คลังเก็บป้ายกำกับ: SOVEREIGN_CLOUD

บทความน่ารู้ : ทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี Sovereign Cloud

Sovereign Cloud คือบริการ Cloud ภายในประเทศที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงอยู่ภายใต้ขอบเขตข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการที่จะมั่นใจได้ว่าข้อมูลมีความปลอดภัยจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆที่ได้มาตรฐานครอบคลุมในทุกๆส่วน เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud, การเข้าถึงและรับส่งข้อมูล และข้อกำหนดที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ปฏิบัติตาม

ประโยชน์ของ Sovereign Cloud
– ควบคุมข้อมูลขององค์กร
– เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย
– เพิ่มความอิสระของข้อมูล
– จัดการ้านการเปลี่ยนแปลงระเบียบความเป็นส่วนตัว
– รองรับมาตรฐานความปลอดภัย
– สร้างความยืดหยุ่นและพัฒนาด้านดิจิทัล

อ่านรายละเอียดของ เทคโนโลยี Sovereign Cloud ได้ที่นี

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-vmware-sovereign-cloud/

10 Cloud Computing Trends สำหรับปี 2023

เชื่อแน่ว่าในปี 2023 ยังคงมีความท้าทายในธุรกิจที่ขับเคลื่อนบนโลกดิจิทัลรออยู่ ซึ่งการประมวลคลาวด์ก็เป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจ แต่องค์ประกอบใดที่เป็นส่วนขับเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทีมงาน TechTalkThai ได้ประมวลเทรนด์ที่หลายสำนักเผยแพร่และสรุปมาให้ทุกท่านได้ติดตามกัน โดยใจความสำคัญมี 10 ข้อดังนี้

1.) Security 

เรื่องของความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยยังมีอยู่เสมอ โดยมีข้อพิสูจน์จากเหตุการณ์ต่างๆที่ยืนยันได้ว่าคลาวด์ก็ถูกโจมตีได้ อาจน่าประหลาดใจที่ดูเหมือนข้อมูลน่าจะปลอดภัยแล้ว อย่างไรก็ดีเครื่องมือที่ผู้ให้บริการคลาวด์มีก็ยังมากกว่าความสามารถของบริษัทขนาดเล็กที่จะลงทุนเองได้ 

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Data Privacy ที่ถูกกำหนดจากภาคกฏหมายของประเทศต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้ยินคำว่า Sovereign Cloud ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ดังกล่าว ทั้งหมดนี้ก็คือมุมมองของความมั่นคงปลอดภัยที่องค์กรจะให้ความสำคัญในปีนี้ โดยโอกาสเป็นของ Managed Service Provider (MSP) ที่สามารถนำเสนอบริการที่ให้ความมั่นใจกับลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ

2.) AI/ML

เป็นเรื่องที่แทบทุกสำนักให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า AI/ML ต้องอาศัยพลังการประมวลผลและทรัพยากรมาก การลงทุนเองจึงค่อนข้างยุ่งยากและมีต้นทุนสูง แต่บริการคลาวด์ได้ทลายข้อจำกัดเหล่านั้นออกไป ทำให้องค์กรสามารถเข้าถึง AI เพื่อต่อยอดเป็นบริการหรือโซลูชันใหม่ได้ กลับกันผู้ให้บริการคลาวด์เองก็พึ่งพาความสามารถของ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการได้อย่างอัตโนมัติ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น AI ที่ช่วยบริหารจัดการเรื่อง Storage หรือการควบคุมไฟฟ้าและความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์ และอื่นๆ

3.) Low code/ No Code

โลกยังขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานสายไอทีทักษะสูงอีกหลายด้าน จากปัญหาดังกล่าวแม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยมากขึ้น แต่การประยุกต์ใช้จริงก็ยังมีข้อจำกัด ด้วยเหตุนี้เองเทคโนโลยี Low code/ No code จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถพัฒนาโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าบริการ Low code/No code เหล่านี้พร้อมใช้งานอย่างง่ายผ่านคลาวด์เช่น Figma, Airtable และ Zoho เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนใน Infrastructure ของตัวเอง

4.) Hybrid Work

อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้บริการคลาวด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดหลายเท่า สืบเนื่องมาจากภาวะแพร่ระบาดที่บีบคั้นให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่อย่างฉับพลัน แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว แต่วิถีการทำงานเหล่านี้ไม่ได้หายไป โดยในปี 2023 บริการคลาวด์ที่ยังน่าจะเติบโตต่อไปก็ยังรวมถึงบริการสนับสนุนการทำงานเช่น Collaboration, Desktop as a Service หรือโซลูชันที่ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากที่ต่างๆอย่าง SASE เป็นต้น

5.) Hybrid / Multi-cloud และ การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (FinOps)

ในหัวข้อของเทรนด์รูปแบบการใช้งานคลาวด์นั้นหลายสำนักยังไม่เห็นพ้องต่อกันนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้การคาดการณ์ผันผวนมากนักที่ว่า Hybrid Cloud จะเติบโตต่อไป หรือ Multi-cloud จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากองค์กรไม่ควรถูกผูกขาด ป้องกันปัญหาเรื่อง Downtime อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Container ที่สนับสนุนให้การสร้างแนวทาง Cloud Native นั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ย่อมนำไปสู่ปัญหาของความซับซ้อนที่องค์กรต้องย้อนกลับมาพิจารณาถึงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (FinOps) ที่ผสมผสานปนเปกันอยู่ในองค์กร

6.) Sovereign Cloud 

เมื่อแต่ละประเทศต่างก่อตั้งกฏหมายข้อมูลของตนเอง ประกอบกับภาวะความเข้มข้นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในที่สุดแนวคิดของ Sovereign Cloud ก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้การใช้งานคลาวด์จากต่างประเทศนั้นยังสร้างความกังขาหลายเรื่อง ประการแรก คือความอ่อนไหวจากโครงข่ายระหว่างประเทศ ประการที่สอง การบังคับใช้กฏหมายของผู้ใช้บริการต่อผู้ให้บริการต่างประเทศ ประการที่สาม ผู้ใช้บริการอาจถูกระงับการเข้าถึงได้หากประเทศของตนเกิดกลายเป็นคู่สงครามหรือถูกคว่ำบาตร และประการสุดท้าย ความสำคัญของข้อมูลที่หน่วยงานรัฐหรือเอกชนระดับประเทศอาจไม่สะดวกใจย้ายข้อมูลออกไปภายนอก

ด้วยเหตุนี้เอง Sovereign Cloud ที่หมายถึง Cloud ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงสำหรับประเทศหนึ่งๆ หรือภูมิภาคหนึ่งๆ และอยู่ภายใต้ขอบเขตข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ โดยตรง ได้ถูกนิยมคุณสมบัติไว้ดังนี้

  • โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ การประมวลผล การเข้าถึงข้อมูลและรับส่งข้อมูลในระบบ รวมถึง API จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศนั้นๆ 
  • สามารถบังคับใช้กฏหมายของประเทศได้โดยไม่ถูกกฏหมายของประเทศอื่นแทรกแซงได้
  • สิทธิในความเป็นเจ้าของข้อมูลเป็นของผู้ใช้บริการอย่างสมบูรณ์ทั้งระดับบุคคล องค์กร หรือประเทศ
  • ความสามารถของ Sovereign Cloud ควรจะแข่งขันกับ Hyperscale Cloud ได้ เพื่อดึงดูดหน่วยงานและธุรกิจองค์กร
  • การเข้าถึงทรัพยากรควรเกิดขึ้นได้จากประชากรในประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ดีในการให้บริการจึงผู้ให้บริการอาจปรับเปลี่ยนบริบทให้มีการเข้าถึงจากภายนอกประเทศได้บางส่วน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการใช้งานทางธุรกิจ หรือเพิ่มให้รองรับกฏหมายของประเทศพันธมิตร 

7.) Supercloud

การใช้งาน Multi-cloud ที่ยังมีความซับซ้อนสูง เช่น Container ที่ย้ายไปรับบนคลาวด์เจ้าต่างๆได้ ในทางปฏิบัตินั้นทีมไอทีต้องมีการคอนฟิครายละเอียดปลีกย่อยอีกมากกว่าจะใช้งานได้จริง โดยนี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้นแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงภายใต้การทำงานของ Multi-cloud ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดของ Supercloud จึงเกิดขึ้นโดย Cornel University ราวปี 2016 ที่หมายถึงสถาปัตยกรรม Cloud ที่ช่วยให้สามารถทำ Application Migration as a Service ข้าม Zone หรือข้ามค่าย Cloud ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเพื่อให้สอดรับกับความรวดเร็วของโลกแห่งแอปพลิเคชัน แนวคิดของ Supercloud ในปัจจุบันก็คือการสร้างเลเยอร์หนึ่งที่ครอบเหนือผู้ให้บริการคลาวด์เจ้าต่างๆ รวมถึง On-premise หรือ Edge โดยเลเยอร์นี้จะทำกระบวนการปลีกย่อยเบื้องหลังให้การใช้งานคลาวด์ต่างๆง่ายขึ้น

คุณสมบัติของ Supercloud ที่นำเสนอโดย Silicon Angle สรุปไว้คือ

  1. รองรับผู้ให้บริการคลาวด์ได้หลายเจ้า และหลากหลายบริการ
  2. ผสานเครื่องมือเฉพาะของแต่ละเจ้า พร้อมปรับแต่งให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่า ง่ายดายและอัตโนมัติ รองรับ Workload ที่ต้องการ
  3. ผสาน PaaS ของแต่ละผู้ให้บริการเข้าด้วยกัน สร้างประสบการณ์เดียวกันเสมอ
  4. บริหารจัดการ Metadata Metadata อย่างชาญฉลาด เพื่อให้ Supercloud สามารถทำงานบน Cloud แต่ละรายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  5. มีส่วนระบบ Super PaaS เพื่อให้เกิด Ecosystem ที่ดัดแปลง ต่อยอด สร้างคุณค่าใหม่ๆได้

โมเดลในการติดตั้ง Supercloud มี 3 แนวทางคือ 1.) มีส่วน Control Plane บนคลาวด์รายหนึ่งแต่มี Data Plane กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ 2.) นำ Service ไปติดตั้งบนคลาวด์รายนั้น โดย Service ต้องทำงานร่วมกับ Service เดียวกันบนคลาวด์อื่นได้ และทำให้เกิดการจัดการจากศูนย์กลางด้วยภาพเดียวกัน 3.) Global Service ทำงานเบื้องหลังใน Region ต่างๆของผู้ให้บริการคลาวด์ ซึ่งผู้ใช้งานเข้ามาใช้ได้ในลักษณะ Service อย่างไรก็ดีปัจจุบันแนวทาง Supercloud นี้ก็เริ่มมีการให้บริการกันแล้วเช่น Snowflake, Dell และ Cohesity เป็นต้น

8.) Omni-cloud

การเพิ่มขึ้นของ Multi-cloud ที่ไม่ได้สะดวกมากนักยังทำให้องค์กรต้องพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ โดยหนึ่งในแนวทางใหม่ก็คือ Omni-cloud นั่นเอง ซึ่งคาดหวังด้านการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคลาวด์ โดยความท้าทายที่เกิดขึ้นคือ ความยุ่งยากในการประสานงานข้อมูล การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพด้านเครือข่าย ดังนั้นเมื่อพูดถึงโซลูชัน Omni-cloud ก็จะมีการอ้างถึงโซลูชันที่ครอบคลุมเรื่องหลัก 2 หัวข้อคือ 

1.) ผสานรวมข้อมูล 

โซลูชัน Omni-cloud จะช่วยผสานให้ข้อมูลที่กระจายกันอยู่เช่น ในคลาวด์เจ้าต่างๆ ผนวกเข้ามาให้เกิดการวิเคราะห์ร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการแอปพลิเคชันที่ทำงานแบบกระจายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

2.) การเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกัน

แน่นอนว่าการเชื่อมต่อที่ดีคือรากฐานการทำงานร่วมกันในแอปพลิเคชันหรือแม้กระทั่งผู้ใช้กับคลาวด์เอง ยกตัวอย่างเช่น หากท่านมีแอปพลิเคชันที่กระจายตัวกันหลายโหนด โซลูชันของ Omni-cloud ก็จะเชื่อมโยงอุปกรณ์ของผู้ใช้ไปยังโหนดที่เหมาะสมโดยการตัดสินที่ชาญฉลาดรู้ว่าเส้นทางไหนดี มีทรัพยากรเพียงพอ

จะเห็นได้ว่า Omni-cloud ได้พยายามสร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคลาวด์อย่างมีคุณภาพ เมื่อท่านต้องเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ก็ทำงานได้เพียงไม่กี่คลิก ชาญฉลาดในการเลือกเส้นทาง ดึงข้อมูลมาทำงานร่วมกัน สร้างประสิทธิภาพให้แก่แอปพลิเคชันที่มีโครงสร้างกระจายตัว อย่างไรก็ดีแนวทางของ Omni-cloud ก็มีความท้าทายไม่น้อยเช่น ค่าใช้จ่ายในการรับส่งข้อมูลระหว่างคลาวด์ต่างๆ และวิธีการรับมือกับข้อมูลที่เข้าออกคลาวด์ตลอดเวลา จะมีฐานข้อมูลรองรับทันหรือไม่ในจุดที่ต้องรับข้อมูลเพื่อลดเรื่อง Latency ตลอดจนการจัดการ Compute และ Workload ที่กระจายกันอยู่แต่ละที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงเพื่อสร้างโซลูชัน Omni-cloud

9.) Quantum Cloud Computing

การรวมตัวกันของระบบประมวลผลควอนตัมที่ให้บริการเข้าถึงได้ผ่านคลาวด์กลายเป็นมุมมองใหม่ที่น่าจับตา อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า Quantum Computing ได้ยกระดับการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าการนำไปใช้จริงนั้นทำได้ยากมาก ทำให้ Cloud จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งเพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังของควอนตัมได้

ปัจจุบันผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง IBM, Google, Microsoft และ Amazon กำลังแข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่งในตลาดของควอนตัม โดย IBM ดูมีความน่าสนใจในด้านการใช้งานง่ายและเปิดกว้างมากกว่า (อ้างอิงจากงานวิจัยในปี 2020) อย่างไรก็ดีเมื่อการเข้าถึง Quantum Cloud Computing ง่ายขึ้นนักวิจัยและนักพัฒนามากมายต่างสามารถเข้าทดสอบอัลกอริทึมของตนได้โดยไม่ต้องเข้าถึงเครื่องเชิงกายภาพ

ในมุมของภาพการทำงานจริงปัจจุบัน ผู้ใช้งาน Quantum Cloud Computing จะติดต่อกับระบบได้ผ่านเครื่องของตน ที่จะใช้ quantum machine image (QMI) ที่เป็นสภาพแวดล้อมจำลองเพื่อประมวลผลซอฟต์แวร์ควอนตัม โดยโค้ดจะถูกรันใน quantum virtual machines (QVMs) ที่จะสร้างสัญญานคลื่นส่งไปที่หน่วยประมวลผลควอนตัม โดยภาพรวมนี้ทำให้ใครๆก็สามารถเข้าใช้ประโยชน์ของควอนตัมได้ สุดท้ายนี้หนทางของควอนตัวยังมีความท้าทายอีกมากหากต้องการให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง กว่าที่ผู้คนทั่วไปจะเข้าใจ แม้กระทั่งลอจิกการโปรแกรมของวิศวกรซอฟต์แวร์ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่นับรวมสภาพแวดล้อมที่ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวด หากองค์กรหรือผู้ให้บริการรายใดต้องการเปิดบริการควอนตัมของตนขึ้นมาเอง

ในช่วงแรกๆนี้ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ดูมีภาษีมากกว่าเพราะมีทั้งคลาวด์และลูกค้าอยู่ในมือ อย่างไรก็ดีผู้สนใจจงจำชื่อผู้เล่นเหล่านี้ไว้ให้ดี ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตพวกเขาอาจเป็นผู้ทำให้นวัตกรรมนี้ล้ำไปกว่าเดิม เช่น IBM Q Experience, Microsoft Azure Quantum, Amazon Braket, Google’s Quantum Playground, D-Wave Leap, Rigetti Forest และ Xanadu

10.) การมาถึงของ Public Cloud ในประเทศไทย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดของคลาวด์ในประเทศไทยนั้นมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยผู้ให้บริการรายย่อยต่างหันมามุ่งสู่ธุรกิจคลาวด์จากหลากหลายบทบาท ทั้งจากบริษัทด้านโทรคมนาคม ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัทขนาดใหญ่ หรือ SI ก็ตาม อย่างไรก็ดีหนึ่งสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือการมาถึงของ Public Cloud รายใหญ่เปิดตัวไปเมื่อปีก่อนคือ AWS และ Google ซึ่งเดิมทีก็ได้รับความนิยมสูงไม่แพ้ใครอยู่แล้ว แม้ก่อนหน้าจะมีการเปิดตัวคลาวด์ของผู้ให้บริการจีนในประเทศไทยมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อ AWS และ Google ประกาศลงสนาม ณ ประเทศไทยแล้วนั้น ต้องจับตาให้ดีว่าตลาดคลาวด์อันกว้างใหญ่นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ผู้ให้บริการเดิมจะรักษาฐานลูกค้าของตนได้อย่างไร นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้ให้บริการภายในประเทศหลายแห่งคงต้องคิดหาวิธีการที่จะสร้างศักยภาพเพื่อแข่งขันต่อไปครับ

ยังมีเทรนด์อื่นๆที่ถูกกล่าวถึงในมุมของแต่ละสำนัก ที่เราเห็นว่าควรต้องรู้ไว้ด้วยเช่นกัน

  • Sustainability – องค์กรมองหาตัวช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนซึ่งคลาวด์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทุ่นแรง เพราะจะเห็นได้ว่าระยะหลังผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ๆต่างออกมาวัดผลว่าตนลดการปล่อยคาร์บอนได้ดีเพียงได้ รวมถึงมีเครื่องมือให้ผู้ใช้ของตนทราบได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย ซึ่งองค์กรที่จะลงทุนเรื่องเหล่านี้ได้ก็ต้องมีศักยภาพสูงมากทีเดียว
  • Edge Computing – เป็นการต่อขยายผลความสามารถของศูนย์ประมวลผลคลาวด์ ให้เกิดการประมวลผลที่ใกล้กับแหล่งกำเนิดข้อมูลลด Latency และข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล
  • Storage – แนวโน้มการเติบโตของข้อมูลสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ผู้ให้บริการคลาวด์เองจึงต้องแสวงหาโซลูชันที่จะช่วยทำให้การเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาเป้าหมายนี้ก็ดูเป็นไปได้มากขึ้น กลับกันการรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนี้ไม่ง่ายนักสำหรับองค์กรขนาดเล็กหากต้องลงทุนเอง
  • Application ใหม่ๆ – ศักยภาพของคลาวด์ในด้านการประมวลผลและบริการเสริมเช่น AI และ Data Analytics กลายเป็นฐานสนับสนุนโซลูชันด้าน IoT เช่นกัน หรือกล่าวได้ว่า IoT เป็นแอปพลิเคชันหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการใช้งานคลาวด์ อีกมุมหนึ่งที่กำลังมาแรงคือ Cloud Gaming จะเห็นได้จากการลงทุนของ Microsoft, Sony, NVidia และ Amazon จากเดิมที่ติดปัญหาเรื่องเครือข่ายมาวันนี้อาจจะเป็นไปได้ต้องขอบคุณการมาถึงของ 5G 

ความท้าทายสำคัญของ Cloud Computing ในปี 2023

ในช่วงแรกเราพูดถึงแนวโน้มและประโยชน์ของ Cloud Computing แต่ก็มีความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญคือ

  • กลยุทธ์เพื่อจัดการความซับซ้อน – ยอดการใช้งานคลาวด์ได้รับอานิสงฆ์เต็มๆจากความเร่งรัดของการแพร่ระบาดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในการใช้งานคือองค์กรถูกบีบให้ยกระดับตัวเองอย่างเร่งรีบขาดการวางแผน ด้วยเหตุนี้เองหากถามถึงเรื่อง ROI อาจจะยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร หรือยังใช้ได้ไม่คุ้มค่า ขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมทั้งในมุมค่าใช้จ่าย และความหลากหลายของบริการ ปี 2023 จึงเป็นวาระอันดีที่องค์กรควรต้องพิจารณาและวางกลยุทธ์ใหม่ให้แน่ชัดว่าจะแก้ไขเรื่องเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ตอบคำถามได้อย่างมั่นใจว่าไปคลาวด์แล้วคุ้มค่าจริงหรือไม่
  • กลยุทธ์เพื่อดึงศักยภาพของคลาวด์อย่างสูงสุด – ผู้เชี่ยวชาญจาก Alteryx เชื่อว่าการใช้งานคลาวด์ปัจจุบันยังไม่คุ้มค่าอย่างสูงสุด เช่น เราใช้คลาวด์เพื่อเก็บข้อมูลแต่ไม่ได้สกัดเอา Insight เพื่อเข้าใจมันอย่างแท้จริง หรือเพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานไอทีมีประสิทธิภาพและความสามารถสูงขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งที่เราพลาดไม่ได้เช่นกันก็คือ เราเข้าถึงความสามารถของคลาวด์ได้มากน้อยแค่ไหน สร้างให้ลูกค้าหรือพนักงานเข้าถึงได้อย่างไรเพื่อนำไปสู่เกิดผลประโยชน์ในวงกว้าง สำหรับ 2023 เป็นจุดที่ท่านต้องมองเริ่มการเพิ่มทักษะ พัฒนาความรู้ทั้งในรูปแบบความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้าน Data Scientist หรือการใช้ Low-code/ No-code ให้คนทั่วไปใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนคลาวด์ได้

ที่มา :

  1. https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023/
  2. https://www.techopedia.com/the-future-of-cloud-computing-8-trends-to-watch-in-2023/2/34849
  3. https://nexttechnology.io/5-top-trends-in-cloud-computing-in-2023/
  4. https://www.the-future-of-commerce.com/2022/11/09/cloud-computing-trends-2023/
  5. https://www.infoworld.com/article/3680553/whats-coming-for-cloud-computing-in-2023.html
  6. https://www.techrepublic.com/article/future-cloud-computing-2023/
  7. https://www.techtalkthai.com/what-is-sovereign-cloud/
  8. https://www.techtalkthai.com/supercloud-what-is-it/
  9. https://www.dqindia.com/it-revolution-multi-cloud-to-omni-cloud/
  10. https://www.ricoh.com.my/blogs/why-is-omni-cloud-the-new-cloud
  11. https://www.ciotechoutlook.com/news/omni-cloud-the-future-of-cloud-computing-nid-6234-cid-10.html
  12. https://dataconomy.com/2022/06/quantum-cloud-computing-definition-state/

from:https://www.techtalkthai.com/10-cloud-computing-trends-in-2023/

รู้จักกับ Sovereign Cloud: บริการ Cloud ภายในประเทศที่ปฏิบัติตามข้อกฎหมายและข้อบังคับด้านข้อมูลของแต่ละประเทศอย่างเข้มงวด

Cloud นั้นได้กลายเป็นหนึ่งในระบบ IT Infrastructure หลักของธุรกิจองค์กรต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว และแน่นอนว่าวงการ Cloud เองก็มีวิวัฒนาการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของเทคโนโลยี, การบริการเชิงเทคนิค และรูปแบบในการให้บริการ Cloud 

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสำคัญมากในระยะหลังนี้ ก็คือประเด็นด้านความมั่นคง จากการที่ Data Center ของผู้ให้บริการ Cloud นั้นมักกระจายอยู่ทั่วโลกในประเทศต่างๆ ในขณะที่ธุรกิจองค์กรที่ใช้งานนั้นก็อาจอยู่ในประเทศที่ไม่ได้มี Cloud Data Center ของผู้ให้บริการรายนั้นๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งในหลายประการ 

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Sovereign Cloud ซึ่งเป็นแนวคิดของบริการ Cloud ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ด้านความมั่นคงโดยเฉพาะ 

Cloud กับความท้าทายในแง่ความปลอดภัยของข้อมูล 

ประเด็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับการใช้บริการ Cloud จากผู้ให้บริการ Cloud ในระดับโลกนั้น ก็มักจะหนีไม่พ้นประเด็นของความมั่นคง เพราะจากการที่ผู้ใช้บริการ Cloud ต้องนำระบบ Application และข้อมูลสำคัญของตนเองไปฝากอยู่บนระบบ Cloud ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศนั้น ก็ทำให้ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่น่าจับตามองหลายครั้ง เช่น 

  • การที่ระบบโครงข่าย Internet ระหว่างประเทศไม่สามารถให้บริการได้ ทำให้การเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud สะดุดติดขัด 
  • การบังคับใช้ข้อกฎหมายด้านข้อมูลและความมั่นคงของประเทศผู้ใช้บริการ Cloud บน Cloud Data Center ที่อยู่ในต่างประเทศ 
  • ความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตัวของผู้ให้บริการ Cloud เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับประเทศระหว่างผู้ใช้บริการ Cloud กับประเทศที่มี Cloud Data Center นั้นๆ หรือประเทศของผู้ให้บริการ Cloud 

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนนั้นก็คือกรณีสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการ Cloud บางรายต้องทำการระงับการให้บริการ Cloud ให้แก่ธุรกิจในประเทศที่เกี่ยวข้องในสงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศเหล่านั้น 

นอกจากนี้ ก็ยังมีกรณีของหน่วยงานภาครัฐเองที่ไม่สามารถใช้งานบริการ Cloud ในต่างประเทศได้อย่างเต็มที่นัก เนื่องจากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐนั้นมักเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง 

ประเด็นด้านความมั่นคงกับการใช้งาน Cloud นี้ถือเป็นเทรนด์ใหญ่เทรนด์หนึ่งทั่วโลกที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว จากการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 75% นั้นเริ่มมีข้อกฎหมายด้านข้อมูลของตนเอง[1] และทำให้เกิดแนวคิดของ Sovereign Cloud ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ 

(รูปภาพจาก VMware)

Sovereign Cloud: บริการ Cloud ภายในประเทศ เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของข้อมูล 

Sovereign Cloud คือบริการ Cloud ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงสำหรับประเทศหนึ่งๆ หรือภูมิภาคหนึ่งๆ และอยู่ภายใต้ขอบเขตข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ โดยตรง [2] โดย Sovereign Cloud จะต้องมีคุณสมบัติขั้นต้นดังต่อไปนี้ 

  1. มีการติดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud ทั้งหมด ครอบคลุมทั้ง Compute, Storage, Network, Management และอื่นๆ ในพื้นที่ของประเทศหนึ่งๆ 
  1. การประมวลผลทั้งหมด, การเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด และการรับส่งข้อมูลภายในระบบ Cloud นั้นต้องเกิดภายในประเทศนั้นๆ รวมถึงการบริหารจัดการและการใช้ API ด้วย 
  1. การเข้าถึงทรัพยากรของ Sovereign Cloud นี้ควรจะต้องเกิดขึ้นได้จากประชากรของประเทศนั้นๆ เท่านั้น 
  1. ข้อกฎหมายของประเทศที่ตั้ง Sovereign Cloud ต้องบังคับใช้กับการประมวลผลและข้อมูลที่เกิดขึ้นใน Sovereign Cloud นั้นๆ ได้ และไม่ถูกข้อกฎหมายของประเทศอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง 
  1. ทรัพยากรและความสามารถของ Sovereign Cloud ควรจะต้องแข่งขันกับ Hyperscale Cloud ได้ เพื่อให้กลายเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหน่วยงานภาครัฐและธุรกิจองค์กร 
  1. สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของข้อมูลนั้น ตกเป็นของผู้ใช้บริการ Cloud อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคล, องค์กร หรือประเทศก็ตาม [3] [4] 

ถึงแม้หลายประเทศจะเริ่มนำแนวคิดของ Sovereign Cloud ไปใช้ แต่ก็อาจมีการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติบางส่วนตามความเหมาะสมในการให้บริการ Sovereign Cloud เช่น อาจมีการเปิดให้มีการเข้าถึงทรัพยากรของ Sovereign Cloud จากภายนอกประเทศได้ในบางส่วน เพื่อภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น หรือการเพิ่มการรองรับข้อกฎหมายของประเทศพันธมิตรเพื่อเปิดให้การใช้งานมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เป็นต้น 

การที่ประเทศหนึ่งมี Sovereign Cloud ของตนเองนั้น จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ใช้งาน Cloud กันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการให้บริการ Digital Service ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง สามารถใช้บริการ Cloud หรือพัฒนาบริการ Cloud ของตนเองได้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ในแง่ของกฎหมาย Sovereign Cloud จะกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ทดลองก่อนการบังคับใช้กฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ๆ ด้านข้อมูลหรือการให้บริการเทคโนโลยีได้ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว 

(รูปภาพจาก VMware) 

โอกาสของธุรกิจไทยที่มาพร้อมกับ Sovereign Cloud 

สำหรับธุรกิจไทยนั้น การคว้าโอกาสใหม่ๆ จาก Sovereign Cloud นั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 แง่มุม คือแง่มุมของผู้ให้บริการ Cloud และเทคโนโลยี กับแง่มุมของผู้ใช้บริการ Cloud 

โอกาสของ Sovereign Cloud สำหรับผู้ให้บริการ Cloud และเทคโนโลยี 

ในแง่ของผู้ให้บริการ Cloud นั้น การปรับตัวสู่การให้บริการ Sovereign Cloud ได้จะช่วยให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นภายในประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรในกลุ่มใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่พร้อมจะใช้บริการ Public Cloud ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโอกาสใหม่ๆ ที่ผู้ให้บริการ Cloud จะสามารถคว้าเอาไว้ได้ มีดังนี้ 

  • การเสริมประเด็นด้านการรองรับข้อกฎหมายและกระบวนการด้านการตรวจสอบหรือตอบสนองที่ชัดเจน เพื่อรองรับการใช้งานบริการ Cloud โดยหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) 
  • การเปิดให้บริการใหม่เพื่อรองรับการจัดการกับข้อมูลที่ความละเอียดอ่อนสูงโดยเฉพาะ ตั้งแต่ในส่วนของระบบการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูล, การสำรองข้อมูล และการรับส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายที่มีความเป็นส่วนตัวสูงซึ่งเชื่อมต่อกับบริการ Cloud ภายในประเทศโดยตรง 
  • การให้บริการ Cloud ด้วย Hardware ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองด้านความมั่นคงปลอดภัยจากภาครัฐหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อตอบโจทย์ด้านความมั่นคงเพิ่มเติม 
  • การให้บริการ Sovereign Cloud อย่างเต็มตัวที่ไม่เปิดให้เข้าถึงระบบได้จากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติมจากบริการ Cloud ทั่วไปอีกชั้นหนึ่ง 
  • การให้บริการด้านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการควบคุมตามข้อกฎหมายอย่างครบถ้วน 
  • การนำเสนอบริการ Cloud จากทั่วโลกภายใน Sovereign Cloud เพื่อให้บริการหน่วยงานที่ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงสูง 
  • การให้บริการ Cloud แก่ธุรกิจข้ามชาติที่กำลังเผชิญกับปัญหาด้านการปฏิบัติตามข้อบังคับทางกฎหมาย 

โอกาสของ Sovereign Cloud สำหรับผู้ใช้บริการ Cloud 

ในแง่ของธุรกิจองค์กรไทย การมาของ Sovereign Cloud จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถจัดการกับข้อมูลบน Cloud ได้อย่างมั่นใจว่าจะถูกต้องตามข้อบังคับทางกฎหมายหรือมาตรฐานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของธุรกิจที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล และเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง ไม่วาจะเป็นสถาบันการเงิน, ธนาคาร, ธุรกิจประกัน, ธุรกิจสาธารณสุข, หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมักต้องมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในประเทศไทย หรือแม้แต่ภาคโรงงานและการผลิตที่ต้องมีการจัดการกับทรัพย์สินทางปัญญาก็ตาม ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ 

  • หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) มีทางเลือกใหม่ในการใช้งานบริการ Cloud เพื่อทำ IT Modernization ภายในองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น 
  • การเลือกใช้บริการ Sovereign Cloud เพื่อตอบโจทย์ข้อบังคับทางด้านกฎหมายได้อย่างครอบคลุมและง่ายดาย เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในประเด็นเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น 
  • การพัฒนา Digital Service ใหม่ ที่ต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิม และเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง 
  • การเลือกใช้บริการ Cloud แบบผสมผสานระหว่าง Cloud ในต่างประเทศและ Sovereign Cloud ในประเทศ เพื่อแบ่งส่วนของการจัดการข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงกับข้อมูลทั่วไป 

AIS Cloud X: บริการ นิเวศคลาวด์อัจฉริยะ ที่ผนวกด้วยบริการ Sovereign Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

AIS นั้นได้ทำการเปิดตัวบริการ AIS Cloud X ในฐานะของ Sovereign Cloud สำหรับตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรและหน่วยงานภาครัฐไทยโดยเฉพาะ ที่นอกเหนือจากการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผลเอาไว้ภายในประเทศไทยทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีการผสานความสามารถระหว่าง Cloud, Edge Computing และ 5G รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้การใช้งาน Cloud ของธุรกิจองค์กรไทยนั้น สามารถก้าวสู่ภาพของ Intelligent Cloud ที่มีทั้งความชาญฉลาด, ความยืดหยุ่น, การรองรับการใช้งานได้หลากหลาย อีกทั้งยังมีทั้งความปลอดภัยของข้อมูลในหนึ่งเดียว 

สนใจใช้งาน Sovereign Cloud และบริการ Cloud ครบวงจรติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที 

AIS Business พาร์ตเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ 

“Your Trusted Smart Digital Partner” 

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่ 

Email: business@ais.co.th 

Website: https://business.ais.co.th 

ข้อมูลอ้างอิง 

[1] Satyajit Parekh, Stephen Reddin, Kayvaun Rowshankish, Henning Soller, and Malin Strandell-Jansson, “Localization of data privacy regulations creates competitive opportunities”, From: https://www.mckinsey.com/capabilities/risk-and-resilience/our-insights/localization-of-data-privacy-regulations-creates-competitive-opportunities 

[2] TechTalkThai, “Sovereign Cloud คืออะไร? ทำไมคนในวงการ Cloud ทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ?”, From: https://www.techtalkthai.com/what-is-sovereign-cloud/ 

[3] Wenche Karlstad, “Why sovereign cloud is a hot topic – 5 tips, and the background”, From: https://www.cio.com/article/308751/why-sovereign-cloud-is-a-hot-topic-5-tips-and-the-background.html 

[4] John Meah, “Sovereign Cloud”, From: https://www.techopedia.com/definition/34628/sovereign-cloud 

from:https://www.techtalkthai.com/sovereign-cloud-by-ais-cloudx/

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS [Guest Post]

ช่วยผู้ให้บริการ Sovereign Cloud สามารถจัดการกับเวิร์คโหลดใหม่ๆ พร้อมสร้างความสมดุลในการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

  • Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย
  • Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน
  • Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้
  • VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

  • การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี
  • Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, โซลูชันที่ผ่านการรับรองโดย VMware นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, Explore, Tanzu, RabbitMQ, VMware Aria, Greenplum, และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้จัดทำโดย VMware ซึ่งถูกสร้างและดูแลโดยบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-updates-sovereign-saas-portfolio/

VMware ร่วมกับ AIS เรียนเชิญร่วมงาน “Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud” [23 พ.ย. 2565–10.00น.]

VMware ร่วมกับ AIS ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ “Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud” เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่สร้างความเชื่อมั่นในการนำ Cloud มาใช้ในองค์กรของท่านได้อย่างปลอดภัย 

รายละเอียด

ชื่องาน : Realize and unlock the value of critical data with Sovereign cloud

วันเวลา : วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00 – 16.30 น.

สถานที่ : โรงแรมเรเนซองค์ ราชาประสงค์ ห้องแกรนด์บอลรูมชั้น M

ลงทะเบียนได้ที่ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSedhmZC02pREwuVfCdeglnT7UVSRnbNr235t9LhgizZSeFSGA/viewform

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

คุณนภชนก แย้มสุข เบอร์ติดต่อ 02-678-8660 ต่อ 103 อีเมล : Nopchanok@fdc.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-x-ais-seminar-realize-and-unlock-the-value-of-critical-data-with-sovereign-cloud-23112565/

“AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ เทคโนโลยีนวัตกรรมมากมาย พร้อมให้บริการแล้ว “วันนี้”

“คลาวด์” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกิจมากมายสามารถทำ Digital Transformation ได้สำเร็จ และทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ด้วยข้อดีมากมายที่ธุรกิจสามารถเลือกสรรทรัพยากรในการประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ขยายการให้บริการได้อย่างฉับไว จัดการทรัพยากรจากที่ไหนก็ได้อย่างยืดหยุ่น และทำให้การบริการลูกค้าดำเนินการได้อย่างมั่นใจ

หากแต่คำว่า “คลาวด์ในอนาคต” อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการประมวลผลอีกต่อไปแล้ว เพราะทิศทางคลาวด์แห่งอนาคตของโลกนั้นกำลังจะไปในแนวทางที่คลาวด์จำเป็นจะต้องมีความฉลาด ครบวงจรมากขึ้น จึงต้องมีองค์ประกอบเสริมเข้าไปอีกในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงการมาของ Sovereign Cloud ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุด AIS Business ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ พร้อมประกาศเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อย ภาพรวมของ “AIS Cloud X” ในระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะนั้นเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

AIS Business ร่วมพาร์ตเนอร์สร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่ง

ด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่าง AIS Business กับพาร์ตเนอร์ในหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดเป็นโซลูชันมากมายที่พร้อมให้บริการ จนกระทั่งสามารถประกาศความแข็งแกร่งของระบบนิเวศภายใต้ “AIS 5G NEXTGen Platform

แพลตฟอร์มนวัตกรรม 5G ที่รวมศูนย์การบริหารจัดการ 5G, Edge Computing, Clouds และ Applications มาไว้ที่จุดเดียวแบบ One Stop ได้สำเร็จ ไม่ว่าธุรกิจจะต้องการใช้งานเครือข่าย 5G ในรูปแบบ Multi-access Edge Computing (MEC), Network Slicing หรือว่า Private Network ต้องการความเร็ว Low Latency ขนาดใด หรือต้องการใช้งาน Hyperscale Cloud เจ้าใด ภายใน AIS 5G NEXTGen Platform มีพร้อมตอบโจทย์ในการใช้งานในทุก Use Case ทำให้สามารถขึ้นระบบเริ่มใช้งานจริงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น  

ต่อยอดสู่ “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ

หลังจากพัฒนา AIS 5G NEXTGen Platform สำเร็จแล้ว AIS Business ผู้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชันคลาวด์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกและระดับประเทศ ถือกำเนิดเป็นระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ “AIS Cloud X” ซึ่งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากมายจากพาร์ตเนอร์ที่ร่วมมือกัน พร้อมให้บริการในทุกองค์ประกอบที่จำเป็นในการพัฒนาโซลูชันทุกรูปแบบที่ต้องการใช้งาน โดยเฉพาะการพัฒนาในรูปแบบของ DevSecOps และ Container อันเป็นรูปแบบที่ช่วยทำให้การให้บริการมีความมั่นคงปลอดภัยและไร้รอยต่อเมื่อมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น 

AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะพร้อมกับพาร์ตเนอร์และโซลูชันมากมาย

โดยไฮไลต์นวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดบน “AIS CloudX” ที่ AIS Business ได้ประกาศความแข็งแกร่งในงาน AIS Business Cloud 2022 นั้น ได้แก่

บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นด้วย VMware Tanzu 

ด้วยเทคโนโลยี VMWare Tanzu ทั้งในส่วนของ “Kubernetes Operation” และ “Application Platform” จะทำให้การพัฒนาบนแพลตฟอร์ม DevSecOps เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาระบบและผู้ดูแลระบบคลาวด์ทั้งแบบ Multi Cloud หรือ Hybrid Cloud มีความมั่นใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยในการดำเนินการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

นอกจากนี้  VMware Tanzu ยังสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้การนำซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่สามารถไปสู่มือของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยแพลตฟอร์ม DevSecOps ของ VMware ที่มีโมดูลมากมายนั้นจะทำให้นักพัฒนาระบบสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้อย่างเต็มที่ และสามารถส่งโค้ดขึ้นสู่ระบบ Production ให้บริการได้อย่างทันทีทันใด และมั่นใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม

Azure Arc จาก Microsoft ปลดล็อกการใช้งาน ให้สามารถบริหารจัดการ Azure ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างคล่องตัว

ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ผู้ใช้งานจะสามารถใช้งานคลาวด์ Azure เหมือนกับที่ใช้งานกันบน Public Cloud ได้แบบ “ส่วนตัว (Private)” ด้วยโซลูชันใหม่ล่าสุด Azure Arc จาก Microsoft ที่ทำให้คลาวด์ Azure สามารถรันได้แบบ On-premises และยังตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native พร้อมใช้บริการระบบฐานข้อมูล หรือระบบ AI ที่มีบนคลาวด์ Azure ก็สามารถใช้งานได้ในคลาวด์ Azure บน AIS Cloud X ที่วางไว้อยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) ได้แล้ววันนี้

นอกจากนี้ Azure Arc ยังสนับสนุนให้สามารถบริหารจัดการคลาวด์ Azure ทุกแห่งที่ใช้งานได้จากจุดเดียว เสริมให้การดูแลคลาวด์ Azure ที่ใช้งานในรูปแบบ Multi Cloud, Hybrid Cloud หรือ Private Cloud นั้นมีความสะดวกกว่าเดิมอย่างมหาศาล ส่งผลให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกรูปแบบทุกเวลา และสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในทุกรูปแบบความต้องการแล้ว

ปกป้องข้อมูลอย่างมั่นใจด้วยโซลูชัน Veeam Backup & Recovery 

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอะไรก็ตามบนคลาวด์ล้วนมีความสำคัญอย่างมากในการทำงานยุคปัจจุบัน และ Veeam คือผู้ให้บริการโซลูชัน Backup & Recovery บนคลาวด์ที่พร้อมปกป้องข้อมูลอย่างมั่นใจในทุก ๆ โซลูชัน ไม่ว่าจะเป็นบริการ Backup as a Service การ Backup ข้อมูลบน Azure, VMware Tanzu หรือ Microsoft 365 ทาง Veeam ล้วนมีโซลูชันที่สามารถสนับสนุนการให้บริการบน AIS Cloud X ได้อย่างมั่นใจ และให้ความปลอดภัยกับข้อมูลขององค์กรได้อย่างแน่นอน

B-Log บริหารจัดการข้อมูล Log จาก Blendata 

ระบบบริหารข้อมูล Log (Business Log Management หรือ B-Log) คือระบบที่ทาง Blendata ให้บริการจัดเก็บข้อมูล Log ที่มีการบันทึกเกิดขึ้นจากคนหรือเครื่อง ตามอุปกรณ์หรือระบบต่าง ๆ โดยดำเนินการตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมีให้บริการตั้งแต่การจัดเก็บ Log ไว้เฉย ๆ ไปจนถึงการวิเคราะห์ Log เพื่อหาข้อมูลเชิงลึก หรือตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่ง Blendata มีให้บริการ B-Log ในรูปแบบแบบ Pay-per-use บน AIS Cloud X แล้ววันนี้

อีกหลากหลายโซลูชันจากพาร์ตเนอร์ใน “AIS Cloud X”

นอกจากไฮไลต์เทคโนโลยีจากพาร์ตเนอร์มากมายใน AIS Cloud X ตามที่ได้กล่าวข้างต้นนี้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีและพาร์ตเนอร์อื่น ๆ อีกมาก ที่อยู่ในระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะเป็นที่เรียบร้อย เช่น 

  • Opstella โดย Opsta แพลตฟอร์ม DevSecOps ที่ทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และส่งมอบบริการให้ลูกค้าได้ทันใจ
  • iBox โดย NETbay โซลูชัน e-Document ที่ช่วยสนับสนุนให้การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จัดเก็บและแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทางนั้นสะดวกและปลอดภัย
  • Frontline Worker โดย Frontis โซลูชันบริหารจัดการหน้าร้านให้สามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านที่ทำให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ได้ทันที

บทส่งท้าย

ทั้งหมดนี้ คือ AIS Cloud X จาก AIS Business ภายใต้แนวคิด “Compute | Connect | Complete” ที่ตอบโจทย์การใช้คลาวด์อย่างแท้จริง ว่าเป็นระบบนิเวศคลาวด์ที่สามารถรองรับการประมวลผล (Compute) ได้ทุกรูปแบบ เชื่อมโยง (Connect) กับทุกอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วผ่านโครงข่าย 5G ที่แข็งแกร่งได้อย่างไร้รอยต่อ และทุกอย่างที่รวมกันในระบบนิเวศนี้คือความสมบูรณ์ (Complete) ในการบริการทุกโซลูชันของ AIS Business ที่พร้อมจะตอบโจทย์ให้กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรมในทุก Use Case โดยแท้จริง ซึ่ง AIS Cloud X พร้อมแล้วที่จะให้บริการกับทุกท่านในวันนี้

หากท่านใดสนใจอยากจะเริ่มเรียนรู้การใช้ “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะเพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรในวันนี้ สามารถติดต่อทาง AIS Business ได้ทันที โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ AIS Business Cloud business.ais.co.th/cloud

AIS Business พาร์ตเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email: business@ais.co.th

Website: https://business.ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-cloud-x-intelligence-cloud-ecosystem-with-many-innovative-technologies-ready-to-service-now/

AIS Business เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ ผนึกพาร์ทเนอร์ระดับโลก พร้อมประกาศเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วงที่ภาคธุรกิจต่างเดินหน้าทรานฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพ ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ รวมถึงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจคาดเดาไม่ได้ โดยมีดิจิทัลเทคโนโลยีและโซลูชันเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การทรานฟอร์ม ยืดหยุ่น คล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด AIS Business ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จึงจัดงาน AIS Business Cloud 2022 งานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้แนวคิด “Compute | Connect | Complete” เพื่อร่วมผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์เทคโนโลยีอนาคตที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะวันนี้ “คลาวด์ (Cloud)” เป็นเสาหลักสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  

ภายในงาน ทาง AIS Business จึงได้เปิดตัว “AIS Cloud X” ระบบนิเวศคลาวด์อัจฉริยะ (Intelligent Cloud Ecosystem) ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ (Flexible Cloud Deployment) ผสานการทำงานกับเครือข่าย 5G, Edge Computing, Multi-Cloud พร้อมแพลตฟอร์ม Cloud Native ที่จะรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน ภายใต้แนวคิดการเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วตามกฏความปลอดภัย (DevSecOps) และคอนเทนเนอร์ (Container) พร้อมบริการที่ช่วยจัดการข้อมูล ทั้งการจัดเก็บ การประมวลผล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อป้องกันด้านความปลอดภัย และการใช้งานข้อมูลเพื่อธุรกิจ (Data Driven Business) ตลอดจนระบบสำรองกู้คืนข้อมูลที่รองรับระบบคลาวด์ที่กระจายตัว (Hybrid Cloud Environment) และข้อมูลแอปพลิเคชันที่อยู่ในรูปแบบ Cloud Native หรือ Container รวมถึงการทำงานร่วมกับ VMware ในการเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ AIS Cloud X ยังสามารถต่อเชื่อมกับระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร และ 5G  จึงเป็นระบบนิเวศคลาวด์ที่สมบูรณ์อย่างไร้รอยต่อ พร้อมช่วยธุรกิจให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ รวมถึงแอปพลิเคชันและโซลูชัน ที่ต้องการการประมวลผลอย่างรวดเร็ว รองรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง (Critical Mission) และงานที่ต้องการความหน่วงต่ำ (Low Latency) อีกทั้งยังมี 5G NEXTGen Platform ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบน 5G คล่องตัว บริหารจัดการง่าย รวมถึงช่วยขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโต การแข่งขันทางธุรกิจ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันทีทันใด  

“การที่องค์กรและภาคธุรกิจจะสามารถทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์มภายในองค์กรที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ (Cloud) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) และไอโอที (IoT) ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AIS ที่เราประกาศไปเมื่อช่วงต้นปี ถึงความมุ่งมั่นในการนำศักยภาพของโครงข่าย 5G เข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะโซลูชันคลาวด์ ที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรภาคธุรกิจต้องลุกขึ้นมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะคลาวด์จะช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และบริบทใหม่ๆ ของโลกได้อย่างทันท่วงที” คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS  กล่าว

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

“ที่ผ่านมา AIS Business ยังได้รางวัลจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก อย่าง Microsoft Thailand Partner  of the Year 2022 และ VMware Thailand Cloud Partner of the Year 2022 สะท้อนให้เห็นเป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันคลาวด์ที่ตอบโจทย์องค์กรมาโดยตลอด และเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว AIS Cloud X ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการแพลตฟอร์มคลาวด์ ทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud พร้อมเชื่อมต่อ 5G และระบบนิเวศคลาวด์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ขององค์กรได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการให้บริการลูกค้าซึ่งต้องทำงานอยู่บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คุณธนพงษ์กล่าวเสริม

สำหรับงาน AIS Business Cloud 2022 นับเป็นงานสัมมนาทางด้านเทคโนโลยีคลาวด์ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Compute | Connect | Complete  โดยภายในงาน AIS Business ได้ประกาศความแข็งแกร่งของระบบนิเวศคลาวด์ ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง VMware ในการเป็นผู้ให้บริการ Sovereign Cloud รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Sovereign Cloud คือ โซลูชันคลาวด์ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนในการออกแบบระบบเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลในประเทศ หรือมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานเฉพาะ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการอัปเดตถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีคลาวด์ ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของภาคธุรกิจและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • Azure Arc: ครั้งแรกในประเทศไทยกับการให้บริการโซลูชัน Azure Ecosystem โดย AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่พร้อมนำโซลูชัน Azure Arc ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้จากทุกที่ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถนำบริการต่างๆ ของ Azure จาก Global มาใช้งานได้ทั้งบน On-premise หรือบน AIS Cloud X ซึ่งอยู่ในประเทศไทย (Azure go Local) อีกทั้งยังช่วยให้การบริหารจัดการ Azure ที่อยู่หลากหลายสภาพแวดล้อม (Hybrid Environment) เป็นไปได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น ปลอดภัย พร้อมตอบสนองการทำงานของแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่หลากหลาย 
  • VMware Secure Multi-Cloud Managed Services: โซลูชันที่ผสานระบบการจัดการและระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลายของ VMware ประกอบด้วย VMware SD-WAN ดูแลการใช้งานระบบเครือข่าย และ VMware Carbon Black ดูแลระบบความปลอดภัยของ Endpoint และ VM บนคลาวด์ และ VMware Cloud Health ที่ช่วยบริหารจัดการคลาวด์แบบ End-to-End เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับองค์กรที่มีการใช้งานคลาวด์จากหลายสถานที่ร่วมกัน 
  • Veeam: โซลูชัน Backup, Recovery และ Migrate ข้อมูลบน Cloud ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลในองค์กร โดย AIS พร้อมให้บริการ Backup ที่หลากหลาย เช่น Backup as a Service, Backup for Microsoft 365, Backup for Azure, Backup for VMware Tanzu (Cloud-native Application) ซึ่งเป็นบริการล่าสุดด้วยโซลูชันสำรองข้อมูล Kasten K10
  • AIS 5G NEXTGen Platform: 5G Platform รายแรกในประเทศไทย ที่รวบรวมการบริหารใช้งานทั้ง เครือข่าย 5G, ความสามารถของ Network Slicing, Edge Compute (MEC), ผู้ให้บริการ Cloud Hyper-scalers ชั้นนำ, แอปพลิเคชัน ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้หน่วยงานธุรกิจและภาครัฐ, ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและโซลูชันต่างๆ, และ System Integrators สามารถบูรณาการและให้บริการ 5G solutions ได้อย่างครบวงจร
  • Business Log Management หรือ B-Log: โซลูชันที่ Blendata ร่วมกับ AIS พัฒนาบริการเก็บ Log สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประมวลผล Big Data ตอบโจทย์ทั้งในด้านการเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยบนระบบคลาวด์มาตรฐานโทรคมนาคมของ AIS และการเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามพรบ.คอมพิวเตอร์และพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงมีระบบช่วยในการค้นหาข้อมูล ทำรายงานสรุปผลในรูปแบบของกราฟ และยังขยายระบบได้อย่างรวดเร็วบนคลาวด์ 
  • Opstella: บริการ DevSecOps Platform ที่ Opsta ร่วมกับ AIS พัฒนาบนแพลตฟอร์ม VMware Tanzu รองรับการพัฒนา Cloud-Native Application เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถส่งมอบแอปพลิเคชันได้รวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และยังลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ Multi-Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  • Intelligent Box: โซลูชัน e-Document ที่ถูกพัฒนาโดย NETbay ออกแบบโซลูชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถช่วยสร้างเอกสารแบบอัตโนมัติ การแชร์เอกสาร หรือการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนกันระหว่างแต่ละหน่วยงาน สามารถใช้งานระบบได้บนทุกอุปกรณ์ ทุกทีทุกเวลาด้วยความปลอดภัย
  • Frontline Worker: โซลูชันที่พัฒนาบน Microsoft 365 และ Cloud และ AIS ช่วยให้พนักงานหน้าร้านสามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพของยอดขาย สร้างรายงานการขายเพื่อติดตามยอดขายได้ ในส่วนของ Application รองรับการใช้งานบนมือถือและ Tablet สื่อสารได้อย่างปลอดภัยในรูปแบบ Push-to-Talk สามารถเชื่อมต่อกับระบบและหัวหน้างาน ไปจนถึงเรื่องการจัดลำดับความสำคัญและการอบรมพนักงานผ่านทาง Online 

“เพราะคลาวด์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้การทำ Digital Transformation ขององค์กรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ AIS Business จึงมุ่งคิดค้นพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกเพื่อสร้าง Digital Ecosystem ให้สอดคล้องกับทิศทางและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้วันนี้เรามีความพร้อมในการส่งมอบโซลูชันคลาวด์แบบ Total Solution ที่มีความหลากหลายในระบบประมวลผล Compute ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้ได้ตามโจทย์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถ Connect เชื่อมต่อการประมวลผลกับโครงข่าย 5G และ MEC และสุดท้ายจะช่วยให้ภาคธุรกิจ องค์กร ใช้งานโซลูชันคลาวด์ได้อย่าง Complete ยกระดับความสามารถขององค์กรให้พร้อมต่อความท้าทายใหม่ๆ ในบริบทโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” คุณธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-launches-ais-cloud-x-intelligence-cloud-ecosystem-as-the-first-sovereign-cloud-in-southeast-asia/

[Guest] VMware ช่วยลูกค้าย้ายขึ้นคลาวด์ด้วยความรวดเร็วและมีความยืดหยุ่น ด้วย VMware Cloud

องค์กรในปัจจุบันถูกเร่งให้มีการขยายตัวและเข้าสู่กระแสของยุคดิจิทัล โดย multi-cloud ถือเป็นต้นแบบสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัลที่ต้องการบรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว VMware จึงได้สร้างนวัตกรรมด้วยการควบคุมการทำงาน Multi-cloud ระดับองค์กร (อ่านเรื่องราวที่นี่)

วันนี้ VMware, Inc. (NYSE: VMW) พร้อมประกาศความก้าวหน้ารูปแบบใหม่สำหรับ VMware Cloud ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการในประมวลผลแบบ Multi-cloud ที่มีประสิทธิภาพ ที่แรกและที่เดียวในอุตสาหกรรม ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายการทำงานแอปพลิเคชันขององค์กรไปยังคลาวด์ ด้วยเวลาและค่าใช้จ่ายที่ลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง นวัตกรรมใหม่เหล่านี้ได้แก่

  • พอร์ตโฟลิโอรูปแบบใหม่ของ managed Kubernetes services สำหรับ modernize apps บน VMware Cloud
  • ความสามารถในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชันระดับองค์กรใน VMware Cloud ได้อย่างง่ายดายและมีความปลอดภัย
  • การสนับสนุนรูปแบบใหม่ที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าในการดำเนินธุรกิจด้วย sovereign clouds
  • Tech previews แสดงให้เห็น VMware Cloud ในอนาคต

ด้วยนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าของ VMware Cloud มีเครื่องมือในการเร่งปรับปรุงแอปพลิเคชันองค์กรให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ อีกทั้งยังลดต้นทุนได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการเดิมในปัจจุบัน

มาร์ค โลมเมเยอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า  “VMware ได้วางตำแหน่งของตัวเองที่ไม่เหมือนใครในโลกของการประมวลผลแบบ multi-cloud ด้วยการประชุมกร่วมกับลูกค้าเพื่อให้ทราบถึงความต้องการและพาลูกค้าไปสู่ความสำเร็จในการใช้งานคลาวด์ VMware ช่วยขจัดทางเลือกที่ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนวัตกรรมทางธุรกิจและการควบคุมทางด้านไอที นวัตกรรมล่าสุดของเราจะช่วยให้ลูกค้าสร้าง modernize apps, โครงสร้างพื้นฐาน และมีการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น ช่วยลดทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงให้ลดลง พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา ด้วย Project Arctic ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ VMware vSphere ที่ช่วยปลดล็อคไฮบริดคลาวด์ให้ทุกองค์กร”

พร้อมส่งมอบ Kubernetes-based Containers และ Infrastructure as a Service

VMware Cloud พร้อมด้วย Tanzu services เป็นบริการใหม่ของ managed Kubernetes services ซึ่งจะพร้อมให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบน VMware Cloud บน AWS ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 ด้วยข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมบน VMware Cloud จะช่วยหนุนนำบริการ Tanzu ให้การสร้าง apps modernization บน Kubernetes สามารถทำได้เร็วขึ้น, ง่ายขึ้น, พร้อมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าโซลูชัน Kubernetes ที่มีการจัดการจากที่อื่น ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถใช้อินเทอร์เฟซของ VMware vCenter ทำการรวม VM และจัดการ container บนแพลตฟอร์มทั่วไป และยังสามารถ provision Kubernetes clusters ได้ภายในไม่กี่นาที ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหรือ SREs ยังสามารถจัดการ Kubernetes clusters ได้อย่างสม่ำเสมอข้ามคลาวด์ด้วยการใช้บริการของ Tanzu เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ multi-cloud Kubernetes

VMware Cloud ที่ง่ายและปลอดภัยกว่าสำหรับแอประดับองค์กร

VMware Cloud การเรียกใช้งาน vSphere ระดับองค์กรบนคลาวด์ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น การวิจัยแสดงให้เห็นว่าลูกค้าของ VMware Cloud ประสบความสำเร็จในการ deploy Kubernetes ได้เร็วขึ้น 300%(1) migrate ขึ้นคลาวด์เร็วขึ้น 46%(2) และมีต้นทุนการปฏิบัติงาน หรือ TCO ลดลง 57%(2)

ง่ายยิ่งขึ้น: VMware Cloud มอบความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าในการย้ายขึ้นคลาวด์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ และประมวลผล vSphere workloads บนคลาวด์ได้ตามต้องการ มีเพียง VMware Cloud เท่านั้นที่มี native service ครอบคลุมทุก public clouds มากกว่า 100 ประเทศในทุกภูมิภาค — Amazon Web Services (AWS), Azure, Google Cloud, IBM Cloud และ Oracle Cloud— และมากกว่า 4,000+ คลาวด์พาร์ทเนอร์, บน private data centers, และบน edge ด้วย VMware Cloud Universal ลูกค้าจะมีความยืดหยุ่นในการเลือกซื้อและใช้บริการ VMware Cloud จาก VMware หรือจากตัวแทนจำหน่ายของเรา โดยยังคงประโยชน์เช่นเดียวกับ VMware perpetual licenses ที่มีอยู่

  • VMware Cloud บน AWS Outposts จะพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ในปี 2022 ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้ VMware Cloud infrastructure ใน data center ขององค์กร หรือใช้งาน edge อยู่จะได้ประโยชน์ในการทำงานบนคลาวด์ ด้วยข้อเสนอแบบ fully-managed จะช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมได้ทั้งข้อมูลและแอปได้ดียิ่งกว่าเดิม, รองรับการขยาย โดยยังคงบริการแบบ on-prem VMware Cloud infrastructure ผ่านกว่า 200+ native AWS services 
  • Dell Technologies APEX Cloud Services พร้อม VMware Cloud คือ Dell-managed service ซึ่งนำเอาคุณสมบัติต่างๆของ VMware Cloud มาประยุกต์ใช้ในการทำงานบน APEX โดยได้วางแผนว่าจะ private preview ให้ใช้งานได้ในไตรมาสที่ 4 ของ VMware ปี 2021 พร้อมข้อเสนอ infrastructure-as -a service ซึ่งเป็นบริการที่จะช่วยให้องค์กรสามารถ deploy pre-configured cloud instances ใน datacenter ของตน หรือที่ edge location หรือที่บริการ co-location
  • การปรับปรุง VMware vRealize Cloud Management ช่วยในเรื่อง cloud-agnostic provisioning, การเฝ้าระวังเชิงรุก, รองรับความจุในต้นทุนที่เหมาะสม, app-aware troubleshooting, รวมถึง end-to-end network visibility ข้ามคลาวด์ ด้วย VMware Skyline Advisor Pro รูปแบบใหม่จะช่วยป้องกันเชิงรุกก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากระบบเกิด downtime โดยที่ไม่คาดการณ์เอาไว้ก่อนได้
  • VMware Marketplace ช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนาแอปและช่วยให้การส่งมอบ private service catalog รวดเร็วขึ้น รวมถึงซอฟต์แวร์ open source (Bitnami), VMware และ ISV solutions ช่วยให้ลูกค้าสามารถลดรอบของการจัดซื้อและลดเวลาในการ deploy ด้วยการเลือกใช้ VMware และ ISV solutions ที่เป็นที่หนึ่งในด้าน multi-cloud ของตลาดนี้
  • Project Arctic, tech preview จาก VMware, คือการนำบริการ VMware Cross-Cloud มาถึงปลายนิ้วผู้ดูแลระบบไอทีหลายล้านคน Project Arctic เป็นการผสานรวมการเชื่อมต่อคลาวด์เข้ากับ vSphere อย่างแท้จริง และสร้างไฮบริดคลาวด์เป็น default ของระบบปฏิบัติการ ลูกค้าจะสามารถใช้ประโยชน์จากความจุคลาวด์ออนดีมานด์แบบไม่จำกัด และสามารถเข้าถึงบริการ VMware Cross-Cloud ได้ทันทีผ่าน vCenter

ปลอดภัยยิ่งขึ้น: VMware ใช้พลังของซอฟต์แวร์, ขยายขีดจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบ distributed และรูปแบบการจัดส่งข้อมูลบนคลาวด์ที่มีความปลอดภัยที่ดี ใช้งานได้ง่ายขึ้น ลูกค้าของ VMware Cloud ได้รับประโยชน์จากนโยบายความปลอดภัยและฟีเจอร์ต่าง ๆ ในทุกสภาพแวดล้อมของการทำงาน

  • VMware NSX tapless NDR, Secure Workload Access และ Elastic Application Security Edge เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและสภาพแวดล้อมของ VMware Cloud ทั้งหมด
  • การปรับปรุง VMware Cloud Disaster Recovery ช่วยเพิ่มความเร็วในการกู้คืน ransomware และช่วยกู้คืนการบริการและข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • VMware Carbon Black Cloud Workload, VMware NSX Advanced Firewall และ VMware NSX Advanced Load Balancer ช่วยให้ลูกค้าของ VMware Cloud บน AWS ลดโอกาสในการถูกโจมตี พร้อมทั้งปรับปรุงความพร้อมใช้งานของแอปพลิเคชันรวมถึง uptime, และยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
  • สนับสนุนการทำงานบนสภาพแวดล้อมแบบ Stretched Cluster ตั้งแต่การใช้งานขนาดเล็กเพียงสองโฮสต์ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าของ VMware Cloud บน AWS ทุกขนาด

รองรับความต้องการของลูกค้าด้วย Sovereign Clouds

ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทหรือองค์กรเท่านั้น ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 50-60% ขององค์กรที่ได้รับการสำรวจเชื่อว่า ควรเป็นการจัดการระดับชาติในการปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และนวัตกรรม (3) แนวความคิดริเริ่มของ VMware Sovereign Cloud รูปแบบใหม่ช่วยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่ตามขอบเขตของการปกครองและตามกฎหมายควบคุมในพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์; ความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตาม; ความเป็นอิสระของข้อมูลและความคล่องตัว รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและนวัตกรรมต่าง ๆ พันธมิตรรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจจาก VMware Sovereign Cloud ได้แก่ UKCloud, GDIT, OVH, AUCloud, Datacom, Ionos, Telefonica, TietoEvry, Swisscom, Telmex และ ThinkOn ฟังความคิดเห็นจากพันธมิตรเกี่ยวกับประโยชน์ของ VMware Sovereign Cloud รูปแบบใหม่ คือจุดเริ่มต้นที่มีความสำคัญ

มองเห็นอนาคต กับ VMware Cloud

VMware แสดงให้เห็นถึงการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านนวัตกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่เพิ่มเติมสำหรับ VMware Cloud โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีดังต่อไปนี้:

  • Project Capitola: การใช้งานหน่วยความจำแบบ software-defined ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันในปัจจุบัน และในอนาคตดียิ่งขึ้น โดยการรวมเอาระดับหน่วยความจำใน DRAM, PMEM, NVMe และเทคโนโลยีอื่นๆในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธมิตรที่สนับสนุน Project Capitola ที่นี่
  • Project Cascade: เทคโนโลยีนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของนักพัฒนาและ DevOps ระดับมืออาชีพด้วยอินเทอร์เฟซของโปรแกรมมาตรฐานขับเคลื่อนโดย Kubernetes ที่มีอินเทอร์เฟซแสดงให้เห็นการใช้งานทั่วไปสำหรับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) และ containers (CaaS)
  • Project Ensemble: ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น unified control plane สำหรับ VMware Cloud, Project Ensemble จะช่วยปรับปรุงการปฏิบัติงาน ด้วยการนำเสนอมุมมองที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างการบริการ vRealize Cloud Management

เสียงจากลูกค้าเกี่ยวกับ VMware Cloud

Damien Cazenave ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของ Carrefour ฝรั่งเศส กล่าวว่า “Carrefour กำลังทำงานร่วมกับ Google Cloud และ VMware เร่งภารกิจของบริษัทในด้าน digital-first เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจของบริษัทให้เร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามลดต้นทุนในการดำเนินงานด้านไอทีและ footprint ในการทำงาน ด้วย Google Cloud VMware Engine เราสามารถย้าย VMware workload ไปยัง Google Cloud ได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น โดยใช้เวลาน้อยกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก ปัจจุบันเรามีโอกาสที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของเราให้ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นผ่านระบบอัตโนมัติให้ดีขึ้นบน Google Cloud”

Vesko Pehlivanov กรรมการผู้จัดการอาวุโส ทางด้านกลยุทธ์โซลูชันและสถาปัตยกรรมของ Sterling National Bank กล่าวว่า “ด้วยการทำงานร่วมกับ VMware และ Deloitte ทำให้ Sterling National Bank สามารถ migrate ข้อมูลออกจาก data centers สองแห่งไปยัง VMware Cloud บน AWS ได้ภายในหนึ่งปี แม้จะมีข้อจำกัดที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด19 แต่การ migrate ของเรานั้นราบรื่นมากจนผู้ใช้งาน และเจ้าของแอปพลิเคชันของเราไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น ไม่มี downtime เกิดขึ้นเลย และพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่าง Sterling, VMware และ Deloitte ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในปฏิบัติการนี้ได้อย่างเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เราทำโดยลำพัง”

Brian Weigle หัวหน้าวิศวกรระบบของ Tower Health กล่าวว่า “ที่ Tower Health มีการลงทุนจำนวนมากใน on-premises VMware Cloud infrastructure ซึ่งทำงานได้เป็นอย่างดีสำหรับธุรกิจของเรา อย่างไรก็ตาม เราเห็นโอกาสจากการย้ายการจัดการและการดำเนินงานด้านไอทีไปใช้งานแบบ SaaS ด้วย vRealize Cloud Universal ช่วยเพิ่มยืดหยุ่นในการย้ายการทำงานในการจัดการระบบคลาวด์ที่ใช้งานจริงเกือบทั้งหมดของเรา ไปยัง SaaS เราได้ใช้ความสามารถทั้งหมดของ vRealize Operations, Log Insight และ Automation พร้อมด้วยประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ความสามารถในการขยาย การเข้าถึงนวัตกรรมที่รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่มาพร้อมกับ SaaS และด้วย VMware Skyline ทำให้เราเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการทำงานเชิงรุก”

มารี โลโว ผู้อำนวยการบริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ University of Miami กล่าวว่า “ด้วยการ migrate จาก VMware ของเราไปยัง Azure VMware Solution เราประเมินว่า เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ได้ถึง 6 หลัก รวมถึงช่วยลดเวลาในการดำเนินการและความล่าช้าจากการขนส่งได้ถึง 5 เดือน และช่วยเพิ่มความคล่องตัวเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของ virtual desktop อันเป็นผลมาจากระบาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เราได้รับประโยชน์จาก Azure Hybrid ของ Microsoft ทำให้ University of Miami สามารถใช้ on-premises Windows Server licenses สำหรับ VMs ที่มีอยู่ บน Azure VMware Solution ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

VMare ช่วยนำทางให้ลูกค้าก้าวเข้าสู่ยุคของ Multi-Cloud ที่งาน VMworld 2021 VMware ได้เผยกลยุทธ์ใหม่ ที่จะช่วยนำลูกค้าก้าวเข้าสู่ยุคของ multi-cloud และเร่งให้อิสระในการสร้างนวัตกรรม มีความยืดหยุ่น และมีความปลอดภัย สำหรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการที่ VMware สามารถช่วยนำระบบคลาวด์มาใช้ในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่: VMworld 2021 media kit

from:https://www.techtalkthai.com/guest-vmware-cloud-help-customer-migrate-to-cloud/

Sovereign Cloud คืออะไร? ทำไมคนในวงการ Cloud ทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ?

ถึงแม้ว่า Cloud จะกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องใช้งานไปแล้วในทุกวันนี้ แต่แนวคิดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Cloud นั้นก็ยังคงเดินหน้าต่อไปทุกวัน และหนึ่งในแนวคิดที่กำลังมาแรงทั่วโลกในตอนนี้ก็คือ Sovereign Cloud นั่นเอง ซึ่งคำๆ นี้ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ให้บริการ Cloud หรือจะอยู่ในฐานะของผู้ใช้บริการ Cloud ก็ควรต้องทำความรู้จักกันเอาไว้ เพื่อให้สามารถวางกลยุทธ์ด้านการใช้ Cloud ได้อย่างเหมาะสมครับ

วันนี้ทีมงาน TechTalkThai เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Sovereign Cloud กัน พร้อมบทวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ Cloud ในเมืองไทย ว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะมี Sovereign Cloud ของตัวเองกันครับ

Cloud แบบเดิมมีปัญหาอย่างไร? ทำไมจึงต้องมี Sovereign Cloud?

ถึงแม้ว่าในโลกนี้เราจะมีผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำหลายราย ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและมี Cloud Data Center เปิดให้บริการหลายแห่งทั่วโลก ทำให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นนำได้อย่างง่ายดายและทั่วถึง แต่ในขณะเดียวกัน บริการ Cloud เหล่านี้ก็กลับกลายเป็นปัญหาในเชิงความมั่นคงได้เช่นกัน

ลองจินตนาการถึงกรณีที่ธุรกิจองค์กรยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยเลือกใช้บริการ Cloud จากผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำระดับโลก ที่มี Data Center อยู่ต่างประเทศ แล้ววันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  1. Internet เชื่อมต่อระหว่างประเทศมีปัญหา ทำให้ธุรกิจไทยไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud นั้นๆ ได้
  2. เกิดประเด็นปัญหาทางกฎหมาย บริการ Cloud ใน Data Center ของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถตอบรับต่อข้อกฎหมายที่มีความเฉพาะตัวของประเทศไทยได้
  3. เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ การเข้าถึงบริการ Cloud ในประเทศนั้นๆ อาจไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป เช่น ประเทศเจ้าของพื้นที่ที่ Cloud Data Center แห่งนั้นเปิดให้บริการ หรือประเทศเจ้าของผู้ให้บริการ Cloud นั้นๆ อาจใช้ข้อกฎหมายบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลซึ่งเป็นของธุรกิจหรือองค์กรในประเทศอื่นๆ เป็นต้น
  4. ต้องการนำข้อมูลที่ Sensitive มากๆ ไปทำการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการวิเคราะห์บน Cloud แต่ก็กังวลว่าข้อมูลอาจรั่วไหลหรือสูญหายด้วยปัจจัยที่หลากหลาย

ตัวอย่างข้างต้นนี้อาจดูเป็นการกังวลที่เกินความเป็นจริงไปมากสำหรับบางคน แต่หากพิจารณาว่า Cloud นั้นคือระบบที่รวบรวมพลังประมวลผลและข้อมูลสำคัญเอาไว้มากจนมีความสำคัญสูงต่อธุรกิจหรือประเทศชาติ จนเรียกได้ว่า Cloud นั้นกลายเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ การมีระบบ Cloud ที่มั่นคงภายในประเทศซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายทั้งหมดและไม่ต้องกังวลถึงข้อขัดแย้งทางการเมืองกับชาติอื่นๆ ก็ถือเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อความมั่นคงต่อภาคเศรษฐกิจและประเทศชาติได้เช่นกัน

ที่ผ่านมาเราก็มักเห็นการริเริ่มเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้บ้างแล้ว อย่างเช่นบริการแบบ Local Cloud ที่เหล่าธุรกิจโทรคมนาคมหรือเทคโนโลยีนั้นนำเทคโนโลยี Cloud มาเปิดให้บริการบน Data Center ในประเทศ แต่แน่นอนว่าบริการในกลุ่มนี้เองก็อาจยังมีความสามารถที่ไม่เทียบเท่ากับบริการ Cloud ชั้นนำที่มี Feature ใหม่ๆ หลายร้อยหรือหลายพันรายการในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีเพิ่มเติมเข้ามาอยู่ตลอด

ประเด็นเหล่านี้เองได้เป็นจุดขับเคลื่อนสำคัญของการริเริ่มใหม่ๆ อย่างเช่นในสหภาพยุโรปที่มีความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลจากกฎหมาย GDPR และความมั่นคงทางการประมวลผลและข้อมูล ก็ได้มีความร่วมมือกันระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสภายใต้โครงการ Project GAIA-X เพื่อสร้างระบบ Hyperscale Cloud สำหรับใช้งานกันเองภายในสหภาพยุโรป ด้วยการจับมือกับธุรกิจ IT ชั้นนำหลากหลาย หรือผู้ให้บริการ Cloud บางรายเองก็ต้องเปิดบริการ Government Cloud และลงทุนสร้าง Data Center พร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในประเทศหนึ่งๆ แยกจากบริการ Cloud ปกติ เพื่อให้ภาครัฐของประเทศนั้นๆ มั่นใจในประเด็นด้านความมั่นคง

ซึ่งการริเริ่มเหล่านี้เองก็ได้กลายเป็นที่มาของ Sovereign Cloud

Sovereign Cloud คืออะไร? จะสามารถมาแก้ไขปัญหาที่บริการ Cloud แบบเดิมมีได้อย่างไร?

โดยหลักการแล้ว Sovereign Cloud คือบริการ Cloud ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงสำหรับประเทศหนึ่งๆ หรือภูมิภาคหนึ่งๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วคำว่า Sovereign นั้นถูกนิยามในภาษาไทยถึงความเป็นอธิปไตย แต่การใช้คำว่าอธิปไตยอาจทำให้เข้าใจยากเล็กน้อยเพราะแต่ละประเทศนั้นก็มีขอบเขตนิยามของอธิปไตยที่แตกต่างกันออกไปอีก

ถ้าหากสรุปให้เข้าใจโดยง่าย Sovereign Cloud จะต้องมีคุณสมบัติขั้นต้นดังต่อไปนี้

  1. มีการติดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud ทั้งหมด ครอบคลุมทั้ง Compute, Storage, Network, Management และอื่นๆ ในพื้นที่ของประเทศหนึ่งๆ
  2. การประมวลผลทั้งหมด, การเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด และการรับส่งข้อมูลภายในระบบ Cloud นั้นต้องเกิดภายในประเทศนั้นๆ รวมถึงการบริหารจัดการและการใช้ API ด้วย
  3. การเข้าถึงทรัพยากรของ Sovereign Cloud นี้ควรจะต้องเกิดขึ้นได้จากประชากรของประเทศนั้นๆ เท่านั้น
  4. ข้อกฎหมายของประเทศที่ตั้ง Sovereign Cloud ต้องบังคับใช้กับการประมวลผลและข้อมูลที่เกิดขึ้นใน Sovereign Cloud นั้นๆ ได้ และไม่ถูกข้อกฎหมายของประเทศอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง
  5. ทรัพยากรและความสามารถของ Sovereign Cloud ควรจะต้องแข่งขันกับ Hyperscale Cloud ได้ เพื่อให้กลายเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหน่วยงานภาครัฐและธุรกิจองค์กร

จะเห็นได้ว่า Sovereign Cloud นั้นโดยรวมแล้วจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากบริการ Public Cloud ชั้นนำมากนัก แต่จะมีประเด็นด้านของพื้นที่และขอบเขตของประเทศที่เปิดให้บริการ พร้อมกับปัจจัยด้านการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจนเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นความท้าทายไม่น้อยเพราะเหล่าผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำเองก็ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านการลงทุนเพิ่มเติมหากจะเปิดบริการ Sovereign Cloud ในแต่ละประเทศ ในขณะที่ผู้ให้บริการ Local Cloud เองก็อาจมีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีที่จะแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่เพียงพอ

ด้วยคุณสมบัติขั้นต้นเหล่านี้เอง เราจึงยังเห็นการริเริ่มด้านนี้ไม่มากนักในประเทศไทย แต่สำหรับทั่วโลกนั้นความเคลื่อนไหวด้านนี้ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น OVHcloud เองก็ผลักดันบริการนี้ในยุโรป หรือ T-Systems ที่ร่วมมือกับ Google Cloud สร้าง Sovereign Cloud ในเยอรมนี หรือที่ออสเตรเลียเองก็มี AUCloud ที่เป็นบริการด้านนี้โดยเฉพาะ ในขณะที่จีนเองถึงแม้จะไม่ได้ออกมาสื่อสารด้านนี้มากนัก แต่ก็เข้าใจได้ว่าบริการ Cloud แทบทั้งหมดของจีนในส่วนที่ให้บริการภายในประเทศก็น่าจะเข้าข่ายของ Sovereign Cloud ได้ทั้งสิ้น

บริการ Cloud ในไทยมีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ภาพของ Sovereign Cloud ได้มากน้อยแค่ไหน? อะไรคืออุปสรรค?

สำหรับประเทศไทยเองนั้นก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ทั้งจากปัจจัยด้านข้อกฎหมายที่มีความเฉพาะตัวสูง, การลงทุนตั้ง Cloud Data Center ในไทยจากผู้ให้บริการจากจีน และการแข่งขันของผู้ให้บริการ Local Cloud ที่มีหลากหลายราย รวมถึงหน่วยงานรัฐเองที่พยายามจะผลักดันการสร้างบริการ Cloud สำหรับให้บริการหน่วยงานต่างๆ กันอย่างต่อเนื่องและแข่งขันกันเองในบางครั้งเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี ปัญหาหลักของ Sovereign Cloud ในไทยนั้นหากจะเกิดขึ้นก็จริงก็น่าจะมีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

  1. ศักยภาพทางด้านการลงทุน ที่ปัจจุบันผู้ให้บริการ Cloud แต่ละรายยังคงเน้นให้บริการ IaaS พื้นฐานเป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเพียงไม่กี่รูปแบบในการให้บริการ จึงยังไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกที่มีบริการหลากหลายรองรับ Workload หลายชนิดได้ดีนัก
  2. ขนาดของตลาด ที่ถึงแม้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังคงใหญ่ไม่เท่าหลายๆ ประเทศ รวมถึงยังไม่มีกรณีการใช้งาน Workload ที่นอกเหนือจากกรณีพื้นฐานมากนัก
  3. ประเด็นทางด้านกฎหมาย ทั้งในแง่ของความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมายและการบังคับใช้ในบางกรณี

แต่หากมองในระยะยาวแล้ว Sovereign Cloud ก็ถือเป็นหนึ่งในขีดความสามารถทางการแข่งขันและการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของประเทศที่เห็นได้ชัด และในมุมจากประเทศที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนั้น ก็อาจมี Sovereign Cloud ในรูปแบบของตนเองที่เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของผู้ให้บริการได้เช่นกัน ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจถือเป็นโอกาสของเหล่าผู้ให้บริการ Cloud และผู้พัฒนาเทคโนโลยีในไทย แต่ก็แน่นอนว่าต้องอาศัยภาครัฐเข้ามาช่วยผลักดันและสนับสนุนด้วยเช่นกัน

ที่มา:

from:https://www.techtalkthai.com/what-is-sovereign-cloud/