คลังเก็บป้ายกำกับ: TTT_VIRTUAL_SUMMIT_2022

อัปเดตแนวทางปฏิบัติด้าน Cybersecurity ล่าสุดในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

สรุปแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยปี 2022 พร้อมแนวทางการจัดตั้ง SOC ทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร การวางสถาปัตยกรรมแบบ Cybersecurity Mesh เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความเร็วในการตอบโต้ภัยคุกคาม รวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือ DDoS การรักษาความมั่งคงปลอดภัย API และการป้องกันระบบ OT ที่กำลังถูกหลอมรวมเข้าสู่ระบบ ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 2: Cybersecurity

09:00 – 09:30 การจัดตั้ง SOC และการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับภาคการธนาคาร
คุณชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ Chief Information Security Officer, KBTG
09:30 – 10:00 ลดความเสี่ยงและเพิ่มความเร็วการตอบโต้ภัยคุกคามด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Cybersecurity Mesh
ดร. รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ Senior Manager, Systems Engineering, Fortinet
10:00 – 10:30 ปิดจุดบอดและสร้างความตระหนักแก่ SOC ด้วยการค้นหาภัยคุกคามบน Active Directory อย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ
คุณสุวิชชา มุสิจรัล Security Architect, Tenable Indochina
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 สรุปแนวโน้มการโจมตี DDoS ปี 2022 และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกัน API
คุณณัฐพันธ์ เรืองรังษีรัตน์ Regional Account Manager, Cloudflare
11:30 – 12:00 หลอมรวม IT/OT สู่ระบบนิเวศทางไซเบอร์อย่างมั่นคงปลอดภัย
คุณณฐวัฒน์ ศิริพลับพลา Data Center Software Solutions Consultant (Thailand & APJ), Schneider Electric
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-2-cybersecurity/

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/

TTT Virtual Summit: AI & Data for Enterprises | 7 – 8 กันยายนนี้

TTT Virtual Summit เป็นซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ของ TechTalkThai ที่มีคนสาย IT ติดตามมากกว่า 8,000 คน โดยครั้งที่ 4 ของปี 2022 นี้จัดขึ้นภายใต้ธีม AI & Data for Enterprises เพื่ออัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม กรณีศึกษา และโซลูชันด้าน AI/ML และ Data Analytics ล่าสุดสำหรับธุรกิจไทย รวมถึงเครื่องมือและแนวทางปฏิบัติสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บและใช้งานตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA บรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศนับสิบราย

เนื้อหาทั้งหมดบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานและบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ AIS, Fortinet, iApp Technology, IBM, Palo Alto Networks, Ricoh, SAS, Soft De’but, Sophos และ STelligence

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ที่จะมาอัปเดตแนวโน้มและนวัตกรรมด้าน AI ล่าสุดของไทย และแนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs

📆 วันที่ 7 – 8 กันยายน 2022
⏰ เวลา 13:15 – 16:30 น.
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการธุรกิจ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่, ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT ทุกระดับ, ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ , Business Analyst, Data Analyst, Data Scientist, Data Engineer, CISO, DPO, Security Engineer, Security Analyst และผู้ที่สนใจด้าน AI & Data และ PDPA

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 13, iPad Air และ Redmi Watch 2 Lite รวม 6 รางวัล มูลค่ากว่า 60,000 บาท จับรางวัลใหญ่ทุกวัน !!

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/ad22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-ai-and-data-for-enterprises-2022/

การแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลต่อการลงทุนในระบบ Cloud ของภูมิภาคอาเซียนอย่างไร

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณธิดาพร สันติมานะวงศ์ Senior Director – Solution Engineering – Cloud Platform จาก Oracle ASEAN & SAGE ได้ออกมาอัปเดตถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบ Cloud ในภูมิภาคอาเซียน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์แพร่ระบาด COVID-19 รวมไปถึงแนะนำกลยุทธ์เพื่อไปสู่การเป็น Autonomous Cloud โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่รายเดือนหรือรายปี แต่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน ธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจะต้องปรับตัวให้ไวเพื่อให้อยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างไร ที่เห็นได้ชัดคือช่วงแพร่ระบาด COVID-19 ที่เร่งให้เกิด Digital Transformation อย่างก้าวกระโดด พนักงานเปลี่ยนไปทำงานแบบ Work from Home ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โมเดลทางธุรกิจก็เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ต่อไปในยุค New Normal

ภูมิภาคอาเซียนก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกับทั่วโลก กล่าวคือ การแพร่ระบาด COVID-19 ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงการนำระบบ Cloud เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดด้านวัตกรรมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น KYC, AI/ML, IoT, Blockchain, Human Interface และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมากับการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ก็คือ ความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

จากการสำรวจพบว่า 85% ของเหตุ Security Breach สามารถยับยั้งได้ด้วยการอัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงลปอดภัย แต่ที่ยังคงไม่อัปเดตแพตช์จนเกิดเหตุนั้น มักมีสาเหตุมาจากการที่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่จะทำให้เกิด Downtime กับระบบที่ต้องคอยสนับสนุนธุรกิจได้ ยิ่งในช่วง COVID-19 ที่โมเดลทางธุรกิจเปลี่ยนไปให้บริการในรูปแบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เกิด Downtime แล้วธุรกิจหยุดชะงัก องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถทำ Digital Transformation และอัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยไม่เกิด Downtime ไปพร้อมๆ กันได้?

คำตอบนั้นคือการพลิกโฉม Data Center ขององค์กรไปสู่การเป็น Autonomous Platform

Autonomous คือการเชื่อใจระบบให้มันสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งต่างจาก Automatic ที่ยังต้องมีคนคอยควบคุมดูแล Autonomous จึงมีการฝังเทคโนโลยี AI/ML เข้าไปด้วยในทุกๆ เลเยอร์ ทั้ง Infrastructure, Platform และ Applications จากการศึกษาของ Oracle พบว่า ภายในปี 2022 ร้อยละ 90 ของแอปพลิเคชันองค์กรจะมีการผสานเทคโนโลยี AI/ML เข้าใน ในขณะที่ร้อยละ 50 ของข้อมูลองค์กรจะถูกบริหารจัดการอย่างอัจฉริยะและอัตโนมัติ นอกจากนี้ ร้อยละ 86 ของ IT Leaders ยังเชื่อว่า Autonomous/Automation จะเป็นจุดเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ไปทดลองใช้ระบบ Autonomous แบบสุ่มสี่สุ่มห้า องค์กรควรปูทางการปรับไปใช้งานให้ดี ทักษะเดิมที่มีอยู่ยังคงต้องใช้ได้ เสมือนเป็นการอัปเกรดสู่ระบบใหม่ ไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทิ้ง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนอย่างยั่งยืน

“โมเดลทางธุรกิจเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภค งาน Operations ประจำวันควรปล่อยให้ระบบ Autonomous จัดการ แล้วเราเอาเวลาที่มีค่าไปทำงานเชิงนวัตกรรมแทน เช่น คิดค้น พัฒนา และนำเสนอบริการหรือประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า ขณะเดียวกัน ข้อมูลก็อย่าเก็บไว้อย่างเปล่าประโยชน์ นำไปแปลงให้เกิดปัญญา เกิดคุณค่าสูงสุง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” — คุณธิดาพรกล่าว

Oracle ได้นำเสนอ Autonomous Cloud ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ

  • Self-driving: Provision, Secure, Monitor, Backup, Recover, Tune และ Upgrade ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยี AI/ML
  • Self-securing: อัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยได้เองโดยไม่มี Downtime
  • Self-repairing: ทำให้มี Availability สูงสุด โดยมี Downtime น้อยกว่า 2.5 นาทีต่อเดือน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระบบลงได้สูงสุดถึง 80% ลดความเสี่ยงการเกิดเหตุ Security Breach ซึ่งอาจทำให้สูญเสียทั้งรายได้และชื่อเสียง รวมไปถึงลดภาระของพนักงาน ช่วยให้มีเวลาทำงานเชิงนวัตกรรมมากขึ้น

Oracle Autonomous Cloud ให้บริการในทุกๆ เลเยอร์ ทั้งตั้งแต่ Core Infrastructure, Databases, Data & AI, Analytics ไปจนถึง Applications เช่น Autonomous Database ที่จัดการงานประจำอย่างการทำ Indexing, Backup & Recovery ให้โดยอัตโนมัติ ลดภาระของผู้ดูแลและช่วยให้มีเวลาไปทำงานด้าน Analytics ซึ่งจะเพิ่มช่องทางทำรายได้มากขึ้นให้แก่องค์กร Autonomous Security & Management ที่ช่วยอัปเดตแพตช์โดยอัตโนมัติและไม่มี Downtime รวมไปถึงคาดการณ์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมนุษย์ Autonomous App Development & Mobility ที่มี Self-learning Bot สำหรับช่วยจัดการงานประจำวันซึ่งรองรับภาษาไทย และ Autonomous Analytics & Big Data ระบบคลังข้อมูลอัจฉริยะที่ใช้ AI/ML ในการค้นหารูปแบบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เป็นต้น

Oracle Autonomous Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Public Cloud, Dedicated Region, Cloud@Customer, ร่วมกับ VMware Solution หรือ Azure Interconnect เป็นต้น องค์กรที่สนใจทำ Cloud Transformation แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี สามารถติดต่อทีมงาน Oracle ประเทศไทยได้ทันที โดยจะให้บริการตั้งแต่การทำ Business Case Development, Architecture Design, Network/Security Review, Onboarding, Migration, Training ไปจนถึง Go Live Support

ผู้ที่สนใจระบบ Autonomous Cloud สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “การแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลต่อการลงทุนในระบบ Cloud ของภูมิภาคอาเซียนอย่างไร” โดยคุณธิดาพร สันติมานะวงศ์ Senior Director – Solution Engineering – Cloud Platform จาก Oracle ASEAN & SAGE ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ทดลองใช้บริการ Oracle Autonomous Cloud ได้ฟรีที่ https://www.oracle.com/cloud/free/

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-autonomous-cloud-by-oracle/

ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของคุณให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Multi-cloud

Hybrid หรือ Multi-cloud กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะในที่สุดแล้วองค์กรต่างพบว่ารูปแบบดังกล่าวนี้สามารถช่วยผสมผสานความต้องการของตัวเองได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังเปิดกว้างไม่ต้องยึดติดกับผู้ให้บริการเจ้าหนึ่งเจ้าใดอีกด้วย แต่ความท้าทายของการก้าวเข้าสู่ยุค Hybrid Multi-cloud นี้อาจจะไม่สวยหรูอย่างที่คิด หากระบบไอทีเดิมของท่านยังไม่ได้ถูกปฏิรูปให้สอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่

ที่งาน TTT Virtual Summit 2022 กับหัวข้อ Data Center Technology คุณทวิพงศ์ อโรทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทยของนูทานิกซ์ จะมาแนะนำเคล็ดลับสำหรับการเลือกระบบ Hyper-converged สำหรับยุคปัจจุบันที่ถูกออกแบบมาให้พร้อมทำงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงการทำงานแบบเก่าหลายท่านคงจะหวนคิดถึงการทำงานแบบ Server, Storage และ Network ที่ในองค์กรหนึ่งต้องมีแต่ละทีมที่มีทักษะต่างกันไปทำให้เกิดกำแพงการทำงาน อีกทั้งการขาดบุคคลากรที่มีทักษะในวงการไอทีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่อยมาและไม่มีท่าทีลดลงเลย นอกจากเรื่องทักษะแล้วการออกแบบเช่นนี้ยังทำให้เกิด Single Point of Failure เช่นหากส่วนของ Network ไม่สามารถเข้าถึง Storage ได้ข้อมูลทั้งฟาร์มก็จะได้รับผลกระทบทันที

นอกจากปัญหาข้างต้นแล้วสถาปัตยกรรมแบบเก่ายังคงทำให้เกิดต้นทุนสูงมาก เพราะแต่ละฮาร์ดแวร์ก็มีซอฟต์แวร์ควบคุมของตัวเอง Storage ก็มี Controller ที่มีซอฟต์แวร์ชุดหนึ่งด้วยความซับซ้อนนี้เองจึงนำไปสู่ข้อจำกัดในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพราะหากเปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็กน้อยก็ต้องไปกระทบปัจจัยอื่นมากมาย

อย่างไรก็ดีในที่สุดเมื่อเทคโนโลยีคลาวด์ถือกำเนิดขึ้นโครงสร้างพื้นฐานก็ได้ถูกผลิกโฉมไปจาก Hardware Defined สู่โลกแห่ง Software Define หรือสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Web Scale กล่าวคือระบบโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์เหล่านี้ต้องไม่ก่อให้เกิด Single Point of Failure เนื่องจากการ Downtime ของคลาวด์จะขัดแย้งกับแนวทางธุรกิจโดยตรง รวมถึงต้องขยายตัวเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วและไม่จำกัด จึงนำไปสู่การควบรวมระบบ Server และ Storage เข้าด้วยกันโดยอาศัยซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากร กลายเป็นเทคโนโลยี Hyper-converged ยุคที่หนึ่งนั่นเอง

แต่โลกแห่งเทคโนโลยีนั้นไม่เคยหยุดนิ่งการก่อกำเนิดแอปพลิเคชันหนึ่งยังเหลืองานอยู่อีกมากทั้งเรื่องของ Virtualization, Container, Backup & Recover, DR, Security, Data Management, Hybrid Multi-cloud Management ด้วยเหตุนี้เองการอัปเกรตสู่เทคโนโลยี Hyper-converged ยุคถัดไปจึงถือกำเนิดขึ้นแล้ว ซึ่งหมายถึงการต้องผนวกโซลูชันที่จำเป็นเหล่านี้เข้ามาเช่น ซอฟต์แวร์ Hypervisor, Container, Data Protection ให้ครอบคลุมกับงานที่เหลืออยู่ภายในตัวโซลูชัน Hyper-converged

ด้วยเหตุเอง Nutanix ผู้นำในตลาด Hyper-converged เสมอมาจึงได้พัฒนาระบบของตนให้มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พื้นฐาน ซึ่งผู้ใช้งานแพลตฟอร์มของ Nutanix สามารถเริ่มต้นสู่การสร้างแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือครบถ้วนและไม่ต้องยุ่งยากกับการพึ่งพาเครื่องมืออื่นๆ ในทางกลับกันแม้ Nutanix จะมีความครอบคลุมแทบทุกด้านแต่ก็ยังเปิดกว้างให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นได้ ตลอดจนมีพาร์ทเนอร์ที่ช่วยในระดับแอปพลิเคชันอย่าง Red Hat OpenShift และ Citrix ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ระดับองค์กรและ End User

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Hybrid Multi-cloud สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของคุณให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Multi-cloud” โดยคุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager จาก Nutanix (Thailand) ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-hybrid-multi-cloud-by-nutanix/

ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless โดย Red Hat

หลายองค์กรในปัจจุบันเริ่มทยอยปรับโครงสร้างระบบ IT ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นในรูปแบบของ Microservices และได้มีการนำ Kubernetes เข้ามาใช้เพื่อจัดการกับแอปพลิเคชันภายในระบบ ในเซสชัน “ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless” จากงาน TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 คุณอุดมศักดิ์ สุขสันติ Solutions Architect จาก Red Hat (Thailand) ชวนเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับกับเทคโนโลยี Serverless ในสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ทำงานอย่างไร เหมาะกับแอปพลิเคชันแบบไหนบ้าง ทีมงานสรุปมาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้

Serverless คืออะไร และอยู่ตรงไหนของระบบ IT ในปัจจุบัน

Serverless คือแนวคิดของการประมวลผลที่มีผู้ให้บริการคลาวด์เป็นผู้จัดสรรและดูแลทรัพยากรต่างๆ ตามความต้องการของระบบในขณะทำงาน ในการใช้งาน ผู้ใช้บริการเพียงนำแอปพลิเคชันหรือฟังก์ชันเข้ามาติดตั้งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ Infrastructure เบื้องหลังใดๆ เสมือนไม่มีเซิฟเวอร์ ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของชื่อ Serverless

แรกเริ่มเดิมทีนั้นหากองค์กรต้องการพัฒนาระบบ IT นั้นย่อมจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์และดูแลทุกอย่างด้วยตนเอง ถัดมาจึงมาผู้ให้บริการที่จัดตั้ง Data Center ขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยี Virtualization ก็ก่อให้เกิดการเปิดบริการคลาวด์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การให้บริการ Infrastructure ซึ่งเป็นบริการในระยะแรกของคลาวด์ มาจนถึงการให้บริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software-as-a-Service

ควบคู่กันนั้นคือแนวคิดในการพัฒนาระบบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก นักพัฒนาระบบมองเห็นถึงข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบ Monolithic และเริ่มมีแนวคิดในการแบ่งแยกระบบออกมาเป็นระบบย่อยๆ ที่ทำงานบางส่วนจนกระทั่งกลายเป็นระบบย่อยหรือ Service ที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงและคอยสื่อสารหากันในสถาปัตยกรรมที่เราเรียกว่า Microservices

การมีสถาปัตยกรรมแบบ Microservices นั้นจะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบได้รวดเร็วย่ิงขึ้น เพราะสามารถใช้ Service เดิมที่มีอยู่เป็นส่วนประกอบของระบบใหม่ๆ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลรักษาและตรวจสอบปัญหา และยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Automation อีกด้วย ในบางครั้ง เราจึงอาจพูดกันว่าการปรับโครงสร้างไอทีให้อยู่ในรูปแบบ Microservices เป็นการปรับระบบให้ทันสมัยขึ้นนั่นเอง

Service ในระบบแบบ Microservices ในปัจจุบันนั้นอาจมีหน้าที่เพียงหนึ่งอย่าง อาจเป็นแอปพลิเคชันหนึ่งชิ้น หรือฟังก์ชันบางอย่างทีคอยตอบสนองต่อ Request ที่ได้รับ ซึ่งเทคโนโลยี Serverless นั้นก็ถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์ของ Service ในประเภทนี้ โดยขจัดภาระในการจัดเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าออกไป

คุณลักษณะของ Serverless และข้อดี

การทำงานของ Serverless จะเป็นไปในลักษณะของการรับ Request หรือเริ่มทำงานเมื่อมี Event เกิดขึ้น จากนั้นก็จะนำไปประมวลผลเพื่อได้มาซึ่งผลลัพธ์ โดยอาจได้รับ Request ผ่านการสื่อสารทาง API หรือการรับข้อความผ่าน Message Queue เช่น Kafka

Serverless นั้นมีคุณลักษณะ 5 ข้อที่สำคัญ ได้แก่

  1. Easy to Get Started – ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นจะต้องเตรียมทรัพยากรหรือรับภาระเกี่ยวกับ Infrastructure ใดๆ
  2. Stateless – ทำงานโดยไม่มี State หรืออาจเก็บ State ไว้ที่ส่วนอื่นๆ ภายนอก
  3. Scale on Demand – สเกลเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการเรียกใช้งาน
  4. Distributed and Elastic – แยกประมวลผลใน Data Center หรือคลาวด์ที่ต่างๆ เพื่อให้การสเกลเป็นได้ง่าย
  5. Event Driven – ตอบสนองต่อ Event ที่เกิดขึ้นในระบบ

จากคุณลักษณะ 5 ข้อนี้ ทำให้ Serverless เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระในการจัดการทรัพยากรและดูแล Infrastructure ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการเตรียมทรัพยากรภายในระบบไว้ในตอนที่ไม่ใช้งาน และในขณะเดียวกันองค์กรก็สามารถมั่นใจได้ว่าทรัพยากรจะเพียงพอต่อ Request ที่ใช้งานจริง เพราะ Serverless สามารถสเกลเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการทำงานที่จำเป็น

Serverless และ Kubernetes

ในปัจจุบัน เราได้เห็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทุกรายได้เปิดให้บริการ Serverless เช่น AWS Lambda, Google Cloud Function, และ Azure Function และเทคโนโลยี Serverless ก็ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาขั้นต่อไปของ Serverless คือการพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกับระบบ IT ภายในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าความต้องการใช้งาน Serverless ร่วมกับเทคโนโลยี Container และระบบจัดการ Container เช่น Kubernetes ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบไอทีจำนวนมากในปัจจุบัน และกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานของระบบ IT ทั่วไปก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพัฒนาด้วย

นอกจากการใช้บริการ Serverless จากผู้ให้บริการคลาวด์แล้ว องค์กรยังสามารถใช้ Serveless ในแพลตฟอร์มของตัวเองซึ่งก็มีซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มหลายรายที่รองรับการใช้ Serverless ใน Kubernetes เช่นกัน เช่น Knative, Openfaas, และ Kubeless โดยในการทำงาน ซอฟต์แวร์จะเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรภายในระบบให้กับ Container ที่เป็นแอปพลิเคชันหรือฟังก์ชัน Serverless ในตอนที่มีความต้องการใช้งาน โดยอาศัยความสามารถในการจัดการทรัพยากรของ Kubernetes เช่น การทำ Resource Request/Limit, Horizontal Scaling, และ Autoscaling

โดยแพลตฟอร์ม OpenShift นั้นรองรับการ Deploy Container ในรูปแบบ Serverless เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Serverless เหมาะกับแอปพลิเคชันประเภทใด

Serverless นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเหมาะสมกับงานบางประเภท โดยมีการนำไปใช้งานจริงในธุรกิจแล้ว เช่น

  • Service หรือแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานปริมาณมากในบางช่วงเวลา หรือมี Workload ที่ไม่แน่นอน
  • ระบบที่ต้องการใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องการใช้ทรัพยากรในตอนที่ไม่ทำงาน
  • ระบบที่ทำงานแบบ Event-driven จะทำงานเมื่อมี Event เกิดขึ้นเท่านั้น
  • การทดสอบระบบ หรือการทดลองใช้งานแอปพลิเคชันหลายเวอร์ชันพร้อมกัน เช่น การทำ A/B Testing
  • การพัฒนาระบบที่ไม่ต้องการกังวลเกี่ยวกับการเตรียม Infrastructure และการตั้งค่า Config ใน Kubernetes

ผู้ที่สนใจการทำ Application Modernization สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “ปรับแอปพลิเคชันให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี Container และ Serverless” โดยคุณอุดมศักดิ์ สุขสันติ Solutions Architect จาก Red Hat (Thailand) ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณ Sanjay Sanjay, Market Development Representative จาก Red Hat ได้ที่อีเมล sasanjay@redhat.com

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-container-and-serverless-by-red-hat/

AMD EPYC™ 3rd Gen สายการผลิตใหม่ “Milan-X” ขุมกำลังทรงประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Data Center

เมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ในโลกนั้นมีพัฒนาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเทคโนโลยีเหล่านั้นก็คือหน่วยประมวลผล (Processor) อันทรงประสิทธิภาพ เพื่อที่จะทำให้เกิดประสบการณ์การใช้งานที่ไหลลื่น ซึ่ง AMD คือหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัว “Frontier” เครื่อง Supercomputer ความเร็วระดับ 1 Exaflops (1018) อันถือได้ว่าเป็นเครื่อง Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลก ณ ตอนนี้แล้ว

ล่าสุดจากงาน TechTalk Thai Virtual Summit : Enterprise Cloud & Data Center 2022 ทางคุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ ASEAN Solutions Architect แห่ง AMD Far East Ltd. (Thailand Branch) นั้นได้มาบอกเล่าถึงวิวัฒนาการของชิป AMD EPYC หน่วยประมวลผลสำหรับเครื่อง Server ที่วิวัฒนาการมาจนถึง Generation 3 แล้ว พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำในรุ่น “Milan” และ “Milan-X” ที่ผู้เลือกใช้งานจะมั่นใจทั้งเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

กว่าจะมาเป็น AMD EPYC ใน Generation 3 ได้อย่างในวันนี้เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร โดย EPYC ได้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 ภายใต้สถาปัตยกรรม ZEN บนชิปขนาด 14 นาโนเมตร (nm) ที่ทำให้สามารถใส่จำนวน Core ได้มากขึ้น จากนั้นปี 2019 ทาง AMD จึงได้เปิดตัว EPYC Generation 2 ซึ่งเป็นการใช้ชิปขนาด 7 nm ครั้งแรกของซีรีส์ AMD EPYC ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่บุกเบิกจนเป็นที่นิยมใช้งานกันมากขึ้น และในปี 2021 ที่ผ่านมาทาง AMD ก็ได้เปิดตัวใน Generation 3 ในนามว่า “Milan” ที่สามารถอัดจำนวน Core เข้าได้สูงสุดถึง 64 Core ภายในชิปเดียว แม้ว่าชิป Milan จะคงเป็นขนาด 7 nm ก็ตาม

นอกจากนี้ Milan ยังมาพร้อมกับขนาดของ L3 Cache ต่อ Core ที่ใหญ่ถึง 32MB หรือเพิ่มขนาดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง “สองเท่า” อีกทั้งยังเสริมเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ด้วยการทำ Memory Encryption และ Cache Encryption เข้ารหัสหน่วยความจำเต็มรูปแบบผ่าน AMD Secure Processor ที่แยกส่วนออกมาจากซีพียูโดยเฉพาะ จึงไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ Core หลักแต่อย่างใด และทำให้ AMD EPYC สามารถป้องกันการถูกโจมตีหรือโดนขโมยข้อมูลจากหน่วยความจำได้ดีกว่ารุ่นอื่น ๆ ทั้งหมดที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุด AMD ยังมีสินค้าตัวใหม่ในนาม “Milan-X” ที่ต่อยอดมาจากรุ่น Milan ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยี “AMD 3D V-Cache” ที่สามารถวางซ้อน Cache Memory ในแนวตั้งได้ถึง 3 ชั้น ทำให้จากเดิมที่ L3 Cache ของ Milan ที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้วนั้น ยังสามารถขยายขนาดใหญ่ขึ้นไปได้อีกถึง 96 MB ต่อ Core หรือรวมกันทุก Core ได้สูงสุดถึง 768 MB เลยทีเดียว ส่งผลให้รุ่น Milan-X ในซีรีส์ AMD EPYC มีจำนวน Core และขนาด L3 Cache มากที่สุดในโลกแล้ว ณ ตอนนี้

ในงานที่ต้องใช้การประมวลผลอย่างหนัก เช่น งานคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ต้องประมวลผลจำนวนเชิงซ้อนมาก ๆ หรืองานจำลองโมเดล คำนวณพลศาสตร์ของไหล เป็นต้น การมีเครื่อง Server หรือ Cloud Infrastructure ที่มีสมรรถนะสูงพร้อม Cache ขนาดใหญ่นั้นจะช่วยทำให้การประมวลผลรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และ AMD EPYC ในรุ่น Milan หรือ Milan-X นี่เองคือคำตอบ ที่จะสามารถสนับสนุนให้องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วแน่นอน

ทั้งหมดนี้ จึงส่งผลให้ AMD EPYC ใน Generation 3 เป็นซีพียูสำหรับเครื่อง Server ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ปลอดภัย และประหยัดเนื้อที่ใน Data Center ได้ดีที่สุดในวันนี้ ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการเครื่อง Server หรือ Cloud Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสมย่อมเยาว์ ประหยัดเนื้อสูงสุด มั่นใจความมั่นคงปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากถึง 30% เลือกใช้ AMD EPYC ในรุ่น Milan-X ได้แล้ววันนี้

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ AMD EPYC Gen 3 – Milan และ Milan-X สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “พลิกโฉม Cloud และ Data Center ด้วย AMD EPYC” โดยคุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ ASEAN Solutions Architect จาก AMD Far East Ltd.(Thailand Branch) ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMD EPYC รวมทั้งโซลูชันต่าง ๆ พร้อม Case Study ที่จะทำให้เห็นภาพการใช้งานจริงได้ที่ https://business.amdthailand.com

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-amd-epyc-milan-x/

อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center โดย HPE Aruba

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ได้ออกมาอัปเดตถึงแนวโน้มด้านการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center ที่ปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแนะนำสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถขยายการเชื่อมต่อในอนาคตได้ดีกว่า โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาในการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center

เมื่อองค์กรต้องการอัปเกรดหรือสร้างระบบเครือข่ายภายใน Data Center ขึ้นมาใหม่ ควรพิจารณาถึง 7 ประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนและผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ามากที่สุด

  1. High Speed & Cost – อินเทอร์เฟซของเซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบันเริ่มหันไปใช้การเชื่อมต่อแบบ 10G, 25G และ 50G มากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเครือข่ายภายใน Data Center จึงต้องอัปเกรดแบนด์วิดท์ไปสู่ระดับ 40G, 100G หรือ 400G ตาม
  2. Low Latency – แอปพลิเคชันสมัยใหม่อาจไม่ได้ต้องการ Latency ระดับมิลลิวินาทีอีกต่อไป เช่น แอปพลิเคชันสำหรับเทรด อาจต้องการ Latency ต่ำถึงระดับ 10 ~ 100 นาโนวินาที องค์กรจำเป็นต้องจัดเตรียมฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
  3. Size & Consumption – ยิ่งองค์กรใช้ฮาร์ดแวร์ที่มี Port Density (จำนวนพอร์ตต่อขนาดฮาร์ดแวร์) สูง ยิ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในตู้ Rack และลดการบริโภคพลังงานลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแล Data Center ได้เป็นอย่างดี
  4. Extensibility – ความสามารถในการรองรับการขยายระบบได้ง่ายในอนาคต
  5. Reliability – ความเสถียรของระบบเครือข่ายที่ต้องสามารถรองรับการทำแบบ 27x7x365 รวมไปถึงการออกแบบระบบสำรองที่ช่วยให้ระบบเครือข่ายยังคงดำเนินต่อไปได้แม้จะมีอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งหยุดทำงานอย่างไม่คาดฝัน
  6. Support / SLA – จัดเตรียมอุปกรณ์สำรองให้พร้อมตลอดเวลา เพื่อแทนทีอุปกรณ์ที่มีปัญหาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  7. Integration & Automation – นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดการเกิด Human Error ในระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อน รวมไปถึงออกแบบระบบเครือข่ายให้รองรับการทำงานร่วมกับ 3rd Parties เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ

Leaf/Spine – สถาปัตยกรรมเครือข่ายภายใน Data Center แบบ 2 Tiers ยุคใหม่

จากการศึกษาของ HPE Aruba พบว่า พฤติกรรมของทราฟฟิกที่เกิดขึ้นภายใน Data Center เปลี่ยนไปจากเดิม ร้อยละ 70 ของ Workload จะเป็นการประมวลผลภายใน Data Center เอง หรือกล่าวได้ว่าเป็นทราฟฟิกประเภท East-West ซึ่งการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Multi-tiers สมัยก่อนที่ประกอบด้วย Core – Distribution – Access เพื่อเน้นการรับส่งข้อมูลแบบ North-South จึงไม่ตอบโจทย์ความต้องของ Data Center ยุคใหม่อีกต่อไป การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ 2 Tiers (Spines & Leafs) ที่เน้นการรับส่งข้อมูลแบบ East-West และมีความซับซ้อนน้อยกว่า รวมไปถึงสามารถขยายระบบในอนาคตได้ง่าย จึงเป็นทางเลือกใหม่ของ Data Center ในปัจจุบัน

สำหรับการออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Spines & Leafs นั้น จะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบตามขนาดของ Data Center และความต้องการด้านการขยายระบบในอนาคต ดังนี้

  • Spine (Top of Rack) – ใช้ Spine Switch เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์โดยตรง บริหารจัดการง่าย เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดเล็กที่ไม่ต้องการขยายระบบมากในอนาคต
  • Layer 2 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 2 ซึ่งยังคงง่ายต่อการบริหารจัดการ เหมาะสำหรับ Data Center ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ไม่เกิน 1,000 Server Ports) และมีแนวโน้มจะขยายระบบเพิ่มในระดับหนึ่ง
  • Layer 3 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 3 ลดข้อจำกัดด้านจำนวน VLAN สามารถขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากได้ในอนาคต
  • VxLAN Overlay – ต่อยอดจาก Layer 3 Leaf/Spine ด้วยการครอบ VxLAN เพื่อให้แต่ละเซิร์ฟเวอร์รับส่งข้อมูลหากันได้ง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากหรือมีหลายๆ Data Center ในอนาคต

Centralized Services Architecture ไม่เหมาะต่อการขยายระบบ Data Center

โดยทั่วไปแล้ว การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine สามารถแบ่งกลุ่ม Leaf Switch ออกได้ตามประเภทของแอปพลิเคชันหรือเซอร์วิสที่ใช้งาน เช่น Compute Leaf, Storage Leaf, Service Leaf, Border/Edge Leaf เป็นต้น อุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ เช่น Firewall และ Load Balance มักเชื่อมต่อผ่าน Service Leaf เพื่อให้เกิดการจัดการแบบรวมศูนย์ กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Centralized Services อย่างไรก็ตาม การโยกทราฟฟิกให้มาผ่าน Service Leaf ก่อนที่จะไปยังจุดหมายปลายทางนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ องค์กร ทั้งยังสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์และก่อให้เกิด Latency ที่สูง นอกจากนี้ยังไม่สามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย

HPE Aruba จึงได้นำเสนอสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services โดยนำบริการด้านเครือข่ายต่างๆ เช่น Firewall และ Load Balance มาใส่ไว้ใน Leaf Switch แทน เพื่อจัดการทราฟฟิกที่วิ่งผ่านโดยตรง เสมือนวางขวางหน้า Workload ไม่จำเป็นต้องโยกทราฟฟิกไปยัง Service Leaf อีกต่อไป ลดการก่อ Latency ที่เปล่าประโยชน์และเพิ่มความง่ายในการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือสามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย ตอบโจทย์ทั้งการทำ Macro และ Micro Segmentation

แนะนำ Aruba CX 10000 Distributed Services Switch

แน่นอนว่าการเพิ่มบริการด้านเครือข่ายอื่นๆ เข้าไปยัง Switch ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวม HPE Aruba จึงได้เพิ่มชิปเซ็ต Pensando ประสิทธิภาพสูงเข้าไปยัง Aruba CX 10000 – Distributed Services Switch สำหรับทำหน้าที่เป็น Data Processting Unit (DPU) ที่สามารถประมวลผลทราฟฟิกได้ด้วยความเร็วในระดับ 800G และจัดเก็บ State ของทราฟฟิกได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ HPE Aruba สามารถเสริมบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเข้าไปใน Switch ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Stateful Firewall, DDoS Protection, Encryption, NAT, Load Balancer, Flow Logging และอื่นๆ

สำหรับการบริหารจัดการนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • Aruba Fabric Composer – โซลูชัน Software-Defined Orchestration อัจฉริยะที่ใช้บริหารจัดการ Switch ในระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine ทั้งการทำ Provisioning และ Deployment
  • Pensando Policy Services Manager – ระบบการจัดการบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ ที่ให้บริการผ่านชิปเซ็ต Pensando

ผู้ที่สนใจการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Spines & Leafs ด้วยสถาปัตยกรรม Distributed Services สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center” โดยคุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com หรือโทรศัพท์ 085-912-8968

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-data-center-networking-trends-by-hpe-aruba/

TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 | 21 – 23 มิ.ย. นี้

TTT Virtual Summit เป็นซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ของ TechTalkThai ที่มีคนสาย IT ติดตามมากกว่า 8,000 คน โดยครั้งที่ 3 ของปี 2022 นี้จัดขึ้นภายใต้ธีม Enterprise Cloud & Data Center 2022 เพื่ออัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม การประยุกต์ใช้ และแนวทางปฏิบัติทางด้าน Cloud และ Data Center ที่น่าสนใจในปี 2022 ทั้งเรื่อง Supercomputer, Cloud Native Technology, Industry Cloud, Container & Serverless, CPU & GPU, Server & Storage & HCI Trends และ Security & Compliance รวม 18 หัวข้อ

เนื้อหาทั้งหมดบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก Data Center Providers, Internet Service Providers, Cloud Providers และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ AIS, AMD, Cloudflare, Computer Union, Cyber Elite, Dell Technologies, Fortinet, HPE Aruba, Infor, Intel, Microsoft, Nutanix, Oracle, Red Hat, Tenable และ Veeam

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษจากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ที่จะมาอัปเดต “แนวโน้ม ทิศทาง และตัวอย่างการใช้ Supercomputer ของไทยในปัจจุบัน” และ Microsoft ที่จะมาเจาะลึก “Microsoft Windows Server 2022 และ SQL Server 2022 กับการวางรากฐานสู่ Hybrid Cloud อย่างสมบูรณ์” ให้ทุกท่านได้ฟังกัน

📆 วันที่ 21 – 23 มิถุนายน 2022
⏰ เวลา 13:15 – 16:30 น.
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, IT Manager, Cloud Architect, System Engineer, System Admin, และผู้ที่สนใจด้าน Cloud และ Data Center

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPad Air รุ่นใหม่, iPhone 13, AirPods Max และ Redmi Watch 2 Lite รวม 9 รางวัล มูลค่ากว่า 80,000 บาท จับรางวัลใหญ่ทุกวัน !!

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/cd22/

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-enterprise-cloud-and-data-center-2022/

รับมือกฎหมาย PDPA ด้วยการปกป้องความเป็นส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cybersecurity 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณณัฏฐวี สกุลรัตน์ Chief Marketing Officer จาก Netka ได้ออกมาอัปเดตเรื่องการเตรียมความพร้อมขององค์กรให้ครอบคลุม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่กำลังบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ รวมไปถึงแนะนำเทคโนโลยีจาก Netka ที่จะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย ดังนี้

ปัญหาที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การออกกฎหมาย PDPA คือ การที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลสู่สาธารณะ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ข้อมูลต่างๆ ถูกแปลงให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลสามารถหลุดออกไปได้หลากหลายช่องทางโดยบางครั้งเจ้าของข้อมูลก็ไม่รู้ตัว เช่น การโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลลงสื่อสังคมออนไลน์ การใช้บริการแอปพลิเคชันต่างๆ แล้วกดตกลงให้ความยินยอมในการให้ข้อมูลเองโดยไม่อ่านรายละเอียด การโดนแฮ็กหรือเจาะขโมยข้อมูล การถูกหลอกลวงด้วยวิธีต่างๆ เช่น Phishing เป็นต้น

การรั่วไหลหรือขโมยข้อมูลส่วนบุคคลอาจนำไปสู่ความเสียหายดังต่อไปนี้

  • ถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เช่น เลขบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเพื่อฉ้อโกงผู้อื่น คลิปส่วนตัวถูกข่มขู่แบล็กเมล เป็นต้น
  • โดนจารกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หมายเลขบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า หรือโอนเงินจากบัญชีธนาคาร
  • ถูกนำไปทำการตลาดต่อ ส่งผลให้เจ้าของข้อมูลถูกรบกวนด้วยโฆษณา ขายสินค้าและบริการต่างๆ
  • ถูกปลอมแปลงตัวตน แล้วเอาไปแอบอ้างทำเรื่องเสียหายหรือผิดกฎหมาย

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ ทั้งในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรืออิเล็กทรอนิกส์ กฎหมาย PDPA จึงถูกพัฒนาและเตรียมบังคับใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2022 นี้

หลักสำคัญของกฎหมาย PDPA สามารถสรุปได้เป็น 6 ประเด็น ดังนี้

  1. เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ลบ เพิ่ม ห้าม แก้ไข และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองได้
  2. ต้องให้ความสะดวกในการขอเพิกถอนสิทธิ เช่นเดียวกับตอนที่ขอข้อมูลมาจากเจ้าของข้อมูลในตอนแรก
  3. เก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น ตามวัตถุประสงค์ในการขอข้อมูลมา
  4. เมื่อพบข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง
  5. ต้องมีผู้ดูแล รับผิดชอบ และควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
  6. โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท โดยอาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ไม่ว่าจะเป็น Data Controllers หรือ Data Processors

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในกฎหมาย PDPA สามารถดูได้ตามรูปด้านล่าง

8 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมขององค์กรก่อน PDPA ประกาศใช้

Netka ได้ให้คำแนะนำสำหรับการเตรียมความพร้อมขององค์กรในภาพใหญ่ 8 ข้อ ดังนี้

  1. ทำความเข้าใจว่ากฎหมาย PDPA คืออะไร
  2. ตั้งงบประมาณ
  3. แต่งตั้งทีมรับผิดชอบ
  4. กำหนดประเภทข้อมูลและวัตถุประสงค์
  5. เตรียมข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติในการปกป้องข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
  6. สร้างความตระหนักรู้ให้กับเจ้าของข้อมูลและประชาสัมพันธ์ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  7. พัฒนาทักษะและกระบวนการตรวจสอบ
  8. ปรับปรุงกระบวนการและออกแบบให้เหมาะสมกับการคุ้มครองข้อมูงส่วนบุคคลอยู่เสมอ

สำหรับขั้นตอนในการรับมือกฎหมาย PDPA โดยละเอียด Netka ได้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ

1. Data Discovery ค้นหาและตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล
2. Privacy Policy กำหนดการใช้หรือการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
3. Security Measurement วางมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
4. Data Transfer วางระบบการบริหารจัดการ การส่ง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
5. DPO แต่งตั้งผู้กำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล

PDPA in Action

เมื่อนำกฎหมาย PDPA มาแปลงให้อยู่ในระบบสารสนเทศ จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ Data Subject Request, Front-end (DPO) และ Back-end System ซึ่งแต่ละส่วนมีองค์ประกอบย่อยดังนี้

Netka นำเสนอโซลูชัน Netka Data Privacy & Protection (NDPP) ที่จะเป็นตัวช่วยให้การปรับใช้ข้อบังคับทางกฎหมาย PDPA ให้อยู่ในรูปแบบของเทคโนโลยี (PDPA Compliance Tool) ช่วยให้องค์กรของคุณสามารถปฏิบัติตาม PDPA ได้อย่างครอบคลุม โดย NDPPให้บริการในส่วน Front-end ได้แก่ Consent Management, Cookie Management, Privacy Policy Management, Request/Case Management และ Audit Report

ทั้งยังเพิ่มศักยภาพด้วยระบบ Automation ผ่านการใช้ Workflow มาเสริมการทำงานในการปรับปรุง แก้ไข และเชื่อมต่อกับระบบ Back-end เช่น Data Discovery, Data Masking, DLP, IRM, Database Firewall, Database Encryption ให้ทำงานร่วมกันอย่างอัตโนมัติ ลดภาระของผู้ดูแลระบบที่ต้องรับผิดชอบงานในส่วนนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Netka Data Privacy & Protection ได้ที่ https://pdpa.netkasystem.com/

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ PDPA สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “รับมือกฎหมาย PDPA ด้วยการปกป้องความเป็นส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” โดยคุณณัฏฐวี สกุลรัตน์ Chief Marketing Officer จาก Netka ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cybersecurity 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 26 – 28 เมษายน ได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cs-pdpa-by-netka/