คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY_TRENDS

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดการณ์เทรนด์ใหญ่กระทบองค์กรไอทีและผู้ใช้ในปี 2565 และอนาคต

การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรไอทีรวมถึงผู้ใช้ในปีนี้และอนาคต จากการสำรวจปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่เกิดจากบทเรียนของธุรกิจต่างๆ ที่ผู้บริหารทั้งด้านธุรกิจและด้านไอทีได้เรียนรู้จากการหยุดชะงักและความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง เพื่อไปสู่การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นหลัก สร้างความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่เหนือกว่า

แดริล พลัมเมอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดคราวนี้คือความคาดการณ์สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเตรียมพร้อมเดินหน้าด้วยการใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ผู้นำที่มอบทางเลือกให้กับทีมงานเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที มีความยืดหยุ่นสูงจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

“ความยืดหยุ่น โอกาสและความเสี่ยง ล้วนเป็นองค์ประกอบของการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดี เพียงแต่เวลานี้ปัญหาเหล่านี้ต้องมีการตีความใหม่ ดังนั้นการคาดการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการสร้างความยืดหยุ่นด้วยวิธีที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม ๆ ตั้งแต่ทักษะการทำงานไปจนถึงโมดูลทางธุรกิจ ขณะที่ต้องมองโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องมีการตระหนักถึงความเร่งด่วนมากกว่าที่เคยเป็น”

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริโภคราว 40% จะมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาที่ถูกติดตามหรือรวบรวมไว้ลดบทบาทลง ซึ่งทำให้ธุรกิจสร้างรายได้จากข้อมูลเหล่านั้นได้ยากขึ้น

ผู้บริโภคตระหนักมากขึ้นว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทต่าง ๆ ได้จากพวกเขามีมูลค่ามหาศาล รวมถึงพลังของข้อมูลเมื่อใช้อัลกอริธึมการแนะนำต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรม โดยที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกำลังหาวิธีป้องกันการติดตามข้อมูลและพฤติกรรมส่วนตัวเพื่อเป็นการตอบโต้ อาทิ การให้ข้อมูลที่ไม่จริงหรือคลิกโฆษณาที่ไม่ได้สนใจจริง ๆ และยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน

“การล่อหลอกอัลกอริธึมเพื่อเลี่ยงการติดตามพฤติกรรมและการสร้างความสับสนบนฐานข้อมูล ผู้บริโภคกำลังท้าทายคำกล่าวที่ว่า หากคุณไม่ใช่ลูกค้า คุณคือผลิตภัณฑ์  ไม่ว่าผู้บริโภคจะถูกกระตุ้นจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย หรือการให้ข้อมูลผิด ๆ หรือต้องการได้เงินผลตอบแทน ผู้บริโภคต่างหมายมั่นปั้นมือลดคุณค่าของข้อมูลเชิงพฤติกรรมของพวกเขาที่บริษัทต่าง ๆ ต้องพึ่งพา” พลัมเมอร์กล่าวเพิ่มเติม

ภายในปี พ.ศ. 2567 ทีมในองค์กรถึง 30% จะทำงานกันได้โดยไม่ต้องมีหัวหน้างาน อันเป็นผลจากการเรียนรู้และกำกับการทำงานด้วยตัวเอง รวมถึงความคุ้นเคยกับธรรมชาติของการทำงานแบบไฮบริด  

การระบาดใหญ่ทำให้รูปแบบการทำงานที่มีความคล่องตัวได้ฝังตัวไปในการดำเนินธุรกิจและยังปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจไปสู่คุณค่าที่แท้จริง รวมถึงเปลี่ยนบทบาทการตัดสินใจจากศูนย์กลางมาเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ ช่วยลดปัญหาคอขวดและประหยัดเวลาท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด ขณะที่การทำงานแบบสลับเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่บ้านยังดำเนินต่อไป นั่นส่งผลให้บทบาทของผู้จัดการในแบบเดิม ๆ ถูกถอดออกไปซึ่งสามารถเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในทางปฏิบัติงานได้ยิ่งขึ้น

“บทบาทผู้จัดการในฐานะผู้บังคับบัญชาและผู้ควบคุมงานเป็นอุปสรรคสำคัญในยุคที่ธุรกิจเน้นความคล่องตัวที่ต้องการความเป็นอิสระและการทำงานเป็นทีม เช่น ร่วมวางแผน จัดลำดับความสำคัญของงาน และการทำงานอย่างมีระบบยังต้องมีอยู่ แต่จำเป็นต้องแยก ‘การจัดการ’ ออกจากบทบาท ‘ผู้จัดการ’ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความคล่องตัวและการทำงานแบบไฮบริดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2568 ข้อมูลสังเคราะห์ (หรือ Synthetic Data) จะลดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรจากการละเมิดความเป็นส่วนตัว (70%) 

ข้อมูลที่สร้างโดยใช้เทคนิคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือที่เรียกว่าข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลสังเคราะห์สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนข้อมูลจริง ทำให้ลดการรวบรวม ใช้ หรือแบ่งปันข้อมูลที่มีความอ่อนไหวลง สิ่งนี้มีความสำคัญสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวที่มีความสมบูรณ์และมีความเฉพาะในระดับภูมิภาคได้กดดันให้องค์กรหันมาลดความเสี่ยงของการละเมิดความเป็นส่วนตัวและรับรองความยืดหยุ่น

“ข้อมูลสังเคราะห์ทำให้ AI เป็นคำทำนายที่แท้จริงที่มันสามารถแสดงถึงตัวเลือกความเป็นจริงอื่น ๆ ในอนาคต ไม่ใช่ในการสะท้อนภาพของอดีตจากข้อมูลจริง โดยการใช้ข้อมูลสังเคราะห์ที่มีคุณภาพสูงและในปริมาณมาก ๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ในวงกว้าง” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2567 การโจมตีทางไซเบอร์จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่กลุ่ม G20 จะโต้ตอบด้วยการโจมตีทางกายภาพ

ในอดีตประเทศต่าง ๆ มองว่าการโจมตีทางไซเบอร์นั้นเป็นอาชญากรรม ไม่ใช่การทำสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดจากการโจมตีขนาดใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ พุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลบางประเทศกำลังเตรียมการรับมือสงครามไซเบอร์ผ่านหน่วยป้องกันทางไซเบอร์เฉพาะกิจ

อีกไม่นานนี้ องค์กรธุรกิจจะต้องรับผิดชอบหลักในด้านการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามองค์กรเหล่านี้ยังไม่เคยเป็นด่านแรกที่ต่อต้านการทำสงครามนี้ ดังนั้นการโจมตีที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะกระตุ้นให้กองทัพเข้ามามีส่วนรับมือ เพื่อขัดขวางการพุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริหารไอที 80% จะเผยให้เห็นการออกแบบธุรกิจในแบบแยกส่วนเป็นโมดูล ผ่านหลักการออกแบบระบบที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ เป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก 5 ประการ เพื่อเร่งประสิทธิภาพทางธุรกิจ

“ตลาดที่ปั่นป่วนอยู่แล้วจะยังอยู่รอดจากโควิด-19 โดยในช่วงของการพยายามกลับสู่เสถียรภาพเดิมนั้นองค์กรจะยังไม่มีการเติบโตและอยู่ในระยะของ ‘การเริ่มใหม่‘ แต่มีสถานะดีกว่าในช่วงการหยุดชะงักรอบปัจจุบัน”  พลัมเมอร์กล่าว

ผู้บริหารไอทีกำลังเปลี่ยนวิธีคิด มองความผันผวนคือโอกาส การทำธุรกิจแบบแยกส่วนหรือการออกแบบโมดูลใหม่กับสินทรัพย์ลดการพึ่งพาซึ่งกันและกันจะช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และมีความปลอดภัย และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคลังเครื่องไม้เครื่องมือขององค์กรที่ช่วยให้ผู้บริหารไอทีสามารถควบคุมความเสี่ยงเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้

ในปี พ.ศ. 2568 สามในสี่ของบริษัทต่าง ๆ จะเลิกให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มนี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจ

องค์กรมักลบลูกค้าที่ไม่เข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจออกไปจากกระบวนการขาย ซึ่งมีธุรกิจไม่กี่รายเท่านั้นที่บอกลาลูกค้าทันทีหลังจากที่พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้ว ทั้งนี้การรักษาลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งในแง่ของเวลาที่ใช้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เช่นเดียวกับต้นทุนค่าเสียโอกาส ความเสื่อมสภาพของแบรนด์ และการสูญเสียผลกำไรระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี พ.ศ. 2569 จะมีนักพัฒนาที่มีความสามารถทั่วทั้งแอฟริกาเพิ่มมากขึ้นถึง 30% โดยพวกเขาจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและกลายเป็นระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพของโลก และแข่งกับเอเชียเพื่อชิงการเติบโตของกองทุนจากนักลงทุน

เงินทุนที่ถาโถมสู่แอฟริกาทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้กลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม” และหวังว่าจะขยายความร่วมมือไปยังบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพอื่น ๆ ได้มากขึ้น เพื่อดึงคนที่มีความสามารถและเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีของประเทศเคนยาได้ชื่อว่าเป็น “Silicon Savannah” ของแอฟริกาตะวันออก ด้วยระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักพัฒนาเทคโนโลยี

อีกสามปีข้างหน้าภูมิภาคนี้จะมีนักพัฒนามืออาชีพเกือบ 900,000 คนทั่วแอฟริกา ผ่านช่องทางการศึกษานอกระบบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจะลดการลงทุนในจีนเพื่อหันมาสนับสนุนตลาดเกิดใหม่นี้

ในปี พ.ศ. 2569 สินทรัพย์ดิจิทัล Non-Fungible Token (NFT) ที่ใช้กลยุทธ์ Gamification จะขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

สินทรัพย์ดิจิทัล (NFTs) กำลังกลายเป็นวิธีการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโตอย่างทวีคูณ โดยใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในแบบไฮเปอร์โทเคนไนซ์ (hyper-tokenization) ซึ่งคุณค่าของ NFT ได้รับการสนับสนุนจากการที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับผลงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัล เนื่องจากพวกเขาอยู่ในเครือข่ายของผู้คนที่มีความสนใจและเข้าใจถึงคุณค่าแบบเดียวกัน

ภายในปี พ.ศ. 2567 การ์ทเนอร์คาดว่า 50% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT) ที่สนับสนุนแบรนด์และ/หรือระบบนิเวศดิจิทัลของตน ซึ่ง NFTs จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังเพื่อใช้เสริมศักยภาพให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลและประเมินมูลค่าขององค์กรได้รวดเร็วขึ้น

ภายในปี พ.ศ. 2570 ดาวเทียมวงโคจรต่ำจะขยายความครอบคลุมของสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกอีกพันล้านคน ช่วยให้ 50% ของคนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน

การใช้การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมแบบ Backhaul ช่วยลดต้นทุนการติดตั้งและการดำเนินงานในการปรับใช้สถานีฐานเครือข่ายมือถือได้อย่างมาก ดาวเทียมยังสามารถส่งสัญญาณผ่านการเชื่อมต่อเกาะต่าง ๆ ตามที่ตั้งของลูกค้า โดยการแนะนำของกลุ่มดาวเทียม LEO (วงโคจรรอบโลกต่ำ) จะทำให้การขยายเครือข่ายสัญญาณมีความครอบคลุมไปยังพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง ประหยัดขึ้น

“การเชื่อมต่อมีส่วนร่วมสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองในระบบนิเวศที่เปิดกว้างขึ้น ซึ่งการเพิ่ม ‘ประชากรเน็ต’ ใหม่ ๆ อีกหลายพันล้านคนจะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออินเทอร์เน็ตในแง่ของวัฒนธรรมและเนื้อหา” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2570 หนึ่งในสี่ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 20 จะถูกแทนที่โดยบริษัทด้านการตอบสนองของระบบประสาทและผู้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของจิตใต้สำนึกวงกว้าง

“ผู้บริหารส่วนใหญ่ยอมรับว่าทุกองค์กรเป็นบริษัทเทคโนโลยี บริษัทที่จะก้าวเป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งในทศวรรษหน้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของระบบสมองและการตอบสนองของระบบประสาท โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความอัจฉริยะมาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้พฤติกรรมโน้มน้าวของมนุษย์” พลัมเมอร์กล่าวสรุป

ลูกค้าการ์ทเนอร์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ “Gartner’s Top Strategic Predictions for 2022 and Beyond — Leveraging What We Have Learned.”

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartnet-predictions-for-2022/

AIS 5G Business is NOW: อนาคตของ 5G และ IoT ในการพัฒนาองค์กรดิจิทัล

องค์กรส่วนใหญ่ต่างทราบถึงความจำเป็นของการทำ Digital Transformation (DX) ด้วยเหตุนี้เองหลายบริษัทจากธุรกิจดั้งเดิมจึงก้าวเข้าสู่เข้าสู่ถนนสายเทคโนโลยี ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่ง 5G เองกำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว มาดูกันว่าแนวโน้มของ 5G และ IoT จะรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในธุรกิจได้อย่างไร

Digital Transformation เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณนิติ เมฆหมอก  นายกสมาคมไทยไอโอที

สมาคม Thai IoT เกิดขึ้นจากพันธกิจที่ต้องการสร้างให้เกิดความตื่นตัวทางด้าน IoT ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารให้ภาคธุรกิจเข้าใจถึงประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างผู้รู้จากการส่งต่อองค์ความรู้ในด้าน IoT รวมถึงจับมือกับพันธมิตรต่างๆทั้ง ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันให้เกิดการนำใช้ IoT ในภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริง ท้ายที่สุดแล้วทางสมาคมมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากสถานการณ์การถูก Disrupt จากเทคโนโลยี โดยในวันนี้คุณนิติ เมฆหมอก  นายกสมาคมไทยไอโอที มาเป็นผู้บรรยายในหัวข้อนี้ พร้อมกับกล่าวถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เชื่อแน่ว่าธุรกิจส่วนใหญ่ต่างไขว่คว้าหนทางที่จะสามารถขยายอาณาจักร หรือหาหนทางรอดในอนาคต อย่างไรก็ดีทุกจุดประสงค์ต่างเริ่มต้นด้วยทางเดียวกัน นั่นก็การเปิดธุรกิจสู่โลกดิจิทัลหรือเปลี่ยนวิธีการประกอบธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ให้เป็น Digital Transformation(DX) อย่างแท้จริง ทั้งนี้เองอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันก็คือการวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจ ซึ่งต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าท่ามกลางเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้ามามากมายนั้น มีสิ่งใดที่สามารถนำเข้ามาใช้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของธุรกิจได้อย่างตรงจุด

โอกาสในประเทศไทยที่มาพร้อมเทคโนโลยีกำเนิดใหม่

นอกจากการก้าวให้ทันเทคโนโลยีและการนำมาใช้อย่างเหมาะสมแล้ว การมาถึงของ 5G จะยิ่งช่วยให้การเติบโตของ IoT มีแต่จะได้รับผลประโยชน์มากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2025 การใช้งาน IoT ในระหว่างธุรกิจสู่ธุรกิจ จะมีมูลค่าแตะถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ยกตัวอย่างของผลประโยชน์ที่เกื้อกูลกันเช่น การตรวจสอบผิวเครื่องบินด้วยกล้องระดับ 4K ที่สามารถส่งข้อมูลได้มากขึ้นจากการมาถึงของ 5G ทำให้ลดต้นทุนและเวลาได้เป็นอย่างมาก ในส่วนของประเทศไทยเองคุณนิติ ได้เผยถึงโอกาสใหม่ๆที่น่าจับตาดังนี้

1.) ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังมีปัญหาอีกมากที่เราสามารถพัฒนา IoT มาช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้

2.) แนวโน้มการใช้งานหรือยอดจองรถ EV กำลังพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นในระยะเริ่มต้นใหม่นี้คือโอกาสที่อาจจะมีโซลูชัน IoT ที่สามารถเพิ่มศักยภาพตอบโจทย์ตลาดผู้ใช้รถ EV 

3.) ประเทศไทยมีเมืองที่มีความพร้อมในการเป็นฐานด้าน Workation หลายแห่ง แต่ยังไม่มี Innovation Hub เกิดขึ้นได้กระจายตัวเพียงพอ ดังนั้นยังมีพื้นที่ใหม่ๆ ที่ผู้คิดค้นนวัตกรรมสามารถเปิดตลาดได้อีกมาก

4.) ในมุมของ Bio-Circular Economy หรือการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีของเสียน้อยที่สุด ซึ่งของเสียนั้นสามารถนำกลับไปใช้ซ้ำได้ ยังมีปัญหาอีกมากที่สามารถถูกแก้ไขได้ด้วยการประยุกต์ใช้ IoT 

เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ แต่เพียงแค่ช่วยรับและประมวลผลข้อมูล โดยยังจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ซึ่ง Journey ของอนาคตสู่ปี 2030 คือการที่คนต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีว่าจะทำอย่างไรให้สร้างประโยชน์ได้สูงสุด” — ดร. เจษฎา ศิวรักษ์ ที่ปรึกษานายกสมาคมไทยไอโอที กล่าว

ดร. เจษฎา ศิวรักษ์ ที่ปรึกษานายกสมาคมไทยไอโอที

ในมุมของ 5G ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

1.) จะช่วยให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยสูงขึ้น

2.) เกิดความเป็น Mobility ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นคล่องตัว

3.) สามารถตอบสนองได้อย่างไม่มีดีเลย์ เหมาะสมกับการให้บริการบางประเภทที่มีความสำคัญ เช่น การทำงานที่เกี่ยวกับชีวิต เป็นต้น

4.) ทำงานได้จากทางไกล ตอบโจทย์การทำงานจากทุกหนแห่ง

5.) แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากเรื่องความเร็วและความหน่วงต่ำ

6.) สร้างความเป็นอัตโนมัติให้แก่การปฏิบัติงานของธุรกิจและอุตสาหกรรม

7.) เปลี่ยนมุมมองของธุรกิจจาก Productive เป็น Service

8.) สามารถใช้ข้อมูลตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

และเมื่อประกบภาพของ 5G เข้ากับ IoT ในการนำไปใช้ในสภาพธุรกิจจริงแล้ว จากภาพประกอบเราจะเห็นมุมมองต่างๆ ได้อย่างชัดเจนว่า 5G สามารถยกระดับเรื่องของ

  • Connectivity – จากเดิมโรงงานมักยึดติดอยู่กับการเดินสาย เมื่อใช้ 5G แล้ว จะมีความสะดวกในการย้ายที่อย่างมาก
  • IoT – ทำงานได้ดีขึ้นในการให้กำเนิดข้อมูล และ 5G เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่ระบบ AI เช่นเดียวกันเมื่อ AI ต้องการพลังประมวลผลสูง เทคโนโลยี Cloud และ Edge จึงเข้ามามีบทบาท และอีกครั้งที่ 5G คือหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงระบบทั้งหมดไว้ ในมุมของผู้ให้บริการเครือข่ายเมื่อข้อมูลเกิดขึ้นมหาศาล อาจจะนำไปสู่โครงข่ายที่เชื่อมโยงแบบไร้ขีดจำกัด และอาจต้องสนับสนุนโมเดลในการคิดราคาใหม่ เพื่อสนับสนุนในการใช้งาน IoT
  • Security – นอกจากในมุมมองของภาคธุรกิจที่ว่ามีมาตรฐานต่างๆ แล้วยังมองไปถึงว่าข้อมูลสำคัญของธุรกิจที่เชื่อมต่อในระบบจะรั่วไหลออกไปไหม ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นของ Edge จะช่วยสกัดกั้นและจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อมูลให้อยู่ในวงจำกัด
  • Digital Twin – การเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และดิจิทัลจะทำให้สามารถปฏิบัติงานแบบรีโมตได้
  • Recognition – ปัจจุบันผู้คนยังมองภาพการปฏิบัติงานจำกัดอยู่แค่การรับรู้ทางสายตาและเสียง แต่ในอนาคตเมื่อ 5G เข้ามาแล้วการเพิ่มระบบสัมผัสด้วย Sensor เพื่อให้ความสมจริงจะเกิดขึ้นได้
  • Sustainability – 5G อาจจะทำให้เกิดแอปพลิเคชันหรือกรณีศึกษาต่างๆเกิดขึ้นได้มากมาย แต่เช่นกันไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นแต่อาจจะมีมุมของการพัฒนาเทคโนโลยีให้กินไฟน้อยลงอยู่ร่วมกันได้กับธรรมชาติ

สุดท้าย ดร.เจษฎา ยังเผยว่า 5G จะสร้างให้เกิดตำแหน่งงานและธุรกิจใหม่ ซึ่งหลายประเทศได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้วและพยายามนำมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างประโยชน์ให้อุตสาหกรรม นอกจากนี้วิธีการเรียนหรือทำงานของผู้คนผสมผสานร่วมกันระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนมากขึ้น แต่เช่นกันธุรกิจก็ยังมองหาวิธีการใช้ข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัยควบคู่กัน

AIS Business ในฐานผู้ให้บริการ 5G, IoT, Cloud และ Cyber Security มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในเทคโนโลยีต่างๆ มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจขององค์กรที่สนใจโซลูชัน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของคุณ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ business@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-5g-business-is-now-future-of-5g-iot-in-digitalizing-enterprises/

Accenture เผยองค์กรยุคใหม่ ไม่รอปรับตัว New Normal แต่สร้าง New Normal ขึ้นมาเอง

การทำ Digital Transformation เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโรคระบาดถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ ที่ต้องมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มีอำนาจในองค์กรด้วย

Accenture ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของโลก สำรวจความเห็นผู้นำในองค์กรชั้นนำ 6,241 ราย ใน 31 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อหาคำตอบว่าแต่ละองค์กรมีวิธีคิดอย่างไร วิสัยทัศน์แบบไหนที่จะพาองค์กรรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้

Accenture สรุปผลออกมาเป็นรายงาน Accenture Technology Vision 2021 ในชื่อธีมว่า Leaders Wanted: Masters of Change at a Moment of Truth

No Description

องค์กรยุคใหม่ ไม่รอ New Normal แต่สร้าง New Normal ขึ้นมาเอง

รายงานของปี 2021 ชี้ว่า ผู้นำองค์กรทุกคนต้องเป็นผู้นำเรื่องเทคโนโลยีด้วย (every leader is a technology leader) เพราะธุรกิจแยกออกจากเทคโนโลยีไม่ได้อีกแล้ว

ภัยคุกคามจาก COVID-19 ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของโลกธุรกิจมาก ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหาโลกใหม่ และองค์กรที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นผู้นำเรื่องการเปลี่ยนแปลง (Master of Changes)

ตอนนี้ ผู้นำองค์กรยุคใหม่มองไกลไปถึงยุคหลังโรคระบาดแล้ว พวกเขาไม่รอให้ New Normal เกิดขึ้นแล้วค่อยปรับตัว แต่สร้าง New Normal ขึ้นมาเอง เทคโนโลยีไม่ได้มีประโยชน์แค่แก้ปัญหาทางธุรกิจ แต่สามารถสร้างวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับธุรกิจในอนาคต

ผลสำรวจยังสามารถสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่า องค์กรที่มีพื้นฐานด้านดิจิทัลแข็งแรง จะสามารถปรับตัวและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ได้เร็ว สามารถต่อยอดสร้างรายได้ในช่องทางใหม่ๆ ให้องค์กรได้เร็วขึ้น และเร็วกว่าองค์กรที่ตามอยู่ถึง 5 เท่า บริษัทชั้นนำจึงต่างแข่งขันกันเพื่อปรับตัวและปรับบทบาทใหม่ รวมถึงการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อเป็นผู้กำหนดสภาวะความเป็นจริงแบบใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญ

5 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรนำไปปรับใช้ได้ในสามปีข้างหน้า

รายงาน Accenture Technology Vision 2021 ยังสรุปเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต 5 ด้าน ที่องค์กรต้องเตรียมปรับตัวในสามปีข้างหน้า
No Description

1. การเลือกสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี (Stack Strategically)

ยุคสมัยของ digital transformation ทำให้องค์กรมีตัวเลือกทางเทคโนโลยีมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้บริหารองค์กรจึงต้องเผชิญกับตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทของคลาวด์ เลือกโมเดลของ AI หรืออุปกรณ์ edge ที่ใช้ประมวลผลปลายทาง

เราเริ่มเห็นข้อจำกัดขององค์กรยุคเก่าที่ติดอยู่กับสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีเก่าที่ไม่ยืดหยุ่นและปรับตัวตามโลกยุคใหม่ไม่ทัน เช่น รัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐที่ยังใช้ระบบประกันสังคมที่เขียนด้วย COBOL ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในงานธุรกิจภาษาแรกของโลก และมีปัญหาเมื่อต้องจ่ายเงินชดเชยคนตกงานช่วง COVID-19

ในยุคสมัยที่สถาปัตยกรรมหรือโครงสร้างทางเทคโนโลยีมีความสำคัญมากกว่าในอดีตมาก การเลือกโครงสร้าง และ tech stack ที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้องค์กรปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นเรื่องสำคัญมากของธุรกิจยุคนี้

No Description

2. โลกคู่ขนาน กายภาพ-ดิจิทัล (Mirrored World)

แนวคิด Digital Twins คือการทำสำเนาหรือแบบจำลองของวัตถุต่างๆ ทางกายภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เช่น จำลองเครื่องจักรโรงงาน ซัพพลายเชน และวงจรชีวิตของสินค้า มาไว้ในโลกดิจิทัลในฐานะฝาแฝด

ช่วงแรกของ Digital Twins ถูกผลักดันขึ้นมาด้วยเหตุผลเรื่องการมอนิเตอร์ หรือจำลองอุปกรณ์ต่างๆ เท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรเริ่มค้นพบประโยชน์จากการเชื่อมต่อข้อมูลของฝาแฝดเหล่านี้จำนวนมากๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโรงงาน หรือเมืองเสมือนในโลกไซเบอร์ ที่มีข้อมูลวิ่งไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างบริษัทที่นำแนวคิดนี้ไปใช้คือ Unilever พัฒนา AI เพื่อควบคุมโรงงานผลิต ดึงข้อมูลจากเซ็นเซอร์บนเครื่องจักร เพื่อเก็บข้อมูลสถานะความชื้น อุณหภูมิ และหาสภาพที่ดีที่สุดในการทำงาน ผลคือ Unilever สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าล้านเหรียญ เพิ่มผลผลิต 3% โรงงานผลิตสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง ลดดาวน์ไทม์ของเครื่องจักรลง และลดภาระการดูแลโดยมนุษย์ลง

No Description

3. ทุกคนคือผู้สร้างเทคโนโลยี (I, Technologist)

การสร้างเทคโนโลยีในองค์กรไม่ได้จำกัดเฉพาะโปรแกรมเมอร์หรือวิศวกรอีกต่อไป เพราะเครื่องมือยุคใหม่อย่าง low-code, การสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ (natural language processing) และระบบอัตโนมัติ (robotic process automation หรือ RPA) ช่วยให้พนักงานตำแหน่งอื่นๆ ในองค์กร สามารถสร้างแอปพลิเคชันอย่างง่ายๆ มาช่วยแก้ปัญหาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอโปรแกรมเมอร์ ทำให้ความเร็วในการทำงานเพิ่มขึ้น

เมื่อทุกคนในองค์กรเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พนักงานทุกคนจึงเป็นส่วนหนึ่งของ digital transformation สร้างนวัตกรรมขึ้นได้ เป็นโจทย์ขององค์กรที่จะต้องจัดหาเครื่องมือเหล่านี้ให้ทุกคน สอนและกระตุ้นให้ทุกคนรู้จักใช้งาน

ตัวอย่างองค์กรที่เดินหน้าในทิศทางนี้คือ บริษัทเครื่องดื่ม G&J Pepsi นำ Power Apps ของไมโครซอฟท์มาเชื่อมต่อกับแอปที่ใช้งานในองค์กร โดยออกแบบ UI ที่ง่ายต่อการใช้งาน ผลคือพนักงานสามารถพัฒนาเครื่องมือขึ้นใช้ได้เอง แม้ไม่มีทักษะมาก่อน สามารถสร้างระบบงานใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการกระจายคลังสินค้าได้

No Description

4. ยุคแห่งการทำงานที่ไหนก็ได้ (Anywhere, Everywhere)

COVID-19 มาพร้อมกับรูปแบบการทำงานใหม่คือ การทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่ทำงานจากที่บ้าน แต่อาจเป็นร้านกาแฟ หรือสนามบิน ดังนั้นผู้นำองค์กรจึงต้องเริ่มทบทวนและปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เข้ากับโลกการทำงานในรูปแบบใหม่

องค์กรชั้นนำจะเริ่มเปลี่ยนแนวการทำงานจาก “นำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในการทำงาน” (bring your own device – BYOD) มาสู่การที่พนักงานสามารถ “กำหนดสภาวะแวดล้อมการทำงานได้เอง” (bring your own environment – BYOE) ดังนั้น ทั้งระบบไอทีองค์กร ระเบียบองค์กร วัฒนธรรมองค์กร จึงต้องคิดใหม่ทั้งหมดเพื่อเปิดกว้างให้คนทำงานพันธุ์ใหม่นี้

Accenture ชี้ว่าบริษัทที่จะประสบความสำเร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า คือบริษัทที่เปลี่ยนความคิดที่จะนำพนักงานทุกคนกลับไปทำงานในออฟฟิศดังเดิม แต่เลือกจะมองหาโมเดลการทำงานรูปแบบใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ซึ่งแนวทาง BYOE จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการหาพนักงานมีฝีมือได้มาก เนื่องจากทำลายข้อจำกัดเรื่องสถานที่ลงไป

ตัวอย่างองค์กรที่เป็นผู้นำในแนวทางนี้คือ Fujitsu ทำโครงการ work life shift ให้แก่พนักงานกว่าแปดหมื่นคน มอบอำนาจให้พนักงานเลือกเองว่าอยากทำงานแบบไหน นอกจากนี้ยังปรับแผนขยายออฟฟิศให้เป็นดาวกระจาย สร้างออฟฟิศย่อยขนาดเล็กในสถานที่ต่างๆ

No Description

5. อยู่รอดได้ด้วยความร่วมมือ (From Me to We)

แนวคิด Multiparty Systems (MPS) คือการสร้างแพลตฟอร์มแชร์ข้อมูลระหว่างผู้ใช้และองค์กรหลายฝ่าย เพื่อหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ แทนแนวคิดเดิมที่องค์กรเก็บข้อมูลไว้กับตัวเอง

ตัวอย่างเทคโนโลยีแนวคิด MPS ได้แก่ blockchain, distributed ledger, distributed database, tokenization ที่นำข้อมูลมาใส่ระบบไอทีตรงกลาง และเปิดให้พาร์ทเนอร์ที่เกี่ยวข้องหลายๆ รายเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ แนวคิดเหล่านี้สามารถช่วยแก้ปัญหาของระบบไอทียุคเดิมที่เป็นแบบจุดต่อจุด และอาจติดขัดได้หากระบบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้งานไม่ได้ชั่วคราว ดังที่เกิดขึ้นแล้วกับซัพพลายเชนในยุค COVID-19

ตัวอย่างจากเทรนด์นี้คือ บริษัทประกันในประเทศจีน ชื่อว่า ผิงอัน สร้างคลาวด์แพลตฟอร์มตามรูปแบบธุรกิจประกันของตัวเอง 5 ประเภท แต่ละกลุ่มธุรกิจมีแอปพลิเคชั่นของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ออกแบบระบบให้เชื่อมโยงกัน สามารถขายประกันข้ามกลุ่มได้ ผลที่ได้คือมีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคนบนแพลตฟอร์มทั้งหมด มีลูกค้ารายใหม่และขยายแพลตฟอร์มไปยังบริการภายนอก เช่น สถาบันการเงิน ธนาคาร เพิ่มรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญ

Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจระดับโลก

เป็นเวลา 21 ปีแล้วที่ Accenture ได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์กรต่างๆ เพื่อค้นหาแนวโน้มด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมในอนาคตได้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูรายละเอียดเกี่ยวกับรายงานได้ที่ Accenture Technology Vision 2021

Accenture เป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก มีความถนัดด้านดิจิทัล คลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัย มีความเชี่ยวชาญเฉพาะครอบคลุมกว่า 40 อุตสาหกรรม สามารถให้คำแนะนำด้านยุทธศาสตร์และเป็นที่ปรึกษาแก่ธุรกิจ ปัจจุบันรองรับลูกค้ากว่า 120 ประเทศทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.accenture.com

from:https://www.blognone.com/node/123260

[Guest Post] ดีลอยท์ เผยรายงานการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม มุ่งนำเสนอการเติบโตของดิจิตัล เรียลลิตี้ การพบแพทย์เสมือนจริง ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีในการกีฬา

  • ในปี 2564 จำนวนการเข้าพบแพทย์ผ่านทางวิดีโอจะพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 400 ล้านครั้งทั่วโลก
  • การใช้จ่ายบนระบบคลาวด์ทั่วโลกจะเติบโตเร็วกว่าการใช้จ่ายในระบบสารสนเทศโดยรวม 7 เท่า
  • การใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงสูงขึ้นกว่าปีพ.ศ.2562 เป็นเท่าตัว
  • ตลาดระบบประมวลผล Intelligent edge ทั่วโลกจะขยายตัวถึงหนึ่งหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ตลาดเทคโนโลยีสำหรับกีฬาได้รับความสนใจจากกองทุนร่วมลงทุน (venture capital) มากยิ่งขึ้น โดยมีการตกลงทางธุรกิจมากกว่า 3,000 รายการทั่วโลกและมีรอบการระดมทุนมากกว่า 5 ปี 

 

 

ดีลอยท์ ได้เปิดเผยรายงานการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม (Technology, Media & Telecommunications (TMT) Predictions report) โดยเน้นการนำเสนอผลกระทบจากเทรนด์ด้านเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคมที่อาจส่งผลต่อธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังกล่าวถึงเทรนด์ที่ถูกขับเคลื่อนโดยผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ส่งผลให้เกิดการเติบโตสูงขึ้นในสื่อวิดีโอ เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (virtual) และระบบคลาวด์ (Cloud) รวมถึงในสื่อประเภทอื่น เช่น กีฬา เป็นต้น

เอเรียน บูคายย์ ผู้นำในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม ประจำดีลอยท์ โกลบอล  กล่าวว่า “ในขณะที่เทคโนโลยีบางประเภทมีการเติบโตเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นเร่งให้เทคโนโลยีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งส่งผลให้วิถีชีวิตและการทำงานของเราเปลี่ยนไป เทคโนโลยีระดับองค์กรและผู้บริโภคตั้งแต่ 5G  ระบบคลาวด์ ไปจนถึงเทคโนโลยีเสมือนจริง จะยังคงเปิดโอกาสมากมายให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจทั่วโลก”

การพบแพทย์ผ่านทางวิดีโอ

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวิด-19 ส่งผลให้เทรนด์การรักษาระยะไกล (Telemedicine) เติบโตแบบก้าวกระโดด
ซึ่งรวมถึงการพบแพทย์ผ่านทางวิดีโอด้วย การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการลดอุปสรรค์ในเรื่องกฎระเบียบในการพบแพทย์ผ่านระบบเทคโนโลยี แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคโดยฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการสื่อสารด้วยวิดีโอผ่านแอพลิเคชั่นได้อีกด้วย

แม้จะมีความกังวลในระยะแรก รายงานการคาดการณ์เทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้บริโภค (รวมถึงแพทย์) ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการพบแพทย์แบบเดิมเป็นการนัดพบเสมือนจริง ซึ่งรวมถึงการพบแพทย์ผ่านวิดีโอด้วย ดีลอยท์ คาดการณ์ว่า การพบแพทย์แบบเสมือนจริงผ่านทางวิดีโอจะเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกในปีนี้ จากที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่นับเป็นก้าวที่สำคัญ ถึงแม้เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะดูเล็กน้อย  แต่เท่ากับการเข้าพบแพทย์ผ่านวิดีโอถึง 8.5 พันล้านครั้ง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทั้งหมดประมาณห้าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 36 ประเทศที่เข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ในปีพ.ศ. 2562 สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การพบแพทย์ผ่านทางวิดีโอ และรายรับของผู้นำตลาดก็ ก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่เพียงแต่ในกลุ่มตลาดประเทศที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ยังรวมไปถึงกลุ่มตลาดประเทศที่กำลังพัฒนาอีกด้วย

การศึกษาและองค์กรหันมาเลือกเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง

ตลาดของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงกำลังขยายตัว เนื่องจากเทคโนโลยีแสดงความสมจริงได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มบริษัทและองค์กรเพื่อการศึกษา ดีลอยท์ คาดการณ์ว่า ยอดขายอุปกรณ์เฮดเซ็ท เทคโนโลยีเสมือนจริงดังกล่าว ทั้ง augmented reality (AR) และ mixed reality (MR) หรือเรียกโดยรวมว่า XR หรือ digital reality จะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในปีนี้ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่เดิมในปีพ.ศ.2562 ซึ่งเป็นผลมาจากการซื้อเพื่อใช้ประโยชน์โดยกลุ่มองค์กรและสถาบันการศึกษา

ตลาดเฮดเซ็ทชนิดนี้ ได้รับแรงกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดบางกลุ่ม เนื่องด้วยประเด็นความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลักดันให้ครูผู้สอนและนักเรียนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนแบบเสมือนจริงแทนที่การเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบเดิม ด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้เองที่ช่วยเปิดโอกาสให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีได้เร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงจึงอาจยังมีส่วนแบ่งในท้องตลาดภายหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสิ้นสุดลง เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์หลากหลายด้าน เช่น มีต้นทุนต่ำกว่า ให้ความปลอดภัยสูงกว่า และเอื้อต่อการจดจำเนื้อหาการเรียนการสอนที่ดีกว่า

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ขับเคลื่อนให้ระบบคลาวด์ขยายตัวเพิ่มขึ้น

จากการประเมินด้วยตัวชี้วัด ตลาดระบบคลาวด์ในปีพ.ศ. 2563 ขยายตัวเร็วขึ้นกว่าในปีพ.ศ. 2562 จากรายงานการคาดการณ์เทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม การขยายตัวของระบบคลาวด์เป็นผลมาจากความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ระหว่างการปิดกั้นพื้นที่เมือง (lockdown) และระบบการทำงานนอกออฟฟิศ (work-from-anywhere) ดีลอยท์ คาดการณ์ว่า ปริมาณรายรับจะพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2021 จนถึงปีพ.ศ. 2568 เนื่องจากบริษัทหลากหลายแห่งย้ายระบบฐานข้อมูลไปยังระบบคลาวด์เพื่อประหยัดงบประมาณ สร้างความคล่องตัวในการทำงาน และเพื่อสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งย้ายระบบฐานข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ ตลาดของระบบดังกล่าวจึงมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยเป็นมา อุตสาหกรรมบางประเภทที่สร้างและจัดการข้อมูลปริมาณมาก เช่น กลุ่มการธนาคารและกลุ่มผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม ที่แม้จะมีความลังเลในการใช้ระบบคลาวน์ก่อนหน้านี้ ก็เริ่มหันมาตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้รับ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์และผู้อื่นในระบบนิเวศทางธุรกิจจะมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ระบบคลาวด์ก็สามารถมองหาช่องทางที่ระบบคลาวค์จะเพิ่มมูลค่าได้ ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับระบบคลาวด์อาจกลายเป็นคำตอบหลักสำหรับโจทย์ธุรกิจทุกรูปแบบก็เป็นได้

ผู้หญิง และเทคโนโลยี เข้ามาพลิกโฉมวงการกีฬา

ในขณะที่จำนวนการจัดกิจกรรมกีฬาอยู่ในช่วงขาลงในปีที่ผ่านมา แนวโน้มการขยายตัวตลาดดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดีลอยท์ คาดการณ์กว่า เทรนด์ด้านกีฬาสองเทรนด์หลักๆ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าในกีฬาสำหรับผู้หญิง และการใช้ระบบดิจิตัลและข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างนักกีฬาที่มีศักยภาพและความแข็งแกร่งสูง จะเดินหน้าได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

กีฬาสำหรับผู้หญิงในปัจจุบันมีการขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ โดยจะมีมูลค่ามากกว่าพันล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความสามารถในการดึงดูดผู้ชมทางโทรทัศน์เป็นจำนวนมาก การสร้างมูลค่าให้แก่ผู้สนับสนุนและการดึงความสนใจจากแฟนกีฬา นับเป็นความสำเร็จที่โดดเด่น เห็นได้ชัดจากกิจกรรมกีฬาหลากหลายโอกาสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้กลับมาพิจารณามุมมองต่างๆ ในสังคมอีกครั้ง ดีลอยท์คาดการณ์ว่า กีฬาสำหรับผู้หญิงจะได้รับความนิยม ได้รับการสนับสนุน และสร้างผลกำไรในแนวทางใหม่ๆ อีกด้วย

อีกประเด็นหนึ่งในวงการกีฬาที่ยังคงทำกันมาต่อเนื่องโดยตลอด  คือการใช้ชุดข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลของนักกีฬาแบบเรียลไทม์เพิ่มมากขึ้น  ทำให้การวัดสมรรถภาพในร่างกายและสมรรถภาพภายนอกร่างกายเป็นไปได้นำไปสู่การตั้งเกณฑ์วัดสมรรถภาพใหม่ๆ กว่าหลายร้อยรูปแบบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อสร้างนักกีฬาด้วยระบบดิจิตัล เนื่องด้วยการนำระบบดิจิตัลและข้อมูลมหาศาลมาใช้สร้างนักกีฬานั้นสามารถสร้างโอกาสอย่างมหาศาลได้ ดีลอยท์คาดการณ์ว่าสมาคมกีฬาอาชีพหลายแห่งจะตั้งนโยบายใหม่ๆ อย่างเป็นทางการ ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูล การใช้ข้อมูล และการสร้างผลประโยชน์เชิงการค้าจากข้อมูลของนักกีฬา ภายในปีนี้

เปิดตัวอุตสาหกรรม 4.0 ด้วย Intelligent edge

Intelligent edge เป็นเทคโนโลยีที่รวมของการเชื่อมต่อไร้สายขั้นสูง หน่วยประมวลผล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุปกรณ์ที่ใช้งานและสร้างข้อมูล ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับบริษัทด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารขนาดใหญ่หลายแห่ง ดีลอยท์ คาดการณ์ว่า ในปี 2021 นี้ ตลาด Intelligent edge ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ การขยายตัวของตลาดดังกล่าว เป็นผลมาจากบริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมมีขยายเครือข่าย 5G รวมถึงผู้ให้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่เป็นหลัก ซึ่งการริเริ่มของบริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมที่มีเงินทุนสูงอาจช่วยให้บริษัทที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมหลากหลายประสบความสำเร็จใน Intelligent edge ได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ได้แก่

  • จุดเริ่มต้นของกระแส 8K : ยอดขายโทรทัศน์ที่มีความละเอียดคมชัด 8,000 พิกเซล มีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นถึงห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ด้วยอุปกรณ์และบริการเพื่อสร้างเนื้อหาที่มีความละเอียด 8K โดยเนื้อหาดังกล่าวจะสร้างผลกำไรอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • จับเทรนด์สุขภาพในยุค 5G : ความกังวลว่า 5Gอาจส่งผลต่อสุขภาพนั้นยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด ดีลอยท์ คาดการณ์ว่า ในปี 2021 นี้ แนมโน้มที่ว่ารังสีจากเครือข่าย 5G และโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่าย 5G จะส่งผลต่อสุขภาพของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ไม่น่ามีความเป็นไปได้  แต่หากจะมีการศึกษาใดๆเกี่ยวกับ 5G เพื่อจัดการกับความกังวลด้านสุขภาพนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาดังกล่าวจำเป็นต้องมีประเด็นที่น่าสนใจ สอดคล้องและครอบคลุม และจำเป็นต้องเริ่มขึ้นในเวลานี้
  • เร่งการพัฒนา RANs รุ่นใหม่  เครือข่ายการเข้าถึงวิทยุ (RANs) แบบเปิดและเสมือนจริง ช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNOs) สามารถลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ขายเมื่อมีการปรับใช้เครือข่าย 5G

รายงานการคาดการณ์เทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม ประจําปีของดีลอยท์  จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคมที่อาจเป็นอุปสรรคและเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ www.deloitte.com/predictions และสามารถติดต่อดีลอยท์และผู้ให้ข้อมูลในรายงานดังกล่าว ผ่านทางทวิตเตอร์ได้ที่ @DeloitteTMT, @Deloitte, @ariane_bucaille (Ariane Bucaille), @kwestcott911 (Kevin Westcott), @nobuookubo (Nobuo Okubo), @pjvlee (Paul Lee) @dunstewart (Duncan Stewart), @dajarvis (David Jarvis) หรือสามารถติดตามข่าวสารผ่านทาง #DeloittePredicts.

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-deloitte-tmt-predictions-report/

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ F5 Technology Update 2021

F5 Networks และ JADS Comm ขอเรียนเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมรับฟังงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ในหัวข้อ “F5 Technology Update 2021” เพื่ออัปเดตแนวโน้มและวิสัยทัศน์ล่าสุดของ F5 Networks ในปี 2021 ในวันพุธที่ 23 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: F5 Technology Update 2021
ผู้บรรยาย: Anurat Chaladlamsakul, Sr. Sales manager, JADS Comm, Poramed Kumchan, Pre-sales Engineer, VST ECS
วันเวลา: วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:จ0 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://f5networks.zoom.us/webinar/register/2816067147150/WN_dmGXyn6vS0O11hxVKdJi6g

F5 Networks ผู้นำระดับโลกด้านแพลตฟอร์มอัจฉริยะ (Application Delivery Controller) เพื่อการขับเคลื่อนแอปพลิเคชัน ที่นำเสนอโซลูชันที่จะช่วยให้การทำงานของแอพพลิเคชันต่างๆ ในองค์กรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย นอกจากนี้ในปี 2020 F5 Networks ได้เข้าซื้อกิจการของ Nginx และ Shape Security เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ในมุมมองของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ซอฟต์แวร์และโซลูชันด้านความปลอดภัยที่จะเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบแอปพลิเคชันในการขับเคลื่อนธุรกิจของแต่ละองค์กรณ์ในปี 2021 ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

from:https://www.techtalkthai.com/f5-technology-update-2021/

[Guest Post] IBM Systems | Happy New Year 2020 !!! สรุปที่สุดของ 5 เทคโนโลยีเทรนด์ ที่จะมาแรงอย่างต่อเนื่องในปี 2020 | Top 5 Technology Trends for 2020

ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ปี 2020 กันแล้ว ทาง “IBM Systems” ขอสรุปเทคโนโลยีเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วบ้างตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและที่จะมาแรงอย่างต่อเนื่องในปี 2020…แต่ก่อนอื่นเราขอขอบคุณทุกท่านในปีที่ผ่านมากันก่อนสักหน่อย

ในหลายปีที่ผ่านมา มีการก้าวกระโดดและเติบโตของเทคโนโลยีที่หลากหลาย และรวดเร็ว และเป็นอีกหนึ่งปีที่เราได้มีโอกาสนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ให้กับลูกค้าของเราอย่างหลากหลายทั้ง Banking and Financial, Government, Healthcare, Insurance, Retail, Media and Entertainment และอีกหลายอุตสาหกรรม เรายังมีทีมงานคุณภาพเพื่อให้คำแนะนำกับทางลูกค้า, Business Partners, Distributors และ IBM Thailand team

IBM Systems Hardware ขอขอบคุณ ลูกค้าทุกทุกท่าน, Business Partners และ Distributors ที่น่ารักของเรา ที่ยังคงสนับสนุนและไว้วางใจทาง IBM Systems Hardware กันมาอย่างต่อเนื่องทั้งในหลายปีที่ผ่านมาและในปีต่อ ๆ ไปที่กำลังจะมาถึงนี้

ทางทีมงานของเราจะยังคงมุ่งเน้นการส่งต่อแพลตฟอร์มที่มีคุณภาพทั้ง Hardware IBM Power Systems, IBM Storage , Software Platform และ Software Defined solution ต่างๆ รวมไปถึงการจัดงานสัมมนาเน้นย้ำทางด้านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับลูกค้าและพาทเนอร์ในทุกช่องทางและลืมไม่ได้กับการส่งต่อ Promotions ร้อนๆ ลด – แลก – แจก – แถมกันอย่างจุใจ เพื่อส่งเสริมระบบให้กับลูกค้าของเรา ได้เข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ตอบโจทย์และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร

“การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เทคโนโลยีแบบไหนล่ะ ที่เหมาะกับองค์กรของเรา ?…”

IBM Systems ขอสรุปที่สุดของ 5 เทคโนโลยีเทรนด์ ที่จะยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องในปี 2020 | Top 5 Technology Trends for 2020.

1) Artificial Intelligence (AI) : เอไอเทคโนโลยี ที่มาแรงที่สุดในหลายปีที่ผ่านมา ยังคงติดอับดับต้นๆ ของเทคโนโลยีเทรนด์เช่นเคย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่หลายคนคิดว่าจะเข้ามามีผลกระทบกับการใช้ชีวิต การทำงานหรืองานอดิเรกมากที่สุด

AI คือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลสูง เพื่อที่จะสร้างรูปแบบสติปัญญาของมนุษย์และการทำงานต่างๆ อย่างการจดจำรูปภาพคำพูดหรือรูปแบบและการตัดสินใจของมนุษย์ในหลายเคส ยกตัวอย่างเช่น

  • AI ในปี 1997 IBM สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถเอาชนะแชมป์หมากรุกได้
  • AI กับทางการแพทย์ อย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำ IBM Watson เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์การรักษาโรคมะเร็ง หรือที่โรงพยาบาลเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีน มีการใช้เทคโนโลยี AI จากบริษัท Infervison เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยและเอ็กซเรย์โรงมะเร็งปอด
  • AI กับอุตสาหกรรมประกันภัย Fukoku Mutual บริษัทประกันภัยของญี่ปุ่น นำ IBM Watson ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลผู้ถือกรมธรรม์ สามารถพิจารณาเงินประกันที่ต้องจ่ายกับผู้ถือกรมธรรม์ในแต่ล่ะกรณีได้ โดยดูจากประวัติทางการแพทย์เป็นหลัก และเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น 30%
  • AI กับธุรกรรมทางการเงิน AI จะสามารถเป็นที่ปรึกษาด้านการทำธุรกรรมการเงินให้กับลูกค้า, เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อป้องกันการทุจริต, ทำหน้าที่วิเคราะห์ศักยภาพด้านการเงินเพื่อวางโครงสร้างธุรกิจและกลยุทธ์ให้กับธุรกิจการเงิน การธนาคาร เป็นต้น

IBM Systems Solution : อ่านเพิ่มเติม >>> 
IBM Power AI Vision (Watson Machine Learning Accelerator)
https://www.ibm.com/us-en/marketplace/deep-learning-platform
https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-solutions-for-ai-by-computer-union/

IBM Storage for AI :
https://www.ibm.com/it-infrastructure/storage/ai-infrastructure

2) Container and Microservices Technology : คอนเทรนเนอร์และไมโครเซอร์วิสเทคโนโลยี เป็นเทคโนโลยีที่รองรับการทำงานของ Cloud Native Application โดยการนําข้อดีของระบบ Cloud Computing มาปรับใช้งาน เช่นการเพิ่ม ความเร็ว, ความยืดหยุ่น และคุณภาพให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงในการติดต้ังระบบให้ลดน้อยลงซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลัก 4 ประการ ได้แก่สถาปัตยกรรมแบบ Service-based, การสื่อสารแบบ API-based, ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Container-based และนำกระบวนการ DevOps มาใช้งาน

โดยใช้ Docker engine หรือโครงสร้างแบบ container based engine เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนและเป็นพื้นฐานโครงสร้างให้กับระบบ Microservices ทำให้สร้าง new users experience ให้มี application ใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้ใช้งานได้มากขึ้น สร้างความน่าสนใจให้กับธนาคารหรือองค์กรนั้นๆ มากขึ้น เช่นเดียวกับลักษณะของ Mobile Application, Cloud Service Provider (CSP), E-Commerce and Mobile Banking ที่จะต้องเน้นการพัฒนาตลอดเวลา และรวดเร็ว โดยไม่กระทบกับระบบโดยรวม

IBM Systems Solution : อ่านเพิ่มเติม >>> 
https://www.techtalkthai.com/hot-topic-with-container-and-microservices-by-ibm-and-computer-union/

https://www.techtalkthai.com/ibm-cloud-container-solution-for-platform-as-a-service-by-computer-union/

3 ) Internet of Things (IoT) : อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ คือ การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องป้อนข้อมูล การเชื่อมโยงนี้ง่ายจนทำให้เราสามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (Device) ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการใช้งานอุปกรณ์เข้ากับการใช้งานอื่นๆ เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นบรรดา Smart ต่างๆ ได้แก่ Smart Device, Smart Grid, Smart Home, Smart Network, Smart Intelligent Transportation ทั้งหลายที่เราได้ยินนั่นเอง

Internet of Things มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เราจึงเริ่มเห็นธุรกิจที่หันมาให้ความสนใจ Internet of Things ในแง่ที่มันสามารถช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจ ทางสังคม และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันได้ โดยการนำเอาข้อมูลหรือ Big Data เข้ามาใช้ในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละรูปแบบ ซึ่ง Big Data จะเป็นตัวรับและเก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ IoT โดยข้อมูลการใช้งานต่างๆ ช่วยให้เกิด use cases ใหม่ๆ ในธุรกิจ ทำให้ผู้ผลิตได้เรียนรู้และคอยแก้โจทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ตรงใจผู้ใช้ ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

IBM Systems Solution : อ่านเพิ่มเติม >>>
https://www.ibm.com/th-en/marketplace/scale-out-file-and-object-storage
https://www.ibm.com/internet-of-things/solutions/iot-platform

4 ) Big Data : บิ๊กดาต้า เป็นคำซึ่งอธิบายถึงปริมาณข้อมูลที่มหาศาล ทั้งแบบข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured)และไม่มีโครงสร้าง(Unstructured) ซึ่งปะปนอยู่มากมายในแต่ละวัน หากแต่ไม่ใช่ปริมาณของข้อมูลที่เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือการที่องค์กรจัดการกับข้อมูลต่างหากการวิเคราะห์ Big Data นำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่ดีกว่าและการเคลื่อนไหวในกลยุทธ์ธุรกิจ

เราสามารถได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อค้นหาคำตอบซึ่งจะช่วยในการ 1) ลดต้นทุน 2) ลดเวลา 3) พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และหาข้อเสนอที่ดีที่สุด และ 4) ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เมื่อคุณรวมข้อมูล Big Data เข้ากับ การวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ คุณจะสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้บรรลุผลได้

IBM Systems Solution : อ่านเพิ่มเติม >>> 
https://www.techtalkthai.com/how-big-data-help-businesses-in-many-industries-by-computer-union/

5 ) Blockchain Technology : บล็อกเชน คำศัพท์ที่เราได้ยินตามสื่อต่างๆ หนาหูขึ้น รวมถึงตามงานสัมมนากันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน FinTech ,โดย concept ของมัน “เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง

การทำงานของ Blockchain จะไม่มีตัวกลางอย่างที่เคยเป็นมา เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลแบบ (Database) แบบหนึ่งของระบบที่ไม่มีศูนย์กลางแต่เชื่อถือได้และโกงยาก โดยกระบวนการทำให้ข้อมูล Digital transaction ของแต่ละคน สามารถแชร์ไปยังทุกๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ block ของข้อมูลลิ้งก์ต่อไปยังทุกๆ คน โดยที่ทราบว่าใครที่เป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริงๆ

ยกตัวอย่าง การทำธุรกรรมด้วย Bitcoin จะมีรหัส Token สร้างขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับ Blockchain และทำการตรวจสอบว่า Bitcoin นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ก่อนที่จะทำธุรกรรมให้สำเร็จต่อไป

Blockchain the game changer แน่นอนว่า Trust เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นเราจะกล้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิตได้อย่างไร โดยที่ยังมั่นใจว่ามันจะไม่รั่วไหล หรือถูกทำให้เปลี่ยนแปลง ธุรกรรมออนไลน์ใดๆ ก็จะสามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น creative มากขึ้น innovative มากขึ้น ประหยัดขึ้น รวดเร็วขึ้น มันเรียกได้ว่าเป็น “transfer of trust in a trustless world” เพราะถึงแม้สองบุคคลจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ด้วยความมั่นใจ

IBM Systems Solution : อ่านเพิ่มเติม >>>
https://www.ibm.com/downloads/cas/QEVXZXBL https://www.techtalkthai.com/ibm-storage-solutions-for-ibm-blockchain-is-announced/

ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรและเพิ่มยอดขายทางการตลาด IBM Systems ยังคงมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุด และมีทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบไอทีพร้อมให้คำปรึกษา

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด
โทร 02 311 6881 # 7151,7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

หรือสามารถติดต่อทาง IBM Thailand มีทีมงาน ที่พร้อมให้คำปรึกษาสำหรับทุกท่านอย่างครบถ้วน Inbox เข้ามาได้ที่ Facebook IBM Thailand: https://www.facebook.com/IBMThailand/

เขียนโดย

ปรียานุช เปล่งวาจา
IBM IT/Specialist
IBM Thailand Co.,Ltd

สัญญา พรขจรกิจกุล
HW Sales Specialist
Computer Union

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-5-technology-trends-for-2020-by-computer-union/

4 เทรนด์สำหรับ Software Engineering ในปี 2020

Thenextweb ได้เผยถึง 4 เทรนด์ด้าน Software Engineering ซึ่งหากใครไม่อยากตกรถไฟสามารถติดตามกันได้ว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในปีหน้าบ้างครับ

1.IoT

สำนักไหนก็ทายว่า IoT จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นในหลายปีถัดจากนี้เพราะมี Use Cases เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งทำให้ต้องการงานพัฒนาซอฟต์แวร์ในด้านนี้ตามมาแน่นอน อย่างไรก็ตามยังเกี่ยวพันถึงความรู้ด้าน Data Analytics และ Cloud Computing ด้วย

2.Passwordless Authentication

การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านประจักษ์ชัดแล้วว่าไม่มั่นคงปลอดภัยเพียงพอ ด้วยเหตุนี้นักพัฒนาควรจะศึกษาและนำเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ในการยืนยันตัวตนเช่น OAuth และ Bio-metric ต่างๆ

3.Mixed Reality

Augmented Reality และ Virtual Reality ได้รับความนิยมมากขึ้นไม่จำกัดแค่ในเรื่องสื่อบันเทิงเท่านั้น เพราะบางประเทศยังนำไปใช้ในการฝึกทหารด้วย ซึ่ง Mixed Reality เกิดจากการผสมผสานระหว่าง AR และ VR เข้าด้วยกัน ดังนั้นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ควรมองข้ามโอกาสใหม่ด้านนี้

4.Robotics Process Automation

RPA ทำให้กระบวนการทำงานซ้ำเดิมเกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติโดยใช้บอท ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับองค์กรให้พนักงานนำเวลาที่เหลือไปทำงานอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้โซลูชันนี้ก็คือการใช้ผ่านเครื่องมือที่องค์กรคาดหวังในความเก่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นโอกาสในงานพัฒนาซอฟต์แวร์เช่นกัน

ที่มา :  https://thenextweb.com/syndication/2019/12/18/3-trends-that-will-shape-software-engineering-in-2020/

from:https://www.techtalkthai.com/4-technology-trends-for-software-engineering-in-2020/

5 แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2020

ผู้เชี่ยวชาญจาก Betanews ได้นำเสนอถึงแนวโน้มด้านเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเป็นไปในปี 2020 ทางเราจึงขอมาสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Credit: alphaspirit/ShutterStock

จริงๆ แล้วหัวข้อนี้เกือบจะใช้ว่าเป็นคลาวด์ได้ทั้งหมดแต่เราขอยกเป็นคำว่าเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาครับ

1.Startup เริ่มย้าย Workload กลับจากคลาวด์

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นและสัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นคลาวด์อาจจะตอบโจทย์ก็จริง นั่นคือเหตุผลว่า Startup จึงเริ่มต้นจากคลาวด์แต่หลังจากทำมาได้สักพักบริษัทกำเนิดใหม่เหล่านั้นก็คงเห็นแล้วว่าค่าใช้จ่ายก็ไม่เบาเลย จึงนำมาสู่สถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปีหน้าคือมีการย้าย Workload จากคลาวด์มาทำเป็น Hybrid มากขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคลาวด์จะหายไป อย่างไรก็ดีองค์กรจะเริ่มพบอุปสรรคก็คือจะย้ายกลับมายังไงนั่นเอง

2.ผู้ให้บริการคลาวด์แข่งกันยกระดับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย

ภาครัฐมีความต้องการใช้คลาวด์เพิ่มขึ้นแถมมูลค่าของตลาดก็สูงมากเสียด้วย อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าภาครัฐต้องการมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยและ Compliance ที่สูงพอ รวมถึงจะต้องสามารถแบ่งแยกข้อมูลระหว่างคลาวด์และ On-premise ด้วย ดังนั้นผู้ให้บริการที่อยากได้ตลาดภาครัฐจึงต้องพัฒนาตัวเอง

3.Network Automation มีความต้องการสูงขึ้นเพราะเทคโนโลยี AI/ML

AI/ML ผ่านจุดแต่เรื่องเพ้อฝันสู่ตลาดจริงแล้วที่ผู้เขียน (Betanews) พบว่าหลายองค์กรมีการทดสอบ AI/ML ว่าจะต่อยอดอะไรได้บ้าง แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่องค์กรต้องการคือด้าน Automation Networking ตั้งแต่จัดการเรื่องพลังงานไปจนถึงงานซ่อมบำรุงเลยอัตโนมัติทีเดียว

4.Kubernetes จำเป็นจริงหรือ?

จริงอยู่ที่ Kubenetes กลายเป็นโจทย์สำหรับองค์กรที่ใช้คลาวด์สมัยใหม่หลายแห่ง แต่ก็เริ่มมีการตั้งคำถามแล้วว่า Kubernetes จำเป็นจริงๆ หรือไม่ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลงซึ่งไม่ง่ายเลย นอกจากนี้ยังพบว่าหลายแห่งก็ดูตื่นเต้นและให้ความสนใจน้อยลงแล้ว แต่ก็คาดว่า Kubenetes ยังคงได้รับความนิยมต่อไปเช่นกัน

5.Steaming Game จาก 5G

ดูเหมือนว่าตลาดเกมนั้นโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการมาถึงของ 5G จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ Game Streaming

ที่มา :  https://betanews.com/2019/12/19/cloud-predictions-for-2020/

from:https://www.techtalkthai.com/5-technology-trends-in-2020/

สรุปเทรนด์และสิ่งน่าสนใจของอินเทอร์เน็ตจีนในรอบปี จาก China Internet Report 2019

ในงานสัมมนา RISE ที่ฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา South China Morning Post และ Abacus เว็บในเครือ ได้ออกรายงานความเคลื่อนไหววงการอินเทอร์เน็ตของจีนในช่วงปีที่ผ่านมา China Internet Report 2019 ซึ่งเป็นปีที่สองที่มีการออกรายงานนี้ จากที่ทุกปีเราจะเห็นรายงาน Internet Report แต่เน้นเรื่องราวอเมริกา และเสริมภาพรวมทั่วโลกมากกว่า

ภาพรวมของรายงานในปีนี้ ชี้ให้เห็นว่าวงการอินเทอร์เน็ตจีน ได้หลุดจากการลอกเลียนแบบที่มีแต่แอปตะวันตกเวอร์ชันจีน มาเป็นการสร้างเทรนด์และทำให้แอปฝั่งตะวันตกเลียนแบบตามบ้าง อาทิ ซูเปอร์แอป ที่มีทุกบริการอัดรวมในแอปเดียว หรือแอปเล่นวิดีโอขนาดสั้นที่เริ่มจากจีน แล้วสามารถสร้างกระแสในอเมริกาได้ นอกจากนี้ AI ที่มีการใช้แพร่หลายในจีน ก็ทำให้นวัตกรรม AI จีน เป็นที่สนใจในระดับโลก

alt="China Internet Report 2019"

ไฮไลท์น่าสนใจบางส่วนจากรายงานมีดังนี้

อินเทอร์เน็ตจีน ใหญ่มาก

รายงานหน้าแรกเปรียบเทียบขนาดประชากรอินเทอร์เน็ตของจีน เทียบกับฝั่งอเมริกา ซึ่งแม้อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจีนจะอยู่ที่ 60% แต่ด้วยฐานประชากร ก็ทำให้ประชากรอินเทอร์เน็ตจีนมีถึง 829 ล้านคน เทียบกับอเมริกา 293 ล้านคน ก็ใหญ่กว่ากันเกือบ 3 เท่า และถ้าดูเฉพาะการใช้มือถือจ่ายเงินหรือ Mobile Payment ตัวเลข 583 ล้านคน เทียบกับ 62 ล้านคน ของอเมริกา ก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง

alt="Overall"

สไลด์นี้เทียบให้เห็นว่า ในทุกบริการบนอินเทอร์เน็ต จะมีผู้เล่นฝั่งจีนกับฝั่งอเมริกา คู่ขนานกันทุกอย่าง

alt="China vs US"

10 อันดับบริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีน เป็นดังนี้ ที่น่าสนใจคือคำเรียกสามยักษ์ใหญ่ BAT ที่หมายถึง Baidu-Alibaba-Tencent อาจต้องเปลี่ยนไปก็เป็นได้

alt="Top 10 Internet Company"

มีคำเรียก 3 บริษัทอินเทอร์เน็ตจีนหน้าใหม่ที่มาแรงว่า TMD (Toutiao แอปอ่านข่าวของ ByteDance เจ้าของเดียวกับ TikTok, Meituan-Dianping แอป O2O และ Didi แอปเรียกรถแท็กซี่) สไลด์นี้เทียบให้เห็นว่า BAT และ TMD ตอนนี้ยึดบริการใดไว้บ้าง

alt="BAT vs TMD"

เทรนด์ที่ยังเป็นอยู่ต่อจากปีก่อน

รายงานสรุป 4 แนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 และยังคงเป็นอยู่เช่นนั้นในปีนี้

  1. 3 ยักษ์ใหญ่ BAT ยังคงซื้อกิจการหรือเข้าถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ ต่อเนื่อง
  2. ประชากรอินเทอร์เน็ตจีนยังเติบโต โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
  3. รูปแบบธุรกิจในจีน ยังเน้นการเติบโตด้วยวิธีการกึ่งโซเชียล
  4. รัฐบาลจีนยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมอินเทอร์เน็ต

เมื่อมีเทรนด์ปีที่แล้ว ก็มี 4 เทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจในปี 2019 ดังนี้

แอปจีนเป็นผู้นำ ให้แอปประเทศอื่นลอกเลียนแบบ

อย่างแรกคือการเป็นซูเปอร์แอป (Super App) ที่ใส่บริการทั้งหมดอัดเข้ามาในแอปเดียว ซึ่งแอปจีนนิยมทำกัน ไม่ว่าจะเป็น WeChat, Alipay หรือ Meituen ซึ่งตอนนี้ได้เห็นวิธีการเหมือนกันในแอปอย่าง Facebook, LINE หรือ Go-Jek

alt="Super App"

การทำโซเชียลบวกกับอีคอมเมิร์ว เช่นการ Live ในแอปขายของ หรือการรวมกลุ่มกันซื้อสินค้า

alt="Social Commerce"

แอปวิดีโอวนลูปขนาดสั้นอย่าง TikTok ประสบความสำเร็จ จนหลายแอปก็ใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาเหมือนกัน

alt="Short VDO"

จีนออกนำในเทคโนโลยี 5G

ปัจจุบันจีนมีการทดสอบ 5G แล้วในหลายเมือง ผ่านผู้ให้บริการหลัก 3 ค่าย ครอบคลุมประชากรราว 167 ล้านคน อีกทั้งบริษัทจีนก็ถือครองสิทธิบัตร 5G มากที่สุดในโลกตอนนี้ สไลด์นี้ทำให้เห็นว่าจีนมีความพร้อมในการเปิดบริการ 5G เต็มรูปแบบมากกว่าที่อื่น

alt="5G"

จีนเป็นผู้นำ AI

จีนมีการใช้ AI ในวงกว้างกับหลากหลายวงการ อาทิ ระบบรู้จำใบหน้า ที่นำมาใช้ในการจ่ายเงิน ในการเช็กอินโรงแรม หรือนำมาใช้กับแอปอ่านข่าวเพื่อคัดสรรข่าว นำมาใช้กับการลองเสื้อแบบ virtual

alt="AI"

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังนำ AI มาใช้ในการควบคุมความเรียบร้อย ซึ่งมีทั้งการใช้ระบบตรวจสอบบุคคล จนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายหนีคดี หรือตรวจจับคนทำผิดกฎจราจร

Social Credit ทำแล้วในจีน

จีนเริ่มใช้ระบบเครดิตทางสังคมกับประชากรตั้งแต่ปี 2014 มีแผนจะใช้กับประชากรทั้งประเทศในปี 2020 จากนี้ระบบให้คะแนนเครดิตจะมีผลมากยิ่งขึ้นในทุกด้าน

alt="Social Credit in China"

รายงานฉบับนี้ยาว 110 สไลด์ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการลงรายละเอียดบริการทางอินเทอร์เน็ตทีละกลุ่มธุรกิจ หากอยากเข้าใจอินเทอร์เน็ตจีนมากยิ่งขึ้นก็ไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ จากลิงก์นี้

ที่มา: South China Morning Post

from:https://www.blognone.com/node/110875

สรุปแนวโน้มและสิ่งที่น่าสนใจในโลกไอทีล่าสุดจาก Internet Trends Report 2019

Mary Meeker นักวิเคราะห์ชื่อดังที่มีธรรมเนียมออกสไลด์รายงาน Internet Trends ทุกปีตั้งแต่ปี 1995 โดยในปีนี้ Internet Trends Report 2019 ก็ได้เผยแพร่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้ฉายให้เห็นภาพรวมและแนวโน้มที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมไอทีว่าเป็นอย่างไร

ภาพรวมใหญ่ของรายงานในปีนี้สะท้อนว่าอินเทอร์เน็ตโลกนั้นยังคงเติบโต แต่ด้วยแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากมีฐานที่ใหญ่มากจากการเติบโตสูงต่อเนื่องหลายปี อัตราเติบโตจึงลดลง

สไลด์ของปีนี้มีจำนวน 333 หน้า (ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดเอง) ครอบคลุมทุกหัวข้อในวงการไอทีทั่วโลก ซึ่งมีไฮไลท์น่าสนใจบางส่วนที่คัดมาดังนี้

ภาพรวมผู้ใช้งานและพฤติกรรม

แนวโน้มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังคงเติบโต แต่เห็นได้ว่าอัตราการเติบโตยังคงลดลง ในปี 2018 โต 6% ซึ่งน้อยกว่าปีก่อนที่ 7%

alt="Slide 7"

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยย้ำการเติบโตน้อยลงคือจำนวนสมาร์ทโฟนใหม่ที่ส่งมอบซึ่งลดลงเป็นครั้งแรก (-4%) เทียบกับปีก่อนที่คงที่ไม่เติบโต

alt="Slide 8"

ผู้อ่าน Blognone คงได้ยินเรื่องนี้บ่อย แต่ก็ย้ำอีกที ว่าบริษัทที่มีมูลค่ากิจการใหญ่ที่สุดในโลก 10 อันดับแรกล่าสุดนั้น เป็นบริษัทเทคโนโลยีถึง 7 บริษัท โดยมีบริษัทที่ไม่ใช่คือ Berkshire Hathaway, Visa และ Johnson & Johnson

alt="Slide 13"

อีคอมเมิร์ซในอเมริกาตอนนี้ครองส่วนแบ่ง 15% ของอุตสาหกรรมค้าปลีกรวม แต่การเติบโตก็น้อยลงอยู่ที่ 12.4% ซึ่งถึงอย่างนั้นก็ยังโตกว่าภาพรวมค้าปลีกดั้งเดิมซึ่งอยู่ที่ 2%

alt="Slide 18"

อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น ทำให้รูปแบบการรับสื่อเปลี่ยนไป จำนวนการชมวิดีโอขนาดสั้นแนว Stories ก็เพิ่มมากขึ้น 2 เท่าตัวในปีที่ผ่านมา

alt="Slide 49"

จำนวนคนฟัง Podcast ในอเมริกาเองก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

alt="Slide 50"

รูปภาพเป็นวิธีการสื่อสารทางออนไลน์ที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากความเร็วอินเทอร์เน็ต และกล้องสมาร์ทโฟนที่ดีขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือมากกว่า 50% ของทวีตที่คนให้ความสนใจบน Twitter จะมีรูปภาพประกอบอยู่ด้วยเสมอ จากเดิมที่ Twitter เป็นบริการแบบตัวหนังสือล้วน

alt="Twitter"

กรณีศึกษา ธุรกิจใหม่ นอกอเมริกา

Pinduoduo จากจีน อีคอมเมิร์ซที่มาแรง ใช้วิธีการขายที่เรียกว่า จากลูกค้าตรงไปหาผู้ผลิต โดยให้ลูกค้ารวมกลุ่มกันเสนอสิ่งที่ต้องการ ผู้ผลิตก็สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามที่ผู้ใช้กลุ่มนั้นต้องการ

alt="Pinduoduo"

Meituan Dianping แพลตฟอร์ม O2O (Online-to-Offline) จากจีน เป็นบริการเชื่อมต่อผู้ประกอบการรายย่อยไปสู่ลูกค้ากลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจของร้านค้า และทำให้ลูกค้าค้นพบสิ่งใหม่มากขึ้น

alt="Meituan Dianping"

Tokopedia อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินโดนีเซีย เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเพราะเดิมลูกค้ามักไม่อยากสั่งสินค้าที่ผู้ส่งอยู่คนละเกาะ เนื่องจากใช้เวลาขนส่งนาน จึงปรับปรุงจนสามารถส่งได้ระดับไม่กี่วันจนถึงภายในวันเดียวกันเลย

alt="Tokopedia"

Toss บริการการเงินดิจิทัลของเกาหลีใต้ ที่อาศัยช่องว่างที่คนกลุ่มใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ เพราะไม่มีระบบประเมินเครดิตที่ดีพอ จึงพัฒนาเป็นแอปเก็บข้อมูลให้คนมีโอกาสเข้าถึงเงินกู้มากขึ้น

alt="Toss"

แนวโน้มของ Freemium

บริการที่ใช้วิธีหารายได้แบบ Freemium กล่าวคือให้ใช้งานฟรี แต่จำกัดฟีเจอร์ หากต้องการเต็มรูปแบบต้องจ่ายเงินเพิ่ม มีแนวโน้มที่ดี ผู้ใช้งานเลือกจ่ายเงินกันมากขึ้น ตัวอย่างแรกคือ G Suite ของกูเกิล ที่ลูกค้าระดับองค์กรมีจำนวนมากขึ้น

alt="G Suite"

บริการฟังเพลง Spotify เป็นภาพที่ชัดเจนมากกว่านั้น ขณะที่จำนวนผู้ใช้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อัตราส่วนผู้ใช้ที่จ่ายเงินรายเดือน ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

alt="Spotify"

การเติบโตของบริการแบบ Freemium ยังทำให้บริการคลาวด์เติบโตมากขึ้นเพื่อรองรับ ปีที่ผ่านมาองค์กรเก็บข้อมูลมากกว่าลูกค้าทั่วไป และอนาคตคลาวด์จะขึ้นมาแซง

alt="Data Storage"

กรณีศึกษาจากจีนที่ใช้ Gamification

มีกรณีศึกษาบริการรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากฝั่งจีนหลายอย่างในรายงานฉบับนี้ โดยเน้นไปที่วิธีพัฒนาบริการด้วย Gamification หรือระบบกึ่งเกมสร้างการแข่งขัน หัวข้อแรกคือ Mini-Program ที่อยู่ในแอป WeChat ซึ่งเปิดตัวด้วยเกม Jump Jump ที่มีผู้เล่นกว่าร้อยล้านในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก

alt="WeChat"

เชนร้านเครื่องแต่งกายอย่าง Belle กับ TopSports ก็ทำแอปแทร็กยอดขายสำหรับพนักงานหน้าร้าน

alt="Belle"

นอกจากนี้รายงานยังชี้ให้เห็นทิศทางการเป็นซูเปอร์แอป แอปที่รวมบริการทุกอย่างในแอปเดียว ตัวอย่าง WeChat ที่เริ่มจากเราติดตามบัญชีธุรกิจ จากนั้นก็ต่อยอดมาเป็นการขายสินค้า พร้อมระบบจ่ายเงินจบในแอป

alt="WeChat"

แนวโน้มนี้เห็นได้ว่าเกิดขึ้นกับหลายแอป ไม่ว่าจะเป็น Kakao, LINE หรือ Instagram ที่ใส่ระบบจ่ายเงินเพิ่มเข้ามา

alt="LINE"

ตัวอย่างซูเปอร์แอปที่ชัดเจนมากคือ Meituan ภาพนี้ทำให้เห็นว่าหน้าแรกของแอป อัดบริการต่าง ๆ ที่เทียบกับของฝั่งอเมริกาถึง 9 ตัว แต่อยู่ในแอปเดียวเลย

alt="Meitaun"

หลายแอปก็เริ่มเป็นซูเปอร์แอปมากขึ้น อาทิ Grab, Rappi หรือแม้แต่ Uber

alt="Grab"

นอกจากนี้รายงานยังนำเสนอรูปแบบที่เริ่มจากจีนคือไลฟ์สดขายของ ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก

alt="Live"

สุดท้ายด้วยจักรวาล New Retail ของเครือ Alibaba ให้เห็นว่าตอนนี้ Alibaba มีร้านค้าออฟไลน์เป็นจำนวนมาก

alt="Alibaba"

ที่มา: Recode

from:https://www.blognone.com/node/110304