คลังเก็บป้ายกำกับ: SUPPLY_CHAIN

5 เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชนในปี 2023 โดย Reader Forum

IoT ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะ แต่เป็นแนวคิดทั้งหมดที่ช่วยให้สามารถระบุและคัดแยกมูลค่าจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งรวบรวมโดยเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ในระบบคลาวด์
 

Image Credit : jabil.com
ระบบนิเวศของ IoT เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น บริษัทด้านโลจิสติกส์จะได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:
  • การรวบรวมข้อมูล IoT เพื่อให้มีสินทรัพย์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
  • การประมวลผลข้อมูล IoT เพื่อให้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของคลังสินค้าและการควบคุมแบบเรียลไทม์
  • การวิเคราะห์ข้อมูล IoT เพื่อให้มีการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการวางแผน SC ที่แม่นยำ

เทรนด์ #1 – IoT สำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูง

เนื่องจากเศรษฐกิจประสบกับภาวะเงินเฟ้อ ภาวะถดถอย และอุปทานส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ขีดความสามารถในการคาดการณ์ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน อาจสร้างข้อได้เปรียบที่ IoT จะมอบให้กับระบบลอจิสติกส์ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมือซึ่งใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อประมวลผลข้อมูลจากทุกแผนกภายในธุรกิจ
 
แนวโน้มทั่วโลกในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ สามารถรับรายงานและการคาดการณ์ที่แม่นยำสำหรับสถานการณ์เฉพาะของตนได้ เพื่อมุ่งไปที่การคาดการณ์ในส่วนของการเพิ่มขึ้นของราคา การขาดแคลนวัตถุดิบ หรือการหยุดงานประท้วงที่ส่งผลต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ IoT จึงช่วยให้สามารถวางแผนความต้องการ การกระจายทรัพยากร กำลังการผลิต และอื่นๆ ได้ดีขึ้น
 

เทรนด์ #2 – IoT สำหรับโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น

ขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นคือการปรับคลังสินค้าและเส้นทางการขนส่งให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดโดยไม่ลดปริมาณงาน แนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับ IoT ด้านล่างนี้สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้
 
  • Multimodal Transportation : IoT ให้มุมมองแบบองค์รวมของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อปรับปรุงการติดตามสินค้าและการประสานงานในการทำงาน เพิ่มความปลอดภัย และทำให้งานเอกสารเป็นแบบอัตโนมัติ การขนส่งสินค้าภายใต้การควบคุมด้วย IoT สามารถมองเห็นได้ในทุกขั้นตอน ในขณะที่การจัดการภาคส่วนการขนส่งก็ง่ายดายเช่นเดียวกัน
  • Real-Time Monitoring : แพลตฟอร์ม IoT บนคลาวด์จัดการข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและยานพาหนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ มองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และช่วยให้เปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนประกอบได้หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เป็นการช่วยยกระดับการทำงานอัตโนมัติอัจฉริยะทั่วทั้งเครือข่าย และช่วยให้ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • Predictive Asset Management : การจัดการสินทรัพย์เชิงคาดการณ์ ในปี 2023 บริษัทต่างๆ ควรเปลี่ยนไปใช้แนวคิดเรื่องโลจิสติกส์แบบ “เผื่อไว้” สำหรับการวางแผนสินค้าคงคลัง การควบคุมที่เข้มงวดโดยใช้ IoT ช่วยให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอน ปริมาณที่แท้จริง และสภาพของสินค้าที่สมบูรณ์ วิธีที่ช่วยให้การดำเนินงานได้สะดวกและง่ายดายที่สุดในการทำให้ข้อมูลต่างๆ มีความถูกต้องและแม่นยำ คือ การปรับรูปแบบการใช้งานด้วย RFID tags ให้กับสินค้า เพื่อให้บริษัทด้านลอจิสติกส์มีข้อมูลการจัดส่งแบบเรียลไทม์ การเปรียบเทียบการคาดการณ์ทั่วโลกกับการคาดการณ์ภายใน เป็นไปได้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังและเงินสำรองเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เทรนด์ #3 – IoT กับการขาดแคลนบุคลากร

การขาดแคลนแรงงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ในด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุก การลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดจะทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น เครื่องมือวิเคราะห์ IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์วิกฤตการณ์และกำหนดเส้นทางขบวนรถใหม่ได้ ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดและกำจัดการขนส่งที่ผิดพลาดสำหรับพนักงานขับรถ
 
โซลูชันการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ใช้ IoT ช่วยลดการสูญเสียระหว่างทาง และการติดตามยานพาหนะอย่างละเอียดช่วยให้มีข้อมูลการปฏิบัติงานที่แท้จริง ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพให้กับพนักงานขับรถได้ด้วย เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
 
ในปี 2022 ที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงการมากที่สุด จึงทำให้การวิเคราะห์บน IoT เป็นแหล่งข้อมูลเฉพาะทางซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลที่วิเคราะห์ ยิ่งมีข้อมูลในการวิเคราะห์มากเท่าไร การคาดการณ์ก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสามารถช่วยวางแผนการขนส่งสำหรับอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความไร้ประสิทธิภาพลงได้
 

เทรนด์ #4 – IoT สำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ

การระบาดครั้งใหญ่ผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีคลังสินค้าอัจฉริยะไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น คลังสินค้าอัจฉริยะเคยเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมาก และตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสระดับโลกที่กลายเป็นเทรนด์ที่ต้องมี
 
Warehouse automation ระบบอัตโนมัติของคลังสินค้าขึ้นอยู่กับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับตำแหน่งของสินค้า ซึ่งจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์โดยใช้วิธีการสแกนอ่านโดยเทคโนโลยี RFID tags เป็นต้น
 
Autonomous mobile robots (AMRs) เป็นเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้งานให้กับคลังสินค้ามากที่สุด เพื่อให้ทราบตำแหน่งและปริมาณของสินค้าที่จะขนส่งอย่างแม่นยำ มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวของสินค้าที่เข้าและออกอยู่ตลอดเวลา
 
Maintenance of vehicles การบำรุงรักษายานพาหนะมีประโยชน์อย่างมาก โดยการประยุกต์ปรับใช้งานอุปกรณ์วิเคราะห์ IoT สามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะ และประเมินสภาพของส่วนประกอบโดยการวิเคราะห์เสียงและการสั่นสะเทือน ติดตามระดับของเหลว และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ขับขี่

ตัวอย่างเช่น

  • สไตล์การขับขี่ที่ดุดันไม่เกรงใจใคร ซึ่งสามารถตรวจจับได้โดยการเร่งความเร็วมากเกินที่กำหนด การเข้าโค้งหักศอก และเบรกอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรมเหล่านี้ สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ได้โดยใช้แค่ตัววัดความเร่ง เครื่องวัดการหมุนวน หรือเซ็นเซอร์ความเอียง ซึ่งเป็นความล้ำของ IoT
Automation of transport vehicles ปัจจุบันสามารถจับต้องได้มากขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าว่าต้องส่งสินค้าอะไรและให้กับใคร ข้อมูลเหล่านี้หากมีความชัดเจนพอเราสามารถเลือกรูปแบบการขนส่งโดยใช้โดรนหรือยานพาหนะพิเศษได้ เพื่อประสิทธิภาพที่สูงกว่า
 

ทรนด์ #5 – IoT เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คำมั่นสัญญา : สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกสองสามประเทศได้มุ่งมั่นที่จะปล่อย CO2 เป็นศูนย์ภายในปี 2050
 
เทรนด์นี้ได้รับความนิยมจากผู้คนกว่า 85% ของผู้บริโภคทั่วโลกได้พัฒนาพฤติกรรมการซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
เนื่องจากลอจิสติกส์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อย CO2 ประมาณ 11% ทั่วโลก แนวโน้มของ “การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าในสินทรัพย์เป็นหลัก เซนเซอร์ IoT จะช่วยติดตามการปล่อยมลพิษได้อย่างแม่นยำ การมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะแต่ละแห่งและไซต์งานด้านลอจิสติกส์ ทำให้ง่ายต่อการสร้างกลยุทธ์สำหรับการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

บทสรุป

 
เทรนด์ IoT ที่สำคัญสำหรับภาคโลจิสติกส์ – ซัพพลายเชน จะอยู่กับเราไปอีกนาน และหากคุณมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลภายในโซลูชันลอจิสติกส์ที่ถูกรวบรวมโดย IoT คุณก็จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มลอจิสติกส์ได้ด้วยตัวเอง
 

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-iot-trends-for-the-logistics-sector-supply-chain-in-2023/

“Logistics Automation Expo (LAE) 2023” งานนวัตกรรม แหล่งรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม Supply Chain & Logistics 19–21 ก.ค.66 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101 [Guest Post]

งานเอ็กซ์โปที่เปิดพื้นที่ให้คุณได้แสดงเทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชันสุดล้ำที่งานนี้ อีกทั้งได้สร้างโอกาสการพบปะ พูดคุยกับผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกัน , แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์คุณให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

Logistics Automation Expo (LAE) 2023 คือ แพลตฟอร์มที่สร้างโอกาสทางการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ, พาร์ทเนอร์ อีกทั้งได้พบปะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจโดยตรง จากหลายร้อยธุรกิจได้จากงานนี้ วันที่ 19 – 21 กรกฎาคม 2566 ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ EH101

ติดต่ออีเว้นท์

from:https://www.techtalkthai.com/logistics-automation-expo-lae-2023-at-bitec-bangna-guest-post/

[ลือ] Dell จะหยุดใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในจีน ตั้งเป้าเลิกใช้ทั้งหมดภายในปี 2024

Nikkei Asia รายงานว่า Dell เริ่มแจ้งซัพพลายเออร์ถึงแผนการลดใช้ชิปและชิ้นส่วนที่ผลิตในจีน ตั้งเป้าหยุดใช้ในปี 2024

แหล่งข่าวของ Nikkei Asia อ้างข้อมูลของ Dell ที่แจ้งซัพพลายเออร์ว่าตั้งใจลดการใช้ชิ้นส่วนจากจีนลงอย่างมีนัยสำคัญ (meaningfully lower) ซึ่งในความหมายนี้รวมถึงชิ้นส่วนจากบริษัทสัญชาติอื่น แต่โรงงานอยู่ในจีนด้วย โดย Dell ตั้งเป้าว่าจะต้องไม่ใช้ชิปที่ผลิตในจีนให้ได้ทั้งหมดภายในปี 2024 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายไม่น้อย

โฆษกของ Dell ปฏิเสธไม่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ บอกเพียงว่าบริษัทมีนโยบายเลือกแหล่งที่มาของชิ้นส่วนที่หลากหลายอยู่แล้ว

ปัจจุบัน Dell ถือเป็นผู้ผลิตพีซีอันดับสามของโลก (ตามหลัง Lenovo และ HP) มียอดขายพีซีในไตรมาส 3/2022 ประมาณ 12 ล้านเครื่อง (ตัวเลขจาก IDC)

ที่มา – Nikkei Asia

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132180

ซีอีโอ Raspberry Pi บอกยังไม่ออก Pi 5 ในปี 2023 ขอแก้ปัญหาซัพพลายเชนให้จบก่อน

Eben Upton ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Raspberry Pi ให้สัมภาษณ์กับช่อง ExplainingComputers เล่าถึงปัญหาซัพพลายเชนที่ทำให้สินค้า Raspberry Pi ขาดตลาดอย่างหนักมาตั้งแต่กลางปี 2021

ปัญหาซัพพลายเชนทำให้บริษัทต้องทำงานหนักเพื่อหาสินค้ามาส่งมอบให้ลูกค้า โดยเฉพาะรายย่อย สถานการณ์ตอนนี้แม้ดีขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาค่อยๆ ฟื้นฟู สินค้าที่จะเน้นคือ Pi 3A+ และ Pi Zero 2 W ส่วน Pi 4 คงต้องขึ้นกับโชคด้วยว่าช่วงนั้นมีของหรือไม่

Upton ยังบอกว่าไม่ต้องพูดถึงการออก Rapsberry Pi 5 ในปี 2023 เลย ขอให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ก่อนแล้วค่อยมาคิดกันอีกทีในปี 2024 ส่วนปี 2023 ถือเป็นปีแห่งการฟื้นฟูซัพพลายเชน (recovery year) ไปก่อน

No Description

ที่มา – Ars Technica

from:https://www.blognone.com/node/132015

Foxconn เตรียมผลิต MacBook ในเวียดนาม เร็วที่สุด พฤษภาคม 2023

มีรายงานจาก Nikkei Asia อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ว่าแอปเปิลได้หารือกับ Foxconn เพื่อให้เดินสายการผลิต MacBook ในเวียดนามเป็นครั้งแรก

ในรายงานบอกว่า Foxconn น่าจะเริ่มสายการผลิตในเวียดนามได้เร็วที่สุดช่วงเดือนพฤษภาคม

โรงงานของ Foxconn นี้ได้รับอนุญาตเมื่อต้นปี 2021 โดยวางแผนผลิต MacBook กับ iPad แต่การผลิตเริ่มได้ล่าช้าเนื่องจากปัญหาความซับซ้อนของซัพพลายเชน โดยเวียดนามมีแผนใช้เป็นฐานการผลิต Apple Watch และ HomePod ด้วย

ที่มา: MacRumors

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131955

“Bitkub Academy Blockathon Boot Camp” ค่ายอบรมสุดร้อนแรงแห่งปี เสริมทักษะให้ก้าวทันโลกเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน [Guest Post]

เมื่อวันที่ 15 – 18 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ณ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จํากัด อาคาร เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ชั้น 11 บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ผู้ดำเนินการ Bitkub Academy ศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน ได้จับมือกับพาร์ตเนอร์คนสำคัญมากมาย อาทิ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, บริษัท คริปโตมายด์ แอสเซท จำกัด, บริษัท แอพแมน จำกัด, บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด และ BitToon DAO Co., Ltd. เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรม Bitkub Academy Blockathon Boot Camp ในธีม Boost The Future Together!

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากว่า 120 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้ Bitkub Academy ได้ทำการคัดเลือกเหลือเพียง 50 คน เพื่อเข้าร่วมฝึกอบรมเสริมสร้างทักษะผ่าน 3 หลักสูตรสุดเข้มข้น ที่มี 3 เทคโนโลยีแห่งยุคเป็นแกนหลักของโครงการ ได้แก่ Blockchain, Business และ Technology

ทางบริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาและวงการซึ่งเดินทางมาบรรยายเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ อาทิ นายวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Financial Officer, and Chief Strategy Officer จาก บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมการตลาดของ Food & Beverage Industry & Marketing”,

นายจิรภาส ศิริบัญชาวรรณ Product & Community Marketing จากบริษัท คริปโตมายด์ แอสเซท จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “Product & Community Marketing”, นายอมฤต ฟรานเซน Chief Business Development Officer & Co-Founder จาก บริษัท แอพแมน จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “E-KYC Technology”, นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “KUB Chain Ecosystem”, นางสาวเนาวรัตน์ ธรรมสวยดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “Trends in Start Up Investment : What do Investors Look for ?” และนายพงศกร สุตันตยาวลี ประธานเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “Road to Blockchain Business” เป็นต้น

นอกเหนือจากการฝึกอบรมแล้ว ทางบริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ยังเสริมสร้างทักษะการคิด วิเคราะห์ ต่อยอดไอเดีย การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ทุกคนนำสิ่งที่ได้จากการอบรมตลอด 4 วัน มาต่อยอดไอเดียและกลยุทธ์เชิงธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “How can Blockchain be Integrated in the Food & Beverage Business?” หรือการสร้างสรรค์แผนธุรกิจสำหรับอาหารและเครื่องดื่มโดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ เพื่อนำมาแข่งขัน Business Idea Pitching แบบกลุ่ม รวมทั้งสิ้นจำนวน 10 กลุ่ม โดยประกอบไปด้วยกลุ่มละ 5 คน และมีเหล่าวิทยากรที่ร่วมบรรยายเป็นคณะกรรมการในการตัดสิน

กลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้นำเสนอโปรเจกต์ “FarmDai Blockchain-Enabled Food Marketplace” ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคล่วงหน้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถปลูกหรือสร้างผลผลิตได้ตามความต้องการของตลาด และแก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุของราคาสินค้าทางการเกษตรที่ตกต่ำ

ในส่วนของกลุ่มที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สมาชิกในกลุ่มได้นำเสนอโปรเจกต์ “Platform Web3.0 สำหรับการจองร้านอาหาร” โดยมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาแก้ไขปัญหาความยุ่งยากของลูกค้าในการค้นหาร้านอาหารที่ต้องการ จองร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนการโอนกรรมสิทธิ์การจองให้บุคคลอื่นแบบถูกต้องและโปร่งใส

กลุ่มที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้นำเสนอโปรเจกต์ “Supply Chain” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาตรวจสอบความคุ้มค่าของสินค้าและการบริการ ทั้งนี้ ทั้ง 3 กลุ่ม จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ Bitkub Coin (KUB) จากการสนับสนุนของบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด, เหรียญ GuildFi (GF) จาก บริษัท คริปโตมายด์ แอสเซท จำกัด และ NFT จาก บริษัท BitToon DAO Co., Ltd. นอกจากนี้ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมทุกคนจะได้รับประกาศนียบัตรในรูปแบบ NFT Certificate พร้อมทั้งโอกาสในการฝึกงานกับบริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด รวมไปถึงบริษัทสปอนเซอร์และพาร์ตเนอร์ภายในงานด้วย

นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ค่ายอบรม Bitkub Academy Blockathon Boot Camp เป็นค่ายอบรมใหญ่ครั้งแรกของ บิทคับ อะคาเดมี ที่ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล การทำการตลาดในยุคปัจจุบัน การสร้างสตาร์ทอัพ ตลอดจนการเสริมสร้างทักษะในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมกับการทำงานในอนาคตและก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลดิสรัปชั่นอย่างแท้จริง ขอขอบคุณพาร์ตเนอร์ทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ บิทคับ อะคาเดมี จะมุ่งมั่นเดินหน้าให้ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ตลอดจนร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสรรค์โครงการดี ๆ แบบนี้ต่อไป”

นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ได้กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดี ๆ แบบนี้  ทั้งยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและมอบโอกาสให้เยาวชนไทย ผมเชื่อว่ากิจกรรมการแข่งขัน Bitkub Blockathon Boot Camp คือก้าวแรกที่สำคัญสำหรับหลาย ๆ คนที่มีความตั้งใจอยากริเริ่มเส้นทางในด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และ Web 3.0 โครงการดังกล่าวทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ แก่ประเทศและโลก ทั้งนี้ บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี พร้อมต่อยอดโครงการดังกล่าวโดยจะรับน้อง ๆ ที่สนใจเข้าฝึกงาน มาฝึกปฏิบัติจริงในบริษัทของเรา”

คุณวรภัทร ชวนะนิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์จาก บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ได้กล่าวเสริม “ทางบริษัทฯ​ ได้เล็งเห็นศักยภาพของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน รวมไปถึงเยาวชนไทยที่ทันเหตุการณ์และมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างโปรไฟล์ที่ดีสำหรับการสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนในวงการบล็อกเชน ทางเราได้รับฟังการนำเสนอไอเดียและกลยุทธ์ของหลากหลายกลุ่มในกิจกรรมครั้งนี้ และเกิดแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนให้กลยุทธ์การเจาะตลาดของเรามีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรู้สึกเป็นเกียรติที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันตัดสินใจนำโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทฯ มาประยุกต์เป็นโครงสร้างไอเดียของตัวเอง พร้อมทั้งยังเสริมสร้างอีกหลากหลายองค์ประกอบที่น่าสนใจและมีความล้ำสมัย”

ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ และข่าวสารที่เป็นประโยชน์ จาก บิทคับ อะคาเดมี ผ่านทาง Facebook : Bitkub Academy และเว็บไซต์ bitkubacademy.com

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-academy-blockathon-boot-camp-2/

ดีแทค บิสิเนสชู 5G Mobile Private Network บน AWS ขับเคลื่อนดิจิทัลสู่กลุ่มธุรกิจไทย [Guest Post]

นำโซลูชัน 5G MPN ติดปีกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ยกระดับระบบอัตโนมัติซัพพลายเชน

22 พฤศจิกายน 2565 – ดีแทค บิสิเนส แนะนำ 5G Mobile Private Network (5G MPN) ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติซัพพลายเชนเพื่อธุรกิจไทย เน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โรงงานผู้ผลิต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) คือการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Internet of Things (IoT), Machine Learning (ML), คลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง, เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์ล้ำสมัยอื่นๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดย 5G MPN จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนอัตโนมัติที่ดำเนินการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

ดีแทค บิสิเนส นำ 5G MPN เพื่อพลิกโฉมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย 5G MPN จะใช้งานบน AWS พร้อม 3 โซลูชันหลักผ่านระบบ Edge ได้แก่ IoT, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) โดย 5G MPN เป็นระบบหลัก 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเฉพาะขององค์กรในการทำงานร่วมกับเอดจ์คอมพิวติ้ง บนคลื่น 26 GHz พร้อมระบบสำหรับการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมั่นใจได้ในความเสถียรสูง (High reliability) ความหน่วงต่ำ (Low latency) และความปลอดภัยที่เหนือกว่า (Superior security)

นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายซาดัท ซามาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาได้พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย โดย 5G MPN คือกุญแจสำคัญที่จะมาสนับสนุนกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสนับสนุนระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการออกแบบและปรับเปลี่ยนของโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งให้ตรงความต้องการ เราจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น IoT และระบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ เพื่อสนองทิศทางก้าวสู่ดิจิทัล และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจไทย”

ดีแทค บิสิเนส นำ AWS แพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครบครันและใช้งานในวงกว้างที่สุดระดับโลก สู่การออกแบบ 3 โซลูชันเพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

  1. Robotics Automation – โซลูชันหุ่นยนต์ที่ออกแบบการทำงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อบริการจัดการแบบอัตโนมัติ หรือ Automation โดยเมื่อหุ่นยนต์ได้รับคำสั่งจะทำการเคลื่อนที่ไปยังชั้นเก็บสินค้านั้น ๆ ด้วยการเชื่อมต่อด้วย 5G MPN โดยอัตโนมัติเพื่อทำการขนส่งสินค้า จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า ลดเวลา และยังสามารถลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากคนทำงานได้อีกด้วย
  2. Predictive maintenance –  โซลูชันที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงร่วมกับ 5G MPN เพื่อตรวจจับสภาวะผิดปกติในอุปกรณ์สำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งช่วยให้คาดการณ์ซ่อมบำรุง หรือ Predictive Maintenance ให้กับกระบวนการทั้งหมด โดย Monitron Sensor เมื่อทำงานร่วมกับ 5G MPN ในรูปแบบ Massive IoT จะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านเซนเซอร์ โดยการมอนิเตอร์การเคลื่อนไหว (Vibration) และ / หรืออุณหภูมิ (Temperature) แล้วทำการส่งค่าไปปยังศูนย์ควบคุม (Control Center) เพื่อประมวลผลโดยแมชชีนเลิร์นนิง และแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบที่ผิดปกติ ดังนั้น ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขทันที ก่อนที่จะนำไปสู่ความเสียหายหรือการหยุดชะงัก (Downtime) ในการบริหารสินค้าได้
  3. Video Analytic – โซลูชันกล้องอัจฉริยะในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อกับ 5G MPN ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการคลังสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณหวงห้าม หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็น High-Value Asset ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และรองรับการทำงานได้ทุกพื้นที่
นายซาดัท ซามาน (ซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ (ขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ร่วมทดสอบ Robotics Automation ที่เชื่อมต่อด้วย 5G MPN

นายวัตสัน ถิรพัฒนพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5G MPN จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤตโรคระบาด จึงน่ามีโอกาสเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพิ่มเป็น 2 เท่า และเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ด้วย AWS ของเรา ดีแทค บิสิเนส สามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและกำหนดซอฟแวร์ที่นำมาใช้งานทางธุรกิจได้ง่าย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

*ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจ 5G Mobile Private Network สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/dtac-business-launches-5g-mobile-private-network-on-aws-driving-digital-to-thai-businesses/

Microsoft เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform เพื่อความคล่องตัวสู่ความยั่งยืน

14 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform ซึ่งรวบรวมบริการต่างๆ ของ Microsoft และโซลูชันคู่ค้าเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการจัดการซัพพลายเชน

Microsoft Supply Chain Platform ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของ Microsoft ได้แก่ Microsoft Dynamics 365, Microsoft Azure, Microsoft Teams และ Power Platform นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับบริการการทำงานร่วมกันของ Microsoft Teams
 

Supply Chain Center Console

องค์ประกอบหลักที่โดดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือ Microsoft Supply Chain Center ซึ่งเป็นคอนโซลการจัดการที่ขณะนี้อยู่ในขั้นแสดงตัวอย่าง ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงกับข้อมูลซัพพลายเชนและแอปพลิเคชันที่มีอยู่ได้
 
ตามที่ Microsoft ได้กล่าวไว้ Supply Chain Center จะทำงานร่วมกับบริการการวางแผนทรัพยากรระดับองค์กร (ERP) ของ Microsoft Dynamics 365 แต่จะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ ERP อื่นๆ ทั้ง SAP และ Oracle พร้อมด้วยระบบซัพพลายเชนแบบสแตนด์อโลน
 
Supply Chain Center มีคุณสมบัติ Data Manager ซึ่งกล่าวกันว่าเปิดใช้งาน “data ingestion และ orchestration” ปัจจุบันสนับสนุน “native experiences” จากการเปิดตัวพันธมิตร “C.H. Robinson, FedEx, FourKites และ Overhaul”
 
Module Support
 
Supply Chain Center มาพร้อมกับโมดูลที่สร้างโดย Microsoft สองโมดูล แต่ยังสามารถใช้โมดูลที่สร้างโดยพันธมิตรได้อีกด้วย โดยโมดูลของ Microsoft ใน Supply Chain Center ประกอบด้วย:
  • โมดูล Supply and Demand Insights – ซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคาดการณ์ข้อจำกัดด้านอุปทาน สต็อกเกิน หรือคำสั่งซื้อที่ไม่ได้รับ โมดูลนี้มีคุณลักษณะ “Smart News Insights” ที่แสดงข้อมูลเหตุการณ์ภายนอกที่เกี่ยวข้องภายในพอร์ทัล Supply Chain Center
  • โมดูล Order Management Module – ซึ่งใช้ข้อมูลสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และ AI เพื่อ “ตอบสนองปริมาณการสั่งซื้อในอนาคตอย่างรวดเร็ว” มีตัวเชื่อมต่อที่สร้างไว้ล่วงหน้าเพื่อทำงานกับ “การรับคำสั่งซื้อ การจัดส่ง และบริการโลจิสติกส์ของบุคคลที่สาม” ของพันธมิตร
Partner Integration Efforts
 
Microsoft Supply Chain Platform สามารถผสานรวมเข้ากับโซลูชันซัพพลายเชนอื่นๆ ได้ ซึ่ง Microsoft ได้มีความร่วมมือกับ “Accenture, Avanade, EY, KPMG, PwC และ TCS” ซึ่งเป็นผู้รวมระบบและพันธมิตรที่ปรึกษาในครั้งนี้ด้วย
 
นอกจากนี้ Microsoft Supply Chain Platform ยังทำงานร่วมกับโซลูชันซอฟต์แวร์ซัพพลายเชนต่างๆ ที่มีอยู่ อาทิเช่น Blue Yonder, Cosmo Tech, Experlogix, Flintfox, inVia Robotics, K3, O9 Solutions, SAS, Sonata, To-Increase Software” และอื่นๆ อีกมากมาย
 
Microsoft Supply Chain Platform Capabilities Coming to Dynamics 365
 
บริการ Microsoft Dynamics 365 ERP ได้เพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่เปิดใช้งานผ่านโมดูล โมดูลเหล่านี้บางส่วนมีฟังก์ชันที่คล้ายกับความสามารถบางอย่างของ Microsoft Supply Chain Platform ทำให้ผู้ใช้ Dynamics 365 บางรายจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ Supply Chain Platform ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้โมดูล Dynamics 365 Supply Chain Management เข้าถึง Supply Chain Center ได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ผู้ใช้โมดูล Dynamics 365 Intelligent Order Management จะได้รับการเข้าถึง Supply Chain Center และโมดูลการจัดการคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดตัว
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-launches-microsoft-supply-chain-platform-for-sustainability-mobility/

Microsoft เปิดตัว Supply Chain Platform เครื่องมือจัดการซัพพลายเชน

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform แพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการซัพพลายเชน ที่มีเครื่องมือเสริมครบครันไม่ว่าจะเป็น Microsoft AI, ระบบการทำงาน collaboration, เครื่องมือ low-code, ระบบความปลอดภัย และแอพพลิเคชัน SaaS

ไมโครซอฟท์บอกว่าเครื่องมือจัดการซัพพลายเชน ไม่ได้เป็นของใหม่ในวงการ แต่ความท้าทายในการบริหารจัดการซัพพลายเชนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สภาพตลาดและการจัดการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่มากขึ้น ซอฟต์แวร์จึงเข้ามามีบทบาทมาก เพื่อให้ผู้ดูแลเห็นข้อมูลมากที่สุด และรองรับการพยากรณ์เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

แพลตฟอร์มมีส่วนกลางหลักคือ Command Center ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลทั้งจาก Dynamics 365 ของไมโครซอฟท์เอง หรือจาก ERP อื่นไม่ว่าจะเป็น SAP และ Oracle เพื่อให้ข้อมูลแสดงผลประกอบการตัดสินใจหรือตรวจสอบในจุดเดียว ส่วน Dynamics 365 เอง ยังมีโมดูลเสริมสำหรับงานซัพพลายเชน เช่น การบริหารดีมานด์-ซัพพลาย, การจัดการคำสั่งซื้อ, ระบบความปลอดภัยเมื่อมีซัพพลายเออร์ภายนอกเข้ามาในระบบ และอื่น ๆ

Microsoft Supply Chain Platform เริ่มเปิดใช้งานในสถานะพรีวิวแล้วกับลูกค้าบางราย

ที่มา: ไมโครซอฟท์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131493

Apple ออกแถลงการณ์ ระบุมาตรการล็อกดาวน์ กระทบการผลิต iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max

แอปเปิลออกแถลงการณ์ชี้แจงนักลงทุน เกี่ยวกับสถานการณ์ซัพพลายเชนของ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ระบุว่ามาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันโควิด 19 ในเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน ส่งผลกระทบชั่วคราวต่อการประกอบ iPhone ทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวโดยตรง โดยโรงงานต้องดำเนินการภายใต้กำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด

แอปเปิลบอกว่าความต้องการ iPhone ทั้งรุ่น iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ยังมีอยู่สูงมาก อย่างไรก็ตามผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกค้า จะต้องรอคอยสินค้าเป็นเวลาที่นานขึ้น ซึ่งบริษัทยังดำเนินงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และมีความปลอดภัยกับพนักงานทุกคน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แอปเปิลได้รับผลกระทบเป็นระยะอยู่แล้วจากการปิด-เปิดโรงงานผลิต iPhone แต่การที่บริษัทออกแถลงการณ์แบบนี้ อาจเป็นเพราะประเมินว่าจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายในไตรมาส โดยเฉพาะกับสองรุ่น Pro ที่มีความต้องการสูง

ระยะเวลาล่าสุดในการรอสินค้าของ iPhone 14 Pro ใน Apple Store ออนไลน์ของไทยคือ 3-4 สัปดาห์

ที่มา: แอปเปิล ผ่าน 9to5Mac

from:https://www.blognone.com/node/131363