คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

HP เปิดตัวพีซีสำหรับคนทำงานนอกสถานที่ ที่มีกล้องสองตัว “ครั้งแรกของโลก”

HP ได้เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีชุดใหม่ในงาน CES 2023 มาพร้อมนวัตกรรมใหม่มากมายสำหรับทำงานแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ที่ว้าวที่สุดได้แก่ “การใช้งานกล้องหลายตัวพร้อมกัน” ที่สตรีมวิดีโอเปลี่ยนกล้องหรือเปิดพร้อมกันได้

เช่น กล้องที่จับใบหน้าของเราพร้อมๆ กับภาพจากกล้องที่แพนไปที่วัตถุหรือกระดานเขียนข้อความไปพร้อมกัน เปิดคู่ซ้ายขวา หรือซ้อนไปในภาพอีกทีหนึ่ง HP กล่าวว่าถือเป็นโน้ตบุ๊กเชิงธุรกิจตัวแรกที่รองรับการใช้กล้องพร้อมกันสองตัว

สำหรับรุ่นที่น่าสนใจได้แก่ HP Dragonfly G4, HP EliteBook 1040 G10, และ HP Elite x360 1040 G10 ทั้งหมดนี้ใช้ชิป Intel 13th Gen มีขนาดหน้าจอทั้งแบบ 13.5 และ 14 นิ้วให้เลือก นอกจากฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว ยังมี “Auto Camera Select”

ซึ่งเป็นฟีเจอร์ติดตามตำแหน่งใบหน้าเพื่อตรวจจับว่าหน้าเรากำลังมองกล้องตัวไหนอยู่ ให้ผู้ชมติดตามสบตาเราได้ตลอดโดยไม่ต้องคอยตั้งค่าเปลี่ยนกล้องเอง อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ HP Keystone Correction ที่แชร์เอกสารหรือกระดานแบบครอปและปรับแต่งภาพให้เห็นชัดผ่านกล้องอัตโนมัติ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/hp-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3/

HP เปิดตัวพีซีสำหรับคนทำงานนอกสถานที่ ที่มีกล้องสองตัว “ครั้งแรกของโลก”

HP ได้เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีชุดใหม่ในงาน CES 2023 มาพร้อมนวัตกรรมใหม่มากมายสำหรับทำงานแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ที่ว้าวที่สุดได้แก่ “การใช้งานกล้องหลายตัวพร้อมกัน” ที่สตรีมวิดีโอเปลี่ยนกล้องหรือเปิดพร้อมกันได้

เช่น กล้องที่จับใบหน้าของเราพร้อมๆ กับภาพจากกล้องที่แพนไปที่วัตถุหรือกระดานเขียนข้อความไปพร้อมกัน เปิดคู่ซ้ายขวา หรือซ้อนไปในภาพอีกทีหนึ่ง HP กล่าวว่าถือเป็นโน้ตบุ๊กเชิงธุรกิจตัวแรกที่รองรับการใช้กล้องพร้อมกันสองตัว

สำหรับรุ่นที่น่าสนใจได้แก่ HP Dragonfly G4, HP EliteBook 1040 G10, และ HP Elite x360 1040 G10 ทั้งหมดนี้ใช้ชิป Intel 13th Gen มีขนาดหน้าจอทั้งแบบ 13.5 และ 14 นิ้วให้เลือก นอกจากฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว ยังมี “Auto Camera Select”

ซึ่งเป็นฟีเจอร์ติดตามตำแหน่งใบหน้าเพื่อตรวจจับว่าหน้าเรากำลังมองกล้องตัวไหนอยู่ ให้ผู้ชมติดตามสบตาเราได้ตลอดโดยไม่ต้องคอยตั้งค่าเปลี่ยนกล้องเอง อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ HP Keystone Correction ที่แชร์เอกสารหรือกระดานแบบครอปและปรับแต่งภาพให้เห็นชัดผ่านกล้องอัตโนมัติ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/hp-new-pc-2-camera/

กูเกิ้ลยอมจ่ายค่าเสียหายรวม 29.5 ล้านดอลลาร์ฯ จากการละเมิดของฟีเจอร์ติดตามตำแหน่ง

ทางกูเกิ้ลยินยอมที่จะจ่ายเงินรวมทั้งหมด 29.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยอมความสองคดีจากทั้งรัฐอินเดียน่าและวอชิงตันดีซี กรณี “หลอก” ให้เปิดใช้การติดตามตำแหน่งที่ตั้ง โดยแบ่งเป็น 9.5 ล้านเหรียญฯ สำหรับดีซี และอีก 20 ล้านสำหรับรัฐอินเดียน่า

หลังจากทั้งสองรัฐดังกล่าวยื่นฟ้องกูเกิ้ลข้อหาที่ติดตามข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ทำให้ค่าเสียหายดังกล่าวเมื่อรวมกับอีกกว่า 40 รัฐที่กูเกิ้ลยอมจ่ายในกรณีคล้ายกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นเงินรวมมากถึง 391.5 ล้านดอลลาร์ฯ

คดีเหล่านี้มาจากเรื่องสมัยปี 2018 ที่กูเกิ้ลติดตามตำแหน่งผู้ใช้ทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS ผ่านการตั้งค่าที่เรียกว่า Web & App Activity ได้ แม้จะปิดออพชั่น Location History ไปแล้ว นอกจากนี้กูเกิ้ลยังโดนกล่าวหาว่าสร้างหน้าอินเตอร์เฟซที่เจตนาหลอกลวงผู้ใช้ที่เรียกว่าการทำ Dark Pattern

ในแง่ที่พยายามลวงผู้ใช้ให้กดยอมรับการละเมิดความเป็นส่วนตัว และแบ่งปันข้อมูลเกินกว่าที่ผู้ใช้รับรู้ โดยมองว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างโปรไฟล์สำหรับลงโฆษณาให้เจาะจงเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำมาตั้งแต่ปี 2014 ด้วยซ้ำ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-to-pay-295-million-to-settle-html/

ซิสโก้ร่วมผลักดันศูนย์ STP ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาทใน 5 ปี

ซิสโก้ ร่วมมือกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), แพลนเน็ตคอม และ ซิลิคอนเทคพาร์ค (STP) สร้างการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ปลอดภัยที่เป็นรากฐานให้กับ “ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง” ในพื้นที่โครงการ EEC Silicon Tech Park (EEC STP) เพื่อเปิดโอกาสให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและพม่า กล่าวว่า “อนาคตของสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทยต้องอาศัยเครือข่ายที่ปลอดภัยเป็นแกนหลัก เนื่องจากอุปกรณ์ ข้อมูล และแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันเป็นรากฐานของบริการสมาร์ทซิตี้ ซิสโก้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอีโคซิสเต็มส์ภายใต้โครงการ Cisco’s Country Digital Acceleration (CDA) เพื่อนำอนาคตของการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยมายังผู้อาศัย และธุรกิจต่างๆ ใน EEC Silicon Tech Park และเปิดโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

EEC Silicon Tech Park ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Silicon Valley of the East” แห่งต่อไป โดยคาดว่าจะเป็นย่านที่มีชีวิตชีวาและไม่หยุดนิ่งผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองที่ยั่งยืน สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจแบบ value-based ที่สนับสนุนโดยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะดึงดูดการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท (61.97 พันล้านดอลลาร์) ในเขตอุตสาหกรรมตะวันออกของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

Cisco Network Convergence System (NCS) 5500 Series นำเสนอ port density ที่มีแบนด์วิดธ์ความเร็วสูงถึง 100 GbE และ 400 GbE ซึ่งนับเป็นความเร็วระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ช่วยผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถจัดการกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก และรองรับทราฟฟิกการรับ-ส่งข้อมูลเครือข่ายคลาวด์ สาธารณะ/ส่วนตัว ที่มีปริมาณมากได้

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-eec-silicon-tech-park-news-release/

กลับลำพิจารณาใหม่ เรื่องที่เคยอนุญาตให้หุ่นยนต์ตำรวจยิงผู้ต้องสงสัยได้

คณะกรรมการเมืองซานฟรานซิสโกลงมติไม่เห็นด้วยที่จะเปิดให้ตำรวจวิสามัญผู้ต้องสงสัยด้วยหุ่นยนต์ที่ควบคุมจากระยะไกล เป็นการตีกลับนโยบายที่เคยอนุมัติสัปดาห์ก่อน หลังจากมีการประท้วงจากทั้งประชาชนและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อ้างอิงจากรายงานของ San Francisco Chronicle การตีกลับนี้ยังไม่ใช่การแบนถาวร เป็นแค่การ “ตีกลับให้คณะกรรมการที่ดูแลไปพิจารณาเพิ่มเติม” ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บอร์ดชุดเดียวกันเคยผ่านนโยบายที่เปิดให้ตำรวจซานฟราน (SFPD) ใช้หุ่นยนต์ “เป็นทางเลือกสุดท้ายในการวิสามัญเพื่อป้องกันการสูญเสียของเจ้าหน้าที่”

โฆษกของทาง SFPD กล่าวว่า หุ่นยนต์ตำรวจที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยสำหรับกู้ระเบิดในพื้นที่สงครามนั้น สามารถติดตั้งอาวุธที่ใช้ “เข้าถึง เข้าปราบปราม หรือดำเนินการระงับความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยที่มีความรุนแรง มีอาวุธ หรือดูอันตรายได้ ในกรณีเพื่อปกป้อง หรือป้องกันความสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์”

มีการใช้หุ่นยนต์ลักษณะนี้ในสหรัฐฯ มาก่อนแล้ว อย่างในเมืองดัลลัสปี 2016 ที่ตำรวจใช้หุ่นยนต์กู้ระเบิดในการยิงคนร้ายที่ฆ่าตำรวจไปแล้วก่อนหน้า 5 ราย เป็นต้น ขณะที่ผู้ต่อต้านนโยบายนี้ให้เหตุผลว่า การเปิดให้ตำรวจใช้หุ่นยนต์ยิงคนร้ายนั้นจะทำให้ส่งเสริมให้มีการวิสามัญเกิดมากขึ้นกว่าเดิมได้

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – TheVerge

from:https://www.enterpriseitpro.net/san-francisco-reverses-plans-to-allow-police-robots-to-kill-suspects/

บิสกิต โซลูชั่น ติดปีก เทศบาลนครนครปฐม ด้วย “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” AI [Guest Post]

ครั้งแรกในประเทศไทย ปูทางยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สู่เมืองอัจฉริยะ

บิสกิต โซลูชั่น ยกระดับ “เทศบาลนครนครปฐม” สู่เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทย การันตีด้วยรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand นำร่องบูรณาการโซลูชัน Fullloop สู่ ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ตัวช่วยรวบรวมเรื่องราว – แยกแยะ – จัดส่ง ทันที ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแก้ไข ลดเวลาและขั้นตอนที่ส่งข้อมูลตามสายงานแบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อัพเดทติดตามสถานะได้เรียลไทม์ ตอบสนองงานบริการประชาชนได้เร็วขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกพื้นที่ ทุกวัย ชูประหยัดต้นทุน เวลา และกำลังคน มุ่งช่วยยกระดับการบริการประชาชนและต่อยอดวางแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ชูเป็นโมเดลทางเลือกยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution)  เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ฯ  ได้เข้าไปให้บริการกับ เทศบาลนครนครปฐม ตามนโยบายของ นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม นำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยคนไทยและได้รับรางวัล Microsoft Innovation Excellence Award 2020 จาก Microsoft Thailand เข้ามาบูรณาการใช้เพื่อบริการประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมให้ดียิ่งขึ้น บนบริการที่ง่าย สะดวก และเร็วรวดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นำร่องด้วยโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” นับเป็นมิติใหม่ของงานบริการประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City บนงบประมาณที่สมเหตุสมผลและใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานประมาณ 1 เดือน

“เทคโนโลยี AI ของโซลูชัน Fullloop นี้สามารถแยกแยะทุกเรื่องราวที่ประชาชนส่งเข้ามาจากทุกช่องทาง ว่าเรื่องใดเป็น ‘คำร้องเรียน’ เรื่องใดเป็น ‘ข้อเสนอแนะ’ การแยกแยะเจตนาในการให้ข้อมูลจากประชาชนนี้สำคัญมาก เพราะทำให้พนักงานเทศบาลสามารถลำดับความสำคัญในการจัดการ และจัดส่งต่องานไปยังผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบงานด้านนั้นโดยตรงให้ไปจัดการได้อย่างตรงจุด รวมถึงการนำไปต่อยอดในการสร้างระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้กับงานบริการอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย ความสามารถของ AI ที่เข้าใจภาษาไทยได้ในระดับลึกซึ้งนี้ เกิดขึ้นจากการเทรน AI ด้วยปริมาณข้อมูลกว่า 10 ล้านข้อความ ซึ่งล้วนมาจากฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญของบริษัท BIZCUIT Solution ที่ให้บริการกับหลากหลายอุตสาหกรรม การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Microsoft Thailand  และเรานำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานภาคประชาชน ถือเป็นความภูมิใจของเราทุกคนในฐานะที่เป็นทีมงานพัฒนาที่เป็นคนไทย 100%” 

นายสุทธิพันธุ์ กล่าวเสริมว่า นอกจากโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” บริษัทยังมีโซลูชัน Bizcuit Vision Analytic นั้นคือ Video Analytic ที่ทำงานด้วยระบบ Edge Computing ร่วมกับ Computer Vision AI ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time โดยไม่ผ่านระบบบันทึกภาพ ทำให้ไม่ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยเปลี่ยนกล้อง CCTV ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นกล้อง AI ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชน เช่น นำไปปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจราจรบนท้องถนน ซึ่งนับเป็นทางออกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงบประมาณที่ไม่สูงและดำเนินการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม

นายสมโชค  พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ในฐานะผู้รับนโยบายและผู้ดูแลโครงการจาก นายเสรินทร์ แก้วพิจิตร นายกเทศมนตรีนครนครปฐม กล่าวว่า ที่ต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จึงได้นำร่องนำโซลูชันFullloop 

ระบบรับฟังเสียงประชาชน อัจฉริยะ ที่นำเอา AI ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทยมาใช้ในการวิเคราะห์ แยกแยะ ส่งต่องานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการประชาชน รวมถึงอำนวยความสะดวกการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย อาทิ ระบบนี้ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือให้คำแนะนำ ด้วยการแนบรูปถ่ายของเหตุการณ์ และพิกัดสถานที่ผ่านมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความอัจฉริยะของ AI จะช่วยแยกเรื่องร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะออกจากกันได้ ทำให้ประหยัดเวลาแก้ไขปัญหาร้องเรียน หรือนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาตามแต่ละหน่วยงานได้รวดเร็วขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ก็สามารถเข้ามามอนิเตอร์งานในระบบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไว้บริการประชาชนนี้ สามารถใช้งานได้ตามทุกช่องทางที่ประชาชนสะดวกหรือคุ้นเคยทั้งวิถีเก่าและวิถีใหม่ แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้อย่างสมบูรณ์ รองรับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย  เช่น การส่งจดหมายไปรษณีย์ การพบเจ้าหน้าที่เวลาลงพื้นที่ให้บันทึกข้อมูลลงระบบได้ หรือเดินทางเข้ามาให้ข้อเสนอแนะที่ศูนย์บริการประชาชน ทางโทรศัพท์ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีก็สามารถสแกนและกรอกข้อเสนอแนะผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย บนโทรศัพท์มือถือ ทำให้เทศบาลนครนครปฐมสามารถบริการประชาชนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของเทศบาลก็มี AI คอยติดตามงานเพื่อให้เราทำงานได้เร็วตามคำมั่นสัญญากับประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากใช้งบประมาณไม่สูง ระยะเวลาในการดำเนินการสั้นเพียง 1 เดือน ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง

การบริหารจัดการเมือง อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้เมืองปลอดภัยขึ้น ประชาชนมีความสุขมากขึ้น และมีสุขภาวะดีขึ้น สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution) โทร. 02-664-1675-7 หรือ https://www.bizcuitsolution.com/th/talk-to-us/

เกี่ยวกับ บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด

BIZCUIT ก่อตั้งในปี 2558 เป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ในปี 2563 บริษัทกลุ่มบุญรอดซัพพลายเชน ได้เข้าร่วมลงทุน และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด มีพันธกิจเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ มีบุคลากรกว่า 70 คน ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ AI โดยเน้นด้าน Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้าง หรือ unstructured data จนเกิดเป็นเทคโนโลยี AI โซลูชัน ที่สามารถช่วยปรับปรุงการ ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้าน “ความเข้าใจภาษาธรรมชาติ” หรือ “NLU” และ เทคโนโลยีวิทัศน์” หรือ “Computer Vision” ปัจจุบันให้บริการแก่บริษัทชั้นนำในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ใน 5 ประเทศของ ภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งความสามารถของ AI ครอบคลุมภาษาอังกฤษ และภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ BIZCUITยังเป็นพันธมิตรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลของไนซ์ (NICE) ที่มี ความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการวิเคราะห์เสียงรายเดียวในประเทศไทย และได้รับเลือกเป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟแวร์อิสระที่เป็น พันธมิตรของ Microsoft อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/biscuit-solution-on-the-wing-of-nakhon-pathom-municipality-with-peoples-voice-listening-system-ai/

Google จับมือ Renault สร้าง “ยานพาหนะแบบ Software-Defined”

เมื่อปี 2018 กูเกิ้ลร่วมมือกับ Renault Group เพื่อพัฒนาระบบอินโฟเทนเมนท์ในรถยนต์บนระบบแอนดรอยด์มาแล้ว ล่าสุดทั้งสองบริษัทนี้ก็ริเริ่มอีกโครงการที่จะออกแบบและสร้างสถาปัตยกรรมดิจิตอลที่ซับซ้อนกว่าเดิม ที่เรียกว่า “Software-Defined Vehicle” หรือ SDV

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายหลักสองประการ ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานภายในรถ และสร้างซอฟต์แวร์บนคลาวด์ที่ใช้เป็นแพลตฟอร์ม SDV ในลักษณะของ Digital Twin ที่เป็นสำเนาระบบของยานยนต์ที่มาพร้อมกับความสามารถด้าน AI ขั้นสูง

ความสามารถนี้จะทำให้ผสานบริการใหม่ๆ เข้ากับรถได้ง่ายและต่อเนื่องกว่าเดิม รวมไปถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั้งแบบออนบอร์ด (บริการภายในตัวรถ) และออฟบอร์ดด้วย ตัว SDV มาพร้อมระบบอัพเกรดแบบ Over-the-Air ต่อเนื่อง พัฒนาบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สำหรับรถยนต์ที่มีอยู่เดิม

แต่จะผสานเข้ากับเทคโนโลยีของกูเกิ้ลคลาวด์เพื่อจัดการรวบรวมข้อมูลสำหรับวิเคราะห์อย่างปลอดภัย ด้วยความสามารถด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งและ AI ของกูเกิ้ล ตั้งเป้าเพื่อยกระดับทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อบนท้องถนน

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-and-renault-are-creating-a-software-defined-vehicle/

นครนครปฐมติดตั้ง AI ฝีมือคนไทยชื่อว่า “ระบบรับฟังเสียงประชาชน”

“เทศบาลนครนครปฐม” ก้าวสู่เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทย เปิดตัวโซลูชัน Fullloop สู่ “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” อัจฉริยะ ตัวช่วยรวบรวมเรื่องราว – แยกแยะ – จัดส่ง ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแก้ไข ลดเวลาและขั้นตอนที่ส่งข้อมูลตามสายงาน แบบ Omni-channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น จำกัด (BIZCUIT Solution) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ฯ ได้เข้าไปให้บริการกับ เทศบาลนครนครปฐม ด้วยโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” เป็นระบบที่แยกแยะทุกเรื่องราวที่ประชาชนส่งเข้ามาจากทุกช่องทาง ว่าเรื่องใดเป็น ‘คำร้องเรียน’ เรื่องใดเป็น ‘ข้อเสนอแนะ’ ทำให้พนักงานเทศบาลสามารถลำดับความสำคัญในการจัดการ และจัดส่งต่องานไปยังผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบงานด้านนั้นโดยตรงให้ไปจัดการได้อย่างตรงจุด รวมถึงการนำไปต่อยอดในการสร้างระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้กับงานบริการอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย”

นายสมโชค พงษ์ขวัญ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ในฐานะผู้รับนโยบายและผู้ดูแลโครงการกล่าวว่า “เราต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จึงได้นำร่องนำโซลูชัน Fullloop “ระบบรับฟังเสียงประชาชน” ทำให้ประหยัดเวลาแก้ไขปัญหาร้องเรียน หรือนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาตามแต่ละหน่วยงานได้รวดเร็วขึ้น”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ai-fullloop-news-release/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022/

“เมืองอัจฉริยะ” สร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมือง Thailand Smart City Expro 2022 [Guest Post]

“เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกจังหวัดของประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

คำว่า “เมืองอัจฉริยะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต  รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ ความปลอดภัยของทุกคนในเมืองนั้น หรือประเทศนั้นต้องดีขึ้นด้วย แนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัยในรูปแบบการบริหารจัดการเมืองที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการจัดสมดุลของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ประเทศไทยได้มีการกำหนดพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่คัดเลือกเป็เมืองอัจฉริยะต้นเเบบในแต่ละปี

โดยปี 2561-2562 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 10 เมืองใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ต่อมา ปี 2562-2563 มีการกำหนดเป้าหมายเมืองอัจฉริยะเป็น 30 เมืองใน 24 จังหวัด ปี 2563-2564 กำหนดเมืองอัจฉริยะ 60 เมืองใน 30 จังหวัด และปี 2565 เมืองอัจฉริยะ 100 เมืองใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น

ขับเคลื่อนพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า) กล่าวว่า การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือ การทำอย่างไรให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม 100% แต่หมายถึงคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย

“เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนปี 2562 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการดำเนินการเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง และได้เห็นโซลูชั่นต่างๆ หลังจากนั้นประเทศก็ได้มาขยายผลเกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการตีความของคำว่าเมืองอัจฉริยะสามารถดำเนินการได้หลากหลาย  จึงได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

5 หลักเกณฑ์ตั้ง “เมืองอัจฉริยะ” ในไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าสำหรับหลักเกณฑ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะประกอบด้วย 5 เกณฑ์สำคัญ คือ ดังนี้

1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน ว่าจะขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในรูปแบบไหน จะเป็นเมืองที่มีนวัตกรรมทั้งหมด 100% หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม Green หรือจะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นต้น
2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง จะต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น มีระบบ และมีเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมด้วย  
3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านจำนวนคน จำนวนเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตของคนในเมือง ต้องเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง  
4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่

  • สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  • พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  • เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)  
  • การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living )
  • การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  • พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 
  • ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)

5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน คือ ไม่ได้พึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาดำเนินการสนับสนุนได้

เปลี่ยน Mindset ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล  กล่าวอีกว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ดีป้าได้แบ่งเมืองเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมีประมาณ 70 เมืองที่เข้าร่วม และกลุ่มเมืองที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง ประมาณ 30 เมืองใน 23 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

โดยการแบ่งเมืองออกเป็น 2 ประเภทนั้น เนื่องจากหากเป็นกลุ่มเมืองเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์และกำลังจัดทำแผนงานอยู่ ส่วนกลุ่มที่ประกาศเขตเป็นเมืองอัจฉริยะแล้วนั้น กลุ่มนี้ได้ดำเนินการครบทั้ง 5 หลักเกณฑ์แล้วเพียงแต่ในส่วนของการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะอาจจะไม่ได้ครบทั้ง 7 ด้าน

“อุปสรรคหลักของการสร้างเมืองอัจฉริยะ คือ Mindset แบบเดิมว่าเมืองอัจฉริยะต้องเป็นเรื่องที่ภาครัฐลงทุน ขาดความรู้ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเมืองอัจฉริยะไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงทุนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางดีป้า ได้มีการสร้างคนรุ่นใหม่ และพยายามจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองอัจฉริยะ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

โดยมีการสร้างคนรุ่นใหม่ ลงไปทำงานกับคนในพื้นที่ ผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นแรกดำเนินการ Youth Ambassador  หรือนักดิจิทัลพัฒนาเมืองไปแล้ว 30 คน ปีนี้จะเพิ่มเป็น 150 คน  เพื่อช่วยปรับมุมมอง เปลี่ยน Mindset ของคนในพื้นที่ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เพิ่มช่องทางลงทุนเทคโนโลยีให้ภาคเอกชน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวด้วยว่าดีป้าพยายามผลักดันให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ต้องทำให้ภาคเอกชนได้กำไรจากการทำร่วมด้วย เพราะรอการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ   

ภาครัฐต้องสร้างระบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยภาครัฐอาจต้องสร้างงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อขจัดข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มโอกาส ช่องทางการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  

“ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ได้เพิ่มสิทธิแก่ผู้ที่จะนำโซลูชั่นไปใช้ในเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 8 ปี ซึ่งแสดงว่า ประชาชนจะรับการบริการที่ดี  โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาช่องทางจากเอกชนไปทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่ และทางดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิตอล เพื่อให้เอกชนเข้ามาลิสต์รายการที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เลือกใช้และผ่านกระบวนการพัสดุได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

“เมืองอัจฉริยะ” ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น เมืองอัจฉริยะจะต้องมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจนว่าจะเป็นGoGreen ได้อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาด้านมลพิษ ด้านน้ำ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้วย

การดูแลสุขภาพของคนในเมือง ทำอย่างไรให้คนในเมืองเข้าถึงการบริการสาธารณสุข และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่เมืองอัจฉริยะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่จะเป็นโจทย์หลักหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาหลักของแต่ละเมืองร่วมด้วย ซึ่งแต่ละเมืองก็มีโจทย์หลักและปัญหาหลักที่แตกต่างกัน

โดยในปี 2566 ดีป้าจะมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะมากขึ้น และพยายามทำให้เมืองอัจฉริยะมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน รวมถึงพยายามหาโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 5G  หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมมากขึ้น  

“การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และคนในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Ecosystem หรือระบบนิเวศของไทย ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลัง มิติการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าอาศัยเพียงภาครัฐคงไม่สำเร็จ”ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

เปิดเวทีเมืองอัจฉริยะ Thailand Smart City Expo 2022

“Thailand Smart City Expo 2022” เป็นอีกหนึ่งงานของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ภายใต้ความร่วมมือของดีป้า  และบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (เอ็น.ซี.ซี.) ร่วมจัดงานขึ้น ระหว่าง วันที่ 30 พ.ย.–2 ธ.ค. 65 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำโซลูชั่นมาใช้ กับภาคประชาชน ชุมชนที่ถือเป็นผู้ใช้นวัตกรรม โซลูชั่นและร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในส่วนของดีป้า จะนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ได้ดำเนินการไป และแผนเป้าหมายต่างๆ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไฮบริด มีการจัดแสดงครอบคลุม 7 กลุ่มประเภทสินค้า รวมกว่า 300 บูธ ได้แก่ ระบบจัดการด้านพลังงาน ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ระบบโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าปลีก ระบบด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบขนส่งและยานยนต์ และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

โดยภายในงานยังจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย แบ่งปันความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญในหลายอุตสาหกรรม การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Metaverse กับเทคโนโลยี AR และ 3D Interactive ผ่านแอปพลิเคชัน “Graffity Mappers”

ลงทะเบียนชมงานได้แล้วที่นี่ https://bit.ly/3M1DZ0z

 

from:https://www.techtalkthai.com/ncc-exhibition-thailand-smart-city-expro-2022-guest-post/