมิแบบใหม่ใน Apple Watch ซึ่งการที่ผู้ใช้ทราบว่าช่วงไข่ตกจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นอาจเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนครอบครัว และ Apple Watch Series 8 ก็ทำให้เรื่องนี้ง่ายดายและสะดวกยิ่งขึ้นด้วยการแสดงการคาดคะเนเหล่านี้ในแอปสุขภาพ และคุณสมบัติการติดตามค่าอุณหภูมิยังช่วยให้การคาดคะเนรอบเดือนดีขึ้นอีกด้วย 

นอกจากนี้ iOS 16 และ watchOS 9 ยังช่วยให้ผู้ที่ใช้คุณสมบัติการติดตามรอบเดือนทุกคนสามารถรับการแจ้งเตือนหากประวัติรอบเดือนที่บันทึกไว้แสดงถึงความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรือมานานกว่าปกติ รวมถึงการมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ซึ่งอาจเป็นอาการบ่งชี้ปัญหาด้านสุขภาพบางอย่าง

คุณสมบัติการติดตามรอบเดือนซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ใน iOS 16 และ watchOS 9 สามารถส่งการแจ้งเตือนหากประวัติรอบเดือนที่บันทึกไว้แสดงถึงความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรือมานานกว่าปกติ

คุณสมบัติการตรวจจับการชนกัน 

คุณสมบัติการตรวจจับการชนกันเกิดจากการที่ Apple ได้พัฒนาอัลกอริทึมแบบรวมเซ็นเซอร์ขั้นสูงที่ใช้ประโยชน์จากไจโรสโคปและอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นบน Apple Watch ซึ่งวันนี้มาพร้อมอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่มีช่วงไดนามิกสูงที่สุดในบรรดาสมาร์ทวอทช์ อัลกอริทึมนี้สร้างขึ้นจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวใหม่เหล่านี้ในห้องปฏิบัติการทดสอบการชนกันของรถยนต์โดยสารทั่วไปโดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีการจำลองอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริงๆ อย่างเช่นการชนด้านหน้า การชนท้าย การชนด้านข้าง และการพลิกคว่ำ นอกจากข้อมูลการเคลื่อนไหวแล้ว คุณสมบัติการตรวจจับการชนกันยังใช้บารอมิเตอร์, GPS และไมโครโฟนบน iPhone มีส่วนในการตรวจจับรูปแบบเฉพาะที่ช่วยให้ระบุได้ว่าเกิดเหตุชนกันอย่างรุนแรงหรือไม่

เมื่อ Apple Watch ตรวจจับได้ว่าเกิดเหตุรถชนอย่างรุนแรง อุปกรณ์จะตรวจสอบกับผู้ใช้และโทรหาบริการฉุกเฉินหากพวกเขาไม่ตอบสนองหลังจากนับถอยหลังเป็นเวลา 10 วินาที ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินจะได้รับตำแหน่งอุปกรณ์ของผู้ใช้ ซึ่งจะแชร์กับรายชื่อติดต่อฉุกเฉินของผู้ใช้ด้วย ทั้งหมดนี้ช่วยให้คุณสมบัติการตรวจจับการชนกันบน Apple Watch และ iPhone ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นเพื่อมอบความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อตรวจจับได้ว่าเกิดเหตุรถชนอย่างรุนแรง อินเทอร์เฟซการโทรของบริการฉุกเฉินจะปรากฏบน Apple Watch เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มักจะอยู่ใกล้ตัวผู้ใช้มากที่สุด และการโทรจะเกิดขึ้นบน iPhone หากอยู่ในระยะการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้

โหมดประหยัดพลังงาน

โหมดประหยัดพลังงานใหม่สามารถยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานสูงสุด 36 ชั่วโมงสำหรับ Apple Watch Series 8 เพื่อให้ผู้ใช้ต่อติดกับทุกเรื่องได้นานขึ้น โดยต้องมี iPhone อยู่ด้วย3 โหมดใหม่นี้จะปิดใช้งานหรือจำกัดการทำงานของเซ็นเซอร์และคุณสมบัติบางตัวชั่วคราว รวมถึงจอภาพ Retina แบบติดตลอด การเริ่มออกกำลังกายอัตโนมัติ การแจ้งเตือนสุขภาพหัวใจ และอื่นๆ

watchOS 9

ซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดนำคุณสมบัติใหม่ๆ และประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นมาสู่ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์สวมใส่ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ดังนี้

  • การใช้งานโรมมิ่งในต่างประเทศซึ่งจะพร้อมใช้งานภายในปีนี้ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายเซลลูลาร์ได้เสมอ ขณะเดินทางในต่างประเทศ โดยผู้ใช้สามารถขยายแผนบริการของ iPhone ไปยัง Apple Watch ได้โดยมีค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และจะใช้ได้กับผู้ให้บริการกว่า 30 รายทั่วโลก4
  • ผู้ใช้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AFib สามารถเปิดใช้งานคุณสมบัติประวัติภาวะ AFib5ที่ผ่านการรับรองโดย US FDA และเข้าถึงข้อมูลสำคัญๆ รวมถึงค่าโดยประมาณว่าจังหวะการเต้นของหัวใจแสดงสัญญาณของภาวะ AFib บ่อยแค่ไหน พร้อมดูข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอาการของพวกเขา ผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือนโดยประมาณจากสัปดาห์ก่อน และยังดูประวัติโดยละเอียดได้ในแอปสุขภาพบน iPhone รวมถึงปัจจัยในการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลต่อภาวะ AFib เช่น การนอนหลับ การดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกาย นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF จากแอปสุขภาพบน iPhone พร้อมประวัติโดยละเอียดของภาวะ AFib และปัจจัยในการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถแชร์กับแพทย์และผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างง่ายดายเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพูดคุยได้ละเอียดยิ่งขึ้น คุณสมบัติประวัติภาวะ AFib สุดล้ำใน watchOS 9 ผ่านการรับรองจากหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกและสามารถใช้งานได้ในหลายพื้นที่ โดยจะพร้อมใช้งานในกว่า 100 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย6 แคนาดา ยุโรป ฮ่องกง เม็กซิโก แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และอีกมากมาย
  • และยังมีแอปเข็มทิศที่ออกแบบมาใหม่หมดใน watchOS 9 ที่จะดึงข้อมูลเชิงลึกขึ้นมาแสดงมากขึ้นใน 3 มุมมองที่แตกต่างกัน แอปสามารถแสดงมุมมองแบบผสมที่แสดงทั้งหน้าปัดเข็มทิศแบบอนาล็อกพร้อมๆ กับมุมมองแบบดิจิทัลได้ เมื่อหมุน Digital Crown ผู้ใช้จะเห็นมุมมองอื่นๆ เพิ่มเติมที่แสดงละติจูด ลองจิจูด ระดับความสูง และความชัน รวมทั้งมุมมองสำหรับการใช้เข็มทิศนำทางที่แสดงจุดอ้างอิงเข็มทิศและการติดตามการเดิน คุณสมบัติการติดตามการเดินจะใช้ข้อมูล GPS เพื่อสร้างเส้นทางที่ผู้ใช้เดินผ่านมา ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่หลงทิศหรือหลงทาง และต้องการความช่วยเหลือในการเดินย้อนกลับเส้นทางเดิม โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้คุณสมบัตินี้ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ในพื้นที่อับสัญญาณได้ด้วย คุณสมบัติจุดอ้างอิงเข็มทิศเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วในการปักตำแหน่งหรือจุดสนใจลงในแอปโดยตรง แตะไอคอนจุดอ้างอิงเข็มทิศเพื่อวางจุดอ้างอิง เมื่อเลือกจุดอ้างอิง ก็จะเห็นมุมมองแบบเจาะจงที่แสดงทิศทางของจุดอ้างอิงนั้น รวมถึงระยะทางโดยประมาณว่าจุดอ้างอิงนั้นอยู่ห่างออกไปเท่าไหร่
  • แอปออกกำลังกายใน watchOS 9 มาพร้อมมุมมองใหม่ๆ ในระหว่างเซสชั่น เช่น เซ็กเมนต์ สปลิทส์ และระดับความสูง ซึ่งช่วยมอบข้อมูลการออกกำลังกายที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผู้ใช้ยังสามารถยกระดับการฝึกซ้อมไปอีกขั้นด้วยประสบการณ์การออกกำลังกายขั้นสูงที่มีทั้งโซนอัตราการเต้นของหัวใจ การออกกำลังกายแบบกำหนดเอง ตัววัดเวลาเฉลี่ย และภายในปีนี้ก็จะได้พบกับเส้นทางแข่งขันด้วย ส่วนผู้ที่เป็นนักไตรกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ต้องว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่งต่อเนื่องกันไม่ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ก็มีการออกกำลังกายแบบมัลติสปอร์ตที่จะตรวจจับโดยอัตโนมัติแล้วสลับระหว่างการออกกำลังกายแต่ละประเภทได้ง่ายๆ และwatchOS 9 ก็มาพร้อมข้อมูลและคุณสมบัติเพิ่มเติมที่จะช่วยติดตามว่าผู้ใช้วิ่งอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน โดยค่าฟอร์มการวิ่งใหม่ๆ ที่สามารถเพิ่มลงในมุมมองขณะออกกำลังกายได้มีทั้งความยาวก้าว ระยะเวลาสัมผัสพื้น และการกระเด้งตัวในแนวดิ่ง
  • และในวันนี้ การติดตามการนอนหลับบน watchOS 9 จะแสดงข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นด้วยคุณสมบัติระยะของการนอนหลับใหม่ Apple Watch สามารถประเมินได้ว่าผู้ใช้อยู่ในระยะหลับฝัน หลับจริง หรือหลับลึกด้วยการใช้สัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลระยะของการนอนหลับได้โดยตรงบน Apple Watch ในแอปการนอนหลับและยังดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในแอปสุขภาพบน iPhone ซึ่งรวมถึงแผนภูมิระยะการนอนหลับแบบอินเทอร์แอคทีฟ ตลอดจนเวลานอนหลับควบคู่ไปกับอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจในแผนภูมิเปรียบเทียบการนอนหลับ
  • ประสบการณ์แอปติดตามการทานยาใหม่บน Apple Watch และ iPhone ช่วยให้ผู้ใช้จัดการและติดตามการทานยา วิตามิน และอาหารเสริม ทั้งยังให้พวกเขาสร้างรายการยา กำหนดเวลาและรายการเตือนความจำ พร้อมทั้งดูข้อมูลเกี่ยวกับยาของพวกเขาได้ในแอปสุขภาพ7

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Apple Watch Series 8

Apple Watch Series 8 จะวางจำหน่ายในตัวเรือน สี และสายแบบต่างๆ เพื่อให้เข้ากับสไตล์ที่หลากหลาย Apple Watch Series 8 มาในตัวเรือนอะลูมิเนียมและสแตนเลสสตีลในสองขนาด ได้แก่ ขนาด 41 มม. และ 45 มม. และสามารถใช้ได้กับสายทั้งหมด ตัวเรือนอะลูมิเนียมสำหรับ Apple Watch Series 8 มาในสีสตาร์ไลท์ สีมิดไนท์ สีเงิน และรุ่น (PRODUCT)RED ในขณะที่ตัวเรือนสแตนเลสสตีลมาในสีเงิน สีกราไฟต์ และสีทอง คุณสามารถจับคู่ Apple Watch Series 8 กับสายใดก็ได้ในคอลเลกชั่นเดียวกันด้วย Apple Watch Studio 

Apple Watch Nike และ Apple Watch Hermès ก็จะเปิดตัวสายนาฬิกาและหน้าปัดใหม่ภายในปีนี้เช่นกัน Nike มาพร้อมสายแบบ Sport Band ใหม่ในสีสันสดใสและสายแบบ Sport Loop ใหม่พร้อมโลโก้ “Just Do It” ที่ถักทอลงบนสาย ภายในปีนี้ ผู้ใช้ Apple Watch ที่ใช้ watchOS 9 แม้แต่ผู้ที่ไม่มีรุ่น Nike จะสามารถเข้าถึงหน้าปัดนาฬิกา Nike ได้ทั้งหมดรวมไปถึงสีสันสดใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในหน้าปัด Bounce

Nike มาพร้อมสายแบบ Sport Band ใหม่ในสีสันสดใสและสายแบบ Sport Loop ใหม่พร้อมโลโก้ “Just Do It” ที่ถักทอลงบนสาย

Apple Watch Hermès พร้อมเปิดตัวสายใหม่ 2 สาย ได้แก่ สายแบบ H Diagonal ที่เกิดจากการฉลุหนังให้เป็นรูเล็กๆ หลายร้อยรูเพื่อรังสรรค์สัญลักษณ์ตัว H ของ Hermès ในลวดลายแบบสปอร์ต และสายแบบ Gourmette Metal ที่โดดเด่นด้วยห่วงโซ่สแตนเลสขัดเงาและหนังสี Noir ที่พันรอบข้อมือสองครั้ง หน้าปัดนาฬิกา Hermès แบบใหม่ที่ดูโดดเด่นแปลกตาในชื่อว่า Lucky Horse ช่วยเติมเต็มสายนาฬิกาใหม่ๆ ได้อย่างสวยงามลงตัวพร้อมทั้งยกย่องการขี่ม้าซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ด้วยม้าที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งจะหลับใหลเมื่อผู้ใช้ลดข้อมือลงและมีชีวิตชีวาเมื่อยกข้อมือขึ้น

Apple Watch SE 

Apple Watch SE ใหม่มาพร้อมคุณสมบัติขั้นสูงในราคาใหม่ที่ถูกลงกว่าเดิม และยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมให้ผู้ใช้ได้เริ่มต้นเส้นทางของ Apple Watch, ใช้งานคุณสมบัติการตั้งค่าครอบครัว หรือมอบเป็นของขวัญให้คนที่รัก การอัปเกรดที่ทรงพลังรวมถึงโปรเซสเซอร์แบบ Dual-core ของ SiP รุ่น S8 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ Apple Watch Series 8 และ Apple Watch Ultra ทำให้ Apple Watch SE เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าสูงสุด 20% ทั้งยังมาพร้อมคุณสมบัติการตรวจจับการชนกันและการใช้งานโรมมิ่งในต่างประเทศอีกด้วย

Apple Watch SE ยังคงดีไซน์ตัวเรือนแบบเดิมเอาไว้ แต่ครั้งนี้มาพร้อมฝาหลังตัวเรือนที่ได้รับการออกแบบใหม่ในสีที่เข้ากันโดยใช้วัสดุผสมไนลอน ซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าที่เคย นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านฟิตเนสและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นใน watchOS 9 แล้ว ผู้ใช้ Apple Watch SE ยังจะได้รับประโยชน์จากแอปเข็มทิศใหม่อีกด้วย Apple Watch SE มาในตัวเรือนอะลูมิเนียมขนาด 40 มม. และ 44 มม. ในสีมิดไนท์ สีสตาร์ไลท์ และสีเงิน และสามารถใช้ได้กับสายทั้งหมด 

คุณสมบัติการตั้งค่าครอบครัวช่วยให้สมาชิกครอบครัวที่ไม่มี iPhone เป็นของตัวเองสามารถรับประโยชน์และเพลิดเพลินกับคุณสมบัติของ Apple Watch ได้

Apple Watch กับสิ่งแวดล้อม 

Apple Watch Series 8 และ Apple Watch SE ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั้งสองรุ่นผลิตด้วยอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ในตัวเรือน, ทังสเตนรีไซเคิล 100% ใน Taptic Engine รวมถึงการใช้แร่โลหะหายากที่ผ่านการรีไซเคิล 100% ในแม่เหล็กทุกชิ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Apple Watch ที่ทั้งสองรุ่นใช้ทองคำรีไซเคิล 100% ในการเคลือบแผงวงจรพิมพ์หลายชิ้นบน Apple Watch Series 8 และการเคลือบ SiP บน Apple Watch SE ใหม่

ทั้งสองรุ่นยังปราศจากสารปรอท, BFR, PVC และเบริลเลียมอีกด้วย บรรจุภัณฑ์ของ Apple Watch ไม่มีพลาสติกหุ้มชั้นนอกและใช้เยื่อไม้เป็นหลักอย่างน้อย 90% จึงทำให้ Apple เข้าใกล้เป้าหมายของบริษัทมากยิ่งขึ้น นั่นคือการเลิกใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2025

วันนี้การดำเนินงานของบริษัท Apple ทั่วโลกมีความเป็นกลางทางคาร์บอน และภายในปี 2030 เราวางแผนที่จะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน 100% ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงซัพพลายเชนการผลิตและวงจรชีวิตของสินค้าทั้งหมด นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ Apple ทุกเครื่องที่จำหน่ายจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การประกอบ การขนส่ง การใช้งานของลูกค้า การชาร์จ ตลอดจนการรีไซเคิลและการคัดแยกวัสดุ

ความเป็นส่วนตัว

ความเป็นส่วนตัวเป็นพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาคุณสมบัติสุขภาพทั้งหมดของ Apple และเมื่อ iPhone ของผู้ใช้ถูกล็อคด้วยรหัสผ่าน, Touch ID หรือ Face ID ข้อมูลสุขภาพและฟิตเนสทั้งหมดที่อยู่ในแอปสุขภาพก็จะถูกเข้ารหัส โดยไม่รวมข้อมูล ID ทางแพทย์ไปด้วย นอกจากนี้ข้อมูลสุขภาพใดๆ ก็ตามที่สำรองไว้ใน iCloud ก็จะได้รับการเข้ารหัสทั้งในระหว่างรับส่งและเมื่ออยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple เมื่อใช้ iOS และ watchOS ด้วยการตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัยและรหัสผ่านตามค่าเริ่มต้น ข้อมูลแอปสุขภาพที่ซิงค์กับ iCloud จะได้รับการเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง นั่นหมายความว่า Apple จะไม่มีคีย์ในการถอดรหัสข้อมูลและไม่สามารถอ่านข้อมูลใดๆ ได้

ราคาและความพร้อมในการวางจำหน่าย

  • Apple Watch Series 8 และ Apple Watch SE จะพร้อมให้สั่งซื้อในเร็วๆ นี้ในราคาเริ่มต้นที่ 15,900 บาท และ 9,900 บาท
  • watchOS 9 จะพร้อมใช้งานสำหรับ Apple Watch Series 4 และใหม่กว่า ในวันจันทร์ที่ 12 กันยายน และต้องใช้กับ iPhone 8 หรือใหม่กว่า และ iPhone SE (รุ่นที่ 2) หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 16 คุณสมบัติบางประเภทอาจใช้ไม่ได้ในอุปกรณ์บางเครื่องและในบางภูมิภาค

เกี่ยวกับ Apple Apple ได้ปฏิวัติเทคโนโลยีส่วนบุคคลด้วยการเปิดตัว Macintosh สู่ท้องตลาดตั้งแต่ปี 1984 ในวันนี้ Apple คือผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมด้วย iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ Apple TV แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ทั้ง 5 แพลตฟอร์มของ Apple ได้แก่ iOS, iPadOS, macOS, watchOS และ tvOS มอบประสบการณ์การใช้งานอย่างต่อเนื่องบนอุปกรณ์ต่างๆ ของ Apple ทั้งหมด พร้อมเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้คนด้วยบริการที่ก้าวล้ำอย่าง App Store, Apple Music, Apple Pay และ iCloud พนักงานของ Apple กว่า 100,000 คนทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดระดับโลก และทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

  1. แอปการติดตามรอบเดือนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ การรักษา หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์อื่นๆ รวมถึงการคุมกำเนิด และการสนับสนุนการตั้งครรภ์
  2. คุณสมบัติการติดตามค่าอุณหภูมิไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ การรักษา หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์อื่นๆ
  3. แบตเตอรี่ของ Apple Watch Series 8 สามารถใช้งานได้สุงสุด 36 ชั่วโมงเมื่อใช้งานตามปกติโดยที่มี iPhone อยู่ด้วย 
  4. การใช้งานโรมมิ่งในต่างประเทศมีให้บริการบน Apple Watch SE, Apple Watch Series 8 และ Apple Watch Ultra และรุ่นเซลลูลาร์ทั้งหมดตั้งแต่ Apple Watch Series 5 เป็นต้นไปที่ใช้ watchOS 9 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ apple.com/th/watch/cellular
  5. ประวัติภาวะ AFib ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่มีอายุ 22 ปีขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
  6. พร้อมให้ใช้งานในออสเตรเลียภายในปีนี้
  7. อย่างไรก็ดีไม่ควรใช้คุณสมบัติการติดตามการทานยาแทนการตัดสินใจทางการแพทย์โดยผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลเพิ่มเติมมีอยู่บนฉลากยา แต่โปรดปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพก่อนตัดสินใจในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณ

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/apple-unveils-the-new-apple-watch-series-8-and-apple-watch-se/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-unveils-the-new-apple-watch-series-8-and-apple-watch-se

Apple Watch SE รุ่นที่สอง ใช้ชิปรุ่นเดียวกับ Watch 8 ราคาเริ่ม 249 ดอลลาร์

แอปเปิลเปิดตัวนาฬิกา Apple Watch SE รุ่นที่สอง อัพเกรดชิปภายใน SiP 8 รุ่นเดียวกับ Apple Watch 8 ที่เปิดตัวมาพร้อมกัน ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น 20% เทียบกับ SE รุ่นก่อนหน้านี้ พร้อมกับฟีเจอร์ตรวจจับอุบัติเหตุรถยนต์

Apple Watch SE รุ่นที่สองมี 3 สี คือ Midnight, Starlight, และ Silver รุ่นนี้ตัวถังด้านหลังจะสีตรงกัน

เปิดให้สั่งในสหรัฐฯ แล้ว และเริ่มวางขายจริง 16 กันยายนนี้ ราคาเริ่มต้น 249 ดอลลาร์สำหรับรุ่นธรรมดาและ 299 สำหรับรุ่นเซลลูลาร์ เทียบกับ SE รุ่นแรกที่เริ่มต้น 279 ดอลลาร์แล้วถูกลงพอสมควร

ที่มา – TechCrunch, MacRumors

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130274

จีนเริ่มออกกฎห้ามเด็กนักเรียนพกสมาร์ทวอชท์มาโรงเรียน – หวั่นกระทบการเรียนรู้และพัฒนาการ

ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายรายประสบความสำเร็จในตลาดสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กเป็นอย่างมากในช่วงหลัง โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้อาจต้องสะดุดลง เนื่องจากรัฐบาลจีนเล็งเห็นว่า สิ่งนี้อาจเป็นตัวขัดขวางพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวด้านสุขภาพที่อาจรั่วไหลอีกด้วย

เดิมที จีนมีกฎห้ามเด็กนักเรียนพกโทรศัพท์ไปโรงเรียนโดยไม่ขออนุญาตอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลในมณฑลฟูเจี้ยนได้ผ่านข้อบังคับใหม่ กำหนดว่าหลังจากวันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป จะไม่อนุญาตให้นักเรียนในระดับชั้นอนุบาล ประถม และมัธยมต้นนำสมาร์ทวอทช์มาโรงเรียน ถือเป็นแห่งแรกที่มีการนำกฎนี้มาใช้

สมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กนั้นมีราคาถูก เริ่มต้นแค่ประมาณ 1 พันบาท ทำให้เข้าถึงได้ง่าย และในขณะเดียวกันก็ได้ฟีเจอร์ครบครันต่อการใช้งานของเด็ก ๆ ซึ่งมีหลายรุ่นที่รองรับ 4G หรือ 5G เล่นเน็ต ลงแอป มีกล้องสำหรับคุยวิดีโอคอล แทบไม่ต่างอะไรกับสมาร์ทโฟนที่มาในรูปร่างของนาฬิกา โดยเฉพาะฟีเจอร์ด้านการแชตผ่านแอป Weiliao นั้นเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ทำให้มันได้รับความนิยมอย่างมาก ถึงขนาดที่สื่อจีนบางแห่งวิเคราะห์ว่าอาจส่งผลกระทบต่อแอป WeChat ในอนาคตได้เลย

ปัจจุบัน XTC บริษัทลูกของ BBK Electronics ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กในจีนมากที่สุดที่ 30% ถัดลงมาคือ HUAWEI และ Beijing Qi Bao ที่มีส่วนแบ่ง 20 และ 10% ตามลำดับ หากรัฐบาลจีนมีการนำกฎข้างต้นไปใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นนอกเหนือจากในฟูเจี้ยน บริษัททั้ง 3 นี้คงได้รับผลกระทบกับการสูญเสียรายได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ที่มา : Nikkei

from:https://droidsans.com/china-children-smartwatch-prohibit/

realme Watch 3 Pro สมาร์ทวอทช์เรือธงเตรียมเปิดตัวที่อินเดีย 6 กันยายนนี้

ในงานเปิดตัว realme 9i 5G และหูฟังไร้สาย realme TechLife Buds T100 ที่อินเดียเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่า realme จะเปิดตัว realme Watch 3 Pro สมาร์ทวอทช์เรือธงรุ่นใหม่ในงานนี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดตัว ล่าสุดบริษัทได้ปล่อยทีเซอรร์เผยวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ realme Techlife ได้ทวีตภาพทีเซอร์เตรียมเปิดตัว realme Watch 3 Pro อย่างเป็นทางการที่ประเทศอินเดียในวันที่ 6 กันยายน เวลา 12.30 น. ซึ่งตรงกับบ้านเราเวลา 14.00 น.

โดยในภาพทีเซอร์ยังเผยให้เห็นดีไซน์ของ realme Wacth 3 Pro ที่มาพร้อมตัวเรือนหน้าปัดสี่เหลี่ยมขอบมน และสายรัดข้อมือแบบหนังที่มีให้เลือก 2 สีคือ สีดำ และสีขาว

realme Watch 3 Pro

สำหรับสเปกของ realme Watch 3 Pro คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED เพื่อรักษาการใช้พลังงานให้ต่ำ ทำให้สมาร์ทวอทช์มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยมีขนาด 1.78 นิ้ว ความละเอียด 368 x 448 พิกเซล อัตราส่วนจอต่อเครื่องที่ 68.7% อัตรารีเฟรชเรท 60Hz และความสว่าง 500 nits

นอกจากนี้ตัวเรือนและปุ่มกดควบคุมการใช้งานด้านขวาจะใช้วัสดุที่ทำจากโลหะ รวมทั้งมีคุณสมบัติการโทรด้วยเสียงผ่านทาง Bluetooth และติดตั้ง GPS ในตัว

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-watch-3-pro-to-be-launched-on-september-6/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-watch-3-pro-to-be-launched-on-september-6