คลังเก็บป้ายกำกับ: Upgrade

ผลสำรวจเผย PC ภายในองค์กร รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 แค่ 42% เท่านั้น

Lansweeper ผู้พัฒนาระบบ Asset Management เผยรายงาน Windows 11 Readiness Audit พบว่าจำนวน PC ที่ใช้งานภายในองค์กรทั่วโลก รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 แค่ 42% เท่านั้น เนื่องจากติดปัญหาด้านฮาร์ดแวร์

Credit: Microsoft

Microsoft ได้บังคับให้การติดตั้ง Windows 11 นั้นจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่มี Trusted Platform Module (TPM) ติดตั้งอยู่ภายใน ถึงแม้ว่าจะสามารถข้ามข้อกำหนดนี้ได้ แต่ก็ยังไม่เหมาะต่อการใช้งานระยะยาว ล่าสุดจากผลการสำรวจ PC มากกว่า 27 ล้านเครื่อง จากองค์กรมากกว่า 60,000 แห่งทั่วโลก Lansweeper พบว่า PC ที่ใช้งานอยู่ภายในองค์กรรองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 แค่ 42.76% เท่านั้น โดยเหตุผลหลักมาจากด้านการทดสอบฮาร์ดแวร์ก่อนการอัปเกรด ซึ่งเครื่องที่ไม่ผ่านการทดสอบหน่วยประมวลผล มีจำนวน 57.26%, เครื่องที่ไม่ผ่านการทดสอบหน่วยความจำ มีจำนวน 7.15% และไม่ผ่านการทดสอบ TPM มีจำนวน 14.66% และองค์กรส่วนใหญ่จะใช้งาน Windows 10 ต่อไป หากไม่สามารถอัปเกรดได้

อย่างไรก็ตาม ตามการคาดการณ์ของ IDC พบว่า องค์กรจะหันมาใช้ Windows 11 กันมากขึ้นในอนาคต เพื่อทดแทนอุปกรณ์เก่าที่หมดอายุ โดยปกติแล้ว องค์กรส่วนใหญ่จะใช้เวลารอประมาณ 18 เดือน หลังจากที่ระบบปฏิบัติการเปิดตัวเป็นครั้งแรก จึงจะเริ่มนำมาใช้งานในองค์กร ปัจจุบัน Windows 11 มีจำนวนผู้ใช้งานในองค์กรเพียง 2.61% เท่านั้น ต่างจาก Windows 10 ที่มีสัดส่วนการใช้งาน 81.87% (ข้อมูลจาก Lansweeper)

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/10/10/windows_11_adoption/

from:https://www.techtalkthai.com/report-says-only-42-percents-of-pc-in-enterprise-eligible-to-upgrade-to-windows-11/

ASUS Vivobook Pro 15 OLED สีตรง แต่งภาพ ตัดต่อ เล่นเกม สีสดใส 2.8K 120Hz จบในตัว

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊ค 2.8K 120Hz จอสีสดใส การ์ดจอ RTX ราคาเบาๆ

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊คทำงานกึ่งไลฟ์สไตล์ เข้ากันได้ในทุกช่วงชีวิตกับหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ ให้ความละเอียดถึง 2.8K สีสันสดใสในแบบ OLED ขุมพลัง Intel Core i7-12760H ที่พร้อมตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ เช่นเดียวกับแรม DDR5 และกราฟิกการ์ดแบบแยก GeForce RTX 3050Ti กับดีไซน์บนพื้นฐานของ ASUS Vivobook อย่างเต็มรูปแบบ คีย์บอร์ด Full-size กดง่าย ตอบสนองไว แสงไฟ Backlit บนคีย์บอร์ด ปรับระดับความสว่างได้ ฮอตคีย์มีมาให้ครบ และบานพับที่กางออกได้ถึง 180 องศา ให้การระบายความร้อน ASUS IceCool Plus ลดอุณหภูมิได้ดีขึ้น รวมถึงพอร์ตที่มีให้ครบครัน รวมถึง Thunderbolt 4 ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.8Kg เท่านั้น พร้อม Windows 11 Home ใช้งานได้ทันที และมี Perfect Warranty มาให้อุ่นใจในการใช้งาน สนนราคาเริ่มอยู่ที่ 43,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15 OLED


จุดเด่น

Advertisementavw
  • จอภาพ OLED สีสันสดใส ให้ความแม่นยำสีสูง
  • ความละเอียด 2.8K เหมาะกับการทำงานด้านภาพ
  • สเปค Intel Core i7-12760H+DDR5 ให้ประสิทธิภาพที่ดี
  • มาพร้อมพอร์ต Thunderbolt 4
  • คีย์บอร์ดแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้
  • กล้องเว็บแคมคมชัด ไมโครโฟน Ai Noise Cancelling
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ระบายความร้อนได้ดีพอสมควร
  • มี Certified DisplayHDR True Black 600

ข้อสังเกต

  • มี Thunderbolt 4 มาให้พอร์ตเดียว
  • ไม่รองรับสแกนลายนิ้วมือ
  • แรมออนบอร์ด อัพเกรดไม่ได้

Specification

Description
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7-12650H Processor 2.3 GHz (24M Cache, up to 4.7 GHz, 10 cores)
จอภาพ 15.6-inch, 2.8K (2880 x 1620) OLED 16:9 aspect ratio, 0.2ms response time, 120Hz refresh rate, 600nits peak brightness , 100% DCI-P3 color gamut , 1,000,000:1, VESA CERTIFIED Display HDR True Black 600 , 1.07 billion colors, PANTONE Validated
หน่วยความจำ 16GB LPDDR5 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
การเชื่อมต่อและการต่อขยาย 1x USB 3.2 Gen 1 Type-A
2 x USB 2.0 Type-A
1x Thunderbolt™ 4 supports display / power delivery
1 x HDMI 2.1
1x 3.5mm Combo Audio Jack
1x DC-in
Micro SD card reader
คีย์บอร์ดและทัชแพด Backlit Chiclet Keyboard with Num-key , 1.4mm Key-travel, -, Touchpad
กล้อง กล้อง 1080p FHD
With privacy shutter
เสียง Smart Amp Technology
Built-in speaker
Built-in array microphone
harman/kardon (Mainstream)
with Cortana and Alexa voice-recognition support
ระบบไร้สาย Wi-Fi 6E(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ 70WHrs, 3S1P, 3-cell Li-ion
น้ำหนัก 1.80 kg
ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง) 35.98 x 23.43 x 1.89 ~ 1.99 cm
ASUS Exclusive technology ASUS Antibacterial Guard
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Price 43,990 Baht

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 มาในธีมสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเป็นสีพื้นฐานที่ถูกใช้บน Vivobook มาหลายๆ รุ่น รวมถึง ExpertBook ด้วยเช่นกัน โดยเป็นแนวสีน้ำเงิน+เทาเข้มๆ ดูแล้วเข้าได้กับทุกสภาพการณ์ จะเอาไปใช้ที่ทำงาน เรียนออนไลน์ นั่งชิลร้านกาแฟ หรือประชุมลูกค้าก็ลงตัวดีครับ

ASUS Vivobook Pro 15

โครงสร้างมาในไซส์ของโน๊ตบุ๊คระดับ 15.6″ หลายๆ รุ่นของ ASUS วัสดุแข็งแรงดี ฝา Cover จับแล้วไม่ยวบยาบ โลโก้ ASUS Vivibook เป็นแบบแวววาวอยู่ด้านบน เส้นสายทำให้ดูทันสมัยดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจออาจไม่ได้บางมาก เพราะต้องรับโครงสร้างของตัวจอขนาดใหญ่ กรอบจออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 ด้าน บางพอๆ กับ Vivibook 16 ที่เราเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ให้พื้นที่ในการแสดงผลประมาณ 84% Screen to Display อยู่ในระดับที่กว้างดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองจากด้านข้าง มิติของขอบบานหน้าจอมีความบาง และบอดี้เอง ก็มีการจัดวางเส้นสาย ให้ดูมีมิติและความบางมากขึ้น พร้อมพอร์ตต่อพ่วงและไฟแสดงสถานะ

ASUS Vivobook Pro 15

ฝั่งขวามือมาพร้อมพอร์ตให้ใช้งานอย่างครบครัน เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และหนึ่งในนั้นก็เป็น Thunderbolt 4 อีกด้วย ซึ่งเป็นพอร์ตสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

บานพับที่กาง 180 องศา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์หน้าจอ เพื่อแบ่งปัน พรีเซนเทชั่นหรือการแนะนำสินค้าให้คนที่อยู่โดยรอบได้เห็นภาพไปพร้อมๆ กัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านหลัง มาพร้อมช่องดูดลมเย็นเข้าสู่ระบบ เป็นช่องขนาดเล็ก แต่มีความถี่จำนวนมาก ดีไซน์ให้เข้ากับเส้นสายของตัวเครื่อง ด้านล่างเป็นช่องลำโพงให้พลังเสียงได้อย่างเต็มอิ่มทีเดียวในการทดสอบของเรา ยิ่งเหล่าเกมเมอร์ กับเน้นชมภาพยนตร์เป็นหลัก ไม่ควรพลาด

ASUS Vivobook Pro 15

บรรดาสติ๊กเกอร์ที่บริเวณจุดวางมือ รายงานถึงคุณสมบัติสำคัญๆ เอาไว้อย่างครบครัน เช่น ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool Plus, มีพอร์ต Thunderbolt 4 และ Privacy Shutter เป็นต้น

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดขนาดใหญ่ในแบบ Full Size ให้การพิมพ์ที่สนุกมือ โดดเด่นที่โลโก้แบบ Slate อยู่บริเวณปุ่ม Enter ระยะห่างของปุ่มกดง่าย ฮอตคีย์อยู่ด้านบน เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

ASUS Vivobook Pro 15

และที่ขาดไม่ได้นั่นคือ จอภาพในแบบ OLED สีสันสดใส ซึ่งพอใช้ดูภาพยนตร์แบบ Fullscreen ด้วยแล้ว นอกจากสีสันจะจัดจ้าน แบบที่เราคาดไว้ ขอบจอบางๆ ยิ่งทำให้ได้อรรถรสในการรับชมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโทนสีดำหรือฉากมืด คุณจะได้เห็นอะไรดีๆ บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อีกมากเลยทีเดียว และที่สำคัญยังมาพร้อม DisplayHDR TrueBlack 600 ตัวท็อปสุดในสายนี้ ต้องมีอะไรดีๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดในแบบ Full-size มาในสไตล์เดียวกับ Vivobook 16 ที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของเลย์เอาท์ การวางปุ่มต่างๆ ไปในทางเดียวกัน เรื่องระยะห่างของปุ่ม และพื้นที่วางมือ แทบจะใกล้เคียงกันทั้งหมด เสน่ห์อยู่ที่ปุ่มขนาดใหญ่ ฟอนต์ตัวอักษรก็ดูง่าย ทำให้เหมาะกับคนทำงาน หรือคนที่ต้องพิมพ์เอกสารบ่อยๆ เพราะง่ายต่อการมอง หรือจะพิมพ์สัมผัสก็สนุก

ASUS Vivobook Pro 15

ปุ่มกดแน่นนุ่ม แต่เสียงเบา ลงน้ำหนักนิ้วได้อย่างสะใจ โดยส่วนตัวค่อนข้างชอบแนวนี้ เพราะมีงานที่ต้องใช้คีย์บอร์ดในแต่ละวันเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น แต่สายเกมมิ่ง อาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินตอนแรก ซึ่งถ้าเล่นเกมแอ็คชั่นทั่วไป ไม่เน้นคีย์เยอะ ก็เล่นได้สนุก แต่ถ้าจะให้สนุกแบบมีแรงต้าน จังหวะคลิ๊กแนะนำว่าต่อ Mechanical keyboard เอาไว้เล่นจะได้ความมันส์เพิ่มขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

โลโก้สะดุดตาที่ปุ่ม Enter ที่เป็นแบบ Slate ในงานวีดีโอ

ฮอตคีย์ด้านบน มีให้อย่างครบถ้วน ตรงนี้ผมถือว่า ASUS เป็นอีกหนึ่งค่าย ที่มีให้ใช้งานครบมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ปิดลำโพง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงหน้าจอ, ทัชแพด, แสงไฟคีย์บอร์ด, ส่งสัญญาณไปยังจอภายนอก, ไมโครโฟน, ปิดกล้องเว็บแคม, Snipping tool, MyASUS, จับภาพหน้าจอ ที่เหลือก็จะเป็น Del, Insert และ ปุ่มเพาเวอร์อยู่ทางขวามือสุด

ASUS Vivobook Pro 15

ที่ทัชแพดขนาดใหญ่ 13.5cm x 7cm พร้อมปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวา แบบซ่อนเอาไว้ รองรับการใช้ Multi-Gesture เช่น 2 นิ้วย่อ-ขยาย, 3 นิ้ว เปิด Task View เลือกหน้าต่างโปรแกรม เป็นต้น ด้านหน้ามีเว้าตรงกลาง ให้นิ้วดันจอขึ้นมาได้ ข้อดีคือ ทำให้จอมีความแน่นหนา ไม่เขย่าหรือสั่นง่าย เวลาใช้งาน โดยเฉพาะคนที่ลงน้ำหนักที่นิ้วเวลาพิมพ์

คีย์บอร์ดมาพร้อมแสงไฟ Backlit สามารถใช้งานในที่แสงน้อยได้ และยังปรับการใช้งานได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิด ได้ที่ปุ่ม F7 รวมถึงการปรับระดับความสว่างได้อีก 2 ระดับ เพื่อการใช้งานในรูปสภาวะแสงในบริเวณต่างๆ

บริเวณที่วางมือ มาพร้อมโลโก้ต่างๆ เช่น ซีพียู Intel Core i7, กราฟิก GeForce RTX รองรับฟีเจอร์ที่ใช้ไดรเวอร์ Studio ได้ Pantone Validated: รองรับมาตรฐานเฉดสีที่ใช้งานจอในการตกแต่งภาพ โดยเฉพาะงาน Production ออกมาแล้ว ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เรื่องนี้หลายฝ่ายค่อนข้างให้ความสำคัญมากทีเดียว

ASUS Perfect Warranty การรับประกันที่มั่นใจได้จาก ASUS การรับประกัน 2 ปี ปีแรกครอบคลุมถึงอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ตกหล่น น้ำหกใส่ หรือไฟฟ้าลัดวงจรเป็นต้น นอกจากจะมาพร้อม Windows 11 Home แล้ว ยังมี Office Home & Student มาอีกด้วย

ด้านขวาจะเป็นสติ๊กเกอร์ที่บอกถึงฟีเจอร์หลักๆ บน ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เช่น

  • ชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus
  • พอร์ตความเร็วสูง Thunderbolt 4
  • ฝาปิดกล้องเว็บแคม เพื่อความเป็นส่วนตัว
  • Ai Noise Cancelling ลดเสียงรบกวน ให้เสียงสนทนาเคลียร์ชัด
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ASUS WiFi Master Premium การเชื่อมต่อไร้สาย

Screen / Speaker

ASUS Vivobook Pro 15

ผมอยากจะให้มาเริ่มกับหน้าจอแสดงผล OLED ที่เป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ให้ความละเอียดที่ 2880 x 1620 ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสัดส่วนของหน้าจอเป็นแบบ 16:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรตมาถึง 120Hz ด้วยกัน ซึ่งจะให้ภาพที่มีความนุ่มนวลลื่นไหล มาพร้อมกับ Certified ต่างๆ มากมาย เช่น Pantone Validate จอที่ได้การปรับจูนให้เข้ากับระบบสีสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ตามมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นอย่างมากในงานด้านภาพและคอนเทนต์

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจอที่บางสุดๆ ทำให้ความรู้สึกในการชมภาพยนตร์ หรือการใช้พื้นที่หน้าจอในการทำงานได้เต็มตาเต็มอารมณ์มากขึ้น ยิ่งเป็นจอขนาด 15.6″ ด้วยแล้ว และใช้ความละเอียดระดับ 2.8K ก็ทำให้คุณได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม ในโหมดของ Full screen หรือ Frameless ก็ตาม

ขอบด้านข้างซ้าย-ขวา และบนมีความบาง แม้จะไม่ได้บางที่สุด เพราะด้วยโครงสร้างจอขนาดใหญ่ ซึ่งจะรับบทบาทในเรื่องน้ำหนัก และความแข็งแรงเอาไว้ด้วย การจับถือก็ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการบิดตัวมากนัก

มุมมองจากทางด้านซ้ายและขวาของโน๊ตบุ๊ค ให้ความคมชัดด้วยกันทั้ง 2 ด้าน ด้วยความเป็นจอ OLED ที่ให้สีสันสม่ำเสมอ และภาพที่มีความสดใส จึงเหมาะกับการใช้งานในหลายๆ ประเภท รวมถึงการแชร์ภาพให้คนข้างๆ ได้ดูกันได้อย่างชัดเจน

บานพับหน้าจอสามารถกางได้หลายระดับ ตั้งแต่พับปิดทำได้แนบสนิท ไปจนถึงกางออกได้สุดถึง 180 องศา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ซึ่งก็รวมถึงการพรีเซนท์งานของเหล่า Content Creator ที่ให้คนด้านข้าง หรืออยู่ตรงข้ามได้ชมกันแบบทั่วถึง หลายคนน่าจะชื่นชอบกับการกางแบบนี้ เพราะสามารถเปลี่ยนอิริยาบทในการใช้งานได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองใกล้ๆ ของบานพับที่เป็นส่วนหนึ่งในการยกมุมของคีย์บอร์ด และปรับมุมหน้าจออยู่บ้าง ในกรณีที่ปรับมุมแบบพื้นฐาน ส่วนการกาง 180 องศา ตัวยางที่อยู่ด้านใต้จะรับหน้าที่ป้องกันรอยขูดขีดจากพื้นโต๊ะได้เลย การปรับมุมนี้ จะคล้ายกับใน ASUS ExpertBook หลายๆ รุ่น

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 78

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayHDR True Black 600 จัดว่าท็อปสุดในเวลานี้แล้ว ขยายความตรงนี้นิดนึงครับ สำหรับคนที่อาจสงสัย สำหรับ DisplayHDR True Black เป็น Certified เดียวกับ Display HDR แต่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับจอ OLED ที่มีเรื่องการเปล่งแสงสีดำน้อยที่สุด โดยเงื่อนไขสามารถดูได้จากตาราง Certified นี้ได้เลย

DisplayHDR table
ที่มา: HDRDisplay

การเป็น DisplayHDR True Black 600 นี้ เหนือกว่า Certified อื่นๆ ที่เป็น DisplayHDR ธรรมดาอยู่มากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งแสงสีดำที่น้อยสุดๆ ทำให้ฉากสีดำ ดำสนิด มองเห็นรายละเอียดได้ชัด สิ่งที่ผู้ใช้จะได้ก็คือ ความลึกของภาพที่มีมิติ และลดการใช้พลังงานลง เพราะพิกเซลเปล่งแสงแบบจุด ไม่ได้เป็นแบบโซนเหมือน LED ทั่วไป

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 89

โดยการรองรับ HDR ก็ยิ่งทำให้การเกลี่ยสีมีความสดใส และยังได้ค่า Contrast ที่สูง จึงเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม และชมภาพยนตร์ได้มากกว่าเดิม อย่างเช่น ตัวอย่างที่เราได้นำเสนอนี้ ด้านซ้ายจะเป็นจอ OLED ส่วนทางด้านขวา จะเป็นจอ LED บนโน๊ตบุ๊ค ASUS จะเห็นความแตกต่างในด้านของสีอยู่ไม่น้อยเลย

ASUS Vivobook Pro 15

กล้องเว็บแคมที่มากับ ASUS Vivobook Pro 15 OLED ความละเอียด Full-HD 1080p มีความคมชัดสูง และยังมี Privacy Shutter ที่ปิดฝาด้านหน้ากล้อง เพื่อความเป็นส่วนตัว และเทคโนโลยี 3DNR ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ ด้านข้างมาพร้อมไมโครโฟน พร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า AI Noise Cancellation ในการตัดเสียงรบกวน ให้การสนทนาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ต้องการความคมชัดในด้านของเสียง และใช้งานในที่ที่มีเสียงโดยรอบ ซึ่งจากการใช้งานในห้องทำงาน ที่มีพนักงานนั่งรวมกัน อาจจะมีเสียงแทรกมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีความเคลียร์ชัดได้ดี และคุณยังเข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้จากซอฟต์แวร์ MyASUS ในการตั้งค่าเสียงรบกวน จากด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงการปิดเสียงที่มาจากรอบด้านได้ ฟีเจอร์นี้่ค่อนข้างจะได้ประโยชน์ในการใช้งานในหลายๆ สภาวะได้ดี

Webcam 2

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayCAL test

ส่วนค่าความสว่างจากการทดสอบบน DisplayCAL ก็ทำได้ถึง 388cd/m2 ซึ่งใกล้เคียงกับที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้อีกด้วย ถือว่าจอภาพที่ให้มาบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับการทำงานได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะงานที่ซีเรียสเรื่องสี เช่น การพรีเซนเทชั่นสินค้าให้ลูกค้า ตรวจงานอาร์ตเวิร์กหรือต้องส่งงานโปรดักส์ชั่น ก็พอรับไหว

ASUS Vivobook Pro 15

ชุดลำโพงที่อยู่ด้านล่างทั้งซ้ายและขวา ให้ทิศทางเสียงกดลงพื้นโต๊ะ และสะท้อนเสียง เพื่อการรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น


Connector / Thin And Weight

ASUS Vivobook Pro 15

ทางด้านซ้าย จะมีเพียงพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ 2 พอร์ต และไฟแสดงสถานะ และไฟแบตเตอรี่

ASUS Vivobook Pro 15

พอร์ตทางด้านขวา ประกอบด้วย DC-In สำหรับชาร์จไฟ, USB 3.2 Type-A, HDMI 2.1, Thunderbolt 4 อย่างละ 1 พอร์ต พร้อมสล็อต microSD card reader และ 3.5mm Audio jack โดยที่ Thunderbolt 4 รองรับการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง, การชาร์จไว และการแสดงผลร่วมกับ DP ได้อีกด้วย

ASUS Vivobook Pro 15

ลองต่อสายแบบจัดเต็ม ระยะช่องไฟมีพอสมควร ให้หัวต่อต่างๆ สามารถติดตั้งกันอย่างใกล้ชิดได้ แต่ก็จะมีบางอุปกรณ์ที่มีหัวต่อขนาดใหญ่ อาจจะไม่สะดวกต่อการติดตั้ง เพราะจะไปเบียดกับสายต่อข้างๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่ สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด แต่ที่ติดอยู่เล็กน้อยก็คือ น่าจะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับสาย LAN มาให้บ้าง เพราะเป็นโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ และเป็นสาย Creator ด้วย โดยส่วนตัวมองว่ามีบทบาทต่อการใช้งานพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

น้ำหนักที่ชั่งได้สุทธิก็คือ 1.79Kg ซึ่งเบากว่าที่เคลมไว้หน้าสเปคคือ 1.8Kg อยู่นิดหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อาจจะเหมาะวางโต๊ะ แทนพีซีก็ได้ หรือจะพกพาใส่กระเป๋าไปพบลูกค้าก็ยังพอไหว เพราะถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คในระดับใกล้กันอย่างที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ยังถือว่าเบากว่าพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

จะไม่บอกน้ำหนักอแดปเตอร์ ก็กลัวว่าจะไม่ครบ ก็จะประมาณ 400 กรัม เมื่อรวมกับตัวเครื่องแล้ว ก็อยู่ราวๆ 2.2Kg ครับ เน้นงานสั้นๆ ข้างนอก ไม่ต้องพกก็ได้ หรือถ้าจะเดินทางพกไปใส่กระเป๋าเป้ ก็ยังไหว


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook Pro 15

การแกะเปิดฝาหลัง เพื่อดูองค์ประกอบภายใน ทำได้ไม่ยากครับสำหรับโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เพราะใช้น็อตประมาณ 10 ตัวเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็นพอร์ตด้านข้าง กับบริเวณใกล้กับบานพับอาจจะแน่นไปบ้าง แต่ใช้เครื่องมือที่เป็นพลาสติกบางๆ แกะออกมาได้ และภายในจะเป็นแบบในภาพนี้เลย การจัดวางสิ่งต่างๆ ทำได้ลงตัวดี กับชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus พัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัวและฮีตไปป์ที่วิ่งมาแบบเรียบง่าย

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดวางชิ้นส่วนต่างๆ เรียกว่าเต็มพื้นที่ภายในมาเลยทีเดียว โดยเฉพาะพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว และฮีตไปป์ ที่ช่วยในการระบายความร้อนกับเทคโนโลยี ASUS IceCool Plus โดยมีฮีตไปป์ 2 เส้น วิ่งผ่านระหว่างซีพียู และกราฟิก ซึ่งอาจจะดูน้อยไปบ้าง ถ้าเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เยอะกว่าโน๊ตบุ๊คพื้นฐานทั่วไป เพราะมีพัดลมให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านบนเป็นแรมระบบ LPDDR5 4800 ความจุ 16GB ติดตั้งมาบนบอร์ดให้แล้ว แต่ไม่มีสล็อตเพิ่มเติมมาให้ อย่างไรก็ดีแรมระดับ 16GB นี้ ก็มากพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นแรม DDR5 ที่มีความเร็วและแบนด์วิทธิ์ที่กว้างกว่า DDR4 พอสมควร การใช้งานที่ต้องการทั้งความเร็ว และทำงานร่วมกับปริมาณข้อมูลเยอะๆ จะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

ถัดลงมาจากพัดลม ก็จะมี Storage ที่เป็น SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 มาให้ ความจุ 512GB และมีให้เพียงสล็อตเดียวเท่านั้น ซึ่งจากการทดสอบความเร็วอยู่ในระดับ 3,000MB/s (Read) ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่จัดการซอฟต์แวร์และงานต่างๆ ได้ในระดับที่ดี รวมถึงการเปิดเครื่อง และเข้าโปรแกรมอีกด้วย ส่วนการอัพเกรดต้องใช้การถอดเปลี่ยนตัวเดิมเท่านั้น

ASUS Vivobook Pro 15

โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD 810H เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ ว่ารองรับงานในสภาพแวดล้อมชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็น การสั่นสะเทือน เช่น การวางในรถหรือใกล้เครื่องจักร ตกกระแทก ความร้อนสูง หรือมีความเย็นและเมื่อต้องเจอกับความชื้นก็ตาม


Performance / Software

CPUz1

CPUz รายงานว่าเป็นซีพียู Intel Core i7-12650H เป็นซีพียูในตระกูลของเกมมิ่ง ที่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง ทำงานในแบบ 10 core/ 16 thread สำหรับการใช้งานแบบมัลติทาส์กกิ้ง ความเร็วในการบูสท์ได้สูงสุดถึง 4.7GHz เหมาะกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ เพราะค่าการใช้พลังงานไม่สูงมาก และ Max. สูงสุดแค่ 115W เท่านั้น พอที่จะให้ทำงานแบบโหดๆ ในช่วงที่ไม่ได้เสียบชาร์จได้พอสมควร เพราะแบตให้มาถึง 70Whr

CPUz3 1

ASUS Vivobook Pro 15 ให้แรมระบบมา 16GB เป็นแบบ LPDDR5 ซึ่งถือว่าจัดจ้านในย่านราคากับกลุ่มโน๊ตบุ๊คเดียวกัน ซึ่งความจุระดับนี้ ก็ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้แล้ว โดยเฉพาะงานที่ต้องการทั้งแบนด์วิทธิ์ และความเร็ว เช่นการโอนถ่ายข้อมูลขนาดใหญ่ มีไฟล์จำนวนมาก และการเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น ภาพหรือวีดีโอ รวมถึงการเปิดโปรแกรม ก็จะไหลลื่นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเท่าที่เราเข้าไปเช็ค ไม่มีสล็อตสำหรับการอัพเกรด แต่ระดับ 16GB เท่าที่ทดสอบ รองรับความต้องการในชีวิตประจำวันของคุณได้เลย

CPUz3 2
CPUz2 2

GPUz สำหรับกราฟิกนั้นมีให้ทั้ง 2 แบบคือ Intel Iris Xe ที่มีอยู่ในซีพียู ซึ่งรองรับการใช้งานพื้นฐาน และความบันเทิงทั่วไป นอกจากนี้สำหรับเหล่าเกมเมอร์ ASUS ก็ให้กราฟิกแยกมาด้วยในรุ่น GeForce RTX3050Ti ซึ่งมาพร้อม VRAM GDDR6 4GB และเป็นตัวท็อปสุดของสายนี้ เพราะยังมี RTX3050 รุ่นน้อง ซึ่งเป็นรุ่นรอง และมีอยู่ในโมเดลของ ASUS รุ่นนี้ด้วย ราคาประมาณ 38,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15

CrystalDiskMark ให้ผลการทดสอบอยู่ในะดับที่ดี กับการอ่านข้อมูล 3,000MB/s และเขียน 1,600MB/s โดยประมาณ ซึ่งผลที่ได้ถือว่าทำได้ดีกว่า Vivobook 16 ที่เคยทดสอบมาเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 แต่ก็ตอบโจทย์ในงานต่างๆ ได้ดีไม่น้อยเลย การเปิดโปรแกรมและเกมก็ทำได้รวดเร็วดี แต่ถ้าใครจะอยากเพิ่มความเร็วมากขึ้น ลองเป็น SSD PCIe 4.0 ก็ช่วยได้มากเลยครับ

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบโดยรวมของระบบบน PCMark10 ที่แสดงให้เห็นศักยภาพในการทำงานในชีวิตประจำวัน โดยตัวเลขส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะกับ Essential ที่เป็นการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน และด้าน Productivity ที่ทำคะแนนไปได้ถึง 8,564 ส่วน Digital Content ที่เป็นงานในด้านมัลติมีเดีย การเรนเดอร์วีดีโอ ซีพียูและแรมมีส่วนสำคัญ ก็ทำไปได้ถึง 7,651 ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานในด้านนี้ได้มากทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบ ASUS Vivobook Pro 15 ด้วยโปรแกรม CINEBench ซึ่งเป็นตัวแทนของ CINEMA4D ซีพียูสามารถให้ประสิทธิภาพได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการทำงานที่มี Core/Thread จำนวนมากแบบนี้ ก็ทำให้มีความลื่นไหลมากขึ้น เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับใกล้เคียง ถือว่า Intel Core i7 นี้ มีความโดดเด่นไม่น้อยเลยในหลายการทดสอบ ในโหมดของการทำงาน อย่างเช่น เรนเดอร์ 3D และตัดต่อวีดีโอ ก็ยังไปได้สวย สำหรับสาย Content Creator ที่กำลังเริ่มต้นกับงานวีดีโอพื้นฐาน ทำคลิปง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน หรือทำพรีเซนเทชั่นเพื่อนำเสนอกับลูกค้า

Ray Bench scaled

การทดสอบ V-RAY ด้วยการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติทั้งในส่วนของซีพียูและ GPU ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ V-RAY CPU ได้ที่ 12730Ksample และ V-RAY GPU 201Mpaths

Game test 1

ผลที่ได้จากการทดสอบด้วยเกม 3 มิติ ASUS Vivobook Pro 15 ถือว่าไหลลื่นดีทีเดียว จากการทดสอบบน Settings Medium และ Balance บนความละเอียด Full-HD 1080p ส่วนของเกมที่ใช้สเปคหนักหน่อยอย่าง SCUM ก็ไปได้เกือบ 100fps. และเฉลี่ยที่ราว 82fps. ภาพออกมาสวยเนียนดีทีเดียว ซึ่งขยับมาเล่นที่ High พอได้ แต่อาจจะต้องเซ็ตค่า Detail บางอย่างลง เพื่อให้ได้อยู่ที่ 50fps ก็ดูสวย ส่วน Resident Evil Village เกมนี้ก็เล่นได้อย่างสบายตา เมื่ออยู่ในโหมดนี้ ลดความหลอนไปได้ระดับหนึ่ง กับการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว นิ่งๆ อยู่ที่ 140fps. สำหรับ Average เกมนี้คุณตั้ง High ก็ยังสนุกได้ เพราะจากที่ได้ลองก็มีระดับ 90fps++ ไหลลื่นสนุกได้เต็มที่

ทำงานด้านตัดต่อวีดีโอ: เรา Export Video ด้วยไฟล์ 4K 30fps. ได้ลื่นไหล พรีวิวได้ไม่สะดุด เมื่อใช้งานร่วมกับ Adobe Premier Pro เรื่องการแต่งภาพทำได้อยู่แล้ว หน้าจอ OLED สีตรง ให้ความมั่นใจได้ในงานด้านนี้

MyASUS1

เพิ่มเติมให้อีกนิดสำหรับคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ กับซอฟต์แวร์ MyASUS ตั้งแต่การเช็คฮาร์ดแวร์ มอนิเตอร์ระบบ ดูเรื่องการรับประกัน การขอคำแนะนำเมื่อเกิดปัญหา รวมไปถึงการเปิด-ปิดฟีเจอร์ และจูนอัพระบบมีมาให้ครบ ยังไม่รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่คุณจะได้รับเป็นพิเศษ และข่าวสารจากทาง ASUS อีกด้วย แนะนำให้ใช้ครับ เพราะรวมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่คุณใช้ในการปรับแต่งระบบไว้ในนี้แล้ว หน้าตาอินเทอร์เฟสก็ดูใช้งานง่าย สะดวกมากครับ


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook Pro 15

พื้นที่ด้านล่างเป็นจุดที่ใช้ดูดลมเย็นตามมาตรฐาน โดยเป็นช่องลมขนาดเล็ก ดูดลมเย็นเข้ามาในระบบ โดยในแต่ละช่องจะมีทั้งช่วงที่เปิดและปิดเอาไว้ เข้าใจว่าออกแบบให้ตรงตามจุด ที่เป็นช่องทางระบายลมเข้าสู่พัดลม และช่วงที่เป็นฮีตไปป์ โดยปิดในช่องที่เป็นฮาร์ดแวร์สำคัญเอาไว้ เพื่อความปลอดภัย

ASUS Vivobook Pro 15

ช่องทางลมออก จะอยู่ทางด้านหลัง ส่วนใต้ของจอภาพ แต่จะถูกผลักออกทางด้านล่าง ตามช่องทางที่บังคับเอาไว้ ซึ่งจะอยู่ทางด้านหลังซ้ายและขวา โดยจะไม่ได้ดีไซน์ออกทางด้านข้าง อย่างเช่นบนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดเตรียมระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า ASUS IceCool Plus มาบน ASUS Vivobook Pro 15 กับใบพัดขนาดเล็กจำนวนมาก พร้อมตัวครอบลดเสียง ซึ่งจากการทดสอบใช้งาน ในโหมด Full load เมื่อรันทั้งซีพียู และกราฟิกการ์ด ผ่านทาง Furmark เสียงรบกวนแม้จะมีความดังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่ารบกวนแต่อย่างใด และระบบยังจัดการเรื่องความร้อนได้ดีอีกด้วย

BatteryMon

แบตเตอรี่ที่ติดมากับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell 70Whr ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใหญ่ สำหรับโน๊ตบุ๊คในระดับเีดียวกัน และยังมากกว่าใน Vivobook 16 ที่เราได้รีวิวไป แต่ในส่วนหนึ่งก็เพราะการเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีกราฟิกแยก ที่เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้ ทำให้มีระยะการทำงานได้นานขึ้น ซึ่งในการทดสอบของเรา ยังคงเป็นมาตรฐาน นั่นคือ การเปิดเสียงและระดับความสว่างที่ประมาณ 20% เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และจำลองด้วย Video Playback ด้วยการเล่นวีดีโอ 4K ต่อเนื่องและวัดผลด้วยโปรแกรม BatteryMon ซึ่งผลที่ได้ รายงานว่าอยู่ในระดับ 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว เพราะถ้าหากใช้และสลับการสแตนบายไป ก็น่าจะได้ถึง 7-8 ชั่วโมง

ASUS Vivobook Pro 15

ในแง่ความบันเทิง โดยเฉพาะในเรื่องของเสียง ASUS Vivobook Pro 15 OLED ก็จัดเตรียมมาเอาใจคอบันเทิงแบบเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบเสียง Dolby Atmos ที่เพิ่มมิติของเสียงได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้รายละเอียดของเนื้อหา อย่างเช่น การชมภาพยนตร์ ซึ่งจากที่เราได้ลองกับการชมภาพยนตร์ในหลายๆ เรื่อง ความโดดเด่นน่าจะอยู่ที่การเพิ่มรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉาก เช่น แรงกระแทกจากรถชน และเสียงของกระจกที่แตกกระจาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยังให้ความชัดเจนได้ดี หรือจะเป็นลมหายใจของ Indominus rex กับเสียงที่แรพเตอร์สื่อสารกัน และฉากการเปลี่ยนร่างของเหล่าออโตบอท ที่ออกมาน่าติดตามมากขึ้น และอีกส่วนที่มีบทบาทไม่แพ้กันก็คือ ระบบเสียงสเตอริโอจาก Harman Kardon ที่ทำให้เอฟเฟกต์เสียงดุดันมากขึ้น คอเกมได้ประโยชน์ เวลาที่อยากได้ความตูมตาม และ Smart Amp ที่ติดมากับลำโพง ที่ยิงลงพื้นสะท้อนขึ้นมา การเพิ่มเลเวลเสียงได้หนักหน่วง แทบไม่มีอาการแตกพร่า เรียกว่าดูหนัง เล่นเกม หรือจะสนทนาออนไลน์ ได้แบบเต็มอิ่ม

Temp

ทดสอบการระบายความร้อนบน ASUS Vivobook Pro 15 OLED ด้วยการรัน CPU Burner บน Furmark ด้วยการให้ซีพียูทำงานแบบ 100% หรือ Full load อย่างเต็มที่ทุกคอร์ ในห้องอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งผลที่ได้นั้นบางจังหวะ ที่ขึ้นไปถึงระดับ 90++ องศาเซลเซียส และลดลงมาเป็นระยะ สำหรับ Core P ที่ทำงานหนักสุด จะอยู่ที่ราวๆ 92-94 องศาเซลเซียส ที่เป็น Package อยู่ที่ 89-92 องศาเซลเซียส แต่อย่างที่ได้แจ้งไปในทุกครั้งคือ นี่เป็นการเร่งการทำงานของซีพียูระดับ 100% ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งโดยปกติที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวัน แทบจะไม่ได้เจอกับสภาพการทำงานเช่นนี้ เช่น ทำไฟล์เอกสารจะอยู่ที่ราว 20-30% และการเล่นเกม ก็ไปที่ประมาณ 40-60% เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้อุณหภูมิไม่ได้สูงแต่อย่างใด

ASUS Vivobook Pro 15


Conclusion / Award

ในภาพรวม ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นนี้ ให้คะแนนเรื่องจอนำมาก่อนเลย และดูจะตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคมชัดกับ Resolution 2.8K บนจอ 15.6″ มีความลงตัวอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่คุณจะได้ นอกเหนือจากภาพที่มีความละเอียดสวยงามแล้ว ยังให้พื้นที่แสดงผลที่มากขึ้น การจัดวาง Tools บนโปรแกรมทำงานด้านภาพและวีดีโอ คุณจะเลือกใช้เครื่องมือทำงานได้ง่ายกว่า Full-HD อยู่มากทีเดียว สีสันโดดเด่นมาแต่ไกล แบบที่ไม่ต้องไปใส่ใจเปิด HDR ในฟีเจอร์ของ Windows ด้วยซ้ำ จากที่ได้ลองใช้กับการสตรีมมิ่งวีดีโอระดับ 4K การให้สีที่เด่นชัด พื้นหลังดำ ก็ดำสนิท การเกลี่ยสีที่ดูสบายตา ทำให้ดูหนังได้แบบเพลินๆ หรือจะใช้ในงานวีดีโอและการตกแต่งภาพ ขอบเขตสีและความเที่ยงตรงของสีในระดับ DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 คือเติมสิ่งที่หลายคนได้ขาดไปกลับมาได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นกับการเป็น Content Creator มีงบไม่มาก อยากได้โน๊ตบุ๊คทำงาน สีตรง และพกพาได้ ตัดต่อสะดวก

นอกจากนี้ก็ยังได้ Windows 11 Home คู่มากับ Office Home and Student 2021 พร้อมกับ Perfect Warranty ที่ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุมาด้วย สนนราคาของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นที่เราได้มาทดสอบนี้ เป็นซีพียู Intel Core i7 และ RTX 3050 Ti ราคาอยู่ที่ 43,990 บาท และอีกรุ่นจะราคาน่าสนใจเช่นกัน 38,990 บาท ได้เป็น Intel Core i5 และ RTX 3050 องค์ประกอบอื่นไม่ต่างกัน ส่วนตัวแนะนำรุ่นท็อปที่เรารีวิวนี้ เพิ่มเงินประมาณ 5 พันบาท แต่ได้เพิ่มซีพียูกับกราฟิกที่แรงขึ้นอีกดูลงตัวมากกว่า

award new multi media

แม้ว่าทางของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED นี้ จะมาในแนวของ Content Creator หรือแนวกึ่งไลฟ์สไตล์ เพื่อการสร้างสรรค์ก็ตาม แต่ส่วนตัวมองว่าด้วยจอ OLED นี้ตอบโจทย์ในด้านมัลติมีเดียได้ดีไม่แพ้เรื่องของขุมพลังอย่าง Intel Core i7 ที่มีมาให้ รวมถึงยังมีกราฟิก GeForce RTX เพิ่มเติมเข้ามาด้วย ซึ่งการ์ดจอนี้ ช่วยในด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการเล่นเกม จอขนาดใหญ่ 15.6″ ความละเอียด 2.8K ก็ได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น ได้ Certified Display HDR True Black 600 มีรายละเอียดที่น่าติดตาม และฟีเจอร์อย่างระบบเสียง Dolby รวมถึงลำโพง Harman Kardon ที่มาพร้อมแอมป์ในตัว เพิ่มพลังเสียงให้กับการชมภาพยนตร์และการเล่นเกมได้อย่างสนุก เมื่อรวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน ก็ทำให้รางวัลนี้ ดูเหมาะสมอย่างยิ่งกับโน๊ตบุ๊คจาก ASUS รุ่นนี้

from:https://notebookspec.com/web/667714-asus-vivobook-pro-15-oled

การ์ดจอ AMD 2022 เกมเมอร์ 4 ระดับ 12 รุ่น มือใหม่จนถึงฮาร์ดคอร์เกมเมอร์

การ์ดจอ AMD ท้ายซีซัน 2022 ราคาดี 4 กลุ่มเกมเมอร์ 12 รุ่น แบบไหนเหมาะกับคุณ

การ์ดจอ AMD

การ์ดจอ AMD เป็นอีกค่ายหนึ่ง ที่มีตัวเลือกอยู่มากมาย ในแต่ละกลุ่มตลาด และผู้ใช้ก็ได้อานิสงจากการที่การ์ดจอราคาถูกลงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ดจอระดับกลาง ไปจนถึงตัวท็อปๆ อย่าง Radeon RX6700XT, 6800XT หรือจะเป็น RX6950XT ก็ตาม ที่มีปล่อยออกมาไม่ว่าจะทางเกมเมอร์เอง เพื่อรอช้อนการ์ดจอรุ่นใหม่ หรือกลุ่มที่เป็นนักขุด Cryptocurrency ที่ต้องปล่อยมือจากเหรียญเดิมที่ขุด แล้วไปมองถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในตลาด Miner ว่าจะเป็นแบบใดบ้าง และในเมื่อมีการ์ดจอมือสอง ทะลักเข้าสู่ตลาดในเวลานี้แล้ว เหล่าเกมเมอร์ที่ชื่นชอบค่ายแดงนี้ ก็ไม่ควรพลาดโอกาสในการช้อนการ์ดมือสองรุ่นแรงๆ แบบนี้มาไว้ในครอบครองกัน โดยในวันนี้เราถือโอกาส ที่จะมาแนะนำการ์ดจอในแต่ละระดับกัน สำหรับ AMD Radeon RX series

การ์ดจอ AMD 2022 รุ่นไหนเหมาะกับคุณ


เกมเมอร์มือใหม่ มัลติมีเดียเริ่มต้น

RX6400

สำหรับมือใหม่ที่เริ่มประกอบคอมสำหรับการเล่นเกมออนไลน์หรือเกมสนุกๆ ที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรระบบมากนัก เช่น DOTA2, MineCraft, CS:GO, Another Try หรือ Apex Legend เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้พลังของกราฟิกไม่ได้โหดหินมาก แต่ให้ความสวยงาม เล่นได้ลื่นในระดับหนึ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการปรับ Detail และความสวยงามภายในเกมด้วย Radeon RX6400 ราคาประมาณ 6,490 บาท ถือว่าตอบโจทย์ในการเล่นได้ ในระดับการปรับที่ Low หรือ Medium ในบางเกม แต่ถ้าจะให้ไหลลื่นมากขึ้น ทางเลือกอย่าง RX6500XT ราคาเริ่มต้นประมาณ 6,690 บาท ก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อยเลย ซึ่งการ์ดทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมีความต่างกันไม่มาก ในแง่ของซีรีส์ แต่ด้วยความเป็น XT ก็จะเพิ่มหลายๆ อย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น สัญญาณนาฬิกา, Compute Unit ที่มีผลต่อการทำงาน รวมถึง Stream processor และ Memory bandwidth ที่จะทำให้การประมวลผลภาพ และเกมที่จะไหลลื่นได้ดี ถ้าในกรณีที่คุณมีงบประมาณอยู่ในช่วง 6,000-7,000 บาท Radeon RX6500XT ก็เป็นตัวเลืกอที่น่าสนใจ

Advertisementavw
Radeon RX6400 Radeon RX6500XT
Compute Units 12 16
Boost Frequency Up to 2321 MHz Up to 2815 MHz
Game Frequency 2039 MHz 2610 MHz
Ray Accelerators 12 16
Peak Pixel Fill-Rate Up to 74.3 GP/s Up to 90.1 GP/s
Peak Texture Fill-Rate Up to 111.4 GT/s Up to 180.2 GT/s
Peak Half Precision Compute 7.13 TFLOPs 11.53 TFLOPs
Peak Single Precision Compute 3.57 TFLOPs 5.77 TFLOPs
ROPs 32 32
Stream Processors 768 1024
Texture Units 48 64
Transistor Count 5.4 B 5.4 B
Infinity Cache 16 MB 16 MB
Memory Speed 16 Gbps 18 Gbps
Max Memory Size 4 GB 4 GB
Memory Type GDDR6 GDDR6
Memory Interface 64-bit 64-bit
Memory Bandwidth Up to 128 GB/s 144 GB/s
Feature AMD Smart Access Memory AMD Smart Access Memory
ที่มา: AMD

โดยที่การ์ดจอ Radeon RX6500XT นั้น จะมีด้วยกัน 2 รุ่นคือ VRAM 4GB และ 8GB ตารางด้านล่างนี้เป็นการเปรียบเทียบเฟรมเรตที่ได้ในการทดสอบของทาง AMD

การ์ดจอ AMD

สำหรับในบ้าน ส่วนใหญ่เราจะเห็นการ์ดจอ AMD Radeon RX6500XT ในเวอร์ชั่นของ 4GB มากกว่า ซึ่งรุ่นที่ใช้ VRAM 8GB จะอยู่ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งในบ้านเราก็จะมี RX6600 ที่เริ่มต้นกันที่ 8GB แต่มีความต่างเรื่องของความเร็ว Bus width และ Interface แต่อย่างไรก็ดี จากผลทดสอบ ที่อ้างอิงจาก AMD ในเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างของเฟรมเรตในแต่ละเกม 4GB และ 8GB จะเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะมีเพียงบางเกมอย่างเช่น DOOM และ F1 2021 ที่มีความแตกต่างมากขึ้น อย่างไรก็ดี RX6500XT ในบ้านเรา ราคาถือว่าน่าสนใจดีแล้ว เริ่มต้นที่ประมาณ 6,990 บาทเท่านั้น

ตัวอย่างการ์ดจอ Radeon RX6400 และ RX6500XT

การ์ดจอ AMD

PowerColor Radeon RX6400 ITX

การ์ดจอ AMD ในสไตล์มินิมอลแบบ ITX พัดลมเดี่ยวในแบบ Two Ball Bearing เสียงรบกวนน้อย พร้อมเทคโนโลยี Mute Fan หยุดรอบพัดลม เมื่ออุณหภูมิต่ำ ประหยัดพื้นที่สล็อต ติดตั้งในเคสขนาดเล็ก พื้นที่แคบได้ ไม่ต้องต่อไฟเลี้ยงเพิ่ม แรม GDDR6 4GB ให้พอร์ต HDMI และ DP มาอย่างละ 1 พอร์ต ราคาประมาณ 6,690 บาท

การ์ดจอ AMD

MSI Radeon RX6500XT MECH 2X 4GB

การ์ดจอ AMD Radeon RX6500XT จากทาง MSI ในซีรีส์ของ MECH ที่มาพร้อมพัดลมคู่ขนาดใหญ่ เทคโนโลยี TORX Fan 3.0 ดีไซน์มาเป็นพิเศษ ให้แรงลมมากขึ้น และใช้งานได้ยาวนาน ปรับแต่งความเร็วเพิ่มได้ และยังมี Backplate หลังมาอีกด้วย มี VRAM GDDR6 4GB และให้พอร์ต HDMI และ DP มาอย่างละพอร์ต


เกมเมอร์ที่เริ่มจริงจังกับการเล่นเกม

การ์ดจอ AMD

ถ้าคุณเริ่มมองว่าการ์ดจอตัวเก่าที่คุณใช้เริ่มไม่ตอบโจทย์ เล่นกับเกมใหม่ๆ ไม่ค่อยไหว หรือคุณอยากไปต่อกับเกมที่โหดขึ้น แต่งบประมาณอาจจะยังไม่สูงมากนัก ระดับ 10,000-15,000 บาท ตัวเลือกของ Radeon RX6600 series น่าสนใจทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอ AMD Radeon RX6600, RX6600XT หรือ RX6650XT ในเบื้องต้น ความต่างของ RX6600 และ RX6600XT ไม่ได้ต่างกันมากนัก ถ้ามองในแง่ของเฟรมเรตที่เล่นเกมพื้นฐานระดับ 1080p ด้วยกัน แม้ว่า Memory Bandwidth และสัญญาณนาฬิกาในโหมด Game รวมถึง Stream Processor ของ RX6600XT จะมากกว่าอยู่บ้างก็ตาม แต่ถ้ามองในแง่ของราคา RX6600 เวลานี้ถูกกว่า RX6600XT อยู่ประมาณพันกว่าบาทเท่านั้น ก็แทบจะตัดสินใจได้เลยว่าจะเลือกรุ่นไหน แต่ถ้าในกรณีที่คุณมีการ์ดตัวเก่า ที่สเปคน้อยกว่ามากๆ แต่ความแรงของซีพียูคุณสามารถขับได้ไกลกว่านั้น แนะนำ RX6650XT ที่เป็นตัวอัพเลเวลของซีรีส์นี้ ซึ่งทำราคาได้ค่อนข้างดี เพราะเคาะราคาเริ่มต้นที่มีให้เห็นในท้องตลาดเวลานี้แค่ 12,500 บาทเท่านั้น จากราคาในช่วงเปิดตัวเฉียด 17,000 บาท

Radeon RX6600 Radeon RX6600XT Radeon RX6650XT
Compute Units 28 32 40
Boost Frequency Up to 2491 MHz Up to 2589 MHz Up to 2581 MHz
Game Frequency 2044 MHz 2359 MHz 2424 MHz
Ray Accelerators 28 32 40
Peak Pixel Fill-Rate Up to 159.4 GP/s Up to 165.7 GP/s Up to 165.2 GP/s
Peak Texture Fill-Rate Up to 279 GT/s Up to 331.4 GT/s Up to 413 GT/s
Peak Half Precision Compute 17.86 TFLOPs 21.21 TFLOPs 26.43 TFLOPs
Peak Single Precision Compute 8.93 TFLOPs 10.6 TFLOPs 13.21 TFLOPs
ROPs 64 64 64
Stream Processors 1792 2048 2560
Texture Units 112 128 160
Transistor Count 11.1 B 11.1 B 17.2 B
Infinity Cache 32 MB 32 MB 96 MB
Memory Speed 14 Gbps 16 Gbps 16 Gbps
Max Memory Size 8 GB 8 GB 12 GB
Memory Type GDDR6 GDDR6 GDDR6
Memory Interface 128-bit 128-bit 192-bit
Memory Bandwidth Up to 224 GB/s Up to 256 GB/s Up to 384 GB/s
ที่มา: AMD

ตัวอย่างการ์ดจอ Radeon RX6600, RX6600XT และ RX6650XT

ASUS Dual RX6600 8G

การ์ดจอ AMD

การ์ดจอ AMD RX6600 จากทาง ASUS ในรุ่น Dual 8G ที่ทำราคาได้ดีในตลาด กับการออกแบบชุดพัดลม ที่มีใบขนาดเล็ก และเรียวยาว เพื่อให้แรงดันของลมมีมากขึ้น มีจำนวนถึง 2 พัดลม พร้อม Backplate ที่เพิ่มความแข็งแรงให้ตัวการ์ด สามารถใช้ GPU Tweak II ในการปรับจูนความเร็วได้ ตัวการ์ดใช้พื้นที่ประมาณ 2 สล็อต เชื่อมต่อ PCIe 4.0 มีพอร์ตแสดงผล HDMI, DisplayPort ถึง 3 ช่องด้วยกัน ราคาประมาณ 10,900 บาท

PowerColor RX 6650 XT Hellhound Sakura

การ์ดจอ AMD

การ์ดจอจากค่าย PowerColor ที่ทำออกมาในเวอร์ชั่นพิเศษ สีชมพูดสดใส ในราคาประมาณ 12,900 บาท เท่านั้น กับการใช้พื้นที่ประมาณสล็อตครึ่ง เข้ากับเคสในโทนสีชมพูหรือสีขาวได้อย่างลงตัว พัดลมระบายความร้อน 2 ตัวขนาดใหญ่ 100mm และภาคจ่ายไฟ 6+2 phase ใช้ไฟเลี้ยงแบบ 8-pins แสงไฟ LED บนตัวการ์ด


เกมเมอร์มือโปรฯ ไหลลื่น ภาพสวยบน 2K

การ์ดจอ AMD

แต่ถ้าคุณรู้สึกอ่อนไหวง่ายกับเฟรมเรตที่อาจจะหายไปในบางช่วง อยากได้ภาพลื่นๆ เล่น Full-HD เฟรมเรตพุ่งทะยาน หรือเปลี่ยนมาใช้จอ 2K 1440p ก็อยากได้ภาพสวยๆ ตัวเลือกอย่าง Radeon RX6700XT ที่เรียกว่าจัดสเปคมาแรง ยัดขุมพลังเครื่องรถสปอร์ตมาให้ Stream processor ชุดใหญ่ ใส่ VRAM 12GB GDDR6 ความเร็ว 18 Gbps ก็ทำให้การขับเคลื่อนเกมระดับ AAA ไปได้สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น GTAV, RD2, COD Warzone หรือ God of War รวมถึง Dying Light 2 เรียกว่าพร้อมชนทุกแนว เน้นเฟรมเรตปรับ High ได้สวยๆ บน 2K หรือจะปรับสุดใน 1080p การ์ดจอ AMD Radeon RX6700XT และ RX6800 ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันเลย

การ์ดจอ AMD

แต่ถ้ามองในแง่ของราคา RX6700XT ราคาเริ่มที่ 14,900 บาทโดยประมาณ แต่ถ้าเป็น RX6750XT จะขยับมาไกลหน่อย เพราะรุ่นเริ่มต้นแตะที่ประมาณ 20,750 บาท แต่ถ้าเป็น RX6800 จะอยู่ที่ราวๆ 19,900 บาทเท่านั้น โดยที่คุณอาจจะได้ Compute Unit ที่ใช้ในการทำงานที่มากกว่า รวมถึงแบนด์วิทธิ์และ Stream processor ที่มากขึ้นบน RX6800 แต่ถ้าจะเน้นความเร็วสัญญาณนาฬิกา ที่มีผลต่อการเล่นเกมในหลายๆ ส่วน รวมถึงความเร็ว Memory ที่มากขึ้น RX6750XT ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

Radeon RX6700XT Radeon RX6750XT Radeon RX6800
Compute Units 36 40 60
Boost Frequency Up to 2450 MHz Up to 2600 MHz Up to 2105 MHz
Game Frequency 2174 MHz 2495 MHz 1815 MHz
Ray Accelerators 36 40 60
Peak Pixel Fill-Rate Up to 156.8 GP/s Up to 166.4 GP/s Up to 505.2 GT/s
Peak Texture Fill-Rate Up to 352.8 GT/s Up to 416 GT/s 32.33 TFLOPs
Peak Half Precision Compute 22.58 TFLOPs 26.62 TFLOPs 32.33 TFLOPs
Peak Single Precision Compute 11.29 TFLOPs 13.31 TFLOPs 16.17 TFLOPs
ROPs 64 64 64
Stream Processors 2304 2560 3840
Texture Units 144 160 240
Transistor Count 17.2 B 17.2 B 26.8 B
Infinity Cache 80 MB 96 MB 128 MB
Memory Speed 16 Gbps 18 Gbps 16 Gbps
Max Memory Size 10 GB 12 GB 16 GB
Memory Type GDDR6 GDDR6 GDDR6
Memory Interface 160-bit 192-bit 256-bit
Memory Bandwidth Up to 320 GB/s Up to 432 GB/s 512 GB/s
ที่มา: AMD

ตัวอย่างการ์ดจอ Radeon RX6700XT, RX6750XT และ RX6800

GIGABYTE RX6700XT EAGLE

การ์ดจอ AMD

หนึ่งในการ์ดจอ AMD Radeon RX6700XT ตัวคุ้มในตลาด ที่มาพร้อมดีไซน์สวยงาม เพิ่มความดุดันกับพัดลมขนาดใหญ่ 3 ตัว ที่หมุนไปในทิศทางต่างกัน เพื่อเพิ่มแรงอัดอากาศได้มากขึ้น ใบพัดลมออกแบบมาเป็นพิเศษ กับฮีตซิงก์ขนาดใหญ่ ช่วยในการดึงความร้อนได้รวดเร็ว พร้อมแสงไฟ RGB บนตัวการ์ด ปรับแต่งได้ Backplate ขนาดใหญ่ ช่วยเสริมความแกร่งให้กับการ์ด ภาคจ่ายไฟรองรับการเพิ่มความเร็วและ OC เพิ่มระดับสัญญาณนาฬิกาพิเศษมาจากโรงงานแล้ว มีพอร์ตให้ทั้ง HDMI และ DisplayPort อย่างละ 2 พอร์ต

MSI RX6800 GAMING X TRIO

การ์ดจอ AMD

เป็นอีกหนึ่งการ์ดจอ AMD Radeon ที่เกมเมอร์หลายคนหมายปอง กับซีรีส์นี้ ที่มักจะให้ความโดดเด่นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเรื่องการระบายความร้อนกับ TORX Fan 4.0 ที่มีการปรับจูนมาเป็นอย่างดี ให้มีการผลักลมเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ใบพัดลมทำมาเป็นพิเศษ เพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้น ตัวการ์ดแบบ 3 พัดลม พร้อมแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ และมี Backplate ที่ทำออกแบบมาได้อย่างกลมกลืน สวยทั้งด้านหน้าและหลัง พร้อมพอร์ตแสดงผล HDMI และ DisplayPort รวมกัน 4 ช่อง

รีวิวการ์ดจอ AMD Radeon RX6700XT


ฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ เล่นเกมระดับ 4K

การ์ดจอ AMD

มาดูกันที่สายโหด สำหรับเกมเมอร์ระดับฮาร์ดคอร์ หรือจะเป็นนักสตรีมเกมหรือเกมแคสเตอร์กับการรีดเฟรมเรตให้กับเกมที่คุณชื่นชอบได้ในระดับ 4K หรือคนที่อาจจะต่อจอเล่นเกมมากกว่า 1 จอขึ้นไป หรือใช้ในงานตัดต่อ ที่จะเพิ่มพลังให้การเรนเดอร์ได้ดียิ่งขึ้น โดยที่ RX6800XT ก็เป็นรุ่นที่น่าสนใจ หาง่าย มีให้เลือกหลายรุ่น สนนราคาประมาณ 22,900 บาท ซึ่งคุณจะได้ความไหลลื่นของเกมระดับ AAA ได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากจะไปให้สุดในสายนี้ RX6900XT และ RX6950XT ก็เป็นทางเลือกที่น่าโดนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับสิ่งที่มีผลต่อการทำงาน เช่น Stream processor, Texture unit และ Memory speed ซึ่งคุณจะเห็นผลกับการเล่นเกมที่มีฉากและการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการโหลดข้อมูลจำนวนมาก อย่างต่อเนื่องอย่างเกม Openworld ที่หลายคนชื่นชอบ และสำหรับคนที่ใช้จอขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชเรตสูงๆ เช่น 144Hz หรือ 240Hz ก็ได้เห็นถึงความลื่นไหล สมจริงได้มากยิ่งขึ้น

Radeon RX6800XT Radeon RX6900XT Radeon RX6950XT
Compute Units 72 80 80
Boost Frequency Up to 2250 MHz Up to 2250 MHz Up to 2310 MHz
Game Frequency 2015 MHz 2015 MHz 2100 MHz
Ray Accelerators 72 80 80
Peak Pixel Fill-Rate Up to 288 GP/s Up to 288 GP/s Up to 295.7 GP/s
Peak Texture Fill-Rate Up to 648 GT/s Up to 720 GT/s Up to 739.2 GT/s
Peak Half Precision Compute 41.47 TFLOPs 46.08 TFLOPs 47.31 TFLOPs
Peak Single Precision Compute 20.74 TFLOPs 23.04 TFLOPs 23.65 TFLOPs
ROPs 128 128 128
Stream Processors 4608 5120 5120
Texture Units 288 320 320
Transistor Count 26.8 B 26.8 B 26.8 B
Infinity Cache 128 MB 128 MB 128 MB
Memory Speed 16 Gbps 16 Gbps 18 Gbps
Max Memory Size 16 GB 16 GB 16 GB
Memory Type GDDR6 GDDR6 GDDR6
Memory Interface 256-bit 256-bit 256-bit
Memory Bandwidth Up to 512 GB/s Up to 512 GB/s Up to 576 GB/s
ที่มา: AMD

ตัวอย่างการ์ดจอ AMD RX6950XT

MSI RX6950XT Gaming X TRIO

การ์ดจอ AMD

การ์ดจอ AMD Radeon RX6950XT จากทาง MSI ที่เรียกว่าดันตัวท็อปๆ เข้าสู่ตลาด เป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่รุ่นในตอนนี้ สนนราคาประมาณ 33,500 บาท เท่านั้น ถือว่าลงมาจากต้นปีมาอย่างมากมายเลยทีเดียว ไฮไลต์เด่นยังคงเป็นเรื่องการปรับจูนสัญญาณนาฬิกามาจากโรงงานแล้ว โครงสร้างที่แข็งแรง เพิ่มชุดพัดลมพิเศษ TORX Fan ดีไซน์มาเพื่อระบายความร้อนให้กับกราฟิก GPU ระดับสูงเช่นนี้ มีให้ถึง 3 ตัวด้วยกัน และมีแสงไฟ RGB ที่ปรับแต่งได้ เช่นเดียวกับ VRAM GDDR6 16GB ในแบบ 18Gbps เชื่อมต่อเข้ากับ PCIe 4.0 ให้แบนด์วิทธิ์กว้างสุดๆ ใครที่หวังจะเร่งเฟรมเรตไปให้ถึงขีดสุด ไม่ควรพลาด


Conclusion

ต้องเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเลือกซื้อการ์ดจอ AMD ที่มีราคาเป็นกันเองมากขึ้น จัดว่าจับต้องได้ และมีให้เลือกหลายรุ่นเต็มท้องตลาด ใครสะดวกซื้อแบบใด จะไปดูหน้าร้านหรือต้องการซื้อแบบออนไลน์หน้าร้านใหญ่ๆ ก็มีให้เลือกกันเพียบ อย่างที่ได้นำเสนอกันไป งบประมาณน้อย เล่นเกมเบาๆ หรือแค่เล่นเกมและทำงานบนโหมด Full-HD การ์ด Radeon RX6600XT ก็น่าสนใจ เพราะราคาแค่หมื่นเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเน้นเล่นเกมที่โหดขึ้น อยากได้เฟรมที่ไหลลื่น งบประมาณไม่เกิน 20,000 บาท ลอง RX6750XT หรือ RX6800 ก็น่าใช้ไม่แพ้กัน เพราะได้อะไรที่เพิ่มเติมมาหลายอย่างจาก RX6600XT หรือ RX6700XT แต่ถ้างบประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป ตัวเลือกอย่าง RX6900XT และ RX6950XT คือการ์ดที่คุณต้องไม่พลาด เล่นเกมจอใหญ่ Resolution สูงๆ มากกว่า 2K และได้พีซีที่รีดเฟรมได้อย่างจุใจ หรือจะใช้หลายๆ จอ คุณจะสัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมในการเล่นเกมโปรดได้แบบขีดสุดเลยทีเดียว

from:https://notebookspec.com/web/668815-graphic-card-amd-radeon-2022

การ์ดจอมือสอง 2022 ถูก แรง ประหยัดจริงมั้ย? เช็คสภาพอย่างไร? ซื้อที่ไหนได้ราคาถูกบ้าง

การ์ดจอมือสอง 5 คำถาม ถูกและดี มีจริงมั้ยการ์ดแรง ราคาถูก ซื้อที่ไหนปลอดภัย เช็คสภาพการ์ดอย่างไรได้บ้าง?

การ์ดจอมือสอง

การ์ดจอมือสอง แม้จะไม่ได้เป็นตัวเลือกของทุกคน แต่ก็ยังเป็นทางเลือกของเกมเมอร์หลายคน ที่ให้ความสนใจ ด้วยสเน่ห์ในเรื่องของราคา ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการ์ดจอราคาถูกลงหรือจะเป็นช่วงที่การ์ดแพง หายากอย่างเช่นวิกฤตช่วงหนึ่งที่ตลาด Minor ที่มีแต่นักขุดเหมือง การ์ดจอรุ่นน้องสุดอย่าง GeForce GT1030 หรือ GT710 ก็ยังหายาก หรือจะเป็น Radeon RX570, RX580 ยังแทบจะหาไม่ได้ การ์ดจอในช่วงนั้นเรียกว่าแทบจะเป็นสิ่งหาซื้อยากทั้งสิ้น ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยราคาที่น่าสนใจ ประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายดูลงตัวมากขึ้น จึงทำให้การ์ดจอมือสองแบบนี้ จะมีการซื้อขายกันอย่างคล่องตัวเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ของที่ดูน่าสนใจในสายตาของผู้ใช้หลายคน แต่การจะเลือกซื้อหา ก็ต้องใช้การพิจารณากันพอสมควร เพราะต้องเช็คกันตั้งแต่ สภาพ เช่น พินหน้าสัมผัส พัดลม ตัวการ์ด และบางครั้งการมีประกัน ก็จะช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น แต่เราจะต้องเช็คจากอะไรบ้างนั้น บอกเลยว่ามีวิธีมากมายที่คุณสามารถทำได้

การ์ดจอมือสอง


ตรวจเช็คสภาพ

สภาพของการ์ดจอมือสอง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณสามารถทำได้ก่อน และต้องเช็คเป็นอันดับต้นๆ และยิ่งอายุของการ์ดใช้มานาน ก็ควรจะต้องใส่ใจในหลายๆ จุด เพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการ์ดจอที่หมดประกันแล้ว

Advertisementavw
การ์ดจอมือสอง

Bracket และพอร์ต: ตรงนี้พอจะทำให้เห็นสภาพการจัดเก็บและใช้งานของการ์ดจอได้ในระดับหนึ่ง พอร์ตต้องอยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรอยบิ่นหัก หรือบิดเบี้ยว อาจมีรอยขูดตามการใช้งานบ้าง รวมถึงตัวเพลท ที่เป็นโลหะ อาจมีสภาพเก่าตามอายุบ้าง แต่การเป็นคราบอ๊อกไซด์หนาๆ หรือคราบสนิมที่จับอยู่เยอะ อาจเป็นเพราะเก่ามาก หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก็อาจจะหมายถึงตัวการ์ดจอที่ต้องเจอกับสภาวะที่ไม่ดีเช่นกัน แต่บางรายอาจเอามาเปลี่ยนใหม่ ตรงนี้ก็จะสังเกตได้ยากหน่อย

ตัวการ์ดหรือ PCB: ต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่ควรจะเกิดรอยแตก หักหรือบิดงอ รวมถึงเป็นไปได้ ให้เอาแว่นขยายหรือถ่ายด้วยมือถือ เพื่อดูรายละเอียดของการ์ดจอให้ได้เยอะที่สุด เพราะบางครั้งคนขาย อาจไม่ได้บอกว่า การ์ดซ่อม เปลี่ยนชิ้นส่วนมา และยิ่งเป็นการ์ดรุ่นกลางหรือท็อป มีทั้งฮีตซิงก์ด้านหน้าและ Backplate ด้านหลัง ทำให้มองไม่เห็น และส่วนใหญ่ก็จะไม่ยินยอมให้แกะดูด้วย ดังนั้นก็ควรจะต้องสอบถามรายละเอียด และดูโดยรอบการ์ดว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ถ้าสะดุดใจหรือไม่ชอบ ก็ปฏิเสธไปได้ เพราะถ้าซื้อไปแล้วเกิดปัญหา จะเสียเวลาและเสียความรู้สึกมากกว่าเดิม

การ์ดจอมือสอง

พัดลม: เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะการ์ดจอนั้นต้องอาศัยสิ่งนี้ในการระบายความร้อน ยิ่งการ์ดจอมือสอง ยิ่งควรต้องดูให้ละเอียด เพราะหากพัดลมไม่ทำงานตามปกติ ปัญหาความร้อนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งที่ต้องดูคือ พัดลมไม่แตกหัก หรือมีการซ่อมใบพัดลมมา การหมุนปกติ ไม่เสียสมดุล ไม่มีเสียงผิดปกติขณะทำงาน นอกเหนือจากเสียงของรอบพัดลม แม้ว่าพัดลมจะหาอะไล่เปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีทุกรุ่น และยิ่งเจอกับพัดลมทำงานผิดปกติ คราวนี้จะมาทั้งเสียงรบกวน และความร้อนคู่กันเลย ดังนั้นจะต้องเช็คให้ดี เสียบไฟเปิดใช้งานให้เห็นๆ ได้ก็ยิ่งดีครับ

Power connector: หรือช่องต่อไฟเลี้ยงตัวการ์ด แม้ว่าจะเป็นจุดที่ไม่ได้เสียหายบ่อย เพราะถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป ก็แทบจะถอดเข้าออกน้อยมาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บางครั้งเกิดการช็อตเสียหาย ลัดวงจร จากการต่อสายใช้งานผิดประเภท เพาเวอร์ซัพพลายไม่ได้มาตรฐาน หรือการไม่ระวังของเจ้าของการ์ด สิ่งเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดความเสียหาย หรือใช้งานไม่ได้

การ์ดจอมือสอง

พินหน้าสัมผัส: สิ่งนี้ก็แทบจะเป็นหัวใจในการตรวจเช็คด้วยเช่นกัน นอกจากตัวการ์ด เพราะเป็นทั้งตัวติดต่อสัญญาณและการจ่ายไฟ ต้องไม่หัก มีรอบขูดลึก หรือแนวแผงต้องไม่เบี้ยวจนผิดปกติ สังเกตได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าให้ดีเปิดลองใช้งานด้วยจะดีที่สุด เพราะมีผลต่อการใช้งานและการรับประกัน เมื่อเกิดความเสียหายตรงจุดนี้ ก็มักจะไม่เข้าข่ายการรับประกันตามเงื่อนไขอีกด้วย

การ์ดจอมือสอง สามารถตรวจเช็คความถูกต้องได้หลายรูปแบบ การใช้ซอฟต์แวร์ในการตรวจสอบ ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ หากทำได้ โดยมีโปรแกรมที่จะแนะนำประมาณ 2 โปรแกรมดังนี้

การ์ดจอมือสอง

GPUz: โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจเช็คกราฟิกการ์ด สามารถดูรายละเอียดตั้งแต่ตัวชิปกราฟิก VRAM กระบวนการผลิต ความเร็วสัญญาณนาฬิกา ไปจนถึงความร้อนและแรงดันไฟ เรียกว่าตัวเดียวจบ ครบทุกส่วน อ่อ..และที่สำคัญตรวจเช็ความผิดปกติของการ์ดได้ เช่น การ์ดจอปลอม ทำออกมาไม่ตรงรุ่น หรือตรงกับฐานข้อมูลโรงงาน ส่วนถ้าต้องการจะทดสอบความร้อนที่แท้จริงของการ์ด ให้ใช้โปรแกรมอย่าง FURMARK มาทำการเร่งความเร็วโหลดการทำงานของการ์ดระดับ 100% Full load แล้วดูว่าตัวการ์ดยังทำงานได้ปกติหรือไม่

การ์ดจอมือสอง

MSI AfterBurner: เป็นโปรแกรมยอดนิยมที่เหล่าเกมเมอร์ชื่นชอบ เพราะบอกรายละเอียดของกราฟิกการ์ดที่ติดตั้งอยู่บนตัวเครื่องได้เช่นเดียวกัน รวมถึงมีการแสดงผลเป็นตัวเลขและกราฟ ให้ผู้ใช้ได้วิเคราะห์การทำงาน และที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้สามารถปรับโอเวอร์คล็อกกราฟิกการ์ด รอบพัดลม และแรงดันไฟได้อีกด้วย ตรงนี้ก็ทำให้การเลือกการ์ดจอมือสองมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า การ์ดมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาบ้างหรือเปล่า รวมถึงมีระบบแสดงเฟรมเรตในการเล่นเกมอีกด้วย เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่น่าติดเครื่องไว้ใช้ในการตรวจเช็คการ์ดจอ


เช็คประกันอย่างไร?

ในเรื่องของการรับประกันนั้น ผู้ใช้สามารถดูได้จากหลายๆ ส่วน เช่น Serial Number ข้างกล่องหรือ วอยด์บนตัวการ์ด และนำมาสอบถามในระบบ เช่น เข้าไปในเว็บไซต์ของผู้จำหน่ายแต่ละค่าย กรอกข้อมูล หรือบางแห่งใช้เป็น S/N ในการสอบถาม จากนั้นระบบจะแจ้งให้ทราบว่ายังอยู่ในประกันหรือหมดประกันไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่การ์ดจอจะมีการรับประกัน 2-3 ปี แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ อยากให้มั่นใจ หากเกิดอะไรในวันข้างหน้า แล้วยังสามารถเคลมได้ ราคาสูงขึ้นอีกหน่อย ก็ให้เลือกแบบที่มีประกันไว้ อย่างน้อย 1 ปี หรือถ้าให้ดีใช้ไปยาวๆ เลือกจ่ายเยอะหน่อย กับการ์ดรุ่นใหม่ๆ เพื่อได้ประกันที่ยาวขึ้น

ตัวอย่างเงื่อนไขการรับประกันของทาง Advice


ซื้อได้ที่ไหนบ้าง

การ์ดจอมือสอง

แหล่งที่คุณจะซื้อหาการ์ดจอมือสอง เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะถ้าเป็นไปได้ ควรจะได้มองเห็น จับลอง ทดสอบ และจ่ายเงิน แบบนี้จะสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งในอดีตจะค่อนข้างยาก เนื่องจากข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสาร ที่ไม่สามารถทำให้ครบได้ในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แบบแรก การนัดเจอกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย จะในห้าง รถไฟฟ้า หรือจะสถานที่ที่เดินทางสะดวกกันทั้งคู่ เมื่อดูสินค้า พอใจ จ่ายเงิน ก็จบ และอีกแบบจะว่าเป็นทั้งการวัดดวง หรือความเชื่อใจ คือดูในเว็บไซต์มือสอง เห็นภาพแล้วถูกใจ โทรคุยข้อมูล และโอนจ่าย ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

มาถึงในปัจจุบันก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้าง ทั้งในเรื่องของช่องทางการซื้อขาย ที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เราได้รวบรวมมานี้

หน้าร้านออนไลน์

การ์ดจอมือสอง

เป็นรูปแบบที่หลายๆ คนคุ้นเคย เพราะความสะดวกในการซื้อขาย เพราะเข้าเว็บไซต์ที่จำหน่าย อีกทั้งหน้าร้านส่วนใหญ่ก็จะจัดเตรียมเรื่องของรูปภาพ รายละเอียดสินค้า เรื่องของตำหนิ ขนาด การรับประกัน หรือบางทีก็จะบอกถึงช่องทางการจัดส่ง แต่ด้วยการที่ร้านเอง ก็ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่สามารถเข้าถึงทุกกลุ่มได้ อาจจะเป็นเว็บไซต์ ดังนั้นการค้นหา หรือทำให้ผู้ที่ซื้อได้รู้จัก ก็ดูจะทำได้ยาก ปัจจุบันส่วนใหญ่ ก็จะเข้าไปแชร์ในโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ได้รับความนิยม ก็กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ ผู้ซื้อมองเห็นง่าย ผู้ขายปล่อยของสะดวก

ข้อดี

  • มีหน้าร้านชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นได้
  • ส่วนใหญ่ให้รายละเอียดครบถ้วน เพื่อความสะดวกต่อการขาย
  • ตรวจเช็คได้ ผู้ซื้อก็จะมั่นใจได้ว่า ซื้อไปแล้ว จะยังติดต่อได้ภายหลัง
  • การโอนจ่าย การส่งสินค้า ติดตามได้
  • ไม่ต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง

สิ่งที่ต้องสังเกต

  • สินค้าอาจไม่ได้หลากหลาย เพราะมีเฉพาะที่ร้านจำหน่ายเท่านั้น
  • การเช็คเครดิตอาจยุ่งยากเล็กน้อย จะไม่เหมือนแพลตฟอร์มโซเชียล ที่มีคะแนนให้
  • การติดต่อยากง่าย ก็ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของแต่ละร้าน

ไปดูที่ร้าน

การ์ดจอมือสอง

เป็นอีกสิ่งที่หลายๆ คนก็เคยทำกัน ส่วนตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเพราะอยากเห็นตัวสินค้าแบบชัดๆ มีโอกาสก็เดินดูไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่วางจำหน่ายอยู่ในห้างไอทีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าในอดีตจำมีอยู่จำนวนมากทีเดียว อาทิ พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เซียร์รังสิต ซีคอนสแควร์ หรือจะเป็นห้างเสรี เซ็นเตอร์ ที่ปัจจุบันน่าจะเป็นพาราไดซ์พาร์คไปแล้ว ที่เหล่านี้จะมีโซนไอทีอยู่เป็นส่วนหนึ่งของห้าง และมีผู้คนในระแวกนั้น มาจับจ่ายกันได้สะดวกมากขึ้น และการ์ดจอมือสอง ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะจะมีทั้งคนนำมาขาย เพื่ออัพเกรด เปลี่ยนรุ่นใหม่ หรือจะเป็นมือสองที่ถอดจากพีซีสำเร็จรูป ก็มีเช่นเดียวกัน

ข้อดี

  • ได้เห็นตัวการ์ดจอมือสอง สภาพจริง จับต้องได้
  • ส่วนใหญ่ขอให้ทดสอบให้ดูได้เลย
  • มีประกันร้าน นอกเหนือจากประกันปกติ
  • จ่ายเงินหน้าร้าน มีใบเสร็จ ยืนยันได้ โอนไม่ผิดคน
  • เดินเลือกได้ หากในห้างมีหลายๆ ร้าน
  • กลับมาฝากขายได้ หากต้องการเปลี่ยน

สิ่งที่ต้องสังเกต

  • สินค้ามีให้เลือกเยอะหรือไม่ มีรุ่นที่ต้องการมั้ย ไม่ทราบได้เลย
  • ต้องเดินทางไปถึงที่ เสียค่าเดินทาง
  • ต้องเช็คสินค้าให้ละเอียด ก่อนซื้อเดินออกมา

โซเชียลมีเดียต่างๆ

การ์ดจอมือสอง

นับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่โดนใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น Facebook group, Line, Instagram หรือจะบางร้านก็เข้าสู่ระบบที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการชำระเงิน เช่น Shopee, LAZADA เป็นต้น สามารถใแชร์สินค้าของตนให้คนได้เห็นจำนวนมากขึ้น และผู้ซื้อก็เข้าถึงง่าย มีตัวเลือกที่เยอะ ค้นหาก็ง่าย และยังมีความหลากหลาย มีการต่อรองราคา หรือบางทีก็ตัดราคากันเห็นๆ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโอกาส อีกทั้งมองเห็นสินค้าได้ง่าย โดยเฉพาะการ์ดจอมือ 2 ที่ผู้ขายแม้จะโพสภาพไม่ได้เยอะ แต่ก็ Inbox ไปขอเพิ่มได้ตามความสะดวก ถึงแม้จะมีข้อดีหลายข้อ แต่สิ่งที่ควรระวังและต้องสังเกตก็มีไม่น้อยเลย

ข้อดี

  • หาซื้อได้ง่าย มีช่องทางหลากหลายให้เลือกตามสะดวก
  • หลายแพลตฟอร์ม ให้ความเชื่อมั่นได้สูง
  • ผู้ซื้อหาสินค้าและเปรียบเทียบได้
  • สามารถต่อรองพูดคุย ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้
  • มีช่องทางการชำระค่าสินค้าได้หลากหลาย
  • บางแพลตฟอร์มสามารถผ่อนได้
  • ไม่ต้องเดินทางไปรับสินค้าเอง
  • คนซื้อตั้งรับสินค้าได้ คนขายเข้ามาเสนอ

สิ่งที่ต้องสังเกต

  • การรับประกัน ขึ้นอยู่กับช่องทางการติดต่อและแพลตฟอร์ม
  • บางช่องทาง อาจจะต้องเช็คเครดิตของผู้ขายด้วย

ตัวอย่างของร้านบนโซเชียลมีเดีย

การ์ดจอมือสอง

กลุ่มซื้อขายการ์ดจอมือ 2 ที่มีความคึกคักอย่างมาก อีกแห่งหนึ่งบน Facebook ที่มีการซื้อขายการ์ดจอต่อวันจำนวนหลายรายการ มีทั้งผู้ขายมาวางสินค้า และผู้ซื้อที่แจ้งความต้องการขอซื้อไม่น้อยเลย ข้อดีคือ มีความเคลื่อนไหวรายการสินค้าจำนวนมาก สามารถเลือกได้ตามต้องการ หรือจะตั้งซื้อเฉพาะรุ่นก็ได้เช่นกัน ส่วนการจะซื้อขาย ก็แค่ทำให้ถูกกฏ Join group และโพสให้ถูกต้อง ภาพ ราคา และเงื่อนไข ส่วนการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ก็มีทั้ง FB, Chat, Tel. สารพัด และการจ่ายก็มีทั้งโอนชำระ หรือนัดรับจ่ายสด อันนี้ตามสะดวก แต่ที่แน่ๆ ของเยอะ

การ์ดจอมือสอง

Kaidee ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะผู้ขายจำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหว รวมถึงตัวเลือกค่อนข้างมากในทุกๆ วัน แต่ถ้าอยากได้รุ่นที่ถูกใจ ก็จะต้องใช้การค้นหา ซึ่งมีระบบที่ช่วยการค้นหา เป็นแบบตัวกรองได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วนการติดต่อ จะเป็นเบอร์โทรที่ซ่อนเอาไว้ในแต่ละโพส ข้อดีคือ หาของบางอย่างได้ สินค้าที่บางทีหาได้ยาก ก็อาจจะมาเจอทีนี่ได้เช่นกัน

การ์ดจอมือสอง

Shopee ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มีการ์ดจอมือสอง มาให้เราได้เลือกใช้ นอกเหนือจากของใหม่จากบรรดาหน้าร้านหรือ Mall ต่างๆ ที่วางจำหน่ายกันแบบเต็มพิกัด ซึ่งให้ความเชื่อมั่นได้ดีในระดับหนึ่ง พร้อมทั้งเปิดหน้าร้านในการนำเสนอให้กับผู้ซื้อเข้ามาค้นหาได้ง่าย รวมถึงมีช่องทางการชำระได้หลายรูปแบบ ผู้ซื้ออาจได้โปรพิเศษ หรือส่วนลดจาก Coin รวมถึงการผ่อนสินค้าได้เช่นเดียวกัน

ซื้อออนไลน์ ซื้อจากหน้าร้าน
ความสะดวก ดูรุ่นรายละเอียดได้สะดวก ต้องเดินหา
เช็คสินค้า ตรวจสอบได้ยาก เช็คได้ง่าย เห็นตัวจริง
ราคา อาจได้ราคาถูก+ค่าส่ง ราคาอาจสูง+มีต้นทุน
ความเชื่อมั่น อยู่ที่เครดิตคนขาย มีหน้าร้าน เข้าถึงง่าย
เครดิตคนขาย เช็คเครดิตผู้ขายได้ในกลุ่ม มีตัวตน หลักแหล่ง เช็คได้
รายละเอียดสินค้า ดูจากรูปและข้อมูลประกอบ ดูได้ละเอียดกว่า สัมผัส
และทดลองได้
เปรียบเทียบ ง่าย ดูจากเว็บไซต์และ Group อื่นๆ ยาก ต้องเช็ครุ่นและซีรีส์
แล้วเปรียบเทียบในเว็บไซต์
รูปภาพและตัวจริง ไม่ละเอียด ดูจากในภาพ เห็นตัวจริง จับได้ ทดลองใช้
การรับประกัน ประกันสินค้า + ประกันใจ ประกันสินค้า + ประกันร้าน + ประกันใจ
การจัดส่ง ส่งพัสดุ ไม่ได้เช็คสภาพ ลุ้นระหว่างการขนส่ง ปลายทาง ต้องถ่ายหลักฐานเมื่อรับของ ตรวจเช็คเสร็จ สภาพรับได้ จ่ายเงิน หิ้วกลับ
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าเน็ต ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
สินค้ามีปัญหา ติดตามผู้ขาย ส่งกลับ ส่งซ่อม หิ้วกลับไปที่ร้าน รอซ่อมหรือเปลี่ยน

การ์ดจอขุดเหมือง?

เรื่องแบบนี้จะว่าไปก็ไม่ถูกหรือไม่ผิดเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เพราะส่วนใหญ่ที่จะพบกันก็คือ การ์ดมีให้เลือกเยอะ และเป็นการ์ดประสิทธิภาพดี มีประกันอยู่บ้าง แต่ราคาสบายกระเป๋า และเหมืองบางแห่งก็ดูแลตัวการ์ดที่อยู่ในระบบได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์ มีเซ็นเซอร์ มีการตรวจเช็คและมอนิเตอร์กันตลอดเวลา รวมถึงติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อให้การ์ดทำงานได้ยาวๆ การ์ดบางตัวแทบจะไม่มีฝุ่นมาเกาะ หรือมีการบำรุง อยู่เป็นระยะ ทำให้หลายๆ คนหันมาสนใจการ์ดจอขุดเหมืองกันมากขึ้น แต่นะครับแต่ นักขุดบางรายจะปรับเปลี่ยน BIOS และเร่งการทำงานของตัวการ์ดด้วย ก็ทำให้การ์ดช้ำได้เช่นกัน และทำงานหนักต่อเนื่อง แต่ด้วยราคาที่จับต้องได้ ไม่แพงเกินไป อย่างที่ได้แจ้งไปแต่ต้นคือ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และความสมัครใจ แต่ละคนอาจเจอมาคนละแบบ หากเช็คแล้วสภาพดี ถูกใจ ราคาได้ ก็สามารถซื้อมาใช้งานได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจ การ์ดทางเลือกอื่นก็ยังมีให้เลือกอีกเยอะ


รุ่นไหนน่าสนใจ

การ์ดจอมือสอง

การ์ดจอรุ่นเริ่มต้น: เหมาะกับเกมเมอร์มือใหม่ เล่นเกมแนวแอ็คชั่น เน้นภาพลื่นไหล เรื่องความสวยงามอาจจะมีได้บ้าง แต่คงจะไม่ต้อง 100% ถึงระดับ Very High หรือ Epic ก็มีการ์ดหลายรุ่นที่น่าสนใจ เคาะราคามือสอง ราคาประมาณ 5,500-7,900 บาท แล้วแต่รุ่น ประกอบไปด้วย nVIDIA GeForce GTX 1660Ti, GTX 1660 SUPER หรือจะเป็น Radeon RX6600 มาพร้อมแรม GDDR6 6GB, 8GB และบางรุ่นที่เป็น 12GB เท่านี้ก็เพียงพอต่อการเล่นเกมในโหมด Full-HD ปรับ Medium detail ได้ไหลลื่นแล้ว

การ์ดจอมือสอง

การ์ดจอระดับกลาง: สำหรับเกมเมอร์เทิร์นโปร เล่นเกม AAA เน้น Action ไหลลื่น ก็มีอยู่ด้วยกันหลายรุ่นที่น่าสนใจ อาทิ nVIDIA GeForce RTX2060, RTX 2060 SUPER, RTX 3060 หรือจะเป็น Radeon RX6600XT, RX6650XT หรือ RX6700XT กลุ่มนี้ราคาน่าจับจอง เพราะช่วงนี้ (18 Sep 2022) ราคาหล่นมาอยู่ที่ 8,000-12,000 บาทเท่านั้น ยังมีประกันอยู่อีกด้วย เล่นเกมเฟรมเรตลื่นตั้งแต่ในช่วง High ได้เลยกับความละเอียด Full-HD

การ์ดจอมือสอง

การ์ดจอสายฮาร์ดคอร์: ภาพสวย เล่นจอใหญ่ ความละเอียดสูง และเกมแคสเตอร์ แนะว่า GeForce RTX3070Ti ขึ้นไป ช่วงนี้ถือว่าได้หมด เพราะเริ่มที่ประมาณ 15,000 บาท ไปจนถึง RTX 3080 ราคาราวๆ 2 หมื่นกลางๆ ยังพอหาได้ แล้วแต่จังหวะ หรือจะเป็น RX6800XT ราคาอยู่ที่หมื่นปลายๆ เท่านั้น แต่อาจจะหายากสักหน่อย เพราะวางปุ๊บหมดปั๊บ ต้องไปส่องในกกลุ่มมือสองนานๆ


การ์ดจอมือสองดีมั้ย เหมาะกับใคร?

คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว หรือจะตรงกับความรู้สึกของหลายคนที่มีต่อของมือสอง เพราะบางคนก็มองว่าคุ้มค่าน่าลงทุน แต่บางคนก็มองว่า ไม่พร้อมที่จะเสี่ยง เพราะถ้าว่ากันตรงๆ ก็มีความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่การมองหาการ์ด ที่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นสังคมที่วางใจได้ทั้งหมด เพราะหลายครั้งที่เราจะเห็นว่ามีการโกงเวลาที่ซื้อขายกันบ่อยๆ ซื้อผ่านกลุ่ม บางคนมีเครดิต แต่ด้วยเงินที่มาก บางทีก็เชิดเอาดื้อๆ หรือบางทีส่งของมา ก็ไม่ได้ตรงตามที่คุยกันไว้ ก็กลายเป็นเรื่องแจ้งความกันยืดยาวก็มีเหมือนกัน หรือบางครั้งก็แต่งหน้าแต่งตามา ให้ดูเหมือนใหม่ แต่ข้างในเน่าจนเกือบใช้ไม่ได้ ก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ ก็ทำเอาหลายๆ คนเข็ดขยาดกันไป

Deepcool cg540 cg560 case 77 1

แต่บางคนก็กลับมีทัศนคติที่ดีต่อการ์ดจอมือ 2 เหล่านี้ เพราะได้เล่นเกมที่ชื่นชอบ แถมยังจ่ายเงินน้อยกว่า ขยันหาบางทีได้ค่าขนมกลับมาด้วย เพราะจับมาราคาดี ปล่อยต่อก็ได้กำไร แบบนี้ก็มีเหมือนกัน เอาเป็นว่าใครสะดวกแบบใด ก็ว่ากันไปตามต้องการ ใครที่ได้ของดี หรือใครมีช่องทางการซื้อ ก็อาจจะบอกต่อเพื่อนๆ กันบ้าง ส่วนถ้าใครเคยเจอประสบการณ์ไม่ดี ก็ไม่ต้องท้อ เพราะถือว่าเป็นการเรียนรู้ การเลือกซื้อการ์ดจอใหม่มือหนึ่ง ในปัจจุบันก็มีหลายช่องทาง ผ่อนก็ยังได้ ซื้อได้สบายใจกันไป สุดท้ายนี้ก็ขอให้มีความสุขกับการเล่นเกมบนการ์ดจอตัวโปรดกันนะครับ


from:https://notebookspec.com/web/666985-2nd-hand-graphic-card-2022

ASUS Vivobook 16 รีวิวโน๊ตบุ๊คจอกว้าง กาง 180 ทำงานเช็คหุ้น ดูหนังก็ปัง! พลัง Ryzen 5

ASUS Vivobook 16 จอกว้าง พอร์ตเยอะ ทำงานหรือบันเทิงก็ลงตัว ฟีเจอร์ครบ Ryzen 5 แค่ 22,990.-

ASUS Vivobook D1603Q cov6

ASUS Vivobook 16 การที่มีเครื่องมือช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา การเลือกโน๊ตบุ๊คสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายก็เช่นกัน ASUS Vivobook เป็นไลน์โน๊ตบุ๊คกลุ่มไลฟ์สไตล์ ซึ่งเวลานี้มีให้เลือกหลากหลายรุ่น เช่นเดียวกับ ASUS Vivobook 16 ที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 16″ ความละเอียด 1920×1200 ในแบบ 16:10 กางออกได้ 180 องศา เพื่อแชร์ไดเดียเด็ดๆ ของคุณให้คนอื่นๆ ได้ชม ยกขุมพลังซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ที่ถือว่าเป็นซีรีส์ของเกมมิ่งมาให้ผู้ใช้ได้ทำงานต่างๆ ลื่นไหลมากขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการระบายความร้อนมาเป็นพิเศษ ลดเสียงรบกวน จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบและใช้วัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบาแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีจอใหญ่ก็ตาม และเคลือบสารป้องกันแบคทีเรียมาด้วย กล้องเว็บแคมที่ให้ความเป็นส่วนตัว ปิดการใช้งานได้ด้วยปลายนิ้ว และคีย์บอร์ด ErgoSense ให้มุมการกดที่เข้ากับสรีระ การกดที่นุ่มนวล และตอบสนองได้ดี เพิ่มความเร้าใจด้วยระบบเสียง ASUS SonicMaster เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงที่มีให้อย่างครบครัน และการเชื่อมต่อไร้สายอีกมากมาย พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ในตัว และการรับประกัน 2 ปี กับราคาเริ่มต้นที่ 21,990 บาท


จุดเด่น

Advertisementavw
  • ให้พื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ 16″
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ให้ซีพียูระดับเกมมิ่ง AMD Ryzen 5 5600H
  • มีสล็อตอัพเกรดแรมเพิ่ม
  • ขอบจอบางมาก มี Privacy shutter มาให้
  • มีพอร์ต USB Type-C มาให้
  • กราฟิกพอเล่นเกมพื้นฐานได้ในระดับ 30-40fps
  • แบตค่อนข้างอึด 50Whr ใช้ได้ราวๆ 8-9 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ถ้ามีพอร์ต LAN RJ-45 เพิ่มมาให้ก็น่าจะดี

ASUS Vivobook 16 D1603


Specification

ASUS Vivobook 16 รายละเอียดผลิตภัณฑ์
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 5 5600H Mobile Processor (6-core/12-thread, 19MB cache, up to 4.2 GHz max boost)
กราฟิก AMD Radeon™ Vega 7 Graphics
จอภาพ 16.0-inch, WUXGA (1920 x 1200) 16:10, IPS-level Panel, 300nits, 45% NTSC color gamut for non-OLED, Anti-glare display, Screen-to-body ratio86 %
หน่วยความจำ 8GB DDR4 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
ช่องเสียบ 1x DDR4 SO-DIMM slot
การเชื่อมต่อ 1 x USB 2.0 Type-A
1x USB 3.2 Gen 1 Type-C
2 x USB 3.2 รุ่น 1 Type-A
1 x Micro HDMI 1.4
1x 3.5mm Combo Audio Jack
คีย์บอร์ดและทัชแพด Chiclet Keyboard with Num-key, 1.4mm Key-travel, Touchpad
กล้อง 720p HD camera
With privacy shutter
เสียง SonicMaster
with Cortana and Alexa voice-recognition support
การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน 50WHrs, 3S1P, 3 ก้อน
พาวเวอร์ซัพพลาย ø4.5, 90W AC Adapter, Output: 19V DC, 4.74A, 90W, Input: 100~240V AC 50/60Hz universal
น้ำหนัก 1.88 kg
ขนาด (กxยxส) 35.84 x 24.77 x 1.99 ~ 1.99 cm
แอปที่มาพร้อมเครื่อง MyASUS
คุณสมบัติ MyASUS System diagnosis
Battery health charging
Fan Profile
Splendid
Function key lock
WiFi SmartConnect
Link to MyASUS
TaskFirst
Live update
ASUS Intelligent Performance Technology
AI Noise Canceling
Microsoft Office รวม Office Home และ Student 2021
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Regulatory Compliance
Energy star
ความปลอดภัย BIOS Booting User Password Protection
Trusted Platform Module (Firmware TPM)
BIOS setup user password
ภายในกล่อง Backpack
ราคา 22,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 D1603Q รุ่นนี้ มาในโทนสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเรียกว่าแทบจะเป็นสีประจำรุ่นก็ว่าได้ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊คกลุ่มธุรกิจ อย่างเช่น ExpertBook ในหลายๆ รุ่น ซึ่งถือว่าค่อนข้างโดดเด่น และดูจะเข้ากันได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใช้งานในออฟฟิศ ออกไปนั่งร้านกาแฟ หรือจะไปพบลูกค้านอกสถานที่ ส่วนตัวค่อนข้างชอบสีนี้ เพราะเห็นเป็นรอยนิ้วมือได้ยาก และดูสุขุมเลยทีเดียว เช่นเดียวกับบอดี้ ที่ยังคงความกระทัดรัดเอาไว้ แม้ว่าจะอยู่ในแนวของโน๊ตบุ๊ค 16″ ก็ตาม

ASUS Vivobook 16

โคงสร้างหลักแข็งแรง Cover ยังคงเป็นแบบ ABS แต่จะไม่ได้เป็นซอฟต์ทัชแบบเดียวกับใน Zephyrus แต่เรื่องของสีสัน จะดูเป็นแบบสีด้าน ไม่มันเงา ไม่ต้องกลัวเรื่องริ้วรอยมากนัก ส่วนบอดี้หลักจะมีทั้งเป็นโลหะในบางส่วน ทำให้สัมผัสแข็งแรง และให้ความยืดหยุ่นพอสมควร มีการลบเหลี่ยมมุม เพื่อให้บอดี้ดูมีความบางและเล็กลงอีกด้วย สังเกตได้จากขอบด้านข้างทั้ง 4 ด้าน รวมถึงด้านใต้ของพอร์ตทั้ง 2 ด้าน

ASUS Vivobook 16

กรอบบานของหน้าจอบางเป็นพิเศษ ในส่วนนี้ ASUS เคลมว่าให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอแสดงผลมากถึง 86% เมื่อเทียบกับบอดี้ทั้งหมด ซึ่งดูแล้วเป็นผลดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในงานเอกสาร ท่องเว็บหรือจะเน้นความบันเทิง เพราะไม่มีเรื่องของขอบหนาๆ มาทำให้เสียอรรถรสและยังมีส่วนทำให้บอดี้โดยรวมเล็กลงอีกด้วย

ASUS Vivobook D1603Q 36

มาพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD พร้อมไมโครโฟน แต่ไม่รองรับการล็อคอินด้วยใบหน้าผ่านทาง Windows Hello พร้อมที่ปิดกล้อง privacy shutter โดยมีไมโครโฟน และมีไมโครโฟน ASUS AI Noise-Canceling ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนที่จะแทรกเข้ามาขณะใช้งานได้หลายรูปแบบ ร่วมกับเทคโนโลยี Ai

ASUS Vivobook 16

คีย์บอร์ด ASUS ErgoSense ในแบบ Full-size จัดเต็ม ถูกวางไว้จนเกือบเต็มพื้นที่กับปุ่มขนาดใหญ่ กดพิมพ์ได้ง่าย ดูสบายตากับฟอนต์ที่คมชัด และวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงฮอตคีย์ให้ใช้งานอีกเพียบ ไม่ว่จะเป็นการเปิด-ปิดฟังก์ชั่น เพิ่มลดระดับเสียง แสงสว่าง รวมถึงมี Numberpad มาให้พร้อมใช้ จะขาดไปบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องแสงไฟ Backlit แต่ก็ดูแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าซีเรียสมากนักกับการใช้งานในแต่ละวัน

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 มีพอร์ตต่อพ่วงให้มาตามมาตรฐาน และน่าจะเยอะมากพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน โดยมี USB Type-A ให้ถึง 3 พอร์ตด้วยกัน และเพิ่ม USB-C มาด้วย แต่เน้นที่การถ่ายโอนข้อมูลเป็นหลัก รวมถึง HDMI นอกนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 ax และ Bluetooth ซึ่งเรียกว่าพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อในเกือบทุกรูปแบบ

ASUS Vivobook 16

บานพับหน้าจอแข็งแรงและโดดเด่นในเรื่องของการกางออกได้ถึง 180 องศา ด้วยการออกแบบที่เรียกว่า lay-flat hinge เพื่อการแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่นรอบข้างได้ดูพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงกับแนวคอนเซปต์ของทาง ASUS ในการใช้งานในสำนักงานหรือจะเป็นด้านความบันเทิงภายในบ้านก็ตาม นอกเหนือจากหน้าจอในแบบ IPS ให้มุมมองกว้างขึ้น และจอขนาดใหญ่ การกางได้แบบนี้เป็นผลดีต่อการใช้งานมากขึ้น

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Enter ที่ใส่โลโก้ในแบบดั้งเดิมที่ทาง ASUS ออกแบบไว้ ซึ่งในความหมายจะคล้ายๆ ว่า เมื่อคุณพร้อม ก็กด Enter เพื่อเข้าสู่การทำงานกันดีกว่า หรือคล้ายเป็นการยืนยันว่า มั่นใจก็กดปุ่ม Enter เพื่อจบงานของคุณกันเถอะ ประมาณนี้

ASUS Vivobook 16

ฝาปิดด้านใต้เป็นโครงโลหะซ่อนอยู่กับบอดี้ที่เป็น ABS เจาะช่องดูดอากาศเย็นด้านใต้เครื่อง และปิดบางจุดเอาไว้ เพื่อเป็นการบังคับทิศทางลม และป้องกันชิ้นส่วนด้านใน เป็นช่องลมที่เรียบง่าย ต่างจากใน TUF Gaming และมีแถบยางที่เป็น Feet ยกตัวโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

ภายในจัดมาแบบหลวมๆ ไม่ได้แน่นจนเกินไป มีลักษณะการวางองค์ประกอบบางอย่างให้ทำงานได้ดีมากขึ้น และมีสล็อตแรมสำหรับการอัพเกรดได้ โดยทาง ASUS ใช้ระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า IceCool technology ที่มาพร้อมใบพัดขนาดเล็ก เสียงรบกวนต่ำ และมีช่องระบายลมร้อนออก บริเวณด้านข้างซ้ายของโน๊ตบุ๊คอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

อแดปเตอร์ชาร์จไฟให้มาไซส์ใหญ่แบบเดียวกับบน ASUS Vivobook 15 แต่ขยับมาเป็น 90W 4.74A ถือว่าตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีทีเดียว และขนาดเล็กกระทัดรัดประมาณฝ่ามือเท่านั้น น้ำหนักแค่ 300g จัดว่าเบาและสะดวกต่อการพกพาไม่น้อย สายไฟเป็นแบบยางเคลือบ ทนการพับงอได้ดี ความยาวประมาณ 1.50m

ASUS Vivobook 16

บอดี้โดยรวมถือว่าค่อนข้างลงตัว มิติอยู่ที่ประมาณ 35.84 x 24.77 และน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องราวๆ 1.8Kg เท่านั้น


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook 16

ชุดคีย์บอร์ดมาในแบบ Chiclet Island ที่แยกส่วนและมีระยะห่างกันกำลังดี เหมาะทั้งสายพิมพ์งานยาวๆ แบบสัมผัส หรือผู้ใช้ทั่วไป ให้แรงกดไม่ลึกมากนัก มีการสะท้อนพอเหมาะ ซึ่งจะคล้ายๆ กันเกือบทั้งหมดในสายทำงานอย่าง Vivobook แต่จะกดลึกกว่า Zephyrus เล็กน้อย ขณะที่มีการตอบสนอง ปุ่มมาในแบบ Full-size ซึ่งมี NumberPad มาในตัว แต่จะไม่มีแสงไฟ Backlit มาให้

ASUS Vivobook 16

ปุ่มคีย์บอร์ดมีความน่าใช้ ใครที่เป็นคนที่พิมพ์แล้วต้องมองแป้นพิมพ์น่าจะชื่นชอบไม่น้อย นั่นก็เพราะตัวฟอนต์ที่ทำออกมาใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน วางเลย์เอาท์ได้ลงตัว ปุ่ม Tab และ Accent อาจจะเล็กไปนิด แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้งานได้ง่าย

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Spacebar ตรงกลาง ไม่ยาวนัก แต่ก็ใช้งานได้สะดวกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณใช้พิมพ์เป็นหลัก เพื่อให้การจัดวางปุ่ม Ctrl และ Alt ได้ใกล้มือยิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ส่วนทาง NumberPad ที่ประกอบไปด้วยปุ่มตัวเลขต่างๆ มี โดยยกแถบของ -, + เอาไว้ด้านบน และบรรดาเครื่องหมายพิเศษต่างๆ ส่วนตัวรู้สึกติดนิดหน่อยตรงปุ่ม Arrow ด้านล่าง ที่มีให้แบบครึ่งปุ่มเท่านั้น เล็กไปนิดนึง

จะเห็นว่าตรงปุ่ม Enter ค่อนข้างจะโดดเด่น เพราะมีการใส่ลายเส้นอารมณ์แบบป้าย Slate เวลาที่ถ่ายหนังเข้าไปด้วย ประมาณว่า กดสิ รออะไร เราจะได้เริ่มลุยงานกันเลย น่าจะประมาณนี้ โดยตัวปุ่มเกือบจะไปเชื่อมกับปุ่ม ฃ และ ฅ ทำให้มีพื้นที่ปุ่มมากขึ้นอีกนิด กดได้แม่นขึ้น

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 วางส่วนฮอตคีย์ที่อยู่ด้านบนก็เรียกว่ามีให้เกือบครบ หากต้องการใช้ปุ่ม F1-F12 แบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องกด Fn สามารถเปิด ไม่อยากกด Fn ค้าง สามารถกดเลือก Hotkey priority mode ได้ ด้วยการกด Fn+Esc สลับปุ่ม Function Hotkey กับ F1-F12 ตามปกติ ซึ่งเมื่อกดสลับแล้วบนหน้าจอจะมีหน้าต่างแสดงการสลับการทำงานระหว่างปุ่ม F1-F12 หรือ Function Hotkey แสดงขึ้นมาบนหน้าจอให้เราได้ทราบอีกด้วย ทีนี้ก็จะกดที่ฮอตคีย์ได้ทันที ไม่ต้องกดพร้อมปุ่ม Fn

ASUS Vivobook D1603Q 49 1

ส่วนปุ่มฮอตคีย์นั้น ประกอบด้วย เปิด-ปิดเสียง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงสว่างหน้าจอ, เปิด-ปิดทัชแพด, ต่อสัญญาณจอภายนอก, ไมโครโฟน, กล้องเว็บแคม, เรียกใช้ MyASUS และ จับภาพหน้าจอ

ASUS Vivobook 16

ทัชแพดขนาดใหญ่ประมาณ 8.5 x 13cm ถือว่ากว้างขวางทีเดียว หากเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ที่ใช้อยู่ ต่างกันอยู่พอสมควร ซ่อนปุ่มกดซ้าย-ขวาเอาไว้ และใช้ Multi-Gesture ได้อีกด้วย เรียกว่าเอาใจสายท่องเน็ต ดูหนังและการเรียนออนไลน์ได้ดีทีเดียว

สติ๊กเกอร์มีอยู่เป็นปกติบนโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ก็เช่นกัน นอกจากพื้นที่วางมือขนาดใหญ่แล้ว ก็ยังมีบรรดาสติ๊กเกอร์อย่าง AMD Ryzen 5, Perfect Warranty, และ Office Home and Student มาให้คุณได้ใช้ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม รวมถึงอธิบายฟีเจอร์ที่มีอยู่มากมายบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ อาทิ กางได้ 180 องศา, มี Ai Noise cancelling หรือจะเป็น MyASUS, Physical webcam privacy เป็นต้น


Screen / Speaker

ASUS Vivobook 16

จอแสดงผลของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ มาในไซส์ที่ใหญ่กว่าปกติ อยู่ที่ระดับ 16″ พื้นที่การทำงานมากขึ้นกว่าเดิม และเป็น Ratio หรือสัดส่วนแบบ 16:10 ให้พื้นที่แนวยาวที่มากขึ้น ด้วยความเป็นจอใหญ่ และขอบจอที่บางมาก จึงทำให้มีพื้นที่การแสดงผลที่มากขึ้น

ASUS Vivobook 16 ให้อารมณ์ในการดูหนัง หรือต้องเปิดไฟล์ภาพ และการพรีเซนเทชั่น จึงดูอิ่มเต็มตา คือเรื่องการให้ความสำคัญของ ASUS ในเรื่อง Screen-to-Body บอกได้เลยว่า ทำให้ ASUS ดูน่าสนใจมากขึ้นในหลายๆ รุ่น และหน้าจอแบบนี้ ทำให้การแบ่งหรือ Split Window รวมถึงการใช้ประชุมออนไลน์ มองเห็นสมาขิกได้จำนวนมากและชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะคุณครู ที่ต้องดูลูกศิษย์ขณะที่สอนงาน บอกเลยว่าน่าจะชอบเป็นพิเศษ

ASUS Vivobook 16

ขอบด้านล่างยังถือว่าค่อนข้างบาง เพราะมีพื้นที่กรอบอยู่เล็กน้อย กว้างราว 1.5cm เท่านั้น ซึ่งทำให้ตัวจอมีมิติกว้างขึ้น และดูไม่เกะกะสายตา พร้อมโลโก้ ASUS Vivobook สีขาวบนพื้นสีดำ

ASUS Vivobook 16
Webcam1
Physical Webcam Shield

กล้องเว็บแคมนี้ให้ความละเอียด 720p HD ที่ให้ความคมชัดในระดับหนึ่ง มาพร้อมกับ Privacy shutter ในแบบที่คุณใช้เลื่อนเปิด-ปิดหน้ากล้องได้ด้วยตัวเอง ใช้ก็เปิด ไม่ใช้ก็ปิด เป็นการป้องกันตัวเอง ในแง่ของการมีโทรจันหรือไวรัสที่ใช้ช่องทางเข้าถึงกล้องของเราได้ไม่ง่าย รวมถึงคนที่มักจะเผลอลืมปิดกล้องหลังประชุม หรือออนไลน์ทำงานอยู่

Webcam 1

ส่วนคุณภาพของกล้องเว็บแคม ก็เป็นไปตามตัวอย่างนี้ ความคมชัดอยู่ในระดับมาตรฐาน เรื่องแสงสีพอใช้ได้ แต่ถ้าคุณเซ็ตห้องหรือวางไฟ ให้มีความสว่างที่หน้าบ้าง ก็จะทำให้ดูสวยเนียนขึ้นได้อีกเยอะ เหมาะกับการประชุมหรือการเรียน หรือคุณจะใช้ในการนำเสนองานก็พอใช้ได้เช่นกัน

สำหรับไฮไลต์อย่างหนึ่งของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้อยู่ที่ฟีเจอร์ 180° lay-flat hinge ที่สามารถกางหน้าจอออก 180 องศา มาพร้อมบานพับที่แข็งแรง โดยตัวจอที่กางออกนี้ เหมาะกับใช้ในโอกาสต่างๆ ได้มากมาย และถ้าจะให้ดี มีฟังก์ชั่นกลับภาพหน้าจอให้ได้เลย สำหรับแชร์ภาพให้คนตรงข้ามได้เห็น หรือแบ่งปันให้ดูกันได้หลายๆ คนก็คงจะดีไม่น้อย

ตัวอย่างภาพของเกม การสตรีมและการเล่นเกม เรารวมเอามาไว้ให้ได้ชมกัน ในส่วนของเกม ไม่มีติดขัด ยิ่งเป็นเกมสีสันสดใส เอฟเฟกต์อลังการอย่าง DOTA2, Overwatch, Apex หรือจะเป็นเกมอย่าง Diablo ก็ให้ภาพที่สวยงาม เพียงแต่ว่าในบางเกม ไม่สามารถอัพความละเอียด หรือเพิ่มความสวยงามเยอะๆ ได้ ตามสเปคของระบบ ส่วนการชมวีดีโอ ถือว่าทั้งรายละเอียดและความไหลเนียนของภาพ ทำได้ดี ดูได้เพลินตา และเมื่อเราลองปรับ HDR enable บน Windows ภาพที่ใด้ดูกลมกลืนมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถูกวาง Certified ด้าน HDR มา แต่ Vivobook 16 นี้มีพื้นฐานของพาแนลมาดีพอสมควร เพราะให้ความต่างในการแสดงผลได้มากขึ้น แม้จะไม่ได้สดใสแบบ HDR OLED แต่ถ้ามาดูพื้นฐานของจอบนโน๊ตบุ๊คราคาประมาณ 22,990 บาทนี้แล้ว จัดว่าเกินคาด

ASUS Vivobook 16

บน Display Properties บอกข้อมูลของ Resolution เป็น 1920 x 1200 ในแบบ Native อาจจะทำให้ดูฟอนต์ใหญ่อยู่บ้าง แต่สามารถปรับ Scale ให้เหมาะกับความชอบของคุณได้เลย

Display CAL 1 2

ในแง่ของสีสันและความสดใส รวมถึงความแม่นยำของค่าสี ที่จะนำมาใช้งานนั้น แนะนำว่า ถ้าใช้งานในห้องปกติ ปรับความสว่าง 60-70% ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว หรือถ้าชอบแนวสว่างชัดๆ ไปเลย ก็เพิ่มอีกเล็กน้อยตามสะดวก โดยใช้ฮอตคีย์ F4, F5 ส่วนในแง่ของความแม่นยำ เราใช้โปรแกรม DisplayCAL กับอุปกรณ์ทดสอบหลักอย่าง ColorChecker มาทดสอบ ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ครับ ค่า Gamut อยู่ที่ราวๆ 60% อยู่ในเกณฑ์พื้นฐานของจอโน๊ตบุ๊คทำงาน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติ หากเป็นในกลุ่ม Vivobook 15 ที่เป็น OLED หรือ Zephyrus ตัวเกมมิ่ง ก็จะทำได้ดีกว่า แต่อย่าลืมว่าราคาก็จะดีดเพิ่มขึ้นไป ส่วนถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับด้านภาพและสีเพิ่ม ให้มองจอทำงาน ที่ต่อแยกเพิ่มดูจะเหมาะสมมากกว่า

แต่อีกค่าหนึ่งดูน่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ ค่าความสว่าง ที่จอนี้ทำได้เมื่อเปิดสุด 100% ให้ผลทดสอบได้ถึง 361cd/m2 ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานในที่ที่แสงน้อย หรือมีแสงรอบข้างค่อนข้างมาก หรือคนที่ใช้งานนอกสถานที่บ่อย แต่กรณีที่ใช้ในสำนักงาน ปรับในระดับ 60-70% ที่มีแสงไฟรอบข้างเพียงพอ ก็มองเห็นได้ชัดแล้วครับ


Connector / Thin and Weight

ASUS Vivobook 16

ส่วนฝั่งทางด้านซ้ายของโน๊ตบุ๊คนั้น จะมีเพียง USB 2.0 Type-A มาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น แต่ใช้พื้นที่ว่างอีกส่วนหนึ่ง มาเป็นช่องระบายความร้อน ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี การแยกฝั่งการใช้งานแบบนี้ เป็นผลดีหลายอย่าง ตั้งแต่การจัดระเบียบการต่อพ่วงอุปกรณ์ได้แล้ว ยังง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องเกะกะอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

โดยส่วนตัวการมี USB-C มาให้ก็จะเป็นการดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าได้เพิ่มฟังก์ชั่้น ที่นอกเหนือจากการถ่ายโอนข้อมูล ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ใช้มากกว่าเดิม แม้ว่าการเติม Thunderbolt 4 เข้ามา อาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปเกินกว่า 25K ดังนั้นการเพิ่มบทบาทของ USB-C ก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย อย่างไรก็ดีหากผู้ใช้ไม่ได้ซีเรียส ก็อย่าลืมว่ายังมี HDMI ที่แสดงผลไปยังจอภายนอกได้อีกด้วย ก็พอจะตอบโจทย์ในด้านนี้ได้

ASUS Vivobook 16

ส่วนในเรื่องมิติและความบาง ASUS เคลมเอาไว้ว่า 1.99cm ก็เป็นเรื่องปกตินะของโน๊ตบุ๊คในระดับ 15.6″ หรือ 16″ แบบนี้ โดยเฉพาะการวัดในจุดที่หนาสุด เพราะอย่าลืมว่าโน๊ตบุ๊คจะต้องมีโครงสร้างส่วนหนึ่ง ในการรับภาระโดยรวมเช่นกัน ดังนั้นก็ต้องเพิ่มความแข็งแรง และส่วนตัวก็มองว่าไม่ได้เป็นปัญหา หากจะใส่เข้าไปในกระเป๋าเป้หรือใช้สะพายข้าง เพราะยังมีพื้นที่มากพอในการจัดวางสิ่งต่างๆ ได้ ไม่อึดอัดจนเกินไป

Weight 1
Weight 3

และน้ำหนักที่ได้ อยู่ที่ประมาณ 1.87Kg ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้ในเว็บไซต์ของ ASUS อยู่ที่ 1.88Kg เมื่อรวมกับแอดปเตอร์ขนาดเล็กๆ น้ำหนักประมาณ 300 กรัม ก็ทำให้โน๊ตบุ๊คจอใหญ่ๆ แบบนี้ หนักประมาณ 2.1Kg เท่านั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ของการพกพาได้ และอยู่ในระดับเดียวกับโน๊ตบุ๊ค 15.6″ อีกด้วย จะใส่กระเป๋าเป้เดินทาง ก็ยังพอไหว จะเป็นชายร่างใหญ่หรือสุภาพสตรีที่ยกบ้าง วางบ้าง แวะหาลูกค้าทำงาน และวางในรถยนต์ก็ไม่เกะกะ


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook 16

มาดูที่ด้านหลังหรือด้านใต้ของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 นี้กันก่อนจะไปแกะ เพื่อดูด้านในและการอัพเกรด สำหรับคนที่อยากจะลองทำด้วยตัวเอง สามารถใช้ไขควง 4 แฉกในการแกะได้ มีน็อตประมาณ 13 ตัวด้วยกัน ไขง่ายมาก ส่วนการแกะฝาปิดนั้น อาจจะต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

เมื่อเปิดฝาออกมา จะเห็นด้านในเป็นเช่นนี้ โดยจะเป็นโครงที่มีชิ้นส่วนปกป้องอุปกรณ์ด้านในอยู่พอสมควร เช่น ขาล็อคน็อต, SSD module รวมถึงตะแกรงกรองฝุ่นในจุดที่เป็นพัดลม

ASUS Vivobook 16

ภายในของ ASUS Vivobook 16 เมื่อเปิดฝาออกมาทั้งหมดแล้ว ภายในเราจะได้เห็นเมนบอร์ดในไซส์ขนาดมาตรฐาน ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 1/3 ของพื้นที่ทั้งหมดภายใน สำหรับการจัดวางชุดระบายความร้อน แม้จะเป็นแบบพัดลมเดียว และใช้ฮีตไปป์ทองแดงจำนวน 2 เส้น วิ่งคู่กันจากฮีตซิงก์ของซีพียู ผ่านมายังช่องพัดลม และไปยังครีบระบายความร้อน และให้พัดลมที่ดูดลมเย็นเข้ามา เป่าออกไปทางด้านข้างซ้าย และทาง ASUS ใช้เทคโนโลยี IceCool Thermal ช่วยในการระบายความร้อน

ASUS Vivobook 16

ใบพัดลมเป็นแบบ 87 ใบขนาดเล็กมากๆ และยังเป็น Liquid-crystal polymer ซึ่งถือว่าเป็นผลดี เพราะทำให้มีความแข็งแรง และเสียงรบกวนน้อย ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานทั้งในด้านของการเล่นเกม ดูหนังต่อเนื่องหรือในช่วงที่โหลดซีพียูหนักๆ ได้ดีพอสมควร

ASUS Vivobook 16

ช่องที่เป็นทิศทางลมออกอีกช่องหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลัง หรือใต้หน้าจอ เบี่ยงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย ช่วยให้การระบายอากาศทำได้คล่องตัวขึ้น

ASUS Vivobook 16

มาว่ากันที่การอัพเกรดกันบ้าง โดยพื้นฐาน ASUS Vivobook จะมาพร้อมกับแรมออนบอร์ด เช่นเดียวกัน รุ่นนี้มีมาให้ 8GB DDR4 แล้ว และยังมีสล็อตแรมเพิ่มให้อีก 1 สล็อต DDR4 SO-DIMM สำหรับการอัพเกรดอีกด้วย โดยเพิ่มได้อีกอย่างน้อย 24GB เมื่อรวมกับของเดิม

ASUS Vivobook 16

และอีกช่องหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เดิมทาง ASUS ติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 มาแล้ว 1 ตัว ความจุ 512GB ก็สามารถเพิ่มความจุ ด้วยการเปลี่ยนเป็น SSD ในรูปแบบเดียวกัน จะเพิ่มความจุหรือความเร็ว ก็ดูได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว ถ้าคุณเป็นคนที่มีข้อมูลเยอะมาก ใช้โปรแกรมค่อนข้างหลากหลาย การเพิ่มเป็น SSD 1TB ก็ดูน่าสนใจ เพราะราคาเวลานี้ก็ถูกลงมาก 1TB ราคาเริ่มต้นประมาณ 3 พันบาทเท่านั้น

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ให้มาเป็นแบบ 3-cell 50Whr ซึ่งอยู่ในเกณฑ์กลางๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คในขนาด 15.6″ หรือ 16″ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรื่องของระยะเวลาในการทำงาน สามารถเข้าไปดูในส่วนของการทดสอบ Battery / Heat / Noise กันได้เลยครับ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณที่เป็นบานพับทาง ASUS ออกแบบมาเป็นแนวยาวตลอดทั้งบอดี้ และมีจุดยึดที่แข็งแรงพอสมควร ทำให้พอมั่นใจได้ว่า จะใช้ไปได้แบบยาวๆ เมื่อต้องเปิด-ปิดๆ อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งคนที่ต้องเดินทางบ่อย น่าจะให้ความสำคัญในจุดนี้ด้วยเช่นกัน


Performance / Software

ASUS Vivobook 16

มาสู่โหมดการทดสอบ เริ่มที่ CPUz กับการรายงานข้อมูลฮาร์ดแวร์ โดยแจ้งเป็นซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ได้อย่างถูกต้อง ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread มีแคช L3 มากถึง 16MB ส่วนอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อเป็น PCI-Express 4.0 x16 แล้วนะ

ASUS Vivobook 16

แรมที่ติดตั้งมาเป็นแบบ DDR4 3200 ความจุ 8GB สามารถอัพเกรดเพิ่มเติมจากสล็อตที่มีมาให้บนเมนบอร์ดได้ แนะนำว่าถ้าคุณไม่ได้ติดเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก หรือต้องการประสิทธิภาพในงานที่มีการใช้ทรัพยากรเยอะ เช่น โปรแกรมแต่งภาพ เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือตัดต่อวีดีโอเบื้องต้น เพิ่มอีกสัก 16GB ก็จะเห็นศักยภาพที่ทำได้ดีมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

CPUz4

และกราฟิกที่มีมาพร้อมซีพียู AMD Ryzen 5 รุ่นนี้ เป็นรุ่น Radeon Vega Graphic ที่ถือว่าเป็นอีกเลเวลหนึ่งที่ช่วยให้การเล่นเกมหรือทำงานด้านวีดีโอได้ดียิ่งขึ้น โดยระบบจะจัดการเรื่อง Cache หรือ VRAM ให้อัตโนมัติ ผลที่ได้ในการเล่นเกมเป็นอย่างไร ดูได้จากการทดสอบครับ

CPUz5

เราลองทดสอบระดับประสิทธิภาพ ASUS Vivobook 16 เมื่อเทียบกับซีพียูที่เป็นอดีตตัวแรงของเหล่าเกมเมอร์อย่าง AMD Ryzen 7 2700X เรื่องของ Single-Thread นั้น Ryzen 5 5600H สามารถกระชากลูกเลี้ยงหลบไปยิงได้ไม่ยาก ส่วน Multi-Thread ก็ทำได้สูสีเลยทีเดียว เป็นรองอยู่เล็กน้อย แต่ย้ำว่า Ryzen 7 2700X นั้นเป็นซีพียู PC ที่มีค่า TDP สูงกว่าและมี Core/ Thread ที่มากกว่านะ

ASUS Vivobook 16

ระบบ Storage เป็น SSD จากทาง Micron 2210 เท่าที่เช็คฮาร์ดแวร์จะเป็นแบบ 3D NAND QLC เป็น SSD สำหรับกลุ่มเอนด์ยูสเซอร์ เริ่มต้นกับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร ร่วมกับอินเทอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ซึ่งความเร็วในการอ่านอยู่ที่ประมาณ 2,200MB/s และเขียนที่ 1,100MB/s

ASUS Vivobook 16

ในการทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark10 ทำคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5,642 คะแนน โดยมีคะแนนในส่วนของ Essentials และ Productivity ทำได้ค่อนข้างดี เกือบถึง 10,000 คะแนน

ASUS Vivobook 16

ส่วนการทดสอบ 3DMark กับกราฟิก Radeon Vega ที่ติดตั้งมาบนซีพียู ซึ่งยังคงทำคะแนนได้ดีพอสมควรในหลายการทดสอบ ซึ่งเชื่อว่าถ้าติดตั้งแรมเพิ่มเติมเข้าไป น่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ผลการทดสอบกับ CINEBench ในเวอร์ชั่นต่างๆ ด้วยซีพียูในระดับ 6 core/ 12 thread ก็จัดว่าตอบสนองการใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับเดียวกัน

ASUS Vivobook 16

การทดสอบด้วยเกม 3 มิติ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพในการเล่นเกม ด้วยกราฟิก AMD Radeon Vega นี้ ก็ถือว่าให้คุณเล่นเกมในแนวต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากจนเกินไป หรือแทบจะไม่ต้องพึ่งพึงความสามารถของการ์ดจอแยก โดยเกมอย่าง DOTA2 ในโหมด Fastest ให้เฟรมเรตได้สูงถึง 80fps และเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60fps ได้นิ่งๆ แม้ภาพจะไม่สวยงามหรูหรา แต่คุณยังคงได้เห็นเอฟเฟกต์และความลื่นไหลได้

ASUS Vivobook 16

โดยที่ในเกม Overwatch ก็ถือว่าทำตัวเลขเฟรมเรตออกมาได้ดีเช่นกัน โดยการตั้งค่าจะอยู่ที่ Low สามารถเล่นได้ในเฟรมเรตเฉลี่ยที่ 70fps ลื่นไหลสบายตา และสุดท้ายกับเกมที่โหดขึ้นมาอีกนิด อย่าง PUBG ที่ตั้งเอาไว้ในแบบ Very Low เล่นได้บนเฟรมเรตเฉลี่ยประมาณ 30-35fps. ก็จัดว่าพอเล่นได้ แต่ถ้าลด View Distance ลงอีกหน่อย ก็จะได้ถึง 40fps เลยทีเดียว


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้บน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell, 50Whr ในการทดสอบ ด้วยการใช้โปรแกรม BatteryMon และตั้งค่าการทดสอบด้วยเงื่อนไข ที่อยู่ในสมมติฐานด้วยการจำลองใช้งานแบบประหยัดแบต ในการทดสอบ Video Playback กับระดับเสียง 20% และความสว่างประมาณ 25% สตรีมมิ่ง Youtube ต่อเนื่อง และค่า Power Options ในโหมด Balanced ให้ระยะการทำงานได้เกือบ 9 ชั่งโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจพอสมควร ต้องถือว่าช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำโน๊ตบุ๊คไปใช้งานข้างนอกได้เกือบๆ ครึ่งวัน เมื่อชาร์จแบตจนเต็ม และเราเพิ่มการทดสอบการชาร์จ โน๊ตบุ๊คสามารถชาร์จไฟที่ระดับ 30% ในเวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

Battmon

มาทดสอบในด้านของอุณหภูมิขณะทำงานกันบ้าง จากที่ใช้โปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner เพื่อให้ซีพียูทำงานในแบบ 100% Full-load ในห้องควบคุมอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส เพื่อจำลองการทำงาน เมื่ออยู่ในสภาวะที่ทำให้ซีพียูทำงานเต็มกำลัง บนความเร็วสัญญาณนาฬิกาประมาณ 4.0GHz ผลที่ได้คือ อุณหภูมิขึ้นไปสูงสุดประมาณ 94 องศาเซลเซียส และลงมาอยู่ที่ 84 องศาเซลเซียสแบบนิ่งๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากความสามารถของระบบระบายความร้อน ASUS IceCool พัดลมตัวเดียวก็เอาอยู่

Temp 1

หากมองในความเป็นจริงแล้ว มีการทำงานไม่มากนัก ที่จะรีดพลังของซีพียูไปในระดับนั้น เพราะโปรแกรมส่วนใหญ่จะเรียกใช้ประมาณ 30-40% เท่านั้น ดังนั้นความร้อนที่จะเกิดขึ้นจริง ก็อยู่ที่ราวๆ 50-70 องศาเซลเซียสเท่านั้น


Conclusion / Award

ในภาพรวมของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ ผมมองเห็นความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวของโน๊ตบุ๊คที่มีจอขนาดใหญ่ ซึ่งดูเข้ากับชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่า ถ้าไม่นับเรื่องของของการพกพาสำหรับบางคน ด้วยจอขนาด 16″ 1920×1200 นี้ ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในงานและความบันเทิงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรที่ต้องการพรีวิวงานให้กับลูกค้า หรือจะเป็นคุณครูที่ใช้พื้นที่ในการนำเสนอแก่นักเรียน หรือการเรียนออนไลน์ รวมถึงผู้ใช้ตามบ้าน ที่มีพี่น้องลูกหลาน ให้มาใช้งานร่วมกันได้ แบ่งปันความบันเทิงให้กับคนในครอบครัว หรือจะนั่งดูหนัง สตรีมมิ่งกับเพื่อนๆ ไปจนถึงเหล่ายูทูปเบอร์ที่พอจะใช้ในการตัดต่อวีดีโอเบาๆ กับการพรีวิวภาพได้กว้างกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือจุดเด่นที่น่าสนใจ

ในแง่ของประสิทธิภาพ ถือได้ว่า AMD Ryzen 5 5600H นี้ ตอบสนองกับแอพพลิเคชั่นในด้านต่างๆ ได้ดี รวมถึงผลทดสอบต่างๆ ที่ออกมา ก็น่าพึงพอใจ เรียกว่างานบ้าน ไปจนถึงงานสำนักงาน สอบผ่านในทุกจุด และยังเติมความสนุกในการเล่นเกมได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักก็ตาม ด้วยกราฟิกที่มากับซีพียู AMD รุ่นนี้ ก็เรียกว่าเน้นงานทั่วไป มากกว่า อย่างไรก็ดีเรายังได้เห็นเฟรมเรตสวยๆ จากเกมต่างๆ มาให้สัมผัส และเป็นการเล่นเกมในโหมด Full-HD อีกด้วย เช่นเดียวกับในเรื่องของเสียงก็ยังให้ความสนุกสนาน และเต็มอิ่มไปกับการชมภาพยนตร์ได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงมีมาให้เยอะพอสมควร โดยเฉพาะพอร์ตสำคัญๆ เช่น USB Type-C หรือ HDMI จะขาดก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามองในแง่การใช้งานพอร์ต USB Type-A ก็จัดมาให้อีก 3 พอร์ต ก็เรียกว่าใช้งานได้เยอะแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทาง ASUS ไม่ได้ติดตั้งแสงไฟ Backlit มาบนคีย์บอร์ด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ โดยเฉพาะปุ่มคีย์ใช้งานง่าย กดสะดวก และยังมีฮอตคีย์มาให้อีกเพียบ แต่โดยปกติ ถ้าคุณเป็นคนที่วางมือ หยุดพักไม่ได้สนใจกับการใช้งานในที่มืดๆ หรือจะต้องทำงานในช่วงเวลาแสงน้อย ก็แทบจะไม่ได้จำเป็นเลย

ด้านการอัพเกรดอย่างน้อยๆ คุณเติมแรมเพิ่มได้ รวมถึงเปลี่ยน SSD ในแบบ M.2 ได้ ก็จัดว่าคุ้มค่าแล้ว ยังไม่รวมการมี Windows 11 Home และ Office Student 2021 มาด้วย รวมถึงการรับประกัน 2 ปี ในราคาแค่ 21,990 บาท เท่านั้น

Award

award new value

ด้วยความเป็นโน๊ตบุ๊คในราคาแค่ 2 หมื่นต้นๆ เท่านั้น แต่ ASUS จัดเตรียมองค์ประกอบมาให้ใช้งานครบครัน ว่ากันตั้งแต่ซีพียูที่ขยับมาเป็นแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค มีพื้นฐานของระบบที่รองรับการอัพเกรด และหน้าจอขนาดใหญ่ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่มอบให้กับผู้ใช้ หน้าจอใหญ่ อัพเกรดได้ พร้อม Windows 11 Home และ Office มาด้วย ราคานี้ถือว่าทำได้คุ้มค่าน่าใช้เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ได้อย่างลงตัว

from:https://notebookspec.com/web/665992-asus-vivobook-16-ryzen5-5600h

KLEVV DDR5 U-DIMM 4800 32GB แรมเริ่มต้น สำหรับ Intel Gen 12 รุ่นใหม่ ปรับแต่งได้

KLEVV DDR5 แรมพื้นฐาน 4800MT/s ประกอบคอม Intel Gen 12 รุ่นใหม่ ใช้งานง่าย เข้าได้กับเมนบอร์ดในตลาด เม็ดแรมคุณภาพ SK Hynix ปรับแต่งง่าย

KLEVV DDR5

KLEVV DDR5 จัดเป็นแรมรุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้เข้ากับระบบของแพลตฟอร์ม Intel Gen 12 ได้อย่างลงตัว อย่างที่เราได้ทราบกันดีว่า แรม DDR5 นั้น ลดการใช้พลังงานลงจาก DDR4 อยู่ประมาณ 20% ทำให้แรงดันไฟอยู่ที่ประมาณ 1.1V เท่านั้น แต่ก็ให้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ด้วยแรมระดับพื้่นฐานจากเม็ดแรมและคอนโทรลเลอร์ที่มีคุณภาพ DDR5 ของ KLEVV รุ่นนี้ จึงมาพร้อมกับความเรียบง่าย ไร้โครงสร้างโลหะห่อหุ้มหรือช่วยในการระบายความร้อน สนับสนุนมาตรฐาน JEDEC บนความเร็ว 4800MT/s ใช้เม็ดแรมจาก SK Hynix อันเป็นที่ทราบกันว่าประสิทธิภาพที่ดี และเสถียรภาพอยู่ในระดับที่วางใจได้ มาพร้อม QVL Approved (Qualified Vendors List) ทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มเมนบอร์ดจากค่ายต่างๆ ได้เต็มที่ และฟีเจอร์ที่ช่วยในการปรับปรุงด้านพลังงานอย่าง PMIC (Power Management Integrated Circuit) จัดการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม แต่ถ้าใครที่ชื่นชอบความสวยงามของฮีตซิงก์ที่ติดอยู่กับตัวแรม ในอนาคตทาง KLEEV ก็เตรียมแรมในซีรีส์อื่นๆ เอาไว้เช่นเดียวกับใน DDR4 ที่มีทั้ง CRAS, BOLT และ BOLT X เป็นต้น รวมถึงรุ่นที่มีแสงไฟ RGB ด้วยเช่นกัน


จุดเด่น

Advertisementavw
  • ติดตั้งง่าย เข้ากันได้ดีกับเมนบอร์ด
  • ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง
  • เพิ่มช่องว่างในการระบายอากาศ
  • ปรับแต่งได้ง่าย

ข้อสังเกต

  • ไม่มีฮีตซิงก์ระบายความร้อน ดูเรียบๆ ไม่หวือหวา

KLEVV DDR5 4800 UDIMM 32GB


Specification

  • Format: DDR5 Unbuffered DIMM
  • Capacity: 16GB(16GBx1), 32GB(16GBx2)
  • Speed: 4800MT/s
  • Dimension: (L) 133.35 x (W) 31.25 x (H) 3.18 (mm)
  • Warranty: Limited Lifetime Warranty
  • Latencies: 40-40-40-77
  • Voltage: 1.1V
  • Operating Temperature 0 celcius to 85 celcius

Design

KLEVV DDR5

หน้าตาของแพ๊คเกจ KLEVV U-DIMM DDR5 รุ่นนี้ ออกแบบมาค่อนข้างเรียบง่าย ตามคอนเซปต์ของรุ่นนี้ เป็นพลาสติดใส โชว์หน้าตาของแรมให้เห็นอย่างชัดเจน ด้านหน้ามีรายละเอียดมาให้เล็กน้อย อาทิ ความจุ 32GB (16GB x2) 4800 และมีโลโก้ Creative Evolution มาที่ด้านบน

KLEVV DDR5

ส่วนโมดูลแรมมาในแบบ 2 สล็อตชุดคิท ความจุ 16GB จำนวน 2 โมดูลด้วยกัน ส่วนหน้าสัมผัสยังคงเป็น 288-pins แบบเดียวกับ DDR4 แต่ใช้สล็อตที่ต่างกัน ใส่ร่วมกันไม่ได้

KLEVV DDR5

โมดูลแรมเป็นสีดำตลอดทั้งแผง ไม่ว่าจะด้านหน้าหรือหลัง โดยที่ด้านหน้าจะมีลาเบลที่เป็นชื่อแบรนด์ KLEVV รุ่นรหัส KD5AGUA80-48G400D บอกเสปคไว้ที่ DDR5 4800 CL 40-40-40 16GB 1.1V

KLEVV DDR5

โชว์เม็ดแรมจาก SK Hynix ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก ติดตั้งมาบนแรม KLEVV ชุดนี้ ซึ่งในเบื้องต้น เท่าที่เช็คดู ยังไม่มีข้อมูลในเชิงลึกของเม็ดแรมชุดนี้

KLEVV DDR5

โดยเม็ดแรมของ Hynix ที่ติดตั้งมาบนโมดูลแรมทั้ง 2 แถวนี้ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าเท่านั้น จำนวน 8 ชิ้นต่อโมดูลด้วยกัน

KLEVV DDR5

เม็ดแรมที่มีมาให้นี้ จะเป็นแบบ 2GB จำนวน 8 ชิ้น ซึ่งรวมแล้วเท่ากับ 16GB ต่อโมดูล โดยด้านหลังจะเป็นแผงที่ว่างเปล่า ไม่ได้ติดตั้งแรมมาด้วย

KLEVV DDR5

นอกจากนี้บนตัวโมดูลแรม DDR5 จาก KLEVV รุ่นนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า PMIC หรือ Power Management Integrated Circuit สำหรับจัดการพลังงานจากเมนบอร์ดมายังแรม เพื่อให้โหลดที่ได้มีประสิทธิภาพและทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งโดยปกติบนแพลตฟอร์ม DDR4 ชุดจัดการพลังงานนี้ จะอยู่บนเมนบอร์ด แต่ DDR5 จะถูกย้ายมาไว้บนโมดูลแรม

KLEVV DDR5

KLEVV U-DIMM DDR5 รุ่นนี้มาพร้อม QVL Approved (Qualified Vendors List) ทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มของเมนบอร์ดชั้นนำค่ายต่างๆ ได้เต็มที่ เรียกว่าเข้ากันได้ ใช้งานง่ายขึ้น


Install

KLEVV DDR5

มาดูกันที่การติดตั้งแรมบนสล็อตของเมนบอร์ดกันบ้าง โดยในครั้งนี้เราใช้เมนบอร์ดในแบบ Mini-ITX จากทาง ASRock ซึ่งมีสล็อตแรมมาเพียง 2 เท่านั้น ซึ่งข้อดีของแรมที่ไม่มีซิงก์หรือ Heat spreader ในการระบายความร้อนก็คือ ติดตั้งได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แคบๆ อย่างที่เห็นในระบบของเรานี้ ซึ่งมีพัดลมของ Radiator ที่เป็นชุดน้ำขวางอยู่ด้วย ก็ยังจัดวางใส่สล็อตได้อย่างง่ายดาย

KLEVV DDR5

นอกจากนี้ยังมีช่องว่างมากขึ้น ในการระบายอากาศระหว่างสล็อต รวมถึงช่องเล็กๆ ที่ไม่เบียดกับฮีตซิงก์หรือ Water block มากจนเกินไป เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ใช้เคสเล็กๆ หรือมีพื้นที่ภายในจำกัด


BIOS

KLEVV DDR5

เมนบอร์ดจาก ASRock รุ่นนี้ สามารถตรวจเช็คและมองเห็นแรม KLEVV DDR5 4800 16GB จำนวน 2 แถวได้ตามปกติ ตั้งแต่บูตระบบ

KLEVV DDR5

นอกจากนี้ด้วยความเป็นเมนบอร์ดที่รองรับการปรับแต่ง รวมถึงใช้ชิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง Intel Z690 พร้อมการออกแบบระบบการตั้งค่าที่ดี ทำให้ผู้ใช้เลือกปรับเพิ่มความเร็วของแรมได้อีกด้วย ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นนี้รองรับได้มากกว่า DDR5 6400 เลยทีเดียว สำหรับการโอเวอร์คล็อกแรม

KLEVV DDR5

ในที่นี้เราลองปรับขึ้นไปเป็น DDR5 5200 ระบบก็สามารถเพิ่มความเร็ว และตรวจเช็คจาก BIOS ได้อีกด้วย

KLEVV DDR5

แต่ความพิเศษของแรม ยังไม่ใช่แค่นั้น เพราะเราได้ลองดันขึ้นไปอีก กับตัวเลขในระดับ DDR5 5600 ซึ่งผลที่ได้ก็คือ…

KLEVV DDR5

ผ่านเข้าสู่การทำงานบนความเร็ว DDR5 5600 ได้ตามปกติ และเข้าสู่โหมดการทดสอบต่างๆ อย่างมีเสถียรภาพอีกด้วย นับว่าไม่ธรรมดาเลย สำหรับแรมรุ่นนี้ เพิ่มความเร็วได้อีกไม่น้อยเลย ด้วย โดยข้อมูลที่เราได้จากผู้ผลิตมานี้ อาจทำความเร็วได้ถึง DDR5 7000 แต่ก็ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ และการระบายความร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งหากคุณใช้งานธรรมดาทั่วไป เท่านี้ก็รองรับการทำงานได้ดีมากแล้ว


Performance

โดยพื้นฐานของแรม DDR4 นั้น จะถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับข้อมูลในแบบ 64-bit single-channel แต่แรม DDR5 จะทำงานในแบบ 32-bit แต่อยู่ในรูปแบบ dual-channel ทำให้แม้ว่าจะติดตั้งแบบโมดูลเดียวหรือ 2 โมดูล ก็ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น

ระบบที่ใช้ในการทดสอบ

  • ซีพียู Intel Core i5-12600K
  • เมนบอร์ด ASRock Z690 PHANTOM Gaming-ITX TB4
  • แรม KLEVV U-DIMM DDR5 4800 32GB (16GB x2)
  • การ์ดจอ Radeon RX 6500 XT
  • เพาเวอร์ซัพพลาย DEEPCOOL DQ850M-V2L 850Watts
  • เคส Standard Mid-Tower
KLEVV DDR5

มาดูรายละเอียดจาก CPUz กันก่อน โดยซีพียูที่เราใช้เป็น Intel Core i5-12600K ที่ทำงานบนเมนบอร์ดสำหรับ DDR5 จากทาง ASRock Z690 Phantom Gaming-ITX/TB4 เป็นเมนบอร์ดขนาด mini-ITX แต่ให้ฟีเจอร์และการปรับแต่งได้แบบสุดๆ เลยทีเดียว

CPUz 4800
KLEVV U-DIMM DDR5 4800
KLEVV DDR5
KLEVV U-DIMM DDR5 5600

มาดูกันที่แรมกันบ้าง จากภาพด้านบน เราใช้แรมที่เป็นค่า settings เดิมๆ โดยจะทำงานที่ DDR5 4800 และมีค่า CL 40-40-40-77 และภาพถัดมาจะเป็นแรม KLEVV ที่เราปรับเพิ่มความเร็วจาก BIOS ให้มาเป็น DDR5 5600 ซึ่งค่า CL ที่ระบบปรับให้อัตโนมัติ จะออกมาเป็น 47-47-47-89 ซึ่งขยับเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

AIDA64 4800
KLEVV DDR5 4800

มาดูในการทดสอบกันบ้าง จากภาพด้านบนกับการทดสอบด้วย AIDA64 โปรแกรมทดสอบ Performance ของฮาร์ดแวร์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขที่ได้จากการทดสอบบน DDR5 4800 อยู่ที่ 71136 MB/s (Read), 68313 MB/s (Write) และ 66859 MB/s (Copy)

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 5600

ส่วนภาพด้านบนนี้ หลังจากที่เราลองปรับเพิ่มความเร็วมาเป็น DDR5 5600 แล้ว แรม KLEVV รุ่นนี้ ก็แสดงศักยภาพออกมาได้มากขึ้น ด้วยความเร็วของตัวเลขที่ปรากฏทั้ง Read, Write และ Copy ซึ่งก็ทำแบนด์วิทธิ์ออกมาได้สูงกว่า ความเร็วเดิมๆ พอสมควร ตามตัวเลขที่ปรากฏในผลทดสอบ Memory นี้

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 4800
KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 5600

มาถึงการทดสอบในยภาพรวมของระบบ บนโปรแกรม PCMark10 กันบ้าง ตัวเลขของผลทดสอบ Overall อาจไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่ในรายละเอียดอย่าง Productivity และ Digital Content Creator บนแรมที่เพิ่มความเร็วไปถึง DDR5 5600 นั้น สามารถทำให้ผลรวมในการทำงานด้านวีดีโอ และงานเอกสารต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น

KLEVV DDR5

ในการทดสอบด้วย Geekbench 5 ตัวเลขหลักของคะแนนที่เน้นไปทางซีพียู ก็จัดว่าทำได้น่าสนใจ

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 4800

มาที่การทดสอบ RAM บน PerformanceTest 9.0 หรือ Passmark กันบ้าง ก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งโปรแกรม ที่ให้ผลการทดสอบแรมได้ชัดเจน ภาพด้านบนนี้ เป็นตัวเลขของ Memory Mark ในแบบ Overall อยู่ที่ 3608 ส่วนค่า Memory Read อยู่ที่ 19,525 และ Write 16,031

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 5600

แต่เมื่อเราลองขยับความเร็วมาที่ DDR5 5600 ตัวเลขที่ได้ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นคะแนน Overall หรือจะเป็น Read, Write ก็ทำได้ดีขึ้นไม่น้อยเลย

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5

ในการทดสอบ 3DMark Fire Strike คะแนนรวมอยู่ที่ 13,702 ส่วน Fire Strike Extreme อยู่ที่ 6488

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5

ส่วนการทดสอบ 3DMark Time Spy ตัวเลขอยู่ที่ 5518 และ Time Spy Extreme อยู่ที่ 2505 คะแนน

KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 4800
KLEVV DDR5
KLEVV DDR5 5600

และการทดสอบด้วย Memory Benchmark บนโปรแกรม OCCT กับตัวเลขด้านบน ความเร็ว DDR5 4800 คะแนนในส่วน Read 1639.1 และเมื่อเพิ่มความเร็วมาเป็น DDR5 5600 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1751.38 เรียกว่าประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นมาได้ง่ายๆ แค่เพียงปรับแต่งความเร็วของแรมให้เพิ่มขึ้นบน BIOS

KLEVV DDR5

อีกการทดสอบจาก Novabench ให้ตัวเลข Overall อยู่ที่ 3,634 คะแนน และ RAM score อยู่ที่ 336 โดยความเร็ว RAM Speed ได้ที่ 33381 MB/s


Game Performance

DOTA2 Bestlook

DOTA2: ในการทดสอบร่วมกับเกม DOTA2 ในการทดสอบเราใช้โหมด Best Looking อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับแรมทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่จะมีผลต่อ VRAM แต่ในแง่ของประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ก็มีผลต่อการเล่นเกมเช่นกัน โดยแรม KLEVV ที่ติดตั้งไว้ถึง 32GB ก็ช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหลได้ดี อีกทั้งยังมากพอสำหรับเหล่าแคสเตอร์หรือเกมเมอร์ที่ต้องการสตรีมวีดีโอ ที่มีแรมให้เหลือใช้อีกเกือบ 20GB เลยทีเดียว


Battlefield V

BF V

การทดสอบบนเกมสุดโหดอย่าง Battlefield V นั้น เราปรับ Detail ไปเป็น High เกมนี้เรียกใช้แรมไปราว 12GB เลยทีเดียว และใช้ทรัพยากรการ์ดจอไปไม่น้อยกว่า 80% แต่ก็ถือว่าตัวเกมยังคงลื่นไหลได้ดี ไม่มีอาการสะดุด ทำให้คนที่เล่นเกมในแนว Action FPS ที่ต้องการพลังระบบมากๆ การเลือกแรม DDR5 มากกว่า 16GB ขึ้นไป ดูจะตอบโจทย์ในการเล่นเกมได้ดีไม่น้อยเลย


Horizon Zero Dawn

Horizzon Zero

สำหรับเกม Horizon Zero Dawn นี้ ก็ถือว่าเป็นอีกเกมหนึ่ง ซึ่งใช้ทรัพยากรในการเล่นอยู่ไม่น้อย แม้จะใช้ซีพียูไม่มาก แต่การ์ดจอก็รับบทหนัก และส่งผลต่อแรมระบบด้วยเช่นกัน และอย่างที่ได้เห็นไปในภาพตัวอย่างเกม ใช้แรมระบบไปมากถึง 13GB ด้วยกัน ซึ่งโดยปกติ หากผู้ใช้เน้นเล่นเกมเพียงอย่างเดียว 16GB แบบนี้ ก็สามารถรับมือได้ไหว แต่ถ้าต้องการใช้โปรแกรมอื่นเสริมเข้ามาด้วย เช่น การสตรีมหรือการแคปเจอร์วีดีโอ แนะนำว่า 32GB ก็ดูจะทำให้คล่องตัวได้มากกว่า


Conclusion

นี่ก็คือ ทั้งหมดของการทดสอบแรมใหม่จาก KLEVV U-DIMM DDR5 รุ่นนี้ครับ ต้องบอกว่า เป็นแรมอีกรุ่นหนึ่งที่ดูเป็นกันเอง และใช้ร่วมกับแพลตฟอร์ม Intel Gen 12 ได้อย่างลงตัว รวมถึงยังคงปรับแต่ง สำหรับแรม KLEVV U-DIMM DDR5 4800 รุ่นนี้ ในแง่ของประสิทธิภาพก็ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีพอสมควร ไม่มีอาการผิดปกติ จากการใช้งานต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเล่นเกม หรือทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ เช่นเดียวกับการ OC ที่เราขยับไปได้ที่ DDR5 5600 ก็ยังลื่นไหล ไม่สะดุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคอเกมเริ่มต้น คนทำงาน หรือต้องการประกอบคอมในราคาที่ไม่ซับซ้อน ควบคุมงบประมาณได้มากขึ้น อีกทั้งได้ข้อดีคือ มีช่องว่างให้ติดตั้งอุปกรณ์ได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในเคสที่มีพื้นที่จำกัด รวมถึงการเพิ่มช่องทางไหลเวียนอากาศได้ดีอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม: KLEVV

from:https://notebookspec.com/web/643917-ram-klevv-ddr5-4800-32gb

ไดร์ c เต็ม ทำไงดี? 7 วิธีคืนพื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ และ SSD บนวินโดว์ได้ง่ายๆ

ไดร์ c เต็ม ไม่ต้องตกใจ 7 วิธีคืนพื้นที่ว่างให้ HDD และ SSD วินโดว์ทำงานลื่นไหลได้

Disk full c cov1

ไดร์ c เต็ม น่าจะเป็นอาการที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊คเจอกันบ่อย ไม่ว่าจะเป็นพีซีทั่วไป จนถึงเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ลูกเดิมมีความจุน้อย หรือ SSD ที่ใช้กับโน๊ตบุ๊คในช่วงแรกๆ อาจมีไม่เยอะนัก เมื่อเทียบกับขนาดไฟล์และการใช้งานซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน อีกทั้งโปรแกรมหรือเกมที่ใช้งานกันส่วนใหญ่ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น บางเกมนั้นเมื่อติดตั้งแล้วมีมากกว่า 100GB ขึ้นไป ยิ่งรวมถึงบรรดา Patch หรืออัพเดตในแต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้พื้นที่ที่มีน้อยอยู่แล้วเต็มเร็วมากขึ้น และปัญหาที่ตามมาก็คือ คอมช้า เปิดไฟล์นาน เก็บไฟล์ต่อไม่ได้ บูตเครื่องช้าลง ไปจนถึงแฮงก์หรือทำงานผิดปกติได้เช่นกัน ดังนั้นการเคลียร์พื้นที่ให้เหลือที่ว่างได้มากที่สุด ก็จะช่วยให้ระบบทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่มีไอเดียในการจัดการ วันนี้เรามี 7 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มพื้นที่ว่างในไดร์ c แบบง่ายๆ ให้คุณได้ลองทำด้วยตัวเองในปี 2022 นี้

ไดร์ c เต็ม แก้ไขเพิ่มพื้นที่ว่างใน 7 ขั้นตอน

  1. ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin
  2. Uninstall หรือ Remove Program
  3. ลบไฟล์ซ้ำๆ
  4. Clear temp file
  5. จัดการไฟล์ใน Download
  6. ใช้ Storage Sense
  7. ใช้บริการ Cloud
  8. Conclusion

1.ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin

หลายคนอาจจะมองข้ามตรงจุดนี้ไปในการแก้ปัญหาไดร์ c เต็ม แต่เราอยากจะให้คุณเข้าไปดูใน Recycle Bin นี้ เป็นที่แรกๆ ก่อนจะไปจัดการยังจุดอื่นๆ นั่นก็เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่รวมบรรดาไฟล์ต่างๆ ที่คุณลบทิ้งไป ทำให้เป็นไฟล์ขยะขนาดใหญ่ และยิ่งหากคุณไม่ได้ตั้งค่าจำกัดพื้นที่เอาไว้ ก็จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งคุณจะคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ซึ่งอาจมากกว่า 20GB ขึ้นไป แน่นอนว่า คุณจะยังไม่รู้ตัว จนกว่าระบบจะช้าลง หรือโอนถ่ายไฟล์ช้ากว่าปกติ และฮาร์ดดิสก์ใกล้เต็ม

Advertisementavw
ไดร์ c เต็ม

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การ Empty Recycle Bin ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายดาย เพราะไม่มีขั้นตอนอะไรมากมายนัก ทำได้ตั้งแต่ในยุค Windows 7 มาจนถึงปัจจุบัน วิธีการคือ ปิดหน้าต่างโปรแกรมหรือคลิ๊กซ้ายที่มุมล่างขวาของหน้าจอ เพื่อเปิดหน้า Desktop ขึ้นมา จากนั้นไปที่ไอคอน รูปถังขยะ ที่มีชื่อบนไอคอน Recycle Bin จากนั้นคลิกขวาที่ไอคอน แล้วเลือก Empty เท่านั้นก็สามารถแก้ปัญหา ไดร์ c เต็มได้แล้ว

*Tips. แต่ถ้าบางครั้งคุณเบื่อกับการที่จะต้องมาคอยลบไฟล์แบบนี้บ่อยๆ ก็มีวิธีง่ายๆ 2 แบบคือ

  1. กดปุ่ม Ctrl+Del ทุกครั้งที่ลบ การกดปุ่ม 2 ปุ่มนี้พร้อมกัน จะเป็นการลบแบบถาวร และไม่เข้าไปอยู่ในถังขยะ เพื่อรอลบในภายหลัง ข้อควรระวังคือ ต้องมั่นใจว่าลบทุกตัว ถูกไฟล์ มิฉะนั้นจะต้องหาทาง Recovery file กลับคืน
  2. อีกแบบหนึ่งคือ การตั้งค่าให้ลบแล้วลบเลย ด้วยการคลิกขวาที่ Recycle Bin แล้วเลือก Properties > ในหน้า General เลือก Don’t move files to Recycle Bin. ไฟล์จะถูกลบออกจากระบบทันที ก็ต้องระวังเช่นกัน
ไดร์ c เต็ม

แต่จะใช้วิธีการใดในการลบไฟล์จาก Windows ก็ตามแต่ ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวัง หากต้องการจะป้องกันความผิดพลาด การลบแล้วไปค้างใน Recycle Bin แล้วค่อยมาเคลียร์ในภายหลังทุก 2-3 เดือน ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม และง่ายกว่าการลบไฟล์แบบไม่ตั้งใจ แล้วต้องหาโปรแกรมมากู้ไฟล์กลับคืน


2.Uninstall หรือ Remove Program

ทุกวันนี้บอกได้เลยว่าแอพพลิเคชั่นและเกมต่างๆ มีส่วนทำให้ ไดร์ c เต็ม เพราะมีให้เลือกใช้กันอย่างมากมาย สังเกตได้จากโปรแกรมพื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น โปรแกรมบีบอัดไฟล์ โปรแกรมเล่นวีดีโอ ตกแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ ทำงานเอกสาร หรือการแปลงไฟล์และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้หลายคนชื่นชอบการลองใช้งาน เพื่อทดลองและดูว่ามีความเหมาะสมกับการใช้งานของตนมากน้อยเพียงใด ถูกใจถึงจ่ายเงินซื้อหรือเช่ากันเป็นรายเดือนหรือระยะยาว

ไดร์ c เต็ม

ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะโปรแกรมบางอย่าง ถ้าไม่ได้ลอง ก็จะไม่ได้รู้ถึงศักยภาพและฟีเจอร์ อินเทอร์เฟสหรือสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ เมื่อลองแล้วถูกใจ ก็ซื้อได้ แต่หลายครั้งเราจะเห็นว่า มีการติดตั้งลงบนระบบ แม้ว่าจะเป็น Demo, Trial หรือเกมบางเกม ที่เล่นแล้วเบื่อ กลับไม่ได้ถูกลบทิ้งไป จนกลายมาเป็นไฟล์ที่เบียดบังพื้นที่ทำงานในฮาร์ดดิสก์ SSD อย่าลืมว่าเกมเล็กๆ เล่นง่ายๆ บางทีก็หลักหลาย GB รวมๆ กันก็คิดเป็นหลายเปอร์เซนต์เลยทีเดียว ดังนั้นการลบโปรแกรมหรือเกมเหล่านี้ ก็เป็นทางออกที่ดีในการลดปัญหา ไดร์ c เต็ม ส่วนวิธีการก็สามารถทำได้โดย

  1. กดปุ่ม Win ที่คีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Control Panel > เข้าไปที่ Program > Uninstall Program แล้วเลือกโปรแกรมที่คุณต้องการลบหรือ Remove ออก จากนั้นคลิ๊กที่เมนูด้านบน เลือก Uninstall เป็นอันเสร็จสิ้น
  2. คลิ๊กขวาที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ > Settings > Apps >Apps & Feature จากนั้นเลือกโปรแกรมในหน้าต่างทางขวามือ ที่ต้องการจะลบออก ด้วยการกดที่เครื่องหมาย … จากนั้นเลือก Uninstall

*Tips แต่ในกรณีที่ไม่สามารถ Remove หรือ Uninstall Program ออกได้ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ให้ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดูครับ

ไดร์ c เต็ม
  1. เข้าไปปิดการทำงาน หรือ End Process โปรแกรมเหล่านั้น ด้วยการเข้าไปที่ Process ในหน้า Task Manager หากเห็นโปรแกรมที่ต้องการกำลังรันอยู่ ให้กดเลือก แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม End Process แล้วลอง Uninstall Program ใหม่อีกครั้ง
  2. วิธีต่อมา ให้ลองเข้าไปดูในแท็ปของเมนู ด้วยการกดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นไปที่ชื่อโปรแกรม แล้วใช้เครื่องมือการ Uninstall ที่บางค่ายจัดมาให้ใช้ในการ Remove โดยเฉพาะ
  3. อีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้โปรแกรมประเภท 3rd Party เช่น Your Uninstall หรือ Revo Uninstall เป็นต้น

3.ลบไฟล์ซ้ำๆ

เป็นเรื่องที่หลายคนได้เจอ แต่บางทีก็เผลอตัวไม่ทันได้ระวัง กับไฟล์จำนวนมาก ที่พรั่งพรูมาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์งาน เอกสาร ไฟล์ภาพถ่าย งานกราฟิกหรือวีดีโอก็ตาม โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีการจัดเก็บไฟล์ ลงในโฟลเดอร์ที่มีการจัดหมวดหมู่ให้เรียบร้อย หรือใช้คอมร่วมกันหลายๆ คน ก็อาจจะทำให้มีไฟล์ซ้ำซ้อน แต่อยู่ต่างที่ทางกัน การจัดระบบไฟล์ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่ง แต่ไฟล์ซ้ำที่บางครั้ง ซ้ำกันเยอะ และเป็นไฟล์ขนาดใหญ่ จำเป็นจะต้องลบออก เพื่อจะได้มีพื้นที่ว่างกลับคืนมา

ไดร์ c เต็ม

การลบไฟล์ซ้ำๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้กับไดร์ c นั้น ไม่ได้วุ่นวายมากนัก เพียงแต่การตรวจเช็คค่อนข้างทำได้ยาก เพราะนอกจากจะต้องเช็คชื่อไฟล์ที่ถูกต้อง ขนาดไฟล์ที่ตรงกันแล้ว ก็ยังต้องดูให้มั่นใจว่าไฟล์นั้นเหมือนกันทุกประการ เพราะแค่การอัพเดตบางอย่างในไฟล์ เช่น Word, Excel หรือ PowerPoint แต่ใช้ชื่อเดิม ขนาดของไฟล์ก็อาจจะต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากลบผิดพลาดไป ก็อาจเกิดความเสียหายได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์ภาพถ่ายหรือวีดีโอ อาจจะดูง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยโปรแกรมในการแก้ไข หรือการเปิดไฟล์ขึ้นมาดูเทียบกันก็พอจะแยกออกแล้ว

ดังนั้นการเลือกใช้โปรแกรม ในการลบไฟล์ซ้ำ ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการแก้ไข ไดร์ c เต็มมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่ช่วยในการลบไฟล์ซ้ำให้เลือกมากมาย เช่น

ไดร์ c เต็ม

Auslogics Duplicate File Finder รองรับ Windows 7 – Windows 10 เป็นโปรแกรมฟรี และแจ้งไว้ด้วยว่า ไม่มีลิมิตการใช้งานหรือตัดฟังก์ชั่น และนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ในการล็อคไฟล์ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการลบไฟล์สำคัญบางอย่างอีกด้วย สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

Duplicate Cleaner 5 โปรแกรมขนาดเล็ก แต่มีอินเทอร์เฟสน่าใช้ ดูไม่ซับซ้อน รองรับการค้นหาไฟล์ซ้ำได้ทั้ง เอกสาร ภาพ วีดีโอและดนตรี ค้นหาได้รวดเร็ว สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

Easy Duplicate Cleaner เครื่องมือในรูปแบบของ Wizard ที่ช่วยให้การค้นหาไฟล์ซ้ำสะดวกมากขึ้น ด้วยโหมดสแกนและเงื่อนไขที่ตั้งไว้มากกว่า 10 วิธี ให้ความแม่นยำ และการรองรับไฟล์ประเภทต่างๆ ได้ รวมถึงการจัดเก็บในระบบ Cloud อีกด้วย มีปุ่มสำหรับยกเลิก และกู้คืนแบบฉุกเฉิน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ดาวน์โหลดได้ ที่นี่


4.Clear temp file

เป็นวิธีการพื้นฐาน ที่อาจจะต้องยกไว้ในข้อแรกๆ แต่เพื่อให้หลายคนได้คุ้นเคยกับการจัดการไฟล์ที่ต่างออกไป รวมถึงปัจจุบันระบบมีการจัดการไฟล์เหล่านี้ได้ดีอยู่แล้ว และผู้ใช้ก็กำหนดเองได้ โดยเฉพาะบน Windows 11 จึงขอยกมาไว้ในข้อ 4 นี้ ซึ่งหากใครยังไม่เคยได้ทำ ก็สามารถลองดูจากวิธีที่แนะนำนี้กันได้เลย เริ่มต้นกันที่ Disk Cleanup

ไดร์ c เต็ม

Disk Cleanup เป็นวิธีที่ง่ายในการลบหรือ Clear file ที่เป็นไฟล์ขยะทั้งหมด ซึ่งถูกรวบรวมเอาไว้ในหัวข้อนี้ ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น วิธีการคือ กดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Disk Cleanup แล้วกด Enter ก็จะเข้าสู่หน้าต่าง ให้ใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อที่ต้องการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออก เช่น Download, Temporary Internet files, Delivery Optimize หรือจะเป็น Temporary files ก็ตาม เมื่อเลือกได้ครบแล้ว ให้คลิ๊กที่ Ok แล้วรอจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

ไดร์ c เต็ม

หรือถ้าอยากจะลบแค่ Temp file ที่เกิดขึ้นบน Web Browser ยังไม่อยากไปยุ่งกับไฟล์อื่นๆ เพราะใช้ร่วมกันหลายคน สามารเข้าไปที่เบราว์เซอร์แต่ละค่าย เช่น Google Chrome ให้คลิ๊กที่เครื่องหมาย จุด 3 จุดบริเวณด้านบนของหน้าต่าง จากนั้นเลือก More tools แล้วไปที่ Clear browsing data…


5.จัดการไฟล์ใน Download

ไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่อง ก็มีส่วนที่ทำให้ไดร์ c เต็มได้แบบไม่รู้ตัวเช่นกัน เพราะบางครั้ง ก็มีโปรแกรมที่คุณโหลดมาซ้ำๆ เก็บเอาไว้ในโฟลเดอร์นี้ เพราะเมื่อดาวน์โหลด เค้าจะไม่เตือนบอกว่า คุณมีไฟล์นี้อยู่แล้วนะ ไม่ต้องโหลดก็ได้ แต่จะบอกในรูปแบบของตัวเลข (1), (2), (3) … ไปเรื่อยๆ และคุณจะได้เห็นในโฟลเดอร์ได้ทันทีเมื่อเปิดเข้ามา และมีการจัดเรียงไฟล์ตามชื่อ แต่ถ้าเรียงตามวันเวลาที่ดาวน์โหลด ก็ยิ่งไม่มีทางทราบได้เลย

ไดร์ c เต็ม

แต่เมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว เราก็ควรจะทำการ Clear หรือลบไฟล์ดาวน์โหลดที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปบ้าง เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD อันน้อยนิดของเรา หากใช้วิธีแบบโหดๆ ลบโดยไม่สนใจว่าจะมีไฟล์ไหนที่จะยังเก็บไว้ใช้บ้าง ก็ให้เปิดโฟลเดอร์ Download ขึ้นมา จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+A แล้วกดปุ่ม Shift+Del เพื่อลบแบบถาวร เพราะถ้ากด Del อย่างเดียว ก็จะลงไปที่ Recycle Bin อยู่ดี

ไดร์ c เต็ม

*Tips หากคุณไม่มั่นใจว่า ไฟล์หรือโปรแกรมที่อยู่ใน Download อันไหนควรลบหรือไม่ ให้จัดเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากของคุณ ซึ่งอาจเป็นไดรฟ์ที่ต่อภายใน หรือต่อภายนอกผ่าน USB เป็นแบบ External Drive เพื่อความปลอดภัย จากนั้นลบไฟล์ Download ที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อคุณคิดว่าจะนำโปรแกรมหรือไฟล์ใดมาใช้ ก็ให้ต่อพ่วงไดรฟ์แล้วเลือกมาเฉพาะบางตัว จะได้ไม่รกเครื่องอีกต่อไป


6.ใช้ Storage Sense

ไดร์ c เต็ม

เป็นทางออกของคนที่เบื่อกับการที่ต้องจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในแบบ Manual เพราะฟีเจอร์นี้ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดของพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ให้ระบบ Storage Sense นี้ทำงานทุกๆ วัน สัปดาห์หรือทุกเดือน รวมถึงการลบไฟล์ออกจาก Recycle Bin ในทุก 1, 14, 30 วันหรือ 60 วัน ตั้งได้ตามใจชอบ รวมถึงการ Delete file ที่อยู่ในโฟลเดอร์ Download ได้ ในทุกๆ รอบ เช่นเดียวกับ Recycle Bin

ไดร์ c เต็ม

วิธีการใช้งาน ให้เข้าไปที่ Storage > Storage Sense ในหัวข้อ Storage management แล้วเปิดการทำงาน Enable ในหัวข้อ Storage Sense

ไดร์ c เต็ม

นอกจากนี้ใน Storage ในระบบปฏิบัติการ Windows 11 ยังมีฟังก์ชั่นให้ได้งานกันอีกมากมาย ในจุดที่เป็น Advance Storage Settings: ไม่ว่าจะเป็น Storage Space, Disk & Volume หรือ Backup options ก็ตาม ล้วนแต่ช่วยให้คุณจัดการและจัดเก็บไฟล์ได้ดีขึ้น รวมถึงบางฟังก์ชั่น ยังช่วยให้คุณหาไฟล์ที่หายไป แค่จำให้ได้ว่าเป็นไฟล์อะไร ภาพ วีดีโอ เอกสาร หรืออื่นๆ ด้วยการใช้ Where New Content is Saved เป็นต้น


7.ใช้บริการ Cloud

อีกทางเลือกที่น่าสนใจในการแก้ปัญหา ไดร์ c เต็ม นั่นคือการใช้ระบบ Cloud มาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและใช้แอพพลิเคชั่น เพราะคุณแทบจะไม่ต้องไปหาพื้นที่ในการจัดเก็บในกรณีที่คุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ได้ทั้งวัน ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือใช้งานที่ออฟฟิศ เพราะแค่หาบริการ Cloud storage ที่ให้ความจุมากพอ และบริการที่ตอบสนองได้ไว มีออพชั่นให้เลือก เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ยาวๆ แล้ว หรือจะไปข้างนอกก็แทบจะไม่ต้องพกพีซีหรือโน๊ตบุ๊คไปให้วุ่นวาย แค่ปลายทางมีคอมที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็ใช้งานได้แล้ว อีกทั้งบรรดา Service ต่างๆ ที่มีในปัจจุบัน ก็เข้ามาแทนซอฟต์แวร์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ โดยให้คุณใช้งานผ่านออนไลน์ ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงในเครื่องให้เสียพื้นที่อีกด้วย ประเภทที่เป็น Cloud service หรือ Cloud Application นั่นเอง

ไดร์ c เต็ม

Microsoft OneDrive ใช้ร่วมกับแอพบน iOS และ Android ได้ ให้พื้นที่จัดเก็บฟรี 5GB กำหนดขนาดไฟล์ไว้ที่ 15GB ซึ่งค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว ในส่วนของ iDrive พื้นที่จัดเก็บฟรี 5GB เช่นเดียวกัน แต่รองรับไฟล์ขนาดใหญ่เพียง 2GB เท่านั้น มาดูที่ Google Drive ให้พื้นที่ฟรีถึง 15GB ด้วยกัน และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ได้ถึง 5TB ตามเงื่อนไข รองรับทั้ง iOS และ Android มากันที่ Dropbox ให้พื้นที่ฟรี 2GB และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ 2GB เช่นกัน

Dropbox

คงต้องบอกก่อนว่า เรื่องของ Limit และข้อจำกัดในบางด้าน ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ รวมถึงยังมีแพ็คเกจอีกมากมาย ซึ่งเป็นแบบการจ่ายเงิน เพื่อเช่าพื้นที่ให้มากขึ้น หรือมีบริการที่มากกว่าให้เลือก โดยในแต่ละที่อาจจะมีมากมาย ขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณ แต่แนะนำว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละปีไม่สูงมากมาย แต่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้สะดวกในทุกช่วงของวัน เพราะแทบจะไม่ต้องพกพีซี หรือโน๊ตบุ๊คไปเลย แค่มีสมาร์ทโฟน ก็ทำงานได้เช่นกัน

อัพเกรดหรือเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ และ SSD ใหม่

แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว คุณไม่สามารถลบไฟล์ที่จำเป็นไปได้มากกว่านี้ การซื้อ Storage มาอัพเกรด ดูจะทางเลือกที่ง่ายที่สุด (ใช้เงินแก้ปัญหา) เพราะคุณสามารถเลือกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลมาติดตั้งแทนตัวเดิม หรือเพิ่มเติมเข้าไปใหม่ แต่ก่อนจะซื้อฮาร์ดดิสก์หรือ SSD มาใช้ ก็ต้องพิจารณาตามการใช้งานในชีวิตประจำวันและพื้นฐานของคุณเอง เช่น พีซีเดสก์ทอปหรือโน๊ตบุ๊ค

ไดร์ c เต็ม

เน้นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล: ไม่ได้เรียกใช้งานบ่อย ฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไป เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะได้ความจุมหาศาลในราคาที่สบายกระเป๋า ตัวอย่าง HDD 1TB ราคาประมาณ 1,100 บาท หากเป็น SSD จะได้ประมาณ 240-256GB เท่านั้น แม้ความเร็วของ SSD จะสูงกว่า HDD อยู่ 3-4 เท่าก็ตาม ดังนั้น HDD จึงเหมาะกับคนที่มีข้อมูลปริมาณมากๆ เน้นการจัดเก็บเป็นหลัก

ถ้าใส่ใจในเรื่องความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล: SSD ในแบบ SATA3 เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะ ราคาไม่สูงมากนัก และยังใช้กับพีซีและโน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าได้ รวมถึงเอามาแทนไดร์ c เพื่อติดตั้งวินโดว์ได้อีกด้วย สะดวกใช้งานง่าย

ส่วนคนที่มีงบประมาณสูง: และมีสเปคคอมเกมมิ่ง ที่อยากแรงหรือหา Storage มาทดแทนของเดิม อยากได้ทั้งความเร็วและความจุมากพอสำหรับการใช้งาน SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe Gen4 x4 คือคำตอบที่ใช่ กับความจุระดับ 1TB ขึ้นไป เพียงพอต่อการใช้งาน ลงโปรแกรม ติดตั้งเกม รวมถึงการใช้งานด้านซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เพราะให้ความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลได้มากกว่า 5,000MB/s ซึ่งเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไปเกือบ 20 เท่า และเร็วกว่า SSD SATA3 เกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว

Kingston KC 3000
  • Samsung 980 PRO: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 6,400MB/s และ 2,700MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 250GB อยู่ที่ 2,990 บาทเท่านั้น ส่วนในรุ่น 500GB จะอยู่ที่ 4,790 บาท แต่ความเร็วมากกว่า เพราะความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 6,900MB/s และ 5,000MB/s เลยทีเดียว
Kingston KC 3000 1
  • Kingston KC3000: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 7,000MB/s และ 3,900MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 512GB อยู่ที่ประมาณ 4,090 บาท ส่วนความจุ 1TB จะมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ การอ่าน/เขียน ที่ 7,000MB/s และ 6,000MB/s เลยทีเดียว ส่วนราคาอยู่ที่ประมาณ 6,700 บาท
  • SEAGATE FIRECUDA 520: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 5,000MB/s และ 2,500MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 512GB อยู่ที่ประมาณ 3,490 บาท

Conclusion

วิธีปัญหา ขั้นตอนการแก้ไข
1.ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin เปิดหน้า Desktop ขึ้นมา จากนั้นไปที่ไอคอน รูปถังขยะ ที่มีชื่อบนไอคอน Recycle Bin จากนั้นคลิกขวาที่ไอคอน แล้วเลือก Empty
2.Uninstall หรือ Remove Program คลิ๊กขวาที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ > Settings > Apps >Apps & Feature จากนั้นเลือกโปรแกรมในหน้าต่างทางขวามือ ที่ต้องการจะลบออก
3.ลบไฟล์ซ้ำๆ ใช้โปรแกรม Auslogics Duplicate File Finder, Duplicate Cleaner 5 หรือ Easy Duplicate Cleaner สแกนหาไฟล์ซ้ำแล้วลบ
4.Clear temp file กดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Disk Cleanup แล้วกด Enter ก็จะเข้าสู่หน้าต่าง ให้ใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อที่ต้องการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น
5.จัดการไฟล์ใน Download เปิดโฟลเดอร์ Download ขึ้นมา จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+A แล้วกดปุ่ม Shift+Del เพื่อลบแบบถาวร
6.ใช้ Storage Sense Storage > Storage Sense ในหัวข้อ Storage management
7.ใช้บริการ Cloud เลือกบริการMicrosoft OneDrive, iDrive, Google Drive, Dropbox

สุดท้ายนี้กับการแก้ปัญหาไดร์ c เต็ม ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้ ก็น่าจะช่วยให้หลายๆ คน พอมีแนวทางในการจัดการปัญหาได้ดียิ่งขึ้น และหากจำเป็นจะต้องซื้อฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ใหม่ ก็อาจจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณที่คุณมีอยู่ด้วย อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ หากคุณสามารถจัดการหรือเตรียมการด้วยการตั้งค่าให้เหมาะสมกับระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลบไฟล์ Recycle Bin หรือจะเป็นการตั้งค่าใน Storage Sense ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเวลา และประหยัดพื้นที่บนไดร์ c ไปได้มาก รวมถึงช่วยให้ระบบปฏิบัติการของคุณทำงานได้ไหลลื่นมากขึ้นอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/632802-7-step-clear-drive-c-full

SSD PCIe 5.0 ทางเลือกใหม่ เพิ่มความเร็วให้คอเกมและงานตัดต่อบน Intel Gen 12 และ AMD AM5

SSD PCIe 5.0 เพิ่มความเร็วให้ระบบ เปิดเครื่อง เข้าโปรแกรม เล่นเกม โอนถ่ายไฟล์ เสร็จได้ไวในพริบตา

SSD PCIe 5.0

SSD PCIe 5.0 มาถึงชั่วโมงนี้ คงต้องบอกว่า เลข 5 มาแรงจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ ได้นำเสนอ ในส่วนของ RAM DDR5 ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่ แล้วไหนจะเรื่องของซีพียู AMD ที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นซ็อกเก็ต AM5 ในสถาปัตยกรรมใหม่เร็วๆ นี้ แต่สิ่งที่มีความสอดคล้องกันอย่างที่สุดของทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้ก็คือ การมาของ PCIe 5.0 หรือ Gen 5 ที่คาดว่าน่าจะมาถึงเร็วกว่ากำหนด และไม่ใช่แค่มีผลเพียงเรื่องอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ความเร็วสูงอย่างกราฟิกการ์ดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนของ Storage อย่าง SSD อีกด้วย

SSD PCIe 5.0

KIOXIA SSD PCIe 5.0

ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ก็มีค่ายผู้ผลิต SSD รายใหญ่ระดับโลก อย่าง KIOXIA ที่เคยได้รีวิวกันแบบยกโซลูชั่น ไปก่อนหน้านี้ ก็ได้เขย่าตลาดไอทีอีกครั้ง ด้วยการนำ SSD PCIe 5.0 รุ่นใหม่ล่าสุด มาปรากฏสู่สายตาชาวโลก ด้วยความเร็วที่มากกว่า SSD SATAIII อยู่ถึง 20 เท่า กับความเร็วระดับ 14,000MB/s หรือ 14GB/s ที่เร็วกว่า SSD PCIe Gen4 ที่ว่าแรงๆ อยู่ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว เพราะรุ่นที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ยังอยู่ที่ราว 6,000-7,500MB/s เท่านั้น เรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการการจัดเก็บข้อมูลแบบเงียบๆ แต่สะเทือนถึงดวงดาวเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

แต่ก่อนเราจะไปดู SSD PCIe 5.0 ที่ทาง KIOXIA เค้าจะนำเสนอนั้น เรามาดูกันก่อนว่า โลกของการเปลี่ยนแปลงของ Storage ที่เป็นแบบ PCIe จากเดิม ผ่านมายังไง แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง เอาแบบสั้นๆ

SSD PCIe 5.0

SATA to PCIe

ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณสัก 10 กว่าปีที่แล้ว เราได้เห็นการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเดิมที่เป็น SATA ในเวอร์ชั่นแรกๆ ไม่ขอลงรายละเอียดมากนักครับ เดี๋ยวจะเบื่อกัน มาเป็นมาตรฐานใหม่ SATAIII ที่ให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลได้เร็วถึง 550MB/s ในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ อย่างที่ได้เห็นกันใน SSD แบบ 2.5″ แบบเดียวกับฮาร์ดดิสก์โน๊ตบุ๊คนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีความจุให้เลือกถึง 2TB สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป หรือ End-User แต่ถ้าเป็นกลุ่มองค์กร ก็จะมีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงฟีเจอร์พิเศษต่างๆ เช่นเดียวกับประสิทธิภาพการทำงาน ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองกับงานแต่ละงานได้ดียิ่งขึ้น

SSD PCIe 5.0

หลังจากนั้นมา ถ้าเราพูดถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในแบบโมดูลแบบ SATA ก็ยังมีรูปแบบของ M.2 มาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก แต่ส่วนใหญ่จะเห็นบนโน๊ตบุ๊คกันมากกว่า โดยโมดูลนี้เป็น SSD ในแบบที่เรียกว่า M.2 SATA ซึ่งมีขนาดให้เลือกอยู่หลายไซส์ แต่ความเร็วก็ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับอินเทอร์เฟสแบบ SATA นั่นเอง

SSD PCIe 5.0

และในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน M.2 ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า SATA 2.5″ จะเลือนหายไป แต่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด สำหรับคนที่ต้องการอัพเกรดพีซีหรือโน๊ตบุ๊ครุ่นเก่า ที่มีข้อจำกัดคือ เมนบอร์ดไม่มีสล็อต M.2 มาให้ อีกทั้งราคาก็ประหยัด และยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าๆ อย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับการปลุกชีพ ของเก่าให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

ในช่วงนี้เองก็เริ่มมีแพลตฟอร์มของซีพียูรุ่นใหม่ออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ AMD ก็ตาม ประมาณปี 2011 ก็เริ่มมองเห็นโพรโตคอลของ NVMe แบบใหม่เข้ามา เปลี่ยนช่องทางการเชื่อมต่อของ SSD SATA จากเดิมผ่านช่องทางของชิปเซ็ตหรือคอนโทรลเลอร์บนเมนบอร์ด มาเป็นการสื่อสารเชื่อมต่อกับ CPU ได้โดยตรง ผ่านช่องทางของ PCIe ที่เป็นช่องทางที่กว้าง และยังพัฒนาต่อไปได้อีกไกลเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

เช่นเดียวกับในปี 2014 ที่เริ่มมีแพลตฟอร์มของ Intel รุ่นใหม่ๆ โดยเริ่มจากระดับไฮเอนด์อย่าง LGA2011 v3 บนชิปเซ็ต X99 เริ่มมีสล็อต PCI-Express 2.0 และขยับมาที่ PCI-Express 3.0 ที่เป็นแบบ x4 มาให้ได้ใช้งานกัน ในช่วงนั้นแบนด์วิทธิ์สูงสุด สามารถไปได้ถึง 3.9GB/s เลยทีเดียว รวมไปถึงทาง AMD เองก็ออกแพลตฟอร์ม AM4 ที่ใช้ชิปเซ็ต AMD 300 series ไม่ว่าจะเป็น X370, B350 หรือ A320 ที่สนับสนุนซีพียู AMD Ryzen และรองรับ Storage M.2 NVMe PCIe เต็มรูปแบบ บนมาตรฐาน PCI-Express 3.0 ซึ่งให้แบนด์วิทธิ์ได้สูงถึง 7.8GB/s นั่นเอง

10 Cooling AIO 2021

หลังจากนั้นมาเมนบอร์ดในรุ่นต่างๆ ของทั้ง Intel และ AMD ต่างก็สนับสนุน SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe กันอย่างครบถ้วน แต่จะรองรับได้กี่ช่องทาง กี่สล็อตหรือกี่ Lanes นั้น ก็ขึ้นอยู่กับซีพียูที่ใช้ และเมนบอร์ดที่ทำงานร่วมด้วยนั่นเอง และในปัจจุบันจากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยกันดีบน SSD PCIe Gen3 x4 ให้แบนด์วิทธิ์และความเร็วในการอ่านข้อมูลระดับ 1,xxx – 3,500MB/s ก็ก้าวมาสู่ PCIe Gen4 x4 ซึ่งให้ความเร็วได้สูงถึง 7,xxxMB/s เลยทีเดียว ซึ่งพบบนแพลตฟอร์ม Intel Gen11 หรือ AMD Ryzen 3000 series เป็นต้นมานั่นเอง

SSD PCIe 5.0

แต่สิ่งที่ว่าทั้งหมดนั้น กำลังจะเป็นอดีต เพราะล่าสุดทาง KIOXIA ได้เผยว่า SSD PCIe 5.0 นั้น รวดเร็วกว่า SSD PCIe 4.0 อย่างเห็นได้ชัด โดยให้แบนด์วิทธิ์ได้ถึง 32GB/s ต่อช่องทางหรือ Lanes และ SSD ต้นแบบของค่ายนี้ สามารถให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลได้สูงถึง 14,000MB/s หรือเร็วกว่า PCIe 4.0 อยู่สองเท่าเลยทีเดียว

SSD PCIe 5.0

และไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูลเท่านั้น แต่ความเร็วในการเขียนข้อมูล ก็รวดเร็วไม่แพ้กัน จะทำให้คุณลืมความเร็วระดับ 2,000-4,000MB/s บน SSD PCIe 3.0 หรือ PCIe 4.0 กันไปได้เลย เพราะ SSD PCIe 5.0 ของทาง KOIXIA นั้นมีความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 7,000MB/s เร็วกว่าเดิมเกือบ 70% ซึ่งความสามารถในระดับนี้ แม้ว่าจะเป็นผลดีต่อผู้ใช้โดยทั่วไป ทั้งเกมเมอร์ และคนทำงานซอฟต์แวร์เฉพาะทางก็ตาม แต่ในช่วงแรกนี้ ยังคงเน้นไปที่งานเซิร์ฟเวอร์ในระดับไฮเอนด์ก่อนมากกว่า เพราะการอัพเกรดความสามารถในด้านการเก็บข้อมูลในปัจจุบันนั้น ได้รับความสนใจมากกว่าการอัพเกรด CPU หรือ GPU เสียอีกสำหรับกลุ่มนี้

SSD PCIe 5.0
ที่มา: Techpowerup

Performance

ซึ่งจากในภาพที่ปรากฏในหลายๆ สื่อ ในงานโปรโมตของ KIOXIA จัดขึ้นนั้น จะเห็นกราฟเปรียบเทียบระหว่าง KIOXIA CM6 (PCIe 4.0)

  • Sequential Read จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 6,900MB/s แต่เวอร์ชั่น 5.0 เพิ่มขึ้น 103% หรือสูงถึง 14,000MB/s เลยทีเดียว
  • Sequential Write จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 4,200MB/s แต่เวอร์ชั่น 5.0 เพิ่มขึ้น 67% หรือสูงถึง 7,000MB/s
  • Response Time จากเวอร์ชั่น 4.0 อยู่ที่ 90ms แต่เวอร์ชั่น 5.0 จะอยู่ที่ 70ms เท่านั้นลดลงมาอย่างน้อยถึง 70% เลยทีเดียว
SSD PCIe 5.0
ที่มา: HardwareTime

แต่ก็ไม่ใช่แค่ KIOXIA เท่านั้น ที่ออกมาลุยตลาด PCIe 5.0 ซึ่งในช่วงประมาณกลางปี Samsung เอง ก็ได้ออกมาพรีเซนท์ Samsung PM1743 ที่เป็น SSD ในกลุ่ม High Performance สำหรับ Application ในระดับ Enterprise ด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงถึง PCIe 5.0 x4 ที่มาในอินเทอร์เฟส Single-port และ Dual-port ซึ่งออกแบบบมาสำหรับเพิ่มความจุและประสิทธิภาพให้กับเซิร์ฟเวอร์ โดยอัตราทรูพุตของอินเทอร์เฟสใหม่นี้ สูงถึง 15.7GB/s เลยทีเดียว และข้อมูลล่าสุดที่ออกมา เผยว่าทาง KIOXIA นั้น จะเปิดตัว SSD PCIe 5.0 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อาจเป็นช่วงพฤศจิกายนหรือธันวาคม โดยคาดว่าจะลงตลาดเซิร์ฟเวอร์ก่อนในช่วงแรก และเอนด์ยูสเซอร์จะเป็นช่วงถัดไป

SSD PCIe 5.0
Credit: Seby9123, ที่มา: pcgamer

Platform

สิ่งสำคัญคือ แม้ว่า SSD PCIe 5.0 อาจจะมาลงตลาดก็ตาม แต่ก็ต้องมีแพลตฟอร์มหรือเมนบอร์ด รวมถึงซีพียูที่สนับสนุนด้วย ซึ่งถ้ามองไปในเวลานี้ Intel Gen 12 น่าจะเป็นรายแรกๆ ที่พร้อมจะให้คุณได้สัมผัสกับความเร็วขั้นเทพเช่นนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม รวมถึงชิปเซ็ตที่คาดว่าน่าจะเป็น Intel Z690 หรือไม่? เช่นเดียวกับทาง AMD ที่มีความเป็นไปได้สูงว่า AMD AM5 ที่จะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งมีข่าวว่าจะลงตลาดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 ก็น่าจะให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับ PCIe 5.0 นี้ด้วย

SSD PCIe 5.0

ตัวอย่างที่น่าสนใจบนเมนบอร์ดบางรุ่น ซึ่งคาดว่ารองรับการทำงานของ PCI-Express 5.0 โดยเป็นการทำงานบนพื้นฐานของซีพียู และชิปเซ็ตบนเมนบอร์ด จะมีทั้งในช่องทาง PCIe ของซีพียูโดยตรง แบ่งเป็น 2 สล็อตบน ที่รองรับ PCIe 5.0 x16 (ทำงานในแบบ x16 หรือ x8/x8) ส่วนสล็อตที่เหลือ หรือเป็นสล็อตที่ 3 ก็มีความเป็นไปได้ว่า จะใช้ช่องทางผ่านชิปเซ็ต Z690 ซึ่งจะรองรับ PCIe 4.0 x16 (รองรับในโหมด x4, x4/x4)

ขยับมาที่การสนับสนุน M.2 บนบอร์ดกันบ้าง อาจติดตั้งได้หลายโมดูล เช่น สามารติดตั้งโมดูล SSD ในแบบ PCIe 5.0 x4 ได้ แต่ถ้าใช้ โมดูลที่สอง อาจใช้เป็น PCIe 4.0 x4 หรือ 3.0 x4 และสล็อตสุดท้าย ก็อาจจะรองรับ PCIe 4.0 x4 และ SATA III ได้เช่นเดียวกัน

SSD PCIe 5.0

สำหรับซีพียู Intel Gen 12 ที่ใกล้จะลงตลาดเข้าไปทุกที ด้วยซีพียูเกือบครบทุกไลน์ ตั้งแต่ Core i5 ไปจนถึง Core i9 (แต่ยังไม่เห็น Core i3 นะ) สนนราคาไม่ได้ต่างไปจาก Intel Gen 11 มากนัก แต่ปรับเปลี่ยนภายในเกือบทั้งหมดเลย ด้วยสถาปัตยกรรม Alder Lake กระบวนการผลิต 10 nm หรือล่าสุดเรียกว่า Intel 7 ไปแทน มาถึงเวลานี้ คู่แข่งตลอดกาลอย่าง AMD ก็เตรียมไม้เด็ด ด้วยซีพียูรุ่นใหม่ สถาปัตยกรรม Zen 4 เปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่เป็น AM5 และยังชูฟีเจอร์ อย่างการสนับสนุน RAM DDR5 และ PCI-Express 5.0 ด้วยเช่นกัน ในชื่อของ Raphael แต่อาจจะลงตลาดช้ากว่าเล็กน้อย รวมถึงแพลตฟอร์มที่เป็น APU รุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะลงตลาดในช่วงปลายปี 2021 นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าจะมาพร้อมการสนับสนุนฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ได้อีกด้วย

Conclusion

แต่ก็ต้องไม่ลืมครับว่า การที่จะได้ใช้ SSD รุ่นใหม่อย่าง PCIe 5.0 นี้ ก็ต้องรอการมาของซีพียูรุ่นใหม่ รวมถึงแพลตฟอร์มชิปเซ็ตเมนบอร์ดใหม่ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ในช่วงปีหน้า และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็คงไม่เบา เพราะเปลี่ยนกันแบบยกเครื่อง รวมถึงราคาของ SSD ก็คงจะไม่ได้เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของใครหลายคนมากนัก ซึ่งหากตัวเลขที่ออกมาตามข่าวนี้จริง ก็คงต้องวัดใจกันว่า คุณอยากจะได้ประสิทธิภาพระดับนี้ ไปใช้สำหรับงานหรือความบันเทิงในรูปแบบใด เช่น การเล่นเกมทุกวันนี้ ด้วยแบนด์วิทธิ์ของ PCIe 3.0 หรือ 4.0 ก็น่าจะตอบโจทย์ได้แล้ว แต่ถ้าในกลุ่ม Content Creator หรือคนที่ทำงานกราฟิก ตัดต่อวีดีโอ น่าจะเห็นประสิทธิภาพได้ชัดเจนมากกว่าเดิมไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าคุณคิดอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้ และความสำคัญของ Storage ความเร็วสูงรุ่นใหม่ๆ จะมีผลอย่างไรกับคุณบ้าง คอมเมนต์กันเข้ามาให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันบ้างนะครับ

from:https://notebookspec.com/web/617469-ssd-pcie-5-0-intel-gen-12

Microsoft เตรียมปล่อยให้อัพเกรด Windows 11 ในวันที่ 5 ตุลาคมนี้

Microsoft เตรียมปล่อยอัพเกรด Windows 11 ให้กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ พร้อมกับวางจำหน่าย PC รุ่นใหม่ที่มาพร้อม Windows 11 อีกด้วย

credit : microsoft

Microsoft จะทำการ Rollout การอัพเกรด Windows 11 ให้ผู้ใช้งานทั่วไปทีละกลุ่ม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึงกลางปี 2022 สำหรับผู้ใช้งานอุปกรณ์รุ่นใหม่จะได้รับการอัพเกรดเป็นอันดับต้นๆ โดย Microsoft จะทำการตรวจสอบข้อมูลหลายส่วน เช่น รุ่นของอุปกรณ์ หรืออายุของอุปกรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์เครื่องนั้นสามารถใช้งาน Windows 11 ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสามารถตรวจสอบสิทธิการอัพเกรดได้จาก Windows Update นอกจากนี้ Microsoft ยังเตรียมจะปล่อย PC Health Check app สำหรับให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไปตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่รองรับ Windows 11 หรือไม่

ส่วนฟีเจอร์ที่ยังไม่ถูกบรรจุมาในเวอร์ชันนี้คือ การใช้งาน Android apps ผ่าน Microsoft Store ซึ่ง Microsoft จะปล่อยฟีเจอร์นี้สำหรับทดสอบในกลุ่ม Insider Preview ก่อน ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา Android subsystem for Windows ร่วมกับ Amazon และ Intel อยู่ ส่วนผู้ใช้งานหรือองค์กรที่ยังต้องการใช้งาน Windows 10 ต่อ ก็สามารถเลือกใช้งานต่อไปได้ โดย Microsoft ให้การสนับสนุนต่อไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2025

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/microsoft-to-kick-off-windows-11-launch-on-october-5/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-releases-windows-11-available-for-upgrade-on-5-october/

Microsoft Server 2008 ใกล้หมดอายุ? ติดต่อ Rhipe ให้ช่วยอัปเกรดขึ้น Cloud ได้เลย

เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วสำหรับองค์กรและธุรกิจที่กำลังใช้ Microsoft Server เวอร์ชัน 2008 อยู่ เนื่องจาก Microsoft กำลังจะประกาศ End of Support (EOS) หรือหยุดให้การสนับสนุน Windows Server 2008/2008 R2 และ SQL Server 2008/2008 R2 เร็วๆ นี้ บทความนี้ Rhipe Technology (Thailand) ผู้นำโซลูชันระบบ Cloud จึงได้ออกมาแนะนำวิธีการต่ออายุการใช้งาน Microsoft Server เหล่านี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่ย้ายไปใช้ระบบ Cloud ของ Microsoft เท่านั้น

Microsoft เตรียมหยุดให้การสนับสนุน Windows Server และ SQL Server เวอร์ชัน 2008 เร็วๆ นี้

End Of Support หรือ EOS หมายถึง การยุติการอัปเดตหลังการขายของซอฟต์แวร์เวอร์ชันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการหยุดให้บริการฟีเจอร์ใหม่ๆ การหยุดออกแพตช์สำหรับอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย รวมไปถึงการไม่มีทีมงานสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยในปี 2019 – 2020 นี้ Microsoft เตรียมประกาศ End of Support 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  • Microsoft SQL Server 2008/2008 R2 จะมีการยืดอายุการซัพพอร์ตถึงแค่วันที่ 9 กรกฎาคม 2519
  • Microsoft Windows Server 2008/2008 R2 จะมีการยืดอายุการสนับสนุนถึงแค่วันที่ 14 มกราคม 2020

หลังจากเลยระยะเวลาดังกล่าวนี้แล้ว ซอฟต์แวร์ทั้งสองนี้จะไม่มีการสนับสนุนจากทาง Microsoft อีกต่อไป ถึงแม้ว่าองค์กรและธุรกิจจะยังคงสามารถใช้งานซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นบั๊กที่อาจทำให้ซอฟต์แวร์เกิดการทำงานผิดปกติ การโจมตีระบบผ่านทางช่องโหว่ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกขโมยข้อมูล รวมไปถึงความไม่สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ ที่องค์กร์ต้องปฏิบัติตาม

แต่ทางที่ดีแล้ว แนะนำว่าให้มองหาโซลูชันใหม่หรือทำการอัปเกรดซอฟต์แวร์ให้มีอายุการสนับสนุนนานออกไปจะดีกว่า เพราะนอกจากจะตัดปัญหาเรื่องบริการหลังขายได้แล้ว (หมายถึงยังคงได้รับการสนับสนุนจากทาง Microsoft อย่างเต็มที่ต่อไป) ยังสามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่อาจช่วยสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นได้

Credit: Microsoft.com

การต่ออายุการสนับสนุนสามารถกระทำได้ 2 วิธี ดังนี้

  1. เปลี่ยนไปใช้งาน Microsoft Azure VM หรือ Microsoft Azure Stack
  2. อัปเกรดซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันใหม่

1. เปลี่ยนไปใช้งาน Microsoft Azure หรือ Microsoft Azure Stack

สามารถจำแนกได้เป็น 2 วิธีหลักๆ ดังนี้

1.1 ย้ายระบบขึ้น Azure VM หรือ Azure Stack โดยตรง

เป็นการย้าย Windows Server 2008/2008 R2 หรือ SQL Server 2008/2008 R2 ที่ใกล้หมดอายุ ขึ้นไปยัง Azure VM หรือ Azure Stack โดยตรง วิธีนี้จะได้รับ Extended Security Update ต่อไปอีก 3 ปี แบบฟรีๆ การย้ายระบบขึ้น Azure VM หรือ Azure Stack นี้มีข้อดี คือ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับระบบหลังบ้านหรือการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าใดๆ เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยี Stack เดิม อาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้บริการ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการทำ Cloud Transformation อย่างเต็มตัว นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ Security Assurance (SA) บนผลิตภัณฑ์ทั้งสองนั้นจะได้รับส่วนลดเพิ่มในการใช้บริการอื่นๆ บน Azure ด้วย ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมให้ถูกกว่าการใช้บริการจาก Cloud Provider รายอื่นสูงสุดถึง 5 เท่า

Credit: Microsoft.com

1.2 ย้ายฐานข้อมูลขึ้น Azure SQL Database Managed Instant

สำหรับองค์กรที่ใช้ SQL Server 2008/2008 R2 รวมไปถึงเวอร์ชันเก่าย้อนหลังไปถึงปี 2005 สามารถย้ายเฉพาะฐานข้อมูลขึ้น Azure SQL Database Managed Instant (MI) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลแบบ Versionless ได้ หมายความว่าผู้ใช้บริการไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการอัปเกรดใดๆ อีกต่อไปในอนาคต และด้วยการเป็นบริการแบบ Platform as a Service (PaaS) ทำให้ Azure SQL Managed Instant เหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการโฟกัสเรื่องการพัฒนา Applications หรือมี Application Serevers เป็นของตนเอง โดยปล่อยให้ทาง Microsoft เป็นผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลหลังบ้านให้แทน

2. อัปเกรดซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันใหม่

แน่นอนว่านี่เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับสำหรับซอฟต์แวร์ที่กำลัง End of Support นั่นคือ การอัปเกรดเวอร์ชันของซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่เดิมให้กลายเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด โดย Windows Server 2008/2008 R2 สามารถอัปเกรดเป็น Windows Server 2019 ส่วน SQL Server 2008/2008 R2 สามารถอัปเกรดเป็น SQL Server 2017 ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่มีแผนการย้ายระบบขึ้น Cloud

สำหรับองค์กรและธุรกิจใดที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าควรจะอัปเกรด Microsoft Windows Server และ SQL Server เวอร์ชัน 2008 ไปในทิศทางใดดี หรือต้องการความช่วยเหลือในการ Migrate ระบบขึ้น Microsoft Azure/Azure Stack หรืออัปเกรดซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันล่าสุด สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำและการสนับสนุนได้ที่ Rhipe Technology (Thailand) ซึ่งเป็นผู้นำโซลูชันระบบ Cloud และพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ Microsoft
Tel: 02-087-9298 / Email: thailand@rhipe.com

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-server-2008-end-of-support-ask-rhipe-for-upgrading-to-azure/