คลังเก็บป้ายกำกับ: Uncategorized

เน็ตก้า ซิสเต็ม จัดทัพ ดึง ‘ซันเยห์ สัจเดว’ นั่งแท่นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร [Guest Post]

เน็ตก้า ซิสเต็ม ประกาศแต่งตั้ง นายซันเยห์ สัจเดว เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดูแลงานด้าน Strategy and Commercial นำทีม transform องค์กร เตรียมความพร้อมรองรับการขยายธุรกิจและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน

นายชาญชัย  เจียมโชติพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวว่า “เน็ตก้า ขอต้อนรับคุณซันเยห์ สัจเดว รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน Strategy and Commercial ที่เข้ามาร่วมงานกับเราอย่างเป็นทางการ  ด้วยความรู้ความสามารถของคุณซันเยห์ และประสบการณ์การทำงานในบริษัทระดับสากล จะมาช่วยเน็ตก้า Transform องค์กร ในด้านต่างๆ ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านผลประกอบการ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ทางการการตลาดและเทคโนโลยีซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความสำเร็จ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตและช่วยสร้างอิมแพคให้กับธุรกิจและสังคม” 

ด้านคุณซันเยห์ ได้กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมาก ที่ได้มาร่วมงานกับบริษัทชั้นนำอย่างเน็ตก้า ผู้พัฒนาโซลูชั่นการบริหารจัดการไอทีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรต่างๆ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าได้อย่างหมดกังวล ผมอยากเห็นบริษัทไอทีของคนไทยเติบโตและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ผมเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและความสามารถของเราที่พร้อมจะเติบโตระดับโลก โดยในเบื้องต้น นอกจากตลาดตะวันออกกลางแล้ว เรายังมองโอกาสในตลาด CLMV และออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

คุณซันเยห์ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “นอกจากการขยายโอกาสทางธุรกิจแล้ว ผมมองว่า ด้วยความสามารถและเทคโนโลยีของเรา สามารถสร้าง Value ให้กับลูกค้าและคู่ค้าของเราได้ก้าวไปข้างหน้า ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน ซึ่งหากลูกค้าและคู่ค้าของเราประสบความสำเร็จ ย่อมจะส่งผลให้เน็ตก้าเติบโตและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น” 

ด้านแบคกราวด์ของคุณซันเยห์ สัจเดว นั้น เป็นคนไทย จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หลังจบการศึกษาได้มีโอกาสทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่พักใหญ่ ช่วงเวลาดังกล่าวได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบริษัทคอนซัลท์ชั้นนำระดับโลก และมีโอกาสได้เป็นอาจารย์พิเศษ สอน Design Thinking และ Strategy ในมหาวิทยาลัยระดับโลก    

ตลอดระยะเวลาการทำงานจนถึงปัจจุบัน  คุณซันเยห์มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย นอกจากประสบการณ์การทำงานด้านคอนซัลท์ในหลายทวีปทั่วโลกมามากกว่า 20 ปีแล้ว ยังมีประสบการณ์งานด้าน InsurTech, RetailTech, Banking Tech  มีประสบการณ์การตลาดและการขายในกลุ่มธุรกิจไอที อาทิเช่น SalesForce,  Microsoft,  Veritas, Experian, SAP เป็นต้น  จากประสบการณ์การทำงานดังกล่าว คุณซันเยห์ได้มีส่วนช่วยให้หลายองค์กรประสบผลสำเร็จในการทำ Transformation และขยายธุรกิจจนเติบโตหลายแห่ง   

from:https://www.techtalkthai.com/netka-syatem-appoint-mr-sanjay-sachade-guest-post/

มุมมองจาก Zoho กับการสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (Customer Experience) และทิศทาง CX ในอนาคต [Guest Post]

องค์กรรวมถึงพนักงานต่างก็ปรับตัวอย่างถาวรให้เข้ากับวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิงจากโควิด ในขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า การสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (CX: Customer Experience) จึงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการมอบประสบการณ์ของลูกค้า (CX) การบริการลูกค้าได้ขยายพรมแดนผ่านช่องทางหลากหลาย อีกทั้งยังมีการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้รับบริการได้มากขึ้น บริษัทหลายแห่งได้พยายามเพิ่มประสบการณ์ของลูกค้าให้แก่แบรนด์ของตนมากขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่คล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังมีลูกค้ากลุ่มเดียวกันด้วย

Gibu Mathew, Vice President and GM, Asia Pacific, Zoho Corp

ผู้นำทางธุรกิจกำลังเริ่มหันกลับมามองว่าพฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของ COVID-19 จะหายไปบ้าง หรือพฤติกรรมใดจะยังคงเกิดขึ้นอยู่ รายละเอียดด้านล่างคือเทรนด์การสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่เราได้ลองคาดการณ์ไว้ ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมกันระหว่างธุรกิจต่างๆ และลูกค้า

1. กลุ่ม CEO จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล (DX: Digital Transformation)

แม้ว่าการเปลี่ยนโฉมด้วยดิจิทัลนั้นได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคย การให้ความสำคัญแก่ DX อย่างเร่งด่วนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมากจนกลายเป็นความท้าทายต่อความอยู่รอดของธุรกิจ การเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลนี้ไม่ได้เพียงเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในเท่านั้น แต่ยังได้ขยายขอบเขตไปทั่วระบบนิเวศของธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกค้าต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องทางดิจิทัลในปัจจุบัน

จากรายงานข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคที่จัดทำโดย PwC กล่าวว่า ช่องทางยอดนิยมที่ชาวสิงคโปร์ซื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ช่องทางออนไลน์ทั้งจากสมาร์ทโฟน ผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงในระบบสมาร์ทโฮม และแท็บเล็ต ดังนั้น ในปี 2565 DX ที่เคยเป็นความรับผิดชอบของ CIO จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านไปอยู่ใต้ความรับผิดชอบของ CEO โดยตรง ซึ่งจะมุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จึงขึ้นอยู่กับ CEO ที่มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งใช้เทคโนโลยีและคำนึงถึงผลลัพธ์เป็นหลัก แทนที่จะใช้เทคโนโลยีสนับสนุนกลยุทธ์ที่มีอยู่เดิม

2. หลักการ BizOps จะพัฒนาไปสู่ระดับยุทธศาสตร์

การเปลี่ยนระบบเป็นดิจิทัลและการยกระดับกลยุทธ์ทางธุรกิจนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกัน การระบาดของ COVID-19 ได้เร่งการนำ BizOps ไปปรับใช้ในองค์กร ซึ่งเป็นทิศทางด้านกลยุทธ์ในการรวมกระแสข้อมูลจากส่วนธุรกิจต่างๆ เช่น การขาย การตลาด และการบริการลูกค้า เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินใจทางธุรกิจแบบไซโล การปรับใช้ BizOps ในเชิงกลยุทธ์จะเป็นเรื่องปกติในอนาคตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร ความสำคัญของทีม BizOps จะเพิ่มมากขึ้นอีกเนื่องจากเทคโนโลยีนั้นได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโต ไม่ใช่เป็นตัวเลือกอีกต่อไป

ในขณะที่หลายบริษัทได้นำโมเดล BizOps มาใช้แล้ว ในไม่ช้าพวกเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากโมเดลนี้เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่สูงขึ้นในการพัฒนาการบริการลูกค้าและสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น และถ้าหากมองถึงการดำเนินงานของแบรนด์ในปัจจุบัน ทีม BizOps จะเข้าไปเติมเต็มให้แก่ทีมธุรกิจและทีม IT ในการจัดการการเปลี่ยนแปลงภายในให้ราบรื่นยิ่งขึ้น และผสานรวมลูกค้าเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเหล่านี้

3. ประสบการณ์การบริการตนเองและการสร้างบทสนทนาจะเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญ

กลุ่มแบรนด์ได้เริ่มนำประสบการณ์ดิจิทัลแบบบริการตนเองมาใช้แล้ว ซึ่งลูกค้าก็ชื่นชอบเพราะสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานและการทำธุรกรรมได้ และในปัจจุบัน ลูกค้าต้องการควบคุมการซื้อขายและจัดการบัญชี ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการปรับให้ตรงตามความต้องการส่วนบุคคลให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการใช้อินเทอร์เฟซสำหรับการสนทนาจะลดความซับซ้อนของกระบวนการเหล่านี้ลง โดยสามารถสร้างบทสนทนาให้เหมือนกับการคุยกับบุคคลจริงๆ เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ยุคของ Zero UI ได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซล่องหน โดยจะรับคำสั่งจากการแสดงท่าทางที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว เสียง และท่าทาง อันจะเป็นที่ต้องการจากหลายองค์กรในไม่ช้านี้ ส่วนในด้านของผู้บริโภค การใช้ Zero UI เพิ่มขึ้นเพื่อตั้งค่าสมาร์ทโฮมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคาดหวังว่าจะต้องมี Zero UI อยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภคภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

4. Trust-by-design จะเป็นความคาดหวังจากลูกค้าและเป็นเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์

จากข้อมูลของ Forrester นักการตลาดในเอเชียแปซิฟิก 59% ปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และมีเพียง 30% เท่านั้นที่พัฒนากลยุทธ์เฉพาะที่เอาไว้ใช้สื่อสารกับผู้บริโภคเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวที่สูงขึ้น รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้บริโภคมากกว่าเดิม และยังมีแนวโน้มที่จะจ่ายในราคาที่สูง ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากและยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเรื่อยๆ

5. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีแบบครบวงจรจะเป็นตัวเลือกที่คนใช้กัน

ในขณะที่องค์กรต่างๆ ได้เร่งการเปลี่ยนระบบไปเป็นดิจิทัล พวกเขาต่างกำลังใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีแบบครบวงจรเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากแพลตฟอร์มแบบครบวงจรจะเป็นแอปพลิเคชันที่ดีที่สุดที่มีการผสานรวม ยังจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่อีกด้วย เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นร้านค้าครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงบริบทของลูกค้า ระบบอัตโนมัติ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว

ในระยะยาว แพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นจะช่วยลดความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นและความเสี่ยงทางการเงินจากการใช้งานแอปพลิเคชันแพตช์เวิร์คจากผู้ให้บริการโซลูชัน

Gibu Mathew, Vice President and GM, Asia Pacific, Zoho Corp

โดยรวมแล้ว เราได้เห็นแบรนด์พยายามพัฒนา CX มากยิ่งขึ้น เนื่องจากความคาดหวังและพฤติกรรมของลูกค้าได้เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และดำเนินงานให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ในขั้นนี้ ขณะที่เรายังคงปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคาดการณ์ว่าในเดือนต่อๆ ไปจะสำคัญสำหรับการพัฒนา การลดความซับซ้อน และนำแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศของ CX มาใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรต่อไป การปฏิบัติสิ่งเหล่านี้เป็นการกรุยทางให้ CX ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคตอันใกล้ไม่กี่ปีต่อจากนี้ เขียนโดย Gibu Mathew, VP and GM, APAC, Zoho Corp

from:https://www.techtalkthai.com/zoho-perspective-on-creating-a-good-customer-experience-and-future-cx/

[รีวิว] TP-Link : ER7212PC Omada Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุด

3-in-1 : (Router VPN + PoE Switch + Controller)
MODEL : TP-Link ER7212PC
TP-Link ได้นำจุดเด่นแลคุณสมบัติของ Router สำหรับการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก และ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในของ Switch PoE+ ผสานร่วมกับการบริหารจัดการของ Omada Controller เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จุดเด่นทั้ง 3 ภายใต้ TP-Link : ER7212PC Omada Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุด เครื่องเดียว
 

“ลื่นไหลไม่มีสะดุดและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด” นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้งานคาดหวังจากอุปกรณ์ Router, Switch และ Access Point ปัจจุบันมีความหลากหลายในความต้องการด้านการสื่อสารข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะระดับองค์กรมีการปรับใช้อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล่าสุดเข้ามาผสมผสานการทำงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งรวมไปถึงการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง
 
TP-Link ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์เครือข่าย Wi-Fi อันดับหนึ่งของโลก ส่งสินค้าไปมากกว่า 170 ประเทศรวมถึงผู้ใช้งานอีกหลายร้อยล้านราย และยังเป็นหนึ่งใน “บริษัท” เครือข่ายไร้สายรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใน “บริษัท” ซึ่งต่างจากการเอาท์ซอร์สให้กับผู้ผลิตดีไซน์ (ODM) จึงทำให้สามารถควบคุมส่วนประกอบและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญได้
 
TP-Link 3-in-1 Omada Router 3-in-1 Gigabit VPN – ผลิตภัณฑ์ที่รวมความหลากหลายในการสร้างระบบเครือข่ายในระดับองค์กรเพื่อปรับใช้อุปกรณ์ Router, Switch และ Controller จบที่ชุดอุปกรณ์เดียว โดยที่แต่ละคุณสมบัติในซีรีส์ Omada สามารถจัดการได้ด้วยอินเทอร์เฟซ Omada Controller สำหรับปรับแต่งโมเดลต่างๆ ได้ในสภาพแวดล้อมแบบรวมศูนย์ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์และแอปสำหรับระบบปฏิบัติต่างๆ อาทิช่น iOS, Android และ Windows

คุณสมบัติเด่น

  • 3-in-1 Router: ผสานรวม Router VPN, PoE Switch และ Omada controller มาไว้ในเครื่องเดียว
  • Professional Hardware: ขับเคลื่อนด้วย CPU Dual-Core 1.2 GHz และหน่วยความจำ 1 GB DDR3 ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมทั้ง 12 Gigabit ports
  • Up to 4× WAN Ethernet Ports: มาพร้อมพอร์ต 2× Gigabit SFP WAN/LAN, 1× พอร์ต Gigabit RJ45 WAN และ 1× พอร์ต Gigabit RJ45 WAN/LAN หลากหลายการเชื่อมต่อ
  • 110W PoE Budget: มาพร้อมพอร์ต 8x PoE+ RJ45 LAN ให้กำลังไฟรวม 110W
  • Centralized Management: การเข้าถึงระบบคลาวด์และแอป Omada ให้ความสะดวกและการจัดการที่ง่ายดาย
  • Highly Secure VPN: รองรับการเชื่อมต่อ IPsec VPN, OpenVPN และ L2TP/PPTP VPN
  • Easy Installation: การออกแบบกะทัดรัดแบบไร้พัดลมเพื่อการติดตั้งที่คล่องตัวทั้งแบบตั้งโต๊ะและติดผนัง

ข้อมูลด้านเทคนิค

ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน Hardware Features, Performance, Basic Functions, Advanced Functions, VPN, Security, Authentication และข้อมูลอื่นๆ จำพวก Services, Maintenance และ Management Features
 

Hardware Overview

ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัดของ Omada ER7212PC มีสัดส่วนอยู่ที่ 8.9 x 5.2 x 1.4 นิ้ว ออกแบบมาสำหรับ Router Switch Desktop   

ด้านหน้า

ไฟ LED ลักษณะไฟ LED สถานะการทำงานของ TP-Link ER7212PC
PWR เปิด:  เปิดเครื่อง 
ปิด: ปิดเครื่อง
SYS กระพริบ: ระบบทำงานปกติ
เปิด/ปิด: ระบบทำงานผิดปกติ
CLOUD เปิด: อุปกรณ์ถูกผูกไว้กับ TP-Link ID
กะพริบช้า: อุปกรณ์เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์แต่ไม่ได้ถูกผูกไว้กับ TP-Link ID
กะพริบเร็ว: อุปกรณ์กำลังรีเซ็ตเป็นการตั้งค่าเริ่มต้นจากโรงงาน
ปิด: อุปกรณ์ถูกตัดการเชื่อมต่อจากระบบคลาวด์
PoE Max เปิด: กำลังไฟ PoE ที่เหลืออยู่น้อยหรือเท่ากับ 7 W
กะพริบ: กำลังไฟ PoE ที่เหลืออยู่น้อยหรือเท่ากับ 7 W หลังจาก LED นี้เปิดเป็นเวลา 2 นาที
ปิด: พลังงาน PoE ที่เหลืออยู่มากกว่า 7 W
Link/Act
(SFP WAN/LAN)
สีเขียว เปิด:  กำลังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
ปิด: ไม่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เกี่ยวข้อง
กระพริบ: การส่งหรือรับข้อมูล
Link/Act
(Port 3-4)
เปิดสีเขียว: ทำงานที่ 1,000 Mbps แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
สีเขียวกระพริบ: ทำงานที่ความเร็ว 1,000 Mbps และกำลังส่งหรือรับข้อมูล
สีเหลืองอำพัน: ทำงานที่ 100/10 Mbps แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
กะพริบเป็นสีเหลือง:  ทำงานที่ 100/10 Mbps และกำลังส่งหรือรับข้อมูล
ปิด: ไม่มีอุปกรณ์ใดเชื่อมโยงกับพอร์ตที่เกี่ยวข้อง
Speed
(Port 5-12)
เปิดสีเขียว: ทำงานที่ 1,000 Mbps แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
สีเขียวกระพริบ: ทำงานที่ความเร็ว 1,000 Mbps และกำลังส่งหรือรับข้อมูล
สีเหลืองอำพัน: ทำงานที่ 100/10 Mbps แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
กะพริบเป็นสีเหลือง: ทำงานที่ 100/10 Mbps และกำลังส่งหรือรับข้อมูล
ปิด: ไม่มีอุปกรณ์ใดเชื่อมโยงกับพอร์ตที่เกี่ยวข้อง
PoE
(Port 5-12)
เปิดสีเขียว: พอร์ตจ่ายกระแสไฟตามปกติ
สีเขียวกระพริบ: ตรวจพบโอเวอร์โหลดหรือไฟฟ้าลัดวงจร
ปิด: พอร์ต PoE ไม่จ่ายกระแสไฟ

ด้านหลัง

  • Kensington Security Slot: ล็อคล็อค (ไม่ได้ให้มา) เข้ากับสล็อตรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ถูกขโมย
  • Reset: กดปุ่มค้างไว้ 5 วินาที ไฟ LED SYS จะกะพริบเร็วๆ แสดงว่าอุปกรณ์กำลังรีเซ็ตเป็นการตั้งค่าเริ่มต้นจากโรงงาน
  • Grounding Terminal: เราเตอร์มาพร้อมกับกลไกป้องกันฟ้าผ่า
  • Power Socket: เชื่อมต่อกับเต้าเสียบไฟผ่านอะแดปเตอร์ไฟที่ให้มา

ด้านใต้ และ ด้านข้างทั้งสอง

  • โหมดการติดตั้งแรก แบบ Desktop ภายในกล่องได้แถมยางรองสำหรับแปะติดไว้ใต้เครื่องเพื่อเป็นฐานวางบนโต๊ะหรือชั้นวางสำหรับป้องกันรอยขีดข่วนและกันลื่นไถลได้ง่าย 
  • โหมดการติดตั้งที่สอง แบบแขวนยึดติดผนัง เสมือนการติดตั้งนาฬิกาแขวน ซึ่ง TP-Link Omada ER7212PC สามารถติดตั้งได้ทั้งสองแนว (แนวตั้วและแนวยาว)
อุปกรณ์ Power Adapter สำหรับชาร์จ Output : 53.5VDC/2.43A 

TP-Link ER7212PC เหมาะสำหรับใช้งานในกลุ่มใด

  • Hospitality – เพื่อการใช้งาน Wi-Fi / Wired แบบ High Quality และ Full Coverage ผ่านการควบคุมที่ยืดหยุ่น การโรมมิ่งที่ราบรื่น การจัดการที่ง่ายดาย
  • Education – เพื่อรองรับการใช้งาน Wi-Fi / Wired แบบ High-Density ที่มีการกระจุกตัวของผู้ใช้งานหนาแน่นสูง ผ่านการจัดการที่ง่ายดาย รองรับการใช้งาน VPN ที่มีความปลอดภัยสูง
  • Retail – เพื่อรองรับการใช้งานกับโมเดลธุรกิจแบบ Online to Offline (O2O)
  • Office – เพื่อรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless และแบบผ่านสายสัญญาณ Wired รองรับการใช้งาน VPN ที่มีความปลอดภัยสูง การจัดการที่ง่ายดาย ผ่านตัวกรองเนื้อหาและการตรวจสอบ
  • Catering – เพื่อรองรับ Wi-Fi ที่ครอบคลุมในสภาพแวดล้อมที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับระบบการสั่งซื้อออนไลน์ไร้สายที่เสถียร การโรมมิ่งที่ราบรื่น การจัดการที่ง่าย
  • Healthcare – เพื่อรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless และแบบผ่านสายสัญญาณ Wired ที่มีความปลอดภัยและความเสถียรภาพสูง รวมถึงการบริหารจัดการที่ง่ายดาย
  • Transportation – เพื่อรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless ครอบคลุมพื้นที่แบบเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานความหนาแน่น ซึ่งต้องอาศัยการโรมมิ่งที่ราบรื่นบนเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูง และอุปกรณ์เครือข่ายจะต้องมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งทั้งภายในและภายนอกสถานที่
  • Accommodation – เพื่อรองรับ Wi-Fi ที่ครอบคลุมในสภาพแวดล้อมและการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณไปในทุกห้องพักบนความปลอดภัยสูงและการกำหนดสิทธิ์ของผู้เช่าผ่าน Captive Portal
  • Branch Location – เพื่อรองรับการจัดการและการตรวจสอบแก้ไขปัญหาเครือข่ายที่ง่าย รองรับการทำงานผ่าน VPN ที่มีความปลอดภัยระดับสูง

ด้านความปลอดภัย

Omada ER7212PC รองรับมาตรการพื้นฐาน เช่น การกรอง URL ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบล็อกชื่อโดเมนได้ Flood Defense ป้องกันการโจมตี DDoS ขนาดเล็ก และบล็อกการสแกน TCP ป้องกันอาชญากรไซเบอร์จากการค้นหาพอร์ตที่เปิดอยู่ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การจัดการในตัวช่วยให้โมเดลสามารถจดจำอุปกรณ์เครือข่ายโดยอัตโนมัติ กำหนดเวลาการรีบูตอุปกรณ์เครือข่าย และการแจ้งเตือนปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ
 

3-in-1 Router, Switch PoE และ Controller

TP-Link Omada ER7212PC ได้นำจุดเด่นและข้อดีของ Router ในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในของ Switch มาผสานทำงานร่วมกับการบริหารจัดการของ Omada Controller มาอยู่ภายใน Router 3-in-1 Gigabit VPN

จุดเด่นที่ 1 คือ Gigabit VPN Router

Router เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกหาเพื่อหาเส้นทางและส่งแพ็กเกตข้อมูลระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไปยังเครือข่ายปลายทางที่ต้องการ และสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสองเส้นทางหรือมากกว่าจากเครือข่ายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งจะต่างจาก Switch ที่เชื่อมต่อข้อมูลภายในเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น

VPN (Virtual Private Network) “เครือข่ายส่วนตัวเสมือน” สร้างการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัวระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเราใช้ VPN เพื่อส่งข้อมูลอย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตนผ่านเครือข่ายสาธารณะ ซึ่งจะทำงานโดยปกปิดที่อยู่ IP ของผู้ใช้และเข้ารหัสข้อมูล เพื่อให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถอ่านได้ เพื่อ “ความเป็นส่วนตัว” เพื่อ “การปกปิดตัวตน” เพื่อ “ความปลอดภัย” บริการ VPN ใช้การเข้ารหัสเพื่อปกป้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกโจมตี

TP-Link ER7212PC Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุด รองรับการรับส่งข้อมูลแบบพาสทรูและโปรโตคอล VPN หลายตัว รวมถึง OpenVPN, IPSec, PPTP และ L2TP ในโหมดไคลเอนต์/เซิร์ฟเวอร์ IPSec VPN อัตโนมัติเพียงคลิกเดียวช่วยลดความยุ่งยากในการกำหนดค่า VPN และอำนวยความสะดวกในการจัดการเครือข่ายและการปรับใช้

จุดเด่นที่ 2 คือ Switch PoE+

PoE หรือ Power over Ethernet เทคโนโลยีที่เข้ามาปลดพันธนาการสายไฟ AC ออกจากสารระบบ Wiring Network ช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากสายไฟพ่วงต่อให้กับแต่ละอุปกรณ์ ช่วยให้สวิตช์เครือข่ายสามาารถส่งทั้งพลังงานและข้อมูลผ่านสาย Ethernet ได้พร้อมกัน ทำให้ไอทีทำงานง่ายขึ้น องค์กรลดทั้งค่าใช้จ่ายและความสะอาดตา 

Switch PoE เป็นอุปกรณ์การเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในที่รวมจำนวนพอร์ต LAN PoE มาไว้ในชุดอุปกรณ์เดียว แต่ละรุ่นอาจจะมีความหลากหลายเรื่องจำนวนพอร์ตตามการออกแบบ สำหรับ TP-Link Omada ER7212PC ที่กำลังกล่าวถึงนี้ มีจำนวน PoE มาให้ใช้งาน 8 พอร์ต แบบมาตรฐาน IEEE 802.3at (PoE+) หมายความว่าจะสามารถรองรับการจ่ายไฟได้สูงสุด 8 ชุดอุปกรณ์ปลายทางนั่นเอง Switch PoE ช่วยลดการใช้สายเคเบิลและทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งไฟฟ้า

ตามมาตรฐาน IEEE พอร์ต PoE แบ่งออกเป็น 2 มาตรฐาน นั่นก็คือ มาตรฐาน IEEE 802.3af และ IEEE 802.3at ทั้งสองแตกต่างกันในเรื่องของกระแสไฟฟ้าที่จ่ายออกไปให้ชุดอุปกรณ์ปลายทางไม่ว่าจะเป็น Access Point, IP Camera, VoIP Phone และอื่นๆ

  • มาตรฐาน IEEE 802.3af รองรับการส่งไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงสุด 15.4 Watt , 48V , 350mA ต่ำสุดที่ 44VDC
  • มาตรฐาน IEEE 802.3at (PoE+) รองรับการส่งไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงสุด 25.5 Watt หรือมากได้ถึง 50 Watt เมื่อใช้สายทุกคู่ในการส่งกระแสไฟฟ้า 

อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน PoE 

Switch PoE ถูกแยกออกตามมาตรฐานที่รองรับ ก่อนจะเลือกโซลูชัน PoE ควรทราบข้อมูลเฉพาะของอุปกรณ์เกี่ยวกับความต้องการระดับพลังงานมากน้อยเพียงใด เพื่อให้การออกแบบโซลูชันทางธุรกิจที่เหมาะกับความต้องการของอุปกรณ์แต่ละประเภท สำหรับ TP-Link Omada ER7212PC เป็นอุปกรณ์ Switch PoE รองรับมาตรฐาน IEEE 802.3at (PoE+) รองรับการส่งไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงสุด 30 Watt ต่อพอร์ต สามารถจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์ประเภท IP Video Phones, PTZ HD IP Cameras, 802.11ac (Wi-Fi) APs และ Small Audio Speakers

  • Wireless Access Point
  • Network Router ในรุ่นที่รองรับ
  • Network Switch ขนาดเล็ก
  • IP-Camera
  • IP-Phone
  • IP-Decoder
  • Wall Clock with NTP
  • IoT (Internet of Things)
  • Access Control
  • POS (Point of Sale)
  • และอื่นๆ อีกมากมายที่รองรับ PoE

ทำไมต้องเลือกสวิตช์ TP-Link Switch PoE

TP-Link Switch PoE ให้มากกว่าคุณสมบัติพื้นฐานด้านเครือข่ายทั่วไป สามารถสร้างเครือข่ายที่หลากหลายและเชื่อถือได้เพื่อครอบคลุมความต่อเนื่องให้การดำเนินธุรกิจสู่ยุค Working Hybrid ซึ่งต้องการเครือข่ายที่ตอบรับเรื่อง VPN บนความปลอดภัยและเสถียรภาพสูง

นอกจากนี้ TP-Link Switch PoE ยังมีความยืดหยุ่นสูงสำหรับการประยุกต์ใช้งานได้ทั้งธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนของข้อมูลสูง ซึ่งมีความต้องการ Switch ที่รองรับ VLAN, QoS IGMP Snooping และ PoE Auto Recovery เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้กับเครือข่าย เสริมความคล่องตัวด้วย Smart & L2 Managed ตัวจัดการระดับสูง เช่น Omada SDN Cloud Platform เพื่อช่วยควบคุมเครือข่ายได้จากทุกที่และทุกเวลา

จุดเด่นที่ 3 คือ Omada Controller

Omada Controller เป็นซอฟต์แวร์การจัดการสำหรับอุปกรณ์ TP-Link EAP ด้วยซอฟต์แวร์นี้ สามารถใช้เว็บเบราว์เซอร์เพื่อจัดการอุปกรณ์ EAP ของคุณจากส่วนกลาง เช่น กำหนดค่า EAP เป็นชุดและดำเนินการตรวจสอบ EAP แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงระบบคลาวด์และแอป Omada เพิ่มความสะดวกในการจัดการที่ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยจะผสานการทำงานรวมเข้ากับ Gigabit VPN Router และ Switch PoE+ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จุดเด่นทั้ง 3 มาไว้ใน TP-Link Omada ER7212PC Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุดเครื่องเดียว
 
การตั้งค่าพื้นฐานของ Omada Controllers :
  • Determine the network topology
  • Install Omada Controller software
  • Inform the EAPs of the Controller Host’s Address
  • Start and Log-in to the Omada Controller
  • Create Sites and Adopt the EAPs
  • Monitor and manage the EAPs
Software Defined Networking (SDN) พร้อม Cloud Access

แพลตฟอร์ม Omada Software Defined Networking (SDN) ผสานรวมอุปกรณ์เครือข่าย Access Point, Switch และ Gateways เพื่อบริหารจัดการระบบคลาวด์แบบรวมศูนย์ 100% สำหรับสร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุดสูงที่สามารถควบคุมได้แบบ single interface ด้วยประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อแบบไร้สายและผ่านสายสัญญาณ จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจโรงแรม การศึกษา การค้าปลีก สำนักงาน และอื่นๆ

นอกจากนี้ TP-Link Omada ER7212PC Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุด ยังนำเสนอเทคโนโลยีคลาวด์แบบไฮบริดเพื่อความสะดวกสบายในการเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ ตอบรับยุค Hybrid Working กับการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืน

ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ

Higher Efficiency ประสิทธิภาพระดับสูง

  • Hassle-Free Centralized Cloud Management

การจัดการระบบคลาวด์แบบรวมศูนย์ 100% ของเครือข่ายทั้งหมดจากไซต์ต่างๆ ทั้งหมดควบคุมได้จากอินเทอร์เฟซเดียวทุกที่ทุกเวลา

  • Zero-Touch Provisioning for Efficient Deployment การจัดเตรียมแบบ Zero-Touch เพื่อการปรับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

การจัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมใช้แบบ Zero-touch ของ Omada ช่วยให้สามารถปรับใช้และกำหนดค่าเครือข่ายหลายไซต์ได้จากระยะไกล ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งวิศวกรออกไปเพื่อกำหนดค่าในสถานที่ Omada Cloud ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

  • Easy and Intelligent Network Monitoring

การตรวจสอบเครือข่ายที่ง่ายและชาญฉลาด ด้วยแดชบอร์ดที่ใช้งานง่ายช่วยให้เห็นสถานะเครือข่ายตามเวลาจริงได้ง่าย ตรวจสอบการใช้งานเครือข่ายและการกระจายการรับส่งข้อมูล รับบันทึกเงื่อนไขของเครือข่าย คำเตือนและการแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งติดตามข้อมูลสำคัญเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น โทโพโลยีเครือข่ายช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอทีมองเห็นและแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว

Higher Security การรักษาความปลอดภัยระดับสูง

  • การปกป้องที่ครอบคลุมสำหรับทั้งเครือข่าย

การปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ TP-Link Omada แยกข้อมูลการจัดการเครือข่ายออกจากข้อมูลผู้ใช้ โดยไม่มีทราฟฟิกของผู้ใช้ผ่านระบบคลาวด์ ทำให้มั่นใจได้ถึงการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ที่ดีขึ้น

Higher Reliability ความน่าเชื่อถือระดับสูง

  • Multiple Factors Guarantee Higher Reliability

หลายปัจจัยช่วยรับประกันความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น เพื่อการรับประกันความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้นของบริการคลาวด์ด้วยความพร้อมใช้งานระดับ SLA 99.99% การตรวจจับข้อผิดพลาดอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลแยกตามภูมิศาสตร์ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้

บทสรุป

TP-Link ER7212PC เป็นการผสานรวมจุดเด่นของการเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกและการเชื่อต่อเครือข่ายภายในมาไว้ในชุดอุปกรณ์เดียวกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเสริมขีดความสามารถของ Omada Controller ซอฟต์แวร์การจัดการสำหรับอุปกรณ์ TP-Link EAP ทำให้ ER7212PC กลายเป็นศูนย์รวมของโซลูชัน Wireless Networking ที่มีเครื่องมือให้ใช้งานอย่างครบครันสมกับคำว่า “Router 3-in-1 Gigabit VPN” ที่มีพอร์ตความเร็วอันทรงพลังระดับ Gigabit และความปลอดภัยที่เชื่อถือได้

จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ TP-Link ER7212PC คือสามารถเข้าถึงระบบคลาวด์และแอป Omada ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการที่ง่ายดายยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ส่วนเรื่องกายภาพตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกระทัดรัดสไตน์ Desktop ไม่ว่าจะตั้งโต๊ะหรือยึดติดแบบแขวนกับผนังไม่เป็นภาระให้กับพื้นที่ใช้สอยให้กับออฟฟิศสำนักงานได้อย่างคล่องตัว

ตอกย้ำจุดเด่นของ TP-Link : ER7212PC Omada Router 3-in-1 Gigabit VPN รุ่นใหม่ล่าสุด

  • 3-in-1 Router: ผสานรวม Router VPN, PoE Switch และ Omada controller มาไว้ในเครื่องเดียว
  • Professional Hardware: ขับเคลื่อนด้วย CPU Dual-Core 1.2 GHz และหน่วยความจำ 1 GB DDR3 ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมทั้ง 12 Gigabit ports
  • Up to 4× WAN Ethernet Ports: มาพร้อมพอร์ต 2× Gigabit SFP WAN/LAN, 1× พอร์ต Gigabit RJ45 WAN และ 1× พอร์ต Gigabit RJ45 WAN/LAN หลากหลายการเชื่อมต่อ
  • 110W PoE Budget: มาพร้อมพอร์ต 8x PoE+ RJ45 LAN ให้กำลังไฟรวม 110W
  • Centralized Management: การเข้าถึงระบบคลาวด์และแอป Omada ให้ความสะดวกและการจัดการที่ง่ายดาย
  • Highly Secure VPN: รองรับการเชื่อมต่อ IPsec VPN, OpenVPN และ L2TP/PPTP VPN
  • Easy Installation: การออกแบบกะทัดรัดแบบไร้พัดลมเพื่อการติดตั้งที่คล่องตัวทั้งแบบตั้งโต๊ะและติดผนัง

สนนราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ 7,xxx บาท เกินคุ้ม

from:https://www.techtalkthai.com/reviewtp-link-omada-er7212pc-router-3-in-1-gigabit-vpn/

“วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation” 8 ธันวาคมนี้ ลงทะเบียนฟรี!

ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation” เพิ่มยอดขายง่ายๆด้วย CRM No-code ในวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป ลงทะเบียนฟรี 

 

รายละเอียด

หัวข้อ: วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation
หัวข้อย่อย : เพิ่มยอดขายง่ายๆด้วย CRM No-code

วันที่ : 8 ธันวาคม 2022

 
เวลา : 18:00-19:00 น.

วิทยากร: คุณธเนศ ตั้งเจริญวัฒนา (โน้ต) Senior Business Development Manager

ลิงก์ลงทะเบียน: https://docs.google.com/forms/d/1HgrGvaV-WBiqSxKdMbXHqnZ2TbVnADhVKVw6_StUZPg/edit

from:https://www.techtalkthai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81/

“วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation” 8 ธันวาคมนี้ ลงทะเบียนฟรี!

ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation” เพิ่มยอดขายง่ายๆด้วย CRM No-code ในวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป ลงทะเบียนฟรี 

 

รายละเอียด

หัวข้อ: วางแผนการขายสำหรับธุรกิจ B2B ในยุค Digital Transformation
หัวข้อย่อย : เพิ่มยอดขายง่ายๆด้วย CRM No-code

วันที่ : 8 ธันวาคม 2022

 
เวลา : 18:00-19:00 น.

วิทยากร: คุณธเนศ ตั้งเจริญวัฒนา (โน้ต) Senior Business Development Manager

ลิงก์ลงทะเบียน: https://docs.google.com/forms/d/1HgrGvaV-WBiqSxKdMbXHqnZ2TbVnADhVKVw6_StUZPg/edit

from:https://www.techtalkthai.com/godigit-creatio-webinar-crm-no-code-b2b-8-dec-22/

Samsung Display Showroom ที่มี 1 ใน 8 แห่งของโลก

Samsung Display Showroom ที่มี 1 ใน 8 แห่งของโลก เป็นการโชว์เคสนวัตกรรมจอภาพเพื่อการส่งเสริมภาคธรุกิจ

ซัมซุงเปิดพื้นที่ Samsung Display Showroom เพื่อให้ที่แห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมนวัตกรรมจอภาพและเทคโนโลยีหน้าจอสุดล้ำ 1 ใน 8 แห่งของโลก และสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการส่งเสริมและสร้างความทันสมัยให้กับธุรกิจของตัวเอง

โดยนางสาวอภิรดา พัวพรพงษ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์จอภาพ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดจอภาพในประเทศไทยว่านับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ภาคธุรกิจเริ่มกลับมามองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้บริการเกิดการเปลี่ยนแปลง และนำเสนอสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การที่ซัมซุงมีสถานที่จัดแสดงจอภาพช่วยให้สามารถรับโจทย์ของลูกค้าเพื่อมานำเสนอโซลูชันที่เกี่ยวเนื่องให้ได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์จอภาพรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง”

Samsung Southeast Asia Display Solutions Showroom ในประเทศไทยสร้างขึ้นในเดือนมีนาคม 2563 ที่โครงการซัมเมอร์ลาซาล สุขุมวิท 105 นับเป็น 1 ใน 8 โชว์รูมจัดแสดงจอภาพที่ปัจจุบันมีอยู่ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี, เมืองซูวอน และ เมืองยงอิน ประเทศเกาหลีใต้, เมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน, กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย, เกาลูนเบย์ ฮ่องกง 

Samsung Southeast Asia Display Solutions Showroom ได้แบ่งพื้นที่กว่า 424 ตารางเมตรออกเป็นโซนการจัดแสดงนวัตกรรมจอภาพแต่ละประเภทไว้ทั้งหมด 7 โซน ดังนี้

โซนที่ 1 – Retail

 LED Displayและ Digital Signage Display หลากหลายชนิด ด้วยนวัตกรรมขั้นสูง โดยซัมซุงมี Smart Signage ทุกรูปแบบที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งยังสามารถสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ได้อย่างสะดวก และช่วยให้ผู้ดำเนินธุรกิจทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนสื่อโฆษณา ผ่าน Smart Signage Solutions ของซัมซุง ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ  Stand Alone, Interactive, Video Wall, Indoor  หรือ Outdoor Smart Signage เป็นต้น

โซนที่ 2 – Corporate

Display Solutions จากซัมซุงที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งการทำงานแบบ On-site และการทำงานแบบ Hybrid ไปพร้อมๆ กัน ด้วย Interactive Display และจอมอนิเตอร์ชนิดต่างๆ ที่ช่วยทำให้การประชุมและการทำงานร่วมกันเป็นเรื่องที่สะดวก ง่ายดาย ราบรื่นไร้รอยต่อมากกว่าที่ผ่านมา นอกจากนี้องค์กรต่าง ๆ ยังสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในสถานที่ทำงาน เพื่อยกระดับการทำงานให้มีความสนุกและเพลิดเพลินยิ่งขึ้นด้วยหน้าจอ LED ชนิดต่าง ๆ ของซัมซุง

นำโดย Samsung The Wall หน้าจอ Micro LED ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการแสดงผลหน้าจอขึ้นอีกขั้นให้คมชัดไม่เหมือนใคร อย่างเทคโนโลยี Black Seal ที่ช่วยในการแสดงผลสีดำได้หลากหลายเฉดยิ่งขึ้น เทคโนโลยี Ultra Chroma ที่ช่วยให้สามารถแสดงสี RGB บนหน้าจอได้บริสุทธิ์มากขึ้นถึง 2 เท่า ให้สีที่เป็นธรรมชาติและสมจริงยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการประมวลผลภาพแบบ 20bit ที่สามารถแสดงถึงอัตราส่วนของคอนทราสต์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเทคโนโลยี Micro AI Processor ที่เพิ่มคอนทราสต์ให้ภาพและลดนอยซ์ในภาพได้แบบทันที

นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอ LED พร้อมทั้ง Display Solutions ในรูปแบบอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับ พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของการทำงานในองค์กรให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น The Wall All-in-One 

โซนที่ 3 – Education

ตอบรับเทรนด์และไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างเช่นการเรียนออนไลน์ด้วย Display Solutions ของซัมซุงที่สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ทุกคน สามารถใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยหน้าจอที่รองรับการเขียนประสิทธิภาพสูงของซัมซุง นำโดย Interactive Sigange ใหม่ล่าสุดอย่าง Samsung Flip Pro 2022 ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการแสดงภาพพร้อมกันบนหน้าจอได้ถึง 4 อุปกรณ์ และยังรองรับการทำวีดีโอคอล  ในตัว มาพร้อมกับพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type C เพื่อการรองรับการเชื่อมต่อที่สะดวกมากขึ้นได้อย่างเต็มที่ไร้ขอบเขต

โซนที่ 4 – Monitor

จอมอนิเตอร์จากซัมซุงที่ครองใจผู้บริโภค ด้วยหน้าจอที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไฮบริด ให้การทำงานและความบันเทิงให้ดีกว่า โดยซัมซุงมีมอนิเตอร์ถึง 4 ประเภทให้ทุกคนได้สามารถเลือกใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์​ และไลฟ​สไตล์ของแต่ละคนได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น Gaming Monitor สำหรับเกมเมอร์, Smart Monitor จอมอนิเตอร์ที่สามารถเป็นได้ทั้ง PC และ Smart TV ครอบคลุมทุกการใช้งาน, High-res Monitor สำหรับนักตัดต่อและกราฟฟิคดีไซน์เนอร์​มืออาชีพ และ Working Monitor ที่ช่วยอำนวย  ความสะดวกให้ผู้ที่รักในการทำงานทุกคน สามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โซนที่ 5 – Hospitality

Samsung Hospitality TV จอภาพที่มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ช่วยแสดงผลข้อมูลต่างๆ ของแต่ละสถานที่ได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักที่โรงแรม หรือโรงพยาบาล ซัมซุง Hospitality TV ถือเป็นโซลูชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าพักและผู้ดูแลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งความสามารถในการเชื่อมต่อบนจอภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการข้อมูลจากส่วนกลางที่สามารถสั่งงานให้ดีไวซ์เป็นไปตามความต้องการได้อย่างง่ายดาย และยังรองรับการใช้ Netflix และ Smart Application อื่นๆ บนดีไวซ์ด้วยระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ

โซนที่ 6 – Home Entertainment

ที่สุดแห่งเทคโนโลยี Micro LED The Wall, จอภาพแบบโมดูล่าร์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 146 นิ้วพร้อมให้ความเต็มอิ่มด้วยสีสันที่สวยสด คมชัดสูง และความสว่างสูง ให้ความละเอียดสูงสุดถึง 8K และรองรับการแสดงผลแบบ HDR 10+ อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Black Seal และ Ultra-Low Reflection ที่จะช่วยให้หน้าจอไม่สะท้อนแสง ทำให้สามารถรับชมความบันเทิงรายการโปรดได้อย่างสบายตา เพิ่มอรรถรถและประสบการณ์การดูทีวี, หนัง, Netflix, YouTube ฯลฯ ได้อย่างเพลิดเพลินตลอดวัน 

โซนที่ 7 – Home IoTs 

ซัมซุงยกระดับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์ Smart Living ให้ลูกค้าทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับการเลือกสรรเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดซึ่งเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมที่นำสมัยอย่างแอปพลิเคชัน SmartThings แอปพลิเคชันสมาร์ทโฮมอัจฉริยะจากซัมซุงที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ภายในบ้านเข้าด้วยกันทั้งหมด พร้อมด้วยโหมดการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยมากถึง 10 แบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกและครอบคลุมกับไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานซึ่งตอบรับการใช้งานของทุกเจเนอเรชั่น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Samsung Display Showroom ที่มี 1 ใน 8 แห่งของโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/samsung-display-showroom/

กสทช. ย้ำ สนับสนุนซื้อฟุตบอลโลกทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ

กสทช. ลงสนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสนับสนุนซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 20222 กับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) วงเงิน 600 ล้านบาท ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และหวังสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ

ฟุตบอลโลก

กสทช. ย้ำ ต้องหาคนมาช่วยซื้อถึงจ่ายเงินให้

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการกสทช. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ระหว่างสำนักงาน กสทช. กับ กกท. ทางสำนักงานได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในการซื้อลิขสิทธิ์จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อให้ กกท. นำไปใช้ซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันดังกล่าว

การสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน และคนด้อยโอกาส สามารถเข้าถึง และรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และโอกาสในการได้สิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขัน โดยออกอากาศผ่านกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ทุกประเภทที่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงาน กสทช. ที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ สำหรับ กกท. สามารถสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสรับชมการแข่งขันกีฬาที่สำคัญ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการพัฒนาศักยภาพทางด้านกีฬา

ทั้งนี้ กกท. มีหน้าที่ต้องจัดหางบประมาณส่วนที่ขาดเพื่อให้ครอบคลุมการซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมด และลงนามในสัญญาการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 กับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ให้แล้วเสร็จ เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนรายละเอียดตามข้อตกลงความร่วมมือระบุให้ กกท. ดำเนินการร่วมกับกองทัพบก และโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ที่สำคัญการสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ยังทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงจูงใจบันดาลใจให้กับเยาวชน และประชาชนหันมาสนใจกีฬา และใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น

“สำนักงาน กสทช. หวังว่าการสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชน และคนด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงการรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาสำคัญในระดับโลกโดยทั่วถึง และเท่าเทียม ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการรับชมเนื้อหารายการที่ถูกลิขสิทธิ์ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบประมาณสนับสนุนให้มีการจับจ่าย หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสทช. ย้ำ สนับสนุนซื้อฟุตบอลโลกทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nbtc-fifa-world-cup-2022/

SCB องค์กรน่าทำงานในยุค 4.0 คว้า 5 รางวัลใหญ่สากล เดินหน้ารับเจนใหม่ด้านดิจิทัลร่วมขับเคลื่อนองค์กร

ธนาคารไทยพาณิชย์ชูองค์กรน่าทำงานที่สุดในยุค 4.0 การันตี 5 รางวัลด้าน HR ในปีนี้ ทั้งการเป็นองค์กรที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย และการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พนักงาน พร้อมเฟ้นหาพนักงานรุ่นใหม่เสริมทัพด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการเติบโตสู่เป้าหมายธนาคารที่ดียิ่งขึ้น (Be A Better Bank

scb

พัตราภรณ์  สิโรดม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ Chief People Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การนำพาธนาคารฯ ไปยังเป้าหมายที่วางไว้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจเทคโนโลยีการเงินภายใต้ SCB X เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อลูกค้าและสังคมในมิติต่างๆ ในบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้มั่นคงแล้ว การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าไปสู่ทิศทางในการดำเนินธุรกิจที่วางไว้

ธนาคารฯ จึงกำหนด 5 กลยุทธ์หลักในงานทรัพยากรบุคคล ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเชิงยุทธศาสตร์ (Optimized workforce) การจัดโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Organization structure) การสร้างเส้นทางผู้นำที่แข็งแกร่ง (Robust pipeline of leaders) การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Institutionalized culture) และการบริหารผลตอบแทนที่จูงใจ (Attractive pay) ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและลงลึกเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ขณะที่ดัชนีความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร (Employee Engagement Index) และ Employee Net Promoter Score (eNPS) อยู่ในระดับที่สูงขึ้นเมื่อเทียบจากปี 2564 ที่ผ่านมา 

scb

ด้วยแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของธนาคารฯ นำมาซึ่งรางวัลองค์กรน่าทำงานมากที่สุดในหลากหลายมิติ รวมด้วยกัน 5 รางวัลในปี 2565 นี้ ประกอบด้วย 1. องค์กรที่น่าทำงานที่สุดในประเทศไทย (Best places to work in Thailand 2022) จาก WorkVenture 2. องค์กรในฝันแห่งปี (Dream Employer of the Year Award) จาก HRD Congress 3. องค์กรที่มีความโดดเด่นในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พนักงาน (Outstanding Contribution on Health and Wellness) Award จาก HRD Congress 4. World Asia’s Best Employer Brand Awards 2022 จาก HRD Congress และ 5. บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย (HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2022) จากเอชอาร์ เอเชีย (HR Asia) ซึ่งรางวัลทั้ง 5 นี้เป็นการประเมินจาก international standard และเปรียบเทียบกับองค์กรชั้นนำอื่นๆ สะท้อนถึงความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการทำงานด้านการบริหารงานบุคคลให้ตอบโจทย์ประสบการณ์ของพนักงาน 

เราวางรากฐานการบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดการทำงานที่มีความสุข สนุก รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible work model) และใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดี เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ (Talent) เข้ามาเสริมทัพในอนาคต โดยธนาคารฯ มีเป้าหมายในการสรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเติบโตตามเป้าหมายเพื่อธนาคารที่ดียิ่งขึ้น (Be A Better Bank) อีกทั้งผลสำรวจของ WorkVenture ยังพบด้วยว่า ไทยพาณิชย์ เป็นธุรกิจทางการเงินอันดับหนึ่งที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ที่สุด เพราะได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการทำงานแบบ Work from Anywhere ที่ให้อิสระในการทำงานแก่พนักงานอย่างเต็มที่ โดยเน้นไปที่ผลลัพธ์การทำงานเป็นหลัก จึงเชื่อมั่นว่าไทยพาณิชย์เป็นองค์กรที่น่าทำงานที่สุดและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุค 4.0 นี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post SCB องค์กรน่าทำงานในยุค 4.0 คว้า 5 รางวัลใหญ่สากล เดินหน้ารับเจนใหม่ด้านดิจิทัลร่วมขับเคลื่อนองค์กร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/scb-world-asia-best-employer-brand-awards-2022-hrd-congress/

ผู้ผลิต วันทัช ชี้ ผ่อนคลายโควิด-19 ดันถุงยาง-เจลหล่อลื่นโต หวังยอดขายปีนี้ทะลุ 1,800 ล้านบาท

บมจ. ไทยนิปปอน รับเบอร์ อินดัสตรี้ หรือ TNR ผู้รับผลิตถุงยางอนามัย และเจ้าของถุงยางอนามัยแบรนด์ วันทัช ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายทะลุ 1,800 ล้านบาท หลังทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรคโควิด-19

ถุงยางอนามัย

TNR ยอดขายโตต่อเนื่องในปี 2022

อมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยนิปปอน รับเบอร์ อินดัสตรี้ เปิดเผยภาพผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2022 ว่าทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีรายได้จากการขาย และบริการรวม 1,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยมาจากปริมาณการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่ลดลง และตลาดส่งออกมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยยอดขายถุงยางอนามัยมีอัตราเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจงานประมูล, ธุรกิจแบรนด์สินค้าของบริษัท และธุรกิจรับจ้างผลิต เช่นเดียวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่น

“เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจหลังจากสถานการณ์ COVID-19 ในหลายประเทศคลี่คลาย ส่งผลให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ เกือบจะเป็นปกติ จนทำให้ไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย และบริการ 626 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 207%”

สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2022 บริษัท คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยวางกลยุทธ์มุ่งเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยภายใต้แบรนด์สินค้าของบริษัท พร้อมตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปี 2022 มากกว่า 1,800 ล้านบาท

ล่าสุดเปิดตัวถุงยางอนามัย 2 แบรนด์ใหม่คือ Custom เพื่อจำหน่าย และทำตลาดในสหรัฐอเมริกา และแบรนด์ Gasym เพื่อจำหน่าย และทำตลาดทวีปยุโรปผ่านตัวแทนจำหน่าย ส่วน แบรนด์ วันทัช ที่มีอยู่แล้วจะจัดจำหน่าย และทำตลาดในประเทศไทย และเอเชียเป็นหลัก

สรุป

ถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น ถือเป็นสินค้าที่ใช้นอกบ้านเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติมากขึ้น การไปปาร์ตี้ หรือรับประทานอาหารนอกบ้านย่อมมีมากขึ้นแน่นอน จึงไม่แปลกที่ยอดขาย และกำไรของผู้รับผลิตสินค้าเหล่านี้อย่าง TNR จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผู้ผลิต วันทัช ชี้ ผ่อนคลายโควิด-19 ดันถุงยาง-เจลหล่อลื่นโต หวังยอดขายปีนี้ทะลุ 1,800 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tnr-q3-2022/

ควันหลงจากงาน Telecoms World Asia 2022 กับการเสวนาแบบ Exclusive กับผู้บริหาร Mavenir

Mavenir หนึ่งในผู้จัดแสดงบูธและผู้ร่วมบรรยายในหัวข้อ ‘Innovation, Deployment and Reality for Open RAN Architecture’ ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างอนาคตของเครือข่ายอัตโนมัติที่ทำงานบนซอฟต์แวร์เพียงเครือข่ายเดียวที่ทำงานบนคลาวด์ใดก็ได้ ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เครือข่ายระบบคลาวด์แบบ end-to-end โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงวิธีที่โลกเชื่อมต่อ เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายซอฟต์แวร์สำหรับผู้ให้บริการและองค์กรด้านการสื่อสารมากกว่า 250 รายในกว่า 120 ประเทศ ซึ่งให้บริการมากกว่า 50% ของผู้ใช้บริการทั่วโลก

Mavenir มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ USA – Richardson, Texas ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ภูมิภาค 25 ประเทศ และ 36 สาขา ทั่วโลก
  • ภูมิภาค North America ประกอบไปด้วย : ประเทศสหรัฐอเมริกา  และ แคนนาดา
  • ภูมิภาค Caribbean & Latin America ประกอบไปด้วย : ประเทศบราซิล และ เม็กซิโก
  • ภูมิภาค Europe, Middle East & Africa ประกอบไปด้วย : ประเทศสาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย สเปน สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหราชอาณาจักร
  • ภูมิภาค Asia Pacific ประกอบไปด้วย : ประเทศออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์
  • ภูมิภาค India and South Asia ประกอบไปด้วย : ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และไทยแลนด์
Mavenir กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่กล้าหาญ มีความสามารถ และมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้ “เราเชื่อในการเป็นผู้นำไม่ใช่แค่การตาม ความรับผิดชอบสำหรับเราคือการเป็นเจ้าของผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่การเล่าให้ฟังเท่านั้น ที่ Mavenir เราทำงานเป็นทีมเพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีความซื่อสัตย์ในระดับสูง และปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และคู่ค้าด้วยความเคารพ เราได้สร้างและขยายบริษัทนี้โดยยึดตามค่านิยมหลักที่ Mavenirs ทั้งหมดบนวิสัยทัศน์เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนและพลิกโฉมอุตสาหกรรมของเรา”
 
สำหรับความสำเร็จในประเทศไทย
  • First Smart City in Thailand ‘Silicon Beach’ ในบ้านฉาง จังหวัดระยอง ประเทศไทย
Image credit : tomorrow.city
Mavenir ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะแห่งแรกในไทยด้วยการผสานรวม 5G Open RAN ข้ามเครือข่ายส่วนตัว mmWave  ร่วมกับ NT และ Cisco ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีของ Mavenir รายสำคัญ ได้ให้บริการฮาร์ดแวร์สวิตช์และแอปพลิเคชันเพื่อเปิดใช้งานส่วนประกอบ ‘อัจฉริยะ’ ของโซลูชัน 5G
 
Mavenir ทำงานร่วมกับ National Telecom Public Company Limited (NT) บริษัทโทรคมนาคมของรัฐ , 5GCT ซึ่งเป็นพันธมิตรในท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญในการนำเสนอ 5G Smart Cities แบบ end-to-end และ Cisco Systems (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายระดับชั้นนำ เปิดตัว 5G Open RAN Smart City แห่งแรกในบ้านฉาง จังหวัดระยอง ประเทศไทย ให้บริการเครือข่ายส่วนตัว 5G “บ้านฉางอัจฉริยะ” ทำงานบนสเปกตรัมคลื่นมิลลิเมตร (mmWave) สเปกตรัมซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ Internet of Thing (IoT) โดรน และเสาอัจฉริยะ แอปพลิเคชันทั้งหมดที่ต้องการอัปลิงค์ข้อมูลอย่างรวดเร็วไปยังกระบวนการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการเมือง
 
5G Smart City สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนสำหรับเมืองอัจฉริยะที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เมืองบ้านฉางเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ที่เชื่อมสองเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือ พัทยาและกรุงเทพฯ สถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการวางแผนเมืองอัจฉริยะบ้านฉางเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยและระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ลักษณะเฉพาะเหล่านี้ทำให้บ้านฉางเป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบสำหรับการใช้ประโยชน์จากกรณีการใช้งาน 5G สำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติในโรงงาน การแพทย์ทางไกล การบิน โลจิสติกส์ และเกษตรกรรม ผู้นำในอุตสาหกรรมต่างกล่าวถึงการพัฒนานี้ว่า ‘Silicon Beach’ แห่งเอเชีย
 
Mavenir นำเสนอโซลูชันเครือข่ายส่วนตัวบนสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่ทำงานบนคลาวด์ ซึ่งช่วยให้ NT บรรลุเป้าหมายของ 5G แพลตฟอร์มที่ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยเปลี่ยนโฉมเครือข่ายส่วนตัวของการสื่อสารเคลื่อนที่ให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และบริการต่างๆ ทำงานบนเครือข่ายอัตโนมัติโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิด คอนเทนเนอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) 5G Open RAN แบบ end-to-end ของ Mavenir, วิทยุคลื่นมิลลิเมตร (mmWave) และเครือข่าย 5G พร้อมมาตรฐานเทคโนโลยี Open API ที่ซิงก์กับโซลูชันระบบคลาวด์ที่สนับสนุนแอปพลิเคชันส่วนตัวภายในองค์กร มอบแนวคิดเมืองอัจฉริยะ เช่น การวินิจฉัยแบบเรียลไทม์ การจราจร ความปลอดภัยสาธารณะ ป้ายดิจิตอล และสภาพแวดล้อมที่อ่อนไหว
 
  • EEC ผนึก 4 ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งรวมถึง Cisco Systems, Mavenir Systems, 5GCT และ Planet Com จับมือแรงงานไทยมีทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก – Eastern Economic Corridor (EEC), บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มาเวเนียร์ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท 5G Catalyst Technologies จำกัด และบริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางอินเทอร์เน็ต เรื่อง “5G & Digital Talent Development in EEC”
 
การลงนามในวันนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือเพื่อผลักดันและส่งเสริมการใช้งาน 5G อย่างต่อเนื่อง EEC ได้ทำงานร่วมกับ 4 บริษัท ในโครงการนำร่องโดยใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อเปลี่ยนเทศบาลตำบลบ้านฉางให้เป็นเมืองอัจฉริยะ มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในขณะนี้ มีการติดตั้งเสาอัจฉริยะ 5G จำนวน 160 เสา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บ้านฉางทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการบุกเบิกก้าวสู่ Factory 4.0 พลิกโฉมพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะในอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนบ้านฉางในทุกมิติ
 
ภายในงาน Telecoms World Asia 2022 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 และ 3 พ.ย. 2565 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอนด์บางกอก คอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ล โดยมีผู้เชี่ยวชาญในแวดวงของ Telecoms ขึ้นมาให้การบรรยายพิเศษที่มีเนื้อหาอัดแน่นมากกว่า 20 เซสชันเชิงลึกทั้ง 3 Stages ในแต่ละวัน พร้อมพื้นที่จัดแสดงที่คึกคักและเต็มไปด้วยบูธสินค้าที่นำเสนอเทคโนโลยีโทรคมนาคมล่าสุด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งท้ายค่ำคืนแห่งการพบปะสังสรรค์กับค็อกเทลและเครื่องดื่มเพิ่มอรรถรสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของงาน
 
ทางทีมงาน TechTalkThai และ ADPTnews ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมบูธของ Mevenir และได้รับเกียรต์นั่งเสวนาร่วมกับคุณ Sudhansu Dora – VP, Technology Solutions – APAC ผู้บริหารของ Mevenir  ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 13 ปีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเกี่ยวกับ VoLTE, vRAN, vEPC, DRA พร้อมความเชี่ยวชาญใน SS7 & SMS Security, EIR, RCS, MaaP, NFV ซึ่งคุณ Sudhansu Dora เข้ามารับตำแหน่งดูแลในส่วน Technology Solutions ให้กับ Mavenir เพื่อช่วยขับเครื่องการให้บริการเทคโนโลยีด้านเครือข่าย 5G และ Open RAN ในภูมิภาค India and South Asia ประกอบไปด้วย : ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และไทยแลนด์ สำหรับในภูมิภาคนี้ประเทศอินเดียถือว่าเป็นศูนย์กลางและมีจำนวนสาขามากที่สุดถึง 6 สาขา คือ Bengaluru Bhubaneswar Gurugram Hyderabad Mumbai และ Pune ส่วนในประเทศไทยนั้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ Suites 116 & Suites 118, Floor 23 Two Pacific Place 142 Sukhumvit Road Bangkok 10110, Thailand
คุณ Sudhansu Dora ได้กล่าวไว้ว่า
 
“ตลาดเป้าหมายของ Mavenir สำหรับ Private Network หรือ 5G Open RAN แท้จริงแล้วการให้บริการนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้าน Open RAN ทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทยด้วย ค่อนข้างครอบคลุมในทุกมิติของวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ นั่นหมายถึงขั้นพื้นฐานภาคประชาชนทั้งด้านที่อยู่อาศัย ระดับภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มโลจิสติกส์ ระดับกลุ่มเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นมากกว่า 100,000 คน ระดับฐานทัพทางการทหาร ระดับภาคการบริการสาธารณูปโภคน้ำประปา ไฟฟ้า รวมถึงด้านสาธารณสุขโรงพยาบาล หรือแม้แต่ภาคการเกษตรที่มีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเข้ามาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกก็ยังเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ”
 
เมื่อถามถึงเทรนด์ตลาดของ 5G Open RAN ในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไรบ้าง?
คุณ Sudhansu Dora ได้กล่าวสั้นๆ ว่า “5G Open RAN มีโมเมนตัมที่สำคัญในตลาด โดย ABI Research คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายของผู้ให้บริการเครือข่ายจะสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2569-2570 และแซงหน้า RAN แบบเดิมที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2573”
 
Mavenir มองว่า มีหลายปัจจัยที่เข้ามาช่วยผลักดันการเติบโต ของ Private Network ในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่
1. การรักษาความปลอดภัย (Security) มีการบริหารจัดการข้อมูลที่ปลอดภัย อีกทั้งยังใช้วิธีการลดความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางไซเบอร์ จากทั้งภายนอกและภายในได้แบบครบวงจร
2. ประสิทธิผลในการทำงาน (Productivity) ระบบเครือข่ายส่วนตัว Private Network สามารถสร้างให้เกิดสมรรถนะแก่การสื่อสาร ด้วยการเชื่อมต่อที่ได้คุณภาพ ความรวดเร็วลื่นไหล และขยายขนาดของสัญญาณการสื่อสารได้ถึง 10 เท่าตัว ด้วยการนำเอา M2M platform มาใช้งานนั้นจะลดขั้นตอนกระบวนการปฏิบัติงานต่างๆ
3. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (Safety) ระบบเครือข่ายส่วนตัว Private Network สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ส่งเข้ามาจากระบบนิเวศที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่บนระบบเครือข่ายได้ ตอบโจทย์ในเรื่องระบบป้องกันภาคประชากรด้วยระบบเครือข่ายให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงในการใช้ชีวิตประจำวันทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน
4. ชุมชน (Community) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้มีส่วนช่วยเหลือด้านสังคมเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยระบบเครือข่ายการสื่อสารระหว่างกัน ด้วยระบบเครือข่ายแบบ Private Network ช่วยเข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
 
คุณ Sudhansu Dora กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า จุดเด่นของ Mavenir คือ “การสร้างอนาคตของเครือข่ายและบุกเบิกเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมุ่งเน้นที่วิสัยทัศน์ของเครือข่ายอัตโนมัติที่ใช้ซอฟต์แวร์เพียงเครือข่ายเดียวที่ทำงานบนคลาวด์ใดๆ ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เครือข่ายระบบคลาวด์แบบ end-to-end พร้อมความสามารถ Open RAN, 5G Core ที่เปิดใช้งานคลาวด์, การทำงานการวิเคราะห์ร่วมกัน และระบบนิเวศของอุปกรณ์และคู่ค้าแอปพลิเคชัน ทำงานบนเครือข่ายแบบอัตโนมัติโดยอาศัยสถาปัตยกรรมแบบเปิด, คอนเทนเนอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเชื่อมสัญญาณวิทยุระบบเปิด (5G Open RAN) แบบครบวงจรของ Mavenir เลือกใช้ช่วงคลื่นความถี่วิทยุระดับ mmWave และระบบสื่อสารของเทคโนโลยี 5G ด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี Open API เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้กับเมืองอัจฉริยะ Smart City และได้ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์สู่การบริการภาคประชาชนเพื่อประชาชน”

from:https://www.techtalkthai.com/telecoms-world-asia-2022-exclusive-talks-with-mavenir-executives/