คลังเก็บป้ายกำกับ: VIDEO_SURVEILLANCE

[รีวิว] ติดขอบสนาม Technology Innovations ใน FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์

มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ได้เปิดฉากการแข่งขันนัดแรกของแต่ละกลุ่มแล้ว สิ่งที่ถูกกล่าวถึงกันมากที่สุดนอกเหนือจากสีสันของผลการแข่งขันนั่นก็คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะเห็นได้จากการยิงประตูที่ดีใจเก้อในหลายๆ ครั้ง ล้วนถูกปฏิเสธสกอร์จากการทำงานของเทคโนโลยีที่ถูกติดตัังไว้ภายในสนามฟุตบอลเพื่อรับบทบาทการเป็นผู้ช่วยให้กับผู้ตัดสินชี้ขาดได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีผลการแข่งขันที่ขาวสะอาด ไร้ซึ่งดราม่าหลังเกม ประจักษ์ชัดด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D สู่สายตาผู้ชมทั่วทุกมุมโลก เบื้องหลังความล้ำสมัยเหล่านี้ ถูกขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นการยกระดับให้กับวงการกีฬาสู่ความยั่งยืนที่ยอดเยี่ยม
 

Image Blackground : FIFA
นอกจากผลการแข่งขันที่มีทั้งการโชว์ฟอร์มสมกับราคาทีมเต็งแชมป์หรือการพลิกล็อกหักปากกาเซียนแบบช็อกโลก ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันมากมาย ทั้งการตัดสินให้ลูกจุดโทษย้อนหลังหรือการใช้เทคโนโลยีการตรวจจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ประสิทธิภาพได้แสดงให้เห็นกันในทุกเกมการแข่งขันโดยเฉพาะแมตท์การแข่งขันระหว่างทีมอาร์เจนติน่า กับ ซาอุดีอาระเบีย ที่มีการปฏิเสธสกอร์แม้ว่าจะส่งลูกบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ครั้งโดยทีมฟ้าขาวจากทวีปอเมริกาใต้ที่มีสตาร์ดาวดังอย่าง “เมสซี่” ก็ติดกับดักเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน
 
 

Technology Innovations

FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์


 

 

เทคโนโลยี AI Rihla และ Multi-Camera ทั้ง 8 สนาม

Al Rihla แปลว่า “การเดินทาง” ในภาษาอาหรับ และได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เรืออันเป็นเอกลักษณ์ และธงชาติกาตาร์

Image Credit : Adidas
Al Rihla เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ ภายในลูกบอลคือระบบกันสะเทือนของ Adidas ซึ่งมีหน่วยวัดแรงเฉื่อย 500Hz เซ็นเซอร์ Inertial Measurement Unit (IMU) ตรวจจับการเคลื่อนไหวและส่งข้อมูลออกมา 500 ครั้งต่อวินาที เป็นข้อมูลเชิงลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในตัวแบบชาร์จไฟได้ เทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสำหรับผู้เล่นและไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของลูกบอล
 
ข้อมูลจากลูกฟุตบอลจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการสัมผัสที่ไม่ชัดเจนเพื่อปรับปรุงคุณภาพและความเร็วของการตัดสินใจในห้อง VAR (Video Assistant Referees) และเทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ด้วยประสิทธิภาพของข้อมูลที่ได้รับจากลูกฟุตบอลแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำสูง จะช่วยยกระดับมาตรฐานให้กับวงการกีฬาฟุตบอลทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการถ่ายทอดประสบการณ์สู่แฟนบอล
 
เทคโนโลยี Multi-Camera ลูกฟุตบอลจะทำงานเชื่อมต่อผสานการทำงานร่วมกับกล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ถูกติดตั้งอยู่รอบขอบสนาม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกติดตามตำแหน่งภายในสนามหญ้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปให้กับผู้จัดการทีมและผู้ตัดสินผ่านแอปของ FIFA เพื่อประเมินผลข้อมูลของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงการบันทึกค่าสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน
 

เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated offside) และการให้สกอร์ (scoring technology)

FIFA ได้ประกาศว่าเทคโนโลยีการล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้ที่ FIFA World Cup 2022 ในกาตาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่วิดีโอแมตช์และเจ้าหน้าที่ในสนาม เพื่อช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่ออกมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และการตัดสินใจล้ำหน้าที่สามารถทำซ้ำได้มากขึ้น
 
โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
FIFA ทำงานร่วมกับ Adidas และพันธมิตรต่างๆ เพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ฟีฟ่าได้ใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบ VAR ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้ผลออกมาขาวสะอาดมากที่สุด
 
จุดเด่น: เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ
    • ระบบแจ้งเตือนการล้ำหน้าอัตโนมัติแก่ทีมเจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ VAR
    • 3D animation ช่วยปรับปรุงการสื่อสารไปยังแฟนๆ ในสนามกีฬาและผู้ชมโทรทัศน์
    • เทคโนโลยีได้รับการทดสอบเรียบร้อยแล้วในการแข่งขัน FIFA ครั้งก่อน
ข้อมูลด้านเทคนิค
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีกล้องแบบติดตามเฉพาะ และเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในลูกฟุบอล
เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัตินี้ ใช้กล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนามกีฬาเพื่อติดตามลูกบอลและข้อมูล 29 data points ของผู้เล่นแต่ละคน 50 ครั้งต่อวินาที เพื่อคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำในสนาม ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้ง 29 data points ประกอบไปด้วยแขนขาและทุกส่วนของร่างกายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการล้ำหน้า โดยจะผสานการทำงานร่วมกับ Al Rihla ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ Adidas ที่จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับการตรวจจับเหตุการณ์การล้ำหน้า ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (IMU) ที่อยู่ภายในลูกฟุตบอล เซ็นเซอร์นี้ถูกติดตั้งวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางลูกฟุตบอลและจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลของลูกฟุตบอลไปยังห้องควบคุมวิดีโอ 500 ครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถตรวจจับ kick point ได้อย่างแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับการรวมข้อมูลการติดตามแขนขาและลูกบอล ทำให้สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ล้ำหน้าได้โดยอัตโนมัติแก่เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ (VAR) ซึ่งมีหน้าที่ทำการตรวจสอบการตัดสินที่ระบบเสนอเข้ามาการตรวจจับตำแหน่ง Kick Point และแสดงแนวเส้นสิ้นสุดวัดตำแหน่งการล้ำหน้าที่ระบบสร้างขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ข้อมูลตำแหน่งเหล่านี้จะถูกคำนวณและแสดงออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ที่จะทำให้เห็นส่วนประกอบเสมือนจริงของแขนขาที่ผู้เล่นถูกตรวจจับได้ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที และหมายความว่าการตัดสินใจล้ำหน้าจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
data points ตำแหน่งเดียวกันที่ใช้ในการตัดสินจะถูกสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติที่ให้รายละเอียดตำแหน่งแขนขาของผู้เล่นได้อย่างสมบูรณ์ โดยจะแสดงมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์การล้ำหน้า และแสดงภาพขึ้นบนจอยักษ์ภายในสนามฟุตบอลซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดสดทางทีวีด้วย
ตัวอย่างเหตุการณ์เกมการแข่งขันจริงที่เทคโนโลยี เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Rihla
    • เหตุการณ์ล้ำหน้าซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่นัดแรกของการแข่งขันมีการใช้เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติให้เห็นแล้วโดยเฉพาะเกมที่อาร์เจนตินาแพ้ซาอุฯ ด้วยสกอร์ 1-2 นัดนี้ทีมอาร์เจนตินาส่งลูกฟุตบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ลูก (ไม่นับลูกจุดโทษ) แต่ถูกเทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติตรวจจับว่ามีล้ำหน้าและปฏิเสธการให้สกอร์ทั้งหมด
    • เหตุการณ์ทำฟาวล์ของผู้เล่นในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภายในกรอบเขตโทษที่ชี้วัดการให้ลูกตั้งเตะที่จุดโทษที่ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็นเหตุการณ์ ตัวอย่างที่ทีมอาร์เจนติน่า ได้จุดโทษย้อนหลังเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วและเป็นประตูขึ้นนำจากการสังหารของ เมสซี่ สตาร์ดาวดังของทีม โดยการแจ้งเตือนอัตโนมัติจากเทคโนโลยี VAR
scoring technology หรือ goal line technology อีกเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้ถูกกล่าวถึงนั่นก็คือ การตัดสินสกอร์ที่มีข้อกังขา ผู้ตัดสินจะมีหน้าจอที่ข้อมือเพื่อช่วยตัดสินว่าการยิงประตูนั้นเป็นสกอร์หรือไม่ อันที่จริงสิ่งนี้จะดีขึ้นด้วย VAR แต่เจ้าเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอลบอลของ Adidas จะผสานการทำงานร่วมกับกล้องเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าจะไม่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นแม้ว่าผู้รักษาประตูจะรับลูกฟุตบอลจากภายในประตูซึ่งล้ำเส้นสีขาวแล้วก็ตาม
 

FIFA Player App

เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 จะสามารถเข้าถึง FIFA Player App ได้ แอปนี้พัฒนาขึ้นโดยอิงจากผู้เล่นระดับมืออาชีพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้เล่นในสนามและข้อมูลประสิทธิภาพทางร่างกายของผู้เล่นรายบุคคลหลังจบจากการแข่งขันทุกเกม
 
Image Credit : FIFA
FIFA Player App ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้จริงกับผู้เล่นจากทีมต่างๆ ที่ FIFA Arab Cup 2021 และนำเสนอต่อทีมที่เข้าร่วม FIFA World Cup ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการของทีมล่าสุดในโดฮา FIFA Player App ได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงและเมตริกข่าวกรองที่รวบรวมโดยทีมนักวิเคราะห์ประสิทธิภาพจาก FIFA ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลการติดตาม ซึ่งจะพิจารณาว่าผู้เล่นเคลื่อนที่ไปรับบอลหรือไม่ เคลื่อนที่อย่างไร เทคติกเกมรุกที่กดดันคู่ต่อสู้มีรูปแบบใดบ้าง ตำแหน่งแนวรับป้องกันการถูกโจมตีอย่างไร และข้อมูลรูปแบบอื่นๆ ของเกมการแข่งขัน
 
FIFA Player App ประกอบด้วยเมตริกสมรรถภาพทางร่างกายที่รวบรวมผ่านการติดตามในสนามกีฬาผ่านกล้องแบบติดตามเฉพาะทั้ง 12 ตัว ตัวอย่างเช่น แอปจะแสดงระยะทางที่ครอบคลุมตามเกณฑ์ความเร็วต่างๆ จำนวนของการกระทำที่มากกว่า 25 กม.ต่อชม. (ประมาณ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง) และความเร็วสูงสุด แอปนี้จะช่วยประมวลผลข้อมูลให้ผู้เล่นได้เห็นผลงานของตนเองในทุกแมตท์การแข่งขันในฟุตบอลโลกที่กาตาร์ 2022 หนนี้ ซึ่งจะให้ข้อมูลส่วนตัวสำหรับผู้เล่นแต่ละคนเพื่อดูว่าพวกเขาทำผลงานในสนามเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เล่นสามารถย้อนดูภายหลังการแข่งขันได้สะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ ภาพถ่ายแอคชันต่างๆ ที่ถูกถ่ายไว้ในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน FIFA World Cup ในแต่ละนัดจะถูกบันทึกเก็บไว้และแชร์ไว้ในฐานข้อมูลของแอปเพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนเข้าถึงได้สะดวก ผู้เล่นจะสามารถบันทึกหรือแชร์รูปภาพต่อบนโซเชียลมีเดียพร้อมกับแนบข้อมูลค่าสถิติการแข่งขันที่พวกเขาชื่นชอบได้โดยตรงจากแอปได้เลย
 
หนึ่งในเป้าหมายของ Vision 2020-2023 ของ FIFA คือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้บริการฟุตบอล ผู้เล่น และเกมการแข่งขันที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงวิธีที่ FIFA ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เล่นด้วย ทีมงาน FIFA ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดให้ปลอดภัย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ FIFA ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่พอร์ทัลการปกป้องข้อมูลของ FIFA และใน FIFA Data Protection Pocket Guide ซึ่งจะอธิบายถึงสิทธิ์ในการปกป้องข้อมูลโดยละเอียด
 
นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง FIFA และ FIFPRO ในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการรวบรวม การปกป้อง และการใช้ข้อมูลประสิทธิภาพของผู้เล่นส่วนบุคคล ทั้งสององค์กรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด “Charter of Player Data Rights” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็แจ้งให้ผู้เล่นฟุตบอลทราบอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของนักกีฬาตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น European General Data Protection Regulation (GDPR) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ สหภาพยุโรป
 
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GDPR กับ PDPA ต่างกันอย่างไร
 

เทคโนโลยี Bonocle และ Feelix Palm เพื่อเปิดโลกความบันเทิงให้กับผู้พิการทางสายตา

เพื่อให้แฟนๆ ที่เป็นผู้พิการทางสายตาสามารถเพลิดเพลินไปกับ FIFI World Cup 2022 ด้วยการนำเครื่องมือของ “Bonocle และ Feelix Palm” Bonocle เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงอักษรเบรลล์แห่งแรกของโลก ด้วยการใช้ฟังก์ชันการแปลงรหัสและเทคโนโลยีบลูทูธ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถสัมผัสกับความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

Image Credit : Bonocle
Bonocle ความบันเทิงอักษรเบรลล์ เป็นอุปกรณ์อักษรเบรลล์เซลล์เดียวแบบพกพาที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมสำหรับสมาร์ทโฟน เป็นนวัตกรรมและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ทำงานเหมือนกับจอแสดงผลอักษรเบรลล์แบบไม่มีบรรทัด โดยใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาและปรับให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงาน เรียนรู้ หรือเล่น ผ่านเสียงตอบรับที่สัมผัสได้ เช่น อักษรเบรลล์ ระบบสัมผัส และตัวอ่านเสียงแบบ Scree Reader/Voice Over และโต้ตอบกับแอปพลิเคชันผ่านปุ่ม การเคลื่อนไหว และเสียงพูด
 
Bonocle จะเข้ามาช่วยให้ชุมชนกลุ่มผู้พิการทางสายตาทั่วโลกได้สัมผัสกับอรรถรสบรรยากาศของมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2022 ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการขจัดข้อจำกัดให้แก่ผู้พิการทางสายตาและเป็นการเปิดประตูให้พวกเขาได้ทำการสำรวจโลกของเกมกีฬาด้วยความบันเทิง
 

Feelix Palm เป็นอุปกรณ์สื่อสารด้วยฝ่ามือที่มีคุณสมบัติ (tactile features) จะถูกใช้ในกาตาร์ครั้งนี้ ด้วยการใช้แรงกระตุ้นไฟฟ้า Feelix Palm นำเสนอข้อความคล้ายอักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตาโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการได้ยิน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถรับข้อมูลแยกกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหรือได้ยินข้อมูล Feelix Palm สื่อสารข้อมูลลวดลายสัมผัสด้วยไฟฟ้าไปยังฝ่ามือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้นโดยรับข้อเสนอแนะแบบสัมผัสบนฝ่ามือ

Image Credit : Feelix Palm

 

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยภาคประชาชนด้วยกล้อง 15,000 ตัว

Image Credit : spfconsoles.com
Aspire Control and Command Centre เป็นศูนย์ควบคุมและสั่งการจะทำหน้าที่คอยเฝ้าตรวจสอบสนามกีฬาทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อจับตาดูผู้เข้าชมที่คาดว่าจะมีมากกว่าหนึ่งล้านคนตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาลงจากเครื่องบินจนถึงตอนที่พวกเขาออกเดินทางจากไป ไขข้อกังวลด้านความปลอดภัยด้วยการรับประกันความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องที่มีคุณสมบัติการจดจำใบหน้าทั้งหมด 15,000 ตัวเพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์ Aspire สำหรับค้นหาบุคคลจากกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อป้องกันการโจมตีของผู้ก่อการร้าย
 

นอกจากนี้ เรื่องของการถ่ายทอดสด FIFA ปรับปรุงด้านคุณภาพของการออกอากาศถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จำนวน 64 แมทต์ จะถูกส่งสัญญาณภาพระดับ 4K เพื่อความคมชัดสูง สำหรับเครื่องรับที่รองรับเทคโนโลยี 4K เพื่อไม่ให้พลาดในทุกรายละเอียดตลอด 90 นาทีของเกมการแข่งขัน

 

เทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูง

กาตาร์ได้ปรับปรุงสนามฟุตบอล 7 ใน 8 แห่งที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงเพื่อให้สนามกีฬามีอุณหภูมิประมาณ 68 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล คาดว่าจะยั่งยืนกว่าและประหยัดพลังงานกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเทคนิคการทำความเย็นทั่วไป ระบบทำความเย็นใช้การผสมผสานระหว่างฉนวนและการทำความเย็นแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อทำให้เย็นลงเฉพาะในที่ที่มีผู้คนอยู่

ดร. ซาอูด อับดุลอาซิซ อับดุล กานี มีชื่อเล่นว่า ดร. คูล เป็นบุคคลสำคัญในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ได้อธิบายว่า “การทำสนามฟุตบอลให้มีอุณหภูมิเย็นลงก็เหมือนกับการทำให้ยานยนต์เย็นลงนั่นเอง การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเดียวกันในการจัดการระบายความร้อนเหล่านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากแค่นั้นเอง” ดร. คูล เป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทำความเย็นกลางแจ้งสำหรับสนามฟุตบอล FIFA World Cup Qatar 2022 ครั้งนี้ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการปรับอากาศสำหรับรถยนต์
 
ดร. คูล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เขานำเสนอให้กับเจ้าภาพกาตาร์พิจารณานั้น แตกต่างจากผู้นำเสนอรายอื่นๆ ที่นำเสนอการออกแบบสนามฟุตบอลเป็นหลัก แต่ ดร. คูล ได้นำเสนอสิ่งที่เป็น “เทคโนโลยี” เพื่อการผสานรวมเข้ากับสเตเดี้ยมในรูปแบบใหม่
 
อากาศเย็นเข้ามาทางตะแกรงบนอัฒจรรย์และหัวฉีดขนาดใหญ่บนสนาม การใช้เทคนิคการหมุนเวียนอากาศ อากาศเย็นจะถูกดึงกลับ การระบายความร้อน การกรองและผลักออก และสูบออกอีกครั้งโดยเครื่องไอพ่น นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำความเย็นของ ดร. คูล มีความยั่งยืนมากกว่าเทคนิคที่มีอยู่ประมาณ 40% วิธีการของเขาหมายความว่าสนามฟุตบอลจะต้องเย็นลงก่อนการแข่งขันเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของสถานที่ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีการที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังทำให้อากาศบริสุทธิ์ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีปัญหาเมื่อนั่งอยู่ภายในสนามฟุตบอล
 
สิ่งที่ยากที่สุด คือ ทำให้สนามกีฬาเย็นลงโดยที่มีการเปิดหลังคาสนามฟุตบอล เพราะนั่นคือที่ที่อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามา นั่นเป็นเหตุผลที่มีการศึกษาว่าอากาศสามารถออกทางใดและเราจะดันและดึงกลับได้อย่างไร อากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ความสูง และความกว้างของสนาม ยิ่งไปกว่านั้น ดิฟฟิวเซอร์ใต้ที่นั่งยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายของแฟนๆ ที่จะดันอากาศออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ เซ็นเซอร์โดยรอบสนามจะรักษาอุณหภูมิให้คงที่และปรับการไหลเวียนของอากาศสำหรับที่นั่งทั้งในที่ร่มหรือกลางแดด
 
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพคือคุณไม่ต้องการให้ลมจากภายนอกเข้าสู่สนามฟุตบอล เป็นเหตุผลให้การออกแบบของสนามกีฬาต้องได้รับการศึกษาและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศอุ่นเข้ามาภายในสนามฟุตบอลได้”
 
นอกจากการทำให้สนามกีฬาเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ ในกาตาร์เย็นลง Katara Plaza เพิ่งเปิดตัวเป็นพลาซ่าเชิงพาณิชย์แบบเปิดโล่งและปรับอากาศแห่งแรกของกาตาร์ อีกโครงการหนึ่งใน Aspire Park มีทางเดินเย็นซึ่งใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงาน
 

บทสรุป

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 18 ธ.ค. เป็นครั้งแรกที่ตารางปฏิทินการแข่งขันถูกเลื่อนมาอยู่ช่วงปลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีความร้อนค่อนข้างสูงของประเทศกาตาร์ ถึงแม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีอุณหภูมิความร้อนน้อยที่สุดของปีก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้นักเตะจากภูมิภาคที่มีอากาศแบบอบอุ่นถึงหนาวเย็นคุ้นชิน สังเกตได้จากภาพบรรยากาศการซ้อมก่อนเริ่มเกมการแข่งขันถึงขั้นต้องใช้ปล่องลมไอน้ำเป่าช่วยคลายความร้อนภายในร่างกาย และนั้นก็เป็นคำตอบว่าทำไมจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูงของ ดร. คูล 
 
ตามที่ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
การประกาศครั้งนั้นหลังจากจบ FIFA World Cup 2018 ที่รัสเซีย และมาประจักษ์ให้เห็นกันที่กาตาร์ 2022 ครั้งนี้ โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น มีการนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาผสานทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งภายในลูกฟุตบอลของ Adidas และประมวลผลอัตโนมัติออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ที่ผ่านมาในเกมการแข่งขันรอบแรกของแต่ละกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเกมการแข่งขันที่ขาวสะอาดไม่มีข้อกังขา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง แต่คำตัดสินที่เด็ดขาดยังเป็นของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี จังหวะของเกมการแข่งขันเป็นรูปแบบข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะส่งไม้ต่อให้เทคโนโลยีควบรวมบริบททั้งหมดไปชี้ขาดได้ ส่วนอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าของการจัดมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปนั้น จะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมอะไรเพิ่มเติมเข้ามาหรือพัฒนาให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิมเราต้องติดตามดูกันต่อไป 
 
ที่มาของข้อมูล:
 

from:https://www.techtalkthai.com/review-technology-innovations-in-fifa-world-cup-2022-qatar/

Micron เปิดตัว microSD ขนาด 1.5TB สำหรับกล้องวงจรปิด

ในงาน Embedded World 2022 ทาง Micron ได้ประกาศเปิดตัว microSD ขนาด 1.5TB สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ

Micron ได้เปิดตัว microSD รุ่น i400 โดยจัดอยู่ในประเภท Industrial microSD ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในระบบกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ ซึ่งในตลาดนี้ Micron คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะมีมูลค่าตลาดรวม 8.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 ซึ่ง microSD จะถูกใช้ในอุปกรณ์กล้องหลายรูปแบบ เช่น กล้องภายในรถ, กล้อง AI ภายในโรงงาน หรือระบบ Cloud-based Video Security as a Service (VSaaS)

i400 มีค่าระดับ Mean time to failure (MTTF) อยู่ที่ 2 ล้านชั่วโมง มีระบบ 5-proof protection เพื่อทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K พร้อมกันได้ที่ 8 AI Event ต่อวินาที หรือหากนับจากพื้นที่แล้ว สามารถเก็บข้อมูลวิดีโอแบบ 24/7 ได้สูงสุดถึง 4 เดือน และสามารถทำงานได้ต่อเนื่องถึง 5 ปี ถือว่าเป็น microSD card ที่มีความจุสูงที่สุดในโลก

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/06/21/micron_i400_microsd/?td=rt-3a

from:https://www.techtalkthai.com/micron-launches-new-1-5-tb-microsd-card-for-video-surveillance/

Motorola Solutions เข้าซื้อกิจการ Calipsa ผู้นำเทคโนโลยี Cloud-native Advanced Video Analytics

Motorola Solutions ได้ประกาศว่า บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Calipsa ซึ่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์วิดีโอขั้นสูงบนระบบคลาวด์ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยที่ไม่ได้เปิดเผยมูลค่าในการซื้อขายครั้งนี้

Credit : Microsoft
Calipsa มีแพลตฟอร์มที่สามารถปรับขนาดได้ ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยด้วยการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ซึ่งตรวจสอบการเตือนภัย เปิดใช้งานการค้นหาตามเนื้อหา ตรวจจับการปลอมแปลง และประเมินสุขภาพของกล้องได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งโซลูชันที่กล่าวมานี้ ถูกใช้งานในระดับองค์กร และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการตรวจสอบความปลอดภัยทั่วโลก
 
Calipsa มีเทคโนโลยีบนระบบคลาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่ม AI ให้กับกล้อง IP ที่มีอยู่โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม ทำให้มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
Motorola Solutions เป็นผู้นำระดับโลกด้าน Public Safety และ Enterprise Security นำเสนอโซลูชันด้านการสื่อสารด้วยวิทยุเคลื่อนที่ทางบกระดับ Enterprise รวมถึงโซลูชัน Video Security, Access Control และระบบ Command Center Software โดยมุ่งเน้นสร้างเทคโนโลยีแบบบูรณาการเพื่อช่วยให้ชุมชนและธุรกิจมีความปลอดภัย
 
Mohammad Rashid ซีอีโอของ Calipsa กล่าวว่า
 
“ทั้ง Calipsa และ Motorola Solutions ต่างก็มีพันธกิจในการรักษาองค์กรและชุมชนให้ปลอดภัย”
“การเข้าร่วมทีม Motorola Solutions ช่วยให้เราสามารถเร่งการพัฒนาและขยายขอบเขตของเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมของเราซึ่งเปลี่ยนวิดีโอจากเครื่องมือตรวจสอบย้อนหลังให้เป็นเครื่องมือตอบสนองเชิงรุก”
 
Greg Brown ประธานและซีอีโอของ Motorola Solutions กล่าวทิ้งท้ายว่า
 
“เราเชื่อว่า AI บนระบบคลาวด์ กำลังขับเคลื่อนอนาคตของการรักษาความปลอดภัยด้วยวิดีโอ”
“ด้วย Calipsa เราสามารถขยายการวิเคราะห์อัจฉริยะของเราไปยังโซลูชันการรักษาความปลอดภัยด้วยวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนแนวโน้มการขยายตัวขององค์กรต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อเพิ่มระบบความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
 

from:https://www.techtalkthai.com/motorola-solutions-acquires-calipsa/

[Guest Post] ระบบเฝ้าระวังแบบรวมศูนย์ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ระบบเฝ้าระวังที่แข็งแกร่งนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปกป้องทรัพย์สินของธุรกิจ จากการวิจัยของ Markets and Markets เกี่ยวกับตลาดของระบบรักษาความปลอดภัยเชิงพาณิชย์ มีการคาดการณ์ว่าขนาดของตลาดจะสูงถึง 342.6 พันล้านในปี 2026 ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 50% อย่างมีนัยสำคัญจากปี 2021 โดยสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้น การเติบโตของปริมาณความต้องการและการปรับใช้กล้อง IP การเร่งดำเนินการตามกฏระเบียบความปลอดภัยในองค์กร รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของคลาวด์อันเนื่องมาจากผลกระทบของ COVID-19

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทุกขนาดในทุกอุตสาหกรรมเองต่างก็มีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและการบุกรุก หากไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม แรงจูงใจเหล่านี้ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ เริ่มปรับใช้ระบบเฝ้าระวัง (Surveillance) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเสริมกำลังให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตน แต่การเลือกระบบที่เหมาะสมและเข้ากันได้กับความต้องการนั้นกลับเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับธรุกิจ ดังนั้น มาเริ่มดูความท้าทายทั่วไปที่องค์กรมักเผชิญเมื่อเลือกโซลูชันระบบเฝ้าระวัง

3 ความท้าทายที่ธุรกิจมักเผชิญเมื่อเลือกโซลูชันระบบเฝ้าระวัง (Surveillance)

  1. ข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นในการเลือกกล้องและอุปกรณ์

แม้ว่าจะไม่ได้พาดพิงว่าผู้จำหน่าย NVR ทุกรายรองรับเฉพาะกล้องและอุปกรณ์ที่มีตราสินค้าของตนเองเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ มีผู้จำหน่าย NVR จำนวนมากที่รองรับประเภทกล้องและอุปกรณ์ในจำนวนที่จำกัดเนื่องจากเหตุผลทางธุรกิจ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องตัดสินใจและยอมปรับใช้กล้องที่ไม่ใช่รุ่นที่พวกเขาต้องการ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการตั้งค่าของระบบเฝ้าระวังเดิมให้รองรับอุปกรณ์ที่ต้องการนั้นยังมีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

2. ข้อจำกัดในด้านพื้นที่จัดเก็บและความสามารถในการปรับขยายที่ไม่เพียงพอ

ผู้จำหน่าย NVR แบบดั้งเดิมนำเสนอพื้นที่จัดเก็บที่จำกัดและมีความยืดหยุ่นในการปรับขยายที่ต่ำ  ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปทางดิจิทัลมากขึ้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีก็ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน องค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความละเอียดและคุณภาพของวิดีโอหรือปริมาณของข้อมูลสำรองที่กำหนดค่าไว้เป็นด่านทดสอบที่ท้าทายสำหรับผู้จำหน่าย NVR แบบเดิมเมื่อต้องรับมือกับการเติบโตของปริมาณข้อมูลของลูกค้า

และดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น การเติบโตของความต้องการและการปรับใช้กล้อง IP รวมถึงการเร่งดำเนินการตามกฏระเบียบความปลอดภัยในองค์กร เช่น การปฏิบัติตามข้อกำหนดในการเก็บรักษาวิดีโอบันทึกให้ยาวนานขึ้น ล้วนขับเคลื่อนให้ธุรกิจต้องไตร่ตรองเกี่ยวกับกลยุทธ์ของระบบการเฝ้าระวังและ พื้นที่เก็บข้อมูลที่จำเป็นใหม่อีกครั้ง หรือกล่าวได้ว่า ผู้จำหน่าย NVR นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเสนอความสามารถในการปรับขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลระบบเฝ้าระวังให้มากขึ้น

3. ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คาดไว้

ผู้ใช้มักมองข้ามค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือไปจากต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์ ในความเป็นจริง โซลูชันระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพนั้นอาจมีการเชื่อมต่อจากหลายสถานที่ และอาจรวมถึงส่วนประกอบมากมายของบุคคลที่สาม (Third-party) ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลถึงความต้องการในการบำรุงรักษาและการสนับสนุนจากผู้ขายที่แตกต่างกัน ผลที่ตามมาคือ ค่าธรรมเนียมการสมัครซอฟต์แวร์ VMS สำหรับการปรับใช้งานหลายสาขา ค่าใช้จ่ายในการผนวกรวมฮาร์ดแวร์ของบุคคลที่สาม หรืออุปสรรคในการติดต่อผู้ขายหลายรายเพื่อการบำรุงรักษาส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบเฝ้าระวัง

มาถึงจุดนี้ คุณอาจมีข้อสงสัยว่า ‘โซลูชันระบบเฝ้าระวังที่แข็งแกร่งและทันสมัย’ แบบใดที่ธุรกิจควรพิจารณาปรับใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขปัญหาความท้าทายข้างต้นเหล่านี้ ทั้งในแง่การรองรับการผนวกรวมอุปกรณ์และกล้อง ความสามารถในการปรับขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล และต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ และรายการด้านล่างนี้ คือ สิ่งที่ต้องธุรกิจต้องพิจารณาและระวังเมื่อเลือกใช้โซลูชันระบบเฝ้าระวัง

  1. ระวังกับดักล๊อคอินของผู้จำหน่ายกล้อง (Vendor Lock-in)

ดังที่กล่าวไว้ ผู้จำหน่ายจำนวนมากมีกฏการรองรับอุปกรณ์และกล้องที่เข้มงวด ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกที่จำกัดในการเลือกส่วนประกอบระบบเฝ้าระวัง เพื่อแก้ไขความท้าทายดังกล่าว ธุรกิจจึงควรปรับใช้โซลูชันระบบเฝ้าระวังที่ทันสมัย ที่มาพร้อมการรองรับกล้องและอุปกรณ์หลายประเภท ทั้งเลนส์ฟิชอาย (Fisheye),  PTZ หรือแบบหลายเลนส์ และโปรโตคอล ONVIF ที่เข้ากันได้ รวมไปถึงโมดูล I/O เช่น ตัวควบคุมประตู, ระบบ POS, อินเตอร์คอม และลำโพง IP ซึ่งถูกรวมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโครงสร้างระบบด้วย เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้านความปลอดภัยขององค์กร

2. คำนึงถึงความสามารถในการปรับขนาดพื้นที่เก็บข้อมูล

นอกจากนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการจัดเก็บบันทึกวิดีโอถาวรที่เพิ่มขึ้น โซลูชันที่จัดเก็บข้อมูลจึงควรรองรับการปรับขยายหรืออุปกรณ์ส่วนต่อขยายได้ เพื่อเพิ่มความจุในการจัดเก็บข้อมูลและช่วยให้ธุรกิจสามารถเก็บวิดีโอบันทึกขนาดใหญ่ที่มีอัตราเฟรมที่สูงขึ้นได้ยาวขึ้น และระยะเวลาที่จัดเก็บนานขึ้น ซึ่งหากความสามารถในการปรับขนาดที่ยืดหยุ่นนี้มาพร้อมกับฟีเจอร์การจัดการขั้นสูงด้วยแล้วนั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้อย่างมาก

3. พิจารณารูปแบบของใบอนุญาต (License)

ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น ฟีเจอร์ขั้นสูงและฟังก์ชันการทำงานของซอร์ฟแวร์ VMS เป็นส่วนสำคัญต่อค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของระบบเฝ้าระวังธุรกิจ วิธีการแก้ปัญหา คือ การปรับใช้งานโซลูชันระบบเฝ้าระวังที่มีต้นทุนฮาร์ดแวร์เพียงครั้งเดียวที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การจัดการขั้นสูงในตัวให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของได้อย่างมาก

4. คำนึงถึงภาพรวมในการจัดการระบบขนาดใหญ่

และเมื่อพูดถึงฟีเจอร์การจัดการขั้นสูง ระบบเฝ้าระวังที่ทันสมัยควรรวมเอาคุณลักษณะการจัดการแบบรวมศูนย์ (Centralized Management System: CMS) ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการเซิร์ฟเวอร์การบันทึกหลายเซิร์ฟเวอร์ในสถานที่ต่าง ๆ พร้อมมีกลไกการเฟลโอเวอร์เฉพาะ (Failover N+M) ที่ยืดหยุ่น หรือรวมถึงฟีเจอร์การวิเคราะห์วิดีโอเชิงลึกด้านความปลอดภัย (Deep Video Analytic) เช่น การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของวัตถุและบุคคล เป็นต้น

ธุรกิจส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญกับโซลูชันระบบเฝ้าระวังและความปลอดภัย และเมื่อถึงคราวที่ต้องปรับใช้และก้าวให้ทันกับความต้องการในด้านความปลอดภัยนี้ ธุรกิจอาจไม่มีงบประมาณและเวลาเพียงพอที่จะลองผิดลองถูกกับโซลูชันจากผู้จัดจำหน่ายที่หลากหลาย ดังนั้น โซลูชันระบบเฝ้าระวังที่ทันใหม่ อย่าง Surveillance Station ของ Synology ที่มีฟีเจอร์การควบคุมและจัดการหลายสาขาจากส่วนกลาง ความยืดหยุ่นในการจัดเก็บข้อมูลสูง การรองรับอุปกรณ์ที่หลากหลาย และที่สำคัญที่สุด คือ มีฟีเจอร์ฟรีมากมายที่พร้อมใช้งานเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจนั้น ๆ จะสามารถช่วยธุรกิจลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของด้วยการลงทุนฮาร์ดแวร์และใบอนุญาตแบบถาวรเพียงครั้งเดียว รวมถึงยังช่วยลดเวลาการเรียนรู้และผนวกรวมการใช้งานกับระบบและอุปกรณ์เดิมอีกด้วย

ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ของ Synology ในหัวข้อ “ครบจบทุกความต้องการด้านระบบเฝ้าระวังธุรกิจในหนึ่งเดียว” เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับใช้งานและการจัดการระบบเฝ้าระวัง (Surveillance) ของ Synology ในวันพุธที่ 15 ธันวาคม 2564 เวลา 14:00 – 15:00 น. พร้อมลุ้นรับ Synology NAS รุ่น DiskStation DS220+ ที่มาพร้อมกับสิทธิ์การใช้งานกล้อง 2 สิทธิ์ในตัว จำนวน 1 เครื่องไปฟรี ๆ อย่ารอช้า!คลิกเพื่อเข้าร่วมงานฟรี ที่นี่

คลิกเพื่อดาวน์โหลด ตัวอย่างเคสการปรับใช้งาน Synology Surveillance จากองค์กรชั้นนำทั่วโลก

from:https://www.techtalkthai.com/synology-surveillance-webinar-15-dec-2021/

Digitalcom ขอเรียนเชิญ ทุกท่านเข้าร่วมงาน Digitalcom Solution Day : Virtual Exhibition ภายใต้ธีม “POSSIBILITIES WITH VIDEO TECH” [7 กันยายน 2564]

Digitalcom ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงาน Digitalcom Solution Day : Virtual Exhibition ภายใต้ธีม “POSSIBILITIES WITH VIDEO TECH” ซึ่งท่านจะได้พบกับ แบรนด์ชั้นนำกว่า 10 แบรนด์ ผู้คร่ำหวอดในวงการ Convergence Security Systems และ IT Infrastructure เพื่ออัปเดตข้อมูลข่าวสาร ของเทคโลยีทางด้านการรักษาความปลอดภัยและวิดีโอ มหกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ มีทั้งการสัมมนา Live Steaming! และบูธเสมือนจริง ในวันอังคารที่ 7 กันยายน 2564 เวลา เวลา: 08.45-12.00 น.

รายละเอียดงาน

หัวข้อ : “Digitalcom Solution Day : Virtual Exhibition” ภายใต้หัวข้อ ” POSSIBILITIES WITH VIDEO TECH “

วันที่ : วันอังคารที่ 7 กันยายน 2564 เวลา: 08.45-12.00 น.

ลงทะเบียนได้ที่ : https://www.dgcsolutionday2021.eventpass.biz/

เตรียมตื่นตาตื่นใจกับงานสัมมนาออนไลน์ Solution Day 2021 เสมือนจริง ในยุค New Normal  โดย บริษัท ดิจิตอลคอม จำกัด ขนทัพแบรนด์ชั้นนำกว่า 10 แบรนด์ ผู้คร่ำหวอดในวงการ Convergence Security Systems และ IT Infrastructure  จัดขึ้นภายใต้ธีม “POSSIBILITIES WITH VIDEO TECH”  เพื่ออัปเดตข้อมูลข่าวสาร ของเทคโลยีทางด้านการรักษาความปลอดภัยและวิดีโอ 

มหกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ มีทั้งการสัมมนา Live Steaming! และบูธเสมือนจริง ทุกท่านสามารถรับชมได้สะดวกสบาย โดยได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ร่วมเป็นผู้บรรยายในงานครั้งนี้ด้วย อาทิ Milestone Systems, Axis Communications รวมไปถึง Agent VI, Hitachi Vantara, Infortrend, Seagate, Intel และ BriefCam

ห้ามพลาด! เข้าชมบูธเสมือนจริง 20 บูธ นำเสนอ Solution: Possibilities with VIDEO TECH  อาทิเช่น  Allied Telesis, Synology, Promise, Big Data Agency, FirstTech Design, Gen Connect, Site Preparation Management และ Universal Information Technology ให้ผู้สนใจได้เข้ารับชม และสอบถามข้อมูลได้อีกด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้เรายังมีของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท ! ให้กับทุกท่านได้ร่วมลุ้นกัน อาทิ   APPLE Watch Series 6, APPLE iPad Gen 8, TCL HD LED, Xiaomi Air Purifier 3H  และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

**พิเศษ !  ลูกค้าจะได้รับบัตรกำนัล Grab Gifts สำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ แบบอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 100 บาท สำหรับ 200 คนแรก ที่ลงทะเบียนและเข้าร่วมงาน**

หมายเหตุ : บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับลงทะเบียน ตามเงื่อนไขของบริษัท

สามารถเข้าชมย้อนหลังได้ถึง : 24 กันยายน 2564

from:https://www.techtalkthai.com/digitalcom-solution-day-virtual-exhibition-possibilities-with-video-tech-7-sep-2564/

สร้างโลกที่ปลอดภัย และเพิ่มมูลค่าใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจด้วยการวิเคราะห์วิดีโอ (Video Analytics)

ด้วยเทคโนโลยี Video Analytics ทำให้การวิเคราะห์วิดีโอเปรียบเสมือน “สมอง” ซึ่งมีความสำคัญกับกลยุทธต่าง ๆ ในการปรับปรุงระดับความปลอดภัยอย่างมาก การใช้ข้อมูลเมตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และโครงสร้างให้กับภาพวิดีโอที่ถ่าย และวิเคราะห์ฉากโดยการให้ข้อมูลสถิติที่หลากหลาย ช่วยให้สามารถตัดสินใจทางธุรกิจ หรือองค์กรของคุณได้อย่างชาญฉลาดขึ้น การมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองของกล้อง จึงทำให้กล้องทำงานได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โซลูชันของเรามาพร้อมกับคุณสมบัติขั้นสูงอีกมากมาย เช่น การติดตามอัจฉริยะ การวิเคราะห์วิดีโอขณะเคลื่อนที่ การรวบรวมข้อมูลเมตา การตรวจจับอัคคีภัยจากวิดีโอ เป็นต้น ทำให้สามารถปกป้องทรัพย์สิน และข้อมูลที่สำคัญของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราเชื่อว่าอนาคตของความปลอดภัยควรครอบคลุมไปในทุกสถานที่ เป้าหมายของเราคือการนำเสนอโซลูชันชั้นนำที่คุณสามารถไว้วางใจได้ โดยมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้อย่างสะดวกและติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลที่กล้องทั้งหมดของเรามี Video Analytics ในตัวเป็นมาตรฐานในรุ่นต่าง ๆ ดังนี้

กล้อง AUTODOME IP starlight 5100i IR

กล้อง PTZ ที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ความละเอียด 4MP ที่มีขนาด 1/1.8” พร้อมเลนส์ซูมแบบออพติคอล 30 เท่า เพื่อตอบรับความต้องการสำหรับการเฝ้าระวังเมืองโดยกล้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุด motion optimized HDR (HDR X) ที่ให้ค่า dynamic range (133dB) ที่ดียิ่งขึ้น ทำให้เห็นรายละเอียดของวัตถุที่เคลื่อนที่ ภายใต้สภาวะแสงที่มีความท้าทายได้อย่างคมชัด ภาพไม่เบลอ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

FLEXIDOME multi 7000i  

เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวกับการมองเห็นภาพรวมแบบหลายทิศทาเข้ากับการวิเคราะห์วิดีโออัจฉริยะ และความสามารถของกล้องในการแยกแยะวัตถุ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ทุกรุ่นใช้เลนส์ AVF ที่มีความละเอียดสูงแยกกัน 4 ตัว จึงจับภาพจากทั้งสี่ฉากได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมกัน และด้วยความหนาแน่นของจำนวนจุดพิกเซลบนพื้นที่เท่ากันสูง เลนส์แต่ละตัวมีความละเอียด 3 ถึง 5 ล้านพิกเซล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้ และเมื่อตั้งเลนส์ในมุมที่ถูกต้อง กล้องจะให้มุมมองภาพรวมได้ถึง 360 องศา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

FLEXIDOME IP starlight 8000i – X series

กล้องอัจฉริยะรุ่นล่าสุด FLEXIDOME IP starlight 8000i – X series ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ IP 8000i รองรับความละเอียด HD 1080p และ 4MP และเป็นโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีแสงน้อย ในขณะที่มีวัตถุเคลื่อนไหว ด้วยเซ็นเซอร์ 1/1.8″ ของกล้องที่มาพร้อมเทคโนโลยี HDR X ที่มีค่าไดนามิกสูงถึง 144 dB และเทคโนโลยี starlight X พร้อมอัตราเฟรมสูงสุดถึง 60fps  ใหม่ของเรา กล้องจึงสามารถประมวลผลได้ดี ทำให้เราได้คุณภาพของภาพที่ดีที่สุดในทุกระดับแสง ลดการสั่นไหวของภาพที่พื้นที่ที่แสงน้อย หรือในพื้นที่ที่มีความแตกต่างของแสงสูง จะได้ภาพสว่างขึ้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

#VideoAnalytics #IoT #AIoT #BuildingTechnologies #SmartCity #IntelligentBuildings

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอีเมล

info.security@th.bosch.com             

LINE id @BoschSecurityTH

from:https://www.techtalkthai.com/secure-the-world-and-add-new-insight-with-bosch-video-analytics/

Face Recognition และ Video Analytics กับการนำมาใช้งานในธุรกิจองค์กรสำหรับปี 2020 – 2021

หนึ่งในรูปแบบของการทำ AI มาใช้ในธุรกิจองค์กรทั่วโลกมากที่สุดรูปแบบหนึ่งในทุกวันนี้ ก็คือการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบ Video Analytics เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ๆ จากภาพที่บันทึกเอาไว้ในกล้องวงจรปิดให้มากยิ่งขึ้นในหลากหลายแง่มุม ทั้งการนำไปใช้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นอัจฉริยะ, การบริหารจัดการอาคารให้มีประสิทธิภาพ, การเสริมความสามารถทางการตลาดด้วยการเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ไปจนถึงภาพของ Smart City ที่กล้องวงจรปิดในเมืองทั้งหมดนั้นมี AI คอยวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ตลอด

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถก้าวสู่การใช้งาน AI ร่วมกับระบบกล้องวงจรปิดได้เป็นอย่างดี CTC Global (Thailand) จึงได้นำโซลูชัน IVAR Edge AI จาก Gorilla Technology มานำเสนอแก่ธุรกิจองค์กรไทย พร้อมรูปแบบการนำไปใช้งานที่หลากหลาย และความโดดเด่นเชิงเทคโนโลยีที่ทำให้การลงทุนใช้งานระบบ AI นั้นไม่ได้มีราคาสูงอย่างที่คิด และบทความนี้เราก็จะแนะนำถึงประเด็นเหล่านี้ให้ทุกท่านได้รู้จักกันครับ

4 ตัวอย่างการใช้งาน AI ในระบบกล้องวงจรปิด เสริมศักยภาพของธุรกิจองค์กร

สำหรับกรณีตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ภายในระบบกล้องวงจรปิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีดังนี้

Credit: Gorilla Technology
1. ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

AI สามารถช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ และทำการแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นให้ระมัดระวังและทำ Social Distancing ให้ดีขึ้นได้ โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย เช่น

  • การตรวจสอบว่าผู้ที่เข้ามาในอาคารหรืออยู่ภายในอาคารนั้นมีการใส่หน้ากากเรียบร้อยหรือไม่
  • การตรวจสอบว่ามีการใช้งานในพื้นที่ต่างๆ อย่างหนาแน่นเกินไปหรือไม่ เช่น ภายในร้านค้า การต่อแถวนอกร้านค้า การนั่งพักผ่อนในพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และอื่นๆ
  • การนับจำนวนผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ว่ามีจำนวนมากเกินความเหมาะสมหรือไม่

การประยุกต์ใช้ AI ในลักษณะนี้สามารถนำไปใช้งานได้ในธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้งานภายในพื้นที่ทำงานหรือสถานที่ราชการเพื่อรักษาระยะห่างของพนักงานและเจ้าหน้าที่ การใช้ในห้องประชุมหรือสถานศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแออัดจนเกินไป ใช้ในห้างสรรพสินค้าหรือบริการคมนาคมขนส่งเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด และการใช้ในโรงพยาบาลเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขและผู้ป่วย

2. เสริมศักยภาพธุรกิจค้าปลีก รู้จักและเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น

ในการใช้ AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกนั้นสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายแนวทางโดยไม่ให้เกิดการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ทางห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ เองก็จะได้มีความเข้าใจในลูกค้าและปรับตัวเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • การวิเคราะห์ลูกค้าภายในห้างว่ามีข้อมูลพื้นฐานเป็นอย่างไร เช่น ในแต่ละพื้นที่มีลูกค้าอยู่หนาแน่นมากน้อยเพียงใด, การนับจำนวนคนที่เดินเข้าในแต่ละพื้นที่, การจำแนกเพศและอายุของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยที่ไม่ต้องมีการเก็บใบหน้าหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มากเกินไปกว่านี้ เพื่อให้ห้างมีข้อมูล Demographics ของลูกค้าที่แม่นยำมากยิ่งขึ้นสำหรับแต่ละพื้นที่ที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ
  • แสดงผลพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น สร้าง Heat Map การเข้าใช้ส่วนต่างๆ ของห้างในแต่ละช่วงเวลาหรือในแบบ Real-time และทำความเข้าใจว่าลูกค้าอยู่ในแต่ละพื้นที่เป็นเวลาเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ห้างสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ หรือตรวจพบสถานการณ์ผิดปกติเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น และปรับปรุงการใช้สอยพื้นที่ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
  • ผสานข้อมูลของพฤติกรรมลูกค้าเพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากระบบ POS ทำให้เห็นข้อมูลอัตราส่วนการจับจ่ายใช้สอยในแต่ละพื้นที่ที่เกิดขึ้นเทียบกับปริมาณ Traffic ของผู้คนที่เดินผ่าน และหาความสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย
  • ตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยและการขโมยสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในจุดต่างๆ ของห้างได้
  • ตรวจสอบความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถ และวิเคราะห์ Demographics ของลูกค้าจากรุ่นและยี่ห้อของรถที่ลูกค้าใช้โดยไม่ต้องมีการบันทึกเลขป้ายทะเบียน

แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้าจะทำได้เท่านั้น และแนวโน้มของการประยุกต์ใช้งาน Video Analytics ในห้างสรรพสินค้าเองก็มีสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีกรณีการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จึงควรจับตามองการเกิดขึ้นของนวัตกรรมหรือแนวทางใหม่ๆ อยู่ตลอด

3. ยกระดับ Smart Building เสริมความปลอดภัยและบริหารจัดการผู้เข้าใช้อาคาร

สำหรับธุรกิจองค์กร หน่วยงานภาครัฐ และอาคารสำนักงานนั้น ก็สามารถประยุกต์ใช้ AI ในระบบ Video Anlaytics ได้หลายรูปแบบ เช่น

  • ใช้ทดแทนระบบตอกบัตรหรือเซ็นชื่อและเวลาเข้างานหรือเลิกงาน ด้วยการทำ Face Recognition ให้กับพนักงานแต่ละคนพร้อมบันทึกเวลาเข้างาน เพิ่มความโปร่งใสให้สูงยิ่งขึ้น และลดการสัมผัสวัตถุต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19
  • ใช้แทนระบบลงทะเบียนเข้าอาคารสำหรับแขกภายนอกหรือผู้มาใช้งานชั่วคราว ทำให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจนยิ่งขึ้น ลดการสัมผัสระหว่างผู้มาเยี่ยมชมและเจ้าหน้าที่ของอาคาร โดยอาจต่อยอดระบบให้เป็นแบบ Automation มากขึ้นเพื่อให้แขกผู้มาเยี่ยมชมนี้สามารถทำการลงทะเบียนได้แบบอัตโนมัติและได้รับสิทธิ์เข้าพื้นที่ส่วนต่างๆ ของอาคารตามความเหมาะสมได้
  • ปรับปรุงระบบ Access Control ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นและใช้ใบหน้าเป็นหลักในการเข้าพื้นที่ต่างๆ ของอาคาร โดยระบบจะทำการตรวจสอบใบหน้าของทุกคนก่อนเข้าออกพื้นที่ต่างๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ที่ทำงานอยู่ภายในพื้นที่และอาคารนั้นมั่นใจได้ในความปลอดภัย
  • ผสานเงื่อนไขเรื่องการสวมใส่หน้ากากและอุณหภูมิของผู้เข้าใช้อาคารในการทำ Access Control ได้
  • สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายเมื่อมีผู้เข้าใช้อาคารรายใดที่ติดเชื้อ และต้องการทราบว่ามีใครที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อบ้าง
4. เติมเต็มภาพ Smart City รักษาความปลอดภัยได้อย่างมั่นใจ

ในโครงการ Smart City ส่วนใหญ่นั้นมักจะมีการลงทุนในระบบกล้องวงจรปิดขนาดใหญ่ควบคู่ไปด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นการนำ AI สำหรับการทำ Video Analytics ไปผสานในระบบนั้นจึงเกิดขึ้นในแทบทุกโครงการ Smart City ทั่วโลก เพื่อสร้างคุณค่าในหลากหลายแง่มุม

  • การบริหารจัดการการจราจรและความหนาแน่นบนท้องถนน เพื่อนำข้อมูลที่มีความละเอียดยิ่งขึ้นกว่าเดิมนี้ไปใช้ในการปรับปรุงการออกแบบเส้นทางการจราจรและผังเมือง
  • การตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆ จากภาพของกล้องวงจรปิดในปริมาณมหาศาลโดยอัตโนมัติ ลดภาระของเจ้าหน้าที่ลงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้น
  • ปรับเปลี่ยนสนามบินให้มีความชาญฉลาดยิ่งขึ้นด้วยการวิเคราะห์ใบหน้าและตรวจสอบยานพาหนะ ผสานเข้ากับระบบ Access Control, Physical Security และอื่นๆ เสริมความปลอดภัยให้ผู้เดินทาง
  • เสริมสถานีรถไฟฟ้าหรือป้ายรถเมล์ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ของยานพาหนะที่ใช้ในระบบโดยสารสาธารณะให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อประชาชน
  • ตรวจสอบการทำผิดกฎจราจรโดยอัตโนมัติในพื้นที่ต่างๆ เช่น บนทางด่วน บริเวณสี่แยก ปากทางเข้าอาคารหรือห้างสรรพสินค้า ปากซอย และอื่นๆ

Gorilla IVAR Edge AI บริหารจัดการภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดอย่างอัจฉริยะด้วย AI

Credit: Gorilla Technology

เมื่อพูดถึงระบบ AI สำหรับการทำ Video Analytics แล้วเราก็มักจะนึกถึงเทคโนโลยีจากผู้ผลิตกล้องวงจรปิดค่ายต่างๆ ที่มักมีการพัฒนาเทคโนโลยีส่วนนี้ขึ้นมาด้วย ซึ่งก็มักจะมีข้อจำกัดในเรื่องของการรองรับกล้องได้จำกัดรุ่น หรืออาจต้องปรับไปใช้ระบบจากยี่ห้อเดียวกันทั้งหมดเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประเด็นเหล่านี้เองที่ทำให้การเริ่มต้นใช้งานระบบ AI สำหรับ Video Analytics กลายเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจองค์กรหลายแห่ง

CTC Global (Thailand) ได้เล็งเห็นถึงประเด็นเหล่านี้ และนำโซลูชัน Gorilla Intelligent Video Analytics Recorder หรือ IVAR เข้ามาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดย Gorilla IVAR นี้เป็นระบบที่ผสานรวมกันระหว่างระบบ Video Management Solution (VMS) สำหรับการบันทึกจัดเก็บและแสดงผลวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และระบบ Intelligent Video Analytics (IVA) สำหรับการวิเคราะห์ภาพเหล่านั้นด้วย AI ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถเลือกใช้ความสามารถทั้งสองส่วนหรือเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งร่วมกับระบบที่มีอยู่เดิมก็ได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายในโครงการลดลงเป็นอย่างมาก

สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวิดีโอ Gorilla IVAR มีความสามารถครอบคลุมดังต่อไปนี้

  • Behavior Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนได้หลากหลาย เช่น การนับจำนวนคน, การตรวจจับการเดินผ่านพื้นที่ที่กำหนด, การตรวจจับการบุกรุก, การวิเคราะห์เส้นทางการเดิน, การตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย
Credit: Gorilla Technology
  • People/Face Recognition วิเคราะห์จดจำใบหน้าของผู้คน เพื่อใช้ในการทำสิ่งต่างๆ ได้แก่ การระบุตัวตนเพื่อใช้ในระบบ Access Control, การจำแนกอายุและเพศเพื่อใช้ระบุ Demographics และอื่นๆ เป็นต้น
Credit: Gorilla Technology
  • Object Recognition การตรวจจับและจำแนกวัตถุต่างๆ
Credit: Gorilla Technology

นอกจากนี้ Gorilla IVAR ยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Business Intelligence ได้ในตัว ดังนั้นโดยเบื้องต้นแล้วธุรกิจก็สามารถสร้าง Dashboard ที่แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์วิดีโอด้วย AI ได้ทันที และนำมาสร้างคุณค่าต่างๆ ได้มากมาย

Credit: Gorilla Technology

อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจของ Gorilla IVAR นั้นก็คือการที่ระบบไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะ GPU ในการประมวลผลเท่านั้น แต่สามารถใช้เพียงแค่ CPU ที่มีอยู่ได้ก็เพียงพอ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโดยรวมนั้นต่ำลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับโซลูชันอื่นๆ อีกทั้ง Gorilla IVAR เองก็ยังสนับสนุนการใช้ Intel OpenVINO Toolkit ทำให้สามารถใช้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลวิดีโอบน Intel CPU ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถทำการเพิ่มขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้นได้อย่างคุ้มค่า

Credit: Gorilla Technology

สนใจติดต่อ CTC Global (Thailand) ได้ทันที

ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Face Recognition หรือ Video Analytics สามารถติดต่อทีมงาน CTC Global (Thailand) ได้ทันทีที่โทร 02-059-0411 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่  https://www.ctc-g.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/gorilla-ivar-face-recognition-video-analytics-security/

ตอบโจทย์ระบบบริหารจัดการกล้องวงจรปิดในธุรกิจองค์กร พร้อมเสริม Video Analytics AI ด้วย Synology

ระบบ Video Surveillance หรือระบบกล้องวงจรปิดนั้นได้เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจองค์กรไทยในหลากหลายแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการรักษาความปลอดภัยให้กับธุรกิจ และการทำโครงการในลักษณะของ Smart Building อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาหลายธุรกิจองค์กรเองนั้นก็ได้เผชิญกับความท้าทายหลากหลายประการในการใช้งานโซลูชันระบบกล้องวงจรปิด ทั้งความยุ่งยากในการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายที่สูงจากการนำ Software ที่รองรับกล้องได้หลายยี่ห้อมาใช้ ในขณะที่การค้นหาตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวิดีโอที่บันทึกเอาไว้นั่นก็เป็นไปด้วยความยุ่งยากและขาดความแม่นยำ

Synology ในฐานะของผู้นำด้านระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจ ได้ตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ในมุมของผู้พัฒนาเทคโนโลยี Storage ด้วยการนำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการระบบกล้องวงจรปิดหลากยี่ห้อในหลายสาขาได้จากศูนย์กลาง และการผสานระบบ AI สำหรับใช้วิเคราะห์วิดีโอให้สามารถค้นหาบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเอาไว้ในหนึ่งเดียว เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดายและตอบโจทย์ต่อปัจจุบันและอนาคตได้อย่างคุ้มค่า ด้วยโซลูชัน Synology Surveillance Station และ Deep Learning NVR ซึ่งในบทความนี้เราก็จะมาแนะนำโซลูชันของ Synology ให้ทุกท่านได้เห็นภาพกันครับ

ก่อนอ่านบทความ – ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ เจาะลึกวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบ Surveillance ของคุณ ด้วยโซลูชัน และเทคโนโลยี Video Anayltics AI จาก Synology

ในวันที่ 15 กันยายน 2020 นี้เวลา 14.00น. – 16.30น. ทางทีมงาน Synology Thailand มีแผนจัดงาน Synology Solution Day 2020 ในหัวข้อ Intelligent Surveillance Solution – Synology x Seagate ซึ่งจะเจาะลึกกับโซลูชันด้านระบบบริหารจัดการและบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดของ Synology ทั้งหมดในภาษาไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบ Surveillance ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย AI-Powered Video Analytics, ระบบบริหารจัดการจากศูนย์กลาง และระบบ Storage ที่สามารถเพิ่มขยายได้ง่าย พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกแจกของรางวัลด้วย ดังนั้นผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดและลงทะเบียนได้ทันทีที่ http://sy.to/surveillancewebinarth2020 ครับ

เสริม AI ให้ระบบกล้องวงจรปิด ด้วย Synology Deep Learning NVR

Credit: Synology

การลงทุนระบบ Video Analytics เพื่อใช้งานกับระบบกล้องวงจรปิดที่มีอยู่เดิมนั้นมักมีราคาสูง ทั้งในแง่ของ Software ที่ต้องใช้ในการประมวลผล, ค่าลิขสิทธิ์ในการใช้งานแบบ Subscription และ Hardware ที่ต้องมีพลังประมวลผลที่สูงรวมถึงมีระบบ Storage ที่รวดเร็ว ทำให้หลายธุรกิจองค์กรถึงแม้จะมีวิสัยทัศน์ด้าน AI สำหรับการทำ Video Analytics เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ แต่ก็ไม่อาจริเริ่มโครงการเหล่านี้ได้ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ

Synology เล็งเห็นว่าการทำ Video Analytics นั้นควรจะเป็นเรื่องที่ธุรกิจในทุกขนาดควรจะเข้าถึงได้เพื่อให้โลกของเราก้าวสู่ความเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการออกแบบระบบ Synology Deep Learning NVR ขึ้นมา โดยใช้ Synology NAS Storage รุ่นที่มีการติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA GeForce มาในตัว เพื่อใช้ในการทำ Inference ทางด้าน AI เพื่อให้การทำ Video Analytics เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่า

นอกเหนือจากการ์ดจอที่ถูกเพิ่มเข้ามาแล้ว Synology เองก็ยังมี Synology Surveillance Station ซึ่งเป็นโซลูชันสำหรับการทำให้ Synology NAS Storage นั้นทำหน้าที่เป็นระบบ NVR ได้อย่างเต็มตัว และทำงานร่วมกับกล้องวงจรปิดได้มากกว่า 7,500 รุ่นผ่าน ONVIF ครอบคลุมได้ทั้งการควบคุมกล้องวงจรปิด, การบันทึกภาพ และการแสดงผลภาพ เมื่อนำความสามารถตรงนี้มาผสานกับการ์ดจอที่เสริมเข้ามาแล้ว ก็ทำให้ Synology NAS Storage สามารถตอบโจทย์การทำ Video Analytics ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การทำ Face Recognition ได้ในแบบ Real-Time โดยระบุข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น ใครมีสิทธิ์เข้าพื้นที่ในอาคาร, ใครที่เป็นบุคคลแปลกปลอม หรือใครที่เป็น VIP และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ร่วมกับระบบ Access Control ให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้

  • มีระบบ Image Search ใช้รูปภาพในการค้นหาว่าบุคคลต้องสงสัยไปปรากฎในภาพบันทึกย้อนหลังส่วนใดบ้าง และเรียกเปิดดูทาง Timeline ได้ทันที ง่ายต่อการติดตามและตรวจสอบมากยิ่งขึ้น

  • สามารถตรวจได้ว่าใครสวมหน้ากากหรือไม่สวม และนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันภายในองค์กรได้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

  • สามารถตรวจจับได้ทั้งบุคคลและยานพาหนะ รองรับการนำไปใช้ในที่จอดรถ หรือพื้นที่ที่อาจเสี่ยงต้องการสัญจรได้

  • สามารถนับจำนวนคนได้ ทำให้นำไปประยุกต์ใช้ด้านการตลาด ติดตามจำนวนคนที่เข้าออกในแต่ละพื้นที่ได้

  • ตรวจจับการบุกรุกได้ ทำให้ระบบแจ้งเตือนได้ทันทีเมื่อมีการบุกรุกในพื้นที่ต่างๆ

Credit: Synology

ตัวอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ที่รองรับความสามารถเหล่านี้อย่างครบถ้วนก็คือ Synology Deep Learning NVR DVA3219 สินค้ารุ่นแรกของ DVA Series อุปกรณ์ NAS Storage ที่สามารถติดตั้ง Disk ภายในได้ 4 ชุด และเพิ่มขยายผ่านการพ่วงต่อเพิ่มเติมได้ โดยภายในมีการติดตั้ง NVIDIA GTX 1050 Ti เอาไว้ สามารถรับภาพจากกล้องมาบันทึกได้พร้อมกัน 32 ชุด และสามารถวิเคราะห์ภาพวิดีโอจากกล้องเหล่านี้แบบ Real-Time ได้พร้อมกัน 4 กล้อง ซึ่งเมื่อทำการใส่ License ของ Synology Surveillance Station เข้าไปแล้ว ก็สามารถนำมาใช้ทดแทนระบบ NVR เดิมที่เคยใช้ได้ทันที

Credit: Synology

การใช้ Synology NAS Storage ทำหน้าที่เป็น NVR และ Video Analytics AI นี้ มีประโยชน์เป็นอย่างมากในแง่ของการกระจายพลังประมวลผล AI ออกไปยัง Edge ขององค์กร ทำให้การตรวจจับและโต้ตอบเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดด้านระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อไปยัง Cloud หรือส่วนกลาง รวมถึงในแง่ของการลงทุนนั้น ระบบกล้องวงจรปิดส่วนใหญ่เองก็ต้องมีรอบของการเปลี่ยน NVR อยู่แล้ว การใช้ Synology ก็จะช่วยให้มีทั้งระบบ Storage และ AI อยู่รวมกันในการลงทุนเพียงครั้งเดียว และในอนาคต ธุรกิจเองก็มีทางเลือกในการใช้กล้อง IP Camera ได้หลายรุ่นหลายยี่ห้อมากขึ้น ไม่ต้องยึดติดว่าระบบทั้งหมดต้องเป็นแบรนด์เดียวกันอีกต่อไป

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology Deep Learning NVR DVA3219 ได้ที่ https://www.synology.com/th-th/products/DVA3219

บริหารจัดการกล้องวงจรปิดในทุกสาขาได้อย่างชาญฉลาด ด้วย Synology Centralized Management System

สำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ อีกความท้าทายหนึ่งที่องค์กรหลายแห่งต้องเผชิญนั้น ก็คือการที่ระบบกล้องวงจรปิดในแต่ละสาขาของธุรกิจนั้นไม่ใช่ระบบเดียวกัน และไม่สามารถบริหารจัดการ่วมกันจากศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนระบบทั้งหมดไปใช้ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือการซื้อ Software มาบริหารจัดการระบบหลากหลายยี่ห้อรวมกันได้จากศูนย์กลางนั้นก็มักมีค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่คุ้มค่าในหลายกรณี

Synology ได้นำเสนอทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย Synology Centralized Management System หรือ CMS ซึ่งเป็นความสามารถหนึ่งที่พร้อมให้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในระบบ NAS Storage ของ Synology เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ Synology NAS Storage จำนวนหลายชุดร่วมกันได้จากศูนย์กลาง ซึ่งความสามารถ Synology CMS นี้ เมื่อใช้รวมกับ Synology Surveillance Station แล้ว ก็ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้งาน Synology ในฐานะของระบบ NVR ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำงานกับอุปกรณ์ IP Camera หลากหลายยี่ห้อได้ในแต่ละสาขา รวมถึงยังออกแบบให้ระบบมี High Availability ได้อย่างง่ายดาย

โซลูชัน Synology CMS รวมกับ Synology Surveillance Station เมื่อใช้รวมกันแล้ว จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • บริหารจัดการกล้องวงจรปิดรวมกันได้สูงสุด 5,000 ชุด และบริหารจัดการอุปกรณ์ Synology NAS Storage ได้มากถึง 300 ชุด โดยอุปกรณ์เหล่านี้สามารถอยู่กระจายกันในหลายสาขาของธุรกิจได้

    Credit: Synology
  • มีระบบ Live View สามารถเรียกดูภาพจากกล้องวงจรปิดชุดใดในระบบก็ได้ และสามารถเปิดไฟล์วิดีโอย้อนหลังที่บันทึกเอาไว้ใน NAS Storage ชุดใดก็ได้จากศูนย์กลาง

    Credit: Synology
  • สามารถติดตั้งและกำหนดการตั้งค่าการทำงานของกล้องวงจรปิดจำนวนมากๆ ได้จากศูนย์กลางแบบอัตโนมัติ ด้วยการทำ Batch Add Camera ทำให้การติดตั้งกล้องรุ่นเดียวกันจำนวนมากเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

    Credit: Synology
  • ออกแบบระบบให้ทำ Failover ได้แบบ N+M โดยระบบสามารถทำ Failover และ Failback ได้ด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ ลด Downtime ที่จะเกิดกับระบบบันทึกภาพในจุดที่มีความสำคัญของธุรกิจได้ทันที

    Credit: Synology

เมื่อนำจุดเด่นเหล่านี้มารวมกับความสามารถในการทำ Video Analytics ข้างต้นแล้ว ธุรกิจองค์กรก็สามารถมีระบบ Edge Computing ย่อยๆ สำหรับการจัดเก็บและวิเคราะห์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดกระจายอยู่ทั่วองค์กรได้ทันที และไม่ต้องยึดติดกับยี่ห้อของกล้องอีกต่อไปขอเพียงแค่กล้องรองรับ ONVIF ก็พอ ในขณะที่ระบบทั้งหมดก็สามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง ง่ายต่อการดูแลรักษาในระยะยาว และคุ้มค่าต่อการลงทุนยิ่งกว่าเดิม

ตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่ได้นำโซลูชันเหล่านี้ไปใช้ก็คือ Chausson Matériaux ซึ่งเป็นธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้างในประเทศฝรั่งเศสที่มีอายุมากว่า 90 ปี และมีสาขากว่า 350 แห่ง และได้เลือกใช้ Synology ในการจัดการกับกล้อง IP Camera กว่า 2,000 ชุด ให้แต่ละสาขามีการบันทึกและควบคุมกล้องวงจรปิดได้ใน NAS Storage ประจำสาขา โดยมีการบริหารจัดการที่ศูนย์กลางได้ทั้งหมด โดยมีการตรวจจับการเคลื่อนไหวและความผิดปกติในแต่ละสาขาเพื่อทำการแจ้งเตือนยามหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยอัตโนมัติ ช่วยรักษาสินค้าในร้านซึ่งมีมูลค่าสูงและเสริมความปลอดภัยให้กับร้านค้าในแต่ละสาขาจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ Synology ยังมีเทคโนโลยี E-map ภายในระบบ CMS เพื่อให้ผู้ดูแลระบบกล้องวงจรปิดสามารถติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 350 สาขาของร้านค้าได้จากศูนย์กลาง โดยเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ระบบ E-map นี้ก็จะช่วยให้ทีมงานและยามในแต่ละสาขาสามารถตรวจสอบได้ว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในพื้นที่ไหนได้อย่างรวดเร็ว โดยหากมีการตั้ง Motion Detection เอาไว้ ก็จะมีการแจ้งเตือนทันทีว่าตรวจพบการเคลื่อนไหวที่พื้นที่ไหนในสาขาใด ทำให้สามารถปฏิบัติงานเพื่อรักษาความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที

Credit: Synology
Credit: Synology
Credit: Synology

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology Centralized Management System และ Synology Surveillance Station สำหรับการใช้งานในธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ได้ที่ https://www.synology.com/th-th/solution/surveillance_large 

ติดต่อ Synology ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Synology สามารถติดต่อทีมงาน Synology ได้ที่ https://www.synology.com/th-th/form/inquiry/product หรือตัวแทนจำหน่าย https://www.synology.com/th-th/wheretobuy/Thailand/Distributor 

from:https://www.techtalkthai.com/enterprise-surveilance-video-analytics-ai-synology/

[Video Webinar] AI, the New Eyes for Video Surveillance – Avigilon

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Geton Webinar เรื่อง “AI, the New Eyes for Video Surveillance – Avigilon” เพื่อทำความรู้จักกับ Avigilon เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ใช้ AI ในการเป็นดวงตาเฝ้าติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: Nakhorn Techapbaitboo, Regional Sale Manager จาก Avigilon Thailand และ Prakit Suyata, Technical Consultant

ปัจจุบันการบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องมีกล้องวงจรปิดอย่างน้อย 50 ตัวขึ้นไป และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ผู้ดูแลระบบทำได้เพียงแค่กด Play Back เพื่อดูเหตุการณ์ย้อนหลัง คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากมีกล้องวงจรปิด แต่ไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Avigilon ที่ได้มีการเพิ่มซอฟต์แวร์ AI เข้าไป เพื่อเพิ่มความสามารถของกล้องวงจรปิดให้มากขึ้น โดยทำให้กล้องสามารถจดจำใบหน้าและวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กระเป๋าหรือรถยนต์ได้ รวมทั้งยังสามารถวิเคราะห์และจำแนกบุคคลผ่านลักษณะและการเคลื่อนไหวต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น Avigilon ได้นำระบบ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยเพื่อควบคุมดูแลกล้องทั้งหมดทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถรู้เหตุการณ์ผิดปกติได้ทันทีว่าเกิดขึ้น ณ จุดไหน เวลาใด

ท่านจะได้รู้จักกับเทคโนโลยีและเครื่องมือของกล้องวงจรปิดยุคใหม่จาก Avigilon ดังต่อไปนี้

  • ระบบการแสดงเหตุการณ์ผลอัจฉริยะ (Focus of Attention)
  • ระบบช่วยสืบแบบทันท่วงที (Appearance Search)
  • ระบบการแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติอัจฉริยะ (Unusual Motion Detection)
  • ระบบการตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition)

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-ai-the-new-eyes-for-video-surveillance-avigilon/

Geton Webinar: AI, the New Eyes for Video Surveillance – Avigilon

Geton และ Avigilon ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจระบบ Video Surveillance เข้าร่วมฟังบรรยาย Webinar เรื่อง “AI, the New Eyes for Video Surveillance – Avigilon” เพื่อทำความรู้จักกับ Avigilon เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ใช้ AI ในการเป็นดวงตาเฝ้าติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: AI, the New Eyes for Video Surveillance – Avigilon
ผู้บรรยาย: Nakhorn Techapbaitboo, Regional Sale Manager จาก Avigilon Thailand และ Prakit Suyata, Technical Consultant จาก Get On Technology
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_dni4kQFJSpu-qIYIb4Wo3Q

ปัจจุบันการบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องมีกล้องวงจรปิดอย่างน้อย 50 ตัวขึ้นไป และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ผู้ดูแลระบบทำได้เพียงแค่กด Play Back เพื่อดูเหตุการณ์ย้อนหลัง คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากมีกล้องวงจรปิด แต่ไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Avigilon ที่ได้มีการเพิ่มซอฟต์แวร์ AI เข้าไป เพื่อเพิ่มความสามารถของกล้องวงจรปิดให้มากขึ้น โดยทำให้กล้องสามารถจดจำใบหน้าและวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กระเป๋าหรือรถยนต์ได้ รวมทั้งยังสามารถวิเคราะห์และจำแนกบุคคลผ่านลักษณะและการเคลื่อนไหวต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น Avigilon ได้นำระบบ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยเพื่อควบคุมดูแลกล้องทั้งหมดทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถรู้เหตุการณ์ผิดปกติได้ทันทีว่าเกิดขึ้น ณ จุดไหน เวลาใด

ท่านจะได้รู้จักกับเทคโนโลยีและเครื่องมือของกล้องวงจรปิดยุคใหม่จาก Avigilon ดังต่อไปนี้

  • ระบบการแสดงเหตุการณ์ผลอัจฉริยะ (Focus of Attention)
  • ระบบช่วยสืบแบบทันท่วงที (Appearance Search)
  • ระบบการแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติอัจฉริยะ (Unusual Motion Detection)
  • ระบบการตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition)

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/591453258165515/

from:https://www.techtalkthai.com/geton-webinar-ai-the-new-eyes-for-video-surveillance-by-avigilon/