คลังเก็บป้ายกำกับ: TABLET

รีวิว HUAWEI MatePad SE 10.4″ แท็บเล็ตหน้าจอ 2K สวยเทพสไตล์ FullView Display ถนอมสายตา, รองรับ 4G และพลังเสียง Histen 8.0 รอบทิศทาง

สวัสดีครับ กลับมาพบกับการรีวิวแท็บเล็ตที่น่าสนใจกับ Mobile Octa อีกครั้งนะครับ โดยวันนี้เราได้แท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงในราคาประหยัดจากค่าย HUAWEI มาทดสอบกันครับ คือ HUAWEI MatePad SE 10.4 รุ่นนี้นี่เอง

HUAWEI MatePad SE 10.4"

โดย HUAWEI MatePad SE 10.4 จะมีจุดเด่นอยู่ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 10.4 นิ้วที่ความละเอียดสูงถึงระดับ 2K FullView Display ทำให้การแสดงผลบนหน้าจอได้คุณภาพระดับสูง มีความคมชัดระดับต้นๆ ของตลาด เหมาะสมสำหรับการรับชมคอนเท้นต์ความละเอียดสูงทั้งบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือดูหนังดูซีรีย์บนแอปพลิเคชันชั้นนำเช่น Netflix และอื่นๆ

พร้อมกันนี้ยังมีลำโพงเสียงระบบ HUAWEI Histen 8.0 ให้คุณภาพเสียงระดับสูงผ่านลำโพงเสียงรอบทิศทาง และยังรองรับการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพผ่าน SuperDevice อีกด้วยครับ 

แต่การใช้งานจริงจะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น วันนี้พวกเราจะเล่าให้ฟังครับ ก่อนอื่นเราไปดูอุปกรณ์ที่แถมมาให้ และสเปคของแท็บเล็ตรุ่นนี้กันครับ

แกะกล่อง HUAWEI MatePad SE 10.4 

  • แท็บเล็ต HUAWEI MatePad SE 10.4 (พร้อมแบตเตอรี่ในตัว)
  • ที่ชาร์จ 5V/2A
  • สายเคเบิล USB-C
  • คู่มือเริ่มต้น
  • ใบรับประกัน
  • เข็มถอดซิมการ์ด 

สเปค HUAWEI MatePad SE 10.4

  • ขนาดตัวเครื่อง 246.94 x 246.94 x 7.85 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 440 กรัม
  • ตัวเลือกสี : สีดำ Graphite Black สีเดียว 
  • หน้าจอขนาด 10.4 นิ้ว
  • อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 83.6%
  • ความละเอียด FHD+ 2000 × 1200 พิกเซล, 225 PPI
  • ความอิ่มตัวของสี 16.7 ล้านสี (NTSC): 70.8% (ค่าปกติ)
  • เป็นหน้าจอประเภท IPS LCD ปรับความสว่างอัตโนมัติ 4,096 ระดับ
  • CPU Snapdragon 680 
    • 4 × Cortex-A73 2.4 GHz + 4 × Cortex-A53 1.9 GHz
  • GPU Adreno 610
  • RAM 4GB
  • หน่วยความจำภายใน 64/128GB 
  • ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 3
  • กล้องถ่ายภาพ
    • กล้องหลัง 5 MP (รูรับแสง f/2.2, AF) ความละเอียดของวิดีโอ สูงสุด FHD 1080P
      • โหมดการถ่ายภาพภาพกล้องหลัง : บุคคล/มืออาชีพ/พาโนรามา/ลายน้ำ/การถ่ายภาพเหลื่อมเวลา/สแน็ปช็อตใบหน้ายิ้ม/การเปิดใช้งานด้วยเสียง/การถ่ายภาพตามกำหนดเวลา/การถ่ายภาพต่อเนื่อง
    • กล้องหน้า 2 MP (รูรับแสง f/2.2, โฟกัสคงที่) ความละเอียดวิดีโอ HD 720p
      • โหมดจับภาพกล้องหน้า : ภาพบุคคล/ลายน้ำ/การถ่ายภาพเหลื่อมเวลา/สแน็ปช็อตใบหน้ายิ้ม/กระจกสะท้อน/การเปิดใช้งานด้วยเสียง/การถ่ายภาพตามกำหนดเวลา
  • แบตเตอรี่ 5,100 mAh
  • ระบบการเชื่อมต่อ 
    • WIFI 2.4GHz&5GHz,802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, รองรับ OTG, USB-C 2.0
    • เซ็นเซอร์แรงโน้มถ่วง เซ็นเซอร์วัดแสงโดยรอบ, GPS/AGPS/GLONASS/BeiDou/GALILEO
  • ไมโครโฟน x1, ลำโพง x2
  • ระบบเสียง HUAWEI Histen 8.0

ดีไซน์การออกแบบ

HUAWEI MatePad SE 10.4 มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ครับ โดยมีขอบหน้าจอที่บางและเท่ากันในทุกด้าน มีขอบหน้าจอสีดำ กล้องหน้าถูกวางไว้บนขอบหน้าจอด้านบนเมื่อวางเครื่องในแนวนอน และหน้าจอด้านหน้าจะเป็นแบบแบนราบ

บริเวณด้านหลังจะมีลักษณะเป็นทูโทนครับ โดยพื้นผิวด้านหลังด้านบนจะเป็นสีดำแบบด้าน และถัดลงมาจะมีความด้านน้อยกว่า ทำให้เกิดรอยนิ้วมือได้ง่ายกว่าขอบบนครับ และขอบเครื่องจะมีความโค้งมนเล็กน้อย ทำให้ถือจับได้ค่อนข้างสะดวก และเข้ามือได้ดี ตรงกลางมีโลโก้ HUAWEI และมีตัวหนังสือเล็กๆ บอกรหัสรุ่นและข้อมูลอื่นๆ เล็กน้อยด้านล่าง (ซึ่งอาจมองไม่ชัดมากเท่าไหร่)

กล้องถ่ายภาพด้านหลังจะถูกวางไว้บริเวณมุมขวาบน และมีความนูนออกมาเล็กน้อย โดยไม่มีกรอบกล้องใดๆ จุดนี้อาจต้องใช้ความระมัดระวังในการวางบนพื้นราบเล็กน้อยครับ หรืออาจทำให้ง่ายขึ้นได้ด้วยการใส่เคสเพื่อป้องกันการเกิดรอยก็ได้เช่นกัน

บริเวณด้านซ้ายมีลำโพงนอก และช่องหูฟัง 3.5 มม.ครับ 

ทางด้านขวา มีลำโพงอีกด้าน ช่องสำหรับใส่ซิม และพอร์ต USB-C 

ด้านล่างไม่มีอะไร และด้านบนมีปุ่มควบคุม ประกอบด้วยปุ่มควบคุมเสียง, ปุ่ม Power สำหรับ เปิด/ปิด และไมโครโฟน

งานประกอบของรุ่นนี้ทำมาค่อนข้างแข็งแรง แน่นหนาดีครับ โดยมีความทนทานต่อการกดทับหรือการงอ และป้องกันหน้าจอแตกด้วยการออกแบบโครงสร้างที่ดีขึ้น ใช้วัสดุที่มีคุณภาพดีขึ้นถึง 44% ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าแท็บเล็ตจะคงทน และทนทานต่อใช้งานมากขึ้นครับ

โดยรวมด้านการออกแบบของ HUAWEI MatePad SE 10.4 ค่อนข้างเป็นแท็บเล็ตที่มีดีไซน์ดูสวย ทันสมัย มีขนาดไม่ใหญ่มาก แม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่เกิน 10 นิ้วก็ตาม เพราะมีขอบหน้าจอที่บางมากเพียง 8.5 มิลลิเมตร มีสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องกว้างถึง 83% โดยมีขนาดเพียง 246.94 x 246.94 x 7.85 มิลลิเมตร มีความบางมาก และน้ำหนักเบาเพียงประมาณ 440 กรัม ทำให้สามารถถือได้นานโดยไม่เมื่อย เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ง่าย ปุ่มต่างๆ กดได้ง่าย งานประกอบแน่นหนา ดูพรีเมี่ยมเกินราคาครับ 

ประสิทธิภาพ และการใช้งาน 

จุดเด่นของ HUAWEI MatePad SE 10.4 ส่วนแรกที่เราทดสอบแล้วค่อนข้างชอบคือในส่วนของหน้าจอเลยครับ เพราะเป็นหน้าจอ 2K FullView Display ที่ค่อนข้างคมชัดมากเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตของค่ายอื่นในราคาเดียวกัน โดยหน้าจอมีขนาด 10.4 นิ้ว ให้สีสันที่ค่อนข้างสวยสมจริงมาก และมีความหนาแน่นของพิกเซลที่ 225 ppi ทำให้สามารถรับชมคอนเท้นต์บนหน้าจอขนาดใหญ่ได้เต็มตา เต็มอารมณ์ โดยเฉพาะเอาไว้ดูซีรีย์นี้คือดีมาก ภาพคมชัด ดูเพลินมากครับ

พร้อมกันนี้หน้าจอยังปรับสีสันได้อย่างชาญฉลาดครับ เพราะมาพร้อมเซ็นเซอร์วัดแสงแวดล้อม และจะปรับความสว่างให้พอเหมาะได้ถึง 4096 ระดับ (เทียบกับแท็บเล็ตทั่วไปจะได้แค่ 1024 ระดับเท่านั้น) ทำให้เรารับชมคอนเท้นต์ได้สบายตายิ่งขึ้นทั้งเวลาอยู่ในที่แสงเยอะ หรือสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อยก็ตาม

และที่อยากแนะนำให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน และอยากหาแท็บเล็ตไว้ให้เจ้าตัวเล็กได้ศึกษา หาความรู้ ใช้เรียนออนไลน์ หรือเพื่อความบันเทิงก็ตาม และหากกังวลว่าแท็บเล็ตจะทำร้ายดวงตาของเด็กๆ เราแนะนำ HUAWEI MatePad SE 10.4 รุ่นนี้เลยครับ เพราะหน้าจอของรุ่นผผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland ถึง 2 มาตราฐาน ได้แก่ TÜV Rheinland Low Blue Light certification และ TÜV Rheinland Flicker Free certification

ซึ่งการันตีว่าหน้าจอจะลดการปล่อยแสงสีฟ้าซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาของผู้ใช้ รวมถึงลดการกระพริบอันทำให้เกิดความเมื่อยล้าของการใช้งาน จึงเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวจริงๆ ครับ 

และเมื่อพูดถึงการใช้งานของเด็กๆ แล้ว แท็บเล็ต HUAWEI MatePad SE 10.4 ยังมาพร้อม Kids Corner ศูนย์รวมคอนเท้นต์คุณภาพสำหรับเด็กๆ ที่ทั้งปลอดภัย ให้ความรู้ และเสริมสร้างทักษะที่สำคัญสำหรับเด็กๆ ที่คัดสรรมาอย่างดีสำหรับยูสเซอร์วัยเยาว์ด้วยครับ โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

Parental Control ฟีเจอร์นี้จะทำให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมการใช้งานของเด็กๆ ได้อย่างปลอดภัยครับ เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บนตัวเครื่อง การใช้งานอย่างถูกต้อง เช่น แนะนำการใช้งานให้เหมาะสม เช่นการเตือนเมื่อดูใกล้จอจนเกินไป ดูในที่แสงน้อยจนเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กๆ พร้อมปรับภาพสีเป็นขาวดำในบางการใช้งาน เช่นการอ่านข้อมูลต่างๆ เพื่อถนอมสายตาของเด็กๆ 

นอกจากนี้ที่น่าสนใจยังมี Time Management ที่ให้ผู้ปกครองควบคุมเวลาการใช้งานของเด็กๆ เช่น ให้เล่น 1 ชม. หลังจากการทำการบ้านเสร็จเป็นต้น เมื่อครบกำหนดแล้ว แท็บเล็ตจะถูกล็อค และต้องใช้รหัสจากผู้ปกครองในการปลดล็อคเท่านั้น เป็นต้น

อีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าเด็กๆ จะไม่ไปเจอคอนเท้นต์ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ คือ App Management ซึ่งจะเป็นการกำหนดว่าส่วนใดบ้างที่เด็กๆ จะสามารถเข้าถึงได้ในแท็บเล็ต รวมถึงการเลือกภาพหรือวีดีโอใดในเครื่องที่เด็กสามารถเข้าถึงได้บ้าง ช่วยให้ผู้ปกครองอุ่นใจได้ว่าลูกๆ ของเราจะไม่เจอคอนเท้นต์ไม่สร้างสรรค์ในโลกออนไลน์ก่อนวัยอันควรได้ครับ 

กลับมาที่ด้านความบันเทิงอีกครั้งครับ HUAWEI MatePad SE 10.4 ไหนๆ ก็มาพร้อมหน้าจอที่แสดงผลได้สวยสด งดงามแล้ว ดังนั้นระบบเสียงจะมาแบบธรรมดาได้ไงครับ เพราะรุ่นนี้มาพร้อมลำโพง Stereo เสียงดีทั้งด้านซ้ายและขวา ช่วยเพิ่มมิติให้การรับชมคอนเท้นต์ได้ดีมากโดยไม่ต้องพึ่งลำโพงภายนอกเลยครับ 

ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณระบบเสียง HUAWEI Histen 8.0 ที่อัปเกรดใหม่หมด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอฟเฟกต์เสียงที่เป็นกรรมสิทธิ์พัฒนาโดยศูนย์วิจัยของหัวเว่ย โดยการปรับเสียงอย่างละเอียดตามช่วงความถี่และปรับระดับเสียงให้เข้ากับสถารณ์การต่างๆ ซึ่งช่วยให้ได้เอฟเฟกต์เสียงสมจริง ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ มีระบบอัลกอริธึมแยกเสียงมนุษย์ที่แม่นยำ ทำให้สามารถดึงเสียงพูดอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ลดเสียงแบคกราวด์ลง, ปรับระบบเสียงเบสโดยทำงานร่วมกับ Virtual Bass ใหม่ ให้เสียงเบสที่ทุ้มนุ่มลึกดและมีมิติมากขึ้น และสุดท้าย มาพร้อมเอฟเฟคเสียงสำหรับใช้ในสถานะการณ์ที่หลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ การศึกษา และเกม เป็นต้น

และที่ขาดไม่ได้คือฟีเจอร์พิเศษสำหรับอุปกรณ์ของหัวเว่ยเท่านั้น เช่น HUAWEI Super Device ที่เพียงเปิดการใช้งานที่ Control Centre บนอุปกรณ์ HUAWEI อื่นๆ เช่นสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค หรือ Gadget อื่นๆ ก็จะสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีโน้ตบุ๊ค HUAWEI ก็จะสามารถใช้ฟีเจอร์ Super Device นี้ในการเชื่อมต่อ HUAWEI MatePad SE 10.4 เป็นหน้าจอเสริมในโหมด Mirror Mode เพื่อแสดงเนื้อหาเดียวกับโน้ตบุ๊ค หรือ Extend Mode  เพื่อใช้แท็บเล็ตเป็นหน้าจอที่สอง ช่วยเพิ่ม Productivity ให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประโยชน์มากครับ 

นอกจากนี้ แม้จะใช้งานด้วยแท็บเล็ต HUAWEI MatePad SE 10.4 เพียงเครื่องเดียว ก็ยังมีฟีเจอร์ Multi-Window ให้เราสามารถเปิดแอปต่างๆ พร้อมกันได้สูงสุด 4 แอป ให้ประสบการณ์การใช้งานที่สะดวก ช่วยให้จัดการเอกสารหรือทำงานต่างๆ ได้พร้อมกันในหน้าจอเดียวครับ รวมถึงสามารถแบ่งหน้าจอแบบครึ่ง ทำให้สามารถประชุมออนไลน์ พร้อมกับหาข้อมูลอื่นๆ ไปได้พร้อมกันเป็นต้นครับ มีประโยชน์มาก 

ส่วนการเล่นเกมก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะ HUAWEI MatePad SE 10.4 มาพร้อมชิปเซ็ตระดับ mid-ranger ของ Qualcomm คือ Snapdragon 680 ที่มาพร้อมคอร์ Cortex-A73 ความเร็วสูง 2.4GHz สำหรับงานหนักจำนวน 4 คอร์ และ Cortex-A53 1.9GHz สำหรับงานพื้นฐานอีก 4 คอร์ เพียงพอสำหรับรันงาน Multi-tasking ทั่วไป หรือเล่นเกมได้เป็นอย่างดีครับ และให้ RAM มาที่ 4GB และความจำภายใน 64GB พร้อมเพิ่มหน่วยความจำเสริมได้ 

จากการทดสอบเล่นเกมบนแท็บเล็ตเครื่อง ก็ต้องบอกว่าทำได้ดีไม่มีปัญหาครับ สามารถรันเกม FPS ชั้นนำอย่าง PUBG Mobile ได้อย่างลื่นไหล เต็มตามากบนหน้าจอขนาดใหญ่ๆ ทำให้มองเห็นผู้เล่นอื่นได้ง่ายเลย เช่นเดียวกับเกมดังอย่าง Free Fire ก็เล่นได้ลื่นไม่มีปัญ และมีระบบเพิ่มประสิทธิภาพขณะเล่นเกม ช่วยดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการเล่นเกมด้วยการปรับระดับทั่วไป สามารถเล่นได้ลื่นไหลดี ไม่มีปัญหาครับ

ด้านการใช้งานแบตเตอรี่ HUAWEI MatePad SE 10.4 จากที่ทดสอบ การใช้งานทั่วไป สามารถสแตนบายใช้งานได้ 2-3 วันสบายมากครับ แต่ถ้าใช้งานหนักหน่อยก็ใช้งานได้เต็มวันสบายๆ ครับ จากการทดสอบเปิดคลิปวีดีโอต่อเนื่องแบบเปิดความสว่างสูงสุด ก็สามารถใช้ได้ราว 13-14 ชั่วโมง ถือว่าแบตค่อนข้างอึดดีมาก

และเกือบลืมบอกไป แท็บเล็ตรุ่นนี้สามารถใส่ซิมโทรได้ด้วยนะครับ โดยใช้ nano SIM ดังนั้นใครที่หาแท็บเล็ตไว้ติดต่อสื่อสารได้ด้วย ตัวนี้ตอบโจทย์ได้ดีเลยครับ (และก็มีรุ่น WiFi Only ด้วยนะ) 

และด้านการถ่ายภาพ HUAWEI MatePad SE 10.4 มาพร้อมกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล คุณภาพของภาพถ่ายต้องบอกว่าอยู่ในระดับพอใช้งานได้ครับ สามารถถ่ายภาพทั่วไปได้ดี รวมถึงกล้องหน้าก็รองรับการใช้งานวีดีโอคอลได้เต็มประสิทธิภาพของมัน และมีโหมดใช้งานต่างๆ ให้ใช้เช่น โหมดโปร หรือโหมดพอร์ตเทรดที่ปรับการปรับแต่งหน้าสวยได้ ตรงนี้สาวๆ น่าจะชอบกัน ลองชมตัวอย่างภาพด้านล่างนี้เลยครับ

บทสรุป

โดยสรุปนะครับ HUAWEI MatePad SE 10.4 นับเป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ตที่ค่อนข้างครบเครื่องครับ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานทั่วไปเพื่อความบันเทิง ดูหนังฟังเพลง บนหน้าจอ 2K FullView Display ที่ทรงพลัง และพลังเสียง Histen 8.0 ที่ยอดเยี่ยม มีสเปคที่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่นการเล่นเกม หรือการทำงานแบบ Multi-tasking บน HarmonyOS 3 ที่ใช้งานง่าย และสวยงาม รวมถึงมาพร้อมฟีเจอร์ Kids Corner ที่เป็นมิตรต่อการใช้งานของเด็กๆ ทำให้แท็บเล็ตเครื่องนี้ ค่อนข้างตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และทุกคนในครอบครัวจริงๆ ครับ 

สำหรับราคาและโปรโมชั่นของ HUAWEI MatePad SE 10.4 จะมีทั้งหมด 3 รุ่นดังนี้ครับ 

  • รุ่น LTE (4+128GB) ใช้ได้ทั้ง WiFi และผ่านซิมการ์ด วางจำหน่ายทุกช่องทาง ราคา 9,990 บาท เมื่อสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565 ถึง 7 มกราคม 2566  รับฟรี! เคส HUAWEI MatePad SE 10.4 Folio Cover มูลค่า 990 บาท
  • รุ่น WIFI (4+128GB) ใช้ได้เฉพาะ WiFi วางจำหน่ายทุกช่องทาง ราคา 7,990 บาท เมื่อสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565 ถึง 7 มกราคม 2566  รับฟรี! กระเป๋า Canvas Bag มูลค่า 790 บาท
  • รุ่น  WIFI (4+64GB) ใช้ได้เฉพาะ WiFi วางจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ราคา 6,990 บาท (จากปกติ 7,990 บาท) เมื่อสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565 ถึง 12 ธันวาคม 2565  ที่ HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee และ Lazada

เตรียมพบ HUAWEI MatePads SE 4+64 GB WiFi กับ Special Deal ใน 12.12 ที่ HUAWEI Store บนช่องทาง Lazada และ Shopee รับรองคุ้มกว่าใคร เจอกัน 12 ธันวาคมนี้ ใส่ตะกร้ารอเลย

Lazada: https://bit.ly/3AQkuDO

Shopee: https://bit.ly/3inc40b

สำหรับการรีวิวก็ต้องขอจบเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ 😀

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-huawei-matepad-se-10-4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-huawei-matepad-se-10-4

รวม 5 เทคนิคใช้ Windows 11 ให้เป็นแท็บเล็ตแบบเซียน ๆ (ท้าชน iPad / แท็บเล็ต Android)

อย่างที่ทราบกันว่า Windows ยุคหลัง ๆ ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับการสั่งงานด้วยจอสัมผัสแบบเต็มตัวแล้ว โดยทาง Microsoft ริเริ่มการใช้งานนี้มาตั้งแต่ยุค Windows 8 ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่าบริษัทฯ ต้องการวางตลาดอุปกรณ์ Windows ให้เป็นทุกอย่างได้จบภายในตัวเดียว ทั้ง PC, แท็บเล็ต และมือถือ (สังเกตได้จากการออกผลิตภัณฑ์ Surface Pro และ Surface Neo) ซึ่งมันต่างจากแนวทางของ Apple ที่แยก iPhone, iPad และ Mac ออกเป็นคนละตลาดอย่างชัดเจน

ในอดีตการใช้งานทัชสกรีนบน Windows 8.1 / 10 เป็นอะไรที่ยังตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ไม่ค่อยดี เนื่องจากซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ยังคงถูกออกแบบให้เหมาะกับใช้เมาส์และ trackpad มากกว่า แต่พอก้าวเข้าสู่ยุค Windows 11 แล้วต้องยอมรับว่าหลายอย่างดีขึ้นมาก ทั้งการสั่งงานที่ลื่นไหลขึ้น หน้าเว็บต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวให้ใช้งานจอทัชได้ดีใกล้เคียงแอปขึ้นเรื่อย ๆ แถมล่าสุด Windows 11 ยังมาชูจุดเด่นเรื่องการใช้แอป Android ได้ในตัวอีก แค่นี้ก็ทำให้ตลาดแท็บเล็ต Android หรือ iPad เริ่มร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

หลายคนที่เคยชินกับการใช้งาน Windows ในรูปแบบพีซีหรือโน้ตบุ๊กมานานอาจจะไม่ค่อยรู้ว่าปัจจุบัน Windows 11 นั้นใช้งานในโหมดแท็บเล็ตได้ดีถึงระดับไหนแล้ว ดังนั้นวันนี้เราพามาลงดีเทลเรื่องนี้กัน พร้อมรวมทริกเด็ด 5 ข้อที่จะช่วยให้การใช้งาน Windows 11 บนจอสัมผัสของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก รับรองเลยว่าออกมาน่าใช้ไม่แพ้ iPadOS หรือ Android L แน่นอน

 

1. gesture การสั่งงานด้วยนิ้ว และการปัดเรียกแถบเมนูต่าง ๆ

ปัจจุบันเราเคยชินกับการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในรูปแบบที่ค่อนข้างคล้ายกัน เช่น ปัดมุมบนขวาเป็นแถบ Quick Settings ปัดมุมบนซ้ายเป็นแถบแจ้งเตือน บางยี่ห้อปัดขึ้นจากด้านล่าง หรือบางยี่ห้อใช้ 2-3 นิ้วสั่งเรียกเมนูนั่นนี่ได้ ซึ่งฝั่ง Windows เองก็มีเหมือนกัน สามารถปัดเรียกแถบเมนูหรือใช้นิ้วทำ gesture ต่าง ๆ ได้หมด ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • ปัดขึ้นตรงกลาง > เรียกแถบเมนูเริ่มต้น (Start Menu)
  • ปัดจากขอบซ้ายไปขวา > เรียกแถบวิดเจ็ต (Widget)
  • ปัดขึ้นด้านล่างขวา > เรียกแถบการตั้งค่าด่วน (Quick Settings)
  • ปัดจากขอบขวาไปซ้าย > เรียกแถบเจ้งเตือน + ปฏิทิน (Notifications + Calendar)

รู้หรือไม่ ? Windows ก็มีปุ่มโฮมเหมือนกัน

มันก็คือปุ่ม แสดงเดสก์ท็อป (Show desktop) ที่อยู่มุมล่างขวาสุดของ taskbar นั่นเอง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังใช้ปุ่มโฮมบนมือถืออยู่เหมือนกัน แต่อาจจะต้องลำบากเอื้อมมือไปแตะหน่อย (ใช้ 3 นิ้วปัดลงจะง่ายกว่า) ทั้งนี้จริง ๆ แล้ว Microsoft รณรงค์อยากให้เราปรับตัวไปใช้ Start menu กันมากกว่า ซึ่งมันจะทำให้การกลับไปที่หน้าเดสก์ท็อปบ่อย ๆ เพื่อเปิดโปรแกรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

การใช้ gesture สั่งงานบนจอด้วยนิ้ว (Windows 11)

คำสั่ง ท่าทาง
คลิกขวา, แสดงคำสั่งเพิ่มเติม แตะค้างที่พื้นที่ว่างหรือวัตถุ
แสดงหน้า Task View รวมแอปทั้งหมดที่เปิดอยู่ (คล้าย Recent Apps บน Android) ใช้ 3 นิ้ว ปัดขึ้น บนหน้าจอ
แสดงหน้าเดสก์ท็อป (คล้ายกับการกดปุ่มโฮม) ใช้ 3 นิ้ว ปัดลง บนหน้าจอ
สลับไปหน้าแอปอื่นที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้ ใช้ 3 นิ้ว ปัดซ้ายหรือขวา บนหน้าจอ
สลับไปหน้าเดสก์ท็อปอื่นที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้ ใช้ 4 นิ้ว ปัดซ้ายหรือขวา บนหน้าจอ

 

2. ตั้งค่าแป้นพิมพ์สัมผัสให้ใช้ง่ายขึ้น เปลี่ยนภาษาได้ในปุ่มเดียว

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้หลายคนไม่อยากใช้แป้นพิมพ์สัมผัส (Touch keyboard) บน Windows 11 คือมันสลับภาษาลำบาก ต้องกดปุ่มเรียกเมนูภาษาขึ้นมาก่อน แล้วค่อยกดเลือกภาษาที่ต้องการอีกทีหนึ่ง กลายเป็นว่าต้องทำ 2 ขั้นตอน ซึ่งค่อนข้างเสียเวลา (ฝั่ง iOS, Android เค้ามีปุ่มเปลี่ยนภาษาทีเดียวให้หมด)

แต่จริง ๆ แล้วมันมีเทคนิคที่จะทำให้เราสลับภาษาด้วยปุ่มเดียวอยู่ นั่นก็คือการ ตั้งปุ่ม ` และตัวหนอน ~ มาใช้นั่นเอง ตามปกติคนไทยก็นิยมใช้ปุ่มนี้อยู่แล้วบนแป้นพิมพ์ธรรมดา แต่พอเป็นแป้นพิมพ์สัมผัสปุ่มนี้จะหายไป วิธีเรียกกลับมาก็คือให้ไปตั้ง layout แป้นพิมพ์เป็นแบบ Traditional ก่อน

วิธีตั้งค่าแป้นพิมพ์สัมผัสบน Windows 11 ให้สลับภาษาได้ในปุ่มเดียว

  1. เข้าไปที่ Settings > Personalization > Text input > Touch keyboard > กดที่ปุ่ม Open keyboard

  2. แป้นพิมพ์สัมผัสจะโผล่ขึ้นมา ให้แตะที่รูปฟันเฟืองมุมบนซ้ายของแป้นพิมพ์ > Keyboard layout > Traditional

  3. เท่านี้ปุ่มตัวหนอนก็จะโผล่มาแล้ว แลกกับการต้องใช้แป้นพิมพ์รูปแบบ Traditional แทน ซึ่งตำแหน่งปุ่มต่าง ๆ มันจะเหมือนกับแป้นพิมพ์จริงเลย ถ้าใครไม่ชอบอาจจะต้องทำใจนิดนึง แต่ส่วนตัวชอบแบบนี้มากกว่า เพราะมันมีหลายปุ่มให้กดเยอะดีในหน้าเดียวไม่ต้องสลับบ่อย

  4. ถ้าใครเคยตั้งปุ่มตัวหนอนเป็นปุ่มสลับภาษาอยู่แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย แต่ถ้าใครยัง ให้เข้าไปที่ Settings > Time & language > Typing > Advanced keyboard settings > กดที่ปุ่ม Input language hot keys

  5. หน้าต่าง Text Services and Input Languages จะโผล่ขึ้นมา ให้กดที่ปุ่ม Change Key Sequence… > ที่แถบ Switch Input Language เลือก Grave Accent (`) และที่แถบ Switch Keyboard Layout เลือก Not Assigned > กด OK


  6. จากนั้นลองกลับมากดปุ่มตัวหนอนดูก็จะพบว่าสลับระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้แล้วง่าย ๆ โดยกดแค่ปุ่มเดียว (ปุ่มเปลี่ยนภาษาเดิมก็ยังอยู่ให้ใช้นะ)

รู้หรือไม่ ? แป้นพิมพ์ Windows ก็มีอีโมจิเหมือนกันนะ

กดที่ไอคอนรูปหัวใจ (ข้างฟันเฟือง) มีทั้งอีโมจิ, GIF, Kaomoji และตัวอักษรสัญลักษณ์ต่าง ๆ ให้เลือกใช้เพียบไม่แพ้ OS อื่นเลย ไปลองเล่นดูกันได้

 

3. ตั้งหน้าเว็บมาทำเป็นแอป เปิดได้รวดเร็วผ่าน taskbar

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าปัจจุบันเว็บแอปต่าง ๆ รองรับการสั่งงานแบบทัชสกรีนได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก จนแทบจะใช้เสมือนเป็นแอปแอปหนึ่งได้เลย แถมได้เปรียบกว่าในเรื่องฟีเจอร์ย่อยที่มีเยอะกว่าแอปบนมือถือ

ดังนั้นหากปัจจุบันยังไม่มีแอปไหนบน Windows เราสามารถเอาหน้าเว็บที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นแอปแทนได้ โดยมีไอคอนให้ปักหมุดบน taskbar หรือ Start menu ให้แตะเปิดใช้เหมือนแอปจริงเลย ไม่ต้องไปเปิดผ่านเบราว์เซอร์ก่อนให้มากขั้นตอนอีกต่อไป

วิธีตั้งค่าหน้าเว็บให้มีไอคอนเปิดใช้เป็นเหมือนแอป (ทำได้ทั้ง Edge และ Chrome)

Microsoft Edge เปิดหน้าเว็บที่ต้องการตั้ง > กดเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา > Apps > Install (ตามด้วยชื่อของเว็บแอปนั้น)

สามารถเลือก Pin to taskbar หรือ Pin to Start เพื่อปักหมุดไอคอนแอปไว้ตามที่ที่เราต้องการได้ แนะนำเว็บไหนเปิดบ่อยก็ให้ปักไว้ที่ taskbar เลยเพื่อความสะดวก

 

Google Chrome เปิดหน้าเว็บที่ต้องการตั้ง > กดเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา > More tools > Create shortcut…

ตั้งชื่อแอปตามที่ต้องการ > ติ๊กถูกที่ Open as window > กด Create

ของ Chrome จะไม่มีถามให้ปักหมุดแต่แรก ต้องกดปักเอง โดยแตะค้าง (คลิกขวา) ที่ไอคอนบน taskbar แล้วเลือก Pin to taskbar

จะสังเกตเห็นว่าพอมี 2 เบราว์เซอร์ทำได้ทั้งคู่แบบนี้ เราก็เหมือนสามารถสร้างแอปโคลนแยกเป็น 2 ตัวออกจากกันได้เลย (คล้ายมือถือ Android) ทั้งนี้แม้ตัวเว็บจะมาจาก Edge และ Chrome แต่ด้านบนสุดไม่มีแท็บเบราว์เซอร์โผล่มาให้เห็น เพราะเค้าต้องการให้มันเหมือนแอปที่สุดนั่นเอง

 

4. โหลดแอป Android มาใช้

อย่างที่รู้กันว่า Windows 11 มีฟีเจอร์ที่สามารถรันแอป Android ในตัวได้แบบเนทีฟ ซึ่งปัจจุบันกำลังทยอยอัปเดตให้หลาย ๆ ประเทศได้ใช้งานแล้ว ของไทยเองก็คาดว่าจะตามมาเร็ว ๆ นี้ แต่ถ้าใครทนรอไม่ไหว ทางทีมงานเราเคยเขียนบทความแนะนำวิธีเปิดใช้ล่วงหน้าไว้ด้วย ถึงขั้นสามารถลง Google Play Store มาใช้โหลดแอปเล่นได้จริง ๆ เลย เข้าไปติดตามดูกันได้ว่าทำยังไง

คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันให้เยอะว่าทำไมฟีเจอร์นี้ถึงสำคัญกับการใช้งาน Windows 11 ในโหมดแท็บเล็ต เพราะถ้าหากมันใช้ได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไหร่ เว็บแอปจากข้อ 3. ก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป แถมตลาดแท็บเล็ต Android ก็อาจจะเจอศึกหนักได้ เพราะดันถูกแย่งความสามารถไปซะหมด เพียงแต่ตอนนี้ฝั่ง Windows ยังอยู่ในขั้นแค่ใช้งานได้คร่าว ๆ เท่านั้น และแอปที่ทำมารองรับอย่างเป็นทางการจริง ๆ บน Amazon Appstore ก็ยังมีน้อยมาก คงอีกนานเหมือนกันกว่าจะเห็นแข่งขันกันจริงได้

 

5. ใช้งานร่วมกับแอป PowerToys

PowerToys ถือเป็นแอปอรรถประโยชน์จาก Microsoft ที่ใส่ฟีเจอร์ย่อยเจ๋ง ๆ เข้ามาเพียบ นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วบน Windows เพื่อให้ผู้ใช้ได้ลองอะไรล้ำ ๆ ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ทำงานได้หลากหลายขึ้น เช่น ฟีเจอร์แก้ไขขนาดภาพอย่างละเอียด, เครื่องมือจิ้มเลือกโค้ดสีจากตำแหน่งไหนก็ได้บนจอ, เครื่องมือแก้ไขชื่อไฟล์ทีละหลาย ๆ ไฟล์, ตัวช่วยตั้งคีย์ลัดแป้นพิมพ์ได้แบบที่อยากใช้เอง และอื่น ๆ อีกเพียบ

ฟีเจอร์โดยรวมเหมือนจะมีไว้สำหรับใช้งานบน Windows ทั่วไป แต่จริง ๆ มันจะบางอันที่มีประโยชน์กับการใช้งานในโหมดแท็บเล็ตโดยเฉพาะอยู่ เช่น ฟีเจอร์ Awake ที่ช่วยป้องกันการเข้าโหมด Sleep ของ Windows ได้ แก้ปัญหาเวลาปลุกเรียกเครื่องกลับมาแล้วใช้เวลานาน ซึ่งทำให้ไม่ทันใจเท่าไหร่หากจะใช้เป็นแท็บเล็ต ดังนั้นการเปิด Enable Awake บน PowerToys เอาไว้ก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกขึ้น (หากไม่ต้องการใช้แล้วก็ปิดได้ทันทีจากถาด tray มุมล่างขวา)

ฟีเจอร์ถัดมาก็คือ FancyZones ที่จะช่วยแบ่งหน้าต่างแอปได้ละเอียดขึ้นกว่า Snap Layout ที่มีอยู่แล้วบน Windows 11 สามารถเปิดได้พร้อมกันมากกว่า 4 แอป สร้างรูปแบบที่ต้องการขึ้นมาเองก็ได้ หมาะกับการใช้งานแบบมัลติทาสก์บนจอสัมผัสสุด ๆ

 

จบไปแล้วกับทั้ง 5 วิธีที่นำมาฝากวันนี้ โดยส่วนตัวมองว่าแม้ความเลื่อนไหลด้านแอนิชันของ Windows จะยังสู้พวก Android หรือ iPadOS ไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้เป็น OS ที่พัฒนาบนพื้นฐานทัชสกรีนมาก่อน แต่ปัจจุบันก็ถือว่าก้าวข้ามขีดจำกัดหลายอย่างไปได้เยอะ ผนวกกับข้อดีด้านการเป็น OS ระดับเดสก์ท็อปที่ยังมีฟีเจอร์เหนือกว่าแท็บเล็ตธรรมดาอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ Windows ถือเป็นตัวเลือกด้านแท็บเล็ตในตลาดที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้สำหรับคนใช้ Windows 11 ในโหมดแท็บเล็ตอยู่แล้ว หรือถ้าใครยังใช้ Windows แต่ในรูปแบบพีซีมานานอยากมาลองโหมดนี้ดูบ้างก็ทำได้ เชื่อว่าจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะเลยครับ

from:https://droidsans.com/tips-how-to-use-windows-11-as-a-tablet-device/

HMD พร้อมจำหน่าย Nokia T10 ใหม่ 16 พ.ย. นี้ ไซส์มินิ พกพาสะดวก ลงตัวทุกการใช้งาน เพียง 5,990 บาท

บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD) ปลื้ม Nokia T20 แท็บเล็ตรุ่นแรกในตลาดไทยผลตอบรับดี เดินเกม พร้อมวางจำหน่าย Nokia T10 ใหม่ ไซส์มินิเป็นแท็บเล็ตรุ่นที่สอง ชูดีไซน์กะทัดรัดขนาด 8 นิ้ว จิ๋วแต่แจ๋ว เน้นพกพาสะดวก ตอบโจทย์เอนเตอร์เทนเมนท์ครบ ใช้ประชุมสายออนไลน์ และรองรับการโทร

มาพร้อมชิปเซ็ต Unisoc T606 และซีพียู Octa-core แบ่งการทำงานออกเป็น 2x Cortex-A75 รองรับการทำงานสูงสุดและ 6x Cortex A-55 เน้นทำงานทั่วไปให้คล่องตัวยิ่งขึ้น แถมประหยัดพลังงาน ความละเอียดกล้องหลัก 8MP มีระบบออโต้โฟกัส และมีไฟแฟลช LED และกล้องหน้า 2MP รองรับการใส่ซิม

มาพร้อม Google Kids Space ทํางานร่วมกับ Family Link อุ่นใจช่วยควบคุมเวลาและจำกัดคอนเทนต์ที่เหมาะกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก รองรับการทำงาน และเพื่อความบันเทิง ทั้งดูหนัง ฟังเพลง หวังเจาะตลาดกลุ่มเด็ก นักเรียน นักศึกษาและคนทำงาน ด้วยดีไซน์ที่กะทัดรัด บวกกับฟังก์ชันที่ใช้งานง่าย ย้ำความทนทานใช้งานได้ยาวนานการันตีอัปเดทเวอร์ชันใหม่นาน 2 ปี และอัปเดทความปลอดภัยนาน 3 ปี ในราคาจับต้องได้ รับยุคเศรษฐกิจฟื้นตัว

Nokia

นายภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD) เผยว่า HMD ยังคงมีแผนเดินหน้าลุยตลาดแท็บเล็ตในประเทศไทยต่อเนื่อง หลังได้นำร่องเปิดตัวแท็บเล็ต Nokia T20 ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบมีกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน เนื่องจาก Nokia T20 เป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในราคาจับต้องได้ ใช้งานได้นานและมีความทนทาน

ทั้งนี้ เพื่อตอบความต้องการของตลาด ล่าสุด ได้วางจำหน่าย Nokia T10 แท็บเล็ตน้องใหม่ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก ทำตลาดในประเทศไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 รับกำลังซื้อฟื้นตามเศรษฐกิจ โดยรวมจับตลาดกลุ่มเด็ก นักเรียน นักศึกษา และคนทำงาน ด้วยดีไซส์กะทัดรัดขนาด 8 นิ้ว พกพาสะดวก ทนทานใช้งานได้ยาวนาน ด้วยราคาเพียง 5,990 บาท สอดรับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เน้นความคุ้มค่าเกินราคาของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

Nokia T10

แท็บเล็ต Nokia T10 รุ่นน้องไซน์มินิที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ มาแบบคุ้มค่าเกินราคา บนระบบปฏิบัติการ Android 12 พร้อมดีไซน์ที่เน้นเรียบหรู วัสดุด้านหลังเป็นพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ผสานกับลายเส้นที่ลงตัว เพิ่มสัมผัสให้จับถือถนัดมือไม่ลื่นหล่น และช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือ

ตัวเครื่องกะทัดรัดพกพาสะดวกขนาด 208.0 x 123.2 x 9.00 มม. น้ำหนักเพียง 375 กรัม ขนาดหน้าจอ 8 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800 พิกเซล ตอบโจทย์การเรียน การทำงาน และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เพื่อความบันเทิงที่สะดวกสบายสำหรับคนยุคใหม่ สามารถรับชม Netflix คมชัดในระดับ HD 

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์รองรับการทำงาน หรือความบันเทิงเต็มสตรีมแบบจุใจด้วย Second screen ต่อหน้าจอกับตัวอุปกรณ์ PC ครบอรรถรสด้วยระบบเสียงคุณภาพลำโพงสเตอริโอรองรับ OZO หรือระบบเสียงแบบส่วนตัวด้วยหูฟังรองรับสายแจ็ค 3.5 มม. การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และรุ่น LTE จะมีเซ็นเซอร์ Proximity นอกจากนี้ ยังมาพร้อมการถ่ายภาพ สะท้อนไลฟ์สไตล์อย่างลงตัวกับกล้องหลัก 8MP ระบบออโต้โฟกัส และมีไฟแฟลช LED ในขณะที่กล้องหน้า 2MP ช่วยเก็บทุกความประทับใจได้ทุกช่วงเวลา

ด้านสเปคตัวเครื่องประมวลด้วยชิปเซ็ต Unisoc T606 พร้อมซีพียู Octa-core แบ่งโหมดการทำงานออกเป็น 2x Cortex-A75 สำหรับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและ 6x Cortex A-55 สำหรับประสิทธิภาพการทำงานทั่วไปที่เน้นประหยัดพลังงาน โดยมี RAM ขนาด 4GB และความจุตัวเครื่อง 64GB รองรับการใส่เมมโมรี่การ์ด MicroSD 

พร้อมอุ่นใจในความปลอดภัยตลอดการใช้งานด้วยการันตีอัปเดทเวอร์ชั่นใหม่นาน 3 ปี สามารถใส่ซิม เพื่อใช้โทรเข้าออกและรับส่งข้อความ sms ได้เหมือนโทรศัพท์

นอกจากนี้ ยังเพลิดเพลินในการใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานต่อหนึ่งการชาร์จด้วยแบตเตอรี่เน้นความอึดทนขนาด 5250mAh รองรับกำลังไฟที่ 10W มั่นใจกับระบบรักษาความปลอดภัยด้วยระบบปลดล็อคสแกนใบหน้าแม้ขณะใส่หน้ากากอนามัย พร้อมมาตรฐาน IPX2 ช่วยป้องกันละอองน้ำและเหงื่อ

นอกจากฟีเจอร์และดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานแล้ว Nokia T10 ยังเป็นขวัญใจคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองหลายบ้านกับการเป็นตัวช่วยสำคัญดูแลเด็ก ๆ ในการเรียนรู้ที่เหมาะสมช่วงวัย ด้วย Google Kids Space และ Entertainment Space ที่ทํางานร่วมกับ Family Link สามารถควบคุมเวลาและจำกัดคอนเทนต์ที่เหมาะกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก ๆ ได้อย่างอุ่นใจ ให้เด็ก ๆ เรียนรู้โลกกว้างกับคอนเทนต์ที่เหมาะสมอย่างไม่มีสะดุด

แท็บเล็ต Nokia T10 ใหม่ มาพร้อมตัวเครื่องสี Ocean Blue ราคาเพียง 5,990 บาท เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ผ่านร้านค้า Nokia ช่องทางออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดังนี้

👉Shopee>https://bit.ly/3zEi8Hk

👉Lazada>https://bit.ly/3h3iVv4

👉JD> https://bit.ly/3h3iX6a  

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับแท็บเล็ต Nokia T10 ได้ที่  https://www.nokia.com/phones/th_th/tablets

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/hmd-ready-to-sell-the-new-nokia-t10-on-november-16/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=hmd-ready-to-sell-the-new-nokia-t10-on-november-16

ทรู 5G พร้อมวางจำหน่าย iPad Pro และ iPad รุ่นใหม่ iPad Pro และ iPad รุ่นใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565

ทรู 5G พร้อมวางจำหน่าย iPad Pro ใหม่พร้อมชิป M2 มอบความเป็นที่สุดแห่งการผสานความสะดวกในการพกพา ความอเนกประสงค์ และประสิทธิภาพอันเหลือเชื่อรวมไว้ด้วยกัน และ iPad รุ่นใหม่ในดีไซน์แบบหน้าจอทั้งหมด มี 4 สีสันสดใส พร้อมจอภาพ Liquid Retina ขนาดใหญ่ 10.9 นิ้ว

True 5G

ชิป M2 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเจเนอเรชั่นถัดไปสำหรับชิปตระกูล M ของ Apple มอบประสิทธิภาพและความสามารถสุดล้ำที่มากขึ้นให้แก่ iPad Pro โดยมาพร้อมการประหยัดพลังงานชั้นแนวหน้าของวงการ สถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบรวม และเทคโนโลยีแบบเฉพาะ มาพร้อมกับจอภาพที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก กล้องระดับโปร Face ID พอร์ต Thunderbolt และระบบเสียง 4 ลำโพง โดย iPad Pro ใหม่ยังยกระดับประสบการณ์การใช้ Apple Pencil ไปอีกระดับ เพียงยกปลายปากกาเหนือหน้าจอ และการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เร็วเต็มกำลังด้วย Wi-Fi 6E พร้อมดาวน์โหลดสูงสุด 2.4Gb/s เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า และรุ่น Wi-Fi + Cellular ที่มี 5G เซลลูลาร์ (sub-6GHz)

iPad รุ่นใหม่ ในดีไซน์แบบหน้าจอทั้งหมดมี 4 สีสันสดใส ได้แก่ น้ำเงิน ชมพู เหลือง และเงิน พร้อมจอภาพ Liquid Retina ขนาดใหญ่ 10.9 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิป A14 Bionic อันทรงพลังที่มอบประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วและประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานอันน่าทึ่ง กล้องที่อัปเดตใหม่ มาพร้อมกล้องหน้าอัลตร้าไวด์ความละเอียด 12MP ที่อยู่ในขอบฝั่งแนวนอนของ iPad เป็นครั้งแรก และกล้องหลังความละเอียด 12MP ที่อัปเดตใหม่ให้รองรับการถ่ายภาพและวิดีโอ 4K ได้สดใสและคมชัด

การรองรับ Wi-Fi 6 ใหม่ ทำให้การเชื่อมต่อ Wi-Fi บน iPad ใหม่ทำได้เร็วขึ้น 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ส่วนรุ่นเซลลูลาร์พร้อม 5G ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟล์ สื่อสารกับเพื่อน และสตรีมคอนเทนต์ได้จากทุกที่อย่างราบรื่นไม่ติดขัด และเมื่อรวมกับการรองรับ Gigabit LTE, ซิมการ์ด และ eSIM ที่เปิดใช้ได้บนอุปกรณ์ ทำให้ iPad มีความคล่องตัวในการเชื่อมต่อ นอกจากนี้ Magic Keyboard Folio แบบใหม่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ใหม่ ยังมอบประสบการณ์การพิมพ์ที่สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยแทร็คแพดที่สามารถคลิกตรงไหนก็ได้ และดีไซน์แบบสองชิ้นที่อเนกประสงค์ รองรับ Apple Pencil (รุ่นที่ 1)1 ช่วยให้ผู้ใช้ iPad สามารถสร้างสรรค์และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ iPad Pro ใหม่  ขนาด 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว รวมถึง iPad รุ่นใหม่ได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางจำหน่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ True Shop, True Sphere และเว็บไซต์ True Store
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและแผนดาต้าสำหรับ iPad Pro ได้ที่ https://bit.ly/3NOm0eL และ iPad ที่ https://bit.ly/3TdXPay
 
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Apple กรุณาไปที่ http://www.apple.com/th
 
1 คุณต้องใช้อะแดปเตอร์ USB-C to Apple Pencil ใหม่ในการจับคู่และชาร์จ ซึ่งรวมอยู่ในกล่อง Apple Pencil (รุ่นที่ 1) เวอร์ชันใหม่ สำหรับเจ้าของปัจจุบันของ Apple Pencil (รุ่นที่ 1) อะแดปเตอร์ USB-C to Apple Pencil จำหน่ายแยกต่างหาก

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/true-5g-is-ready-to-release-the-new-ipad-pro-and-ipad/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=true-5g-is-ready-to-release-the-new-ipad-pro-and-ipad

เปิดตัว HUAWEI MatePad SE 10.4 ในตลาดโลกมาพร้อมชิป Snapdragon 680 และรันบน HarmonyOS 3

HUAWEI ประกาศเปิดตัว HUAWEI MatePad SE 10.4 แท็บเล็ตรุ่นใหม่อย่างเงียบๆ ในตลาดโลก โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่, ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 680, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และรันบนระบบปฎิบัติการ HarmonyOS 3

สเปก HUAWEI MatePad SE 10.4

HUAWEI MatePad SE 10.4

ตัวเครื่องมีขนาด 246.94 x 156.7 x 7.85 มม. และน้ำหนักประมาณ 440 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD 1200 x 2000 พิกเซล ขนาด 10.4 นิ้ว และมีอัตราส่วน 15:9

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 680 จับคู่กับ RAM 3GB/4GB, หน่วยความจำภายใน 32GB/64GB/128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ HarmonyOS 3.0 ล่าสุด

ติดตั้งกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และระบบ AF ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอีบด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

รวมทั้งติดตั้งลำโพงคู่ที่ได้รับการปรับแต่งโดย HUAWEI Histen 8.0 , รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C และแบตเตอรี่ความจุ 5,100mAh รองรับการชาร์จ 10W

ทั้งนี้ HUAWEI MatePad SE 10.4 มีให้เลือกในสี Graphite Black สีเดียว ส่วนราคา และวันวางจำหน่ายยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาในตอนนี้

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/huawei-matepad-se-10-4-launched-in-global-market/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=huawei-matepad-se-10-4-launched-in-global-market

[รีวิว] HP ENVY x360 2-in-1 แล็ปท็อป และ แท็ปแล็ตในเครื่องเดียว

HP Envy x360 13″ แล็ปท็อปขนาดกะทัดรัด พร้อมปรับเป็นโหมดแท็ปแล็ตจอแสดงผลขนาด 13 นิ้ว ด้วยความแม่นยำของสีขั้นสูงสุด ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์และกราฟิกอันทรงพลังโดย Intel อายุการใช้งานแบตเตอรี่อันยาวนาน เพื่อความต่อเนื่องของ Working Hybrid อย่างแท้จริง

ข้อมูลเฉพาะรุ่น HP ENVY x360 2-in-1

HP ENVY x360 2-in-1 ออกแบบมาให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตในเครื่องเดียว บางเบาเหมาะแก่การพกพาไปในทุกสถานการณ์ และทรงพลังในทุกการขับเคลื่อน และสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างยาวนาน ไหลลื่นและต่อเนื่อง

จุดเด่น ภาพรวมของ HP ENVY x360 2-in-1

  • ฟอร์มแฟคเตอร์ แบบพับได้
  • โปรเซสเซอร์ Intel® Core™
  • กราฟิกส์ Intel® Iris® Xᵉ
  • จอแสดงผลระบบ AMOLED
  • ฟรี ปากกา Zenvo สี Nightfall ดำ
  • 5MP GlamCam
  • หน้าจอมัลติทัช
  • หน้าจอแบบไร้การกะพริบ
  • ลำโพงคู่
  • ระบบเสียงโดย Bang & Olufsen
  • พอร์ต SuperSpeed USB Type-A ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 10Gbps (HP Sleep and Charge)
  • 2 Thunderbolt™ 4 พร้อม USB4™ Type-C® ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 40Gbps (USB Power Delivery, DisplayPort™ 1.4, HP Sleep and Charge)
  • พอร์ต SuperSpeed USB Type-A ที่มีอัตราการส่งสัญญาณ 10Gbps (HP Sleep and Charge)
  • น้ำหนักเบาเพียง 1.34 กก.
  • เพียวบาง 29.83 x 21.49 x 1.61 ซม.

คุณสมบัติด้านเทคนิคของ HP ENVY x360 2-in-1

  • หน่วยประมวลผลหลัก 12th Generation Intel® Core™ i5 processor
  • หน่วยประมวลผลด้านกราฟิก Intel® Iris® Xᵉ Graphics
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home
  • หน้าจอแสดงผลแบบ 13.3 นิ้ว diagonal, 2.8K (2880 x 1800), OLED, multitouch-enabled, UWVA, edge-to-edge glass, micro-edge, Corning® Gorilla® Glass NBT™, Low Blue Light, SDR 400 nits, HDR 500 nits, 100% DCI-P3
  • หน่วยความจำ 16 GB LPDDR4x-4266 MHz RAM (onboard)
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 512 GB PCIe® Gen4 NVMe™ TLC M.2 SSD
  • พอร์ตเชื่อมต่อ 2 พอร์ต Thunderbolt™ 4 with USB4™ Type-C® 40Gbps signaling rate (USB Power Delivery, DisplayPort™ 1.4, HP Sleep and Charge) และ 1 พอร์ต SuperSpeed USB Type-A 10Gbps signaling rate (HP Sleep and Charge)
  • พอร์ตการเชื่อมต่อ 1 SuperSpeed USB Type-A 10Gbps signaling rate; 1 headphone/microphone combo
  • สล็อตขยาย 1 ช่องสำหรับ microSD media card reader
  • การเชื่อมต่อไร้สาย Intel® Wi-Fi 6E AX211 (2×2) and Bluetooth® 5.2 combo (Supporting Gigabit data rate)
  • แบตเตอรี่ 4-cell, 66 Wh Li-ion polymer
  • การชาร์จพลังงาน 65 W USB Type-C® power adapter
  • ประกัน 3 Years On-site Warranty

ถ่ายทอดประสบการณ์จากการใช้งานจริง

สัมผัสหน้าจอระบบ AMOLED

หน้าจอแบบสัมผัส (Touch Screen) ช่วยให้การตอบสนองโดยตรงบนหน้าจอด้วยปลายนิ้วหรือปากกาดิจิทัล เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในทุกอริยาบถของการทำงานได้อย่างไหลลื่น สะดวกไม่ว่าจะปรับท่าทางให้อยู่ในโหมดแล็ปท็อปหรือแท็ปแล็ต เพิ่มความสบายให้กับดวงตาผ่านประสบการณ์ของสีสันที่เข้มข้นและลึกยิ่งขึ้น ด้วยคอนทราสต์สูง นอกจากนี้ HP ENVY x360 ยังได้เพิ่มเติมเทคโนโลยี DC Dimming ที่ช่วยควบคุมความสว่างโดยการปรับไฟกระแสตรงแทนการวนไฟพื้นหลัง LED ทำให้สามารถลดการกะพริบของหน้าจอช่วยถนอมสายตา ทั้งหมดนี้คือคุณภาพของการทำงานของหน้าจอที่ลงตัวที่สุดสำหรับคนทำงาน

คีย์บอร์ดเรืองแสง

ปุ่มคีย์บอร์ดแบบเรืองแสง ช่วยปลดล็อคให้การมองเห็นในสภาพแสงสลัวหรือมืดสนิท เพิ่มมิติที่แฝงความหรูหรามีระดับ จะเปิดหรือจะปิดก็สั่งได้

บางเบา พกพาสะดวก

ด้วยน้ำหนักเบาเพียง 1.34 กก. และสัดส่วนบางเพียง 29.83 x 21.49 x 1.61 ซม. ตอบโจทย์ให้การพกพาที่ง่ายและสะดวกในทุกสถานการณ์

พอร์ตเชื่อมต่อ

HP ENVY เป็นแล็ปท็อปที่มีความบางเบา แต่มีพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้ใช้งานครบครัน เพื่อรองรับทุกความต้องการในทุกภารกิจที่ต้องเผชิญ

พอร์ต MicroSD Card Reader, พอร์ต SuperSpeed USB Type-A, พอร์ต Adapter plug
พอร์ต Combo Audio Jack หูฟัง/ไมโครโฟน, พอร์ต SuperSpeed USB Type-A, พอร์ต SuperSpeed USB Type-C

บานพับแบบ 360 องศา

HP Envy x360 2-in-1 สามารถเนรมิตให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตได้ในเครื่องเดียว ส่งมอบการปลดปล่อยพลังการสร้างสรรค์งานได้อย่างคล่องตัว ด้วยบานพับ 360 องศา ทำให้เรื่องง่ายๆ อยู่ในมืออย่างลงตัว

Bang and Olufsen

เทคโนโลยีเสียง Bang and Olufsen ให้พลังเสียงที่คมชัดบนเครื่องแท็ปแล็ตที่มีขนาดบางเบา ถึงจะตัวเล็กแต่เสียงดังกังวานไม่แพ้รุ่นใหญ่

Solid State Drive (SSD)

แล็ปท็อป HP ENVY x360 2-in-1 ใช้ประโยชน์จาก SSD เข้ามาจัดการกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจึงทำให้ทุกการประมวลผลมีประสิทธิภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดเครื่องได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างฉับไว ผสานร่วมกับการทำงานหน่วยความจำขนาด 16GB ขุมพลังอัดแน่นช่วยให้การขับเคลื่อนเร็วแรงไม่มีสะดุด

ปากกาดิจิทัล

เพิ่มความหลากหลายให้กิจกรรมการขีดเขียนที่ไหลลื่นและแม่นยำ มีการควบคุมหน้าจอแสดงผลด้วยช่วงสีที่ปรับเทียบและกำหนดค่ามาให้พร้อมใช้สำหรับงานสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังผสานการทำงานร่วมกับฟังก์ชัน HP QuickDrop ช่วยให้แชร์เนื้อหาระหว่างอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและพีซีได้อย่างคล่องตัว และฟังก์ชัน HP Command Center ปรับแต่งพีซีได้ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเร็วพัดลม และเสียงรบกวน รวมถึงอุณหภูมิภายนอกตัวเครื่อง เพียงกดแค่ปุ่มเดียว ก็ตอบโจทย์ความต้องการในงานสร้างสรรค์ของคุณได้

HP QuickDrop
HP Command Center

ฟังก์ชันความปลอดภัยเพื่อความเป็นส่วนตัว

อีกหนึ่งคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเพิ่มความสะดวกให้การควบคุมความเป็นส่วนตัวในทุกช่วงเวลาด้วยปุ่มควบคุมการปิดเปิดกล้อง และปุ่มปิดเสียงไมโครโฟน ทั้งสองฟังก์ชันสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของยุค Working Hybrid ได้อย่างดีงาม

ปุ่มปิดกล้อง
ปุ่มปิดเสียงไมโครโฟน

ทดสอบการประสิทธิภาพ

ก่อนเริ่มทดสอบของ HP ENVY x360 2-in-1 เรามาตรวจเช็คสเปกเครื่องด้วย CPU-Z กันก่อน

  • CPU – 12th Gen Intel Core i5-1230U
  • ทดสอบแบบ Single Thread ได้คะแนน 624.7 และแบบ Multi Thread ได้คะแนน 3532.0
  • Memory – DDR4 16 GB
  • Graphics – Intel® Iris® Xᵉ

PCMARK10

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องใน 3 หมวด Essentials หมวดการจำลองสถานการณ์ในการใช้งานโปรแกรมทั่วไป Productivity หมวดที่สองการทดสอบด้านโปรแกรมสำนักงานขั้นพื้นฐานที่ใช้ทำงานบ่อย อาทิเช่น Excel งานตาราง และ Word งานเอกสารทั่วไป Digital Content Creation หมวดสุดท้ายการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิก การตัดต่อวีดีโอขั้นจริงจังระดับโปร

ผลคะแนนการทดสอบ

  • การทดสอบหมวด Essentials ทำได้ 10,047 คะแนน
  • การทดสอบหมวด Productivity ทำได้ 6,042 คะแนน
  • การทดสอบหมวด Digital Content Creation ทำได้ 4,054 คะแนน
  • Over all อยู่ที่ 4,492 คะแนน

CINEBENCH

Cinema 4 เครื่องมือทดสอบสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 3 เวอร์ชัน ในรูปแบบ 3 มิติ CINEBENCH R15 และ CINEBENCH R23 เพื่อทดสอบแบบ Multi Core และ Single Core ประเมินระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพการทำงานของการเรนเดอร์ CPU และ Graphic Card

CINEBENCH R15 – คะแนนทดสอบ OpenGL ได้ 73.19 fps อันดับ Ranking #1 ทำได้ยอดเยี่ยม และ CPU ได้คะแนน 1066 cb อันดับ Ranking #3 เกาะกลุ่ม Top 3 ไม่ห่างจากผู้นำมากนัก
CINEBENCH R20 – คะแนนทดสอบ CPU ทั้งสองแบบ Multi-Core ได้ 5553 pts และ Single-Core ได้ 1290 pts

CrystalDiskMark

ทดสอบการทำงานของ Hard Disk : 512 GB PCIe® Gen4 NVMe™ TLC M.2 SSD ด้วยเครื่องมือ CrystalDiskMark 

  • Read ทำคะแนนได้ 6631.17
  • Write ทำคะแนนได้ 3973.46

Battery

แบตเตอรี่ขนาด 4-cell, 66 Wh Li-ion polymer พร้อมอุปกรณ์การชาร์จพลังงาน 65 W USB Type-C® power adapter ช่วยให้สามารถเร่งระยะเวลาชาร์จเต็ม 100% ให้สั้นลง และใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น

(หมายเหตุ : สตรีมวิดีโอแบบ HD ได้นานถึง 14 ชั่วโมง 15 นาที (10 ชั่วโมง 30 นาทีสำหรับ Windows 10 MobileMark 18) สำหรับรุ่น 13 นิ้ว)

***อ้างอิงข้อมูลการทดสอบอายุการใช้งานแบตเตอรี่อุปกรณ์ Windows 10/MobileMark 18 อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นผลิตภัณฑ์ การตั้งค่า ลักษณะการใช้งาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bapco.com/products/mobilemark-2018/  HP ได้ทำการทดสอบระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีโดยการเล่นวิดีโอ Netflix หรือโดยผ่านแอป Netflix ใน Windows 10 อย่างต่อเนื่อง ที่ความสว่าง 150 นิต ระดับเสียงของระบบที่ 17% โดยมีการเชื่อมต่อหูฟัง เปิดโหมดเต็มจอ และเปิดการทำงานระบบไร้สาย  ทั้งนี้ ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีอาจแตกต่างกันไปตามการกำหนดค่า และความจุของกำลังไฟสูงสุดจะลดลงตามธรรมชาติตามเวลาและพฤติกรรมการใช้งาน

บทสรุป

หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริง ต้องขอตอกย้ำว่า “HP ENVY x360 2-in-1 ออกแบบมาให้เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็ปแล็ตในเครื่องเดียว บางเบาเหมาะแก่การพกพาไปได้ทุกสถานการณ์ และทรงพลังในทุกการขับเคลื่อนทุกภารกิจ และสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างยาวนาน เพื่อความต่อเนื่องของ Working Hybrid อย่างแท้จริง” ด้วยความสะดวกในการพกพาจริงใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลังเดินขึ้นรถไฟฟ้าแถมยังต้องยืนตลอดสาย และต่อด้วยการเดินบนสะพาน Sky Walk มุ่งหน้าไปตึกสามย่านที่แสนยาวไกล น้ำหนักเพียง 1.34 กก. ไม่ได้สร้างภาระให้บ่าทั้งสองข้างต้องเหน็ดเหนื่อยเลย นั่งเปิดขึ้นมาใช้งานลืมไปว่าต้องเข้าประชุม Webinar ออนไลน์อยู่ท่ามกลางตึกสามย่านโหมด Unplug แถมยังต้องเดินชมบูธงานไปพร้อมๆ กัน เจ้า HP ENVY x360 2-in-1 เครื่องนี้ทำหน้าที่ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันในภารกิจแบบ Working Hybrid Walking ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่งอแง เครื่องไม่ร้อนมือ หน้าจอคมชัดทุกมุมมอง และยังตอบกลับได้โดยตรงด้วยการสัมผัส (Touch Screen) จากปลายนิ้ว

ที่กล่าวมาเป็นในส่วนของ Mix and Math 360 องศา เรื่องการใช้งาน มาดูในเรื่องการออกแบบด้านความสวยความงามในฐานะผู้ใช้งานขอหงุดหงิดงอแงในเรื่องของรอยนิ้วมือบนฝาเครื่องนิดนึง แม้ว่าจะเช็ดออกได้ง่ายก็จริง แต่ก็เป็นรอบง่ายไปนิด ด้วยจริตมีความชอบของใหม่ย่อมไม่อยากให้มีรอยอะไรมาปรากฎให้เห็นได้ง่ายๆ อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว โดยถ้าพูดถึงภาพรวมในเรื่องประสิทธิภาพของตัวเครื่องและความยืดหยุ่นในการมีส่วนร่วมของทุกกิจกรรม ถือว่ามีความลงตัวที่สามารถใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในและนอกสถานที่ได้จริง   

from:https://www.techtalkthai.com/review-hp-envy-x360-2-in-1-labtop-and-tablet/

ซัมซุงไทยเปิดตัว Galaxy XCover 6 และ TabActive 4 สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต Rugged ที่รองรับ 5G

ซัมซุงประเทศไทยเปิดตัวมือถือ-แท็บเล็ต 5G ที่เป็น rugged devices มีความทนทานสูง ถือเป็นสินค้ากลุ่ม rugged ที่รองรับ 5G ชุดแรกที่วางขายในไทย

  • Samsung Galaxy XCover 6 Pro 5G กระจก Gorilla Glass Victus, รองรับ Wi-Fi 6E
  • Samsung Galaxy TabActive 4 Pro 5G กระจก Gorilla Glass 5, Wi-Fi 6

อุปกรณ์ทั้งสองรุ่นผ่านมาตรฐาน IP68 และ MIL-STD 810H มีแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ รองรับการชาร์จเร็วด้วยพอร์ต POGO โดยกรณีของ Galaxy TabActive4 ยังทำงานได้ในโหมดไม่มีแบตเตอรี่ สามารถใช้ในยานพาหนะที่มีไฟเลี้ยงตลอดเวลา หรือใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงจนแบตเสื่อมได้ง่าย

ระบบปฏิบัติการเป็น One UI 4 การันตีอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Android 3 เวอร์ชันหลัก และอัพเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 5 ปี

สินค้าทั้งสองตัวขายผ่านช่องทางลูกค้าองค์กร และไม่ได้ระบุราคาขายปลีก

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131009

Chrome บน Android Tablet อัพเดตรองรับจอใหญ่ จัดการแท็บดีขึ้น เพิ่ม Tab Grid, Tab Groups

กูเกิลประกาศอัพเดต Chrome บน Android Tablet ให้ใช้งานหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นได้เต็มความสามารถ ของใหม่มีดังนี้

  • รองรับท่า swipe 2 นิ้วบนแถบเครื่องมือ เพื่อสลับแท็บไปมา โดยไม่ต้องจิ้มไปยังแท็บที่ต้องการ
  • หากเราเปิดแท็บเยอะจนแท็บมีขนาดเล็กเกินไป ซ่อนปุ่ม x สำหรับปิดแท็บเพื่อไม่ให้กดพลาด ปุ่ม x จะถูกแสดงเฉพาะบนแท็บที่ใช้งานเท่านั้น
  • visual tab grid แสดงตารางแท็บที่เปิดอยู่ทั้งหมดให้เห็นชัดๆ สลับแท็บได้ง่ายขึ้น ด้วยท่าปัดขึ้นจากขอบจอด้านล่าง
  • รองรับการลากรูปภาพ ข้อความ ลิงก์ จากหน้าต่าง Chrome ไปยังแอพตัวอื่น เช่น Gmail, Photos, Keep
  • ตั้งค่าให้ Chrome บนแท็บเล็ตเปิดเว็บในโหมดเดสก์ท็อป เพื่อให้เห็นหน้าตาเว็บแบบเดียวกับบนคอมพิวเตอร์
  • รองรับ tab groups จัดกลุ่มแท็บแบบเดียวกับ Chrome บนคอมพิวเตอร์

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/130993

รีวิว PineNote Developer Edition เครื่องอ่านอีบุ๊คจอ e-ink ที่โฆษณาว่าลงลินุกซ์ได้

หลังจากที่ PINE64 ได้เปิดตัว PineNote เครื่องอ่านอีบุ๊คจอ e-ink ที่โฆษณาว่าลงลินุกซ์ได้ไปเมื่อปีก่อน มาวันนี้ ผมได้สั่งซื้อ PineNote มาเพื่อลองใช้งานกับพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ เลยถือโอกาสหยิบมารีวิวกันครับ

alt="https://i.imgur.com/eVNifEk.png"

บทความนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จาก PINE64

สำหรับ PineNote ที่ผมได้มารีวิว คือ PineNote Developer Edition ถือเป็นรุ่นสำหรับนักพัฒนาเท่านั้น ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์อีกมาก และยังไม่เหมาะกับการใช้งานจริงบนลินุกซ์

สเปคของ PineNote

  • ชิป RK3566 quad-core A55 SoC
  • LPDDR4 RAM 4 GB
  • หน่วยความจำ eMMC ขนาด 128 GB
  • พอร์ต USB-Type C
  • 5Ghz AC WiFi
  • ขนาดหน้าจอ 10.3 นิ้ว, Grayscale 16 e-paper display, DPI: 227
  • น้ำหนัก 438 กรัม (เบากว่า iPad รุ่นที่ 9 นิดหน่อย)
  • มีลำโพงและไมโครโฟน
  • ความละเอียดหน้าจอ 1404×1872 พิกเซล
  • มาพร้อมกับปากกา EMR pen และ Protective cover

หลังจากที่ผมได้กล่องมาแล้ว แกะกล่องจะเจออุปกรณ์สายชาร์จ, ปากกา, PineNote และ Protective cover

ตัวเครื่อง

ตัวเครื่องเป็นพลาสติกทั้งเครื่อง มีแค่พอร์ต USB-C ใต้เครื่อง ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 และใส่ microsd ไม่ได้ ทำให้เพิ่มเนื้อที่ไม่ได้ แต่ PineNote มาพร้อมกับ eMMC ขนาด 128 GB ถือว่าเพียงพอมากพอสมควร สำหรับเก็บอีบุ๊ค รวมถึงลงระบบปฏิบัติการลินุกซ์

ด้านหน้า

alt="https://i.imgur.com/wXFeslq.jpg"

ด้านหลัง

alt="https://i.imgur.com/xQscgqD.jpg"

ด้านหลังจะเป็นรอยมันได้ค่อนข้างง่าย พร้อมลำโพงสองข้างอยู่ด้านหลัง

ซอฟต์แวร์

PineNote Developer Edition ล็อตใหม่ ๆ จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 ทาง PINE64 ระบุว่าเป็น “Tech Demo” เท่านั้น (ที่ใช้งานจริงได้) โดยจะไม่มีการอัปเดตใด ๆ เพิ่มเติม เพราะจุดมุ่งเน้นของ PineNote คือ ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ ทั้ง Debain, Arch Linux และอื่น ๆ

แต่เนื่องจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์สำหรับ PineNote ตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์อยู่มาก เพราะยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ดังนั้นผมจึงขอรีวิวด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 มาพร้อมกับเครื่องสำหรับบทความนี้

หลังจากเปิดเครื่องมา จะพบกับหน้าจอที่ (เหมือน) ถูกปรับแต่งมาให้สำหรับเครื่องอ่านอีบุ๊คจอ e-ink ที่สามารถทำงานฟังก์ชันพื้นฐานของเครื่องอ่านอีบุ๊คจอ e-ink ทั่วไปได้

alt="https://i.imgur.com/ZCWbLKh.jpg"

alt="https://i.imgur.com/6uWdP5e.jpg"

ซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมกับเครื่อง มีโปรแกรมอ่านไฟล์อีบุ๊ค พร้อมสามารถจดโน้ตได้, โปรแกรม WPS Office Lite สามารถจัดการเอกสาร และ XPhoto (อันอื่นไม่นับเพราะเป็นแอปที่ผมติดตั้งเสริมเข้ามาภายหลัง)

alt="https://i.imgur.com/CxH5kxc.jpg"

สำหรับการใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของเครื่องอ่านอีบุ๊คจอ e-ink ทั่วไปได้ ผมได้ทดสอบดังนี้

ทั้งการอ่านอีบุ๊คไฟล์ PDF

อ่านอีบุ๊คไฟล์ EPUB

การจดโน้ตด้วยปากกา EMR pen

เปิดเว็บ

alt="https://i.imgur.com/vfAaRvc.jpg"

ทั้งหมดนี้ถือว่าทำงานได้ค่อนข้างโอเค ค่อนข้างไว แถมอ่านภาษาไทยได้ในตัวแบบไม่ต้องตั้งค่าอะไร ยกเว้นตรงอ่านอีบุ๊ค โปรแกรมไม่สามารถทำ highlight ข้อความในไฟล์อีบุ๊คได้ การสลับหน้าค่อนข้างโอเค (อย่าลืมรีเพจหน้าจอ เพื่อล้างหน้าจอเดิมทิ้ง)

สำหรับโหลดแอปเพิ่มเติม เนื่องจากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 สำหรับ PineNote เป็นแค่ Demo ดังนั้นจึงไม่มี Google Play Store มาให้ แต่สามารถติดตั้งได้เพิ่มเติมจากไฟล์ APK ได้อยู่ดี

สำหรับแบตเตอรี่ค่อนข้างโอเค ผมใช้งานตั้งแต่ 14:00 น. จนถึง 1:00 น. จาก 87% เหลือ 68% ทั้งจากการลองต่อไวไฟ ลองเกม และอื่น ๆ

สำหรับตัวอย่างการใช้งานเพิ่มเติมสามารถดูได้จากคลิปของทาง PINE64

สำหรับการลงลินุกซ์ เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ผมจึงตัดสินใจยังไม่เอามารีวิว เนื่องจากต้องคอมไพล์เองที่ใช้เนื้อที่หลายร้อย GB ดังนั้นผมจึงขอทำรายการลินุกซ์ดิสทริบิวชันที่รองรับ PineNote แล้วได้แก่
– postmarketOS ที่ตอนนี้มีหน้าวิกิสอนวิธีลงแล้ว แต่ยังไม่มี image ให้โหลด ต้องคอมไพล์เอง
– Manjaro มีวิธีการสอนคอมไพล์เพื่อลง Manjaro ใน PineNote
No Description
ภาพจาก GitHub
– Debian มีหน้าวิกิสอนลงแล้วเช่นกัน แต่ต้องคอมไพล์เอง
– Arch Linux รองรับ PineNote แล้วเช่นกัน แต่ยังต้องคอมไพล์เอง

ข้อดี

  • จอ e-ink ขนาด 10 นิ้ว ราคา $399
  • เนื้อที่ค่อนข้างเยอะทั้งแรมและ eMMC
  • สามารถลงระบบปฎิบัติการลินุกซ์ได้
  • มาพร้อมกับปากกา และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 ที่ให้มากับโรงงาน พอใช้งานได้

ข้อเสีย

  • เป็นรุ่น Developer Edition (ชื่อบอกในตัว)
  • ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 แบบ Demo ที่แพมาตั้งแต่โรงงาน (เพราะมุ่งลินุกซ์)
  • ไม่กันน้ำ
  • มีแค่พอร์ต USB-C
  • ประกันแค่ 30 วัน ตามมาตรฐาน PINE64

สำหรับส่วนตัวผม PineNote Developer Edition ถือว่าค่อนข้างดีเกินคาด (นึกว่าจะทำอะไรได้ไม่มากเท่าไร เพราะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 เป็น Demo จึงไม่ได้คาดหวังอะไร) แต่ไม่แนะนำให้บุคคลที่ไม่คุ้นชินกับลินุกซ์ซื้อไปใช้งาน เพราะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บน PineNote จะไม่ได้รับการดูแลใด ๆ ต่อและเรื่องประกันกับความเพียบพร้อมในการใช้งานที่ขาด Google Play store

หากท่านใดมีคำถาม สามารถถามได้ใต้ช่องความคิดเห็นของโพสต์ในเว็บ Blognone นี้ได้เลยครับ

from:https://www.blognone.com/node/130883

เปิดตัว Pixel Tablet ใช้ชิป Tensor G2 วัสดุทำจากเซรามิก แปลงร่างเป็น smart display ได้

หลังจากมีข่าวลือจางๆ มานาน กูเกิลก็ได้ฤกษ์เปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นแรกในซีรีส์ Pixel เสียที ใช้ชื่อเรียบง่ายว่า Pixel Tablet

No Description

รายละเอียดของ Pixel Tablet ยังมีไม่มากนักเพราะเป็นการเปิดตัวว่ากำลังพัฒนาอยู่ ยังไม่มีรายละเอียดสเปกใดๆ ออกมา บอกเพียงแต่ว่าจะใช้ชิป Tensor G2 เหมือน Pixel 7 แต่เท่าที่ประกาศบนเวทีคือวัสดุตัวเครื่องจะทำจากนาโนเซรามิกที่ดูพรีเมียม

No Description

No Description

No Description

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็น Charging Speaker Dock มีลำโพง สามารถนำ Pixel Tablet แปะเข้าไปด้วยแม่เหล็กแล้วแปลงร่างเป็น Google Nest Hub สำหรับฟังเพลง, ดูหนัง และอื่นๆ

No Description

สาเหตุที่เปิดตัวอุปกรณ์เสริมนี้พร้อมกันเพราะต้องการหารายได้เพิ่มกูเกิลเห็นว่าอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตมักจะถูกใช้งานในบ้าน แต่ใช้งานเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น เวลาอื่นก็ถูกวางไว้เรี่ยราดและไม่เกิดประโยชน์ใดๆ หากนำมาวางบน docking station ได้ก็จะใช้งานได้ตลอดเวลา เช่นเปิดสไลด์รูปจาก Google Photos หรือใช้งาน Google Assistant ทั่วไป ทั้งนี้ กูเกิลเน้นว่าปรับแรงแม่เหล็กมาอย่างดี ทำให้วางและดึงออกไปใช้งานสะดวกมาก

No Description

No Description

Pixel Tablet จะวางขายในปี 2023

ที่มา – งานเปิดตัว
รูปทั้งหมดโดยกูเกิล

from:https://www.blognone.com/node/130792