คลังเก็บป้ายกำกับ: VIRTUALIZATION__CONTAINER

Tangerine x VMware Webinar: VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end

Tangerine ร่วมกับ VMware (Thailand) ขอเชิญเหล่านักพัฒนาเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end” พร้อมเคล็ดลับการพัฒนาแอปฯ ให้ไว ลดต้นทุน และแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หมดห่วงเรื่อง Downtime ในวันพุธที่ 26 ตุลาคม เวลา 14:00 น. ลงทะเบียนเข้าฟังบรรยายได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: VMware Tanzu Application Platform (TAP) เปิดประสบการณ์ที่เหนือกว่า พัฒนาแอปพลิเคชันแบบ End-to-end
วัน: วันพุธที่ 26 ตุลาคม 2022
เวลา: 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Live Webinar
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.gle/j4gJmKNANpra9DqWA

ยุค Digital 4.0 ทำให้ Software กลายเป็นหัวใจสำคัญธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์, บริการ หรือช่องทางหลักในการดำเนินธุรกิจของหลายองค์กร ความได้เปรียบในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ แข่งขันกันอยู่ที่ความเร็ว และความเสถียรของ Application เพื่อให้ตอบสนองได้ทันใจลูกค้า

ร่วมเปิดประสบการณ์พัฒนาแอปพลิเคชันได้ไวยิ่งขึ้น ลดต้นทุน ลดเวลาการพัฒนาแอปฯ จากหลักเดือนเหลือเพียงหลักวัน พร้อมทริกในการแก้ปัญหาใดๆ ในซอฟต์แวร์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หมดห่วงปัญหา Downtime เสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ

สนใจเข้าร่วมงาน สามารถสแกน QR Code หรือกดปุ่มลงทะเบียนด้านล่าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-678-8660 ต่อ 106

from:https://www.techtalkthai.com/tangerine-x-vmware-webinar-vmware-tanzu-application-platform/

Oracle ออกอัปเดต Virtual Box 7.0 รองรับ 3D App และ Cloud Integration

Oracle ออกอัปเดต Oracle VM VirtualBox เวอร์ชัน 7.0 ซอฟต์แวร์ Open-source Virtualization Platform รองรับ 3D App และ Cloud Integration

Credit: Oracle

ในเวอร์ชันนี้ ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายส่วน โดยจุดเด่นหลักคือการรองรับการเชื่อมต่อกับ Oracle Cloud Infrastucture (OCI) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของทีม DevOps ทำให้สามารถบริหารจัดการ Virtual Machine (VM) ที่อยู่ทั้ง Development และ Production Environment ได้พร้อมกันผ่านทางหน้าจอ Dashboard เดียว และรองรับการ Export VM จากระบบ On-premise ขึ้นไปยัง OCI ผ่าน Virtual Box ได้ และผู้ดูแลระบบสามารถทำ Automated VM Builder เพื่อสร้างระบบ Automation ในการสร้าง VM ใหม่ ช่วยลดเวลาในการทำงานได้

Virtual Box 7.0 ยังมีการปรับปรุงการทำงานของ VM กับแอพพลิเคชัน 3D เพิ่มเติม โดยรองรับการทำงานกับ DirectX 11 และ OpenGL แล้ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำ VM Encryption ซึ่งรองรับอัลกอริทึมเข้ารหัส AES 128/256-bit ได้ทั้ง VM data, logs และ Configuration file โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ

ที่มา: https://siliconangle.com/2022/10/12/oracle-revamps-virtualbox-virtualization-software-cloud-integration-3d-app-support/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-releases-virtual-box-7-0-support-3d-app-and-cloud-integration/

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/

ขอเชิญร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการออนไลน์ในหัวข้อ “SUSE Rancher”

SUSE ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการในรูปแบบออนไลน์ โดยท่านจะได้เรียนรู้ไปกับเครื่องมือบริหารจัดการ Kubernetes ที่ชื่อว่า Rancher

โดย Rancher Virtual Rodeos เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเชิงลึก ออนไลน์ ไม่มีค่าใช้จ่าย ถูกออกแบบมาเพื่อให้ DevOps และทีมไอที ได้มีโอกาสทดลองติดตั้งและบริหารจัดการ Kubernetes ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นภาษาไทย จากผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคของ Rancher โดยมีเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้นหรือมีประสบการณ์มาบ้าง โดยมุ่งหวังที่จะให้ความรู้แก่ทุกคนที่สนใจเรียนรู้วิธีใช้ Container technology หรือ Kubernetes

งานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม 2565 เวลา 9.00 – 12.00 น.

ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3dPiP8S

รายละเอียดการประชุมเชิงปฏิบัติการ

หัวข้อ : SUSE Rancher

ผู้บรรยาย :

  • คุณ Borisuth Opasanont ตำแหน่ง Country Manager, Thailand SUSE
  • คุณ Pihan Jantarasaard ตำแหน่ง Solution Architect, Thailand SUSE

วันเวลา : วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม 2565 เวลา 9.00 – 12.00 น.

ภาษา : ไทย

ลิงก์เข้าร่วม : https://bit.ly/3dPiP8S

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม
ผู้เข้าร่วมประชุมควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ Docker การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะใช้เครื่องมือบน web ที่เรียกว่า HobbyFarm เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณเข้าถึงการทำงานของระบบผ่านทาง web browser

หัวข้อในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ :
• แนวคิดและสถาปัตยกรรมของ Docker และ Kubernetes
• การติดตั้งและกำหนดค่าของเซิร์ฟเวอร์
• การปรับใช้ Kubernetes cluster
• การปรับใช้แอปพลิเคชันและการเข้าใช้งาน

กำหนดการ

แนะนำโรดิโอ (15 นาที)
• วัตถุประสงค์ของโรดิโอ
• ภาพรวม Docker และ Kubernetes

การปรับใช้เซิร์ฟเวอร์ (30 นาที)
• การจัดเตรียมเซิร์ฟเวอร์
• การติดตั้ง Rancher เซิร์ฟเวอร์
• คำแนะนำของ Rancher UI

พัก (15 นาที)

การปรับใช้ Kubernetes (1 ชั่วโมง 45 นาที)
• การติดตั้ง Kubernetes
• สำรวจ Rancher cluster และ CLI
• การติดตั้งแอพพลิเคชั่นจากแคตตาล็อก

ถาม & ตอบ (15 นาที)

from:https://www.techtalkthai.com/rancher-rodeo-thailand-27102022/

TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day | 5 ตุลาคมนี้

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกเกือบ 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ความรู้ด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กรโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Alcatel-Lucent Enterprise, Allied Telesis, Blancco, Cisco, Cloudflare, Commscope, Dell Technologies, Fortinet, Hillstone Networks, HPE Aruba, Juniper Networks, Netka, Nutanix, Panduit, Schneider Electric, Sophos, Tenable, Thales Group, TmaxSoft, Veeam และ VMware ไปจนถึงเหล่าผู้เชี่ยวชาญในไทยที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์และกรณีศึกษาต่างๆ ให้เหล่าธุรกิจไทยนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที เช่น AIS, Bangkok MSP, Bangkok Systems & Software, Computer Union, STelligence, Soft De’but, Tangerine, True IDC และ Yip In Tsoi

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจาก AIS 5G, True IDC, สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (สกมช.) และธนาคารกสิกรไทย ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ 5G, Data Center และ Hybrid Multi-cloud ในไทย รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบโครงสร้างพื้นฐานตาม พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การจัดตั้ง SOC และการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-enterprise-it-infrastructure-day/

[Guest Post] รู้ไหม ลูกค้า Azure นั้นยังต้องการกระจายโหลดงานขนาด Enterprise

VMware NSX Advanced Load Balancer (Avi) By VST ECS

ด้วยความที่ Microsoft Azure ได้โตขึ้นเร็วมากในธุรกิจ Public Cloud  เป็นแหล่งดึงดูดกลุ่ม Enterprise เข้ามาใช้งานเพื่อซัพพอร์ทงานที่มีอยู่หลายแห่งทั่วโกล ย่อมต้องทั้งเรื่องการซัพพอร์ต ความปลอดภัยและ ความเข้มงวดของระบบ ต่างๆ ขณะที่กลุ่มงาน Enterprise ได้ปรับตัวให้เจ้าตัว Azure ให้รันกลุ่มงาน Enterprise ในระบบคลาวน์  กลุ่มนี้จึงยังต้องการกลุ่ม Enterprise-Grade สำหรับการทำโหลดบาลานต์เพื่อให้แน่ใจว่าพวกแอปพลิเคชันของเขายังน่าเชื่อถือและตรงตาม SLA (Service Level Agreement) 

SLA

ตัวชี้วัด

ความคงทนของแอปพลิเคชัน

  •   เป็นเปอร์เซ็นของเวลาที่แอปพลิเคชันทำงานได้
      (VM ตัวเดียว/ กลุ่มของ VM / โซนของ VM)

Load Balancing

  • จำนวนการเชื่อมต่อ ต่อวินาที
  • ความหน่วง ต้นทาง-ปลายทาง
  • เวลาที่ตอบสนอง

ความปลอดภัย

  • ทำ SSL Terminate
  • OWASP CRS
  • SSL/TLS Certifications Security

การวิเคราะห์ & ระบบมอนิเตอร์

  • จำนวนเซตของเกณฑ์ที่สามารถดูผลได้
  • สถิติอัลกอลิทึมต่างๆ

ตาราง : เกณฑ์ SLA โดยทั่วไปที่ต้องการในกลุ่มแอพพริเคชันขนาดใหญ่

อุปกรณ์โหลดบาลานด์ยุคก่อนๆ หรืออาจจะเป็นเวอร์ชันเวอร์ชวลก็ตาม อาจจะยังไม่เข้าถึงความออโตเมต และการขยับขยาย โดยในมุมของการเสกลที่จำเป็นต่อผล SLAs บนคราวด์ ยังมีข้อจำกัดเรื่องความยากที่จะเซตอัพและดูแล ขณะที่กลุ่มซอฟแวร์โอเพนซอร์สเองที่มีราคาถูก แต่ก็ดูยังไม่สมบูรณ์เท่าไร โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการบริการ ที่ต้องการทีมที่ทำเป็นเป็นพิเศษ

Avi Network ได้นำเอา Enterprise-Grade และระบบบริการแอปพลิเคชัน Multi-Cloud ไปยังตัว Azure ด้วย VMware NSX Advance Load Balancer (ได้เปลี่ยนชื่อจาก Avi Vantage) ทำให้ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีการทำโหลดบาลานด์ข้ามระบบคลาวด์ได้ รวมถึงยังใส่ความปลอดภัยในเรื่องของแอพพลิเคชันไว้ให้ด้วยบนระบบ Azure โดยมีทั้งที่ทำไว้ให้แล้ว และระบบวิเคราะห์ผลการทำงานต่างๆ ในระดับเอนเตอร์ไพรท์ ซึ่งตัว Software-Defined นี้ที่มีให้คือ

  • ซอฟแวร์โหลดบาลานด์
  • เวปแอปพลิเคชันไฟล์วอล (iWAF)
  • ระบบโครงข่ายที่ยืดหยุ่นได้ สำหรับระบบแอปพลิเคชัน Container

ตัว NSX Advance Load Balancer (ตามรูปที่1) ถูกสร้างโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบให้แยกชั้นทำงาน ไม่เหมือนการทำงานแบบแบบสมัยก่อน โดยโครงสร้างนี้จะแยกชั้นการทำงานกับชั้นควบคุมแยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถซัพพอตร์งานแอปพลิเคชันบน L4-L7 และยังสามารถซัพพอร์ตข้ามไปยังแพตฟอร์มอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ หรือ On-Premise ด้วยการจัดการที่เดียว โดยตัว Software Defined โดยเฉพาะ และใช้งาน REST API 100% เพื่อให้เกิดการทำงานอัตโนมัติไปยังทุกๆ ส่วน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของท่านไห้สามารถเซตเงื่อนไข กฏเกณฑ์ต่างๆได้ และสามารถทำการสปินส่วนงานบริการได้ทุกเมื่อ (Service Engine) เมื่อพบกว่าเซอวิสต์ที่ให้บริการมีการใช้งานมาก และสามารถลดงานบริการเพิ่มเติมได้ ตามที่ต้องการ

NSX Advanced Load Balance Architecture for Application Delivery

AVI ได้มีกลุ่ม Policy ไว้ใช้กับ MICROSOFT AZURE

ตัว NSX Advanced Load Balancer ได้นำเสนอชุด Policy สำหรับใช้งานบน Microsoft Azure (ดูตามรูปที่2) เพื่อให้เกิดการติดตั้งได้ง่ายกับการเสกลขนาดใหญ่ และออโตเมติกกับโครงสร้างภายในตัว Azure เอง

 

ไม่เพียงการเชื่อมต่อจะง่ายแล้ว แต่มันยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ในการทำงานด้วย ตัว NSX Advanced Load Balance จัดเก็บประสิทธิภาพที่สูงไว้โดยไม่ต้องอัพเกรด Hardware และยังสเกลได้ถึงหลักล้าน SSL Transection ต่อวินาที

NSX Advanced Load Balancer ซัพพอร์ตช่องทางการตัดสินใจด้วยในระดับแอปพลิเคชัน รวมถึงชนิดของการติดตั้ง , ผังโครงสร้าง ขนาดของไซด์ การขยายและการทำ HA

ข้อดีของการเชื่อมต่อของ AVI และ AZURE

  1. Service Engine ตัว AVI SE เป็นการทำงานโหลดบาลานด์บน virtual IP (VIP) นั้นเป็นซอฟแวร์ ทำให้ตัว SEs นี้สามารถเกิดขึ้นมาซัพพอร์ตกับกลุ่มงานแอพพลิเคชันที่ต้องการได้ เป็นวงจรออโตเมต ของระบบ SE เอง ซึ่งจริงๆแล้ว SE สามารถติดตั้งได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Bare Metal, VM, Container ขึ้นอยู่กับความต้องการ และขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการการใช้ทราฟฟิกที่ต้องจัดการ
  2. Networks :VNets, NICs และ IP Address IPAM, Azure DNS และ Third Party Integration ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้เพื่อให้ได้รับชุดของ IP Address อัตโนมัติได้
  3. Azure Scale Sets กลุ่มของ Avi Pool สามารถอ้างอิงกับฝั่งของ Azure Scale Set ได้ โดยสามารถ Sync กันได้ตลอดเมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยที่ Avi สามารถ Takeover เพื่อทำ Auto scale ได้อีกด้วย และมีระบบวัดต่างๆมากกว่าร้อยแบบ เพื่อช่วยในการตัดสินในทั้งการ Scale In-Out

             คลิกเดียวของ Avi สามารถทำการโหลดบาลานด์และเวปแอปพลิเคชันไฟวอล บน Azure

    สนใจติดต่อสอบถามทีมงาน VMware ได้ทันที

    สำหรับผู้ที่สนใจ VMware สามารถลงทะเบียน
    ลุ้นรับฟรีของรางวัลสุดพิเศษจากทาง VST ECS จำนวน 10 รางวัล ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf-PikK1B4eFOHpbQjz_U6anwNCFRJjJg8Qvr22cqMa7lZrvw/viewform?usp=sf_link

 

หรือสแกน QR Code 

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม สามารถติตด่อทาง VSTECS  ได้ที่ VMware@vstecs.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-nsx-advanced-load-balancer-avi-by-vst-ecs/

Red Hat Newsletter – จดหมายข่าว Red Hat ภาษาไทย [ฉบับ 2022-08]

 

อัปเดตข่าวสารจาก Red Hat ที่คัดสรรมาเพื่อชาว IT ไทยโดยเฉพาะ

หากคุณสนใจเทคโนโลยีหรือโซลูชันใดๆ จาก Red Hat สามารถติดต่อทีมงาน Red Hat ในประเทศไทยได้ทันทีที่คุณ Sanjay Email: sasanjay@redhat.com (สามารถส่ง Email ภาษาไทยได้)


สัมมนาเรื่อง Power Up Your SAP Application with Red Hat Open Source Solutions

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญจาก Red Hat ที่จะมาร่วมแบ่งปันว่าโซลูชันโอเพนซอร์สของ Red Hat ไม่ว่าจะเป็น container, automation และเทคโนโลยี integration กับระบบปฏิบัติการพื้นฐาน Red Hat Enterprise Linux ที่จะช่วยให้การย้ายข้อมูลของคุณจัดการได้มากขึ้น และมอบความยืดหยุ่นให้กับความต้องการทางธุรกิจของคุณ พร้อมกับประสบการณ์การย้ายสภาพแวดล้อม SAP จากผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง


รู้จักกับ MicroShift

MicroShift คือโซลูชัน Red Hat OpenShift ขนาดเล็กสำหรับติดตั้งใช้งานบนอุปกรณ์ Edge Computing โดยเฉพาะ ด้วยคุณสมบัติการใช้ CPU และ RAM ที่น้อยลง แต่ยังคงรองรับ Kubernetes ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


OpenShift Virtualization: ทำไมจึงต้องนำ Virtual Machine มาใช้งานภายใต้ Kubernetes?

มาร่วมเรียนรู้ถึงแนวโน้มและสาเหตุที่ควรนำ Virtual Machine มาบริหารจัดการภายใต้ Kubernetes พร้อมทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่จะช่วยให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริงขึ้นมาได้


The Path to GitOps

E-Book ฉบับนี้จะสรุปถึงเครื่องมือ, ขั้นตอน และการวางโครงสร้างเพื่อให้ทีมงานสามารถทำ GitOps ได้อย่างครบวงจรสำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังเริ่มต้นหรือพิจารณาการนำแนวทาง GitOps ไปใช้ในการทำงาน


มีอะไรใหม่ใน Quarkus รุ่น 2.7 จาก Red Hat

พบกับความสามารถใหม่ๆ ใน Quarkus 2.7 จาก Red Hat เช่น Hibernate Search, Dev Services, Kakfa UI, UPX, Kubernetes-Native, SmallRye Stork, การรองรับ Java 17 และการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบโดยรวม


 

การใช้ OpenID Connect Authentication ภายใน OpenShift ด้วย Red Hat Single Sign-On

รู้จักกับวิธีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่หลากหลายสำหรับ Red Hat OpenShift เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของธุรกิจองค์กร


การทำ Event-driven Autoscaling ด้วย KEDA และ Knative Integration

รับชมคลิปที่เล่าถึงโซลูชันการสร้างระบบ Autoscaling สำหรับ Kubernetes ด้วยตนเองจาก Red Hat โดยการใช้ KEDA และ Knative Integration


Automation at the Edge: 7 industry use cases and examples

E-Book ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการทำ Automation สำหรับระบบ Edge ด้วยกัน 7 กรณีจาก 7 อุตสาหกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และการบริหารจัดการระบบ Edge แบบอัตโนมัติ


มีอะไรใหม่ใน Insights Advisor for Red Hat OpenShift

พบกับ Insights Advisor รุ่นใหม่ที่ปรับปรุง UI ใหม่ทั้งหมด ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการระบบ Hybrid Infrastructure เป็นไปได้อย่างง่ายดายด้วยคำแนะนำจากระบบ Predictive Analytics และองค์ความรู้จากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของทีมงาน Red Hat


Red Hat OpenShift 4.11 GA แล้ว

Red Hat OpenShift 4.11 มีทั้งความสามารถใหม่และการปรับปรุงความสามารถเดิม เช่น การรองรับการติดตั้งบน Nutanix AOS แบบ IPI, FedRAMP profile ใน Compliance Operator, Disconnected Mirroring Workflow, Custom Metric Autoscaler, Monitoring, Logging และความสามารถอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-newsletter-2022-08/

[Guest Post] ปักหมุด 5 กลยุทธ์ไอทียุค Next Normal กับวีเอ็มแวร์

 

เมื่อวิกฤตโควิด-19 กำลังผ่านพ้นไปพร้อมกับความปกติใหม่ (New Normal) กำลังถูกแทนที่ด้วยความปกติถัดไป (Next Normal) ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลกลายเครื่องมือสื่อสารต่อวิถีชีวิตและการขับเคลื่อนธุรกิจ ดังนั้น ทุกองค์กรจึงควรเตรียมพร้อมกับการกำหนดกลยุทธ์ไอทีเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในก้าวต่อไป

 

           

เดินหน้าต่อกับมัลติ-คลาวด์ (Multi-Cloud)     

แม้องค์กรจะมีการนำไฮบริดคลาวด์มาใช้งาน แต่มัลติ-คลาวด์ดูจะเป็นคำตอบที่ตรงจุดหากต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นจริงในอนาคต เพื่อรับมือปริมาณงานและอุปกรณ์สื่อสาร (Network Edge) ภายใต้แอปพลิเคชันหลากหลายโดยคอนเทนเนอร์และไมโครเซอร์วิสมากขึ้น ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมเวอร์ช่วลไลเซชันที่ผสานการทำงานของคลาวด์ทุกประเภท

วีเอ็มแวร์ หนึ่งในผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีเวอร์ช่วลไลเซชันกล่าวว่า การใช้ ซอฟต์แวร์ในการบริหารทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (Software-defined)  ได้แก่ เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และเน็ตเวิร์ค เพื่อมุ่งสู่ Hyper-Converged ภายใต้การจัดการแบบเวอร์ช่วล ถือเป็นหัวใจหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาคลาวด์ ตัวอย่างเช่น VMware vSphere ซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาเพื่อจัดการกับเวอร์ช่วลเซิร์ฟเวอร์ และร่วมกับ vMotion ในการยกย้ายและบริหารจัดการเวอร์ช่วลแมชชีนต่าง ๆ VMware vSAN ในการบริหารจัดการสตอเรจ หรือ การสร้างเวอร์ช่วลเน็ตเวิร์คโดย VMware NSX หรือ จะปรับเปลี่ยนอินฟราสตรัคเจอร์คลาวด์แบบจัดเต็มทุกฮาร์ดแวร์ด้วย VCF (VMware Cloud Foundation) เพื่อเสริมบริการธุรกิจผ่านคลาวด์ และเกิดการใช้ทรัพยากรไอทีร่วมกันอย่างเป็นระบบ คุ้มค่าบนความปลอดภัยแบบ Zero-trust การเพิ่มเติมเทคโนโลยี HCX (Hybrid Cloud Extension) ที่ช่วยขยับขยายคลาวด์แบบ On-prem ขึ้นไปยังคลาวด์ระดับโกลบอล(Global Cloud) เช่น อเมซอนเว็บเซอร์วิส ไมโครซอฟท์อาซัวร์ หรือกูเกิล ที่มีการใช้งานต่างเวอร์ชันได้อย่างปลอดภัย ประหยัดทั้งเงินและเวลา เป็นต้น

 

ไม่ตกยุคเรื่องแอปพลิเคชัน (App Modernization)

เชื่อว่าขณะนี้องค์กรมีการนำแอพพลิเคชั่นเข้ามาเป็นศูนย์กลางของธุรกิจมากขึ้น การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการผู้ใช้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งหมดส่งผลให้แอพพลิเคชั่นต้องมีระบบที่ซับซ้อนขึ้น มีการอัพเดทตลอดเวลา และต้องสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นั้นเป็นเหตุให้องค์กรเล็งเห็นถึงความสำคัญในการแบ่งแอพพลิเคชั่นให้สามารถกระจายตัว (Cloud native Runner) มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถทำงานบน container เพื่อความสะดวกในการโยกย้ายระหว่าง cloud และมีการทำงานร่วมกันระหว่างทีมผู้พัฒนาและผู้ดูแลระบบอย่างใกล้ชิด (DevOps)

เนื่องจากแอพพลิเคชั่นมีความซับซ้อนสูงและทำงานกระจายกัน ทีมผู้ดูแลจึงต้องมี Platform และเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการ Application สมัยใหม่ หลายองค์กรตัดสินใจเริ่มต้นจาก Kubernetes ที่เป็นเครื่องมือบริหารจัดการกรณีมีการใช้งานคอนเทนเนอร์ปริมาณมาก ๆ ร่วมกับหน้าจอบริหารจัดการที่ใช้งานง่าย ผู้ใช้สามารถใช้งานในรูปแบบ self-service การมอนิเตอร์ระบบและแอพพลิเคชั่นแบบครบวงจรเป็นอีกสิ่งที่องค์กรมองหา โดยมีจุดประสงค์เพื่อความรวดเร็วสูงสุดในการหาปัญหาและลดเวลาที่ทีมงานใช้ในการแก้ปัญหานั้นๆ นอกเหนือไปจากเครื่องมือข้างต้น

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายองค์กรให้ความสำคัญคือความมั่นคงปลอดภัยของระบบและแอพพลิเคชั่น เช่น การเข้ารหัสรีเควสต่างๆภายแอพพลิเคชั่น การแสกนแอพพลิเคชั่นหรือ container ที่ถูกสร้างขึ้นมา หรือการจำกัดการเข้าถึงส่วนต่างๆของระบบ ทั้งหมดทั้งมวล VMware Tanzu เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยบริหารการพัฒนาแอปพลิเคชันบนคอนเทนเนอร์ตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถทำงานในทุกสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น private หรือ public cloud โดยที่มีเป้าหมายให้ทีมพัฒนาทำงานอย่างคล่องตัว สะดวกและรวดเร็ว ในขณะที่ทีมดูแลระบบสามารถบริหารจัดการแอพพลิเคชั่นใหม่ๆอย่างง่ายดาย ในรูปแบบที่เขาถนัด

 

เหนือกว่าด้วยเวอร์ช่วลเน็ตเวิร์ค (Virtual Cloud Network)

อุปกรณ์เน็ตเวิร์คแบบแยกส่วนการทำงาน (Desperate Network Stack) กำลังถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์มแบบเวอร์ช่วลเพื่อให้องค์กรมองเห็นเสมือนเป็นระบบเน็ตเวิร์คเดียวกัน เกิดการจัดการและรักษาความปลอดภัยที่ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยเครื่องมือเดียว โดยรองรับการทำงานได้หลากหลาย ทั้งเวอร์ช่วลแมชชีน คอนเทนเนอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี VMware NSX ที่มาพร้อมการจัดการไฟร์วอลล์แบบเบ็ดเสร็จในระดับเวอร์ช่วลแมชชีน จะช่วยลดปัญหาคอขวดของการบริหารเส้นทางจราจรของปริมาณงานและข้อมูลของไฟร์วอลล์หลักที่เชื่อมออกไปยังภายนอก ขึ้นสู่คลาวด์ หรือภายในดาต้าเซ็นเตอร์เอง ตลอดจนกำจัดจุดอ่อนความปลอดภัยโดยฝังระบบตรวจจับและป้องกันผู้บุกรุก (IDS และ IPS) ไว้ในไฮเปอร์ไวเซอร์ เทคโนโลยีกระจายการส่งข้อมูลรูปแบบใหม่ NSX Advanced Load Balancer สามารถปรับเพิ่มหรือลดการใช้งานตามความเหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งเพิ่มระบบตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลที่มีการส่งผ่านด้วย

           

รับมือการทำงานได้จากทุกที่ (Anywhere Workspace)

วีเอ็มแวร์ได้เผยตัวเลขว่า 74% ของพนักงานมีการทำงานแบบไฮบริดร่วมกันระหว่างเข้าออฟฟิศและทำงานจากบ้าน ขณะที่ 84% ต้องการจัดหาเครื่องมือที่ชาญฉลาดสำหรับการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีโซลูชันที่ดีพอในการจัดการทรัพยากรที่รวดเร็ว การปกป้องข้อมูลและควบคุมการเข้าถึงแอปพลิเคชันจากอุปกรณ์ต่างๆ ได้ดี

อย่างไรก็ตาม การทำงานบนสภาพแวดล้อมและแอปพลิเคชันใหม่ๆ จากทุกที่ ทำให้กรอบความปลอดภัยเดิมที่เคยควบคุมได้หายไป VMware Workspace One จึงเป็นแพลตฟอร์มการทำงานดิจิทัลที่จะช่วยองค์กรในการควบคุมคุมการเข้าถึงแอปพลิเคชันจากทุกอุปกรณ์ และมี VMware Horizon ตัวช่วยในการบริหารจัดการเวอร์ช่วลเดสก์ท็อปและเวอร์ช่วลแอปพลิเคชันให้กับการทำงานทางไกล รวมถึงกำหนดแนวทางความปลอดภัยที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน และใช้งานคู่กับ UEM (Unified Endpoint Management) ในการกำหนดกรอบนโยบายและจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมปลอดภัยสำหรับเครื่องใช้งานปลายทาง ตลอดจนมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหาการใช้งานเวอร์ช่วลเดสก์ท็อปและเน็ตเวิร์คที่ลงลึกถึงรากของปัญหา (Root-cause Analysis)

           

ครบทุกมิติด้วยความปลอดภัย (Intrinsic Security)

โลกดิจิทัลทำให้องค์กรต้องมีมุมมองความปลอดภัยไอทีที่กว้างขึ้น วีเอ็มแวร์แนะว่า การสร้างระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็งจะต้องครอบคลุม 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

  1. เครื่องใช้งานปลายทาง (Endpoint)
  2. ปริมาณงาน (Workloads) ที่เกิดจากแอปพลิเคชันหรือกระบวนการพัฒนา (DevOps)
  3. คลาวด์
  4. เน็ตเวิร์ค
  5. ระบบระบุตัวตน (Identity System)

ส่วน 3 แนวทางการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูง คือ

  1. จัดหาอุปกรณ์ที่ฝังระบบความรักษาปลอดภัยในตัว
  2. ปรับเปลี่ยนระบบความปลอดภัยที่เคยแยกส่วนทำงาน (Silo) มาเป็นการบริหารแบบองค์รวม (Unified) และ
  3. ไม่จำกัดการสอดส่องเฉพาะภัยคุกคามไซเบอร์ (Threat Centric) อย่างมัลแวร์ แรนซั่มแวร์ แต่ต้องมองถึงบริบทโดยรอบ (Context Centric) เช่น พฤติกรรมที่ผิดปกติโดยผู้ใช้งาน เพื่อครอบคลุมทุกความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด

โดย VMware Carbon Black จะช่วยองค์กรป้องกัน ตรวจจับ และตอบโต้ความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งานไม่ว่าจะเป็นเวอร์ช่วลไลเซชัน แอปพลิเคชัน คอนเทนเนอร์ คลาวด์ เป็นต้น ซึ่งเน้นการตรวจสอบเชิงลึกและสร้างระบบจัดการความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ข้ามไปมาระหว่างแอปพลิเคชันและคลาวด์ต่าง ๆ ขณะที่ VMware SASE จะมาเสริมการจัดการความปลอดภัยด้านเน็ตเวิร์คชนิดครบจบในโซลูชันเดียว ไม่ว่าจะเป็นเกตเวย์ SD-WAN เราเตอร์ วีพีเอ็น แอนตี้ไวรัส ความปลอดภัยในการใช้งานเว็บ คลาวด์ หรือการเข้าสู่ระบบของผู้ใช้งาน เป็นต้น

 

ด้วย 5 กลยุทธ์ไอทีและเทคโนโลยีจากวีเอ็มแวร์ จะทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าธุรกิจยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย

from:https://www.techtalkthai.com/5-tech-strategies-for-next-normal-by-vmware-and-yip-in-tsoi/

CrowdStrike เพิ่มความสามารถตรวจสอบ Container และ เปิดตัวบริการ Cloud Threat Hunting

CrowdStrike เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ Container และเปิดตัวบริการ Falcon OverWatch Cloud Threat Hunting

CrowdStrike ผู้ให้บริการ Cloud-native Security ได้ประกาศเพิ่มความสามารถลงในบริการ Cloud Native Application Protection Platform (CNAPP) ช่วยในการตรวจสอบ Container เพื่อตรวจหาช่องโหว่และมัลแวร์ที่แอบซ่อนอยู่ภายใน โดยมีจุดเด่นดังนี้

  • รองรับการเชื่อมต่อกับ AWS Fargate with Amazon ECS ช่วยในการตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับ Container Environment
  • สามารถตรวจสอบส่วนต่างๆของซอฟต์แวร์ได้ เช่น การตรวจสอบช่องโหว่ใน Open Source Component ที่นำมาใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชัน รองรับภาษา Go, JavaScript, Java, Python และ Ruby
  • มีระบบ Image Registry Scanning ช่วยในการตรวจสอบภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำ CI/CD ได้ ปัจจุบันรองรับ Docker Registry 2.0, IBM Cloud Container Registry, JFrog Artifactory, Oracle Container Registry, Red Hat OpenShift, Red Hat Quay, Sonatype Nexus Repository และ VMware Harbor Registry

นอกจากนี้ CrowStrike ยังได้ประกาศเปิดตัวบริการ Falcon OverWatch Cloud Threat Hunting ซึ่งเป็นบริการ Threat Hunting สำหรับ Cloud Environment โดยเฉพาะ ให้บริการแบบ 24x7x365 รองรับทั้ง Amazon Web Services (AWS), Google Cloud Platform (GCP) และ Microsoft Azure มีความสามารถในการตรวจสอบช่องโหว่ในระดับ Control Plane และ Serverless ได้ และสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปรกติอื่นๆ เช่น Misconfiguration, Application Behavior Anomalies, Container Escapes, Privilege Escalation และ Node Compromise รวมถึงแสดงเส้นทางในการโจมตีจากภายในเครือข่ายไปจนถึงระบบ Cloud ได้ทันที

ที่มา: https://www.crowdstrike.com/press-releases/crowdstrike-expands-cnapp-capabilities/, https://www.crowdstrike.com/press-releases/crowdstrike-introduces-industrys-first-cloud-threat-hunting-service/

from:https://www.techtalkthai.com/crowdstrike-adds-container-visibility-and-new-cloud-threat-hunting-services/

ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless โดย Red Hat

หลายองค์กรในปัจจุบันเริ่มทยอยปรับโครงสร้างระบบ IT ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นในรูปแบบของ Microservices และได้มีการนำ Kubernetes เข้ามาใช้เพื่อจัดการกับแอปพลิเคชันภายในระบบ ในเซสชัน “ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless” จากงาน TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 คุณอุดมศักดิ์ สุขสันติ Solutions Architect จาก Red Hat (Thailand) ชวนเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับกับเทคโนโลยี Serverless ในสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ทำงานอย่างไร เหมาะกับแอปพลิเคชันแบบไหนบ้าง ทีมงานสรุปมาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้

Serverless คืออะไร และอยู่ตรงไหนของระบบ IT ในปัจจุบัน

Serverless คือแนวคิดของการประมวลผลที่มีผู้ให้บริการคลาวด์เป็นผู้จัดสรรและดูแลทรัพยากรต่างๆ ตามความต้องการของระบบในขณะทำงาน ในการใช้งาน ผู้ใช้บริการเพียงนำแอปพลิเคชันหรือฟังก์ชันเข้ามาติดตั้งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ Infrastructure เบื้องหลังใดๆ เสมือนไม่มีเซิฟเวอร์ ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของชื่อ Serverless

แรกเริ่มเดิมทีนั้นหากองค์กรต้องการพัฒนาระบบ IT นั้นย่อมจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์และดูแลทุกอย่างด้วยตนเอง ถัดมาจึงมาผู้ให้บริการที่จัดตั้ง Data Center ขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยี Virtualization ก็ก่อให้เกิดการเปิดบริการคลาวด์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การให้บริการ Infrastructure ซึ่งเป็นบริการในระยะแรกของคลาวด์ มาจนถึงการให้บริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software-as-a-Service

ควบคู่กันนั้นคือแนวคิดในการพัฒนาระบบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก นักพัฒนาระบบมองเห็นถึงข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบ Monolithic และเริ่มมีแนวคิดในการแบ่งแยกระบบออกมาเป็นระบบย่อยๆ ที่ทำงานบางส่วนจนกระทั่งกลายเป็นระบบย่อยหรือ Service ที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงและคอยสื่อสารหากันในสถาปัตยกรรมที่เราเรียกว่า Microservices

การมีสถาปัตยกรรมแบบ Microservices นั้นจะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบได้รวดเร็วย่ิงขึ้น เพราะสามารถใช้ Service เดิมที่มีอยู่เป็นส่วนประกอบของระบบใหม่ๆ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลรักษาและตรวจสอบปัญหา และยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Automation อีกด้วย ในบางครั้ง เราจึงอาจพูดกันว่าการปรับโครงสร้างไอทีให้อยู่ในรูปแบบ Microservices เป็นการปรับระบบให้ทันสมัยขึ้นนั่นเอง

Service ในระบบแบบ Microservices ในปัจจุบันนั้นอาจมีหน้าที่เพียงหนึ่งอย่าง อาจเป็นแอปพลิเคชันหนึ่งชิ้น หรือฟังก์ชันบางอย่างทีคอยตอบสนองต่อ Request ที่ได้รับ ซึ่งเทคโนโลยี Serverless นั้นก็ถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์ของ Service ในประเภทนี้ โดยขจัดภาระในการจัดเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าออกไป

คุณลักษณะของ Serverless และข้อดี

การทำงานของ Serverless จะเป็นไปในลักษณะของการรับ Request หรือเริ่มทำงานเมื่อมี Event เกิดขึ้น จากนั้นก็จะนำไปประมวลผลเพื่อได้มาซึ่งผลลัพธ์ โดยอาจได้รับ Request ผ่านการสื่อสารทาง API หรือการรับข้อความผ่าน Message Queue เช่น Kafka

Serverless นั้นมีคุณลักษณะ 5 ข้อที่สำคัญ ได้แก่

  1. Easy to Get Started – ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นจะต้องเตรียมทรัพยากรหรือรับภาระเกี่ยวกับ Infrastructure ใดๆ
  2. Stateless – ทำงานโดยไม่มี State หรืออาจเก็บ State ไว้ที่ส่วนอื่นๆ ภายนอก
  3. Scale on Demand – สเกลเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการเรียกใช้งาน
  4. Distributed and Elastic – แยกประมวลผลใน Data Center หรือคลาวด์ที่ต่างๆ เพื่อให้การสเกลเป็นได้ง่าย
  5. Event Driven – ตอบสนองต่อ Event ที่เกิดขึ้นในระบบ

จากคุณลักษณะ 5 ข้อนี้ ทำให้ Serverless เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระในการจัดการทรัพยากรและดูแล Infrastructure ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการเตรียมทรัพยากรภายในระบบไว้ในตอนที่ไม่ใช้งาน และในขณะเดียวกันองค์กรก็สามารถมั่นใจได้ว่าทรัพยากรจะเพียงพอต่อ Request ที่ใช้งานจริง เพราะ Serverless สามารถสเกลเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการทำงานที่จำเป็น

Serverless และ Kubernetes

ในปัจจุบัน เราได้เห็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทุกรายได้เปิดให้บริการ Serverless เช่น AWS Lambda, Google Cloud Function, และ Azure Function และเทคโนโลยี Serverless ก็ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาขั้นต่อไปของ Serverless คือการพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกับระบบ IT ภายในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าความต้องการใช้งาน Serverless ร่วมกับเทคโนโลยี Container และระบบจัดการ Container เช่น Kubernetes ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบไอทีจำนวนมากในปัจจุบัน และกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานของระบบ IT ทั่วไปก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพัฒนาด้วย

นอกจากการใช้บริการ Serverless จากผู้ให้บริการคลาวด์แล้ว องค์กรยังสามารถใช้ Serveless ในแพลตฟอร์มของตัวเองซึ่งก็มีซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มหลายรายที่รองรับการใช้ Serverless ใน Kubernetes เช่นกัน เช่น Knative, Openfaas, และ Kubeless โดยในการทำงาน ซอฟต์แวร์จะเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรภายในระบบให้กับ Container ที่เป็นแอปพลิเคชันหรือฟังก์ชัน Serverless ในตอนที่มีความต้องการใช้งาน โดยอาศัยความสามารถในการจัดการทรัพยากรของ Kubernetes เช่น การทำ Resource Request/Limit, Horizontal Scaling, และ Autoscaling

โดยแพลตฟอร์ม OpenShift นั้นรองรับการ Deploy Container ในรูปแบบ Serverless เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Serverless เหมาะกับแอปพลิเคชันประเภทใด

Serverless นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเหมาะสมกับงานบางประเภท โดยมีการนำไปใช้งานจริงในธุรกิจแล้ว เช่น

  • Service หรือแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานปริมาณมากในบางช่วงเวลา หรือมี Workload ที่ไม่แน่นอน
  • ระบบที่ต้องการใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องการใช้ทรัพยากรในตอนที่ไม่ทำงาน
  • ระบบที่ทำงานแบบ Event-driven จะทำงานเมื่อมี Event เกิดขึ้นเท่านั้น
  • การทดสอบระบบ หรือการทดลองใช้งานแอปพลิเคชันหลายเวอร์ชันพร้อมกัน เช่น การทำ A/B Testing
  • การพัฒนาระบบที่ไม่ต้องการกังวลเกี่ยวกับการเตรียม Infrastructure และการตั้งค่า Config ใน Kubernetes

ผู้ที่สนใจการทำ Application Modernization สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless” โดยคุณอุดมศักดิ์ สุขสันติ Solutions Architect จาก Red Hat (Thailand) ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณ Sanjay Sanjay, Market Development Representative จาก Red Hat ได้ที่อีเมล sasanjay@redhat.com

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-container-and-serverless-by-red-hat/