คลังเก็บป้ายกำกับ: UNITED_STATES_OF_AMERICA

จีนประณามอเมริกา กรณีขึ้นบัญชีดำ 23 บริษัทจีน พร้อมปฏิเสธการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Xi Jinping

ทางการจีนกล่าวคัดค้านกรณีสหรัฐเพิ่มบริษัทจีน 23 แห่งลงในแบล็กลิสต์ทางเศรษฐกิจ จากประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้เทคโนโลยีสำหรับควบคุมประชาชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน

จีนโดนแบล็กลิสต์จากกรณีบังคับใช้แรงงาน

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงที่มีทั้งการสร้างค่ายกักกัน การใช้เทคโนโลยีสอดส่อง บังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในพื้นที่

มาตรการนี้ส่งผลให้บริษัทในแบล็กลิสต์ที่ต้องการติดต่อกับซัพพลายเออร์ในอเมริกาจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์และต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากสหรัฐ

จีนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทางการจีนได้ออกมาปฏิเสธการกล่าวหาในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธตลอด ในขณะเดียวกันก็มีการนำเสนอภาพความสุขของผู้คนในซินเจียง 

อีกทั้งแบรนด์แฟชั่นของจีนที่ใช้ฝ้ายจากซินเจียงก็ออกมายืนยันอีกเสียงว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าการกระทำของสหรัฐเป็นการละเมิดกฎการค้าและการดำเนินเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นกฎที่ทำเกินกว่าเหตุต่อบริษัทจีน พร้อมบอกว่าจีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ

สรุป

ต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคตจีนจะมีมาตรการอะไรออกมาตอบโต้สหรัฐอีกบ้าง แต่ไม่ว่าจีนและสหรัฐจะมีมาตรการอย่างไรผู้รับผลกระทบโดยตรงก็คือบริษัทในจีนที่ต้องรับแรงต้านจากความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ

ที่มา: Reuters (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนประณามอเมริกา กรณีขึ้นบัญชีดำ 23 บริษัทจีน พร้อมปฏิเสธการละเมิดสิทธิมนุษยชน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-condemn-us-for-adding-chinese-entities-to-economic-blacklist/

สหรัฐอเมริกาขาดแคลนแรงงานด้าน Cybersecurity ยังคงเปิดรับกว่า 4 แสนตำแหน่ง

Cyber Seek ได้เปิดเผยตัวเลขจำนวนตำแหน่งงานด้าน Cybersecurity ที่เปิดรับสมัครในสหรัฐอเมริกา พบว่ายังขาดแคลนอีกมาก ปัจจุบันเปิดรับสมัครมากกว่า 4 แสนตำแหน่ง

Cyber Seek ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งงานจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา พบว่ามีตำแหน่งงานทางด้าน Cybersecurity ยังคงเปิดรับอยู่กว่า 460,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับสายงานเทคโนโลยีด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดแคลนทักษะของผู้สมัครงาน และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสนใจของคนส่วนใหญ่ในสหรัฐนั้นมุ่งเน้นไปทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่า โดยเห็นได้จากนักศึกษาในสหรัฐที่กำลังศึกษาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์มักจะเลือกศึกษาทางด้าน Software Development, AI, Robotic หรือ Data Science มากกว่า โดยมีส่วนน้อยที่จะเลือกทำงานในสาย Cybersecurity นอกจากนี้ผู้ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่มักจะเลือกทำงานในบริษัทขนาดใหญ่มากกว่าที่จะทำงานในบริษัทเอกชนทั่วไป ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาขาดแคลนผู้ที่มีทักษะในด้านนี้จำนวนมาก ซึ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงานในครั้งนี้กระทบทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล

ที่มา: https://www.cbsnews.com/news/cybersecurity-job-openings-united-states/

from:https://www.techtalkthai.com/us-needs-cybersecurity-workforce-with-4-hundred-thousand-job-openings/

ไบเดนลงนามคำสั่งแก้ปัญหาชิปขาดแคลนภายใน 100 วัน เร่งหาจุดอ่อนของสหรัฐในหลากหลายอุตสาหกรรม

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาชิปขาดแคลนภายใน 100 วัน หลังจากความต้องการชิปเพิ่มขึ้น จนส่งผลต่อหลายๆ บริษัทในสหรัฐต้องลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาที่เกิดขึ้น

Chip ชิป
ภาพจาก Shutterstock

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาห่วงโซ่สินค้าที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุสำคัญ รวมถึงชิป ที่ขาดตลาดอย่างหนักจากความต้องการในอุตสาหกรรมหลากหลายชนิด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ไอที ฯลฯ ขณะเดียวกันโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกาเองก็ประสบปัญหาที่ไม่สามารถมีกำลังผลิตจำนวนมากเท่ากับประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ รวมถึงไต้หวัน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐต้องลงนามคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐต้องการห่วงโซ่การผลิตที่มีความหลากหลายรวมถึงมีความปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด ภัยคุกคามต่างๆ ที่เป็นปัจจัยที่จะลดกำลังการผลิตสินค้าเหล่านี้ และเพื่อประกันเรื่องความมั่นคงและเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐ

คำสั่งดังกล่าวยังช่วยฟื้นฟูภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐกลับมาอีกครั้ง และรักษาความได้เปรียบในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น และยังกล่าวถึงความร่วมมือด้านห่วงโซ่การผลิตกับประเทศพันธมิตรของสหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและรับประกันว่าภาคการผลิตสินค้าเหล่านี้จะยังเดินหน้าต่อไปได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ประธานาธิบดีสหรัฐยังได้กล่าวว่า “สหรัฐจะต้องหยุดเกมไล่จับกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น และสหรัฐเองสามารถที่จะป้องกันไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้”

ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสมาคมผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐ เพิ่มแรงจูงใจในการผลิตชิปในสหรัฐอเมริกามากขึ้น โดยปัจจุบันส่วนแบ่งของสหรัฐในภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เหลือเพียงแค่ 12% จากเดิมอยู่ที่ 37% ในปี 1990

นอกจากสินค้าประเภทชิปแล้ว ยังมีคำสั่งให้กระทรวงต่างๆ ตรวสอบห่วงโซ่อุปทานและจุดอ่อนต่างๆ ในอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ 6 ชนิดภายใน 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความมั่นคง อุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ฯลฯ

ที่มา – CBS News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไบเดนลงนามคำสั่งแก้ปัญหาชิปขาดแคลนภายใน 100 วัน เร่งหาจุดอ่อนของสหรัฐในหลากหลายอุตสาหกรรม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-signs-executive-order-on-america-supply-chains-28-feb-2021/

ส.ส. สหรัฐไฟเขียวงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว รอวุฒิสภาอนุมัติอีกรอบในสัปดาห์หน้า

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาผ่านร่างงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันในร่างดังกล่าวนี้รวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐเป็นชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 แต่อาจมีสิทธิ์โดนปัดตกจากวุฒิสภาในสัปดาห์หน้าสูง

USA Flag ธงสหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาผ่านร่างงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยร่างต่างๆ ประกอบไปด้วยการแจกเงินให้กับประชาชนเพิ่มเติมอีก 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ เงินเยียวยาสำหรับผู้ที่ตกงาน งบพัฒนาด้านการศึกษา งบประมาณพัฒนาวัคซีนและชุดตรวจ COVID-19 รวมจนถึงร่างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐเป็นชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025

สำหรับเสียงโหวตนั้น ส.ส. สหรัฐไฟเขียวร่างงบประมาณนี้ 219 เสียง ขณะที่ ส.ส. ไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 212 เสียง ซึ่งมาจากพรรครีพับลิกันที่มองว่างบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ใหญ่เกินไป และควรที่จะลดขนาดงบประมาณลงมา นอกจากนี้ยังมี 2 เสียงจากพรรคเดโมแครตที่ไม่เห็นด้วยกับงบประมาณชุดใหญ่นี้

ร่างงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐดังกล่าวนี้ปรับปรุงมาจาก ร่างงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งผลักดันโดยพรรคเดโมแครตในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ และร่างดังกล่าวถูกตีตกไป เนื่องจากใช้จำนวนเม็ดเงินมหาศาลมากเกินไป

งบประมาณก้อนใหญ่นี้จุดเด่นคือมีเงินชดเชยให้กับประชาชนสหรัฐ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าหากมีฐานภาษีไม่เกิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะลดหลั่นกันไป แต่ถ้าหากมีฐานภาษีอยู่ในช่วง 100,000 เดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินชดเชยนี้

ขณะที่ร่างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐนั้นปัจจุบันอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง และจะเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025

วุฒิสภาสหรัฐจะมีมติตัดสินใจร่างงบประมาณนี้ในช่วงสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ดีคาดว่าร่างนี้อาจตีตกในส่วนของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวุฒิสภาสหรัฐหลายรายได้ประกาศขวางร่างดังกล่าว

ที่มา – ABC News, NPR, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส.ส. สหรัฐไฟเขียวงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว รอวุฒิสภาอนุมัติอีกรอบในสัปดาห์หน้า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/us-house-approve-1-9-trillion-stimulus-bill-27-feb-2021/

Huawei เตรียมบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หลังธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากสหรัฐมีมาตรการคว่ำบาตร

Huawei ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมจากจีน เตรียมที่จะบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ตัวเอง หลังจากที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทจะออกจำหน่ายได้ภายในปีนี้

Huawei หัวเว่ย
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า Huawei ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมชื่อดังจากจีนเตรียมหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทดแทนธุรกิจโทรศัพท์มือถือ หลังจากหน่วยธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรโดยรัฐบาลของสหรัฐ ทำให้เกิดความยากลำบากในการหาอุปกรณ์และการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์จากคู่ค้าในสหรัฐที่ต้องทำตามกฎระเบียบดังกล่าว ส่งผลทำให้ยอดขายลดลง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการเอาตัวรอดของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม แม้ว่า เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งของ Huawei กล่าวในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เขาเชื่อว่าบริษัทจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ และจะไม่ขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือออกไป

ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของ Huawei ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ยอดขายลดลง ขณะเดียวกันยังต้องจำใจตัดขายแบรนด์ลูกบางแบรนด์ เช่น Honor เพื่อความอยู่รอดและสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนในการผลิตจากคู่ค้าในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในปี 2021 นี้บริษัทได้แจ้งไปยังคู่ค้าว่าจะสั่งซื้อสินค้าอยู่ที่ราวๆ 70-80 ล้านเครื่องเท่านั้น ลดลงมากถึง 60% จากปี 2020 ที่ผ่านมา

การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Huawei นั้นจะทำภายใต้แบรนด์ตัวเอง โดยยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายดังกล่าวเริ่มพูดคุยกับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจีนอย่าง BAIC เพื่อที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัท นอกจากนี้บริษัทเองยังได้เริ่มออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 เป็นต้นมา

คาดว่าจะรถยนต์ไฟฟ้าของ Huawei จะออกสู่ตลาดในปีนี้ และเน้นทำตลาดทั่วไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Huawei เตรียมบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หลังธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากสหรัฐมีมาตรการคว่ำบาตร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/huawei-will-plans-to-ev-business-soon-media-reports-26-feb-2021/

ประธาน Fed ชี้ยังใช้นโยบายการเงินเหมือนเดิม มองเศรษฐกิจสหรัฐยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกสักพัก

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรส โดยยืนยันว่าธนาคารกลางสหรัฐจะใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป และยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังฟื้นตัว แม้ว่าจะมีความกังวลในเรื่องของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ – ภาพจาก Federal Reserve

Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรส และเขาได้ยืนยันว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็ได้ย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในระหว่างทางฟื้นตัวซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการว่างงานที่ยังสูง แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายจะเริ่มมองถึงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในแง่ดีก็ตาม

ประธานธนาคารกลางสหรัฐยังได้กล่าวว่า เป้าหมายของเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงานยังต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอีกมาก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐยังต้องใช้เครื่องมือที่มีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ เพื่อที่จะให้แน่ใจได้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจากช่วงเวลาอันยากลำบากนี้จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ดีเขาได้กล่าวถึงเรื่องอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจากผลกระทบของ COVID-19 ว่าการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2021 จะฟื้นตัวก็ตาม แต่โดยภาพรวมนั้นยังต่ำกว่าเป้าหมายเฉลี่ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ 2%

ขณะเดียวกันเขาก็ได้ย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังห่างไกลจากคำว่าเป้าหมาย และยังมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้เขายังมองว่าไม่ควรที่จะประมาทกับความท้าทายที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังพบเจออยู่ แม้ว่าการกระจายวัคซีนเองจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็ควรที่จะทำตามข้อแนะนำด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะการใส่หน้ากากรวมถึงการเว้นระยะห่าง

นอกจากนี้เขายังมองว่านโยบายทางการเงินและการคลังจากธนาคารกลางและรัฐบาลสหรัฐแบบเร่งตัว จะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นตัวในปี 2021 นี้

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Bank Of America มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐปี 2021 จะเติบโตได้มากถึง 6.5% ขณะที่ปี 2022 คาดว่าจะเติบโตได้มากถึง 5%

ที่มา – NPR, CNBC, India Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ประธาน Fed ชี้ยังใช้นโยบายการเงินเหมือนเดิม มองเศรษฐกิจสหรัฐยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกสักพัก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/fed-powell-still-using-ease-monetary-policy-25-feb-2021/

SoftBank เตรียมซื้อหุ้น WeWork เพิ่มเติมจากผู้ร่วมก่อตั้ง ยังมองลู่ทางกลับมา IPO อีกรอบให้ได้

SoftBank เตรียมซื้อหุ้น WeWork ผู้ให้บริการ Co-Working Space ต่อจาก Adam Neumann หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีคดีฟ้องร้อง เนื่องจากไม่ทำตามสัญญาในปี 2019 ที่ SoftBank ต้องซื้อหุ้นมูลค่าถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

WeWork Co-Working Space
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg รายงานข่าวโดยอิงอ้างแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า Adam Neumann ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork เตรียมที่จะขายหุ้นบางส่วนให้กับ SoftBank เพิ่มเติมเพื่อยอมความ หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายมีคดีฟ้องร้องกัน เนื่องจากทาง SoftBank ไม่ยอมทำตามสัญญาในการซื้อหุ้นของบริษัทมูลค่ากว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

การเจรจาดังกล่าวของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มเกิดขึ้นในปี 2020 ที่ผ่านมา หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อ WeWork เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานของคนนั้นเปลี่ยนไป ทำให้รายได้ลดลงจากผู้เช่า ทำให้ตัวบริษัทต้องหาวิธีลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสัญญาเช่าหลายแห่งที่ไม่คุ้มกับรายได้ ฯลฯ

แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนยังระบุว่าภายใต้เงื่อนไขการยอมความนั้น SoftBank จะซื้อหุ้น WeWork สัดส่วน 50% ต่อจาก Adam Neumann เป็นมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่เคยตกลงกันไว้ในปี 2019 และข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดช่องให้มีการสามารถขายหุ้นครั้งที่ 2 ได้ด้วย

นอกจากนี้ SoftBank เองยังคงหาลู่ทางที่จะนำ WeWork กลับมา IPO ให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่ประสบความล้มเหลว และทำให้มูลค่าของกิจการลดลงจนทำให้ต้องมีการฟื้นฟูกิจการครั้งใหญ่ ขณะเดียวกัน Adam Neumann เองก็ต้องหลุดจากตำแหน่งผู้บริหาร รวมถึงการล้างบางทีมผู้บริหารครั้งใหญ่

แม้ว่าจะมีการขายหุ้นให้กับ SoftBank เพื่อยอมความในคดีดังกล่าว แต่ก็ยังทำให้ Adam Neumann เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ WeWork อยู่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post SoftBank เตรียมซื้อหุ้น WeWork เพิ่มเติมจากผู้ร่วมก่อตั้ง ยังมองลู่ทางกลับมา IPO อีกรอบให้ได้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/softbank-prepared-to-buy-wework-stakes-from-adam-neumann-23-feb-2021/

จีนเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อแสดงถึงความร่วมมือ-ลดความขัดแย้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงยกเลิกพฤติกรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงการเป็นศัตรูระหว่างกัน และต้องการให้ทั้ง 2 มหาอำนาจกลับมาสู่เส้นทางการเป็นมิตรมากขึ้น

Hong Kong Port Containers
ภาพจาก Shutterstock

สื่อในประเทศจีนรายงานว่า Wang Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงยกเลิกพฤติกรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงการเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน การยกเลิกความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนากับจีน ขณะเดียวกันสหรัฐเองก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ ลดความขัดแย้งกับจีน เพื่อสนับสนุนสิ่งดังกล่าวให้เกิดขึ้นด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้กล่าวถึงท่าทีของจีนครั้งแรก หลังจากฝั่งของสหรัฐอเมริกาได้ต่อสายตรงถึง สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังมองว่าแต่ละประเทศควรจะเคารพในกิจการภายในของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกรณีของไต้หวัน นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายควรจะกลับมามีความสัมพันธ์ที่เข้ารูปเข้ารอยและเป็นมิตรกันมากกว่านี้

ไม่เพียงแค่นั้นเขายังยืนยันว่าจีนไม่ต้องการที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำแทนสหรัฐ หรือท้าทายสหรัฐ และกล่าวเสริมว่าจีนยินดีที่เห็นบริษัทเอกชนสหรัฐประสบความสำเร็จในประเทศจีน นอกจากนี้จีนยังพยายามที่จะเพิ่มสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจดำเนินการได้สะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับสหรัฐเองมีความกังวลถึงพฤติกรรมในด้านเศรษฐกิจของจีนที่ถือว่าเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการบังคับให้บริษัทเอกชนจากต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่เรื่องอื่นๆ ที่สหรัฐกังวลนั้นไม่ว่าจะเป็น สิทธิมนุษยชน จนถึงกรณีของไต้หวัน หรือการชุมนุมในฮ่องกง

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังได้สับแหลกถึงรัฐบาลสหรัฐในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นรัฐบาลที่ต้องการเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หลังจากในสมัยการบริหารของทรัมป์นั้นเป็นฝ่ายเปิดศึกกับประเทศจีนผ่านเกมสงครามการค้า และทำให้ความขัดแย้งลุกลามไปยังเรื่องอื่นๆ

ที่มา – Global Times, CGTN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อแสดงถึงความร่วมมือ-ลดความขัดแย้ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-urges-usa-lift-tarriffs-and-non-conflict-relationship-22-feb-2021/

Citi กำลังพิจารณาขายธุรกิจ Consumer Banking ในทวีปเอเชีย 12 ประเทศ รวมถึงที่ไทยด้วย

Citi กำลังพิจารณาตัดสินใจที่จะขายธุรกิจบุคคลธนกิจ หรือ Consumer Banking ในทวีปเอเชีย 12 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย หลังจากกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับการเงินของสหรัฐนั้นทำให้สถาบันการเงินต้องยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจใหม่หมด

Citi Thailand ซิตี้ แบงก์
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Citi สถาบันการเงินจากสหรัฐอเมริกากำลังตัดสินใจที่จะขายธุรกิจบุคคลธนกิจ หรือ Consumer Banking ในทวีปเอเชีย 12 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย และกำลังอยู่ในขั้นตอนการหาผู้ซื้อธุรกิจเหล่านี้ในแต่ละประเทศ หลังจากที่กฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับการเงินของสหรัฐนั้นทำให้สถาบันการเงินต้องยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจใหม่หมด

ธุรกิจบุคคลธนกิจของ Citi มีธุรกิจไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต ซึ่งมีลูกค้ามากถึง 16 ล้านราย รวมถึงธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่มีลูกค้า 400,000 ราย โดยนอกจากทวีปเอเชีย 12 ประเทศแล้ว ยังรวมทวีปยุโรปและตะวันออกกลางอีก 5 ประเทศ ซึ่งสถาบันการเงินรายนี้กำลังพิจารณาการขายธุรกิจเช่นกัน

อย่างไรก็ดีโฆษกของ Citi กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า CEO คนใหม่ที่กำลังจะรับตำแหน่งอย่าง Jane Fraser กำลังมีการพิจารณากลยุทธ์ทางธุรกิจของสถาบันการเงินรายนี้ รวมถึงการหาวิธีการที่จะผสานหน่วยธุรกิจเข้าด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ Citi ต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณาตัวเลือกต่างๆ

สำหรับผลประกอบการของ Citi ในปี 2020 ที่ผ่านมานั้นมีรายได้รวม 74,298 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไรจากการดำเนินการ 10,201 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2019 ที่ผ่านมา จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้สถาบันการเงินจากสหรัฐรายนี้ต้องตั้งสำรองหนี้เพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Citi กำลังพิจารณาขายธุรกิจ Consumer Banking ในทวีปเอเชีย 12 ประเทศ รวมถึงที่ไทยด้วย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/citi-considering-sales-consumer-banking-unit-media-reports-22-feb-2021/

มารู้จักกับ SPAC อีก 1 วิธีนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ณ ตอนนี้

Brand Inside พาไปรู้จักกับ SPAC ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่พาบริษัทต่างๆ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นอกจากการทำ IPO และเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

Wall Street USA
ภาพจาก Shutterstock

หนึ่งในวิธีที่นำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกวิธีทั่วๆ ไปที่เรารู้จักกันคือการนำบริษัทเข้า IPO ในตลาดหุ้น แต่ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมานั้น ปริมาณการ IPO ลดลงอย่างน่าใจหาย แต่ในสหรัฐอเมริกานั้นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมคือการใช้ SPAC เพื่อนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งสร้างความคึกคักในตลาดหุ้นของสหรัฐอย่างมาก

และ SPAC กำลังจะกลายเป็นอีกวิธีที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกสนใจนำวิธีการนี้ไปใช้กับตลาดหุ้นของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความคึกคักให้กับตลาด รวมถึงเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับบริษัทต่างๆ ที่สนใจเข้าตลาดหุ้น หรือแม้แต่ตัวนักลงทุนเอง

Brand Inside จึงขออธิบายเรื่องของ SPAC แบบง่ายๆ ว่ามีความสำคัญกับตลาดทุนในอนาคตอย่างไร

SPAC คืออะไร

สำหรับ SPAC ย่อมาจากคำว่า Special Purpose Acquisition Companies ซึ่งเป็นบริษัทที่ระดมทุนเงินจากตลาดหลักทรัพย์มาเพื่อที่จะควบรวมกิจการหรือลงทุนบางส่วนในบริษัทเป้าหมาย และตัว SPAC อาจใช้เวลาในการหาบริษัทเป้าหมายตามที่ได้แจ้งกับนักลงทุนไว้ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาราวๆ 1-2 ปี ถ้าหากกรณีที่ไม่เจอบริษัทเป้าหมายที่จะควบรวมกิจการหรือลงทุนเงินทั้งหมดที่ระดมทุนมาก็จะคืนให้กับนักลงทุนบวกกับดอกเบี้ย

โดย SPAC อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ของการระดมทุน โดยข้อมูลจาก Bloomberg นั้น SPAC เป็น 1 ในวิธีการระดมทุนมาตั้งแต่ปี 1993 และเริ่มได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วง 2018 เป็นต้นมาที่มีการระดมทุน 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2019 อยู่ที่ 10,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2020 ระดมทุนไปมากถึง 78,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วกระบวนการของ SPAC ที่พาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเป็นยังไง

สำหรับขั้นตอนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ผ่าน SPAC แบบเข้าใจง่ายๆ ด้วยกัน 7 ข้อ แต่ขั้นตอนจริงๆ นั้นจะมีความละเอียดซับซ้อนมากกว่านี้

  1. ผู้จัดตั้ง SPAC ไม่ว่าจะเป็นนักการเงิน สถาบันการเงิน ฯลฯ ได้ก่อตั้งบริษัทที่เป็น SPAC ขึ้นมา
  2. นำบริษัทจดทะเบียนไประดมทุนจากนักลงทุน โดย SPAC จะโปรโมทว่าจะซื้อหรือลงทุนในบริษัทประเภทใด
  3. นำบริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะสามารถซื้อขายหุ้นของ SPAC นี้ได้ (ซึ่งเรียกว่ายูนิต)
  4. หลังจากนั้นผู้จัดตั้ง SPAC จะเริ่มหาบริษัทในการควบรวมกิจการหรือซื้อหุ้นบริษัทเป้าหมายให้ได้ตามระยะเวลาที่ได้บอกในช่วงการระดมทุน จากเงินที่ระดมทุนไว้
  5. เมื่อได้บริษัทที่จะลงทุนหรือควบรวมกิจการ ก็จะแจ้งนักลงทุนและจะมีการประชุมและอนุมัติให้ดำเนินการ
  6. และถ้าหากหลังมีการควบรวมกิจการสำเร็จแล้ว นักลงทุนจะขายหุ้นหรือถือลงทุนต่อก็ได้
  7. แต่ถ้า SPAC ไม่สามารถหากิจการที่จะลงทุนหรือควบรวมได้ก็จะคืนเงินลงทุนพร้อมกับดอกเบี้ย

แล้ว SPAC ต่างกับวิธี IPO ยังไง

เมื่อเทียบวิธีที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย SPAC กับ IPO สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของเวลา โดยถ้าหากบริษัทนั้นๆ ต้องการที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ SPAC อาจใช้เวลาเพียงแค่ 2-4 เดือน ต่างกับบริษัทที่จะ IPO ที่ต้องใช้เวลามากกว่านั้น และข้อสำคัญอีกข้อคือราคาในการซื้อกิจการ นักลงทุนใน SPAC สามารถที่จะโหวตให้ดีลนี้ผ่าน-ไม่ผ่านได้ ซึ่งตรงข้ามกับวิธี IPO ที่บริษัทจะกำหนดให้มูลค่าบริษัทนั้นสูงที่สุดมากกว่า

อย่างไรก็ดีถ้าหากเป็นบริษัทที่ต้องระดมทุนมหาศาล โดยเฉพาะเม็ดเงินมากกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำบริษัทเข้าด้วยวิธี IPO ยังได้รับความนิยมอยู่มากกว่า และมีจำนวน SPAC ที่ระดมทุนได้เม็ดเงินระดับนั้นน้อยกว่ามาก ขณะเดียวกันขั้นตอน IPO ยังมีการตรวจสอบที่ค่อนข้างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น เช่น บัญชี เอกสารที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ความแตกต่างสำคัญของ SPAC กับ IPO อีกเรื่องคือเจ้าของ SPAC นั้นๆ จะเป็นนักการเงิน เจ้าของ Hedge Fund หรือ ​Private Equity ที่มีชื่อเสียง สถาบันการเงินต่างๆ ในสหรัฐ รวมถึงมหาเศรษฐีหลายๆ ราย เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีชื่อเสียงที่จะเกลี้ยกล่อม หรือเสนอโอกาสให้บริษัทเอกชนสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ไวที่สุด ขณะเดียวกัน

ตลาดหุ้นอื่นๆ เริ่มสนใจวิธีนี้แล้ว

สำหรับวิธีการใช้ SPAC ในการพาบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นนั้นเริ่มมีตลาดหลักทรัพย์หลายๆ แห่งมองถึงการใช้วิธีนี้บ้างแล้ว เนื่องจากเพิ่มความคึกคักให้กับนักลงทุน โดยตลาดหุ้นที่มีข่าวอยู่ในขณะนี้คือตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์เองสนใจที่จะใช้วิธีนี้ และคาดหวังว่าสถาบันการเงิน นักลงทุน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะให้การสนับสนุนวิธีนี้ โดยในปี 2010 ตลาดหุ้นสิงคโปร์ก็เคยมีความคิดนี้ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนมากเท่าไหร่

ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเองก็สนใจที่จะนำ SPAC มาใช้ในตลาด โดยเฉพาะหลังจากที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในตลาด และมองว่าเมื่อมีการนำ SPAC มาใช้นำบริษัทอื่นๆ เข้ามาในตลาดจะช่วยให้ความคึกคักของตลาดเพิ่มมากขึ้นมากกว่านี้ หลังจากที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนลดลง

จะเห็นได้ว่าตลาดหลักทรัพย์หลายๆ แห่งกำลังเพิ่มทางเลือกในการนำบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ให้เข้ามาซื้อขายหุ้นได้ และสร้างความคึกคักให้กับตลาด หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติ COVID-19

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post มารู้จักกับ SPAC อีก 1 วิธีนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ณ ตอนนี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bi-knowledge-spac-one-of-the-method-to-listing-in-stock-exchange/