คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

วิธีเช็ค! แอดมินจริง หรือ ‘แอดมินผี’ ใน Line OpenChat สวมรอยส่งลิงค์หลอกเงิน

LINE OpenChat อีกฟีเจอร์หนึ่งจาก Line คล้ายๆ Group บน Facebook รวมผู้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เช่น แฟนด้อม ซีรีส์เกาหลี เกม แฟชั่น ไอที และอีกมากมาย ที่สำคัญยังสามารถ ตั้งชื่อและรูปโปรไฟล์แยกต่างหาก ไม่รบกวนบัญชี LINE ส่วนตัว และเข้าร่วมได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ มิจฉาชีพจึงได้ฉวยโอกาสนี้ปลอมเป็นแอดมินของกลุ่ม เนียนส่งลิงค์ให้สมาชิกกด เพื่อไปยังกลุ่มหรือบัญชีใหม่ เพื่อทำการหลอกลวงต่างๆ เราจึงมีวิธีสังเกตว่านั่นคือ แอดมินจริง หรือ ‘แอดมินผี’ ก่อนกดลิงค์นั้นๆ

จุดสังเกตแอดมินผี ใน LINE OpenChat

1.เข้ากลุ่มปุ๊บ โพสต์ชวนเข้ากลุ่มใหม่ทันที

แอดมินผี

2.ลักษณะแชท ของมิจฉาชีพ หรือ ‘แอดมินผี’ จะเป็นการเตือนว่าจะลบห้องเดิมทิ้ง ให้ตามไปห้องใหม่ รับสมาชิกแค่จำนวนจำกัด บางคนไม่ทันสังเกตดีๆ กลัวจะไม่ได้เข้ากลุ่ม อาจจะกดลิงค์ไปโดยไม่รู้ตัว

แอดมินผี

3.ปลอมตัวเป็นแอดมิน โดยมีการเปลี่ยนทั้งรูป และชื่อให้เหมือนแอดมิน หรือตั้งชื่อให้มีคำว่า admin, แอดมิน นำหน้า

แอดมินผี

วิธีเช็คแอดมินตัวจริง ใน LINE OpenChat

1.เช็คโปรไฟล์ : แอดมินตัวจริงจะมีไอคอนวงกลม มงกุฎขาวพื้นสีน้ำเงิน (แอดมินหลัก) หรือมงกุฎน้ำเงินพื้นขาว (แอดมินร่วม) อยู่ด้านล่างขวาของรูปโปร์ไฟล์

แอดมินผี
2.เช็คหน้ารายชื่อสมาชิก : แอดมินตัวจริงจะอยู่เป็นชื่อลำดับแรกๆ ต่อจากชื่อของเราเสมอ และมีไอคอนมงกุฎ
admin Line OpenChat
วิธีรายงานบัญชีสแปม ต้องสงสัย สามารถกดรายงานที่รูปโปรไฟล์ของสมาชิกนั้นๆ แล้วกดปุ่ม “รายงานปัญหา” แล้วเลือกเหตุผล แล้วกดส่งได้ทันที
admin Line OpenChat

 

ข้อมูลจาก ตำรวจสอบสวนกลาง

from:https://droidsans.com/how-to-check-line-openchat-admin/

มาทำความรู้จักกับ Media Projection ความสามารถการแชร์ภาพจากหน้าจอบนแอนดรอยด์กันเถอะ

ในปัจจุบันระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์มีความสามารถที่หลากหลายและมากมาย จนกระทั่งแม้แต่ผู้ใช้งานอย่างเราก็อาจจะไม่ทราบหรือไม่รู้ว่าฟีเจอร์บางตัวที่ใช้งานกันเป็นประจำนั้นมาจากความสามารถอะไรบนแอนดรอยด์ และในวันนี้ผมก็จะหยิบความสามารถที่เรียกว่า Media Projection มาเล่าให้อ่านกันครับ

Media Projection คืออะไร?

ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด ก็ต้องบอกว่า Media Projection คือความสามารถในการจับ (Capture) หรือแชร์ภาพจากหน้าจอเพื่อส่งไปให้ปลายทางที่จะเป็นอะไรก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งาน

 

โดยความสามารถดังกล่าวถูกเพิ่มเข้ามาตั้งแต่สมัย Android 5.0 Lollipop และยังคงมีให้ใช้งานมาจนถึงเวอร์ชันล่าสุดในทุกวันนี้ เพื่อตอบโจทย์กับฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้

เราใช้ Media Projection กันตอนไหนบ้าง

อย่างที่บอกไว้ว่าปลายทางจะเป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งาน จึงทำให้ทุกวันนี้มีบางฟีเจอร์ที่เราเรียกใช้งานโดยไม่รู้ตัว เช่น

  • การทำ Screen Mirroring เพื่อส่งภาพจากหน้าจอมือถือไปแสดงบน Smart TV หรือ Google TV
  • การส่งภาพจากหน้าจอมือถือขึ้น Live Streaming บน YouTube
  • แชร์ภาพหน้าจอมือถือให้เพื่อนระหว่าง Video Call บน Facebook
  • บันทึกภาพหน้าจอเป็นไฟล์วีดีโอ
  • แชร์ภาพหน้าจอมือถือระหว่างประชุมงานผ่าน Google Meet หรือ Zoom
  • ใช้แอป Team Viewer ควบคุมเครื่องของพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างที่พ่อแม่ทำด้วยตัวเองไม่เป็น
  • แอปหลอกดูดเงินที่มีการแชร์ภาพหน้าจอมือถือเพื่อให้ผู้ร้ายสามารถเห็นภาพหน้าจอของเหยื่อ

การแชร์ภาพหน้าจอมือถือไปแสดงบนทีวีก็ใช้ความสามารถของ Media Projection เช่นกัน

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราแชร์ภาพหน้าจอบนแอนดรอยด์ไปยังที่ใดที่หนึ่ง เบื้องหลังการทำงานของฟีเจอร์เหล่านั้นก็คือการเรียกใช้ความสามารถของ Media Projection เสมอ จึงทำให้ความสามารถดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย (รวมไปถึงด้านที่ไม่ดีต่อผู้ใช้ด้วยเช่นกัน)

การเปิดใช้งาน Media Projection จะต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อนเสมอ

เนื่องจากความสามารถดังกล่าวมีทั้งในด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี จึงถูกออกแบบให้มีการขออนุญาตผู้ใช้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งเป็นข้อบังคับสำหรับแอปทุกตัว (ยกเว้นระบบบันทึกภาพหน้าจอที่มาพร้อมกับตัวเครื่องตั้งแต่แรก)

หน้าต่างขออนุญาตเพื่อเริ่มใช้งาน Media Projection ซึ่งจะแตกต่างกันตามแต่ละยี่ห้อ, รุ่น, และเวอร์ชันแอนดรอยด์เพียงเล็กน้อย แต่คำอธิบายรายละเอียดจะเหมือนกัน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแอปใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะโหลดจาก Google Play หรือ Sideload App ก็ไม่สามารถข้ามขั้นตอนการขออนุญาตจากผู้ใช้ได้

Media Projection จับภาพหน้าจอมือถือในบางหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ใช้ไม่ได้

ถึงแม้จะบอกว่าความสามารถของ Media Projection คือการแชร์ภาพหน้าจอมือถือ แต่ในความเป็นจริงระบบแอนดรอยด์ก็ได้ออกแบบให้แอปหรือการทำงานบางอย่างสามารถซ่อนจาก Media Projection ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยได้ เช่น ตอนปลดล็อคหน้าจอใน Lockscreen เป็นต้น

และนอกจากนี้ นักพัฒนาสามารถกำหนดในแอปได้ด้วยว่าจะให้หน้าไหนซ่อนจาก Media Projection ได้บ้าง เช่น หน้าแสดงข้อมูลบัญชีในแอปธนาคาร เป็นต้น โดยการซ่อนที่ว่านี้จะส่งผลให้ผู้ใช้จับภาพหน้าจอ (Screen Capture) ไม่ได้ด้วยเช่นกัน

วิธีตรวจสอบว่ามีการเปิดใช้งาน Media Projection อยู่หรือไม่

โดยปกติแล้วแอปที่เรียกใช้งาน Media Projection มักจะแสดง Notification หรือการแจ้งเตือนเพื่อบอกให้ผู้ใช้ทราบอยู่เสมอ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการดูสัญลักษณ์จากมุมขวาบนของหน้าจอเมื่อเปิดแถบการแจ้งเตือน (Notification Drawer) เพราะจะเป็นตำแหน่งที่ระบบแอนดรอยด์จะแสดงเสมอเมื่อมีการใช้งาน Media Projection

สัญลักษณ์ของ Media Projection อาจจะมีสีที่แตกต่างกันเล็ก โดยขึ้นอยู่กับยี่ห้อ, รุ่น, และเวอร์ชันแอนดรอยด์ แต่ลักษณะของสัญลักษณ์จะเหมือนกันทั้งหมด

และในบางยี่ห้อ/รุ่น โดยเฉพาะ Pure Android จะมีการแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นตลอดเวลาเมื่อเปิดใช้งาน Media Projection ยกเว้นตอนที่เปิดแอปใด ๆ แบบเต็มจอ (Fullscreen)

ส่วนบางรุ่น อย่าง Samsung Galaxy Z Flip3 ของผู้เขียน จะแสดงสัญลักษณ์ Media Projection เมื่อเปิดแถบการแจ้งเตือนก่อนถึงจะเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าว

Media Projection บน Samsung Galaxy Z Flip3 จะแสดงให้ผู้ใช้เห็นก็ต่อเมื่อเปิดแถบการแจ้งเตือนเท่านั้น

ดังนั้นเราจึงสามารถตรวจสอบได้ว่า Media Projection เริ่มทำงานแล้วหรือยังด้วยการสังเกตสัญลักษณ์ดังกล่าว และในขณะเดียวกันถ้าเราไม่ได้ใช้งานฟีเจอร์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Media Projection แต่เห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงอยู่ ก็ควรตรวจสอบในทันทีว่าแอปตัวไหนใช้งาน Media Projection โดยที่เราไม่รู้ตัว

ในกรณีที่ใช้ Pure Android และ Firmware ของบางยี่ห้อ เราสามารถเพิ่มปุ่ม “การแคสต์หน้าจอ” หรือ “Screen Cast” ไว้ใน Quick Settings ของแถบการแจ้งเตือน (Notification Drawer) ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าแอปตัวไหนใช้งาน Media Projection อยู่ และสามารถกดเพื่อปิดได้ทันที

วิธีการเพิ่มเมนู “การแคสต์หน้าจอ” หรือ “Screen Cast” เข้าไปใน Quick Settings (ถ้ามี)

จากการทดสอบบน Samsung Galaxy Z Flip3 (One UI 5.0, Android 13) พบว่าไม่มีเมนูดังกล่าวให้เพิ่มเข้าไปใน Quick Settings

วิธีแก้ปัญหาเมื่อพบว่ามีแอปเปิดใช้งาน Media Projection โดยไม่รู้ตัว

โดยปกติแล้วแอปที่ดาวน์โหลดมาจากบน Google Play มักจะความเสี่ยงต่ำที่จะแชร์ภาพหน้าจอของผู้ใช้ไปที่อื่นโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับแอปเถื่อนที่ดาวน์โหลดไฟล์มาติดตั้งเอง

แต่ถ้าพบว่า Media Projection กำลังทำงานอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นฝีมือของแอปจำพวก Malware ให้ทำตามขั้นตอนดังนั้น

  • ปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในทันที (ทั้งเนตมือถือและ WiFi) เพราะมีโอกาสที่ภาพหน้าจออาจจะถูกแชร์ไปที่อื่นผ่านอินเตอร์เน็ต
  • ให้ตรวจสอบว่ามาจากแอปตัวไหน โดยดูจากแถบแจ้งเตือนว่ามีแถบแจ้งเตือนแปลก ๆ ที่ปัดทิ้งไม่ได้อยู่หรือไม่ หรือจะดูจากเมนู “การแคสต์หน้าจอ”​ หรือ “Screen Cast” ที่อยู่ใน Quick Settings ก็ได้เช่นกัน (ถ้ามี)
  • เข้าไปที่หน้า “เกี่ยวกับแอป” หรือ “App Info” ของแอปนั้น ๆ เพื่อสั่งให้หยุดทำงานและถอนการติดตั้งออกจากเครื่อง
  • ในกรณีที่ไม่สามารถถอนการติดตั้งออกจากเครื่องได้ ให้ทำการล้างเครื่องหรือ Factory Reset (วิธีนี้จะทำให้ข้อมูลในเครื่องหายทั้งหมด) หรือติดต่อศูนย์บริการของยี่ห้อมือถือที่ใช้เพื่อขอความช่วยเหลือ (และแจ้งพนักงานด้วยว่าห้ามต่ออินเตอร์เน็ต)

สรุป

Media Projection เป็นหนึ่งในความสามารถบนแอนดรอยด์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถส่งภาพหน้าจอมือถือไปแสดงอยู่บนที่ใดก็ได้ โดยจะขึ้นอยู่กับไอเดียวของนักพัฒนาแอปเลยว่าจะประยุกต์ใช้ความสามารถดังกล่าวอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ จึงทำให้ในปัจจุบันมีแอปมากมายที่เราอาจจะใช้ความสามารถของ Media Projection โดยไม่รู้ตัว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายใช้งานในทางที่ไม่ดีผ่านการติดตั้งแอปเถื่อนได้เช่นกัน

ดังนั้นทางที่ดีผู้ใช้อย่างเราก็ควรรู้จักกับการทำงานของ Media Projection, สัญลักษณ์ที่แสดงให้รู้ว่า Media Projection กำลังทำงานอยู่, และวิธีตรวจสอบว่าแอปใดเรียกใช้งาน Media Projection อยู่ เพื่อช่วยให้เราสามารถใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นครับ

from:https://droidsans.com/media-projection-in-android/

คว้า Samsung Galaxy S22 Ultra ถ่ายภาพทำ วอลเปเปอร์เสริมดวง สวย ๆ ด้วยแอป Good Lock | EP3 Wonderland

หากใครที่ไปเที่ยวสักการบูชาตามวัดต่าง ๆ เพื่อขอพร เสริมสิริมงคลให้แก่ตนเอง แล้วอยากได้ของที่ระลึกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เราก็สามารถนำรูปถ่ายของพระพุทธรูป หรือองค์เทพต่าง ๆ มาอยู่บนหน้าจอของเราเพื่อเสริมดวงได้ แต่ถ้าแค่ตั้งเป็นวอลเปเปอร์อย่างเดียวคงจะธรรมดาไปหน่อย วันนี้เราจึงขอแนะนำฟีเจอร์ Wonderland ในแอป Good Lock เพื่อสร้าง วอลเปเปอร์เสริมดวง ที่ไม่เหมือนใครมาให้ลองใช้กัน และท้ายบทความเราได้แจกวอลเปเปอร์มงคลที่ถ่ายจาก Samsung Galaxy S22 Ultra มาฝากกันด้วยนะ

ถ่ายวอลเปเปอร์ด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (24 ม.ค. 2566) ทาง Samsung Thailand ได้ชวนทางทีมงาน Droidsans ไปร่วมทำบุญเสริมสิริมงคล ณ วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) ทางเราก็ไม่รอช้าคว้า Samsung Galaxy S22 Ultra ไปร่วมจอยทริป พร้อมเก็บภาพองค์เทพต่าง ๆ ด้วยฟีเจอร์กล้องสุดเทพ เพื่อนำมาใช้เป็น Wallpaper เพื่อเสริมสิริมงคลผ่านฟีเจอร์เด็ดใน Good Lock Wonderland หากใครที่สงสัยว่าแอป Good Lock คืออะไร สามารถหาอ่านได้จาก Blog ก่อน ๆ ที่เราเคยเขียนไว้นะ

ลองเล่น Good Lock แอปแต่งมือถือจาก Samsung พร้อมลูกเล่นเด็ด ๆ เพียบ | EP1 Make Up

Good Lock Wonderland คืออะไร

Wonderland เป็นหนึ่งในโมดูลของแอป Good Lock ที่สามารถปรับแต่งวอลเปเปอร์ด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่นปรับแต่งให้วอลเปเปอร์มีลูกเล่นเอฟเฟกต์เคลื่อนไหว ปรับให้ Wallpaper แสดงผลแบบ 3D เคลื่อนไหวตามมูฟเมนต์ของโทรศัพท์ (เฉพาะภาพที่ถ่ายด้วย Portrait Mode) สามารถปรับแต่งได้อิสระตามใจชอบ แถมยังมีชุดของตกแต่งให้เลือกหลากหลายด้วย

ทำ Wallpaper มงคลสวย ๆ ด้วย Wonderland ยังไง

สำหรับใครที่ยังไม่มีแอป Good Lock ให้ไปโหลดใน Galaxy Store ก่อน หลังจากนั้นเมื่อเปิดแอปให้เลือกโหลดโมดูล Wonderland เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้เข้าไปที่ส่วนเสริม แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

Good Lock Wonderland How to with Samsung Galaxy S22 Ultra 1

  1. เลือกภาพจาก Gallery หลังจากนั้นปรับแต่งตำแหน่งภาพให้ถูกใจ
  2. หลังจากนั้นกด Add to Layer เพื่อเพิ่มของตกแต่งต่าง ๆ ให้กับ Wallpaper ของเรา ซึ่งเลเยอร์ของตกแต่งที่เราเพิ่มได้นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

Good Lock Wonderland How to with Samsung Galaxy S22 Ultra 2

เพิ่มรูปถ่ายเพิ่มเติมด้วย Image Layer

หากใครที่มีภาพหลาย ๆ องค์เทพหลาย ๆ มุม และอยากให้ภาพเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในวอลเปเปอร์ของเราด้วย ให้เราทำตามขั้นตอนดังนี้

Good Lock Wonderland How to with Samsung Galaxy S22 Ultra 3

  • กด Add to Layer เลือกเมนู Image
  • กดที่ไอคอนแกลเลอรี่ (รูปดอกไม้ในสี่เหลี่ยมสีแดง)
  • เลือกรูปถ่ายที่ต้องการ จากนั้นปรับตำแหน่ง / ขนาดตามใจชอบ

เพิ่มข้อความด้วย Text Layer

ฟีเจอร์เพิ่มข้อความบนวอลเปเปอร์นี้จะรองรับแค่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่รองรับภาษาไทย และจำกัดสูงสุดเพียง 20 ตัวอักษรเท่านั้น ใครอยากเพิ่มคำอวยพรให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

Good Lock Wonderland How to with Samsung Galaxy S22 Ultra 4

  • กด Add to Layer เลือกเมนู Text
  • กรอกข้อความที่ต้องการ / เลือกรูปแบบตัวอักษร เมื่อเสร็จแล้วกด Done
  • เลือกสีตัวอักษร หลังจากนั้นกด เรียบร้อย
  • ปรับตำแหน่ง / ขนาดตามใจชอบ เป็นอันเสร็จสิ้น

ใส่วิดีโอเพิ่มเติมด้วย Video Layer

นอกจากจะเพิ่มรูปถ่ายเข้าไปได้แล้ว Wonderland ยังสามารถเพิ่มวิดีโอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวอลเปเปอร์ของเราได้อีกด้วย ซึ่งขั้นตอนก็จะคล้าย ๆ กับการเพิ่มรูปภาพเลย

  • กด Add to Layer เลือกเมนู Image
  • เลือกวิดีโอที่ต้องการ และปรับช่วงเวลาของวิดีโอ (ยาวสูงสุด 15 วินาที)
  • จากนั้นปรับตำแหน่ง / ขนาดตามใจชอบ จากนั้นกด Preview

เพิ่มองค์ประกอบเคลื่อนไหวด้วย Particle Effect

Particle Effect เป็นฟีเจอร์ใส่สติกเกอร์หรือภาพของเราให้เคลื่อนไหวเป็นแอนิเมชั่นต่าง ๆ โดยมีทั้งอนิเมชั่นแบบหิมะตก / หยดเม็ดฝน / ฟองสบู่ฟู่ / แสงกะพริบระยิบระยับ / กลีบดอกไม้ปลิว โดยวิธีทำมีดังนี้

  • กด Add to Layer เลือกเมนู Particle Effect
  • เลือกสติกเกอร์ที่ต้องการจาก Preset ที่มีมาให้ 3 ชุด หรือจะใช้รูปของเราในแกลเลอรี่ก็ได้
  • เลือก Movement ที่ชอบ กด Auto Play
  • ปรับแต่งสี และความไวของ Movement ได้ตามใจชอบ
  • กด Preview ดูผลลัพธ์

Good Lock Wonderland Samsung Galaxy S22 Ultra

ทั้งนี้หากใครที่ไม่อยากปรับแต่งเองยังมีอีก 1 เลเยอร์อย่าง Particle preset ที่มีชุดรูปแบบการเคลื่อนไหวกว่า 9 แบบให้เลือกใช้งาน และสามารถเปลี่ยนวัตถุใน Preset นั้น ๆ ได้เพียงเลือกเมนู Change Image เรียกได้ว่าสะดวกสุด ๆ

ทำให้ภาพ Wallpaper เป็น 3 มิติ (เฉพาะภาพที่ถ่ายด้วยโหมด Portrait)

รู้หรือไม่ หากใช้ภาพถ่ายที่ถ่ายด้วย Portrait Mode หน้าชัดหลังเบลอแล้ว เมื่อนำมาให้ใน Wonderland แล้ว เราสามารถปรับให้ภาพกลายเป็น Wallpaper 3D ให้วัตถุในภาพขยับตามมือของเราได้ด้วย สำหรับวิธีเปิดใช้มีดังนี้

  • กดที่ Layer รูปวอลเปเปอร์ของเรา เลือก Motion Effect
  • เปิด Motion Effect
  • เลื่อนลงไปด้านล่างจนเห็นเมนู 3D จากนั้นกดเปิด เพียงเท่านี้เราก็จะได้ Wallpaper แบบ 3D แล้ว

เมื่อปรับแต่งวอลเปเปอร์มงคลจนพอใจแล้วให้เรากดปุ่ม Save ที่มุมบนขวามือ / ตั้งชื่อ Wallpaper / กด Set as Wallpaper จะตั้งเป็นเพียงแค่ภาพ Home Screen หรือจะตั้งเป็น Lock Screen ก็ได้ เพียงเท่านี้ภาพวอลเปเปอร์มงคลแบบพิเศษเฉพาะตัวก็จะมาอยู่บนหน้าจอของเราแล้ว


ตัวอย่างวอลเปเปอร์สายมูที่ทำด้วย Good Lock Wonderland

แจกวอลเปเปอร์มงคลถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra

ทั้งนี้หากใครยังไม่มีเวลาไปถ่ายรูป Wallpaper มงคลด้วยตัวเอง ทาง Samsung Thailand เขาก็ฝากมาแจกรูปเทพต่าง ๆ ที่ถ่ายจาก Samsung Galaxy S22 Ultra ให้ไปใช้กันเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี ใครสนใจสามารถกดที่รูปภาพ และเซฟไปใช้งาน หรือนำไปทำวอลเปเปอร์ใน Good Lock ได้เลย

วอลเปเปอร์เสริมดวง เสริมการเงิน อุดมสมบูรณ์ ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra
วอลเปเปอร์เสริมดวง เสริมความสำเร็จ ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra
วอลเปเปอร์เสริมดวง เสริมโชคลาภ 1 ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra
วอลเปเปอร์เสริมดวง เสริมโชคลาภ 2 ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra
วอลเปเปอร์เสริมดวง เสริมเมตตามหานิยม ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S22 Ultra

from:https://droidsans.com/create-good-luck-wallpaper-with-good-lock-wonderland-galaxy-s22-ultra/

แอป D.DOPA ทำอะไรได้บ้าง? วิธีลงทะเบียนบัตรประชาชนดิจิทัล ด้วยตัวเอง ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน

กรมการปกครอง ได้ออกแอป D.DOPA ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) เพื่อรองรับการใช้งานบริการภาครัฐแบบออนไลน์ โดยไม่ต้องพกเอกสารจริง แค่ยืนแสดง หรือสแกนผ่านแอป ก็เหมือนยืนยันด้วยบัตรประชาชนตัวจริง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ 10 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธการแสดง Digital ID ของประชาชนได้

แอป D.DOPA

การลงทะเบียนระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ผ่านแอป D.DOPA สามารถลงทะเบียนได้ 2 วิธี

    1. ลงทะเบียนด้วยตนเอง
    2. ลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนการลงทะเบียนบัตรประชาชนดิจิทัลด้วยตนเอง บนแอป D.DOPA

  1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน D.DOPA ลงในโทรศัพท์มือถือ ใช้ได้ทั้ง ระบบไอโอเอส (iOS) และ ระบบแอนดรอยด์ (Android)
  2. เปิดแอป เลือกหัวข้อลงทะเบียนด้วยตนเอง
  3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการเพื่อทำการลงทะเบียนสิ่งแทนเอกลักษณ์ดิจิทัล
  4. ถ่ายรูปหน้าบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อเสร็จแล้วให้ตรวจสอบความชัดเจนและกดปุ่มยืนยันหรือถ่ายใหม่
  5. ถ่ายรูปหลังบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อเสร็จแล้วให้ตรวจสอบความชัดเจนและกดปุ่มยืนยันหรือถ่ายใหม่
  6. ตรวจสอบข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน หากถูกต้องให้กดยืนยัน
  7. ถ่ายรูปภาพใบหน้าตนเอง
  8. ตั้งค่ารหัสผ่านเหมือนกัน 2 ครั้ง โดยต้องไม่เรียงกัน และไม่ซ้ำกันเกิน 4 ตัว เช่น 1234, 1111
  9. ระบบแจ้งเตือนขอความยินยอมโดยระบุรหัสผ่านอีกครั้งเพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชันครั้งแรก
  10. เมื่อลงทะเบียนเสร็จสิ้น หน้าจอจะแสดงรูปบัตรประจำตัวประชาชน

*กรณีลืมรหัสผ่าน สามารถรีเซ็ตรหัสผ่านได้ โดยการถ่ายรูปภาพใบหน้าตนเองเพื่อขอสร้างรหัสผ่านใหม่

D.DOPA

 

แอป D.DOPA มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง

1.แสดงบัตรประชาชน ทั้งด้านหน้าและหลัง

2.แสดงข้อมูลทะเบียนบ้าน แบบเต็ม

บัตรประชาชนดิจิทัล

 

3.มีข้อมูลการฉีดวัคซีน โควิด-19 (ดูได้จากฟีดประกาศ)

แอป D.DOPA

4.การคัดและรับรองเอกสารงานทะเบียน (ดูได้จากฟีดประกาศ โดยเมื่อเรากดไป จะมีให้กดลิงค์เพื่อไปทำรายการที่เว็บ Portal) https://thportal.bora.dopa.go.th/โดยส่วนนี้ จะมีข้อมูลส่วนบุคคลของเราโชว์หลายอย่าง ทั้งการแจ้งย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ ก็สามารถทำได้

D.DOPA

อย่างในเมนูตรวจสอบข้อมูลตนเอง ก็จะมีข้อมูลเราหลายอย่างให้ได้รู้เลยล่ะ โดยเมื่อกดเข้ามาจะเป็นข้อมูลตามทะเบียนบ้านที่อยู่อาศัย แต่หากคลิกที่เมนูย่อยเพิ่ม จะมีรายละเอียดปลีกย่อยข้อมูลของเราเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลทรัพย์สิน เรามีบ้าน มีรถ ที่ดิน กี่ที่กี่คัน จะขึ้นโชว์มาหมดเลย

D.DOPA

หรือถ้าใครจะเข้าใช้งานเมนูดังกล่าวผ่านหน้าเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์ ก็เข้าไปที่เว็บของสำนักบริหารการทะเบียน https://www.bora.dopa.go.th/home/แล้วเลื่อนหาไอคอน Bora Web Portal แล้วล็อกอินระบบสแกนของแอป D.Dopa ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

ก็จะโชว์เมนูให้ได้ใช้งานจอใหญ่สะดวกขึ้น

D.DOPA

 

แอปพลิเคชั่น D.DOPA ทำอะไรได้บ้าง?

1.ใช้แทนการแสดงบัตรจริง และทะเบียนบ้านจริง

2.ใช้ยืนยันตัวตนเข้าสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ ของหน่วยงานรัฐได้ ทั้งเว็บไซต์ของกรมการปกครอง (https://thportal.bora.dopa.go.th) เพื่อขอใช้บริการทะเบียนราษฎร ทั้งการตรวจสอบข้อมูลตัวเอง การจองคิวล่วงหน้าใช้บริการแผนกทะเบียนราษฎร์ของสำนักเขตต่างๆ ขอคัดรับรองรายการทะเบียน การขอเลขที่บ้านใหม่ ขอย้ายทะเบียนบ้านก็สามารถทำได้เช่นกัน

3.ใช้ยืนยันตัวตนบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ทั้งระบบ e-Filing สำหรับการยื่นแบบภาษีออนไลน์ และระบบ My Tax Account สำหรับการตรวจสอบข้อมูลภาษีออนไลน์ ทั้งรายได้และรายการลดหย่อนภาษี

from:https://droidsans.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b-d-dopa-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a5/

วิธีตั้งค่าเมาส์และ trackpad บน MacBook ให้เลื่อนในทิศทางสลับกัน (scroll ขึ้นลงแบบเดียวกับ Windows)

เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ย้ายจากโน้ตบุ๊ค Windows หันมาใช้ MacBook แต่ก็ยังเคยชินกับการใช้เมาส์เหมือนเดิมอยู่ คือลองใช้ trackpad แล้วมันไม่ชิน (แม้ Apple และคนรอบตัวจะโฆษณาว่ามันดีมากก็ตาม) เลยต้องควานหาเมาส์ Bluetooth, เมาส์ Type-C หรือหัวแปลงมาต่อ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งจับคลิกทำงานหรือเล่นเกมเหมือนเดิม

ทีนี้ปัญหาเลยมีอยู่ว่าบน MacBook เวลาเราต่อเมาส์ครั้งแรก เจ้าลูกกลิ้งหรือปุ่ม scroll ที่อยู่ตรงกลาง ถ้าลองไปเลื่อนดูจะพบว่าทิศทางมันไปในทางตรงข้ามกับของโน้ตบุ๊ค Windows คือเราตั้งใจกลิ้งลงแต่หน้ามันดันขึ้น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตัว macOS มันยึดตำแหน่งการเลื่อนของเมาส์ให้ตรงกับ trackpad อยู่ เพราะ trackpad เวลาเราดันจากล่างขึ้นบน มันคือการย้ายหน้าล่างให้ขึ้นไปส่วนบน (ทิศเดียวกับจอสัมผัส) ฉะนั้นเมาส์ที่เราตั้งใจกลิ้งจากล่างขึ้นบน มันเลยเอาหน้าด้านล่างขึ้นด้านด้วยเหมือนกัน เพื่อให้ทิศทางตรงกัน

ทีนี้เลยมีคำถามตามมาว่า แล้วเราไปตั้งค่า macOS ปรับให้เมาส์มันเปลี่ยนทิศการเลื่อนได้หรือไม่ คำตอบคือได้ ผ่าน System Settings เลย แต่ปัญหาคือตัวแทร็กแพดก็จะโดนสลับเลื่อนไปในทางตรงข้ามของตัวมันเองอีกเหมือนกัน เพราะมันยึดเป็นอันเดียวกันอย่างที่บอกไป และ Mac ไม่อนุญาตให้ตั้งค่าแยก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ดังนั้นวันนี้เราเลยมีเคล็ดลับมาฝากกัน สำหรับคนที่อยากทำให้เมาส์และแทร็กแพดบน MacBook เลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน หรือเหมือน Windows ไปตลอด ไม่ต้องคอยมาตั้งค่าสลับไปมาทุกครั้งที่จะใช้อันใดอันหนึ่ง โดยใช้โปรแกรม third-party ที่ชื่อว่า Scroll Reverser สามารถโหลดได้ฟรี ติดตั้งใช้งานง่าย เดี๋ยวไปดูวิธีกันครับ

วิธีตั้งค่าให้ Mouse และ Trackpad บน Mac เลื่อนในทิศทางเดียวกัน

  1. เข้าเว็บไซต์ Pilotmoon ดาวน์โหลดแอปชื่อว่า Scroll Reverser for macOS (ตัวเดียวใช้ได้ทั้ง Mac Intel และ Apple Silicon)

  2. จะได้ไฟล์ชื่อ ScrollReverser-1.8.X.zip ให้แตกไฟล์ Zip นี้ก่อน โดยดับเบิลคลิกเปิดไฟล์หนึ่งครั้ง จะได้ไฟล์แอปด้านออกมาชื่อว่า Scroll Reverser

  3. ย้ายไอคอนแอปไปวางไว้ในโฟลเดอร์ Application ก่อนเพื่อเก็บไว้ใช้ถาวร จากนั้นคลิกเปิดแอปขึ้นมา

  4. แอปจะถูกเปิดไว้ในส่วนแอปทำงานเบื้องหลัง โดยมีไอคอนอยู่ที่แผงลอยด้านบน ให้คลิกและเลือก Enable Scroll Reverser เพื่อตั้งค่าเปิดใช้แอป (กรณีโดนขออนุญาตให้แอปเข้าถึงการทำงานเบื้องหลังบางอย่าง ต้องเปิดอนุญาตก่อน)

  5. จากนั้นเลือกที่ Preferences… เพื่อตั้งค่าว่าอยากให้เมาส์หรือ trackpad เป็นตัวถูกเปลี่ยนทิศทาง ที่แท็บ Scrolling แนะนำให้ติ๊กเลือกเฉพาะ Reverse Mouse หากใน System Settings > Mouse > Natural Scrolling ถูกตั้งให้เป็นเปิดอยู่ เพื่อให้ทิศทางเป็นแบบที่เราต้องการ

  6. แนะนำให้ไปที่แท็บ App แล้วติ๊กถูกที่ Start at login ด้วย เพื่อให้แอปเปิดทำงานเองอัตโนมัติทุกครั้งหลังปิด-เปิดเครื่องใหม่ หรือติ๊กออกที่ Show in menu bar ไอคอนด้วยก็ได้ หากไม่อยากให้ไอคอนแอปขึ้นโชว์กวนใจไปตลอด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

 

from:https://droidsans.com/how-to-make-mouse-trackpad-always-scroll-in-the-same-way/

วิธีตั้งค่า scroll เมาส์และ trackpad บน Mac ให้ขึ้นลงเหมือน Windows (เลื่อนในทิศทางสลับกัน)

เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ย้ายจากโน้ตบุ๊ค Windows หันมาใช้ MacBook แต่ก็ยังเคยชินกับการใช้เมาส์เหมือนเดิมอยู่ คือลองใช้ trackpad แล้วมันไม่ชิน (แม้ Apple และคนรอบตัวจะโฆษณาว่ามันดีมากก็ตาม) เลยต้องควานหาเมาส์ Bluetooth, เมาส์ Type-C หรือหัวแปลงมาต่อ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งจับคลิกทำงานหรือเล่นเกมเหมือนเดิม

ทีนี้ปัญหาเลยมีอยู่ว่าบน MacBook เวลาเราต่อเมาส์ครั้งแรก เจ้าลูกกลิ้งหรือปุ่ม scroll ที่อยู่ตรงกลาง ถ้าลองไปเลื่อนดูจะพบว่าทิศทางมันไปในทางตรงข้ามกับของโน้ตบุ๊ค Windows คือเราตั้งใจกลิ้งลงแต่หน้ามันดันขึ้น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตัว macOS มันยึดตำแหน่งการเลื่อนของเมาส์ให้ตรงกับ trackpad อยู่ เพราะ trackpad เวลาเราดันนิ้วจากล่างขึ้นบน มันคือการย้ายหน้าล่างให้ขึ้นไปโชว์ด้านบน (ทิศเดียวกับจอสัมผัส) ฉะนั้นเมาส์ที่เราเอานิ้วหมุนลูกกลิ้งจากล่างขึ้นบน มันเลยเอาหน้าด้านล่างขึ้นโชว์ด้านบนด้วยเหมือนกัน เพื่อให้ทิศทางตรงกัน

ทีนี้เลยมีคำถามตามมาว่า แล้วเราไปตั้งค่า macOS ปรับให้เมาส์มันเปลี่ยนทิศการเลื่อนได้หรือไม่ คำตอบคือได้ ผ่าน System Settings เลย แต่ปัญหาคือตัวแทร็กแพดก็จะโดนสลับเลื่อนไปในทางตรงข้ามของตัวมันเองอีกเหมือนกัน เพราะมันยึดเป็นอันเดียวกันอย่างที่บอกไป และ Mac ไม่อนุญาตให้ตั้งค่าแยก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ดังนั้นวันนี้เราเลยมีเคล็ดลับมาฝากกัน สำหรับคนที่อยากทำให้เมาส์และแทร็กแพดบน MacBook เลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน หรือเหมือน Windows ไปตลอด ไม่ต้องคอยมาตั้งค่าสลับไปมาทุกครั้งที่จะใช้อันใดอันหนึ่ง โดยใช้โปรแกรม third-party ที่ชื่อว่า Scroll Reverser สามารถโหลดได้ฟรี ติดตั้งใช้งานง่าย เดี๋ยวไปดูวิธีกันครับ

วิธีตั้งค่าให้ Mouse และ Trackpad บน Mac เลื่อนในทิศทางเดียวกัน

  1. เข้าเว็บไซต์ Pilotmoon ดาวน์โหลดแอปชื่อว่า Scroll Reverser for macOS (ตัวเดียวใช้ได้ทั้ง Mac Intel และ Apple Silicon)

  2. จะได้ไฟล์ชื่อ ScrollReverser-1.8.X.zip ให้แตกไฟล์ Zip นี้ก่อน โดยดับเบิลคลิกเปิดไฟล์หนึ่งครั้ง จะได้ไฟล์แอปด้านออกมาชื่อว่า Scroll Reverser

  3. ย้ายไอคอนแอปไปวางไว้ในโฟลเดอร์ Application ก่อนเพื่อเก็บไว้ใช้ถาวร จากนั้นคลิกเปิดแอปขึ้นมา

  4. แอปจะถูกเปิดไว้ในส่วนแอปทำงานเบื้องหลัง โดยมีไอคอนอยู่ที่แผงลอยด้านบน ให้คลิกและเลือก Enable Scroll Reverser เพื่อตั้งค่าเปิดใช้แอป (กรณีโดนขออนุญาตให้แอปเข้าถึงการทำงานเบื้องหลังบางอย่าง ต้องเปิดอนุญาตก่อน)

  5. จากนั้นเลือกที่ Preferences… เพื่อตั้งค่าว่าอยากให้เมาส์หรือ trackpad เป็นตัวถูกเปลี่ยนทิศทาง ที่แท็บ Scrolling แนะนำให้ติ๊กเลือกเฉพาะ Reverse Mouse หากใน System Settings > Mouse > Natural Scrolling ถูกตั้งให้เป็นเปิดอยู่ เพื่อให้ทิศทางเป็นแบบที่เราต้องการ

  6. แนะนำให้ไปที่แท็บ App แล้วติ๊กถูกที่ Start at login ด้วย เพื่อให้แอปเปิดทำงานเองอัตโนมัติทุกครั้งหลังปิด-เปิดเครื่องใหม่ หรือติ๊กออกที่ Show in menu bar ไอคอนด้วยก็ได้ หากไม่อยากให้ไอคอนแอปขึ้นโชว์กวนใจไปตลอด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

 

from:https://droidsans.com/mac-mouse-trackpad-scroll-setting/

9 ข้อจำขึ้นใจ “หยุดกลโกง” ลดความเสี่ยงถูกแฮกข้อมูลดูดเงินในบัญชี

9 ข้อจำขึ้นใจ “หยุดกลโกง” ลดความเสี่ยงถูกแฮกข้อมูลดูดเงินในบัญชี
Noppinij

จากกรณีการโจรกรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมาในประเทศไทย ได้ส่งผลให้ผู้ทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์จำนวนมากเกิดความกังวล มีการดึงเงินออกจากบัญชีโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว โดยในกรณีล่าสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเกิดจากผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมที่แฝงมัลแวร์ ทำให้มิจฉาชีพล่วงรู้ข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้า จากนั้นจึงควบคุมโทรศัพท์เพื่อสวมรอยทำธุรกรรมจากระยะไกล โดยโอนเงินออกจากบัญชีในช่วงเวลาที่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางบริษัททรูมันนี่ จึงทำข้อแนะนำและวิธีปฎิบัติ 9 ข้อ มาแนะนำประชาชนและผู้ใช้แอปพลิเคชันทางการเงินทุกประเภท เป็นเทคนิค “หยุดกลโกง” เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ลดความเสี่ยงถูกแฮกข้อมูลดูดเงินในบัญชี โดยมีคำแนะนำและแนวทางดังต่อไปนี้

  1. อย่าเผลอโหลดแอปเถื่อน หรือคลิกลิงก์ประหลาด

หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปเถื่อน โดยเลือกดาวน์โหลดแอปจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่เป็น Official Store ได้แก่ Google Play Store ในระบบปฎิบัติการ Android และ App Store ในระบบปฎิบัติการ iOS เท่านั้น รวมถึงไม่ควรคลิกลิงก์ที่มีลักษณะแปลกปลอมที่มาจากการแชร์ข้อความ ลิงก์ที่มาจากคนไม่รู้จัก และลิงก์ที่ URL ดูไม่น่าเชื่อถือ

 

  1. เลือกศูนย์บริการที่วางใจได้ และอุปกรณ์เสริมแท้ สบายใจกว่า

เมื่อสมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่ถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ จึงทำให้มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ อาทิ ตำแหน่งที่ตั้ง รายชื่อ ปฏิทิน รูปภาพ หรือพาสเวิร์ดต่างๆ ดังนั้นการซ่อมแซมที่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงอุปกรณ์ภายใน รวมทั้งการลงโปรแกรมหรือการโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ อาจเป็นการเปิดช่องความเสี่ยงให้ถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลได้ การส่งซ่อมที่ศูนย์บริการของแบรนด์โดยตรง หรือศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ย่อมเป็นสิ่งการันตีว่ามือถือหรือแท็บเล็ตของคุณจะได้รับการซ่อมแซมอย่างถูกวิธีโดยผู้เชี่ยวชาญและกลับมาในสภาพสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้การเลือกใช้อุปกรณ์เสริมแท้ที่ซื้อจากร้านที่เชื่อใจได้ก็เป็นสิ่งสำคัญ

 

  1. อย่าใช้อุปกรณ์มือถือที่ถูก Jailbreak หรือ Root

อย่าใช้มือถือหรือแท็บเล็ตที่มีการติดตั้งเปลี่ยนแปลงระบบปฎิบัติการ Android หรือ iOS  ด้วยวิธีเจลเบรก หรือ รูท  (Jailbreak / Root) ซึ่งปกติทำเพื่อให้สามารถแก้ไขระบบ หรือติดตั้งโปรแกรมบางชนิดที่ปกติแล้วไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถดำเนินการเองได้ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นช่องทางให้การทำงานของทุกแอปพลิเคชันสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและไฟล์สำคัญต่างๆในโทรศัพท์และแท็บเล็ตของท่านได้อย่างง่ายด่าย และมิจฉาชีพอาจใช้ช่องโหว่นี้เข้าถึงข้อมูลสำคัญและเครื่องของคุณได้

 

  1. ตั้งรหัสเข้าถึงอุปกรณ์ และระวังการแชร์ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น

ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นรู้รหัสส่วนตัว หรือเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน โดยเลือกตั้งล็อคหน้าจอแบบอัตโนมัติ และใส่รหัสหรือสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้าเพื่อปลดล็อกทุกครั้งก่อนใช้งาน ที่สำคัญคือไม่เปิดเผยข้อมูล Username, Password และรหัส OTP ให้คนอื่นรับทราบ

 

  1. หลีกให้ไกลจากบรรดาเว็บเสี่ยงสูงทุกชนิด

ไม่เข้าเว็ปไซต์ที่เป็นอันตรายและไม่เหมาะสม เนื่องจากเว็บเหล่านี้มักมีการร้องขอการอนุญาตเพื่อเข้าสู่ข้อมูลสำคัญ การจดบันทึก วิดีโอ หรือรูปภาพ โดยที่ผู้ใช้ไม่ทันรู้ตัว

 

  1. เปิดแจ้งเตือนอยู่เสมอ เพื่อแก้ไขในทันที กรณีเกิดเหตุ

เพื่อความปลอดภัย และให้ท่านรับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวในทุกธุรกรรมทางการเงินของท่านเองตลอดเวลา ขอแนะนำให้ท่านเปิดรับและตรวจสอบการแจ้งเตือน (Notification) ต่างๆ ในแอปพลิเคชันธนาคาร หรือบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ ที่ท่านทำธุรกรรมอยู่เป็นประจำ

 

  1. เครื่องผิดปกติ ให้รีบเอะใจ

กรณีพบความผิดปกติของโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ระหว่างการใช้งาน เช่น หน้าจอดับ, หน้าจอค้าง หรือกรณีท่านทำโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตสูญหาย ให้ท่านรีบดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบัญชีทางการเงิน และเปลี่ยนรหัส  Username และ Password โดยแจ้งให้ธนาคาร หรือบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินของท่านรับทราบโดยทันที เพื่อป้องกันบุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

 

  1. โหมดการบิน อาจช่วยคุณได้

ในกรณีที่มีการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลลงไปในลิงก์แปลกปลอม หรือเผลอติดตั้งแอปปลอมที่แฝงมัลแวร์ไปแล้ว แนะนำให้รีบ #เปิดโหมดเครื่องบิน เพื่อให้มือถือไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ต คนร้ายก็จะไม่สามารถรีโมทเข้ามาควบคุมโทรศัพท์ได้ หรือหากเครื่องค้างให้ กดปุ่มเปิด-ปิดแช่ไว้ เป็นการตัดสัญญาณโทรศัพท์เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทันที

 

  1. อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปบ่อยๆ

หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการและเวอร์ชันแอปพลิเคชันที่ใช้งานให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อปรับปรุงคุณภาพความปลอดภัย

 

Infographic Account Protection Recommendations | ทรูมันนี่ | 9 ข้อจำขึ้นใจ "หยุดกลโกง" ลดความเสี่ยงถูกแฮกข้อมูลดูดเงินในบัญชี


ในด้านผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) อย่างบริษัททรูมันนี่เอง ก็มีการเตรียมพร้อมรับมือและเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในบริการ ด้วยการเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ได้นำ ‘ระบบปฏิบัติการความปลอดภัยอัจฉริยะสำหรับธุรกรรมการเงินบนอุปกรณ์มือถือ’ (Mobile Fintech Security Intelligence) มาใช้ โดยระบบการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวจะปกป้องครอบคลุมการเข้าถึงบัญชี การอนุมัติการโอนเงิน การใช้งานอุปกรณ์มือถือ และมีการทำงานที่โดดเด่นในด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยมากขึ้น

  • AI-Based Risk Intelligence platform – ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ประสานการทำงานของ AI ในการวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมเพื่อระบุพฤติกรรมที่เป็นอันตรายแบบเรียลไทม์ รวมถึงรวมทั้งระบบตรวจจับหาความเสี่ยงและต้องสงสัยที่อาจมีเพื่อให้เจ้าของบัญชีทำการยืนยันตัวตน หรือปฏิเสธการทำรายการธุรกรรมต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ
  • Authentication platform – หรือการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ พร้อมตรวจจับการยืนยันตัวตนต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ พร้อมรองรับรูปแบบการยืนยันตัวตนหลากหลายขั้นตอน อาทิ การใส่รหัสผ่าน, รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) และการจดจำใบหน้า (Face Authentication)
  • Device fingerprinting – การจดจำเครื่องมือ อุปกรณ์การใช้งาน เช่น โทรศัพท์มือถือ (mobile device) ที่ใช้งาน พร้อมเพิ่มความปลอดภัยผ่านการยืนยันอัตลักษณ์ หากมีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์หรือระบบของอุปกรณ์ในการเข้าถึงบัญชี
  • Fraud monitoring system – ช่วยให้ทีมงานทรูมันนี่สามารถจัดการความเสี่ยงที่อาจมี โดยยังคงมอบความสะดวกในการทำธุรกรรมที่ลื่นไหลไม่สะดุดแก่ผู้ใช้ ผ่านระบบ Advance-Intelligence Risk engines platform

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.truemoney.com/secure-e-payment/

ข่าว: 9 ข้อจำขึ้นใจ “หยุดกลโกง” ลดความเสี่ยงถูกแฮกข้อมูลดูดเงินในบัญชี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/9-technic-reduce-risk-being-hacked/

รู้ทันกลโกง! QR Code หลอกดูดเงิน วิธีสังเกตป้องกัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

QR Code หลอกดูดเงิน อีกหนึ่งเครื่องมือที่แก๊งมิจฉาชีพชอบใช้ นอกจากรูปแบบการคลิกลิงค์ เพื่อหลอกให้โหลดแอปดูดเงิน เพราะสามารถทำได้ทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ แล้วคนสแกนจะไม่ทราบว่าสิ่งที่จะสแกน ปลายทางคือที่ใด บางทีสแกนปุ๊บเงินอาจจะหายได้ทันตา หรืออาจโดนไวรัสแฮกข้อมูลทันที ซึ่งรูปแบบที่มิจฉาชีพใช้ก็มีมากมายหลายแบบ เราจึงได้รวบรวมกลโกงของแก๊งมิจฉาชีพ ว่าจะใช้ QR Code มาในรูปแบบไหนบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้ระวังตัวก่อนล่วงหน้า

QR Code ดูดเงิน

ในประเทศไทยปัจจุบัน การใช้ QR Code  (คิวอาร์ โค้ด) เพื่อรับส่งข้อมูลกลายเป็นเรื่องปกติ จนทุกคนคุ้นเคย เลยขาดการเอะใจในการใช้บางครั้ง มิจฉาชีพจึงฉวยโอกาสจากการใช้ QR Code เพื่อหลอกให้เหยื่อสแกนไปยังจุดหมายที่ต้องการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ปลอม แอปพลิเคชันปลอม หรือหลอกให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ บางทีปลอมเหมือนจนไม่ทันสังเกต หลงเชื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน หรือติดตั้งไวรัสคอมพิวเตอร์ลงในอุปกรณ์ของตนเองอย่างไม่ทันตั้งตัว จนทำให้เกิดความเสียหาย

QR Code ปลอม

รูปแบบกลโกงที่มิจฉาชีพใช้

  • หลอกว่าจะคืนเงินค่าสินค้า เนื่องจากสินค้าที่สั่งหมด ให้สแกนเพื่อรับเงินคืน
  • ให้สแกนเพื่อรับวอเชอร์ส่วนลด สิทธิพิเศษ รับสินค้าหรือรับบริการฟรี เพื่อให้สแกนกรอกข้อมูลส่วนตัว
  • แจกเงิน กู้เงินดอกเบี้ยพิเศษ โดยอ้างเป็นธนาคาร
  • ส่งจดหมายเอกสารทางราชการปลอม พัสดุ วอเชอร์ ถึงบ้าน เช่น ใบสั่งค่าปรับจราจร หมายศาล ใบจ่ายภาษี เพื่อให้สแกนจ่ายเงิน

QR Code ดูดเงิน

สแกน QR Code ปลอม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การสแกน QR Code เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เงินในบัญชีถูกโอนไปให้กับคนร้ายได้ แต่อาจเกิดขึ้นได้ หากมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย คือ

1.สแกนแล้วนำไปสู่หน้าเว็บไซต์ หรือแอปปลอมของธนาคาร เพื่อหลอกเอาข้อมูลชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านในการใช้งาน Online Banking ทำให้คนร้ายสามารถทำธุรกรรมทุกอย่างโดยเฉพาะการถอนเงิน โอนเงินจากบัญชีเหยื่อได้

2.เป็น QR Code ในการรับโอนเงินเข้าบัญชีคนร้ายโดยตรง สแกนปั๊บ กดโอเคปุ๊บ เงินหายทันที โดยจะหลอกเหยื่อสแกน เพื่อจะทำการโอนเงินค่าสินค้าหรือบริการคืนให้กับเหยื่อ หากไม่ตรวจสอบให้ดี ก็อาจทำให้สูญเสียเงินในบัญชีธนาคารได้

3.นำไปสู่หน้าเว็บไซต์มัลแวร์ สแกนปุ๊บ ไวรัสมาปั๊บ หรือข้อมูลโดนแฮกทันที

4.สแกนไปที่แอปปลอมต่างๆ หากไม่ดูให้ดีแล้วดาวน์โหลดไฟล์มาติดตั้งในเครื่อง ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล บัญชีผู้ใช้งาน หรือรหัสผ่านได้

วิธีการป้องกันตนเองจาก QR Code มิจฉาชีพ ทำได้ดังนี้

1.ระมัดระวังในการสแกน QR Code ไม่ว่าจะเป็น QR Code ที่ปรากฏตามป้ายโฆษณา เว็บไซต์ หรือเอกสาร ต่างๆ เพราะคนร้ายอาจแอบนำ QR Code ที่นำไปสู่เว็บไซต์ปลอมหรือหลอกให้ติดตั้งไวรัสคอมพิวเตอร์

2.เมื่อทำการสแกน QR Code ให้สังเกต URL ที่ได้จากการสแกน QR Code ว่าเป็นเว็บไซต์ของเจ้าของ QR Code จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเว็บไซต์เกี่ยวกับธนาคาร สถาบันการเงิน ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนกรอกรหัสผ่าน(password) เข้าใช้งาน เพราะอาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ถอนเงิน หรือโอนเงินไปบัญชีมิจฉาชีพ และควรระมัดระวังการลงชื่อเข้าใช้เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนการติดตั้งแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันไม่ให้หลงเชื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือติดตั้งไวรัสคอมพิวเตอร์ในอุปกรณ์ของตน

3.กรณี QR Code ที่ปรากฏในเอกสารราชการ หรือเอกสารของเอกชนต่างๆ หากไม่แน่ใจว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ให้โทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของเอกสารโดยตรง ก่อนที่จะสแกน QR Code

4.หากเป็นแคมเปญการตลาด ส่งเสริมการขาย ส่วนมากจะข้อเพียงชื่อ อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น หากมีการขอข้อมูลส่วนบุคคลแบบละเอียด เช่น หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด จนถึงบัญชีธนาคาร อาจเป็นแคมเปญปลอมที่แฮกเกอร์สร้างเพื่อหลอกเอาข้อมูล

5.ระวังให้มากเมื่อต้องใช้ QR Code ในการชำระบิล หรือ ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ รวมถึง QR Code ธนาคาร สลิปการโอนเงิน เพราะถือเป็นข้อมูลส่วนตัวประเภทหนึ่ง ควรระมัดระวังไม่โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย

6.อย่าดาวน์โหลดแอปจาก QR code เสิร์จผ่าน App Store หรือ Google Play จะปลอดภัยกว่า

7.ถ้าจะชำระเงินผ่านออนไลน์ ให้กรอกเว็บไซต์เองโดยตรง หรือเข้าแอปโดยตรง แทนการสแกน QR Code เพื่อเข้า link

8.ห้ามแชร์คิวอาร์โค้ดที่มีข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ใบรับรองสุขภาพ บัตรผ่านการฉีดวัคซีน เอกสารที่มีรหัสเข้าถึงแอปต่างๆ ที่มีข้อมูลส่วนตัว อย่างเช่น บอร์ดดิ้ง พาส

9.อัปเดตซอฟต์แวร์ และแอปอยู่เสมอ เพื่ออัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัย

ทั้งนี้ หากได้รับความเสียหายจากการอาชญากรรมทางไซเบอร์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานทีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.com/ หรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

แอปดูดเงิน ทำงานยังไง มีรูปแบบอย่างไร กลโกงจากมิจฉาชีพ ที่เราต้องรู้ทัน!!

from:https://droidsans.com/fake-qr-code/

วิธีตรวจสอบแอปดูดเงินบนมือถือ iPhone พร้อมวิธีป้องกัน ต้องทำอย่างไร

แอปอันตรายไม่ได้มีแค่มือถือระบบใดระบบหนึ่ง แต่มีความเสี่ยงโดนได้ไม่ว่าจะใช้มือถือ iOS หรือ Android ตามที่เราได้เห็นข่าวผู้เสียหายโดนขโมยข้อมูล ดูดเงินในธนาคาร ส่วนมากก็จะเป็นเพราะภายในมือถือมีมัลแวร์แฝงตัวอยู่ทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย เราควรมาเช็คมือถือของตัวเองว่ามีแอปไวรัสอยู่หรือเปล่า จะได้ป้องกันตัวได้ทัน สำหรับคนใช้มือถือไอโฟน iOS iPhone iOS แอปดูดเงิน ธนาคาร มัลแวร์

วิธีการเช็คมือถือ iPhone

CCIB หรือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประกาศวิธีเช็คมือถือไอโฟน ว่ามีแอปอันตราย แอปมัลแวร์หรือไม่ แนะนำมาทั้งหมด 3 วิธีตามนี้

  1. ดูว่าแอปไหนใช้แบตเตอรี่มากเกินไป 
  2. ตรวจดูแอปแปลกปลอมในเครื่อง
  3. เปิดการเตือนเว็บอันตราย ใน Safari

วิธีเช็คแอปกินแบตเตอรี่

พวกแอปอันตรายเวลาแฝงตัวมา จะมีการทำงานที่อาจใช้พลังงานเยอะ ทำให้แบตหมดไว สามารถไปเช็คได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นแรกให้กดที่ การตั้งค่า > เลือก แบตเตอรี่ > เช็คดูว่าแอปไหนกินแบตเยอะเป็นพิเศษ อาจเป็นแอปอันตรายที่ทำงานในพื้นหลังอยู่

เปิด Setting การตั้งค่า iPhone

 

วิธีเช็คแอปแปลกปลอม

แอปในมือถือที่ติดตั้งไว้เยอะ ๆ อาจทำให้แอปมัลแวร์แอบเนียนปะปนอยู่ได้โดยที่เราไม่ทันสังเกต ควรเข้าไปที่หน้าการตั้งค่าแล้วไล่เช็คแอปที่เรามี ด้วยวิธีตามนี้

กดที่ การตั้งค่า > เลื่อนลงไปด้านล่าง เช็คว่ามีแอปไหนไม่คุ้น ไม่เคยดาวน์โหลด ให้กดลบแอปทิ้งไป

เปิด Setting การตั้งค่า iPhone

วิธีเพิ่มความปลอดภัยเวลาใช้ Safari

เวลาเราเล่นเน็ตด้วยเบราเซอร์ Safari มีโอกาสที่จะเข้าไปเจอเว็บไซต์อันตราย หากเราตั้งค่าให้ Safari เปิดระบบป้องกันก็จะช่วยเตือนเรา และกันไม่ให้เข้าถึงเว็บพวกนี้ได้ง่าย ๆ มีวิธีเปิดใช้งานตามนี้

กดที่ การตั้งค่า > เลื่อนลงไปกด Safari > จากนั้น กดเปิด “คำเตือนเว็บไซต์หลอกลวง”

เปิด Setting การตั้งค่า iPhone

ป้องกันแอปอันตราย

เพียงทำตามวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ เราก็จะได้ปกป้องมือถือให้มีความปลอดภัยได้มากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ต้องคอยระมัดระวัง ไม่เข้าไปในเว็บไซต์สุ่มเสี่ยง หรือดาวน์โหลดแอปที่น่าสงสัยเข้ามาในเครื่องโดยเด็ดขาด ส่วนใครที่ใช้มือถือ Android จะสามารถเข้าไปดูวิธีเช็คแอปมัลแวร์ได้ตามลิงก์นี้

ที่มา : CCIB

from:https://droidsans.com/how-to-check-malicious-app-hidden-malware-ios-iphone/

7 วิธีใช้ Google Translate แปลภาษา ล่ามคุยกับคนต่างชาติ และอีกทุกรูปแบบ

วิธี แปลภาษา โดยใช้ Google translate เพื่อคุยกับฝรั่ง ชาวต่างชาติ ต้อนรับช่วงนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทย หรือจะใช้แปลข้อความในภาพถ่าย กรณีเจอป้ายหรือเมนูภาษาอื่น พร้อมวิธี หาความหมายคำศัพท์ที่ใช้บ่อย ทุกวิธีทำได้ง่าย ๆ ได้เลยหลังอัปเดตแอปกูเกิลแปลภาษาเป็นเวอร์ชันล่าสุด

1 . แปลภาษา ตัวหนังสือแบบพิมพ์

วิธีหาความหมายคำ ประโยค หรือบทความสั้น ๆ ในแอป กูเกิลแปลภาษา ประเภท แปลภาษาอังกฤษเป็นไทย (หรือภาษาอื่น ๆ) เพียงแค่เข้าไปในแอปแล้วกดเลือกภาษาต้นฉบับ กับฉบับแปล > พิมพ์ข้อความหรือวางข้อความที่ต้องการ > แอปจะแปลความหมายออกมาทันที



2. แปลภาษา ตัวหนังสือแบบเขียนเอง

ถ้าไม่อยากพิมพ์ตัวหนังสือ ก็สามารถเลือกเขียนได้ เหมาะไว้ใช้กับอุปกรณ์ที่มีปากกา Stylus แต่ใช้นิ้วเขียนก็ทำได้ไม่มีปัญหา มีวิธีโดยการกดปุ่มรูปดินสอ ด้านขวาบน > ขีดเขียนตรงช่องด้านล่างของจอ > หยุดเขียนแล้วก็จะออกมาเป็นคำ พร้อมคำแปลตามภาษาที่กำหนด



3. ใช้ Google Translate พูดคุยกับคนต่างชาติ (แปลเสียง)

ฟีเจอร์ใหม่ Google Translate ทำให้เรายกมือถือขึ้นมาเป็นตัวกลาง ล่ามภาษาระหว่างพูดคุยกับคนต่างชาติได้ มีวิธีเปิดใช้งานโหมดพูดคุยตามนี้ครับ

เข้าแอป Google Translate แล้วกดปุ่ม การสนทนา > เลือกภาษาผู้พูด ฝั่งซ้ายคือภาษาของเรา ฝั่งขวาคือภาษาของชาวต่างชาติ  ถ้าไม่แน่ใจว่าผู้พูดใช้ภาษาอะไร ก็กดเลือกปุ่ม อัตโนมัติ ตรงกลาง

google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา

หากจะแปลคำพูดของใคร ก็ให้กดไมค์แล้วยื่นให้พูด ตัวแอปก็จะถอดคำพูดแล้วแปลออกมาเป็นตัวหนังสือ พร้อมส่งเสียงคำแปลออกมาให้อีกฝั่งได้ยินด้วย จากนั้นก็กดอีกปุ่มเพื่อพูดในอีกภาษา ตัวแอปก็จะทำแบบเดิม สลับไปมาแบบนี้ ทำให้พูดคุยกันได้ง่าย ๆ ครับ

google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา

4. แปลเสียงคำพูดสั้น ๆ

สำหรับใครที่กำลังฟังบทพูดสั้น ๆ ไม่ต้องการให้แอปส่งเสียงบทแปลออกมาเหมือนในโหมดการสนทนา มีวิธีการใช้งานแอปตามนี้

เข้าแอป Google Translate > เลือกภาษาต้นฉบับด้านซ้าย และภาษาที่ต้องการบทแปลด้านขวา > กดปุ่มไมค์ตรงกลางแล้วพูด

google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา

พอพูดเสร็จแล้ว ตัวแอปก็จะหยุดฟังเสียงแล้วก็แสดงหน้าการแปล ที่มีทั้งภาษาต้นฉบับ และบทแปลออกมา

google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา

 

5. แปลเสียงพูดยาว ๆ เป็นตัวหนังสือทันที

สำหรับใครที่กำลังฟังบทพูดยาว ๆ  ยกตัวอย่างเช่น กำลังฟังเลกเชอร์ หรืองานสัมมนา ที่จำเป็นต้องได้บทแปลทันทีให้เข้าใจได้ในตอนนั้น มีวิธีการใช้แอปเพื่อแปลได้ตามนี้

เข้าแอป Google Translate แล้ว กดปุ่มไมค์ > กดปุ่ม ถอดเสียง

google translate แปลภาษา
google translate แปลภาษา

เลือกภาษาต้นฉบับด้านซ้าย และภาษาที่ต้องการรับบทแปลด้านขวา > กดปุ่มไมค์ เพื่อเริ่มฟังเสียงและแปลทันที

google translate แปลภาษา

หน้าตาระหว่างการใช้งานก็จะออกมาประมาณนี้ คือจะไม่มีขึ้นตัวหนังสือภาษาต้นฉบับ แต่จะโชว์เฉพาะการแปลออกมา โดยแอปจะจับเสียงและแปลไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะกดหยุดครับ

6. ถ่ายรูปแปลภาษา หรือ แปลภาษาจากภาพด้วย Google Lens

หากเจอป้ายหรือรูปภาพที่เราอยากแปลให้เข้าใจความหมาย ใช้พ่วงกับ Google image search ได้ด้วย สามารถใช้แอป Google Translate ยกขึ้นมาเปิดกล้องถ่ายและแปลได้ทันที มีวิธีการใช้งานตามขั้นตอนดังนี้

เข้าแอป Google Translate แล้วกด กล้อง > กดเลือกภาษาที่จะแปล > ถ้าไม่รู้ภาษาอะไรก็เลือก ตรวจหาภาษา

google translate image แปลภาษา รูปภาพ

หันกล้องไปที่สิ่งของที่ต้องการ แล้วกดถ่าย > เลือกตัวหนังสือเพื่อก็อปปี้ หรือนำไปค้นหาต่อได้


google translate image แปลภาษา รูปภาพ

หรือถ้าใครมีภาพเป็นไฟล์ในเครื่องที่ต้องการแปล พอมาที่หน้ากล้อง ให้กดเลือกอัลบัม ด้านซ้ายล่าง > เลือกภาพที่จะแปล > เสร็จ



7. แปลภาษา แม้ไม่มีเน็ต

สุดท้ายขอแชร์ทริคสำหรับคนต้องการใช้ฟังก์ชันการแปลแม้ไม่มีเน็ต สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลภาษาที่ต้องการเอาไว้ล่วงหน้าได้ ตามวิธีต่อไปนี้

เข้าแอป กูเกิลแปลภาษา แล้วกดตัวเลือกภาษา > เลื่อนหาภาษาที่ต้องการข้อมูล แล้วกดปุ่มดาวน์โหลด ด้านขวา > ยืนยันการดาวน์โหลด


Google แปลภาษา offline

ดาวน์โหลดเสร็จแล้วจะมีเครื่องหมายติ๊กถูกตามภาพ คราวนี้เมื่อเราไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็จะยังคงใช้ฟีเจอร์แปลภาษาได้อยู่ ทั้งในหมวดแปลจากตัวหนังสือ และแปลจากภาพ แต่จะไม่สามารถแปลจากการฟังเสียงได้ครับ




ดาวน์โหลด ติดตั้งแอป แปลภาษา Google Translate

แอป Google Translate เปิดให้ดาวน์โหลดกันได้ตามนี้

from:https://droidsans.com/google-translate-intepret-how-to-guide/