คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

Content audit คืออะไร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์เล็กหรือใหญ่ที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ต่างก็ต้องคอยตรวจเช็คเว็บไซต์ของคุณ ว่าเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายหรือไม่ คอนเทนต์ดึงดูดใจทั้งคนอ่านทั่วไปและ SEO หรือเปล่า เพื่อให้การลงทุนของคุณไม่เสียเปล่า และนี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียมพร้อมในการตรวจสอบหลังบ้านของคุณค่ะ

การตรวจสอบเนื้อหาคือการตรวจสอบเนื้อหาทั่วทั้งไซต์ของคุณอย่างเป็นระบบ รวมถึง:

  • บล็อก
  • แลนดิ้งเพจ
  • หน้าผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • หน้าเนื้อหาหลัก

การตรวจสอบนี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเนื้อหาของคุณทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ รวมถึงการเข้าถึงผู้ชมที่คุณต้องการ

ข้อดีของการทำ Content Audit

1. แสดงให้คุณเห็นว่าเนื้อหาใดต้องปรับปรุง

นอกจากการแสดงให้คุณเห็นว่าเนื้อหาของคุณใช้งานได้ตามปกติแล้ว การตรวจสอบเนื้อหายังให้ทิศทางที่เป็นรูปธรรมแก่คุณในด้านต่างๆ ที่คุณต้องปรับปรุง

เนื่องจากการตรวจสอบเนื้อหาช่วยให้คุณเข้าใจว่าสิ่งใดใช้ได้ผลและไม่ได้ผล (เพราะคุณจะเห็นผลของทั้งสองฝั่งในไซต์ของคุณ) คุณจึงสามารถนำไปใช้กับการสร้างเนื้อหาในอนาคตเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

2. ช่วยให้คุณมองเห็นเนื้อหาของคุณโดยรวมจากภาพรวม

หากคุณมีเนื้อหาจำนวนมากบนเว็บไซต์ของคุณ การตรวจสอบอาจเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเนื้อหาให้เสร็จสิ้นเป็นวิธีเดียวที่จะเจาะลึกเนื้อหาทั้งหมดของคุณและทำความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเนื้อหานั้นส่งผลแก่ธุรกิจของคุณอย่างไร

หรือแม้ว่าคุณจะมีธุรกิจขนาดเล็กและมีเนื้อหาไม่มาก การตรวจสอบเนื้อหาก็ยังมีประโยชน์ มันจะช่วยคุณเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาที่คุณมีเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การตรวจสอบเนื้อหาสามารถช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่คุณมี สิ่งที่คุณต้องการ สิ่งที่คุณไม่ต้องการ และสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในอนาคตเพื่อให้แน่ใจว่าภาพรวมของเนื้อหาของคุณมีส่วนสนับสนุนต่อเป้าหมายของคุณ

ข้อควรจำ: ไม่มีวิธีใดที่สมบูรณ์แบบในการตรวจสอบเนื้อหา การตรวจสอบของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหาที่คุณกำลังวิเคราะห์และเป้าหมายที่คุณหวังว่าจะบรรลุเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้น ด้วยเหตุนี้ให้ปรับแต่งการตรวจสอบเนื้อหาของคุณเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของไซต์และกลยุทธ์เนื้อหาของคุณ

from:https://www.thumbsup.in.th/content-audit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-audit

ทำไมหลายๆ แบรนด์ถึงเริ่มสนใจในการผลิตเพลงลง TikTok

เป็นเวลาหลายปีที่นักการตลาดได้ใช้การตลาดด้วยเพลงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การตลาด โดยหลายๆแบรนด์เลือกที่จะดึงศิลปินที่อยู่ในกระแสหลักมาสร้างสรรค์เพลงต้นฉบับของแบรนด์เอง 

แม้ว่าผลงานเหล่านี้มักจะเป็นเพลงประกอบโฆษณาทางทีวีหรือบนแพลตฟอร์มสตรีมเพลงต่างๆ แต่ก็มีการสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ TikTok แอปโซเชียลที่กำลังโดดเด่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ในอการพึ่งพาสิ่งที่แพลตฟอร์มนำเสนอและถูกใช้งานกับเหล่าครีเอเตอร์อยู่แล้ว ด้วยตัว TikTok เองที่มีการอัปโหลดเพลงจำนวนมากและแบรนด์สามารถมีเพลงที่เป็นที่นิยมไปทั้งแพลตฟอร์มได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา TikTok ได้ช่วยนำเพลงฮิตเก่าๆ กลับมาสู่ชาร์ต ในการคิดการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยและกลุ่มที่เบื่อหน่ายโฆษณาจำนวนมากโดยการเปิดรับกระแสความนิยมของดนตรีบน TikTok นักการตลาดรายใหญ่ได้เริ่มเปลี่ยนความพยายามในการสร้างแบรนด์เพลงของตนไปยังรูปแบบของแพลตฟอร์มนี้มากยิ่งขึ้น โดยทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ชั้นนำและนักดนตรีชั้นนำในการสร้างเพลงต้นฉบับที่สามารถเป็นที่นิยม TikTok ด้วย และวิธีเหล่านี้รวมถึงการนำเพลงที่เป็นสัญลักษณ์และเป็นที่จดจำมาสู่ TikTok และร่วมมือกับเหล่าครีเอเตอร์ 

ความพยายามในการสร้างแบรนด์ให้มีส่วนผสมของดนตรีมักถูกใช้เพื่อการสร้างแบรนด์และมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคที่อายุน้อย ซึ่งเป็นความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักการตลาดทุกกลุ่ม เพราะเมื่อนำความพยายามเหล่านี้มาสู่ TikTok แล้วนั้น ความสำเร็จสามารถวัดได้มากกว่าการดู like และ comment แต่สามารถดูได้โดยการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของผู้บริโภค เพราะโดยพื้นฐานแล้วแบรนด์สามารถเปลี่ยนจากการมีผู้สร้างคนหนึ่งขยายแบรนด์ออกไปเป็น 200,000 คนในแอปโดยใช้เสียงหรือการเต้นหรืออะไรก็ตามที่แบรนด์พยายามจะสื่อสารได้

from:https://www.thumbsup.in.th/song-to-tiktok?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=song-to-tiktok

G-Able องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้อาสาปลดล็อคขีดจำกัดการเติบโตทุกธุรกิจในยุคดิจิทัล

โลกตอนนี้หมุนด้วยดิจิทัลอย่างไม่ต้องสงสัย ทุกองค์กรเริ่มลงทุนเทคโนโลยีเพื่อติดอาวุธธุรกิจ แต่ก็มีหลายรายที่ลงทุนแค่ไหนก็ยังใช้ได้ไม่เต็มที่ อาจเพราะขาดความเข้าใจ หรือไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้เต็มรูปแบบ

วันนี้ G-Able ขอใช้ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันที่สะสมมากว่า 33 ปี เพื่อช่วยให้ทุกองค์กรสามารถติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้จริง ปลดล็อคขีดจำกัดในการดำเนินธุรกิจ ด้วยแนวคิด Possible. Simple. ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ติดตามกันที่บรรทัดถัดไปได้เลยครับ

G-Able

Possible. Simple. คือหัวใจของ G-Able

G-Able โลดแล่นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันมามากกว่า 33 ปี คนทั่วไปอาจไม่รู้จักว่า G-Able เป็นใคร แต่รู้หรือไม่ว่าเกือบทุกองค์กรธุรกิจอาจเคยใช้บริการที่ G-Able รับผิดชอบอยู่เบื้องหลัง เพราะบริษัทนี้เชี่ยวชาญในการพัฒนา-ติดตั้งระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชัน ให้กับองค์กรชั้นนำ

ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ G-Able เป็น Trusted Tech Enabler Partner for Business Resilience หรือผู้ที่นำศักยภาพความพร้อมของเทคโนโลยีในทุก ๆ ด้าน เพื่อผลักดัน และสนับสนุนลูกค้าให้พร้อมรับมือกับทุกๆสถานการณ์ และสามารถทำการแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล แต่อย่างที่บอกว่าเรื่องเทคโนโลยีใช่ว่าจะเข้าใจกันง่าย ๆ แม้องค์กรไหนอยากจะลงทุนใช้งาน แต่ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็คงเปิดใจได้ยาก

G-Able จึงคิดใหม่ทำใหม่ด้วยการใช้แนวคิด Possible. Simple. ที่เน้นเรื่องดิจิทัลโซลูชันและเทคโนโลยีที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน แต่แก้ปัญหา และติดอาวุธธุรกิจให้เติบโตได้จริง ผ่านความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนานพร้อมพาร์ตเนอร์ระดับสากลที่พร้อมออกแบบบระบบต่าง ๆ ให้เข้ากับธุรกิจในไทย ที่รองรับการเติบโตในระดับสากล

แต่การจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ G-Able ไม่ได้เปลี่ยนแค่แนวคิดใหม่ แต่ยังยกระดับ 3 องค์ประกอบสำคัญคือ

  • การนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเข้าไปช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ ให้ไปสู่การทำ Digital Transformation ได้
  • การเป็นองค์กรที่มีความชัดเจนในการทำธุรกิจ เข้าใจ และพร้อมแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับทุกอุตสาหกรรม
  • การพัฒนาคนให้มีความสามารถ ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง และปลดล็อคขีดจำกัดของแต่ละธุรกิจ

ยกระดับแนวคิดผ่านการปรับตัวจริง

การเปลี่ยนแนวคิดธุรกิจข้างต้น ทาง G-Able มีตัวอย่างเบื้องหลังการทำงานที่น่าสนใจดังนี้

  • ในมุมการพัฒนาบุคลากร G-Able ได้ร่วมมือกับ คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนระบบการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญ และมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ทั้งยังมอบโอกาสการทำงานในอนาคต
  • ในมุมช่วยเหลือองค์กรให้ทำ Digital Transformantion ได้ดีขึ้น ทาง G-Able ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อผ่านดิจิทัล หรือ End-to-End Digital Lenging ตอบโจทย์องค์กรธุรกิจกลุ่มการเงินด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์รูปแบบสินเชื่อ และเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการ

ใช่ว่า G-Able พึ่งจะมาปรับภาพลักษณ์ เพราะตัวองค์กรทยอยปรับโครงสร้าง และแนวคิดการทำธุรกิจมาระยะหนึ่งแล้ว ผ่านการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในแง่มุมต่าง ๆ พร้อมกับสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ในรูปแบบ Startup ซึ่งทั้งหมดนี้จะเติบโตไปด้วยกันกับองค์กรอื่น ๆ

G-Able

จุดพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญในการเติบโตโดย G-Able เข้ามาช่วย

ข้อความข้างต้นน่าจะพิสูจน์ได้ว่า G-Able จริงจังกับการปรับตัวครั้งนี้ขนาดไหน และต้องการช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีมากเท่าใด แต่เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่า เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในแต่ละองค์กรแค่ไหน ช่วยเหลือทีมงานคนใดในองค์กรบ้าง G-Able ได้ยกตัวอย่างมาดังนี้

  • The Visionary หรือผู้สร้างวิสัยทัศน์ ที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวางแผน และกำหนดทิศทางองค์กร
  • The Dream Maker หรือนักปั้นฝัน ที่นำความสามารถในแง่มุมต่าง ๆ ของเทคโนโลยีต่อยอดสิ่งที่คิด
  • The Change Maker หรือคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ที่นำเทคโนโลยีมาติดอาวุธเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน

และยังมีคนอื่น ๆ อีกมากมายในองค์กร ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหนในองค์กร เทคโนโลยีที่เข้าใจง่าย และมีประสิทธิภาพ จะเพิ่มความสามารถในการทำงาน และปลดล็อคขีดจำกัดในการมีส่วนช่วยยกระดับองค์กร ยิ่งมีพาร์ตเนอร์ที่เก่ง และเป็น Technology Enabler ที่เข้าใจองค์กรเหล่านั้น ยิ่งทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงง่ายขึ้น

นอกจากนี้ G-Able ยังทำแคมเปญโฆษณาที่สื่อสารให้ลองตั้งคำถามกับตัวเอง และองค์กรว่า ยังมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า Good, Great และ Greatness หรือไม่ และถ้าใช่ G ตัวต่อไปในการยกระดับตัวคุณ และองค์กรที่กำลังมองหาคืออะไร?

รู้จักบริการต่าง ๆ ของ G-Able ให้มากขึ้น

หากเจาะไปที่ภาพรวมธุรกิจของ G-Able ในปัจจุบัน ในฐานะ Tech Enabler ตัว Core Business ของบริษัทจะอยู่ภายใต้ G-Solution ที่ประกอบด้วย

  • Cybersecurity  ที่ดูแลตั้งแต่ให้คำปรึกษา, ออกแบบ, ติดตั้ง และตรวจสอบจริง
  • Cloud & Data Center Modernization ตอบโจทย์ยุคที่หลายธุรกิจใช้กลยุทธ์ Cloud-First
  • Data & Analytics รับกระแสการนำข้อมูลที่มีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพกับธุรกิจมากที่สุด
  • Digital Business & Application บริการช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางดิจิทัล
  • Managed Tech Services การบริหารจัดการระบบไอทีในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ G-Able ยังมี กลุ่มธุรกิจ Tech Spin-off ซึ่งเป็นกลุ่ม Startup ต่อยอดมาจากกลยุทธ์ Own IP Platform หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ของ G-Able ในปีที่ก่อนได้แก่ Blendata บริษัทด้าน Big Data, InsightEra ผู้ให้บริการ MarTech และ Mverge ผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการพื้นที่เช่าแบบครบวงจร

สรุป

G-Able คือหนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันในประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จะให้เป็นแค่ SI เหมือนในอดีตคงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นการเป็นทุกอย่างให้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบคือทางออก และต้องติดตามกันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของ G-Able จะเขย่าวงการเทคโนโลยีในประเทศไทยมากเท่าใด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post G-Able องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้อาสาปลดล็อคขีดจำกัดการเติบโตทุกธุรกิจในยุคดิจิทัล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/gable-possible-simple/

8 ขั้นตอนการสร้างแอดบน Instragram ให้ปั๊วะปัง

Instagram มีผู้ใช้งานอยู่ 2 พันล้านคนในแต่ละเดือน ซึ่งผู้คนเหล่านั้นใช้เวลาเฉลี่ยในการเลื่อนดูแพลตฟอร์มเป็นเวลา 53 นาทีในแต่ละวัน ด้วยการใช้งานของผู้คนที่มากขนาดนั้น โฆษณาบน Instagram อาจช่วยให้แบรนด์ขยายการเข้าถึงได้อย่างมาก

ขั้นตอนที่ 1 เลือกวัตถุประสงค์ของโฆษณา

ในการสร้างแคมเปญใหม่ทุกครั้ง ขั้นตอนแรกควรเป็นการหาวัตถุประสงค์ให้เจอ โดยควรคิดวัตถุประสงค์ให้เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้

ขั้นตอนที่ 2 ตั้งชื่อแคมเปญโฆษณา 

นี่เป็นวิธีที่ที่จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแคมเปญว่าคืออะไร จากนั้นให้เลือกหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องและระบุรายละเอียดของแคมเปญ 

หากคุณเลือกตรง Advantage Campaign Budget แพลตฟอร์มจะกระจายงบประมาณโฆษณาของคุณทั่วทั้งชุดโฆษณาโดยอัตโนมัติ หรือคุณสามารถจัดสรรการใช้จ่ายสำหรับชุดโฆษณาแต่ละชุดด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่ 3 ตัดสินใจว่าจะออกแบบโฆษณาของคุณอย่างไร

ส่วนนี้แบรนด์สามารถออกแบบโฆษณาด้วยตัวเองได้หรือใช้ “Dynamic creative” โดยระบบจะจัดการออกแบบโฆษณาให้เพียงอัปโหลดองค์ประกอบต่างๆเช่น รูปภาพ CTAs ข้อความโฆษณา เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 4 เลือกการเพิ่มประสิทธิภาพและวิธีการกระจายข้อมูลของคุณ

ขั้นตอนนี้ ตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินแบบไหน อย่างไร เมื่อแสดงโฆษณา

ขั้นตอนที่ 5. กำหนดงบประมาณโฆษณาและกำหนดเวลา

เมื่อคุณโฆษณาบน Instagram คุณสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ว่าจะแสดงโฆษณาเมื่อใดและใช้จ่ายกับโฆษณาเหล่านั้นเป็นจำนวนเท่าใด

ขั้นตอนที่ 6 กำหนดเป้าหมายผู้ชมของคุณ

การกำหนดเป้าหมายผู้ชมเป็นวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การโฆษณาบน Instagram ซึ่งทำให้แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินในการกำหนดเป้าหมายไปทุกคน

ขั้นตอนที่ 7 เลือกตำแหน่งโฆษณาของคุณ

นี่คือที่ที่คุณจะตัดสินใจว่าจะแสดงโฆษณาของคุณที่ใด

ขั้นตอนที่ 8 เลือกรูปแบบโฆษณา Instagram ของคุณ

มีรูปแบบต่างๆ ให้เลือกตามวัตถุประสงค์ของโฆษณาที่คุณเลือก แต่รูปแบบโฆษณา Instagram พื้นฐานมีดังนี้:

  • โฆษณาแบบรูปภาพ: ประกอบด้วยรูปภาพเดียว คุณจึงต้องการให้แน่ใจว่าเป็นรูปภาพที่ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการแล้ว
  • โฆษณาแบบภาพสไลด์: ให้ผู้ใช้เลื่อนดูรูปภาพหรือวิดีโอหลายรายการ
  • โฆษณาแบบสไลด์โชว์: คล้ายกับโฆษณาแบบภาพสไลด์ แต่รูปภาพจะเล่นโดยอัตโนมัติ (ไม่ต้องเลื่อน)
  • โฆษณาวิดีโอบน Instagram: วิดีโอคลิปเหล่านี้มีความยาวตั้งแต่ 3 วินาทีถึง 60 วินาที

ที่มา :exploreig.com

from:https://www.thumbsup.in.th/ig-guide?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ig-guide

ปับลิซีส เซเปียนท์แนะไทยชูดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น “ปลดล็อก” ศักยภาพองค์กร

Publicis Sapient แนะภาคธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นมาเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยพัฒนา และปลดล็อกศักยภาพอันมหาศาลของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยให้เกิดโอกาสที่จะจินตนาการใหม่ (Re-imagine) ถึงธุรกิจในโลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม สร้างความสามารถ (Ability) ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ซึ่งยากที่จะเลียนแบบในโลกธุรกิจใหม่ เพื่อปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง

ไนเจล วาซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation) กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่นิยมใช้บริการดิจิทัลใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 16 ถึง 64 ปีใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมด้านการเงินของตนเองสูงถึง 43.7% และมีธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาคบริการ เช่น บริการทางการเงิน ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และสาธารณสุขที่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นสามารถเข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจให้แตกต่างมากขึ้น สร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ตอบสนองกลุ่มผู้ใช้บริการของตน สร้างประสบการณ์ของลูกค้าไทยให้ดียิ่งขึ้นได้

เมื่อเดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา ปับลิซีส เซเปียนท์ได้เข้าร่วมทุนในบริษัท เอสซีบี เทคเอ็กซ์ จำกัด (SCB Tech X) เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับตลาดฟินเทค ส่งให้เอสซีบี เทคเอ็กซ์ยืนเป็นผู้นำด้าน Data-first technology ซึ่งเป็นการช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างจากเดิม และสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านบริการทางด้านการเงิน การบริการ สาธารณสุข พลังงานหรือภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลถือเป็นโอกาสในการพัฒนาและปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจและองค์กรในทุกรูปแบบ

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ในสถานการณ์โควิด-19 อันเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์และวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อลูกค้า คู่ค้าและพนักงานครั้งใหญ่ ในช่วงนั้น ปับลิซีส เซเปียนท์ได้ช่วยพัฒนาแพลทฟอร์ม Robinhood Food Delivery ในส่วนของไรเดอร์ สร้างพื้นฐานของธุรกิจที่องค์กรไม่เคยมีมาก่อนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน สร้างอาชีพให้กับผู้คนในวงกว้าง ในปัจจุบัน แพลทฟอร์มดังกล่าวครอบคลุมการใช้งานถึง 76 โซนทั่วกรุงเทพฯ และเชื่อมต่อการปฏิบัติงานของไรเดอร์มากกว่า 27,000 ท่าน

ซีอีโอของปับลิซีส เซเปียนท์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญก็คือ ต้องการสร้างให้ธุรกิจมีความพร้อมในโลกดิจิทัล “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นมากกว่าเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างศักยภาพเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องและที่ต่อเนื่อง ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นไม่ใช่จุดเป้าหมายแต่เป็นเส้นทางที่องค์กรจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ถึงวิธีการทำงานแบบใหม่ วิธีการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแบบใหม่ตลอดเส้นทางเดินนี้ และในขณะเดียวกัน ต้องช่วยแก้ไขปัญหาท้าทายขององค์กรอีกด้วย

ปัญหาสำคัญคือ องค์กรไทยยังไม่สามารถสร้างความศักยภาพที่เหมาะสมได้ ไม่ว่าจะโดยการหาพันธมิตรภายนอกที่เหมาะสม หรือใช้บุคลากรภายในที่องค์กรมีอยู่แล้ว

นายไนเจลแนะนำองค์กรไทยให้เริ่มต้นเส้นทางดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นเพื่อปลดล็อคศักยภาพของตนเองดังนี้

  1. พัฒนาศักยภาพด้าน SPEED ของตนเอง อันหมายถึง S (Strategy) องค์กรต้องชัดเจนว่า จะทำอะไรไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร P (Product) หมายถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับวัตถุประสงค์เพื่อความต่อเนื่องของเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล E (Experience) คือความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงานให้แตกต่าง E (Engineering) คือการใช้ไอทีสร้างคุณค่าในโลกธุรกิจใหม่ และ D (Data) คือการดึงใช้ข้อมูลและเอไอให้เป็นประโยชน์ ช่วยพัฒนาธุรกิจ
  2. ควรเข้าใจว่า ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ตลอดเวลา และจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ
  3. องค์กรต้องมีความเข้าใจในศักยภาพของตนเอง ต้องแน่ใจว่า ในฐานะที่เป็นองค์กร จำป็นต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอันรวมถึงลูกค้า พันธมิตร ผู้ลงทุน และสังคมมีความเข้าใจในดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น และสร้างสมดุลในการจัดลำดับความสำคัญที่เกี่ยวข้อง

from:https://www.thumbsup.in.th/publicis-sapient-digital-transformation?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=publicis-sapient-digital-transformation

เสียคนเพราะ Metaverse? Mark Zuckerberg สูญเงิน 8 หมื่นล้าน จากรวยอันดับ 3 ดิ่งสู่ 20 ในปีเดียว

Mark Zuckerberg เสียคนเพราะ Metaverse? สูญเงิน 8 หมื่นล้าน ดิ่งจากเศรษฐีอันดับ 3 ของโลกสู่อันดับ 20 ในเวลาแค่ 1 ปี แถมราคาหุ้น Meta ร่วง 56.85%

“Facebook กำลังเผชิญกับขาลง” คือเรื่องที่ได้ยินจนชินหูในช่วงหลังๆ ทั้งผู้ใช้ที่ลดลง ทั้งราคาหุ้นที่ดิ่งหนัก ไปจนถึงฟีเจอร์ที่ไม่มีอะไรใหม่นอกจากเลียนแบบจากเจ้าอื่น แถมคู่แข่งตัวยงอย่าง TikTok ก็ดูเหมือนจะมีหน้ามีตา ท้าทายสถานะนำของ Facebook มากขึ้นไปทุกที 

ไม่ใช่แค่ตัวแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทอย่าง Mark Zuckerberg ก็ถูกมองว่าอยู่ในขาลงเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีนักวิชาการออกมาวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า “Meta จะไม่มีวันไปได้ไกล ตราบใดที่เขายังเป็นผู้นำอยู่”

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือ ในปีนี้ Mark Zuckerberg คือบุคคลที่สูญเสียความร่ำรวยมากที่สุดในโลก มูลค่าสินทรัพย์หายไปแล้วกว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ นับตั้งแต่ต้นปี 2022 พูดง่ายๆ คือ หายไปเกินครึ่งของที่เคยมี ทั้งๆ ที่ในปีนี้ ไม่มีเศรษฐีสหรัฐฯ รายไหนสูญเสียรายได้เกินกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญเลย

และหากนับย้อนกลับไป 1 ปี เขาสูญความมั่งคั่ง (ซึ่งหลักๆ มาจากหุ้นของ Meta 350 ล้านหุ้น) ไปแล้วกว่า 8.6 หมื่นล้านเหรียญ โดยนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ผู้ร้ายของเรื่องนี้คือ Metaverse

เสียเรื่องเพราะ Metaverse?

หลังจากประกาศรีแบรนด์บริษัทเป็น Meta เมื่อตุลาคม ปี 2021 ราคาหุ้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ในช่วงต้นปีนี้ Meta จะดิ่งเหวครั้งประวัติศาสตร์ 26% ในวันเดียว หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการออกมาแล้วไม่เข้าตานักลงทุน แถมตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs) ของ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก  

source: Meta Investor Relations

Laura Martin นักวิเคราะห์อาวุโสด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตของ Needham & Co. ชี้ว่า สาเหตุของความไม่เชื่อมั่นมาจากการลงทุนมหาศาลใน Metaverse ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่ก่อให้เกิดมูลค่าใดๆ และการลงทุนใน Instagram Reels เพื่อตอบโต้ TikTok ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และบริษัทก็ยอมรับกันเองภายในว่ายังเทียบชั้นไม่ได้จริงๆ

ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำและส่งผลต่อบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถ้วนหน้าช่วงไตรมาส 2/2022 

  • Meta ได้กำไรจากธุรกิจแอปพลิเคชัน 11.16 หมื่นล้านเหรียญ (ลดลงจากปลายปีก่อน 30%) 
  • ขาดทุนจากธุรกิจ VR และ AR ถึง 2.8 พันล้านเหรียญ (ลดลงเพียง 15%) 

แถม Zuckerberg เคยพูดเองว่า การลงทุน Metaverse จะทำให้บริษัทต้องสูญเงินอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 3-5 ปี

Mandeep Singh นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีของ Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า หาก Meta ไม่ได้ทะเยอทะยานในโปรเจ็กต์ Metaverse ผลการดำเนินในช่วงที่ผ่านมาก็อาจจะเกาะกลุ่มไปกับ Alphabet บริษัทเจ้าของ Google คือหุ้นสูญเสียมูลค่าเพียง 30% จากต้นปี ไม่ใช่ 57% อย่างที่กำลังเผชิญอยู่ และบริษัทก็อาจแก้เกมที่กำลังเจออยู่ได้ด้วยการ spin-off ธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ออกไป

ความมั่งคั่งหาย 8 หมื่นล้าน ใน 1 ปี

สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 Mark Zuckerberg เริ่มสูญเสียรายได้มหาศาล หลังจากรีแบรนด์เป็น Meta และลงทุนจริงจังใน Metaverse ตั้งแต่ปลายปี 2021

ช่วงต้นปี 2022

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.25 แสนล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 338 เหรียญ/หุ้น

หลังจากผ่านไป 3 ไตรมาส Mark Zuckerberg สูญเงินเกินครึ่ง หรือ 7.1 หมื่นล้านเหรียญ

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 20 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 5.59 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 148 เหรียญ/หุ้น (-56.85% จากต้นปี)

วันวานที่แสนดีซึ่งเป็นจุดที่พีคสุดของเขาอยู่ในเดือนกันยายนปี 2021 (ก่อนรีแบรนด์เป็น Meta) โดยในตอนนั้น

  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 3 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.42 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 382 เหรียญ/หุ้น

เศรษฐกิจกระทบทุกคน แต่ Meta โดนหนักสุดแบบมีนัยสำคัญ

เอาเข้าจริงแล้ว สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ถูกถาโถมด้วยเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความขัดแย้ง ล้วนกระทบบริษัทเทคฯ ที่ต้องการการลงทุนก้อนใหญ่เพื่อการเติบโตในอนาคตทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ในหมู่บริษัทเทคฯ (และผู้บริหารบริษัทเทคฯ) ด้วยกันเอง Meta และ Mark Zuckerberg ดูจะได้รับผลกระทบกว่าใครเพื่อน

source: Google Finance

ถ้าลองเทียบมูลค่าที่ลดลงทั้งปีของ Meta กับบริษัทเทคโนโลยีในกลุ่ม FAANG (ถ้าจะให้ถูกตอนนี้คือ MANGA) ซึ่งประกอบด้วย Meta, Amazon, Netflix, Google และ Apple จะเห็นภาพชัด

เพราะในขณะที่ราคาหุ้น Amazon, Google และ Apple ลดลงไม่เกิน 30% แต่ราคาหุ้น Meta กลับลดลงถึง 57% ในปีนี้ ถ้าจะมีใครที่เจองานหนักพอๆ กันก็คงเป็น Netflix ที่ลดลงเกือบ 60%

นอกจากนี้ ถ้าลองเทียบกับตลาดจะพบว่าราคาหุ้น Meta ลดลงเยอะจริงๆ เพราะดัชนี NASDAQ ที่รวมหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเองก็ปรับตัวลงไปแค่ 27.84% ในปีนี้ และถ้าดูแค่ 100 บริษัทใหญ่ใน NASDAQ ก็จะพบว่ามีการปรับตัวลงไปแค่ 28.18% พูดง่ายๆ คือ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Meta เท่านั้น

source: Google Finance

Mark Zuckerberg เองก็ย่ำแย่ไม่แพ้ Meta เพราะปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐีทั่วโลกจะสูญเสียความมั่งคั่งมหาศาล แต่ Zuckerberg คือมหาเศรษฐีที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าใคร 

เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปแล้วในปีนี้กว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ แถมยังร่วงจากตำแหน่งรวยสุดอันดับ 6 สู่อันดับ 20 (ร่วงลงคราวเดียว 14 อันดับ)

ในขณะที่คนอื่นๆ ในสหรัฐฯ สูญเสียความมั่งคั่งกันไม่เกิน 5 หมื่นล้านเหรียญ 

  • Jeff Bezos ทรัพย์สินลดลง 4.6 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Larry Page ทรัพย์สินลดลง 3.4 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 2 อันดับ)
  • Sergey Brin ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Steve Ballmer ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 3 อันดับ)
  • Bill Gates ทรัพย์สินลดลง 2.7 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
source: Bloomberg Billionaires Index 2022

สรุป

Meta อาจกำลังเจอขาลงอย่างแท้จริง เพราะถ้าลองมองหลายๆ องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ รายได้ คู่แข่ง จำนวนผู้ใช้ ราคาหุ้น ไปจนถึงทรัพย์สินของผู้บริหาร ทุกอย่างล้วนชี้ไปในทางเดียวกัน แถมล่าสุด ยังมีข่าวอีกว่า Meta เตรียมปลดพนักงานราว 10% เพื่อลดต้นทุน

จะเห็นได้ชัดว่า Meta และ Mark Zuckerberg กำลังสูญเสียมนต์ขลังไปเรื่อยๆ จากเดิมที่คนเคยมองว่าโซเชียลมีเดียเบอร์ 1 และ CEO ผู้เปลี่ยนโลก มาวันนี้ กลับถูกมองเป็นแพลตฟอร์มของคนแก่ที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ และ CEO นักก็อปและผลักดัน Metaverse ไม่ได้จริง

ที่มา – Bloomberg (1)(2), Yahoo Finance, Google Finance, Meta

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เสียคนเพราะ Metaverse? Mark Zuckerberg สูญเงิน 8 หมื่นล้าน จากรวยอันดับ 3 ดิ่งสู่ 20 ในปีเดียว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/metaverse-hit-mark-zuckerberg-hard-in-2022/

Zuckerberg เป็นผู้นำ ทำ Meta ดิ่งเหว นักวิชาการ Harvard ชี้ หิวเงิน-ไม่ฟังใคร-โทษคนอื่น

Facebook ขาลง? นักวิชาการเผย สาเหตุมาจาก Mark Zuckerberg ซีอีโอของบริษัท ที่เห็นแก่เงิน ไม่ฟังใคร โทษแต่คนอื่น จนบริษัทดิ่งเหว

นับเป็นเรื่องที่ได้ยินกันชินหูกันมากขึ้นในระยะหลังว่า Facebook กำลังเจอกับขาลง Facebook ถูกเมินเฉยโดยคนรุ่นใหม่ Facebook คือยอดนักก็อป หรือไปไกลกระทั่ง Facebook กำลังจะตาย ซึ่งคำถามสำคัญก็คือทำไม Facebook อดีตโซเชียลมีเดียเบอร์ 1 ถึงถูกมองเช่นนั้น?

หนึ่งในคำตอบของเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนได้จากมุมมองของ Bill George อดีต CEO ของ Medtronic ที่ในภายหลังได้กลายมาเป็นนักวิชาการด้านการจัดการที่ Harvard Business School

“ผมคิดว่า Facebook จะไปได้ไม่ไกล ตราบที่เขายังเป็นผู้นำอยู่” George ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Mark Zuckerberg กับทาง CNBC เอาไว้อย่างเผ็ดร้อน “เขาคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนทำงานหันพลังให้กับบริษัทนี้ เขาดูจะหลงทางอยู่จริงๆ”

วิจารณ์ Zuckerberg หวังแต่เงิน

George เคยนำเสนอในหนังสือ True North: Leading Authentically in Today’s Workplace, Emerging Leader Edition ว่า ผู้นำที่สูญเสียความเชื่อ คุณค่า และจุดมุ่งหมายที่เคยยึดถือให้กับเงินตรา ชื่อเสียง และอำนาจ อาจทำให้องค์กรล้มเหลว 

และเขาก็เชื่อว่า Mark Zuckerberg ได้สูญเสียความเชื่อในคุณค่าและอุดมคติของตัวเองให้กับการมุ่งแสวงหาแต่กำไรสูงสุด ตรงกับสถานการณ์ที่ผ่านมาของ Meta ที่สนใจแต่ผลกำไรและการเติบโตของรายได้ โดยไม่สนใจผู้ใช้งาน และที่ผ่านมา Facebook เองก็พัวพันกับเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและสุขภาพของผู้ใช้งานอยู่หลายต่อหลายครั้ง

“ผมพูดตรงๆ ว่า ตอนนี้ ในหัวเขามีแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้น” George ระบุ

ไม่รับคำติ-เข้าข้างตัวเอง

นอกจากนี้ เขายังระบุอีกว่า Zuckerberg ไม่รับความช่วยเหลือ คำแนะนำ และคำติจากใคร ไม่สัมพันธ์และผลักไสผู้อื่น ซึ่งผู้นำแบบนี้มีความเสี่ยงที่จะตัดสินใจผิดพลาด

George ทิ้งท้ายว่า Zuckerberg เป็นพวกหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เป็นผู้นำที่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองผิดและไม่ยอมเรียนรู้จากจุดที่ทำพลาด และพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเหตุผลแก้ต่างจุดที่ตัวเองทำผิดด้วยการโทษคนอื่น 

เช่น กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อหุ้น Meta ร่วง 26% ในวันเดียว จากการที่รายได้ไม่เข้าเป้า ซึ่งผู้บริหารก็โทษ Apple ที่ปรับนโยบายไม่สามารถติดตามข้อมูลผู้ใช้งาน ทำให้การยิงโฆษณายากกว่าเดิม George บอกว่าแม้เรื่องนี้อาจส่งผลอยู่บ้าง แต่ปัจจัยใหญ่คือ Meta เผาเงินกับการพัฒนา metaverse และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

ที่มา – Finance Yahoo, Blognone

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Zuckerberg เป็นผู้นำ ทำ Meta ดิ่งเหว นักวิชาการ Harvard ชี้ หิวเงิน-ไม่ฟังใคร-โทษคนอื่น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/mark-zuckerberg-is-the-reason-of-the-decline-of-facebook/

วิธีปรับกลยุทธ์แบรนด์เพื่อเพิ่ม Engagement ใน TikTok

TikTok มีการดาวน์โหลดมากกว่า 3 พันล้านครั้งทั่วโลก และเป็นแอปที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดในปี 2021 ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้ทั่วไปเปิดแอปประมาณ 15 ครั้งต่อวัน นั่นเป็นเวลามากสำหรับพวกเขาที่จะดูและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของคุณได้

TikTok จึงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณในการแสดงสิ่งที่คุณขายเพราะแพลตฟอร์มนี้เหมาะทั้งการโปรโมตผลิตภัณฑ์ของคุณ ขยายฐานผู้ชมและดึงดูดลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย อีกทั้งโซลูชันการโฆษณาของ TikTok ทำงานได้ดีมากเมื่อผสมผสานกับเนื้อหาของครีเอเตอร์

และนี่คำแนะนำของเราเกี่ยวกับวิธีการปรับปรุง TikTok ของแบรนด์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

ใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ และใครที่คุณหวังว่าจะให้เข้าถึงบน TikTok ของคุณ อย่างไรก็ตามอย่ากังวลหากแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของคุณดึงดูดความสนใจเฉพาะกลุ่ม เพราะบนแพลตฟอร์มนี้มักเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก ผู้คนที่ใช้จึงเฉพาะกลุ่มมากๆ นอกจากนี้แบรนด์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ติดตามการงานทั้งหมดของคุณ เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาใดที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งบน TikTok สามารถดูได้ทั้ง การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาและผู้ติดตาม แบรนด์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าจัดลำดับความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และอย่ากลัวที่จะทดลองซ้ำ 

เมื่อแบรนด์กำลังทำงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้คำนึงถึงการโพสต์บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องแล้วหรือยัง ซึ่งการโพสต์อย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยให้ถูกปรากฏบน For You Pages (FYPs) และจะเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ของคุณอีกด้วย และเช่นเดียวกับการโพสต์เป็นประจำ การใช้แฮชแท็กและการดูเทรนด์ก็จะช่วยให้เนื้อหาของคุณปรากฏบน FYP อีกทั้งแฮชแท็กยังช่วยในเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ชม เนื่องจาก TikTokers มักจะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่แชร์แฮชแท็ก ฉะนั้นควรตรวจสอบแนวโน้มและคิดว่าสิ่งใดที่สอดคล้องกับแบรนด์ของคุณ 

ท้ายที่สุดการใช้อินฟลูเอนเซอรืเพื่อขยายฐานผู้ชม เพิ่มจำนวนผู้ติดตาม เพิ่มยอดขาย และเพิ่มการมีส่วนร่วมด้วยความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

ที่มา : partner.studentbeans.com

from:https://www.thumbsup.in.th/strategy-tiktok-engagement?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=strategy-tiktok-engagement

Discord หนึ่งในช่องทางสื่อสารออนไลน์ที่แบรนด์ควรรู้จักไว้

Discord คืออนาคตของชุมชนออนไลน์ แม้โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเกมเมอร์ซะส่วนใหญ่ แต่แพลตฟอร์มนี้มีผู้ใช้ในปัจจุบันมากถึง 300 ล้านคน แล้วยิ่งมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Gen Z ซึ่งส่วนใหญ่จะมีจุดหมายในการสื่อสารที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นและเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถอเชื่อมต่อในชุมชนขนาดเล็กหรือประสบการณ์ร่วมกันที่ใหญ่กว่า

ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือแบรนด์จะเริ่มต้นอย่างไรและ Discord ควรมีบทบาทอย่างไรในกลยุทธ์ของการมีส่วนร่วมกับผู้ชม?

อย่างแรก discord เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆหรือสื่อสารผ่านชุมชนของผู้คน เพราะตัวแพลตฟอร์มมีจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนข้อมูลผ่านการกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้คน แบรนด์บนดิสคอร์ดควรโฟกัสอยู่ที่สองสิ่งคือ หนึ่งคือการมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและไม่สามารถทำซ้ำได้ในที่อื่น สองคือแบรนด์ต้องอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อและการสนทนาระหว่างสมาชิกในชุมชน 

ผู้คนกำลังมองหาการมีส่วนร่วมมากขึ้น, บทสนทนาที่มากขึ้น, การให้ข้อมูลที่มากขึ้น และ Discord เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่นำเสนอสิ่งนั้นได้ดี

เซิร์ฟเวอร์ Discord มีการแชทที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด และการสนทนาเกิดขึ้นใน Discord มักจะเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นมาก ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการสนทนา ทั้งรูปแบบวิดีโอและ/หรือโทรด้วยเสียง แชร์หน้าจอ และส่งข้อความโดยตรงถึงกัน และหัวข้อภายในเซิร์ฟเวอร์ Discord มีการจัดระเบียบตามรูปแบบ “ช่อง” ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการสนทนาจะเน้นและไปในทางเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ การจัดตั้งชุมชน Discord อาจต้องการความสนใจและการลงทุนมากขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้คนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม มีการแลกเปลี่ยนของชุมชนนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับแบรนด์ เพราะ Discord ช่วยให้ผู้คนสามารถสนทนาแบบสองทางระหว่างแบรนด์และชุมชนได้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไม่ใช่แค่ลูกค้าปลายทางเท่านั้น

ที่มา : hp.com

from:https://www.thumbsup.in.th/discord-brand-communication?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=discord-brand-communication

ญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์ “เติมสต๊อกสินค้า” ทดเเทนเเรงงานมนุษย์

ญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์ “เติมสต๊อกสินค้า” ทดเเทนเเรงงานมนุษย์ หวังช่วยลดภาระของพนักงานเเละประหยัดค่าเเรง

เมืองเทคโนโลยีอย่างประเทศญี่ปุ่น ยังคงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงหุ่นยนต์ที่คอยอำนวยความสะดวกหรือบางทีอาจเรียกได้ว่า มีบทบาทเข้ามาเเทนเเรงงานคน 

ล่าสุด Telexistence ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในโตเกียว ได้ผลิต “หุ่นยนต์” ที่ชื่อว่า TX SCARA ซึ่งควบคุมด้วยระบบ AI มีหน้าที่เติมสินค้าชั้นวางเครื่องดื่มแช่เย็น โดยหุ่นยนต์นี้สามารถ เติมสินค้าได้ราวๆ 1,000 ขวดหรือกระป๋องต่อวัน ซึ่งช่วยลดภาระงานของสาขาได้ถึง 20% เเละช่วยประหยัดค่าแรงของร้านค้าได้ 10 ชั่วโมงต่อวัน

โดยหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า TX SCARA จะถูกติดตั้งในร้าน FamilyMart ในร้านค้า 300 แห่ง จาก 16,000 ร้านค้า ภายในสิ้นเดือนมีนาคม ปี 2025 

ด้าน Jin Tomioka ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “เราต้องการผลิตหุ่นยนต์เหล่านี้มาทดเเทนเเละตอบสนองการทำงานที่ซ้ำซาก หน้าที่เดิมๆที่มนุษย์เคยทำจนเป็นอัตโนมัติ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่เเทนตรงนี้ได้” 

ซึ่งหุ่นยนต์ของ Tomioka ได้มีการปรับแต่งให้เหมาะกับชั้นวางสินค้าของร้านค้าที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องเปลี่ยนเลย์เอาต์หรือกิจวัตร มนุษย์สามารถควบคุมเเละออกคำสั่งจากระยะไกลได้ 

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เเละปัญหาเศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่น

อ้างอิง AP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ญี่ปุ่นพัฒนาหุ่นยนต์ “เติมสต๊อกสินค้า” ทดเเทนเเรงงานมนุษย์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/japan-developed-a-robot-replenish-stocks-to-replace-human-labor/