คลังเก็บป้ายกำกับ: TRUE_IDC

[Case Study] SD Plus Group มั่นใจ True IDC Cloud ส่งมอบบริการ Warehouse Management System แบบบูรณาการแก่ลูกค้า

ในฐานะ System Integrator ต้องคัดสรรโซลูชันและบริการที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด ส่งมอบให้แก่ลูกค้า SD Plus Group เลือกใช้บริการ True IDC Cloud ที่ทั้งเสถียรและยืดหยุ่นเป็น Infrastructure เพื่อส่งมอบระบบ Warehouse Management System ที่พร้อมเชื่อมต่อกับทุกระบบที่ลูกค้าใช้งานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบหลังร้านและระบบ ERP หรือระบบหน้าร้านและระบบ Market Place สร้างกระบวนการทำงานแบบครบวงจร

SD Plus Group หนึ่งใน System Integrator ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

SD Plus Group เป็นบริษัท System Integrator ด้าน IT Infrastructure ของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 โดยเริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่าย PC, Laptop และ Printer และขยับไปสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบเครือข่าย ระบบโทรศัพท์ และกล้องวงจรปิดในปีถัดมา จากนั้นก็เริ่มให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Outsourcing, Maintenance Service, Online Marketing, Digital Signage รวมถึงมี Marketplace เป็นของตนเอง ก่อนขยายบริการสู่ IT Infrastructure สำหรับองค์กร เช่น Networking, Server & Storage, Data Center, Server Room, OA & FA Solutions และล่าสุดก็เริ่มให้บริการโซลูชันแพลตฟอร์มด้าน Logistics & e-Commerce (Warehouse Management System) และ Smart Meeting Room นับเป็นบริษัทด้าน System Integrator ที่เติบโตเร็วและมีบริการให้เลือกหลากหลาย

จับมือ MOLOG ให้บริการระบบ Warehouse Management System แก่ธุรกิจไทย

SD Plus Group เป็นพาร์ทเนอร์รายแรกของ MOLOG (Modern Logistics) ผู้ให้บริการ Logistics Management Platform สัญชาติไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงน้อยนิดในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจเข้าสู่ตลาดออนไลน์ได้ง่าย จัดการงาน Logistics ได้ดีขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนลดลง และทำงานได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการจัดการคำสั่งซื้อ คลังสินค้า และขนส่ง ที่สำคัญคือรองรับภาษาไทยและสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ขององค์กร เช่น ระบบหลังร้านและระบบ ERP หรือระบบหน้าร้านและระบบ Market Place ผ่านทาง OpenAPI โดยใช้งานได้ทั้งในรูปแบบ SaaS และ On-premises

คุณนพรัตน์ พรมสุวรรณ ระบุว่า ความท้าทายสำคัญในการส่งมอบโซลูชันของ MOLOG ให้แก่ลูกค้า คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ดูแลระบบคลังสินค้ามักไม่ใช่ฝ่าย IT และไม่ค่อยได้รับการซัพพอร์ตจากฝ่าย IT หรือบางบริษัทอาจจะไม่มีฝ่าย IT เลย ส่งผลให้ SD Plus Group ต้องนำเสนอโซลูชันแบบบูรณาการ คือ ควบรวมในส่วน IT Infrastructure และในส่วนของ Middleware และระบบ ETL เพื่อเชื่อมต่อ MOLOG เข้ากับระบบอื่นๆ ที่ลูกค้าใช้งานอยู่ด้วย ได้แก่ ระบบ ERP, ระบบหลังร้าน รวมไปถึงระบบ Scan (Barcode และ QR Code) และระบบ RFID

“ก่อนหน้านี้เราใช้ Cloud ของผู้ให้บริการในไทยรายหนึ่งเป็น Infrastructure ในการพัฒนา Middleware และระบบ ETL สำหรับเชื่อมต่อ MOLOG WMS เข้ากับระบบของลูกค้าแต่มักติดปัญหาเชิงเทคนิคทั้งในส่วนของการเพิ่มลด Spec การเพิ่มทรัพยากรชั่วคราวขณะทำโปรโมชันต่างๆซึ่งมีขั้นตอนวุ่นวายซับซ้อนและขาดความยืดหยุ่นส่งผลให้บริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที” – คุณนพรัตน์ พรมสุวรรณ กล่าวถึงปัญหาจากการใช้ Cloud ก่อนหน้านี้

เลือกใช้บริการ True IDC Cloud เป็น Infrastructure ส่งมอบโซลูชัน Warehouse Management System แบบบูรณาการร่วมกับ MOLOG

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเชิงเทคนิคต่างๆ และความไม่ยืดหยุ่นของระบบ SD Plus Group จึงตัดสินใจค้นหาผู้ให้บริการ  Cloud ในไทยที่มีระบบที่เสถียร ยืดหยุ่น และ สามารถปรับแต่งการใช้งานได้ง่าย ซึ่งหลังจากประเมินผู้ให้บริการหลายรายแล้ว ก็ได้เลือกใช้ระบบ Cloud ของ True IDC ที่ให้บริการได้ตรงตามความต้องการของ SD Plus Group มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มลด Spec ตามปริมาณการใช้งานแบบอัตโนมัติ ขณะทำโปรโมชันสั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ค่าบริการสมเหตุสมผล ที่สำคัญ มีผู้เชี่ยวชาญคนไทยเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง จึงสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ทันท่วงที มั่นใจเรื่องความต่อเนื่องในการใช้งาน

บริการ Cloud ของ True IDC นอกจากจะถูกใช้เพื่อพัฒนา Middleware และระบบ ETL สำหรับเชื่อมต่อ MOLOG WMS เข้ากับระบบอื่นๆ ของลูกค้าแล้ว SD Plus Group ยังได้ติดตั้ง MOLOG WMS บน Cloud เพื่อใช้ Demo และ POC ให้ลูกค้าดูอีกด้วย ลดภาระในการขนย้ายอุปกรณ์ไปติดตั้งที่ไซต์ลูกค้า

เตรียมให้บริการ Disaster Recovery และ Cloud Storage บน Cloud ของ True IDC ในอนาคต

นอกจากนี้ SD Plus Group ยังวางแผนนำเสนอโซลูชันของบริษัทฯ ควบคู่กับบริการของ True IDC Cloud ให้แก่ลูกค้า เช่น โซลูชัน Data Center พร้อมบริการ Disaster Recovery บน Cloud ให้ลูกค้าที่มองหาไซต์สำรอง หรือโซลูชัน Smart Meeting Room ก็จะใช้ Cloud Storage ของ True IDC สำหรับจัดเก็บบันทึกการประชุม เป็นต้น

“หนึ่งในปัจจัยที่เราใช้พิจารณาผู้ให้บริการ Cloud ในไทยคือความน่าเชื่อถือจนถึงตอนนี้ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า Cloud ของ True IDC มีความเสถียรสูงเชื่อถือได้ การใช้งาน True IDC Cloud สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าของ SD Plus Group ว่ามีบริการที่ดีตอบสนองเร็วแก้ไขปัญหาต่างๆได้ในเวลาไม่นานและในฐานะ System Integrator คือเราสามารถนำเสนอบริการต่อให้แก่ลูกค้าได้อย่างมั่นใจ” – คุณนพรัตน์ พรมสุวรรณกล่าวถึงการเลือกใช้ Cloud ของ True IDC

สนใจใช้บริการ Cloud ของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/sd-plus-group-chooses-true-idc-cloud-to-deliver-complete-wms-solution/

Prohome Estate พลิกโฉมการทำงาน ส่งมอบบริการอสังหาฯ ทันใจ ด้วย Google Workspace จาก True IDC

ในยุคที่ทุกองค์กรต้องปรับตัวเพื่อให้ตามทันสถานการณ์โลก จนทำให้องค์กรต้องตอบรับเทรนด์การทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ ไม่เว้นแม้แต่ในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างบริษัท Prohome Estate ที่นำโซลูชัน Google Workspace มาตอบโจทย์เพื่อช่วยให้การทำงานร่วมกันรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมส่งมอบบริการอันรวดเร็วทันใจแก่ลูกค้า

ทีมงาน TechTalkThai ขอพาทุกท่านไปร่วมรู้จักบริษัท Prohome Estate กับการพลิกโฉมครั้งใหม่สู่การทำงานแห่งอนาคตผ่านมุมมองของคุณสมศักดิ์ ศุภปีติพร กรรมการบริษัท Prohome Estate พร้อมเรียนรู้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเลือกใช้บริการ Google Workspace จาก True IDC

Prohome Estate ผู้เชี่ยวชาญวงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 20 ปี

Prohome Estate (โปรโฮม เอสเตท) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการซื้อขาย การให้เช่า และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท อาทิ บ้าน ทาวน์เฮาส์ อาคารห้องชุด คอนโดมิเนียม โฮมออฟฟิศ อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ รวมไปถึงโรงงานและที่ดินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในประเทศไทย

Image credit: Prohome Estate

ด้วยประสบการณ์ของทีมงานมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ บริษัท Prohome Estate จึงมีความเชี่ยวชาญที่พร้อมสนองตอบทุกความต้องการของลูกค้าในทุกระดับด้วยบริการให้คำแนะนำและจัดหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การหาที่พักอาศัย การลงทุนและประกอบธุรกิจ และการร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบซื้อ ขาย เช่า ขายฝาก ดังนั้น ความเชี่ยวชาญในด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างครอบคลุมทุกมิตินี้เองจึงทำให้ Prohome Estate ถือว่าเป็น  “พันธมิตรที่เชื่อถือได้ของคุณ”

ความท้าทายครั้งใหญ่สู่การพลิกโฉมวิถีทำงานแบบใหม่ของ Prohome Estate

คุณสมศักดิ์ได้เล่าว่า แต่เดิมมีพนักงานที่ดูแลส่วนกลางระบบ IT งานติดต่อลูกค้า ซึ่งต้องประจำอยู่ในออฟฟิศ และพนักงานฝ่ายขายที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการประสานงานการซื้อขายและเดินทางออกไปพบลูกค้านอกสถานที่ ซึ่งพนักงานขายต้องเข้าบริษัทเพื่อรวบรวมเอกสารจากออฟฟิศแล้วส่งต่อให้กับลูกค้าหน้างานในภายหลัง

ทว่าในช่วงสถานการณ์ COVID-19 บริษัท Prohome Estate ก็เผชิญปัญหาเรื่องการดำเนินงานเช่นเดียวกับหลาย ๆ องค์กรที่ไม่สามารถเข้าไปทำงานในออฟฟิศได้เหมือนเดิม จนเกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการเอกสารที่อยู่ในบริษัท อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้พนักงานไม่สามารถประชุมร่วมกันในบริษัท ส่วนพนักงานขายก็ไม่สามารถเดินทางไปพบลูกค้าและส่งมอบบริการได้

ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับบริษัท Prohome Estate ซึ่งหากบริษัทไม่เร่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างทันท่วงทีก็ย่อมส่งผลให้การบริการล่าช้า และการดำเนินงานไม่รวดเร็วเหมือนเช่นเคย ดังนั้น บริษัทจึงต้องพลิกโฉมวิถีการดำเนินงานที่เอื้อให้การเข้าถึงข้อมูลเอกสารเหล่านี้สะดวกขึ้นทั้งแก่พนักงานและลูกค้า พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่รองรับการทำงานร่วมกันโดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่

“เมื่อเอกสารมีศูนย์รวมอยู่ที่ออฟฟิศเป็นหลัก บริษัท Prohome Estate จึงมองหาวิธีการที่ปรับให้ข้อมูลเอกสารเหล่านี้เข้าถึงได้นอกพื้นที่ของออฟฟิศ และวิธีที่เอื้อให้พนักงานสามารถติดต่อกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วเหมือนก่อนช่วง COVID-19”

คุณสมศักดิ์ กล่าว

ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดในการทำงานด้วยโซลูชันที่ทันสมัยอย่าง Google Workspace 

จากความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้น Prohome Estate ได้ขยายทีมครั้งใหญ่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่สูงขึ้นให้มีประสิทธิภาพ จึงได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ Google Workspace ที่สามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะ Google Workspace มีฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การทำงานร่วมกันของพนักงานในองค์กร นอกจากจะช่วยให้การทำงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว การทำงานร่วมกับลูกค้าก็สะดวกสบายและรวดเร็วทันใจเช่นกัน โดยฟีเจอร์หลักที่บริษัทใช้งานเป็นประจำ ได้แก่

  • Google Meet สำหรับการประชุมพนักงานและลูกค้าทางออนไลน์ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ แม้พนักงานขายที่ไม่ได้ประจำอยู่ที่ออฟฟิศ ก็สามารถเข้าร่วมประชุมได้ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตของตนเอง รวมถึงสามารถนัดประชุมกับลูกค้าได้อย่างสะดวกสบาย
  • Google Drive สำหรับการจัดเก็บเอกสารบนคลาวด์ พนักงานสามารถเข้าถึงไฟล์และส่งต่อให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้เข้าออฟฟิศ
  • Google Docs / Sheet สำหรับการแก้ไขและพิมพ์เอกสารพร้อมใช้งานได้ทันที และแชร์ไฟล์แก่พนักงานในองค์กรและลูกค้าได้โดยตรง ลดขั้นตอนและร่นเวลาในการดาวน์โหลดหรืออัปโหลดไฟล์
  • Google Calendar สำหรับการนัดหมายต่าง ๆ ทั้งภายในบริษัทและภายนอกองค์กร
  • Gmail สำหรับการรับส่งอีเมลที่สามารถทำงานร่วมกับระบบนิเวศของ Google Workspace ได้อย่างไร้รอยต่อ

คุณสมศักดิ์มองว่า เมื่อมีเครื่องมือที่รองรับการทำงานของพนักงานอย่าง Google Workspace ก็ช่วยส่งเสริมให้การทำงานของพนักงานรวดเร็วขึ้น การติดต่อประสานงานง่ายขึ้นและทันเหตุการณ์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อันนำมาซึ่งความพึงพอใจที่มากขึ้นของลูกค้าจากการทำงานที่รวดเร็วและตอบสนองลูกค้าได้ทันใจ

“การทำงานที่รวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการลูกค้าในยุคสมัยนี้ การบริการต้องไวเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า”

คุณสมศักดิ์ กล่าว

นอกจากคุณสมบัติของ Google Workspace ที่เอื้อต่อการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเข้าถึงข้อมูลได้แม้อยู่นอกบริษัทแล้ว บริษัท Prohome Estate ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งคุณสมศักดิ์มั่นใจว่า ระบบของ Google Workspace เป็นระบบที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้เช่นเดียวกันด้วยฟีเจอร์การให้อนุญาตการเข้าถึงไฟล์เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันข้อมูลขององค์กรได้อย่างมั่นคงปลอดภัยเป็นอย่างดี

True IDC เบื้องหลังผู้ให้บริการ Google Workspace อย่างราบรื่น

คุณสมศักดิ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลือกใช้ Google Workspace ผ่านบริการของ True IDC ว่าได้รับคำแนะนำจากบริษัทหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์การใช้งานโซลูชันต่างๆ True IDC มาก่อนหน้านี้ และรู้สึกพึงพอใจต่อบริการ จึงแนะนำให้บริษัท Prohome Estate เลือกใช้ Google Workspace ผ่านบริการของ True IDC 

ซึ่งเมื่อได้ร่วมงานกับ True IDC อย่างจริงจังแล้ว แม้ก่อนหน้านี้บริษัท Prohome Estate จะเคยประสบปัญหาเรื่องการย้ายและสำรองข้อมูลในช่วงเริ่มต้นใช้งาน แต่ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพของ True IDC ทำให้ทีมงาน True IDC เข้ามาช่วยเหลือพร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ ทำให้สามารถดำเนินการถ่ายโอนและสำรองข้อมูลได้อย่างราบรื่นในเวลาอันสั้น

สำหรับพนักงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน Google Workspace ทาง True IDC ก็ได้มีการให้คำชี้แนะเป็นอย่างดี ทำให้พนักงานพร้อมทำงานร่วมกับเครื่องมือของ Google Workspace ได้อย่างง่ายดาย

“โซลูชัน Google Workspace ถือว่าตอบโจทย์การทำงานในองค์กร เหมาะสำหรับการทำงานในยุคที่ต้องการความรวดเร็ว และผมประทับใจในการให้บริการของทาง True IDC มาก และยืนยันว่า True IDC สามารถให้บริการโซลูชันสำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี”

คุณสมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับองค์กรที่สนใจใช้บริการ Google Workspace ผ่านบริการของ True IDC หรือต้องการรับคำปรึกษา สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือ โทร. 0-2494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/prohome-estate-x-google-workspace-by-true-idc/

TI เลือก True IDC Co-location ยกระดับบริการ Off-site Backup และ Disaster Recovery แก่ลูกค้า

Cyber Resilience คือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ระบบต่างๆ ขององค์กร โดยเฉพาะบริการออนไลน์ ต้องพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้โดยไม่สะดุด บทความนี้ คุณพีรวิชญ์ วรรณวิทยาภา กรรมการผู้จัดการจาก Technology Infrastructure (TI) บริษัท System Integrator ชั้นนำของไทย จะมาเล่าถึงเหตุผลว่าทำไม TI ถึงเลือกใช้ Co-location จาก True IDC เพื่อให้บริการ Off-site Backup และ Disaster Recovery แก่ลูกค้าองค์กรขนาดกลางและใหญ่ของตน

รู้จัก Technology Infrastructure

Technology Infrastructure หรือ TI เป็นบริษัท System Integrator ที่ช่วยองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่วางระบบ IT มานานกว่า 20 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญทางด้าน System, Network, Cybersecurity และ Cloud โดยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง จัดอบรม ไปจนถึงการดูแลบริหารจัดการระบบให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุคดิจิทัลในปัจจุบัน นอกจากนี้ TI ยังมุ่งหมายที่จะเป็นผู้ที่ช่วยขับเคลื่อนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง Smart IoT หรือ Smart City เพื่อส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งกลุ่มธนาคาร หน่วยงานอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ก้าวหน้าและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

บริการ Co-location ของหลายๆ ผู้ให้บริการในตลาดยังไม่ตอบโจทย์

ปัจจุบันนี้ หลายธุรกิจต้องการพื้นที่สำหรับวางเซิร์ฟเวอร์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในยุคดิจิทัล รวมไปถึงระบบที่มี Cyber Resilience เพื่อให้มั่นใจระบบจะพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นต้องมีระบบ Off-site Backup และ Disaster Recovery ส่งผลให้ TI ต้องมองหาผู้ให้บริการ Co-location ที่ได้มาตรฐานสากล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นผู้นำในตลาด เพื่อส่งมอบโซลูชัน Off-site Backup และ Disaster Recovery ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของตน

อย่างไรก็ตาม คุณพีรวิชญ์พบว่า ผู้ให้บริการในตลาดหลายรายมีระบบ Co-location ที่ไม่ตอบโจทย์การทำ Off-site Backup และ Disaster Recovery ตามมาตรฐานของ TI ที่จะนำเสนอต่อลูกค้า ทั้งเรื่องสถานที่ การจัดสัดส่วนพื้นที่ ความเสถียรของระบบสำรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟหรือลิงก์สำรอง ทำให้เกิดข้อจำกัดบางประการเมื่อต้องส่งมอบโซลูชันให้แก่ลูกค้า จนกระทั่งมาพบกับ True IDC ผู้ให้บริการ Data Center และระบบ Cloud ชั้นนำของไทย

Co-location ของ True IDC มีมาตรฐานสูง ตอบโจทย์การทำ Off-site Backup และ Disaster Recovery

คุณพีรวิชญ์และ TI ได้ประเมินบริการ Co-location ของ True IDC พบว่า True IDC มีการลงทุนในบริการเหล่านี้มากกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในตลาด ทั้งด้านสถานที่ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟ ลิงก์ และระบบสำรองต่างๆ ทั้งยังมีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล มีความน่าเชื่อถือสูง ที่สำคัญคือทีมงานมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เข้าใจธุรกิจของลูกค้าในหลายๆ อุตสาหกรรม ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของ TI ได้หลากหลายรูปแบบ

นอกจากนี้ True IDC ยังให้บริการ Managed Services ทั้งการดูแลอุปกรณ์และระบบของลูกค้าแบบครบวงจร แก้ปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีจำกัด รวมไปถึงลดภาระต้นทุนในการจัดเตรียมสถานที่และซื้ออุปกรณ์มาติดตั้งดูแลเอง ช่วยให้ลูกค้าของ TI สามารถลงทุนและส่งเสริมให้บุคลากร IT พัฒนานวัตกรรมเพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ตนเองได้

ให้บริการลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรม สร้าง Cyber Resilience ให้แก่ธุรกิจ

ปัจจุบันนี้ TI ให้บริการการเฝ้าระวังและดูแลระบบ IT รวมไปถึง Backup as a Service และ Disaster Recovery as a Service ผ่านบริการ Co-location ของ True IDC แก่ลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือลูกค้ากลุ่มบริษัทมหาชนที่ให้บริการสตูดิโอ สื่อสิ่งพิมพ์ และทำโฆษณา นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานราชการ บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น และบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้ระบบ IaaS และ ERP เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย 

การให้บริการของ TI ช่วยให้ลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสาขาหรือศูนย์บริการเป็นจำนวนมาก มีโซลูชันการสำรองข้อมูล ทั้ง Backup และ Disaster Recovery ในกรณีที่ระบบหลักเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์เอง องค์กรสามารถใช้ระบบหรือข้อมูลที่สำรองไว้ภายนอกทำงานต่อได้ทันที สร้าง Cyber Resilience ให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดชะงัก ที่สำคัญคือประหยัดกว่าการลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจาก TI ให้บริการในรูปแบบ as a Service ทำให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แต่อย่างใด ทั้งยังมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้งานได้ตามต้องการ และมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก TI และ True IDC ช่วยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ทีมฝ่ายขายและฝ่ายเทคนิคมีความเชี่ยวชาญ ช่วยสนับสนุน TI ส่งมอบโซลูชันแก่ลูกค้า

ทีมฝ่ายขายและฝ่ายเทคนิคของ True IDC เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าของ TI ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสถานที่ตั้งที่เหมาะสมในการวางระบบ Co-location การให้บริการอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและได้มาตรฐานสากล รวมถึงช่วยประสานงานในการติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบของลูกค้า ตลอดจนการดูแลให้ระบบทั้งหมดสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและพร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์

TI ใช้บริการ Co-location ของ True IDC ในการส่งมอบบริการ Off-site Backup และ Disaster Recovery ให้แก่ลูกค้าของตนมานานกว่า 5 เดือนแล้ว พบว่ามีกระแสตอบรับดีมากจากลูกค้าและทีมวิศวกรของ TI เอง ระบบมีความเสถียร สามารถสำรองข้อมูลและเปลี่ยนไปใช้งานระบบสำรองได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

นอกจากเรื่อง Cyber Resilience แล้ว ปัจจุบัน TI ยังเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการ Smart City ในหลายจังหวัด โดยให้บริการเสาไฟอัจฉริยะที่มีหลายฟังก์ชันในตัว เช่น Wi-Fi ฟรี, แผงโซลาร์เซลล์, เปิดปิดไฟอัตโนมัติ, วัดอุณหภูมิ ความชื้น ฝุ่น PM 2.5 และกล้อง CCTV สำหรับจับพฤติกรรมของสิ่งแวดล้อม ถ้าพบเหตุผิดปกติก็จะแจ้งเตือนมายังส่วนกลาง ซึ่ง TI ก็ได้นำเสนอซอฟต์แวร์สำหรับเฝ้าระวังระบบทั้งหมด ทั้งนี้ ในอนาคตอาจเปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud เพราะสะดวกกว่าและขยายระบบได้ง่ายกว่า แน่นอนว่า True IDC ก็เป็น Cloud Provider หลักที่ TI จะพิจารณาเพื่อใช้บริการ – คุณพีรวิชญ์กล่าว

สนใจใช้บริการ Co-location ของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/ti-uses-true-idc-co-location-service-for-off-site-backup-and-disaster-recovery/

True IDC และ Alibaba Cloud จับมือพัฒนา Multi-cloud และเสริมศักยภาพให้กับแรงงานดิจิทัลของไทย [Guest Post]

บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ ทรู ไอดีซี ร่วมกับ อาลีบาบา คลาวด์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีและบริการคลาวด์คอมพิวติ้งไปยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของประเทศให้เพิ่มพูนทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลที่จำเป็น โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้มีคุณธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไปของทรู ไอดีซี และคุณเซลิน่า หยวน ประธานด้านธุรกิจระหว่างประเทศ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ เป็นตัวแทนในการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

ทั้งนี้ ทรู ไอดีซี และ อาลีบาบา คลาวด์  ได้ร่วมมือกันปลดล็อกศักยภาพการทำธุรกิจด้วยการนำความสามารถของเทคโนโลยีคลาวด์มาปรับใช้ผ่านความร่วมมือ 3 ด้าน ประกอบด้วย

1. การขยายศักยภาพในการให้บริการมัลติคลาวด์ร่วมกัน

ภายใต้ความร่วมมือนี้ทรู ไอดีซีจะเป็นพันธมิตรผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะของอาลีบาบา คลาวด์อย่างเป็นทางการ รวมถึงจะร่วมพัฒนาโซลูชันมัลติคลาวด์ (Multi-cloud Solution) เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของทรู ไอดีซีและอาลีบาบา คลาวด์ให้สามารถทำงานร่วมกันและครอบคลุมการทำงานแบบคลาวด์เนทีฟ (Cloud Native) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางด้านดิจิทัลขององค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย

2. การเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ในประเทศไทย

ทรู ไอดีซีและอาลีบาบา คลาวด์ จะมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนากลุ่มบุคลากรด้านเทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud Professional) ให้มีความรู้ความสามารถในการปรับใช้บริการคลาวด์และเครื่องมือที่หลากหลายให้ดียิ่งขึ้นและสามารถช่วยเร่งการขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการก้าวไปสู่การดำเนินธุรกิจแบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

3. การสนับสนุนการลงทุนด้านการพัฒนาชุมชนเทคโนโลยีของประเทศไทย 

ทรู ไอดีซีและอาลีบาบา คลาวด์จะร่วมกันสนับสนุนชุมชนเทคโนโลยี (Tech Community) ของไทย โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมสมาชิกที่หลากหลายทั้งสายงานธุรกิจ สายงานด้านไอทีและดิจิทัล ตลอดจนนักเรียนนักศึกษาที่มีความสนใจด้านไอทีและดิจิทัลมากถึง 20,000 รายภายในปี 2566 โดยชุมชนนี้จะการสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ในการใช้งานระบบคลาวด์ รวมถึงส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้การใช้งานคลาวด์ผ่านการฝึกอบรม การปฏิบัติจริง และการรับรองความสามารถเพื่อเสริมทักษะด้านดิจิทัล ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลชั้นนำของไทย ทรู ไอดีซีมุ่งมั่นที่จะยกระดับทุกอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไปสู่ก้าวที่ไกลกว่า

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-and-alibaba-cloud-mou-signing-ceremony/

เชิญร่วมงาน Google Exclusive Workshop: Manage Your Data Wisely with Google Cloud โดย True IDC

21 ตุลาคมนี้ True IDC ขอพาคุณไปเยือนออฟฟิศ Google ประเทศไทย! เพื่อร่วมทำเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Manage Your Data Wisely with Google Cloud” มาทำความรู้จักกับบริการ Google Cloud Platform ตั้งแต่ Core Infrastructure ตลอดจนบริการยอดนิยมอย่าง Google Big Query ตัวช่วยวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลองค์กรอย่างชาญฉลาด ในครั้งนี้ True IDC เตรียมเวิร์กชอปเน้น ๆ มาถึง 3 หัวข้อ ให้คุณได้ลงมือปฏิบัติจริง

พิเศษสุด! ร่วมลุ้นรับของที่ระลึกจาก Google Cloud ในช่วง Q&A รวม 5 รางวัล

📆 วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 9:00 – 13:00 น.
🏢 Google ประเทศไทย (แผนที่, BTS เพลินจิต)
📍 ลงทะเบียนที่: https://bit.ly/3SOpgbt (จำกัด 30 ที่นั่งเท่านั้น)

พร้อมรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อสมัครใช้บริการ Google Cloud Platform ผ่าน True IDC หลังจบงาน

กำหนดการ

09:00 – 09:30 Registration
09:30 – 10:00 Google Cloud Platform – Your Digital Transformation Partner
• Google Cloud Services Overview
• Explore Google Cloud Core Infrastructure
10:00 – 10:30 Workshop 1: Get Started with Google Cloud Shell
10:30 – 11:15 Workshop 2: Set Up Network and HTTP Load Balancers
11:15 – 11:55 Google Big Query – An effortless tool you need
Workshop 3: Experience Big Query on Your Own
11:55 – 12:15 Q&A
12:15 – 13:00 Lunch

from:https://www.techtalkthai.com/google-exclusive-workshop-manage-your-data-wisely-with-google-cloud-by-true-idc/

ACR Management ยกระดับการทำงานแบบดิจิทัล ด้วยบริการ Google Workspace จาก True IDC

การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคดิจิทัล บทความนี้ คุณเหรียญชัย เบญจาศุภวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ACR Management (ACRM) ได้ออกมาเปิดเผยถึงการนำ Google Workspace เข้ามาใช้ในการติดต่อประสานงานระหว่างทีมงานส่วนกลางกับทีมผู้ดูแลโครงการต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้าในแต่ละโครงการที่บริษัทฯ ดูแลอยู่ รวมไปถึงการใช้บริการดังกล่าวผ่าน True IDC

ACR-Management (ACRM) ผู้ให้บริการด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย

ACR-Management หรือ ACRM เป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้บริการด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ เช่น หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน มานานกว่า 13 ปี บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 30 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) มีบริการครอบคลุมตั้งแต่การจดทะเบียนและจัดตั้งนิติบุคคล การจัดหาผู้จัดการและที่ปรึกษาทีมงานไปประจำแต่ละโครงการ ไปจนถึงการจัดทำกฎระเบียบข้อบังคับสำหรับนิติบุคคลและผู้อยู่อาศัย โดยคำนึงถึงการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รวมถึงประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วม และผู้พักอาศัยเป็นหลัก

ปัจจุบันนี้ ACRM มีพนักงานส่วนกลางที่ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ราว 50 คน แบ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติการ วิศวกร บัญชี กฎหมาย จัดซื้อ ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และอื่นๆ สำหรับดูแลทีมงานที่กระจายไปยังโครงการต่างๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 200 คน

ความท้าทายในการจัดการอสังหาริมทรัพย์ในยุคดิจิทัล

คุณเหรียญชัยระบุว่า ในปัจจุบัน ACRM ได้ส่งทีมงานนิติบุคคลไปประจำโครงการต่างๆ มากกว่า 30 โครงการ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมไปถึงต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ระยอง หัวหิน เชียงใหม่ เมื่อทีมงานส่วนกลางและทีมงานประจำโครงการอยู่ต่างสถานที่กัน ทำให้ยากต่อการติดต่อสื่อสารและประสานงานระหว่างกัน อีเมลและโทรศัพท์กลายเป็นช่องทางหลักในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งผลให้การนัดหมาย ประชุม รับส่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารต่างๆ ทำได้ลำบากและไม่ทั่วถึง และเมื่อต้องทำงานร่วมกับเจ้าของร่วมโครงการและผู้อยู่อาศัย ทำให้การบริหารจัดการนิติบุคคลมีความละเอียดอ่อน ทีมงานที่ประจำโครงการต้องตอบสนองต่อคำร้องขออย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

“บุคลากรของเราต้องทำงานร่วมกันจากต่างสถานที่กัน เพื่อให้การทำงานราบรื่น รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด ACRM จึงมองหาเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนตรงจุดนี้ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความพึงพอใจสูงสุด” — คุณเหรียญชัยกล่าวถึงความท้าทายของการทำงานใน ACRM 

ยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันด้วย Google Workspace

ACRM เลือกใช้บริการ Google Workspace มาเพิ่มศักยภาพในการติดต่อประสานงานระหว่างทีมงานส่วนกลางและทีมงานนิติบุคคลประจำโครงการต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเครื่องมือที่ ACRM ใช้งาน ได้แก่

  • Gmail – บริการรับส่งอีเมลที่มั่นใจได้ว่าข้อมูล รายละเอียดที่ต้องการสื่อสาร จะถูกส่งถึงผู้รับอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว
  • Google Meet – บริการประชุมออนไลน์ที่ช่วยให้ทีมงานส่วนกลางและทีมงานที่ประจำโครงการต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้จากทุกที่ ทุกเวลา เสมือนทำงานอยู่ด้วยกัน
  • Google Calendar – บริการปฏิทินออนไลน์แบบครบวงจร ช่วยให้การนัดหมาย ประชุมคณะกรรมการ หรือการประชุมที่ต้องกำหนดทีมงานเข้าไปช่วยบริหารจัดการเป็นจำนวนมาก เช่น ประชุมใหญ่ประจำปี ทำได้สะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังช่วยตรวจสอบสถานะของบุคลากรและจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เช่น การจองอุปกรณ์ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • Google Drive – บริการจัดเก็บและแชร์ไฟล์ร่วมกัน แก้ปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลไม่ทั่วถึง หรือไม่ได้รับข้อมูลล่าสุด ทั้งยังสามารถควบคุมการเข้าถึงไฟล์ได้ตามต้องการ
  • Google Docs และ Google Sheets – บริการเอกสารข้อความและสเปรดชีตที่มีจุดเด่นในการสร้างและแก้ไขข้อมูลบนเอกสารร่วมกันได้ ช่วยให้ทีมงาน เข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันและไม่พลาดการอัปเดตใด ๆ
  • Google Form – บริการแบบฟอร์มออนไลน์ที่ ACRM มักใช้เพื่อจองการประชุม จองทรัพยากรจากส่วนกลาง หรือทำแบบสอบถาม เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว Google Workspace ช่วยให้วิถีการทำงาน นัดหมาย ประชุม และแลกเปลี่ยนข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความถูกต้อง ที่สำคัญคือ สามารถมั่นใจได้ว่าทีมงานทั้งส่วนกลางและที่ประจำโครงการต่างๆ จะได้รับข้อมูลอัปเดตล่าสุดตลอดเวลา

“เราใช้ Google Workspace มาสนับสนุนเรื่องการติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างทีมที่กระจายอยู่ตามโครงการต่าง ๆ มาแล้วครึ่งปี พบว่ามีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานง่าย มีความเสถียรสูง และสามารถออกแบบการใช้งานได้ตามความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้เราประสานงานกับเจ้าของร่วมโครงการและผู้อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น” — คุณเหรียญชัยกล่าวถึงประสบการณ์ใช้งาน Google Workspace จนถึงปัจจุบัน

True IDC ผู้ช่วยคนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ Google Workspace

ACRM เลือกใช้บริการ Google Workspace ผ่าน True IDC เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud ชั้นนำของไทยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นมืออาชีพสูง  ทีมฝ่ายขายมีความจริงใจในการนำเสนอแพ็กเกจที่เหมาะสมต่อความต้องการขององค์กร ในขณะที่ทีมฝ่ายเทคนิคก็ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ทำงานประสานกับฝ่าย IT ของ ACRM ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบและจัดเตรียมระบบให้พร้อมใช้งาน การสำรองข้อมูลเก่าเพื่อย้ายไปยังระบบใหม่ ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย ช่วยให้ ACRM สามารถยกระดับการสื่อสารและทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานที่กระจายอยู่ตามโครงการต่างๆ ได้รวดเร็วและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

“การใช้งาน Google Workspace ภายใต้การดูแลของ True IDC สร้างความพึงพอใจให้แก่ทีมงานของเราเป็นอย่างมาก True IDC ช่วยสนับสนุนเราเป็นอย่างดีตั้งแต่การเริ่มเตรียมระบบ การสำรองข้อมูลเดิมแล้วย้ายมาสู่ระบบใหม่ ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย จนถึงตอนนี้การใช้งานทุกอย่างราบรื่นดีมาก ระบบเสถียร และยังไม่เจอปัญหาใดๆ เลย เราหวังว่า Google Workspace จะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ของ ACRM เช่น IoT เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้เราได้ในอนาคต” – คุณเหรียญชัยกล่าวปิดท้าย

สำหรับองค์กรที่สนใจใช้บริการ Google Workspace ผ่าน True IDC หรือต้องการรับคำปรึกษา สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300 

from:https://www.techtalkthai.com/acr-management-improves-staff-collaboration-with-google-workspace-by-true-idc/

เจาะลึกเทรนด์ Cloud & Data Center ของไทยในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

เจาะลึกเทรนด์ด้าน Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-cloud ในไทย การปฏิรูป Data Center ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ Cloud Migration และการวางสถาปัตยกรรมระบบ Container และ Kubernetes เพื่อการพัฒนา Cloud Native Apps อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 1: Cloud & Data Center

09:00 – 09:30 สรุปเทรนด์ Data Center และกลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ในไทยปี 2022
คุณณัฐพัชญ์ นราพิมพ์สกุล Head of Consulting & Professional Services, True IDC
09:30 – 10:00 ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม Infrastructure อย่างไร เมื่อ Cloud เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณโชติวิทย์ จารุวรรณสถิตย์ Advisory Solution Architect & Field CTO, Dell Technologies
10:00 – 10:30 Google Cloud Migration – นำระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างมั่นใจ
คุณธีระ วิวัฒน์โชติพร Senior Google Cloud Solutions, Tangerine
10:30 – 11:00 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
11:00 – 11:30 วางรากฐานองค์กรให้พร้อมก้าวสู่การทำ Application Modernization
คุณเต็มภูมิ ชัยวัฒนายน Specialist Solution Engineer, VMware Tanzu และคุณธนกร อินทรัตน์ System Engineer, Veeam Software (Thailand)
11:30 – 12:00 มุ่งสู่ Hyper-converged อีกก้าวการปฏิรูป Data Center ให้ทันสมัย
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager, Nutanix (Thailand)
12:00 – 13:30 พักรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธ

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-1-cloud-and-data-center/

5 เหตุผล ทำไม Startup และธุรกิจไทยควรใช้ True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศ

ปัจจุบันมีบริการ Public Cloud ให้เลือกใช้มากมาย แต่ Public Cloud เหล่านี้มักให้บริการอยู่ภายนอกประเทศ ทำให้มี Latency สูง เกิดค่าใช้จ่ายในส่วน Data Transfer รวมไปถึงปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลไปนอกประเทศของหลาย ๆ ธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแล ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งบริการ Public Cloud ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่าง True IDC Cloud และ 5 เหตุผลสำคัญว่าทำไม Startup และธุรกิจไทยถึงควรใช้ True IDC Cloud ที่เป็น Public Cloud ในประเทศ

True IDC Cloud – Public Cloud ในประเทศมาตรฐานระดับสากล

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศ ที่มี Multi-Platform ให้เลือกใช้งานตามความต้องการและความเหมาะสมของธุรกิจ และ True IDC ยังมี Data Center ของตนเอง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้งด้านการออกแบบ Data Center ในระดับ Tier III จากสถาบัน Uptime และด้านความมั่นคงปลอดภัย ISO/IEC 27001:2013 มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการ Cloud ด้วยตนเองซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวขึ้นอีกระดับ มีพื้นที่รองรับได้กว่า 5,000 VMs และไม่มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เชื่อมต่อกันผ่านโครงข่าย Multi-site Network Fabric ทำให้สะดวกต่อการทำ Backup & Recovery และ Disaster Recovery สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ อีเมล วิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modern Apps) ตอบโจทย์การใช้งานให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ อาทิ โทรคมนาคม การธนาคาร การเงิน และประกันภัย เป็นต้น

True IDC Cloud เป็น Public Cloud ในประเทศที่ออกแบบมาตอบโจทย์ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ เพราะมีจุดได้เปรียบในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในประเทศค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Public Cloud ต่างประเทศและ Local Cloud รายอื่น ๆ ในตลาด และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ควรใช้ True IDC Cloud

1. ลดค่าใช้จ่าย Data transfer และตัดปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลออกนอกประเทศ

เทรนด์ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปทางเทคโนโลยี 5G และ IoT ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Smart Home, Smart Farming หรือ Smart City รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันก็เริ่มเดินเข้าสู่การเป็น Modern Apps ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การใช้ Public Cloud นอกประเทศนอกจากจะมี Latency ที่สูงกว่าแล้ว ยังทำให้ธุรกิจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้าน Data Transfer จำนวนมากอีกด้วย

True IDC Cloud ทำให้มั่นใจว่าธุรกิจในประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud ได้อย่างรวดเร็ว Latency ต่ำ ตัดปัญหาเรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับให้ต้องเก็บข้อมูลภายในประเทศสำหรับบางธุรกิจ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบริการที่ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

2. ฟีเจอร์พื้นฐานเทียบเท่า Public Cloud ระดับโลก พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวม Professional Services และ Managed Services ที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทย

True IDC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้ง CSA STAR, Uptime Tier III และ ISO/IEC 27001:2013 ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Full Redundancy ในทุกฟังก์ชัน ครอบคลุมทั้ง Services, Compute, Storage, Management, Control และ Network ส่งผลให้มี Availability ถึงระดับ 99.95%

บริการ Infrastructure as a Service ของ True IDC Cloud มีบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ทั้ง VM & Servers, Storages, Relational Databases (MySQL, ProsgreSQL), Web Application Firewall, Autoscaling และ Backup & Recovery

Autoscaling เป็นหนึ่งในบริการเด่นของ True IDC Cloud เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายระบบได้โดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้อง Restart Service ใหม่ รวมไปถึงเมื่อพบ Fail State ก็สามารถย้ายโหลดไปยัง VM ใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังรองรับการขยายระบบ Container ในระดับ Microservices ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ True IDC ยังให้บริการ Professional Services สำหรับให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการย้ายจากระบบเดิมสู่ True IDC Cloud (Migration) ตลอดจนบริการ Managed Services สำหรับคอยดูแลการใช้ Public Cloud หลังการขาย ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ใกล้ชิดกว่า ในราคาย่อมเยาว์กว่า Public Cloud นอกประเทศ

3. วางโครงข่ายแบบ Multi-site Network Fabric ลด Latency ในการเข้าถึงบริการ Cloud

Data Center ของ True IDC มีการวางระบบโครงข่ายแบบ Software-defined Network ที่สนับสนุนโดยเทคโนโลยี VXLAN ช่วยให้สามารถขยายการเชื่อมต่อในระดับ Layer 2 ทั้งภายในและระหว่าง Data Center ได้อย่างอิสระ กลายเป็น Network Fabric เดียวกันหรือที่เรียกว่า Multi-site Network Fabric ซึ่งนอกจากจะช่วยลด Latency ระหว่าง Data Center ให้เหลือเพียง 1 – 2 มิลลิวินาทีแล้ว ยังช่วยเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ผู้ให้บริการ True IDC Cloud อีกด้วย

มากไปกว่านั้น True IDC ยังมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ได้มาตรฐานและรวดเร็วอันดับต้น ๆ ของประเทศ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Domestic และ International Gateway (IG) และ Internet Exchange (IX)  รวมไปถึงมีบริการ True IDC Connect ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงระบบของตนเข้า Public Cloud ชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Alibaba Cloud, Amazon Web Services, Google Cloud, Huawei Cloud, IBM, Microsoft Azure, Oracle, Salesforce, SAP และอื่น ๆ ได้โดยตรง ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการ Hybrid Multi-cloud สำหรับทำ AI/ML หรือ Real-time analytics

4. ตอบโจทย์ความต้องการของ Startup และธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

ปัจจุบันนี้ True IDC Cloud นอกจากจะมีบริการพื้นฐานอย่าง VM, Storage, Database แล้ว ยังมีบริการทางด้าน Container as a Service (CaaS) ภายใต้ชื่อ True IDC Kubernetes Service (TKS) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มนักพัฒนาและบริษัท Startup อีกด้วย ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน อัปเดตเวอร์ชันหรือคอนเทนต์บ่อย ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานเพื่อบริหารจัดการประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้อย่างคล่องตัว ลดภาระในการจัดการ Infrastructure ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังสามารถผสานแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชัน DevOps และ CI/CD Pipeline เข้าด้วยกันกับ True IDC Kubernetes Service เพื่อรองรับการทำ Autoscaling สำหรับการขยายระบบอย่างเร่งด่วนในอนาคตได้อีกด้วย

ด้วยการเป็น Public Cloud ในประเทศ True IDC Cloud จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการ Video Conference, Video Streaming, Content Delivery ในประเทศ หรือบริการ IoT ที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่าง เช่น Smart Home และ Smart Farming เนื่องจากมี Latency ต่ำและไม่ต้องเสียค่าบริการในส่วนของ Data Transfer เหมือน Public Cloud นอกประเทศ

5. ขยายบริการสู่ประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิปิกได้ง่าย

ในฐานะผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของประเทศ True IDC ได้สามารถขยายบริการไปสู่ประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้ขยาย Data Center ไปสู่ประเทศเหล่านี้แล้วที่เมียนมาร์ มากกว่านั้นยังเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการในมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เพื่อให้สามารถส่งมอบคอนเทนต์ไปประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตอนนี้ True IDC มีแผนขยาย AZ (Availability Zone) อีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นสามารถใช้งาน True IDC Cloud ได้ดีมากขึ้น ทำให้มี Latency ต่ำกว่าผู้ให้บริการในประเทศรายอื่นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจกลุ่มที่ให้บริการ Video Streaming แบบเรียลไทม์ และ Content Delivery ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง 

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Public Cloud ในประเทศของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.trueidc.com/th/contact หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-why-thai-startups-and-companies-should-use-true-idc-public-cloud/

ทศวรรษแห่งความภูมิใจ ทรู ไอดีซี คว้ารางวัล 2022 Thailand Data Center Services Company of the Year จาก Frost & Sullivan [Guest Post]

บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (ทรู ไอดีซี) ได้รับเกียรติรับรางวัล “2022 Thailand Data Center Services Company of the Year” จาก Frost & Sullivan นับเป็นการรับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 และเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ทรู ไอดีซี ยังคงพัฒนามาตรฐานของดาต้า เซ็นเตอร์ สรรสร้างนวัตกรรมใหม่ และยกระดับการให้บริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดอยู่เสมอ

“ทรูไอดีซีก้าวไปไกลเกินกว่าความเชี่ยวชาญที่หลากหลายและมีความสามารถที่ดีที่สุดในด้านนี้โดยมองคุณค่าของลูกค้าเป็นหลักการให้บริการ colocation ระดับพรีเมียมของทรูไอดีซีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นขององค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐด้วย” –– คุณ Riana Barnard, Best Practices Research Analyst ของ Frost & Sullivan กล่าวถึงทรู ไอดีซี

ผู้ได้รับรางวัล Frost & Sullivan แห่งปีนั้น ต้องผ่านการวัดผลจากการวิจัยเชิงลึกที่จัดทำโดยนักวิเคราะห์ของ Frost & Sullivan โดยแต่ละปีจะมีการตรวจสอบและประเมินผลอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับทั้งแนวการตลาดในปัจจุบันและรวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่ มีวิสัยทรรศน์ด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพการเป็นผู้นำตลาด มาตรฐานการดูแลลูกค้าที่เป็นเลิศและประสบการณ์การใช้งานจากลูกค้า จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

กว่า 19 ปีที่ผ่านมา ทรู ไอดีซี ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานของดาต้า เซ็นเตอร์และบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนองค์กรในอาเซียนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลกด้านดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-gets-2022-thailand-data-center-services-company-of-the-year-from-frost-and-sullivan/

[Guest Post] อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

  • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
  • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 12 พฤษภาคม 2565 – อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ  อาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย  รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า    

“ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[1] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[2]  

ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[3] และการ์ทเนอร์[4] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

[1] IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment

: https://www.alibabacloud.com/about/idc-marketscape-worldwide-commerical-content-delivery-network-services-2022#J_7385364600

[2] The Forrester Wave™: Public Cloud Container Platforms, Q12022

: https://reprints2.forrester.com/#/assets/2/1948/RES176569/report

[3] Magic Quadrant for Cloud Database Management Systems

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26030505.6635313870.2.5b9c220ftQsWAL&id=1-28FRDHKI&ct=211215&st=sb

[4] Solution Scorecard for Alibaba Cloud International IaaS+PaaS

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26391636.3616221970.1.16384acfSQKUTF&ip&id=1-288OG5JN&ct=211126&st=sb

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

###

เกี่ยวกับ Alibaba Cloud

อาลีบาบา คลาวด์ (www.alibabacloud.com) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรกับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการให้บริการ การประมวลผลแบบยืดหยุ่น ดาต้าเบส สตอเรจ บริการเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชัน การประมวลผลขนาดใหญ่ การรักษาความปลอดภัย บริการด้านการบริหารจัดการและแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มแมชชีนเลิร์นนิ่ง และบริการ IoT ข้อมูลของ IDC ระบุว่า อาลีบาบา คลาวด์ เป็นผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์ชั้นนำของประเทศจีน โดยพิจารณาจากรายรับในปี 2019 รวมถึงให้บริการ PaaS และ IaaS

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

คลอเดีย จู

อาลีบาบา คลาวด์

+86 571 86561860

Claudia.ju@alibaba-inc.com

นภา สุทธิญาณโสภณ

บริษัท เอฟเอคิว จำกัด

+66 81 8672241

napa@pc-a.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-launches-data-center-in-thailand/