คลังเก็บป้ายกำกับ: VMWARE_ARIA

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์! 3 แนวทางทำ Digital Transformation ติดสปีดการพัฒนาศักยภาพให้องค์กรของคุณ

Digital Transformation(DX) ครอบคลุมถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้องค์กรก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ประกอบด้วย คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดีแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำมากแค่ไหน แต่หากระบบการทำงานยังเป็นแบบเดิม แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแบบเก่า องค์กรก็ไม่สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีของโลกอย่าง Cloud, AI, Blockchain หรืออื่นๆ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรยังต้องดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดใจให้พนักงานเปิดรับกับเรื่องใหม่ด้วยเช่นกัน

การทำ DX ไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรมีก้าวทันไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น แต่สำคัญขนาดที่ว่าหากองค์กรใดไม่สามารถก้าวไปสู่เรื่องนี้ใด้ องค์กรนั้นจะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในที่สุด อย่างไรก็ดี DX เป็นเพียงแค่การวางแผนในภาพกว้าง ท้ายที่สุดผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าท่านเหมาะสมกับเทคโนโลยีอะไร และจะก้าวไปอย่างไร ซึ่งเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมา การมาถึงของโรคระบาดได้กระตุ้นองค์กรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ทราบว่าแนวทางใดในภาพของ DX ที่ท่านควรมองหา ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 เทรนด์ที่องค์กรมองหาเมื่อพูดถึง Digital Transformation ในทุกวันนี้ครับ

1.) Microservices

Microservices เป็นสถาปัตยกรรมในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยออกแบบแบ่งส่วนเป็นบริการย่อยเพื่อทำงานตอบโจทย์ฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยบริการสามารถคุยกันได้ผ่าน API หรือ AMQP ซึ่งการออกแบบเช่นนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างจาก Monolithic ที่ผนึกทุกอย่างเป็นก้อนเดียวกัน หากพูดถึงประโยชน์หลักของ Microservices สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. Agility – การที่สามารถแบ่งบริการเป็นส่วนย่อยได้ทำให้องค์กรจัดสรรหน้าที่ของผู้รับผิดชอบได้รวดเร็วมากขึ้น เมื่อแต่ละคนดูแลเฉพาะหน้าที่ของตนได้ การทำงานก็ว่องไวและมีประสิทธิภาพสูง
  2. Flexible Scaling – จากการที่บริการมีหน้าที่แยกกันชัดเจนหลายส่วน ทำให้ผู้ดูแลสามารถขยายระบบในเชิงของปริมาณเพื่อรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในบริการนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที
  3. Easy Deployment – การนำส่งซอฟต์แวร์ (Continuous Delivery) กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งเมื่อเทียบกับ Monolithic เพราะ Microservices ทำให้องค์กรสามารถทดสอบฟังก์ชันใหม่ได้อย่างสะดวก โดยไม่กระทบบริการอื่น 
  4. Technology Freedom – ความอิสระของบริการยังนำไปสู่การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Framework และไลบรารีที่ต่างกันออกไปได้ ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ออกแบบแอปพลิเคชันในแนวทางของ Microservices จะมีโอกาสรับความโดดเด่นของแต่ละเครื่องมือหรือภาษาได้อย่างแท้จริง
  5. Reusable Code – แนวคิดแบบโมดูลเพื่อทำฟังก์ชันเฉพาะหน้าที่ ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำบริการต้นแบบนี้ไปใช้เป็นพื้นฐานของหน้าที่อื่นได้โดยไม่ต้องลงแรงเขียนใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดเวลาลงไปได้เช่นกันหากมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี
  6. Resilience – อีกหนึ่งจุดเด่นของ Microservices ที่เหนือกว่า Monolithic อย่างเห็นได้ชัดคือไร้จุดอ่อนที่ทำให้ทั้งแอปล่ม กล่าวคือหากมีบริการเสียบางส่วน ทั้งแอปก็ยังคงใช้ได้แต่อาจทำเพียงแค่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แอปธนาคารที่ท่านอาจไม่สามารถซื้อกองทุนได้แต่ยังโอนเงินได้ตามปกติเพราะไส้ในของแอปเหล่านี้คือการทำงานแบบ Microservices นั่นเอง

แต่เมื่อพูดถึงการทำ Microservices ในเชิงการปฏิบัติการจริงนั้น ศัพท์ที่ได้ยินประการแรกมักจะมีเรื่องของ Container เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอเนื่องจากเป็นท่าปกติที่องค์กรมักเลือกใช้เพื่อ implement ระบบ Microservices เพราะตอบโจทย์ภาพของ isolation ชัดเจน รวมทุกอย่างไว้ภายใน ตลอดจนมีส่วน Orchrestration ที่ช่วยควบคุมการทำ Scale-out และ Availability

อีกประการคือ DevOps ที่ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมของนักพัฒนาและผู้ดูแลที่คาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก รวมไปถึงแนวคิดการพัฒนาและนำส่งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะของ Microservices ที่ซับซ้อนและมีเครื่องมือเกี่ยวพันมากมายภาย ซึ่งเมื่อผสานรวมกันจึงนำไปสู่ความท้าทายเหล่านี้

  1. CI/CD Pipeline Management – Microservices ได้เพิ่มจำนวนขององค์ประกอบที่ทีมต้องจัดการเพิ่มขึ้นมากเทียบกับ Monolithic เช่น เดิมท่านอาจมีแค่ 5-6 pipeline ในองค์กร แต่เมื่อแตกย่อยแอปพลิเคชันออกเป็นหลายส่วนจำนวน pipeline อาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงหลักร้อยได้
  2. Managing Microservices – อย่างที่ทราบแล้วว่าจำนวนของบริการกลายเป็นความซับซ้อนใหม่ ยิ่งในองค์กรใหญ่ที่มีแอปพลิเคชันนับร้อยการดูแลต้องเป็นที่เรื่องที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี เช่น จะขยายฟังก์ชันไหนเพื่อเพิ่มความสามารถและจำนวนเท่าไหร่ถึงเพียงพอกับสถานการณ์ เป็นต้น
  3. Monitoring – แต่ละบริการมีการสื่อสารกันผ่าน API แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละ Request จากผู้ใช้ผ่านไปยังส่วนใดของบริการบ้าง? นี่คือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแอปพลิเคชัน หากไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ได้การแก้ปัญหาก็จะล่าช้า

Microservices มีประโยชน์มากมายต่อการปรับตัวสู่โลก Cloud native โดยจะเห็นได้ว่ามีทั้งความยืดหยุ่นในเชิงของปริมาณและความสามารถ ทำให้ท่านนำส่งฟีเจอร์ใหม่ต่อผู้ใช้ได้รวดเร็ว และทนทานต่อการสูญเสีย อีกด้านหนึ่ง Microservices ก็แฝงมาด้วยความท้าทายที่องค์กรต้องก้าวเข้ามาหรือควรมีที่ปรึกษาประสบการณ์สูงเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น 

โดย Stream เองถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ให้บริการธุรกิจมาแล้วหลายแห่งเพื่อช่วยลูกค้าออกแบบระบบ Microservices มาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งทีมงาน Stream สามารถให้บริการได้ตั้งแต่การเก็บ Requirement ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน พร้อมดูแลภายหลังการติดตั้ง ครอบคลุมถึงการพัฒนาแอปพลิชันบน Web และ Mobile ผ่านระบบคลาวด์หรือตามที่ลูกค้าต้องการ 

ในกระบวนการทำงานทีมงานจะทำการออกแบบระบบในแนวทางของ Microservices และอาศัยคอนเซปต์แนวคิดของ DevSecOps เข้ามาเพื่อให้การทำงานคล่องตัว อัตโนมัติ และที่สำคัญคือมั่นคงปลอดภัยในทุกขึ้นตอน อย่างไรก็ดีทีมงาน Stream ได้นำเทคโนโลยี Low-code มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งหลอมรวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้ลูกค้าทั้ง Web และ Mobile

นอกจากนี้ Stream ยังมีทีมงานที่สามารถให้บริการในเทคโนโลยี BlockChain ได้ ซึ่งคือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบแชร์ โดยรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (Immutable) หรือแก้ไขได้ เพราะทุกคนในเครือข่ายจะถือข้อมูลที่ตรงกันการแก้ไขหรือเพิ่มข้อมูลจะกระทบต่อทุกคนให้ต้องยอมรับร่วมกันเสียก่อน โดยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในอีกหลายด้านเช่น การพิสูจน์ตัวตนในวงการธุรกิจการให้บริการทางการเงิน (eKYC) ที่ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น

ท่านใดสนใจบริการของ Stream สามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

2.) Relational Database Platform

ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการแสวงหาโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งานในองค์กรแทบทุกอย่าง โดยหากพูดถึงประโยชน์นั้น ปัจจัยแรกคือ การลดต้นทุนเนื่องจากโอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมาเพื่อการค้าในองค์กรที่มักมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ปัจจัยที่สอง โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องที่เปิดกว้างเพราะเผยโค้ดให้เห็นถึงการทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถแชร์ความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ กล่าวคือไอเดียจากคนจำนวนมากย่อมดีกว่าซอฟต์แวร์ทางการค้าที่สร้างโดยบุคคลไม่กี่คน ซึ่งนอกจากเรื่องฟีเจอร์แล้วความเปิดกว้างนี้ยังส่งผลไปถึงเรื่อง Security ที่เปิดให้ทุกคนรีวิวได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสเกิดช่องโหว่

ปัจจัยสุดท้าย โอเพ่นซอร์สถือเป็นเทรนด์ที่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ได้ และริเริ่มทดลองได้ง่ายด้วย ยิ่งในองค์กรขนาดเล็กอาจจะใช้เพียงแค่เวอร์ชัน Community ซึ่งในหลายซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีการต่อยอดเพื่อการค้า เช่น ปรับแต่งให้มีความสามารถระดับสูงที่เหมาะกับองค์กรเป็นต้น

ฐานข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันก็มีกระแสที่องค์กรได้เล็งเห็นความสามารถว่าโอเพ่นซอร์สก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ซอฟต์แวร์เพื่อการค้า อีกทั้งยังยืดหยุ่นเปิดกว้างมากกว่า หากพูดถึง PostgreSQL หรือ Postgres ก็คือ RDBMS โอเพ่นซอร์สที่น่าจะคุ้นหูใครหลายคน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมีความสามารถโดดเด่นดังนี้

  1. Multiversion concurrency control (MVCC) ทำให้แต่ละ Transaction ไม่มีผลต่อกันจัดการเรื่อง Read Lock และการันตีคุณสมบัติ ACID โดยนำเสนอการแบ่งแยกระดับ Transaction เป็นสามระดับคือ Read Commit, Repeatable Read และ Serializable
  2. รองรับการทำ replica โหนดแบบ asynchronous ทำให้สามารถทำ query โหนดแบบ Read-only รวมถึงยังมีความสามารถ Replication แบบ Synchronous ที่การันตีการเขียนข้อมูลของแต่ละ Transaction
  3. รองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด เช่น Binary, JSON, Date/Time, Enum, Array, IPv4/IPv6 เป็นต้น ดังนั้นหากเจอกับข้อมูลหลากชนิด PostgreSQL ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมขององค์กร
  4. รองรับคำสั่งทำ Inheritance ตัวอย่างเช่น INHERITS (table_name) ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องการสร้าง Table ใหม่ที่มีโครงสร้างเดิมเพียงแค่มี Column เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องง่ายใน PostgreSQL นอกจากนี้ Statement ยังดูสะอาดตาไม่ซับซ้อนอีกด้วย
  5. โดยปกติแล้วคอลัมน์ของ Relational Model ควรเป็น Atomic แต่ในมุมของ PostgreSQL ไม่ได้มีข้อกำหนดและทำให้คอลัมน์มีข้อมูลย่อยที่เข้าถึงได้จากการ Query ยกตัวอย่างเช่น สามารถสร้างตัวแปร array ได้และเรียกดูข้อมูลเข้าไปถึง array ภายในได้เช่น ‘Select * from Table_name where Table_name.Column[index of array]’
  6. ความสามารถในการค้นหา ‘Full-text Search‘ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะปกติการใช้ ‘Like’ ให้ค้นหาได้อย่างแม่นยำอาจต้องเพิ่ม Regex Expression เข้ามาร่วมด้วยแต่ความเก่งของ PostgreSQL คือสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องทำเช่นนั้น เช่น การค้นหา work ในชุดข้อมูลที่มีหลายรูปแบบของ “Working, works, worked และอื่นๆ”

และจากความโดดเด่นเหล่านี้เอง PostgreSQL จึงดึงดูดให้องค์กรจำนวนมากสนใจใช้งาน แต่ในการทำงานขององค์กรอาจจะยังไม่เพียงพอนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีบริษัทที่ชื่อว่า EnterpriseDB (EDB) ได้ต่อยอดให้ PostgreSQL มีฟีเจอร์สำหรับการทำงานระดับสูง เช่น

  • Security – ตรวจสอบระดับ Session ได้ว่ามีกิจกรรมใดเกิดขึ้นในฐานข้อมูล ซึ่งเหนือกว่า PostgreSQL ธรรมดาที่ user ID อาจถูกแชร์กัน รวมถึงมีกลไกช่วยป้องกันการโจมตีแบบ SQL Injection และยังได้รับการรับรองจากกระทรวงการป้องกันของสหรัฐฯ และ FIPS 140-2 พร้อมเครื่องมือสำหรับช่วยดูแลข้อมูลให้เป็นไปตาม GDPR
  • Enterprise Manager –  ลูกค้าของ EDB PostrgreSQL จะได้รับเครื่องมือช่วยเหลือมากมายจากเครื่องมือ Postgres Enterprise Manager เช่น Dashboard แสดงผลที่ปรับแต่งได้ แม้กระทั่งความสามารถคาดการณ์ความจุของพื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงมีส่วนช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ Log ดูว่าในการทำงานมีประสิทธิภาพส่วนใดที่ติดขัด เป็นต้น
  • Data Adapters – ทีมงาน EDB เป็นผู้พัฒนาหลักในการพัฒนาเรื่อง Foreign Data Wrapper (FDW) บนมาตรฐานของ SQL/MED โดยเป็นหัวหอกในการพัฒนา FDWs for MySQL, MongoDB และ Hadoop รวมถึงการเชื่อมต่อ PostgreSQL และ Oracle เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์สริม
  • Migration Toolkit – มีเครื่องมือรองรับการย้ายค่ายจากฐานข้อมูลเดิมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรองรับฐานข้อมูลยอดนิยมต่างๆเช่น Oracle, Sybase, Microsoft SQL Server และ MySQL ซึ่งเครื่องมือ Migration ของ EDB Postgres นี้การันตีความสามารถรองรับ Stored Procedures และ PL/SQL ได้ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือทั่วไป
  • Failover Manager – ผู้ใช้งาน EDB PostgreSQL มั่นใจได้ว่าการทำงานของระบบจะไม่มีสะดุดเพราะมีเครื่องมือทำ Failover โดยรองรับคลัสเตอร์ได้หลายกลุ่ม อีกทั้งยังทำได้อัตโนมัติทั้งไปและกลับ หรือการทำ Virtual IP และ Load Balancer 
  • Backup & Recover – สามารถทำการ Backup และกู้คืนข้อมูลได้จาก Local และรีโมต มีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่ และรองรับการสำรองข้อมูลแบบ incremental รวมถึงกู้คืนได้ใน Point-in-time และออกรายงานต่างๆ ได้

โดย Stream เองเป็นทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชันของ EDB PostgreSQL สำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความพร้อมที่จะนำโซลูชันเข้าไปเสนอ ออกแบบ ทดสอบ สร้างระบบร่วมกับลูกค้าและดูแลต่อเนื่องหลังการติดตั้ง สนใจติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่าง

3.) Multi-cloud Management

คลาวด์ได้ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวและเพิ่มความล้ำสมัยทางนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งธุรกิจได้ผ่านก้าวแรกนั้นมาแล้วจนเข้าสู่สถานการณ์ที่มีการผสมผสานคลาวด์หลายแห่ง โดยเหตุผลขององค์กรที่ก้าวสู่ Multi-cloud คือ ไม่ต้องการถูกผูกขาดการให้บริการ หรือต้องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการจริงๆเพราะแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีความโดดเด่นต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี Multi-cloud จึงได้พาองค์กรก้าวเข้าสู่ความท้าทายใหม่ดังนี้

  1. ความมั่นคงปลอดภัย – ข่าวคลาวด์ที่หลุดออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี สาเหตุหลักเพราะคลาวด์แต่ละเจ้ามีเครื่องมือควบคุมการเข้าถึง หรือเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างกัน วิธีการคอนฟิคก็แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้เองโอกาสที่ทีมงาน Security ขององค์กรจะคอนฟฟิคผิดพลาดก็มีเพิ่มขึ้น(Misconfiguration) หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคอนฟิคก็ต้องตามแก้ไขอัปเดตในแต่ละคลาวด์ซึ่งอาจทำได้ไม่ทั่วถึง (Config Drift)
  2. ขาดทักษะในการทำงาน – ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานคลาวด์ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับให้เจอกับคลาวด์หลายเจ้าพร้อมกัน ก็อาจทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยังไม่นับปัญหาเรื่องบุคคลากรด้านไอทีที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากความไม่รู้
  3. ปรับการใช้งานให้เหมาะสม – Multi-cloud เป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังว่าจะช่วยองค์กรลดต้นทุนได้ แต่หากขาดเครื่องมือ Visibility ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้เลยว่ามีการใช้งานทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง ใช้งานจริงอยู่เท่าไหร่ ปรับลดอะไรได้บ้าง นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่องค์กรต้องหาให้เจอ
  4. การปรับตัวที่ดี – องค์กรต้องปรับมาตรฐานการทำงานให้เป็น Baseline ก่อนว่าจะนำคลาวด์มาใช้งานร่วมกันด้วยวิธีปฏิบัติเดียวกันได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็น Orchrestration, Automation, Security และ Visibility (ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพยากร และ Security) ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์มีเครื่องมือเหล่านี้ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในกรอบความรู้และความเชี่ยวชาญในค่ายของตนเองเท่านั้น ตรงนี้เองคือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรต้องศึกษาและปรับใช้ นอกจากนี้การทำ Microservices ที่ดีจะทำให้แตกแขนงออกสู่ความหลากหลายของคลาวด์ได้ ตลอดจนทำให้องค์กรได้ประโยชน์อย่างสูงสุดทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ 

จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ Multi-cloud กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที ต้องมีการวางแผนจัดการกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการรายวันให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตความสามารถให้เท่าทันกับฟีเจอร์ใหม่ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่งเครื่องมือในท้องตลาดมีมากมายแต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยและองค์กรใช้งานมานานแล้วนั่นคือ VMware โดยเมื่อไม่นานนี้ได้มีการเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่ชื่อ Aria เพื่อบริหารจัดการ Multi-cloud โดยเฉพาะรองรับกับคลาวด์เจ้าต่างๆ และเมื่อผสานเข้ากับระบบ Virtualize แบบเดิมที่มีอยู่แล้วก็เรียกได้ว่าเติมเต็มสู่การบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างครบวงจร

สำหรับ Aria ได้ผนึกเอาความสามารถเดิมที่ VMware มีอยู่แล้วเช่น vRealize, CloudHealth และ Tanzu ประกอบกับความสามารถใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยมีความสามารถใน 4 มุมมอง คือ

  • Cost – ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพและเทรนด์ของค่าใช้จ่าย ช่วยวิเคราะห์และออกรายงานทำให้องค์กรวางแผนด้านการเงินได้แม่นยำสอดคล้องกับแผนทางธุรกิจ
  • Performance – แน่นอนว่า VMware สามารถมองเห็นภาพของทรัพยากรต่างๆ ในทุกคลาวด์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเสริมพลังด้าน AI ได้ยกระดับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดและองค์กรสามารถวางแผนด้านการปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น
  • Security – มุมมองอันดับแรกของ Multi-cloud ก็คือจะทำอย่างไรให้การคอนฟิคทุกคลาวด์นั้นเป็นอย่างมีมาตรฐานในแนวทางเดียวกัน โดยเครื่องมือ Aria จะปรับให้การใช้งานเป็นไปได้ตามเป้าหมายและตรงประเด็นกับ Compliance อีกด้วย
  • Automation – ความยากของการปฏิบัติงานบนคลาวด์ที่แตกต่างกันคือจะทำอย่างไรถึงจะทำงานได้รวดเร็วและลดการพึ่งพาคนให้น้อยที่สุดขจัดความยุ่งยากและข้อผิดพลาด โดยแนวทางของ DevOps ได้บรรจุรวมอยู่ในโซลูชัน Aria ที่รองรับการทำ Infrastructure as Code ตลอดจนการทำ CI/CD ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากความโดดเด่นที่กล่าวมาฟีเจอร์ชูโรงของ Aria ที่ถูกพูดถึงมากก็คือเทคโนโลยี Aria Graph ที่สามารถเชื่อมโยงภาพของการใช้งานเช่น Application, User, Config และ Dependency เข้าด้วยกันได้ ช่วยขจัดภาพอันซับซ้อนเปิดทางให้แอดมินเข้าใจความสัมพันธ์ มองเห็นถึงปัญหาต้นตอและจัดการได้อย่างคล่องตัวจากศูนย์กลาง หากปราศจากเรื่องนี้แล้วการบริหารจัดการสินทรัพย์มหาศาลในระบบ Multi-cloud คงเป็นไปได้ยาก

ความท้าทายเรื่องของความซับซ้อนด้านทักษะนั้นไม่เกิดขึ้นกับ VMware เพราะแอดมินส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยกับหน้าตาของเครื่องมืออยู่แล้วเช่น vSphere หรือส่วนบริหารจัดการ Tanzu ท่านจะเห็นได้ว่าถูกผนวกเข้ามาได้อย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกันกับ Aria ที่ไม่ได้ทำให้งานของท่านยากขึ้นหรือต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยโซลูชันนี้เองเป็นพระเอกหลักของการให้บริการ Multi-cloud Management ที่ Stream นำมาใช้ให้บริการทุกท่าน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อทีมงานได้ตามที่อยู่ด้านล่างครับ

เกี่ยวกับ Stream

บริษัท Stream ก่อตั้งเมื่อปี 1998 จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านไอทีแก่ลูกค้าในตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงปี 2019 บริษัทได้มีการขยายความเชี่ยวชาญจากเพียงแค่ไอทีสู่โซลูชันดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Digital Transformation ได้อย่างมั่นใจ

ผลงานบางส่วนคือ Stream ได้ให้บริการกลุ่มธุรกิจประกันให้เป็น InsurTech ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัพลิเคชันสำหรับประกันโดยเฉพาะ สามารถออกแบบ UX-UI สำหรับบริการประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับลักษณะของธุรกิจประกัน อาทิเช่น การทำแอป e-Claim สำหรับการเคลมประกันผ่าน VDO conference มีวิธีการยืนยันตัวตนในการเข้าแอปโดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain ด้วยการทำ e-KYC เพื่อความปลอดภัย และรับส่งข้อมูลมหาศาลผ่านโซลูชั่น Managed File Transfer โดยในกรณีของงานแอปพลิเคชันทีมงานของ Stream มีความเชี่ยวชาญในการทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ร่วมกับเทคโนโลยี Cloud และ Container ทำให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันของลูกค้าจะรองรับนวัตกรรมใหม่แห่งยุคสมัยและเข้าสู่ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ Stream ยังได้มีโอกาสให้บริการลูกค้าในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำ Digital Core Bank ให้กลุ่มสถาบันการเงิน ให้คำปรึกษาองค์กรภาครัฐด้านการทำ Digital Transformation เช่น ระบบเก็บและบันทึกข้อมูลกับ IoT สู่ Big Data เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมค้าปลีกเกี่ยวกับ Digital Process ประกอบด้วยการจัดการ Workflow อย่างอัตโนมัติร่วมกับ RPA หรือทำ Digital Supply Chain ด้วย e-Procurement เป็นต้น

หากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใดต้องการทำ Digital Transformation สามารถติดต่อ Stream เพื่อรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ ตรงกับเป้าหมายขององค์กร โดยสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด อีเมล marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

ที่มา :

  1. https://learn.microsoft.com/en-us/devops/deliver/what-are-microservices
  2. https://aws.amazon.com/microservices/
  3. https://blog.opstree.com/2021/06/02/major-devops-challenges-faced-while-implementing-microservices/
  4. https://www.datamation.com/cloud/what-is-microservices/
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_transformation
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/EnterpriseDB
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/PostgreSQL
  8. https://arctype.com/blog/postgresql-features-list/
  9. https://www.cio.com/article/191102/5-challenges-every-multicloud-strategy-must-address.html
  10. https://cloudsecurityalliance.org/blog/2021/05/18/the-challenges-managing-multi-cloud-environments/
  11. https://techbeacon.com/enterprise-it/4-essential-open-source-tools-cloud-management
  12. https://www.vmware.com/products/aria.html

from:https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-trends-with-stream/

[Guest Post] VMware ยกระดับการจัดการมัลติคลาวด์ด้วย VMware Aria

VMware Aria ที่ขับเคลื่อนโดย VMware Aria Graph

ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกราฟรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดความซับซ้อนของมัลติคลาวด์

บนคลาวด์และแอปพลิเคชั้นต่างๆ

หลายองค์กรได้มีการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านการทำงานบนพับบลิกคลาวด์และ Edge เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มการใช้งาน Kubernetes เพื่อช่วยในการจัดการและปรับขนาดแอปพลิเคชันที่ทันสมัยในการทำงานบนคลาวด์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดการแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานมัลติคลาวด์ โดยเฉพาะบนพับบลิกคลาวด์และในสภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีที่หลากหลายนั้นล้วนมีความซับซ้อน ทีมงานที่ดูแลต้องทำการควบคุมต้นทุน พร้อมทั้งรับรองประสิทธิภาพ และจัดการนโยบายความปลอดภัยเพื่อให้สอดคล้องกันในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีการกระจายตัวเหล่านี้ วันนี้ที่งาน VMware Explore 2022 VMware (NYSE: VMW) ได้ทำการเปิดตัวพอร์ตโฟลิโอในการจัดการมัลติคลาวด์ที่เรียกว่า VMware Aria ซึ่งได้จัดเตรียมชุดของโซลูชันแบบ end-to-end เพื่อช่วยรองรับการจัดการต้นทุน ประสิทธิภาพ การกำหนดค่าต่างๆ รวมถึงการส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมการรองรับการใช้งานเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์ จากการขับเคลื่อนของ VMware Aria Graph ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกราฟทำให้ VMware Aria สามารถรวบรวมและจัดการกับความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ของลูกค้าของเราได้

เพอร์นีมา พัดมนาบาน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการจัดการระบบคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “ในความเป็นจริงของการใช้งานมัลติคลาวด์ การจัดการค่าใช้จ่ายบนคลาวด์โดยรวม รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ การใช้ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน การรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดบนคลาวด์ที่มีความแตกต่างอาจเป็นเรื่องยาก และอาจจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เกินกำหนด ไร้ประสิทธิภาพ และเพิ่มความเสี่ยง นักพัฒนาจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านค่าใช้จ่าย ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและการกำหนดค่าข้อมูล ซึ่งมักจะแยกกันอยู่บนเครื่องมือที่ต่างกัน เพื่อทำความเข้าใจคุณลักษณะที่สมบูรณ์ของแอปพลิเคชันที่พวกเขากำลังจะพ้ฒนา VMware Aria’s API-first approach จะช่วย ช่วยให้นักพัฒนา, SRE และทีมวิศวกรรมแพลตฟอร์มสามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กันจากแหล่งต่างๆ มาทำการวิเคราะห์และแก้จุดบกพร่องของแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถแสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่าย ประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการกำหนดค่าต่างๆบนแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งปริมาณงานทั้งหมดในสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบคลาวด์ สำหรับทีม Platform Ops, IT Ops และ Cloud Ops”

การประกาศเปิดตัว VMware Aria ในครั้งนี้ มาพร้อมกับความสามารถใหม่พร้อมกับการขยายขอบเขตสำหรับการจัดการคลาวด์แบบเนทีฟและมัลติคลาวด์ในสามหมวดหมู่ได้แก่ – VMware Aria Cost ที่ขับเคลื่อนโดย CloudHealth, VMware Aria Operations และ VMware Aria Automation VMware Aria จะช่วยเสริมและขยายการจัดในการพัฒนา การส่งมอบ DevSecOps และการจัดการวงจรในการใช้งานของเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชันบนแพลตฟอร์ม VMware Tanzu VMware Aria ซึ่งถูกจัดการโดย VMware Aria Hub
ที่จะนำเสนอมุมมองและการควบคุมแบบรวมศูนย์สำหรับจัดการสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทั้งหมด พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จาก VMware Aria Graph เพื่อกำหนดค่าทั่วไปของแอปพลิเคชัน ทรัพยากร บทบาท และบัญชีต่างๆ ทั้งยังเป็นกลุ่มโซลูชันแบบ end-to-end รูปแบบใหม่จากการเปิดตัวในงาน VMware Explore 2022 ที่ส่งมอบการกำกับดูแลคลาวด์ การเคลื่อนย้ายคลาวด์ รวมถึงข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจอีกด้วย

VMware Aria Graph และ VMware Aria Hub: เทคโนโลยีใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย VMware Aria หัวใจสำคัญของความสามารถในการจัดการพับบลิกคลาวด์รูปแบบใหม่ของ VMware Aria คือ VMware Aria Graph ที่ทำการเก็บข้อมูลแบบกราฟ ที่รวบรวมทรัพยากรและความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ไว้ด้วยกัน และได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองกับความท้าทายในการปฏิบัติงานของเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชัน VMware Aria Graph ได้พร้อมจัดเตรียมแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียวที่มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการอัปเดทในเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาปัจจุบัน โซลูชันอื่นๆ ในตลาดปัจจุบันได้รับการออกแบบในยุคที่มีการปรับการเคลื่อนไหวให้ช้าลงโดยเฉพาะอย่างในการจัดการกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการติดตามสินทรัพย์ ในทางตรงกันข้าม VMware Aria Graph ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการดำเนินการบนคลาวด์แบบเนทีฟ

ด้วยการใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมที่มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐานในการรวบรวมความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม ทำการปรับขนาดเป็นหลายร้อยล้านวัตถุ และทำการอัปเดตในเวลาที่เกือบจะเป็นปัจจุบัน VMware Aria Graph ตรงกับความต้องการและข้อกำหนดขนาดใหญ่ในการจัดการมัลติคลาวด์ขององค์กรมากที่สุด พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลกราฟของ VMware Aria และบริการ APIช่วยให้สามารถผสานรวมกับโซลูชันภายนอกอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น เช่นความสามารถในการตรวจสอบสังเกตการณ์รวมถึงเครื่องมือการจัดการกับประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันต่างๆ ข้อมูลจะถูกรวบรวมและปรับให้เป็นมาตรฐานจากพับบลิกคลาวด์, คลาวด์ภายในองค์กร, เครื่องมือของ VMware และเครื่องมือภายนอกอื่นๆใน Aria Graph ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ในการดำเนินงาน รวมถึงระบบอัตโนมัติ และการวัดต้นทุนที่มีอยู่ของลูกค้าใน VMware vRealize CloudHealth โดย VMware และ VMware Tanzu Observability products โดยการนำการจัดการป้องกันแอปพลิเคชันไปยังไพรเวทหรือไฮบริดคลาวด์ นอกเหนือจากพับบลิกคลาวด์แบบเดิม

VMware Aria Graph จะพร้อมใช้งานแก่ลูกค้าสำหรับความสามารถบน VMware Aria Hub ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกที่ VMworld 2021 ภายใต้ชื่อ Project Ensemble VMware Aria Hub ได้จัดเตรียมมุมมองและการควบคุมแบบรวมศูนย์เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทั้งหมด

ความสามารถหลักของ VMware Aria Graph ได้แก่:

  • ความสามารถในการปรับขนาด – รองรับสภาพแวดล้อมบนเนทีฟคลาวด์
    o สามารถปรับขนาดเป็นหลายร้อยล้านโหนด
    o พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลกราฟจะรวบรวมความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มที่จำเป็นเพื่อให้เข้าใจในความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง
    o สามารถเปิดใช้งานการดูการกำหนดค่าในอดีตที่สำคัญเพื่อทำการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง
  • ความสามารถในการรวบรวมเหตุการณ์ – รองรับอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับสูง
    o สามารถบันทึกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกครั้ง
    o สามารถบันทึกเหตุการณ์ได้ละเอียด
  • เป็นสถาปัตยกรรมทั้งแบบรวมศูนย์และแบบโมดูลาร์ – ช่วยให้สามารถรวมข้อมูลจากแหล่งใดก็ได้
    o การทำงานแบบ Plug-and-play ช่วยให้คุณสามารถแบ่งชั้นของข้อมูลจากเครื่องมือภายนอกได้
    o สามารถจัดข้อมูลการปฏิบัติงานแบบองค์รวมจากแหล่งเดียว ช่วยให้ทีมงานสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • Unified GraphQL API – ลดความยุ่งยากซับซ้อนในการทำงานของทั้งนักพัฒนาและทีมปฏิบัติการ
    o สามารถสร้างอินเทอร์เฟซเดียวที่เป็นมิตรกับนักพัฒนาและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์
    o มีการสืบค้น GraphQL ที่แม่นยำช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

VMware เปิดตัวโซลูชั่นแบบ End-to-End รูปแบบใหม่ สำหรับการกำกับดูแลคลาวด์ การย้ายคลาวด์ และข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจในระดับต่างๆ

มัลติคลาวด์มาพร้อมกับความท้าทายทางด้านการจัดการรูปแแบบใหม่ที่ยากต่อการแก้ปัญหาในการจัดการกับสภาพแวดล้อมที่มีการกระจายตัวและมีความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน VMware Aria พร้อมมอบคุณสมบัติและฟังก์ชันที่ครอบคลุมการจัดการและคลาวด์ทั้งหมด เพื่อมอบคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใครในการกำกับดูแลมัลติคลาวด์ การย้ายข้ามคลาวด์ และข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่นำไปใช้งานได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรากำลังจะเปิดตัวการให้บริการในแบบ end-to-end รูปแบบใหม่สามบริการที่ถูกสร้างขึ้นบน VMware Aria Hub และ VMware Aria Graph:

  • VMware Aria Automation Guardrails – การทำงานแบบอัตโนมัติ ของ cloud guardrails สำหรับการจัดการเครือข่าย ความปลอดภัย ต้นทุน ประสิทธิภาพ และการกำหนดค่าตามขนาดบนสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ด้วยการเข้าถึงแบบ everything-as-code
  • VMware Aria Migration – ช่วยเร่งความเร็วและลดความซับซ้อนในการเคลื่อนย้ายมัลติคลาวด์ด้วยการประเมิน การวางแผนและการดำเนินการ แบบโดยอัตโนมัติ
  • VMware Aria Business Insights – จัดการวิเคราห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องจากความสัมพันธ์ของเหตุการณ์แบบฟูลสแตกโดยใช้การวิเคราะห์ AI/ML

ขอแนะนำตระกูลใหม่ในชื่อ VMware Aria

ในงาน VMware Explore เราได้เปิดตัวการจัดการคลาวด์แบบเดี่ยวในตระกูล VMware Aria ลูกค้าที่ใช้งานโซลูชันของ VMware’s multi-cloud management ได้แก่ VMware vRealize, CloudHealth โดย VMware Suite และ Tanzu Observability โดย Wavefront จะมีสิทธิ์รับข้อเสนอของ VMware Aria ที่เกี่ยวข้อง VMware Aria Cost, VMware Aria Operations และ VMware Aria Automation มอบชุดโซลูชันที่ครบวงจรแก่ลูกค้าครอบคลุมการส่งมอบและการดำเนินงานบนโครงสร้างพื้นฐานและการบริการแอปพลิเคชันที่รองรับคลาวด์ต่างๆ

บริการ VMware Cross-Cloud ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์มัลคลาวด์ของลูกค้า

ในงาน VMware Explore 2022 VMware กำลังจะเปิดตัวบริการ VMware Cross-Cloud ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถก้าวเข้าสู่ยุคมัลติคลาวด์อย่างอิสระ ยืดหยุ่น และปลอดภัย บริการ VMware Cross-Cloud เป็นพอร์ตโฟลิโอของบริการคลาวด์ที่มอบวิธีการสร้าง ใช้งาน เข้าถึง และรักษาความปลอดภัยให้แอปพลิเคชันบนคลาวด์จากอุปกรณ์ใดก็ได้ โดยความสามารถหลักของบริการ VMware Cross-Cloud ได้แก่ 1) App Platform 2) Cloud Management 3) Cloud & Edge Infrastructure 4) Security & Networking และ 5) Anywhere Workspace โดยสามารถติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ VMware นำเสนอเส้นทางสู่ระบบคลาวด์ที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจดิจิทัล ได้ที่ VMware Explore 2022

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-enhances-multi-cloud-management-with-vmware-aria/