คลังเก็บป้ายกำกับ: WI-FI_6

ไทยเตรียมใช้ Wi-Fi 6GHz หลัง กสทช. เผยแนวทางใช้คลื่นความถี่เพิ่มเติม ใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

จากที่ประเทศไทยใช้งาน Wi-Fi คลื่นความถี่ย่าน 5GHz มาอย่างยาวนาน ปีนี้ก็ได้มีการออกระเบียบคลื่นแบบใหม่จาก กสทช. อนุญาตให้ใช้บางส่วนของคลื่น 6GHz ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมให้ผู้ใช้งานในไทยปรับตัวมาใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รองรับคลื่นความถี่ใหม่ได้ในอนาคตครับWi-Fi Alliance เคยเปิดตัว Wi-Fi 6E ที่ใช้คลื่นความถี่ 6 GHz ไปตั้งแต่ปี 2020 แต่ทางฝั่งผู้บริโภคก็มีการขยับขับเคลื่อนเพื่อหันมาใช้เทคโนโลยีใหม่กันค่อนข้างช้า อย่างตอนนี้คนส่วนมากก็ยังใช้ Wi-Fi  2.4GHz และ 5GHz กันอยู่เลย

ล่าสุดในปีนี้ กสทช. ก็ได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz และมีมติเห็นชอบให้คลื่นความถี่ย่าน 5.925 – 6.425 GHz สามารถใช้กันได้เป็นการทั่วไปโดยไม่ต้องขออนุญาต (License-exempt) ส่วนย่านที่สูงไปกว่านั้น  6.425-7.125 GHz ยังคงอยู่ในช่วงพิจารณา

ทั้งนี้ คาดว่าคลื่นความถี่ย่าน 5.925 – 6.425 GHz จะมีข้อกำหนดให้ใช้กำลังส่งชนิด Indoor 250 mW (E.I.R.P) แบบ outdoor ใช้กำลังส่งได้ 25 mW (E.I.R.P) แต่ข้อมูลส่วนนี้ ถือเป็นข้อมูลทางเทคนิคจากความเห็นสาธารณะ ยังคงต้องรอประกาศจากกสทช. อย่างเป็นทางการอยู่ดี แต่ที่แน่  ๆ คือประเทศไทยเข้าใกล้การใช้งานคลื่นสัญญาณ 6GHz เข้าไปเรื่อย ๆ แล้ว ซึ่งก็จะลดปัญหาการเชื่อมต่อในสถานที่ที่มีคนเยอะ ๆ อุปกรณ์มาก ๆ ด้วยการกระเถิบไปใช้ช่องการเชื่อมต่อบนคลื่นอื่นนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การใช้งานดี ๆ รอเราอยู่อีกมากมายครับ

ที่มา กสทช., Suebsak Suebpakdee

from:https://droidsans.com/wifi-6ghz-available-soon-thailand/

แนะนำนวัตกรรม Networking & Cabling ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

อัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านเครือข่ายล่าสุดสำหรับ Campus, Edge, Data Center และ Branch ไม่ว่าจะเป็น 5G, Software-defined Networking, SD-WAN, Wi-Fi 6 และ Cabling รวมไปถึงการทำ Network Modernization เพื่อพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Digital Workplace ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 3: Networking

13:30 – 14:00 พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ 5G อัจฉริยะ
คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager, AIS Business
14:00 – 14:30 Software-defined Networking แบบ Multi-domain สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
คุณธิติ พิพัฒน์ธนวงศ์ Enterprise Networking Product Sales Specialist, Cisco
14:30 – 15:00 ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization
คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand), HPE Aruba
15:00 – 15:30 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
15:30 – 16:00 ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล
คุณสมยศ อุดมนิโลบล Country Manager, Alcatel-Lucent Enterprise
16:00 – 16:30 พลิกโฉมระบบเครือข่ายสู่การเชื่อมต่อแห่งอนาคต
คุณพงศ์ภวัน พูนประชา System Engineer (Thailand), CommScope และคุณธีระพล สุขประไพพัฒน์ System Engineer (Thailand & Myanmar), Ruckus
16:30 – 17:00 Lucky Draw และกล่าวปิดงานโดย TechTalkThai

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-3-networking/

5 ตัวรับสัญญาณ WiFi น่าซื้อ ต่อพีซีเล่นเกมดีเปิดเว็บลื่นไม่ง้อ LAN เริ่มแค่ 1,090 บาท

ตัวรับสัญญาณ WiFi ดีๆ ไม่ต้องง้อสาย LAN ก็เล่นเกมได้ลื่นสะใจ!

Share image Edit Name 2wifi 1

ปัจจุบันหลังจาก Router ได้รับการพัฒนาให้รับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ดีและเสถียรขึ้น ผู้ใช้หลายๆ คนก็หันมาซื้อตัวรับสัญญาณ WiFi ไปใช้กับพีซีของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแบบ USB หรือ PCIe ต่อเข้ากับเมนบอร์ดโดยตรงก็ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยข้อดีของ PCIe WiFi คือ เราไม่ต้องเสียเวลาจัดการหรือลากสาย LAN จาก Router มาต่อที่คอมพิวเตอร์ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตได้ทันทีไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นเกมก็ได้ไม่มีปัญหา

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ WiFi เป็นหลัก ถ้าได้ Router ประสิทธิภาพสูงมาแล้ว ก็ต้องหาตัวรับสัญญาณ WiFi คุณภาพดีมาใช้งานด้วย ซึ่งในมุมของผู้เขียน ควรยืนพื้นด้วย WiFi 5 ขึ้นไป หากได้ WiFi 6 หรือ 6E มาเลย ก็ยิ่งดี เพราะสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเสถียรขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองก็เคยอธิบายถึงข้อมูลและเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ WiFi เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หากสนใจสามารถอ่านบทความดังกล่าวได้ที่นี่

ตัวรับสัญญาณ WiFi

สเปคตัวรับสัญญาณ WiFi Connectivity Bands Technology OS ที่รองรับ ราคา
(บาท)
Intel AX210 Pro WiFi 6E Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

2.4GHz

5GHz

6GHz

160Mhz

MU-MIMO

OFDMA

Intel vPro

Windows 10 (64-bit)

Chrome OS

Linux

1,090
TP-Link Archer TX55E Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

2.4GHz
574 Mbps

5GHz
2,402 Mbps

MU-MIMO

OFDMA

Intel vPro

WPA3

Windows 10 (64-bit) 1,390
ASUS PCE-AX3000 Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

2.4GHz
867 Mbps

5GHz
2,402 Mbps

160Mhz

MU-MIMO

OFDMA

Intel vPro

WPA3

Windows 10 (64-bit)

Linux Kernel 5.1

1,390
CF-AX210 Pro Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

2.4GHz

5GHz

6GHz

160Mhz

MU-MIMO

OFDMA

Intel vPro

Windows 10

Linux

Chrome OS

1,590
TP-LINK Archer TX3000E Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

2.4GHz

5GHz

MU-MIMO

OFDMA

Intel vPro

WPA3

Windows 10 (64-bit) 1,879

5 ตัวรับสัญญาณ WiFi คุณภาพดี ทำงานดีเล่นเกมลื่นไม่มีปัญหากวนใจแน่นอน!

หากผู้ใช้คนไหนมองหาตัวรับสัญญาณ WiFi มาต่อเข้ากับพีซี ไม่ว่าจะใช้เป็นช่องทางหลักตอนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือใช้ควบคู่กับ LAN เป็นตัวสำรองก็ตาม หากคิดจะซื้อมาใช้งานก็แนะนำให้ดูเป็น WiFi 6 หรือ 6E ไปเลยจะดีที่สุด จะได้ใช้งานเทคโนโลยีล่าสุดไปเลย โดยทั้ง 5 รุ่นแนะนำมีดังนี้

  1. Intel AX210 Pro WiFi 6E (1,090)
  2. TP-Link Archer TX55E (1,390 บาท)
  3. ASUS PCE-AX3000 (1,390 บาท)
  4. CF-AX210 Pro (1,590 บาท)
  5. TP-LINK Archer TX3000E (1,879 บาท)
1. Intel AX210 Pro WiFi 6E (1,090)

7607e15cf6b1f148a0851aa466223bc0

Intel AX210 Pro WiFi 6E ชิ้นนี้จะเป็น WiFi PCIe แบบ OEM สำหรับพีซีเป็นหลัก ใช้ชิป Intel AX210 รับสัญญาณ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax จึงจับคลื่นได้กว้างขวางตั้งแต่ 2.4GHz, 5GHz, 6GHz แบนด์วิธ 160MHz มีเทคโนโลยีรับส่งข้อมูลครบถ้วนทั้ง MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro และรองรับ Bluetooth 5.2 อีกด้วย ตัวการ์ด WiFi นี้ติดตั้งซิ้งค์ระบายความร้อนมาให้และมีเสาอากาศรับสัญญาณแยกพิเศษให้วางในจุดที่ไม่มีสิ่งกีดขวางให้รับสัญญาณได้ดีสุด ใช้กับระบบปฏิบัติการได้หลากหลาย ได้แก่ Windows 10 (64-bit), Chrome OS, Linux เป็นต้น หากใครไม่เกี่ยงว่าเป็นสินค้า OEM เน้นว่าต้องการสินค้าดีราคาไม่แพงมากก็เริ่มต้นกับตัวนี้ก่อนได้เลย

สเปคของ Intel AX210 Pro WiFi 6E
  • Connectivity : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Bands : 2.4GHz, 5GHz, 6GHz แบนด์วิธ 160MHz
  • Technology : MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro
  • OS ที่รองรับ : Windows 10 (64-bit), Chrome OS, Linux
  • Price : 1,090 บาท (tichakorn.ch Shopee Recommend)
2. TP-Link Archer TX55E (1,390 บาท)

Archer TX55E overview normal 20220511090800u

TP-Link Archer TX55E เป็นตัวรับสัญญาณ WiFi น่าใช้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน โดยตัวการ์ดจะติดตั้งฮีตซิ้งค์ระบายความร้อนและเสาอากาศมาให้อีกคู่ ใช้ชิปเซ็ต Intel Wi-Fi 6 รับสัญญาณ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax จับคลื่น 2.4GHz, 5GHz ได้หมด โดยความเร็วสูงสุดที่รับได้ของคลื่น 5GHz อยู่ที่ 2,402 Mbps และ 2.4GHz อยู่ที่ 574 Mbps มีเทคโนโลยีรับส่งข้อมูลครบถ้วนทั้ง MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro และมีฟังก์ชั่นรักษาความปลอดภัย WPA3 รองรับ Bluetooth 5.2 อีกด้วย แต่จุดสังเกต คือ ตัวการ์ดนี้จะรองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows 10 (64-bit) ขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็ซื้อ WiFi Card ของแบรนด์นี้มาต่อกับเกมมิ่งพีซีส่วนตัวไว้ทำงานและเล่นเกมก็ถือว่าประสิทธิภาพดีรับส่งข้อมูลได้เสถียรทีเดียว สามารถซื้อมาใช้งานได้เลย ไม่ต้องกังวล

สเปคของ TP-Link Archer TX55E
  • Connectivity : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Bands : 2.4GHz ที่ 574 Mbps, 5GHz ที่ 2,402 Mbps
  • Technology : MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro, WPA3 
  • OS ที่รองรับ : Windows 10 (64-bit) ขึ้นไป
  • Price : 1,390 บาท (satitjaichumni Shopee Recommend)
3. ASUS PCE-AX3000 (1,390 บาท)

ด้านแบรนด์ผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่าง ASUS ก็มี ASUS PCE-AX3000 ให้เลือกซื้อไปติดตั้งในเครื่องเช่นกัน แต่ตัว PCIe Card นี้จะไม่มีฮีตซิ้งค์ติดตั้งมาให้เหมือนรุ่นอื่น ส่วนการรับส่งข้อมูลเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax จับคลื่น 2.4GHz ความเร็วสูงสุด 867 Mbps, 5GHz ความเร็วสูงสุด 2,402 Mbps แบนด์วิธ 160MHz มีเทคโนโลยีรับส่งข้อมูล MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro, WPA3 และรองรับ Bluetooth 5.0 ได้ รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 (64-bit) และ Linux Kernel 5.1 ขึ้นไป ซึ่งชื่อชั้นของแบรนด์ ASUS ก็จัดว่าดีไว้ใจได้ ถ้าจะซื้อมาใช้งานก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS PCE-AX3000
  • Connectivity : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Bands : 2.4GHz ที่ 867 Mbps, 5GHz 2,402 Mbps แบนด์วิธ 160MHz
  • Technology : MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro, WPA3 
  • OS ที่รองรับ : Windows 10 (64-bit), Linux Kernel 5.1 ขึ้นไป
  • Price : 1,390 บาท (Jedicool Shopee Mall)
4. CF-AX210 Pro (1,590 บาท)

fb6b1f11ab385690e2cdd16c3f585b6c

CF-AX210 Pro เป็นตัวรับสัญญาณ WiFi แบบ OEM อีกแบรนด์ที่น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งตัวการ์ดติดตั้งชิป Intel AX210 มาให้ รับสัญญาณ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รับคลื่น 2.4GHz, 5GHz, 6GHz ได้ มีแบนด์วิธ 160MHz มีเทคโนโลยี MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัว ติดตั้งฮีตซิ้งค์ระบายความร้อนมาให้เสร็จสรรพแต่เสาอากาศจะเป็นแบบติดหลังการ์ดไม่ใช่แบบต่อสายไฟลากเสาอากาศแยกออกมา รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10, Linux, Chrome OS ครบถ้วน จัดเป็น Wi-Fi PCIe Card ที่น่าสนใจอีกรุ่นเลย แม้จะเป็น OEM ก็น่าซื้อมาใช้งานเช่นกัน

สเปคของ CF-AX210 Pro
  • Connectivity : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Bands : 2.4GHz, 5GHz, 6GHz แบนด์วิธ 160MHz
  • Technology : MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro
  • OS ที่รองรับ : Windows 10, Linux, Chrome OS
  • Price : 1,590 บาท (Silicon Gadgets Shopee Recommend)
5. TP-LINK Archer TX3000E (1,879 บาท)

2 normal 1566801264506f

TP-LINK Archer TX3000E รุ่นนี้เป็นตัวรับสัญญาณ WiFi เพื่อเกมมิ่งพีซีโดยเฉพาะ โดยตัวนี้ทาง TP-Link ออกแบบให้มันลดค่า Latency ได้มากกว่าปกติ ซึ่งตัวการ์ดนี้รับสัญญาณ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax จับคลื่น 2.4GHz อยู่ที่ 574 Mbps, 5GHz อยู่ที่ 2,402 Mbps รองรับเทคโนโลยีรับส่งข้อมูล MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro, WPA3 และรองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย ส่วนดีไซน์ตัวการ์ดจะติดตั้งฮีตซิ้งค์ระบายความร้อนและต่อเสาสัญญาณยาวออกมาจากตัวเครื่องให้ตั้งในจุดรับสัญญาณได้ดีที่สุด รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 (64-bit) ขึ้นไป ถ้าใครหาตัวรับสัญญาณ WiFi ดีๆ มาต่อเกมมิ่งพีซีสักตัว ก็น่าซื้อตัวนี้ไปใช้งานเช่นกัน

สเปคของ TP-LINK Archer TX3000E
  • Connectivity : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Bands : 2.4GHz, 5GHz 
  • Technology : MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro, WPA3
  • OS ที่รองรับ : Windows 10 (64-bit) ขึ้นไป
  • Price : 1,879 บาท (satitjaichumni Shopee Recommend)

praveen kumar mathivanan yqLrqIsl294 unsplash scaled e1660723141722

จะเห็นว่าตัวรับสัญญาณ WiFi ในปัจจุบันนี้ขอแค่เป็น Wi-Fi 6 ขึ้นไป ก็จัดว่ามีประสิทธิภาพดีไว้ใจได้ จะใช้ทำงานหรือเล่นเกมก็ลื่นไหลไม่แพ้การต่อสาย LAN อย่างแน่นอน ขอแค่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวเสาสัญญาณกับตัว Router ให้น้อยที่สุดเท่านี้ก็ใช้งานได้ดีมากแล้ว และปัญหาเรื่องสัญญาณไม่เสถียรหรือหลุดบ่อยก็จะไม่มีมากวนใจอย่างแน่นอน

ข้อดีของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi นั้น คือเราไม่ต้องลากสาย LAN ให้วุ่นวาย จะตั้งเกมมิ่งพีซีเอาไว้ตรงไหนก็สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้สะดวกเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าบ้านไหนไม่สะดวกลากสาย LAN ล่ะก็ ผู้เขียนแนะนำให้ตัดปัญหาโดยหา Wi-Fi PCIe Card คุณภาพดีสักตัวมาต่อคอม เท่านี้ก็สมบูรณ์แบบ


บทความที่เกี่ยวข้อง

wifi cover

wifi new cover

usb wifi cover

from:https://notebookspec.com/web/661869-5-wifi-pcie-for-your-pc

[รีวิว] HP ProBook x360 435 G9 – Notebook และ Tablet ในเครื่องเดียว

HP ProBook x360 435 G9 – ออกแบบที่เพรียวบาง โฉบเฉี่ยว และบานพับแบบ 360° เป็นทั้ง Notebook และ Tablet ขนาด 13.3 นิ้ว สำหรับพนักงานที่ต้องทำงานโดยไม่ติดอยู่กับที่เมื่อต้องออกนอกสถานที่เพื่อธุรกิจที่กำลังเติบโต ผสมผสานการออกแบบด้วยน้ำหนักเบาและอัปเกรดได้ พร้อมด้วยประสิทธิภาพการทำงานด้านธุรกิจ พร้อมการรักษาความปลอดภัย และทนทาน แล็ปท็อป HP ProBook x360 435 G9 มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย HP Wolf Security for Business ซึ่งช่วยป้องกันภัยคุกคามป้องกันมัลแวร์ และป้องกันตัวเองด้วยการกำหนดค่าเดียวและใช้งานง่าย

จุดเด่นของ HP ProBook x360 435 G9

HP ProBook x360 435 G9 มีความเด่นเรื่องบางเบาโฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับการพกพาไปได้ทุกสถานที่ สามารถปรับหมุน 360 องศาเพื่อแปลงโฉมจาก Notebook กลายเป็น Tablet เพิ่มความหลากหลายในการใช้งานได้มากกว่าการเป็นแล็ปท็อปทั้งโต๊ะ ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุโลหะเน้นความทนทานรองรับการทำงานในระดับ Business ภายใต้ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสัมผัสเพื่อความยืดหยุ่นที่สอดคล้องกับโหมด Tablet ได้อย่างลงตัว

Versatile 360° design

HP ProBook x360 435 G9 บางเฉียบและทันสมัยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานให้สอดคล้องกับ Versatile 360° design สามารถปรับหมุนได้ 360 องศารอบทิศทาง ปรับให้เข้ากับทุกอริยาบทของวันทำงาน

HP ProBook x360 Touchscreen

หน้าจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้ว มาพร้อมระบบสัมผัส Touchscreen แบบ diagonal BrightView UWVA FHD (1920×1080) Touchscreen, ระดับความสว่างของหน้าจอ 250 nits, HD Webcam

เพื่อประสิทธิภาพของธุรกิจที่แข็งแกร่ง:

ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานด้วยโปรเซสเซอร์ AMD ล่าสุด และการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 พร้อม HP Extended Range Wireless LAN

ได้รับการป้องกันที่ชาญฉลาดโดย HP Wolf Security:

HP Wolf Security for Business มาพร้อมกับคุณสมบัติการรักษาความปลอดภัยที่มีความยืดหยุ่นสูงในระดับฮาร์ดแวร์ และมีชั้นปราการป้องกันทั่วทั้งตัวเครื่องไปจนถึงระบบปฏิบัติการ

  • HP Wolf Security for Business – สร้างการป้องกันที่ยืดหยุ่นตลอดเวลา ตั้งแต่ BIOS ไปจนถึงเบราว์เซอร์ และระบบปฏิบัติการ โซลูชันที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้จะช่วยปกป้องพีซีจากภัยคุกคามสมัยใหม่
  • HP Pro x360 435 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน มีความทนทาน แต่มีขนาดที่บางและเบา ด้วยการออกแบบตัวเครื่องและฝาครอบด้านบนด้วยอะลูมิเนียมชุบผิว
  • มาพร้อมนวัตกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จาก HP ด้วยแอปพลิเคชัน myHP แอปเดียวนี้มีการเข้าถึงการตั้งค่าสำหรับเสียง วิดีโอ การตั้งค่าโปรแกรม และอื่นๆ
  • มัลแวร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และโปรแกรมป้องกันไวรัสแบบเดิมไม่สามารถรับรู้การโจมตีใหม่ๆ ได้เสมอไป ปกป้องพีซีจากการโจมตีรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย HP Sure Sense ซึ่งใช้ระบบ AI การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการป้องกันมัลแวร์ระดับขั้นสูงที่ยอดเยี่ยม
  • การโจมตีของเฟิร์มแวร์สามารถทำลายพีซีให้หลับสนิทได้อย่างง่ายดาย สามารถปกป้องตัวเองอยู่เสมอด้วย HP Sure Start Gen7 ซึ่งเป็น BIOS ที่รักษาตัวเองได้ซึ่งจะกู้คืนตัวเองจากการโจมตีได้โดยอัตโนมัติ
  • ปิดกั้นความสามารถในการดูหน้าจอด้วย HP Sure View Reflect ที่สร้างผิวสะท้อนแสงทองแดงเมื่อมองหน้าจอจากด้านข้างทำให้ไม่สามารถอ่านได้
  • ทำงานได้จากทุกที่ แม้ในเครือข่ายไร้สายที่มีผู้คนหนาแน่น ด้วยการเชื่อมต่อไร้สายที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ด้วย LAN ไร้สาย Wi-Fi 6 ของ HP Pro x360 รองรับ HP Extended Range Wireless LAN
  • จับภาพรอบตัวด้วยระบบกล้องคู่เสริมพร้อมกล้องตัวที่สองบนแท่นคีย์บอร์ด เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและวิดีโอในโหมดแท็บเล็ต
  • เข้าถึงการใช้ปากกาชาร์จ HP Pro Slim เพื่อจับภาพ การสร้างสรรค์ และนำเสนอไอเดียที่ดีที่สุดได้อย่างง่ายดาย ติดตั้งและชาร์จผ่านอุปกรณ์ในรถยนต์สะดวกขึ้นด้วยสาย USB
  • รู้ว่ามีคนพยายามเปิดฝาครอบพีซีของคุณหรือไม่ด้วยระบบตรวจจับการบุกรุกจากการงัดแงะ
  • เปลี่ยนจากอุปกรณ์พกพาเป็นเดสก์ท็อปได้อย่างรวดเร็วด้วยสาย USB Type-C® เส้นเดียวจากแล็ปท็อปของคุณไปยังจอภาพและอุปกรณ์ต่างๆ
  • เสริมความปลอดภัยของข้อมูลโดยใช้หลายปัจจัยของการรับรองความถูกต้องที่เปิดใช้งานโดยตัวเลือกเครื่องอ่านลายนิ้วมือและกล้องจดจำใบหน้า IR
  • บูตเครื่อง อ่านและเขียนข้อมูลอย่างรวดเร็ว และการเข้าถึงแอปจากการถ่ายโอนข้อมูลขั้นสูงบนพีซีด้วย solid-state drive ที่เสถียรและมีประสิทธิภาพ

คุณสมบัติเฉพาะของ HP ProBook x360 435 G9

ข้อมูลด้านเทคนิคทางกายภาพ 

องค์ประกอบภายนอกของ HP ProBook x360 435 G9 ออกแบบมาในโทนสีเงินโดยใช้วัสดุโลหะทั้งหมดเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานในระดับองค์กร ด้วยขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่จนเกินงาม ทำให้ตัวเครื่องมีความบางเบาพกพาได้สะดวกสบาย ด้วยวัตถุประสงค์ในการออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้ใช้งานระดับธุรกิจ จึงมีการจัดวางช่องระบายความร้อนเพื่อรองรับการทำงานที่ยาวนานได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพอร์ตการเชื่อมต่อที่จำเป็นสำหรับ Hybrid Working

ด้านข้างของตัวเครื่องได้รับการออกแบบจัดวางตำแหน่งให้กับพอร์ตต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย :

ฝั่งขวามือ

  • ช่องสำหรับ Micro SD Card Reader 
  • ช่องสำหรับเสียบสายหูฟัง Audio
  • ช่องสำหรับ HDMI
  • ช่องสำหรับ USB 3.1 Gen 1
  • ช่องสำหรับ USB-C Type
  • ช่องสำหรับเสียบสายชาร์จ Power

ฝั่งซ้ายมือ

  • ช่องระบายอากาศ
  • ช่องสำหรับ USB 3.1 Gen 1 Charing Port 
  • ช่องสำหรับ Nano Security Lock Slot ป้องกันการโจรกรรมตัวเครื่อง

ความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ HP กับรางวัลระดับ 4 ดาว Partner Sustainable Impact Award Winner ดังนั้นการออกแบบวัสดุภัณฑ์บนเครื่องแล็ปท็อปทำมาจากแปรง อลูมิเนียม ทำให้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้มีอายุยืนยาว และยังเป็นการป้องกันรอยนิ้วมือที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดสำหรับการใช้งานเครื่องแล็ปท็อปทั่วไป คุณสมบัติพิเศษที่กล่าวมานี้ คือรุ่น HP ProBook x360 435 G9 ที่มาของรหัสชื่อรุ่น x360 มาจากมุม 360 องศา ที่แล็ปท็อปสามารถพับได้ จึงทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งโหมดโน้ตบุ๊คและแล็ปท็อป

ว่าด้วยเรื่องเอาต์พุตอินพุต HP ProBook x360 435 G9 มีช่องอ่านการ์ด micro SD ถัดมาเป็นช่อง USB 3.1 Gen จำนวน 2 ช่องทั้งด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง มีช่อง HDMI 1.4 รองรับ 4K ที่ 30 เฮิร์ต และ ช่องพอร์ต USB Type-C สำหรับการชาร์จเพิ่มขึ้นมาให้ใช้งานจำนวน 1 ช่อง 

จอแสดงผลแบบสัมผัส Full HD ขนาด 13.3 นิ้ว มาพร้อมคุณสมบัติการป้องกัน Corning Gorilla Glass 5 นอกจากนี้เมื่อใช้ปากกาหน้าจอจะปฏิเสธการสัมผัสจากฝ่ามือทันที เพื่อให้การวาดเขียนจากปลายปากกาไหลลื่น ด้านบนของหน้าจอยังมีกล้องความละเอียด 5 MP 720p และนอกจากนี้ HP ProBook x360 435 G9 ยังมีตัวกรองความเป็นส่วนตัวที่อยู่บนกล้องด้านเพื่อความปลอดภัย เสมือนม่านบังสายตาของหน้าต่าง

ด้านข้างฝั่งขวามือ – พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาให้ครบสำหรับการใช้งานหลัก
ด้านข้างฝั่งซ้ายมือ – ช่องระบายความร้อน และพอร์ต USB สำหรับการชาร์จ รวมถึงช่องล็อคป้องกันการถูกโจรกรรม
ด้านใต้เครื่อง – มีแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่ คอมพิวเตอร์จะทำงานหนักขึ้นและร้อนขึ้นหากมีการระบายความร้อนไม่ดีพอ
Keyboard – แป้นพิมพ์แแบมีไฟพื้นหลัง เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับงานพิมพ์ในขณะที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแสงน้อย ออกแบบมาให้มีความนุ่มมือและความเงียบในขณะพิมพ์ ส่วนด้านบนของแป้นพิมพ์จะมีลำโพงพาดเป็นแนวยาวจากซ้ายสุดมาขวาสุด ถือว่าเป็น Notebook ขนาดเล็กที่มีลำโพงขนาดใหญ่พอสมควร

ข้อมูลด้านเทคนิคฉบับย่อ

HP ProBook x360 435 G9 Notebook PC ประมวลผลด้วย Windows 11 Pro – HP recommends Windows 11 Pro for business ภายใต้การขับเคลื่อนของกขุมกำลังชิป AMD Ryzen™ 3 APU Processor หน่วยความจำ 8 GB memory และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 256 GB NVMe แสดงผลผ่านหน้าจอ 13.3″ FHD (1920×1080) รองรับ Touchscreen display คมชัดด้วยการประมวลผลกราฟิก AMD Radeon™ UMA Graphics

ข้อมูลด้านเทคนิคฉบับเต็ม

Operating system: 

  • คุณสมบติหลัก

Windows 11 Pro – HP recommends Windows 11 Pro for business

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

Windows 11 Home หรือ
Windows 10 Pro (available through downgrade rights from Windows 11 Pro)
FreeDOS


Base features:

  • คุณสมบติหลัก

HP ProBook x360 435 G9 Notebook with AMD Ryzen™ 3 5425U and Integrated Radeon™ Graphics – 58G32AV

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

HP ProBook x360 435 G9 Notebook with AMD Ryzen™ 5 5625U and Integrated Radeon™ Graphics – 58G33AV
HP ProBook x360 435 G9 Notebook with AMD Ryzen™ 7 5825U and Integrated Radeon™ Graphics – 58G36AV


ENERGY STAR compliance:

ENERGY STAR Qualified Configuration


Display:

  • คุณสมบัติหลัก

13.3″ diagonal BrightView UWVA FHD (1920×1080) Touchscreen, 250 nits, HD Webcam

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

13.3″ diagonal Anti-Glare UWVA Low Blue Light FHD (1920×1080) Touchscreen, 1000 nits, IR Webcam, Sure View Privacy


Webcam: 

  • คุณสมบัติหลัก

Built-in user-facing 720p webcam plus integrated world-facing 5 MP second webcam without microphone

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

Built-in user-facing 720p webcam, dual microphone – No second webcam


Memory: 

  • คุณสมบัติหลัก

16 GB DDR4-3200 PC4 SO-DIMM memory (1 DIMM)

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

8 GB DDR4-3200 PC4 SO-DIMM memory (1 DIMM)
16 GB DDR4-3200 PC4 SO-DIMM memory (2 DIMMs, Dual Channel)
32 GB DDR4-3200 PC4 SO-DIMM memory (2 DIMMs, Dual Channel)


Internal storage:

  • คุณสมบัติหลัก

256 GB PCIe NVMe SSD

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

128 GB PCIe NVMe SSD
512 GB PCIe NVMe TLC SSD
1 TB PCIe NVMe TLC SSD


Keyboard:

  • Premium spill-resistant backlit keyboard
  • Clickpad with multi-touch gesture support – For 2nd Camera

Wireless technology:

  • Realtek Wi-Fi 6 RTL8852BE 802.11a/b/g/n/ax (2×2)
  • Bluetooth® 5.2 combo

AC adapter:

  • คุณสมบัติหลัก

45-watt Smart AC Adapter, right-angle connector, non-PFC

  • ตัวเลือกเพิ่มเติม

65-watt Smart AC Adapter, right-angle connector, non-PFC
45-watt AC Adapter, Straight USB-C connector, non-PFC
65-watt AC Adapter, Straight USB-C connector, non-PFC


Power cord:

  • 1.0m Power Cord with C5 connector

Battery:

  • 3-cell 42 WHr Long-Life Fast Charge Battery (Internal and not replaceable by customer. Serviceable by warranty.)

Battery information:

  • Battery is internal and not replaceable by customer. Serviceable by warranty. Fast charging 50% in 30 minutes.

Audio: 

  • Dual stereo speakers, dual array microphones

External I/O Ports:

  • 2 SuperSpeed USB Type-A 5Gbps signaling rate (1 charging)
  • 1 SuperSpeed USB Type-C® 10Gbps signaling rate (USB Power Delivery, DisplayPort™ 1.4)
  • 1 Stereo headphone/microphone combo jack
  • 1 HDMI 2.0; 1 AC powerHDMI cable sold separately.

Security management:

  • HP DriveLock and Automatic DriveLock
  • HP Secure Erase
  • HP Sure Click
  • HP Sure Sense
  • BIOS Update via Network
  • HP Sure Admin
  • HP BIOSphere Gen6
  • TPM 2.0 embedded security chip (Common Criteria EAL4+ and FIPS 140-2 Level 2 Certified)
  • HP Sure Start Gen7
  • HP Wake on WLAN
  • HP Tamper Lock

Management software:

  • HP Driver Packs (download)
  • HP Client Catalog (download)
  • HP Manageability Integration Kit Gen4 (download)
  • HP Image Assistant Gen5 (download)

Software included:

  • HP Connection Optimizer
  • HP Hotkey Support
  • HP Support Assistant
  • myHP
  • HP Privacy Settings
  • HP Notifications
  • HP QuickDrop
  • HP Quick Touch
  • HP PC Hardware Diagnostics Windows

physical information:

  • Dimensions (W X D X H) – 12.15 x 8.78 x 0.71 นิ้ว
  • Weight – 3.19 lb
  • Battery weight – 0.42 lb


ทดสอบสเปคของ HP ProBook x360 435 G9

สามารถใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์ทดสอบสเปคตัวเครื่องได้จาก 2 แหล่ง คือ เครื่องมือจาก HP ที่มีมาพร้อมกับตัวเครื่อง และ เครื่องมือ 3-Party โปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้จากทั่วไป ส่วนมากจะเป็นเวอร์ชันฟรี

เครื่องมือสำหรับทดสอบระบบของเครื่อง โดย HP Tools ที่มีพร้อมกับตัวเครื่อง

HP PC Hardware Diagnostics Windows

เป็นยูทิลิตี้บน Windows ของทาง HP เอง ที่ใช้การทดสอบวินิจฉัยเพื่อตรวจสอบว่าฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่ เครื่องมือนี้ทำงานภายในระบบปฏิบัติการ Windows เพื่อวินิจฉัยความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์

System Information – แสดงรายละเอียดของเครื่อง ประกอบไปด้วย:

  • System ระบุข้อมูลเฉพาะที่บ่งบอกให้ทราบถึงรุ่นและเวอร์ชันต่างๆ ที่ถูกต้องตรงกับรุ่น เช่น Manufacturer, Model, Memory Size, BIOS Date และ Version, Serial Number และ Installed OS version เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นเมื่อกำลังจะซื้อเครื่อง Notebook จากร้านค้าไอที เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อครั้งนั้นจะได้สินค้าตรงกับรุ่นที่แท้จริงที่ต้องการหรือตามที่ระบุไว้ในรายการสินค้า ควรเช็คให้ดีก่อนจ่ายเงินออกจากร้านค้า  
  • Processor ระบุข้อมูลของชิปเซ็ตที่ใช้ประมวลผล สำหรับ HP ProBook x360 รุ่นที่รีวิวขับเคลื่อนด้วย AMD Ryzen 3 5425U with Radeon Graphics 2700 Mhz
  • Memory ระบุข้อมูลของหน่วยความจำทั้งยี่ห้อและขนาดความจุที่ถูกนำมาเป็นขุมกำลังหลักให้กับเครื่อง HP ProBook x360 – Kingston, 4096 MB, 3200 MHz และ DDR4
  • Storage ระบุข้อมูลของพื้นที่จัดเก็บ Hard Disk – SAMSUNG, 119.24 GB
  • Battery ระบุข้อมูลของพลังงานแบตเตอรี่ – ความจุขนาด 42750 MWh

Systems Tests

  • System Fast Test – การทดสอบระบบอย่างรวดเร็วจะทำการตรวจสอบระบบอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่าส่วนประกอบหลักทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่
  • System Extensive Test – ให้การทดสอบที่ครอบคลุมมากกว่าการทดสอบด่วนของระบบ จะตรวจสอบระบบเพื่อให้แน่ใจว่าส่วนประกอบหลักยังทำงานอย่างถูกต้อง การทดสอบอย่างละเอียดอาจใช้เวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไปจึงจะเสร็จสมบูรณ์ และตรวจสอบให้แน่ใจว่า Sleep Mode ถูกปิดใช้งานใน Power Options ของระบบขณะทำการทดสอบนี้

Component Tests – เลือกรายการที่ต้องการทดสอบเพื่อตรวจสอบระบบย่อยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเพียงแค่คลิกปุ่ม Run เพื่อเริ่มการทดสอบ การทดสอบบางอย่างอาจไม่สามารถใช้ได้ใน HP PC Hardware Diagnostics Windows การทดสอบเพิ่มเติมรวมถึงการทดสอบหน่วยความจำมีอยู่ใน HP PC Hardware Diagnostics UEFI

HP Support Assistants

เครื่องมือผู้ช่วยจาก HP ที่มาพร้อมให้ใช้งาน ช่วยดูแลบำรุงและรักษาเครื่องให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลาได้อย่างดีเยี่ยม สามารถตรวจเช็ครายการที่จะต้องแก้ไข หรือดาวน์โหลดไดร์ฟเวอร์และตั้งตั้งได้ทันที

HP Support Assistants เป็นผู้ช่วยที่มีฟีเจอร์ข้อความการแจ้งเตือนสถานะของเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเข้ามาสแกนด้วยตัวเองบ่อยๆ เมื่อเจอสิ่งที่ควรจะดูแลบำรุงรักษาหรืออัพเกรดเพิ่มเติม สามารถเลือกให้ผู้ช่วยจัดการดาวน์โหลด และ ติดตั้งได้ทันที สะดวกทันใจมาก

เครื่องมือ 3-Party สำหรับทดสอบระบบ

เครื่องมือ หรือ โปรแกรมสำหรับทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีให้เลือกดาวน์โหลดมาใช้งานอยู่หลากหลายค่าย บางเวอร์ชันสามารถสแกนดูภาพรวมของสเปคคุณสมบัติต่างๆ ได้อย่างเดียว และบางเวอร์ชันก็สามารถทำการทดสอบสถานะของรายการคุณสมบัติหรือฟังก์ชันต่างๆ ได้ เพื่อให้ทราบถึงความพร้อมในการใช้งานหรือไม่

  • ทดสอบสเปคด้วยเครื่องมือ CPU-Z

โปรแกรมแบบฟรีแวร์ สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้สำหรับตรวจสอบรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด สามารถใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบสเปคตัวเครื่องก่อนจะรับเครื่องออกจากร้านค้าปลีกไอที เพื่อความถูกต้องตามข้อมูลการตลาดที่ระบุไว้

หน่วยประมวลผลหลักด้วยชิป AMD Ryzen 3 5425U ผลิตด้วยเทคโนโลยี 7 nm และหน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Radeon Graphics ที่มาพร้อมในหน่วยประมวลผลหลัก ด้านหน่วยความจำประเภท DDR4 ขนาด 4GB  

  • ทดสอบสเปคด้วยเครื่องมือ CINEBENCH R15
คะแนน OpenGL – Ranking อยู่ที่อันดับ 6 ด้วยคะแนน 37.57 fps – 4C/8T @ 2.7 GHz, AMD Ryzen 3 5425U with Radeon
คะแนน CPU – Ranking อยู่ที่อันดับ 6 ด้วยคะแนน 940 cb – 4C/8T @ 2.7 GHz, AMD Ryzen 3 5425U with Radeon
  • ทดสอบสเปคด้วยเครื่องมือ CINEBENCH R20
CINEBENCH R20 จะเป็นการทดสอบ CPU โดยเฉพาะ Ranking ที่ทำได้อยู่ในอันดับ 8 ของตาราง และคะแนน 2002 pts – 4C/8T @ 2.7 GHz, AMD Ryzen 3 5425U with Radeon
  • ทดสอบสเปคด้วยเครื่องมือ 3DMark
การทดสอบด้วยแอป 3DMark ในโหมด FIRE STRIKE ทำคะแนนได้ 1,553 คะแนนอยู่ในระดับที่ดีพอสมควรสำหรับเครื่อง Notebook ที่ไม่ใช่การ์ดจอแยกแต่ยังสามารถเล่นเกมส์คุณภาพกลางๆ ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง Application ที่พัฒนาขึ้นโดย HP

เครื่องมืออำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ใช้งานบนเครื่อง HP ProBook x360 โดยทาง HP ได้พัฒนาขึ้นมาพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งเพิ่มเติม ด้วยมุมมองของแอปที่ลดขั้นตอนการเข้าถึงและการใช้งานให้น้อยที่สุด

HP QuickDrop : โอนไฟล์ผ่านระบบไร้สายได้อย่างสะดวก

HP QuickDrop เป็นแอปที่พัฒนาขึ้นโดย HP เครื่องมือที่ช่วยให้สามารถแชร์ไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟนและ คอมพิวเตอร์ HP ผ่านระบบไร้สาย ไม่ว่าจะใช้สมาร์ทโฟน Apple หรือ Android ก็สามารถดาวน์โหลดแอปนี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่สแกน QR Code ก็สามารถเชื่อมต่อและแบ่งปันไฟล์ซึ่งกันและกันได้ด้วย HP QuickDrop โอนไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์และมือถือได้อย่างรวดเร็วทันใจ และปลอดภัยในแบบไร้สาย โอนไฟล์ ภาพถ่าย วิดีโอ และอื่น ๆ ระหว่างคอมพิวเตอร์และมือถือ Android และ iOS ได้เร็วและสะดวกกว่าแบบเชื่อมต่อสาย

เพียงใช้รหัส QR ก็จับคู่อุปกรณ์ได้ทันที

จับคู่รหัส QR Code ได้อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องล็อกอิน

ส่งไฟล์ ภาพถ่ายและอื่น ๆ ผ่านระบบไร้สาย

รองรับทั้งโหมดสว่างและมืด

รองรับ iOS และ Android
 

ส่งข้อความย่อ รูปภาพ วิดีโอ และอื่น ๆ อีกมากมาย

  • PC – เพียงแค่เปิดแอป HP QuickDrop แล้วสแกน QR Code จากสมาร์ทโฟนรุ่นหรือยี่ห้อใดก็ได้ ไม่มากขั้นตอน ไม่ซับซ้อน ก็สามารถดาวน์โหลดแอป จับคู่กัน และโอนย้ายไฟล์ระหว่างกันได้อย่างง่ายดาย
  • Smartphone – ติดตั้งแอป HP QuickDrop สแกน QR Code เพื่อจับคู่กันอีกครั้ง แล้วสนุกกับการย้ายไฟล์ได้อย่างเพลิดเพลิน

HP Sure Click Secure Browser : ส่วนขยายเพื่อการป้องกันหากมีการดาวน์โหลดไฟล์ใน Google Chrome, Microsoft Edge หรือ Mozilla Firefox ไฟล์เหล่านั้นจะได้รับการปกป้องโดย HP Sure Click ไอคอนไฟล์จะแสดงโล่สีน้ำเงินเพิ่มเติมเพื่อระบุว่าได้รับการป้องกัน ประเภทไฟล์ที่รองรับจะเปิดขึ้นใน Micro-VM (เครื่องเสมือน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นคอนเทนเนอร์เพื่อป้องกันไม่ให้มัลแวร์ติดไวรัส ประเภทไฟล์ที่ไม่รองรับจะแจ้งให้ผู้ใช้งานลบการป้องกันหากมั่นใจและเชื่อถือแหล่งที่มาของไฟล์


บทสรุป

HP ProBook x360 435 G9 ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในระดับธุรกิจ หรือองค์กร ที่เน้นความคล่องตัวในรูปแบบที่หลากหลายของกิจกรรมภายในธุรกิจที่กำลังก้าวเข้าสู่ Digital Transformation อย่างเต็มตัว Hybrid Working เป็นรูปแบบการทำงานที่ได้รับอิทธิพลมาจากการปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกับ COVID-19 เพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจ สู่ความยั่งยืนในอนาคต HP ProBook x360 435 G9 อุปกรณ์ที่เข้ามาตอบโจทย์อนาคตการทำงานได้อย่างลงตัว ภายในเครื่องเดียวสามารถปรับโหมดพฤติกรรมการทำงานได้ทั้ง Notebook และ Tablet เสริมศักยภาพในการทำงานบนความยืดหยุ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจอย่างแท้จริง

จุดเด่น และ ข้อดี :

  1. ขนาดตัวเครื่องที่มีเบาบางเน้นความคล่องตัวในการใช้งานเหมาะกับรูปแบบ Hybrid Working ในยุคปัจจุบันด้วย Versatile 360° design ที่ออกแบบมาให้สามารถปรับหมุนได้ 360 องศารอบทิศทาง ปรับให้เข้ากับทุกอริยาบทของวันทำงาน
  2. หน้าจอแบบระบบสัมผัส สวมวิญญาณความเป็นเครื่องแท็ปแล็ตมาไว้ใน HP ProBook x360 435 G9 ยิ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในทุกกิจกรรมที่สามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกสถานที่ เมื่อพับหมุนหน้าจอ 360 องศา ฟีเจอร์แป้นพิมพ์เวอร์ชันการสัมผัสจะเปิดขึ้นมาให้ใช้งาน และจะปิดการทำงานของแป้นพิมพ์หลักของตัวเครื่องลงทันที เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  3. HP Application เสริมศักยภาพในการใช้งานระดับ Business ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ระบบการรักษาความปลอดภัย และทำให้เรื่องการโอนย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายแค่เพียงปลายนิ้ว
  4. แบตเตอรี่ชาร์จเร็ว อายุการใช้งานยาวนาน ตอบโจทย์ Hybrid Working ในระดับ Business การทำงานคงไม่สนุกและต่อเนื่องถ้าจะต้องทำงานนอกสถานที่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เพราะการชาร์จบ่อยครั้งต่อวัน
  5. นอกจากนี้ HP ProBook x360 435 G9 ยังมีตัวกรองความเป็นส่วนตัวที่อยู่บนกล้องด้านเพื่อความปลอดภัย ม่านบังสายตาที่สามารถเลื่อนเปิดและปิดเลนส์กล้อง

ช่องทางจำหน่าย และ ราคา

ราคาจำหน่าย 35,990 บาท
สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ HP Online Store

from:https://www.techtalkthai.com/review-hp-probook-x360-notebook-and-tablet-within-one-device/

รีวิว: TP-Link Omada EAP670 AX5400 – Wi-Fi 6 Access Point ระดับ High-end Business รุ่นใหม่

Wi-Fi เป็นหนึ่งในการเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดขององค์กร บทความนี้ TechTalkThai จะมารีวิว Omada EAP670 AX5400 ซึ่งเป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 รุ่นใหม่ล่าสุดจาก TP-Link ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในองค์กรธุรกิจระดับ High-end ด้วยจุดเด่นที่ความเร็วรวมสูงระดับ 5.4 Gbps ช่องสัญญาณปรับโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความเสถียรและหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน การโรมมิ่งที่ราบรื่น ช่วยให้การเชื่อมต่อลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมไปถึงสามารถบริหารจัดการผ่าน Cloud ได้

รู้จัก TP-Link Omada EAP670 กันก่อน

เทคโนโลยี Wi-Fi 6 หรือ 802.11AX เริ่มปรากฏให้เห็นช่วงต้นปี 2019 ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเทคโนโลยีก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว การใช้งานในพื้นที่หนาแน่น และการรองรับทั้งย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz ตอบโจทย์การรับส่งข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ต้องการความเร็วและความเสถียรสูง ในขณะที่ราคาก็จับต้องได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Wi-Fi 6 กลายเป็นที่แพร่หลายและเริ่มเข้ามาแทนที่ Wi-Fi 5 โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ

Omada EAP670 เป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 ระดับ High-end ของ TP-Link ที่ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการ Wi-Fi ประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ศูนย์การค้า โรงแรม ห้องประชุม หรือแม้แต่สำนักงานทั่วไป Omada EAP670 มาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยแบบครบครัน ระดับเดียวกับที่ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ รองรับการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Dual Band มาตรฐาน AX 5400 (ความเร็วรวมสูงสุด 5.4 Gbps) บริหารจัดการได้ง่ายและรวดเร็วผ่าน Cloud ทั้งยังรอบรับเทคโนโลยี Mesh และการโรมมิ่งเพื่อการเชื่อมต่อที่ราบรื่น ไม่มีสะดุด

คุณสมบัติเด่นของ Omada EAP670 ได้แก่

  • Wi-Fi 6 แบบ Dual Band มาตรฐาน AX5400 – มีอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 4,804 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 574 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz รวมสองย่านความถี่ 5,378 Mbps เหนือกว่า Wi-Fi 5 ทั่วไปถึง 2.6 เท่า
  • ปรับแต่งช่องสัญญาณโดยอัตโนมัติ – เลือกช่องสัญญาณและปรับแต่งกำลังส่งอย่างชาญฉลาด เพื่อลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้ถึงขีดสุด
  • รองรับการใช้งานในพื้นที่การใช้งานหนาแน่น – รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่มากขึ้น ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิม
  • บริหารจัดการจากศูนย์กลางผ่าน Cloud – บริหารจัดการ Access Point ทั้งหมดผ่านซอฟต์แวร์ Omada SDN บน Cloud รองรับทั้ง Web UI และ Mobile App โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ช่องสัญญาณขนาด 160 MHz – เพิ่มอัตราการรับส่งข้อมูลเป็น 2 เท่าด้วยการขยายช่องสัญญาณจาก 80 MHz ไปเป็น 160 MHz
  • โรมมิ่งอย่างไร้รอยต่อ – Video Streams และ Voice Calls ได้อย่างราบรื่นแม้จะเคลื่อนที่ข้ามช่วงรอยต่อของสัญญาณ Access Point
  • Omada Mesh – รองรับเทคโนโลยีแบบ Mesh ลดข้อจำกัดด้านการเดินสายสำหรับเชื่อมต่อ Access Point
  • รองรับ PoE+ – รองรับแหล่งจ่ายไฟด้วยมาตรฐาน 802.3at PoE+ หรือ DC (มี Adapter แถมมาให้) เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดตั้ง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Omada EAP670 ได้ที่: https://bit.ly/3loA55h

เปิดกล่อง TP-Link Omada EAP670

Omada EAP670 AX5400 เป็น Access Point ที่มีขนาดและหน้าตาเหมือนกับรุ่น Omada EAP610 AX1800 ที่ทีมงาน TechTalkThai เคยรีวิวไปเมื่อปลายปี 2021 โดยมีลักษณะเป็นทรงจานกลม มาพร้อมกับ Ceiling/Wall Mounting Kits สำหรับติดเพดานหรือผนัง (ไม่ต้องซื้อเพิ่ม) วัสดุทำมาจากพลาสติกคุณภาพดี แข็งแรง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 24.3 ซม. สูง 6.4 ซม. เท่า Omada EAP610 แต่หนักกว่าเล็กน้อย คือ 790 กรัม ตรงกลางมีโลโก้ TP-Link สีเทาดูเรียบหรู นอกจากนี้ ภายในกล่องยังมี Power Adaptor, Installation Guide และ Quick Installation Guide มาให้เพื่อเริ่มติดตั้งใช้งานได้ทันที

Omada EAP670 ใช้เสาส่งสัญญาณภายในแบบ Omni-directional โดยมีกำลังขยาย (Gain) 5 dBi บนย่านความถี่ 5 GHz และ 4 dBi บนย่านความถี่ 2.4 GHz ด้านบนของ Access Point มี LED 1 ดวงสำหรับแสดงสถานะของอุปกรณ์ ได้แก่

  • สว่าง – ทำงานปกติ
  • มืด – ทำงานผิดปกติ/เครื่องปิดอยู่/ตั้งค่าปิดไฟสถานะไว้
  • กระพริบ – กำลังเริ่มทำงาน/กำลังอัปเกรด/กำลังรีเซ็ต/ฟีเจอร์ Locate กำลังทำงานเพื่อแสดงตัว Access Point ที่กำลังค้นหาอยู่

ด้านล่างของ Omada EAP670 จะมีช่องเป็นซี่ๆ รอบเครื่องสำหรับระบายความร้อน และฐานสำหรับติด Ceiling/Wall Mounting Kits เพื่อยึด Access Point กับเพดานหรือผนัง มีพอร์ต RJ-45 1 พอร์ตแบบ Multigigabit รองรับความเร็ว 2.5 GbE และรองรับการจ่ายไฟมาตรฐาน 802.3at (PoE+) นอกจากนี้ยังมีช่องสำหรับ Reset อุปกรณ์สำหรับการย้อนกลับไปใช้การตั้งค่าเริ่มต้นจากโรงงาน (Factory Reset)

เริ่มต้นใช้งานครั้งแรก – ติดตั้ง Software Controller และเชื่อมต่อระบบ Cloud

เช่นเดียวกับ Omada EAP610 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ Omada EAP670 รองรับการใช้งานทั้งในโหมด Standalone และโหมด Controller โดยรีวิวนี้จะเป็นการใช้งานในโหมด Software Controller ที่สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Access Point มาใช้ได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องซื้อ Hardware Controller มาใช้งานเพิ่มเติม รวมไปถึงสามารถต่อยอดไปบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud หรือ Mobile App ได้อีกด้วย

Software Controller ของ TP-Link มีชื่อว่า Omada SDN Controller ซึ่งเวอร์ชันที่จะรีวิวเป็นเวอร์ชันล่าสุดขณะที่เขียนบทความนี้ (เวอร์ชัน 5.3.1) โดย Omada SDN Controller จะรองรับระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux สามารถติดตั้งใช้งานได้ง่าย เพียงแค่รันไฟล์ ติดตั้งซอฟต์แวร์ลงเครื่อง และทำตาม Wizard ไปเรื่อยๆ 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ตั้งชื่อ Controller เลือกประเทศ โซนเวลา และประเภทของการใช้งาน เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ออฟฟิศ โรงงาน หอพัก สถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และอื่นๆ ซึ่ง Omada SDN Controller จะแนะนำวิธีตั้งค่าเบื้องต้นที่เหมาะสมที่สุดตามประเภทการใช้งานที่เราเลือกในขั้นถัดๆ ไปให้
  2. เลือก Access Point ที่ต้องการตั้งค่าโดย Omada SDN Controller จะทำการค้นหา Access Point ในระบบเครือข่ายให้โดยอัตโนมัติ (สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปตั้งค่าโดยละเอียดภายหลังได้)
  3. ตั้งค่า WAN Settings Overrides (สามารถข้ามขั้นตอนนี้กรณีเริ่มตั้งค่าระบบ Wi-Fi ครั้งแรก)
  4. กรณีที่ต้องการเริ่มใช้ Wi-Fi อย่างรวดเร็ว สามารถตั้งค่า Wi-Fi แบบ Pre-shared Key จากที่นี่ได้ทันที รวมไปถึง Guest Wi-Fi ที่ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อได้โดยไม่ต้องใส่รหัสผ่านใดๆ (สามารถกด Skip เพื่อไปตั้งค่า Wi-Fi โดยละเอียด เช่น 802.1X ภายหลังได้)
  5. ตั้งค่า Username/Password สำหรับเข้าบริหารจัดการ Omada SDN Controller รวมไปถึงการบริหารจัดการผ่าน Cloud โดยเปิดใช้งานปุ่ม Cloud Access และผูก TP-Link ID เข้ากับ Omada SDN Controller (กรณีที่ยังไม่มี TP-Link ID สามารถสมัครฟรีได้ที่ https://omada.tplinkcloud.com/)
  6. สรุปและตรวจสอบการตั้งค่า

หลังจากตั้งค่าตาม Wizard เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถล็อกอินเพื่อเข้าบริหารจัดการ Controller และ Access Point ทั้งหมดได้ผ่าน Omada SDN Controller หรือระบบ Cloud ดังนี้

กรณีที่เข้าบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว จะแสดงหน้าอุปกรณ์ของ TP-Link ทั้งหมดที่ลงทะเบียนใช้งานผ่านระบบ Cloud ไว้ ให้เลือก Omada Controller ที่ต้องการ แล้วกดไอคอน Launch (รูปบ้านด้านขวามือ) เพื่อเข้าไปบริหารจัดการอุปกรณ์ ซึ่งหน้าการบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud จะเหมือนกับ Omada SDN Controller ทุกประการ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้งานใดๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ TP-Link ยังรองรับ Omada App สำหรับเพิ่มความสะดวกสบายและความคล่องตัวให้แก่องค์กรธุรกิจ ด้วยการบริหารจัดการระบบ Wi-Fi ขององค์กรจากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android แต่มีเงื่อนไขคือ Omada SDN Controller ต้องลงทะเบียนให้บริหารจัดการผ่าน Cloud ได้

เชื่อมต่อ Access Point เข้าสู่ Omada SDN Controller

Omada EAP670 เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เปิดเครื่องและเชื่อมต่อ Access Point เข้ากับระบบเครือข่าย Omada SDN Controller จะทำการค้นหา Access Point ให้โดยอัตโนมัติ แล้วนำมาแสดงผลบนหน้า Device โดยมีสถานะ PENDING คือ กำลังรอการเชื่อมต่อกับ Controller ให้กดเครื่องหมายถูก (ไอคอน Adopt) ด้านขวามือเพื่อเชื่อมต่อ Access Point เข้าสู่ Controller หลังจากนั้นรอประมาณ 3 – 5 นาทีเพื่อให้ Access Point ตั้งค่าเริ่มต้น เมื่อเสร็จเรียบร้อย Access Point จะแสดงสถานะ CONNECTED คือ พร้อมใช้งานโดยที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องไปยุ่งใดๆ กับ Access Point เลย

โดยเริ่มต้นแล้ว Access Point จะแสดงชื่อเป็นหมายเลข MAC ของอุปกรณ์ สามารถเลือก Access Point นั้นๆ แล้วไปที่เมนู Config ด้านขวามือเพื่อแก้ไขชื่อ แล้วกดปุ่ม Apply

ตั้งค่า Wi-Fi สำหรับพนักงานและผู้ใช้ชั่วคราว (Guest)

ในขั้นตอนการติดตั้ง Omada SDN Controller สามารถเลือกตั้งค่า Wi-Fi แบบง่ายๆ ได้ ในกรณีที่ต้องการตั้งค่า Wi-Fi แบบซับซ้อน เช่น การเชื่อมต่อกับ AD/LDAP ผ่าน RADIUS การพิสูจน์ตัวตนแบบ 802.1X การทำ Rate Limit หรือ Mac Filter สามารถทำได้ที่เมนู Settings (ไอคอนรูปเฟืองด้านซ้ายล่าง) แล้วเลือก Wireless Networks

โดยพื้นฐานแล้ว Access Point ทุกเครื่องจะถูกจัดให้อยู่ใน WLAN Group ชื่อ “Default” เราสามารถจัดกลุ่มของ Access Point เพื่อตั้งค่า Wi-Fi ที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ เช่น ตามพื้นที่หรือตามแผนก ด้วยการสร้าง WLAN Group ใหม่ แล้วเลือกให้ Access Point ที่ต้องการไปสังกัดใน WLAN Group นั้นๆ ได้

Omada EAP670 รองรับ SSID สูงสุด 8 SSIDs บนแต่ละย่านความถี่ รวม 16 SSIDs โดยสามารถแยก SSID สำหรับพนักงาน, ผู้ใช้ชั่วคราว (Guest), อุปกรณ์​ Voice & Video และอุปกรณ์ IoT ได้ตามวิธีการพิสูจน์ตัวตนและระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย เช่น WEP, WPA-Personal (Pre-shared Key), WPA-Enterprise (802.1X) เป็นต้น รวมไปถึงสามารถกำหนด VLAN และ Rate Limit ทั้งฝั่ง Upload และ Download ได้อีกด้วย

สำหรับผู้ใช้ชั่วคราว (Guest) หนึ่งในการพิสูจน์ตัวตนยอดนิยม คือ Web Portal โดยเราสามารถเปิดให้ผู้ใช้ล็อกอินได้หลากหลายวิธี ได้แก่

  • เข้าใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องยืนยันตัวตนใดๆ
  • ใส่รหัสผ่านที่ตั้งไว้แต่แรก
  • ใส่ Username/Password เพื่อให้ติดตามผู้ใช้นั้นๆ ได้ง่าย
  • ใช้ Voucher Code ที่สร้างโดย Controller ซึ่งสามารถกำหนดระยะเวลาในการใช้ Wi-Fi ได้
  • ใช้ Verification Code ผ่านทาง SMS

โดยหลังจากที่ล็อกอินแล้ว สามารถเลือกได้ว่าจะส่งผู้ใช้ไปยัง URL ที่ต้องการเข้าถึงตอนแรก หรือส่งไปยัง URL ที่เราต้องการ เช่น หน้าโฮมเพจขององค์กรหรือหน้าโปรโมชัน ที่สำคัญคือสามารถปรับแต่งหน้า Web Portal ได้อย่างอิสระเพื่อแสดงอัตลักษณ์ขององค์กร เช่น ข้อความต้อนรับ ภาพพื้นหลัง โทนสี โลโก้ เป็นต้น

อีกหนึ่งการพิสูจน์ตัวตนที่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงหลังมานี้ คือ Facebook Wi-Fi กล่าวคือ องค์กรสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ของตนเข้ากับ Facebook Page ได้ เมื่อผู้ใช้ เช่น ลูกค้า เชื่อมต่อกับ Wi-Fi ดังกล่าว จะถูกส่งไปหน้า Facebook Page ขององค์กรทันที ผู้ใช้ต้อง Check-in หรือกรอก Wi-Fi Code เพื่อลงทะเบียนก่อนถึงจะเริ่มใช้งาน Wi-Fi ได้ ด้วยการเข้าใช้ Wi-Fi ผ่าน Facebook นี้ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งหน้า Facebook เพื่อแสดงโปรโมชันหรือโฆษณาต่างๆ ทั้งยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางการ Check-in อีกด้วย

ฟีเจอร์อื่นๆ บน Omada SDN Controller ที่น่าสนใจ

  • รองรับการทำ Access Control List (ACL)
  • รองรับการทำ URL Filtering สำหรับบล็อกการเข้าถึงเว็บที่ไม่พึงประสงค์
  • ป้องกันการโจมตีผ่านเครือข่าย เช่น TCP SYN Flood, UDP Flood, ICMP Flood รวมไปถึง Packet Anomaly Attacks
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน VPN ทั้งแบบ Site-to-Site และ Client-to-Site

ทดสอบความเร็วในการใช้งาน

Omada EAP670 AX5400 เป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 แบบ Dual Band ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติ MU-MIMO ซึ่งช่วยให้สามารถรับส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้หลายเครื่องพร้อมกัน ทั้งยังรองรับ OFDMA ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิในการรับส่งข้อมูลให้เร็วขึ้นกว่ามาตรฐาน Wi-Fi 5 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Beam-forming สำหรับปรับแต่งสัญญาณอย่างชาญฉลาด โดยเน้นการกระจายสัญญาณไปยังจุดที่อุปกรณ์ปลายทางอยู่และลดจุดอับของสัญญาณให้เหลือน้อยที่สุด

Omada EAP670 มีอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 4,804 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 574 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz ทั้งยังมีคุณสมบัติ Band Steering ซึ่งช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ที่รองรับย่านความถี่ 5 GHz ไปเชื่อมต่อ Access Point ผ่านย่านความถี่ดังกล่าวซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย ทำให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ปลายทางทุกเครื่องจะได้รับประสบการณ์เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ดีที่สุด

เปรียบเทียบความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระหว่างเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน Fiber Modem โดยตรง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน Omada EAP670 (ซึ่งเชื่อมต่อกับ Fiber Modem ผ่านสาย CAT6) พบว่าความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Omada EAP670 สูงกว่าเล็กน้อยและมี Jitter ที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

สรุป

โดยสรุปแล้ว Omada EAP670 จัดเป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 สมรรถะสูง สามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ย่านความถี่ ช่วยให้หลายๆ องค์กรที่ยังใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ Wi-Fi แบบเก่าที่รองรับเฉพาะย่านความถี่ 2.4 GHz ตัดสินใจอัปเกรดระบบเครือข่ายเป็น Wi-Fi 6 ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้าน Wi-Fi แบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับช่องสัญญาณและกำลังส่งโดยอัตโนมัติเพื่อกระจายสัญญาณได้ดีที่สุดและหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน การขยายช่องสัญญาณสู่ระดับ 160 MHz เพื่อความเร็วที่สูงขึ้น การทำโรมมิ่งอย่างไร้รอยต่อ การวางสถาปัตยกรรมแบบ Mesh รวมไปถึงเทคโนโลยี MU-MIMO และ OFDMA ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัลที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อเป็นจำนวนมากและเน้นการรับส่งข้อมูลมัลติมีเดีย เช่น วิดีโอและเสียง ที่ต้องการอัตราการรับส่งข้อมูลและความเสถียรสูง

Omada EAP670 ยังมาพร้อมกับระบบการพิสูจน์ตัวตนให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทั้ง MAC, Pre-shared Key, 802.1X, Web Portal และ Facebook Wi-Fi ทำให้สามารถแยกบริหารจัดการอุปกรณ์ของพนักงาน ลูกค้าหรือผู้ใช้ชั่วคราว รวมไปถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แบบเก่าที่ต้องพิสูจน์ตัวตนผ่าน MAC ได้อย่างง่ายดาย สำหรับการบริหารจัดการ สามารถเลือกได้ทั้งแบบ Standalone สำหรับ Home Office หรือ Controller สำหรับธุรกิจ SMB และองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการมาใช้งานได้ฟรี รวมไปถึงต่อยอดไปบริหารจัดการผ่าน Cloud หรือ Mobile App ได้ ทำให้สามารถติดตามการใช้งานระบบ Wi-Fi ได้จากทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในสถาบันการศึกษา ศูนย์การค้า โรงแรม ห้องประชุม หรือแม้แต่สำนักงานทั่วไป

ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ TP-Link Omada EAP670 AX5400 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3loA55h

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-review-tp-link-omada-eap670-ax5400/

[Case Study] ม. แม่ฟ้าหลวง จับมือ CSL อัปเกรดระบบ Wi-Fi 6 วางรากฐานสู่ Digital University

ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ หลายอุตสาหกรรมต่างเร่งทำ Digital Transformation เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ ไม่เว้นแม้แต่สถาบันการศึกษา บทความนี้เป็นกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่จับมือกับ CSL ผู้ให้บริการระบบ Cloud, IT Solutions และ Data Center ชั้นนำของไทย ในการอัปเกรดและขยายระบบเครือข่ายสู่มาตรฐาน Wi-Fi 6 กว่า 2,000 จุด เพื่อรองรับการเรียนการสอนแบบ Blended Learning ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเป็น Digital University

ผู้ให้สัมภาษณ์: อ. วิทยาศักดิ์ รุจิวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ เบื้องหลังความก้าวหน้าสู่ Digital University

ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหน่วยงานกลางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีหน้าที่ดูแลและขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นวางโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเครือข่าย การเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงาน อินเทอร์เน็ต ศูนย์ข้อมูล ระบบบริหารจัดการด้านต่างๆ เช่น LMS และ ERP ไปจนถึงระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) และซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยนำเข้ามาใช้ เพื่อให้หน่วยงานทั่วมหาวิทยาลัยและ 16 สำนักวิชา รวมถึงบุคลากรและเหล่าคณาจารย์กว่า 2,000 คนและนักศึกษาอีก 15,000 คน สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกลางได้อย่างราบรื่น

“ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ Blended Learning ที่รองรับทั้งการเรียนการสอนแบบออนไลน์และออนไซต์ นนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนที่หลากหลายได้ถูกนำมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Learning Management System (LMS) ระบบ Video Conference หรือระบบ e-Learning ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ดำเนินการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด” — อ. วิทยาศักดิ์กล่าว

ปรับปรุงระบบ Wi-Fi พร้อมรับ Blended Learning ช่วง COVID-19

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้บริการเครือข่าย Wi-Fi แก่บุคลากรและนักศึกษาด้วยเทคโนโลยีระดับโลกจาก Cisco มากถึง 1,200 จุด แต่ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางของมหาวิทยาลัย ทำให้การให้บริการยังไม่ครอบคลุมพื้นที่บางส่วน ประกอบกับจำนวนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งโน๊ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน แท็ปเล็ต และการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนหอพักนักศึกษาที่มีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มหาวิทยาลัยภายใต้คณะทำงานมหาวิทยาลัยดิจิทัลตัดสินใจอนุมุติให้ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศอัปเกรดระบบเครือข่ายและขยายการเชื่อมต่อ Wi-Fi ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด พร้อมเพิ่มแบนด์วิดท์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีทั้งความเร็วและความเสถียร รองรับการเรียนแบบ Blended Learning ที่กำลังดำเนินการในขณะนั้น

“เราต้องการระบบเครือข่ายและ Wi-Fi ที่แรง เร็ว และเสถียร สำหรับการเรียนการสอนแบบ Blended Learning อาจารย์และนักศึกษาต้องสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายของมหาวิทยาลัยและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จากทุกที่ โดยเฉพาะในหอพักนักศึกษาที่มีนักศึกษาเรียนออนไลน์เป็นจำนวนมาก การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเป็น Digital University และ Blended Learning ที่มีประสิทธิภาพก็คือก้าวแรกที่สำคัญ” — อ. วิทยาศักดิ์ระบุถึงความต้องการของมหาวิทยาลัย

จับมือ CSL อัปเกรดระบบเครือข่ายสู่สู่ระดับ 10G พร้อมมาตรฐาน Wi-Fi 6

ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เลือกใช้บริการจาก CSL ในการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานและสำนักวิชา รวมไปถึงเครือข่าย Wi-Fi ทั่วมหาวิทยาลัย โดย CSL ได้เลือกใช้โซลูชัน Cisco Wi-Fi 6 ได้แก่ Catalyst 9800 Wireless Controller และ Catalyst 9120AX Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 เพื่อติดตั้งจุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi เพิ่มเติมจากเดิมอีก 2,000 จุด ซึ่งเน้นพื้นที่บริเวณหอพักนักศึกษาเป็นหลัก เนื่องจากมีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและรองรับการเรียนแบบ Blended Learning ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ส่วนที่เหลือถูกติดตั้งเพิ่มเติมในห้องเรียน ห้องประชุม และพื้นที่อื่นๆ จนครอบคลุมพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัย CSL ยังได้เชื่อมต่อระบบ Wi-Fi ใหม่เข้ากับระบบ Wi-Fi เดิมที่เป็น Cisco เหมือนกันเพื่อเปิดใช้คุณสมบัติ Roaming ช่วยให้การใช้ Wi-Fi ลื่นไหลและต่อเนื่องยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ CSLยังได้อัปเกรด Switch ทั้งในส่วน Core, Distributed และ Access ให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงปรับปรุงการเชื่อมต่อเครือข่าย Fiber ทั่วมหาวิทยาลัยจากระดับ 1G ไปสู่ 10G เพื่อรองรับนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนที่จะนำมาใช้เพื่อให้เป็น Smart Campus & Classroom อีกด้วย

“เราได้รับคำแนะนำให้ใช้บริการจาก CSL ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ และมีสถาบันการศึกษาเลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก CSL มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ช่วยสนับสนุนเราในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในทุกขั้นตอน ที่สำคัญคือตอบสนองเร็ว แม้จะมีเหตุ COVID-19 ที่ทำให้แผนเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง บางจุดที่ต้องเร่งขึ้นระบบก่อนก็ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว รายงานผลอย่างเป็นรูปแบบ ติดตามได้ง่าย มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งยังสามารถประสานการทำงานร่วมกับทีมงานของศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศได้เป็นอย่างดี” — อ. วิทยาศักดิ์กล่าวชมเชย CSL

มั่นใจความพร้อมใช้งาน ด้วยบริการ Managed Services จาก CSL

เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำงานได้อย่างราบรื่น CSL ได้ให้บริการ Managed Services สำหรับดูแลระบบเครือข่ายและ Wi-Fi ของมหาวิทยาลัยแบบครบวงจร ทั้งการเฝ้าระวัง ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการจัดทำรายงานสรุป โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก CSL 1 ท่านรับหน้าที่ Service Desk ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัย พร้อมอุปกรณ์สำรองทั้ง Wireless Controller, Access Point และ Switch รุ่นต่างๆ พร้อมเปลี่ยนทันทีเมื่อมีอุปกรณ์ใดทำงานขัดข้อง นอกจากนี้ CSL ยังให้บริการ Web Managed Service สำหรับให้ทีมงานของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเปิดเคสซัพพอร์ต ติดตามสถานะการแก้ไขปัญหา และจัดทำรายงานด้วยตนเองได้อีกด้วย

“หลังการอัปเกรดระบบเครือข่ายและ Wi-Fi พบว่าการเชื่อมต่อเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระแสตอบรับจากเหล่าคณาจารย์และนักศึกษาก็ดีมาก การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งช่วยให้เรากล้าต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น LMS และนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็น Digital University ได้อย่างแท้จริง” — อ. วิทยาศักดิ์กล่าวปิดท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wi-Fi Solution และบริการ Managed Services สามารถติดต่อทีมงาน AIS Business และ CSL เพื่อขอรับคำแนะนำได้ทันที

AIS Business และ CSL พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th
Web: https://www.csl.co.th
Web: https://business.ais.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/case-study-mfu-w-fi-6-implementation-by-csl/

แนวโน้มของ Wi-Fi 6 ของปี 2022

เราทราบกันที่แล้วว่า Wi-Fi 6 คือความคืบหน้าล่าสุดในขณะนี้ แต่ในยามที่การใช้งานและผู้คนเปลี่ยนไปมาก นอกจากมาตรฐานหลักแล้ว Wi-Fi Alliance ก็ได้พยายามขยายขีดความสามารถของโซลูชันให้รองรับกรณีการใช้งานในโลกความเป็นจริง

Credit: Wi-Fi Alliance

หากพูดถึงมาตรฐานของ 802.11 ก็คงต้องยกให้ IEEE แต่หากพูดถึงชื่อของ Wi-Fi Alliance หมายถึงกลุ่มทางอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่ผลักดันฟีเจอร์ใหม่สู่ตลาดให้อุปกรณ์แต่ละค่ายทำงานร่วมกันได้ภายใต้โปรแกรม Wi-Fi Certified แต่รู้หรือไม่ว่า Certified เหล่านี้ยังมีส่วนย่อยเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงที่ต่างกันออกไปเช่น

  • Wi-Fi Certified Halow – พูดถึงการส่งสัญญาณได้ในระยะไกลและใช้พลังงานต่ำ หากอุปกรณ์ได้รับ Certified ตัวนี้ก็จะสามารถตอบโจทย์เรื่อง IoT ต่างๆได้ เช่น อาจจะส่งสัญญาณได้ระดับกิโลเมตร ด้วยความเร็วที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยและทะลุทะลวง
  • Wi-Fi Certified Optimized Connectivity – เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการเคลื่อนย้าย(Roaming) ระหว่าง Wi-Fi และ Cellular
  • Wi-Fi Certified QoS Management – เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการให้บริการอย่างมีคุณภาพ
  • Wi-Fi Certified Data Elements – ช่วยผู้ให้บริการและผู้ดูแลเครือข่ายสามารถจัดการเครือข่ายที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น
  • Wi-Fi Certified EasyMesh – ตอบโจทย์จำนวนอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมากภายในบ้าน ให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย อัจฉริยะและทรงประสิทธิภาพ
  • Wi-Fi Certified Easy Connect – ลดความซับซ้อนให้กับการคอนฟิคเครือข่าย เช่น ไม่ต้องมี UI เพียงแค่สแกน QR Code, ใช้ NFC tag หรือดาวน์โหลดข้อมูลอุปกรณ์จากคลาวด์สร้างการเชื่อมต่อแบบไร้สัมผัส (Zero Touch) ประโยชน์ข้อหนึ่งของอุปกรณ์ที่ได้ Certified นี้ก็คือไม่ต้อง enroll ใหม่เมื่อเปลี่ยน AP ตัวใหม่เป็นต้น

และนี่คือแนวโน้มความสามารถใหม่ๆที่ถูกผลักดันออกมาให้อุปกรณ์รองรับกับ Use Case ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง นอกเหนือจากความสามารถหลักของ Wi-Fi 6 อย่าง OFDMA ที่ช่วยให้ส่งข้อมูลในช่วงคลื่นที่ต่างกันรองรับข้อมูลหลายขนาด หรือ Target Wake time (TWT) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

ที่มา : https://www.networkcomputing.com/networking/wi-fi-6-2022-trends-not-your-grandfathers-wi-fi

from:https://www.techtalkthai.com/wi-fi-6-trends-2022/

MU-MIMO คืออะไร สำคัญอย่างไรกับ Wi-Fi 6 และ 6E

MU-MIMO : (Multi-User, Multi-Input, Multi-Output) ตรงตามตัว ในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งาน รองรับการรับและการส่งสัญญาณได้มากกว่าหนึ่ง ซึ่งก่อนจะมาเป็นเทคโนโลยี MU-MIMO นั้น อุปกรณ์เราเตอร์จะทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางได้ครั้งละ 1 ตัว เท่านั้น โดยเมื่อมีอุปกรณ์เข้ามาเชื่อมต่อมากกว่า 1 ตัว เราเตอร์จะใช้วิธีการรับส่งสัญญาณสลับไปมาอย่างรวดเร็วทีละตัว ข้อจำกัด คือ เราเตอร์ไม่สามารถทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้พร้อมกันทีละหลายตัวไม่ได้ ซึ่งเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า SU-MIMO (Single-User, Multi-Input, Multi-Output) เมื่อวิวัฒนาการมีการพัฒนาขนาดของข้อมูลใหญ่ขึ้น ทำให้รูปแบบการรับและส่งข้อมูลต้องเสียเวลาในการจัดการให้อุปกรณ์ปลายแต่ละตัวมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้เกิดการรอคอยที่ให้เกิดอาการหน่วงขึ้น

เทคโนโลยี MU-MIMO จะช่วยเสริมความเสถียรภาพให้ระดับความเร็วในการเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายบน Wi-Fi 6 และ Wi-Fi 6E ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นของจำนวนอุปกรณ์ปลายทางที่เข้ามาทำการเชื่อมต่อเราเตอร์ตัวเดียวกัน และจะได้เห็นเทคโนโลยี MU-MIMO 8×8 บน Wi-Fi 6 ที่จะทำให้เราเตอร์สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันได้สูงสุดถึง 8 เครื่อง ซึ่งมากกว่า Wi-Fi 5 ที่รองรับสูงสุดอยู่ที่ MU-MIMO 4×4

“802.11 a/b/g/n/ac/ax เป็นมาตรฐานของการทำงานบนระบบเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi ที่มีความเร็ว และคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน และเพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น จึงมีการกำกับป้ายชื่อให้กับ Wi-Fi ใหม่ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่ากำลังใช้งานอยู่บนมาตรฐานของ Wi-Fi ใดอยู่ ตัวอย่างเช่น Wi-Fi 5, Wi-Fi 6 เป็นต้น”

  • มาตรฐาน IEEE 802.11b  คือ Wi-Fi 1
  • มาตรฐาน IEEE 802.11a  คือ Wi-Fi 2
  • มาตรฐาน IEEE 802.11g  คือ Wi-Fi 3
  • มาตรฐาน IEEE 802.11n  คือ Wi-Fi 4
  • มาตรฐาน IEEE 802.11ac คือ Wi-Fi 5
  • มาตรฐาน IEEE 802.11ax คือ Wi-Fi 6

Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ใหม่ล่าสุดที่อัปเกรดให้การเชื่อมต่อไร้สายมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เพื่อตอบสนองความเร็วในการเชื่อมต่อทั้งข้อมูลและผู้ใช้งานในจำนวนที่มากขึ้นได้ มีความเร็วสูงสุดที่ 9.6 Gbps โดย Wi-Fi 6 รองรับการรับส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์ปลายทางหลายๆ ตัว ภายในเวลาเดียวกันด้วยเทคโนโลยี MU-MIMO และยังรองรับเทคโนโลยี OFDMA (Orthogonal Frequency Division Multiple Access) ช่วยให้มีการแบ่งช่องย่อยของคลื่นสัญญาณได้มากขึ้น ทำให้สามารถนำส่งข้อมูลไปให้กับอุปกรณ์ปลายทางหลายๆ เครื่องในช่วงเวลาเดียวกันได้ ส่งผลดีให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถเข้าถึงคลื่นความถี่ที่เราเตอร์ปล่อยออกมาได้รวดเร็วขึ้น

Wi-Fi 6E ทำงานบนย่านความถี่ 6 GHz ซึ่งจะมีความกว้างของช่องสัญญาณมากกว่า Wi-Fi 5 และ 6 ที่ทำงานบนย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz เหมือนเป็นการสร้างทางด่วนพิเศษเพิ่มขึ้นให้อุปกรณ์เราเตอร์มีคลื่นความถี่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม อุปกรณ์ปลายทางรุ่นไหนที่รองรับ Wi-Fi 6E เช่นเดียวกับเราเตอร์ ก็จะได้รับสิทธิ์ให้วิ่งขึ้นบนย่านความถี่ 6 GHz ได้เลย ไม่ต้องมาเบียดแทรกความแออัดบนย่านความถี่เดิมที่มีอยู่

  • อุปกรณ์เราเตอร์ที่รองรับ Wi-Fi 6 ใช้งานบนย่าความถี่ 2.4 และ 5 GHz
  • อุปกรณ์เราเตอร์ที่รองรับ Wi-Fi 6 ใช้งานบนย่าความถี่ 2.4, 5 GHz และ 6 GHz

อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยี MU-MIMO ไม่ได้ช่วยเสริมพลังการส่งสัญญาณไร้สายบน Wi-Fi 6 และ 6E ให้มีความเร็วและแรงมากกว่าเดิม แต่ MU-MIMO มีบทบาทที่สำคัญในการรักษาความเสียรภาพของความเร็วไม่ให้ลดลง เมื่อมีจำนวนอุปกรณ์ปลายทางเข้ามาทำการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น”

ข้อจำกัดของเทคโนโลยี MU-MIMO จะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณสมบัติของอุปกรณ์สื่อสารปลายทางที่เข้ามาเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายบน Wi-Fi 6 และ 6E โดยจะต้องรองรับคุณสมบัติ MU-MIMO ด้วยเช่นกับอุปกรณ์เราเตอร์ที่มีหน้าที่ปล่อยสัญญาณไร้สาย จึงจะสามารถได้รับประสิทธิภาพการเชื่อมต่อไร้สายที่แท้จริงได้

“เทคโนโลยีที่สูงกว่าบนเราเตอร์ จะไม่สามารถยกระดับและอัพเกรดประสิทธิภาพอุปกรณ์สื่อสารปลายทางที่มีเทคโนโลยีต่ำกว่าได้”

ที่มา : What is MU-MIMO, and why is it essential for Wi-Fi 6 and 6E? | Network World

from:https://www.techtalkthai.com/mu-mimo-wi-fi-6-6e/

นักวิเคราะห์ชี้ Wi-Fi 6E อาจยังไม่ถูกใช้งานมากนัก จากปัญหาการขาดแคลนชิปทั่วโลก

รายงานจาก Dell’Oro ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการใช้งาน Wi-Fi 6E ที่อาจไม่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างเท่าที่ควรจากปัญหาการขาดแคลนชิปและข้อกฎหมายในการอนุญาตให้ใช้ย่านความถี่ 6GHz ในประเทศต่างๆ รวมถึงการมาของมาตรฐาน Wi-Fi 7 เองก็อาจกลายเป็นทางเลือกในการอัปเกรดระบบ Wi-Fi แทนได้

Credit: Wi-Fi Alliance

ในช่วงปีที่ผ่านมาเราได้เห็นกระแสของ Wi-Fi 6E ที่ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากในเชิงเทคโนโลยี ซึ่งจะมาช่วยปลดล็อคคอขวดเดิมที่มีของระบบ Wi-Fi อย่างเช่นปัญหาย่านความถี่ในการใช้งานในระดับ 2.4GHz กับ 5GHz นั้นเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป ส่งผลให้ผู้พัฒนาโซลูชันระบบ Wi-Fi ทั่วโลกต่างเปิดรับต่อมาตรฐานใหม่กันอย่างกว้างขวาง

แต่ในขณะเดียวกัน ทาง Dell’Oro เองก็ได้ทำการสอบถามเหล่า Systems Integrator และพบว่าธุรกิจองค์กรส่วนใหญ่ยังคงมองหา Wi-Fi 6 แทนที่จะเป็น Wi-Fi 6E ในขณะที่ปัญหาด้านการขาดแคลนชิปเองก็ทำให้เหล่าผู้ผลิตนั้นถึงแม้จะมีการเปิดตัวโซลูชัน Wi-Fi 6E ออกมา แต่กำลังการผลิตก็ยังคงเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตอุปกรณ์สำหรับโซลูชัน Wi-Fi 6 เป็นหลักอยู่

นอกจากนี้ มาตรฐาน Wi-Fi 7 หรือ IEEE 802.11be ที่มีอีกชื่อเรียกว่า Extremely High Throughput (EHT) ก็กำลังจะเปิดตัวร่างมาตรฐานในปี 2023 ที่กำลังจะมาถึงนี้พร้อมความสามารถใหม่ๆ ในย่านความถี่ 2.4GHz, 5GHz และ 6GHz โดย Dell’Oro เชื่อว่าถึงแม้มาตรฐานนี้จะมีกำหนดการแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการในปี 2024 แต่เราก็น่าจะได้เริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ที่รองรับร่างมาตรฐานนี้ตั้งแต่ปี 2023 แล้ว เหมือนสมัยของ Wi-Fi 6 ที่เราได้ใช้ผลิตภัณฑ์กันตั้งแต่ช่วงที่มาตรฐานยังคงเป็นฉบับร่างอยู่

ด้วยปัจจัยเหล่านี้เอา ทำให้ Dell’Oro วิเคราะห์ว่าธุรกิจองค์กรจำนวนมากอาจข้ามการอัปเกรดไปสู่ Wi-Fi 6E ในปีนี้ และรอมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 7 ในปีหน้าแทน

ที่มา: https://www.tomshardware.com/news/-wifi7-enroute-deloro , https://www.delloro.com/news/supply-constraints-a-pin-in-the-balloon-for-wi-fi-6e/

from:https://www.techtalkthai.com/analysts-say-wi-fi-6e-might-not-be-mass-adopted/

เชิญร่วมงานสัมมนา Wi-Fi 6 & 5G Technology by TP-Link | 2 หรือ 9 ธันวาคม 11:00 น.

TP-Link ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านเครือข่าย เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Wi-Fi 6 & 5G Technology by TP-Link” เพื่ออัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยี Wi-Fi 6 และ 5G ล่าสุด พร้อมผลิตภัณฑ์จาก TP-Link ในวันที่ 2 หรือ 9 ธันวาคม 2021 เวลา 11:00 – 12:00 น. ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Wi-Fi 6 & 5G Technology by TP-Link
รอบที่ 1: วันที่ 2 ธันวาคม 2021 เวลา 11:00 – 12:00 น.
รอบที่ 2: วันที่ 9 ธันวาคม 2021 เวลา 11:00 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Webinar
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.gle/L7gj7gP8RnGyqQBE8

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • อัปเดต Wi-Fi 6 Technology
  • อัปเดต 5G Technology
  • ผลิตภัณฑ์ TP-Link ที่รองรับ Wi-Fi 6 และ 5G

ภายในงานมีกิจกรรมลุ้นรับรางวัลจาก TP-Link มากมาย หลังจากลงทะเบียนแล้วโปรดรอรับอีเมลยืนยันเพื่อใช้ในการเข้าดู Zoom อีกครั้ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @tplink

from:https://www.techtalkthai.com/tp-link-webinar-wi-fi-6-and-5g-technology/