คลังเก็บป้ายกำกับ: SLIDE

เมื่อ “บ้าน” ถูกส่งออกมาผ่านบทเพลง “ชีวิตจริง” แคมเปญล่าสุดที่สุขและเศร้าพร้อมกัน

การทำมิวสิคมาร์เก็ตติ้งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ธุรกิจอสังหาหลายรายยังเลือกที่จะใช้กลยุทธ์นี้เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้า เป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้ thumbsup จะมาถอดรหัสมิวสิคมาร์เก็ตติ้งของ ศุภาลัย x Bowkylion กันค่ะ

นักร้องหญิงตัวท็อปของยุค x เจ้าของโครงการบ้าน/คอนโดชั้นนำของไทย


หากเป็นในยุค 90 “โบกี้ไลอ้อน” ก็น่าจะเทียบเท่ากับ ทาทา ยัง นุ๊ก สุทธิดา หรือโบ สุนิตา นั่นคือมีเพลงฮิตติดหู และวัยรุ่นในยุคสมัยนั้นชอบมาก สำหรับความโด่งดังของโบกี้ ไลอ้อนนั้น น่าจะมาจากวลีเด็ด “ดงปราคช” คำฮิตของชาวเน็ตที่ติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ ที่บอกให้แฟนคลับแกล้งพิมพ์ผิดเหมือนไม่ตั้งใจเพื่อดึงดูดความสนใจจากหนุ่มที่หมายปอง แต่ไม่ใช่แค่คาแรคเตอร์ที่น่ารัก สนุกสนาน ความสามารถด้านบทเพลงของไทยก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร

เพลงฮิตล่าสุดอย่าง “วาดไว้” เพลงที่แต่งขึ้นจากการสูญเสียแม้จะเศร้า แต่ชีวิตก็ยังต้องก้าวต่อ จึงส่งเพลง “ชีวิตจริง” เข้ามาสอดประสานชีวิตที่เดินหน้าอย่างมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับคนรอบตัว สามารถก้าวขึ้นเป็นเทรนด์อันดับ 4 ใน Youtube ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยเพลงนี้ออกมา อีกทั้งยังขึ้นเทรนด์อันดับที่ 4 ในหมวดมิวสิค และมียอดวิว 1 ล้านครั้งภายใน 3 วัน (ผ่านมา 3 สัปดาห์เพลงนี้ยังแรงต่อเนื่องจนยอดวิวขึ้นเป็น 5 ล้านครั้งแล้ว)

ศุภาลัย บริษัทที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเพื่อการพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการบ้านและเป็นเจ้าของบ้านอยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์และอาคารชุดหลากหลายทำเลทั่วประเทศ โดยผลประกอบการ ม.ค. – ก.ย. ปี 2565 กวาดรายได้ 25,455 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิ 6,002 ล้านบาท

การปล่อยกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งของทางศุภาลัยเอง ก็เพื่อให้คนที่ฝันอยากมีบ้านได้เห็นบรรยากาศสวยๆ ผ่านมิวสิควีดีโอ เพื่อสอดรับกับการปล่อยแคมเปญร้อนแรงที่ส่งออกมาตอบสนองคนอยากมีบ้านตลอดทั้งปี  ซึ่งการร่วมมือกันของทั้งสองนี้ นอกจากจะได้ฟังเพลงเพราะ บรรยากาศมีความสุขแล้ว ผู้ชมยังได้เห็นบ้านสวยๆ ในโครงการของศุภาลัยอีกด้วย

Build for Real Life เป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ศุภาลัย ต้องการสื่อให้เห็นถึงความตั้งมั่นในการเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่คิดจากชีวิตจริง และด้วยความเข้าใจจากการเรียนรู้ความเป็นอยู่และความต้องการของคนซื้อบ้านนี้ ทำให้การออกแบบบ้านของศุภาลัยเน้นไปในเรื่องของการใช้ชีวิตมากกว่าเทรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

 

คอมเมนต์ชาวเน็ต สวนกระแสความสุขที่ต้องการสื่อ

แม้เพลง “ชีวิตจริง” จะเป็นเพลงภาคต่อของเพลง “วาดไว้” แต่ด้วยหลายท่อนเนื้อร้องของเพลงนี้ ทำให้ความหมายของบทเพลงที่พยายามจะปลุกให้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุข และหลุดพ้นจากความเศร้า เพื่อเป็นแรงใจให้ชีวิตก้าวไปต่อด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง แต่นักฟังเพลงกลับรู้สึกว่าเพลงนี้ยังแฝงความเศร้าทำให้น้ำตาซึม

โชคดีที่โมเมนต์ต่างๆ ของมิวสิควีดีโอเพลงนี้ เกิดขึ้นภายในบ้าน ทำให้บรรยากาศอบอุ่นเป็นการตอกย้ำในเรื่องของความรู้ความเข้าใจในการสร้างบ้าน ของตัวจริงเรื่องบ้านอย่างศุภาลัย ที่ตอกย้ำวิสัยทัศน์ว่า “Build for Real Life” เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่เราจะพบความสุขในชีวิต และเป็นตัวเองได้มากที่สุด มีรักคอยซัพพอร์ตหัวใจ ไม่ว่าคุณจะทุกข์แค่ไหนเราจะมีบ้านกลับไปให้พักพิงยามเหนื่อยล้าหรือท้อแท้

 

บ้านสวยช่วยฮีลใจยามอ่อนล้า

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในมิวสิควีดีโอเพลงนี้ คือตัวบ้านพร้อมกับบรรยากาศสวยๆ จากมุมต่างๆ ที่ดูละมุนแม้ว่าโทนสีของภาพ ทำให้ผู้ชมรู้สึก “อึมครึม” แต่ด้วยการส่งออกถึงความสุขผ่านสายตาของนักแสดงทำให้ผู้ชมยังมีรอยยิ้มได้

ตามปกติแล้ว แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งมักจะต้องพยายามใส่เอกลักษณ์ความเป็นแบรนด์ลงไปในเนื้อเพลง แต่สำหรับเพลงชีวิตจริงของโบกี้ไลอ้อนนั้น ทางศุภาลัยกลับเปิดกว้างในการนำเสนอภาคต่อของเพลงแบบไม่ต้องพยายามปรับลุคเข้าหาแบรนด์ แต่สามารถนำเสนอออกมาตามแนวความคิดของตนเองได้อย่างเต็มที่ และใช้ “บ้าน” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นที่พักและอยากกลับไปในยามที่เหนื่อยล้า เพราะชีวิตของทุกคนไม่ได้มีแต่ความสุข แต่มีทุกข์ปะปนอยู่ด้วยเสมอ ซึ่ง “บ้าน” คือเซฟโซนของทุกคน

สายสัมพันธ์คือทุกอย่างใน “ชีวิตจริง”

นอกจากองค์ประกอบภาพและบรรยากาศที่มีความสุขแล้ว สายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความรักและความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี

ผู้ชมจึงได้เห็น ‘คน’ ที่อยู่ในโมเมนต์สำคัญในช่วงเวลาต่างๆ ของโบกี้ไลอ้อน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิทที่เป็นช่างแต่งหน้าทำผม  “ปลาทู” สุนัขตัวโปรดและพี่สาวตัวจริงอย่าง “ว่าน วันวาน” โดยงานโฆษณาช้ินนี้ต้องการที่จะ “สื่อ” เรื่องสายสัมพันธ์ของคนในชีวิตจริง และคนเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคนในชีวิตจริงสังคมจริงของโบกี้ไลอ้อน มาร่วมสร้างสีสันให้บทเพลงมีความสุขมากขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดและฟื้นกลับขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง

ผนวกกับการใช้เวลาร่วมกันผ่านมุมโปรดในจุดต่างๆ ของที่บ้าน ทั้งห้องอาหาร ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ที่เราทุกคนสามารถมีความทรงจำร่วมกันในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้ “บ้าน” เป็นขุมพลังแห่งความสุขของทุกคน

from:https://www.thumbsup.in.th/supalai-x-bowkylion-music-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=supalai-x-bowkylion-music-marketing

RAiNMaker ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI พร้อมเดินหน้าประกาศโปรเจคใหม่ iCreator Camp

RAiNMaker (เรนเมคเกอร์) สานต่อครั้งยิ่งใหญ่กับงานสัมมนาที่รวมเหล่าครีเอเตอร์ชั้นนำของประเทศไทยมาไว้บนเวทีเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI : THE NEXT CHAPTER” ก้าวต่อไปของวงการครีเอเตอร์ท่ามกลางจุดเปลี่ยนของโลกที่คนยุคใหม่ต้องตามให้ทัน

มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,500 คน ทั้งวัยทำงาน แบรนด์ เอเจนซี่และสื่อชั้นนำต่างๆ มากมาย ที่พิเศษคือปีนี้มีนิสิตและนักศึกษาให้ความสนใจเป็นอันมาก สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการทำงานด้านคอนเทนต์และครีเอเตอร์ กำลังเป็นที่สนใจและสร้างโอกาสรายได้สำหรับเด็กรุ่นใหม่ในอนาคต

คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้บริหารบริษัท เดอะซีโร่ พับลิชชิ่ง จำกัด (The Zero Publishing) เจ้าของเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Mango Zero, Parents One, Thumbsup และ RAiNMaker ขึ้นกล่าวระหว่างการเปิดงาน iCreator Conference 2022 ว่าในปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการออนไลน์ ทั้งเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เปลี่ยนไป โลกของ CREATORNOMIC หรือภาพรวมที่ส่งเสริมวงการครีเอเตอร์ไทย ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องการพัฒนาให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“Creatonomic” คือการผนวกรวมระหว่าง Creator กับ Economic เมื่อการทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของคนทำคอนเทนต์อาชีพอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการผนวกรวมเพื่อสร้างความเป็นไปได้”

ในอดีต Ecosystem ของการทำคอนเทนต์ประกอบไปด้วย Brand/Agency, Content Creator, Audience อาศัยอยู่ร่วมกันบนสิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, YouTube หรือ Website แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม

ดังนั้น ในปี 2022 ที่ผ่านมา มีอัตราการซื้อขายสื่อบน Platform ออนไลน์สูงถึง 27,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเติบโตกว่า 20% ต่อปี ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน Social Media ในไทย 📈 รวมกันแตะ 100 ล้านคนในทุกแพลตฟอร์ม

เมื่อย้อนกลับไปมองปี 2017 ที่ YouTube มีคน Subscribe เกิน 1 ล้านคนเพียงแค่ 32 ช่อง แต่ในปี 2022 มีช่อง YouTube ที่มีคนติดตามเกิน 1 ล้านคน มากถึง 650 ช่อง

ตัวเลขเหล่านี้ บ่งบอกว่าวงการคอนเทนต์ไทยนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก ดังนั้นทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งเราเรียกมันว่าการซ้อนทับกันของคอนเทนต์​

ทั้งนี้ จึงสรุปได้เลยว่านี่คือยุคแห่งการทับซ้อนและผสมผสานกันของคอนเทนต์ ไม่ได้มีการแบ่งแยกกันอีกต่อไปแล้ว นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพจำของการทำคอนเทนต์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

รวมถึงปีนี้ยังเป็นปีที่ครีเอเตอร์หลายช่องได้เปิดมาเกินกว่า 5-10 ปีแล้ว การปรับตัวครั้งใหญ่จึงเปรียบเสมือนเป็น Chapter ใหม่ของวงการครีเอเตอร์ ซึ่งเหล่าครีเอเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ต่างก็ต้องก้าวข้ามผ่านกรอบของตัวเอง เพื่อไปสู่โลกใหม่แห่งการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แปลกใหม่ และได้รับการยอมรับจากผู้ชมยุคใหม่ให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Brand, Agency, Platform, Audience ทุกคนสามารถสลับตำแหน่งและช่องทางกันได้อยู่ตลอดเวลา ในยุคของ Creatornomic ซึ่งใน Ecosystem นี้ ทุกคนจะต้องเข้ามร่วมสนับสนุนกัน ในช่องทางที่ตัวเองสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากรัฐบาล, ด้านจริยธรรม, ด้านกฎหมาย ในด้านใดก็ได้ที่เราสามารถทำได้ ถ้าเราติดตามสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลง เราจะเห็น Trend ที่สำคัญดังนี้
2023 คือ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิด Platform ใหม่ ๆ อย่าง TikTok และตระกูล Short Video ทั้งหลาย, Twitter Community, Facebook Community เราจะเจอหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในปีหน้าเปลี่ยนไป จนเราต้องปรับตัวและทำความเข้าใจ
2023 ปีทองของ Content Creator เพราะ Platform ต่างต้องการ Creator เข้ามาอยู่ใน Platform ของตัวเอง เมื่อ YouTube ประกาศอัดฉีดเงินให้กับ Creator ทั้ง Funding, Revenue, การให้การสนับสนุนต่าง ๆ แม้กระทั่ง Netflix ยังสนับสนุนการทำคอนเทนต์ในประเทศ ภาพยนตร์ไทย, คอนเทนต์จากผู้กำกับหรือนักสร้างคนไทย รวมถึงเวทีการประกวดและมอบรางวัลต่าง ๆ
ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงตลอดไป และมาพร้อมกับโอกาสมากมายรออยู่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือในมิติด้านการศึกษา เมื่อโลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ เราจะทำอย่างไรให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ ทักษะในการทำคอนเทนต์ ทาง RAiNMaker จึงได้เปิดตัว iCreator Camp เพื่อสนับสนุนกิจกรรม จัดค่าย ให้กับน้อง ๆ นักศึกษา หรือคนทำคอนเทนต์หน้าใหม่ เพื่อสนับสนุนนักสร้างคุณภาพสู่วงการคอนเทนต์เช่นกัน

นอกจากนี้ ภายในงาน “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI : THE NEXT CHAPTER”  ยังมีครีเอเตอร์ชั้นนำมากมาย มาขึ้นให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์มากมายบนเวที ไม่ว่าจะเป็น โบกี้ไลอ้อน, AUTTA, สิงห์ วรรณสิงห์ , ป๋าเต็ด , เฟื่องลดา , เคน นครินทร์ THE STANDARD ช่องยกกำลัง , เล็ก คงเดช ผู้กำกับภาพยนตร์ , ทีมชัชชาติ เป็นต้น มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และเทคนิคการสื่อสารในโลกออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

รวมทั้งได้รวบรวมแบรนด์ชื่อดังที่สรรสร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ได้อย่างมีคุณค่าและน่าจดจำ อย่างเช่น SUPALAI, AIS, SF Cinema และ ProPlugin ที่จะมาร่วมแชร์ข้อมูลที่ควรรู้สำหรับผู้ริเริ่มอยากสร้างแบรนด์ หรือมีแบรนด์เป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาคอนเทนต์ของแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta Thailand (Facebook, Instagram) , YouTube , Twitter , TikTok และ Lazada ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ ตั้งแต่การทำ Content ให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงแนะนำวิธีการใช้บริการแพลตฟอร์มให้เกิดประโยชน์ต่อการทำคอนเทนต์มากที่สุด

บทต่อไปของวงการครีเอเตอร์จะเป็นอย่างไร RAINMaker พร้อมสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ให้ได้มากที่สุด อยากให้งานนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นการรวมตัวกันของคนในอาชีพ เพื่อผลักดันสังคมครีเอเตอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกในอนาคต

สำหรับคนที่สนใจอยากอัพเดทข้อมูล และติดตามการจัดงานครั้งต่อไป สามารถติดตามได้ที่ http://www.rainmaker.in.th , Facebook Page : RAiNMaker และ Twitter @rainmakerth

from:https://www.thumbsup.in.th/rainmaker-icreator-conference-2022-presented-by-supalai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rainmaker-icreator-conference-2022-presented-by-supalai

16 กลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าทำตลอดทั้งปี

การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของนักการตลาดทุกรุ่นนั้น มักมองหาเทรนด์ที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ สร้างความเชื่อมั่น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สร้างโอกาสการสื่อสาร และเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ

ดังนั้น เราจึงเห็นแนวทางการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ทุกปี ไม่ว่าจะเป็น การใช้อินฟลูเอนเซอร์ การจ้างยาวแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

วันนี้ thumbsup จึงได้รวบรวมแนวทางสร้างกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาฝากกัน

16 แนวทางการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด

  1. ทำคอนเทนต์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์
  2. สตรีมมิ่งและคอนเทนต์วิดีโอ
  3. คอนเทนต์ที่ลูกค้าสร้างขึ้น
  4. กำหนดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 
  5. การตลาดแบบอะไจล์
  6. แชร์ประสบการณ์ของลูกค้าขาประจำ
  7. ปรับปรุงประสบการณ์ใช้บริการทุกช่องทางอยู่เสมอ
  8. กลยุทธ์การค้นหาด้วยเสียงสำหรับ SEO
  9. การตลาดแบบสนทนา (แชท)
  10. คอนเทนต์แบบมีการโต้ตอบ
  11. ใช้งานแอปคู่กับเทคโนโลยี VR
  12. เลือกใช้ AI ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
  13. ผสานอินเทอร์เน็ตกับ IoT
  14. เดินหน้าสื่อสารเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมให้สม่ำเสมอ
  15. เป็นตัวแทนและมีส่วนร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ
  16. มุ่งเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวต่อลูกค้าเป็นหลัก

 

ที่มา : Asana

from:https://www.thumbsup.in.th/16-stategy-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=16-stategy-marketing

iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI สุดยอดงานรวมตัวครีเอเตอร์ชั้นนำเมืองไทย ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับเงานมหกรรมรวมกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์มชั้นนำยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

โดยปีนี้มากับธีม “The Next Chapter : จุดเปลี่ยน เส้นทางใหม่ ก้าวต่อไปของวงการครีเอเตอร์” เพื่อสานต่อบทต่อไปของวงการคอนเทนต์ที่ต้องตามให้ทัน

งานนี้จึงเป็นการรวมตัวของเหล่าครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์มชั้นนำไว้ด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เวทีหลัก ที่รวมกว่า 40+ Speakers, 20+ Sessions กับอีก 6+ Workshops

-> พิเศษ! สำหรับชาว thumbsupers สามารถกรอกโค้ด THUMBSUP : เพื่อรับส่วนลด 5% ได้เลย สำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์
https://www.eventpop.me/e/13411-icreator-conference-2022/icreator-conference-2022?aff=THUMBSUP

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: iCreatorConference.com

โดยภายในงานมีไฮไลต์น่าสนใจ และความพิเศษมากมายที่ไม่ควรพลาด พร้อมอัดแน่นถึง 3 Stages กว่า 20+ Sessions, 40+ Speakers และอีก 6+ Workshops ที่เสิร์ฟความรู้ให้แบบจัดเต็มทุกสาย ไม่ว่าจะเป็น Social Trends, Marketing และ Creative

พบกับแพลตฟอร์มระดับโลก ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ อาทิ

  • Meta Thailand (Facebook, Instagram)
  • YouTube Thailand
  • Twitter Thailand
  • TikTok Thailand
  • Lazada

พร้อมกับเหล่า Speakers ซึ่งล้วนเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชั้นนำในไทย อาทิ

  • สิงห์ – วรรณสิงห์ ผู้ก่อตั้งเพจ เถื่อนChannel
  • ป๋าเต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม พิธีกรและผู้จัดคอนเสิร์ต Big Mountain Music Festival
  • เคน – นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร The Standard
  • แยม – ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters
  • เต – ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
  • ปั๋น – ดริสา การพจน์ เจ้าของเพจ Riety
  • เหว่ง – ภูศณัฏฐ์ จากช่อง ยกกำลัง
  • เติ๊ด – ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี จากช่อง ยกกำลัง
  • ซอฟ – โศภิษฐ์รสกร โชติธนฤทธิ์ จากช่อง ยกกำลัง
  • เฟื่องลดา – สรานี สงวนเรือง เจ้าของช่อง LDA World
  • โบกี้ – พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ (BOWKYLION) ศิลปินและนักแต่งเพลงค่าย What The Duck
  • แน๊ต – ศุจินันธ์ ชิดประชา เจ้าของเพจ ‘น้องแน๊ต เกศริน ชัยเฉลิมพล’
  • ติช่า – กันติชา เจ้าของรายการ ‘I KAN TEACHA: SEX ED’
  • เอม – นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ บรรณาธิการบริหาร WorkpointTODAY
  • อาร์ต – ปภังกร เขมจิรโชติ เจ้าของช่อง TikTok: @artymilk
  • แซม – พลสัน นกน่วม เจ้าของช่อง TikTok: เล่าเรื่องแบรนด์กับแซม พลสัน
  • เฟิร์น – โสรยา วงษ์พัดอำพร ผู้ชนะรายการ Creator Wars
  • เปียว – เปรื่องวุฒิ นิกรกิตติโกศล เจ้าของเพจ GOG GAG
  • กร – ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัล Workpoint Entertainment
  • โจ้ – ศวิชญ์ สุวรรณกุล ผู้บริหารค่าย YUPP!
  • กร – อัษฎกร (AUTTA) ศิลปินและนักแต่งเพลงค่าย YUPP!
  • จุ๊กจิ๊ก – นรรณพร แสนใจวุฒิ Content Creator เพจ echo
  • ดาว – ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้จัดรายการพอดแคสต์ R U OK?
  • นิ้ง – ภัทนะ จันทร์เจริญสุข โปรดิวเซอร์ Netflix Series เรื่อง ‘Hurts Like Hell’
  • เล็ก – คงเดช จาตุรันต์รัศมี นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง “Faces of Anne”
  • ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ CommunicationDirector ทีมชัชชาติ
  • แมว – ประกิต กอบกิจวัฒนา Branding Consultancy ทีมชัชชาติ
  • เถียร – เสถียร บุญมานันท์ ผู้ก่อตั้ง MetaverseXR

สำหรับใครที่ลังเล หรือสงสัยว่างานนี้จะเหมาะกับเราหรือเปล่า กลัวซื้อบัตรแล้วไม่คุ้ม หาคำตอบได้ที่นี่! “iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI” เป็นงานสัมนาที่ร่วมกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากหลากหลายวงการ รวมทั้งแพลตฟอร์มในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เบื้องหน้า และเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่ทำให้เข้าใจกระบวนการทำงานมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมงานได้มากมาย อาทิ

  • แบรนด์ที่ต้องการเข้าใจวิธีสื่อสารในยุคออนไลน์
  • นักการตลาด, ฝ่ายประชาสัมพันธ์, ทีมคอนเทนต์
  • ทีมงานในบริษัทสื่อ, ธุรกิจที่เน้นการสื่อสารกับผู้คน
  • คอนเทนต์ครีเอเตอร์, ฟรีแลนส์, นักศึกษาในสายที่เกี่ยวข้อง

ที่สุดแห่งความคุ้มค่าสำหรับบัตร 1 ใบ รวม Benefit บัตรงาน iCreator Conference 2022

✅ รับชมได้ทั้ง On ground / Online และดูย้อนหลังได้ 2 เดือน
✅ บัตรทุกใบแถมคอร์สเรียนออนไลน์ Cariber และ FutureSkill ฟรี 14 วัน
✅ พูดคุยกับเหล่าครีเอเตอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อนำเทคนิคไปประยุกต์ก่อนใครในโซน SUPALAI Creator Clinic
✅ ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน iCreator Opinion Board เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับวงการครีเอเตอร์เติบโตขึ้น
✅ ศูนย์รวม Connection ที่หลากหลายของคนในวงการครีเอเตอร์ตัวจริง

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานรวมสุดยอดของวงการคอนเทนต์ไทย เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่ The Next เทรนด์ในปี 2023 นี้ไปด้วยกัน

สำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.eventpop.me/e/13411-icreator-conference-2022/icreator-conference-2022?aff=SPACETHCO

หรือติดตามข้อมูลได้ที่: iCreatorConference.com พิเศษ! บัตร Early Bird #2 ราคา 2,200 บาท (จาก 3,000 บาท)

#iCreator2022 #TheNextChapter #iCreatorConference

Facebook Page : Rainmaker
Website : http://www.rainmaker.in.th
Twitter : Rainmaker
Youtube : RAiNMaker

from:https://www.thumbsup.in.th/icreator-conference-2022-presented-by-supalai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=icreator-conference-2022-presented-by-supalai

PR ยุคใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร? แนวทางปรับตัวที่น่าสนใจจาก Rabbit Tale’s PR


หัวใจของการทำ PR ให้ประสบความสำเร็จในยุคที่การสื่อสารหลั่งไหลรายนาที
ในโลกที่มีสินค้า บริการ รวมถึงแบรนด์มากมายผุดขึ้นมาเป็นทางเลือกแสนละลานตา การจะทำให้แบรนด์ของเรากลายเป็นที่รัก

นอกจากรสนิยมส่วนตัวแล้ว การมีคนที่น่าเชื่อถือมาช่วยยืนยันความเชื่อมั่นให้แบรนด์ก็สำคัญ โดย PR คือคนที่ทำหน้าที่ Third Party Validation เพื่อสร้าง และยืนยันความน่าเชื่อถือเพื่อทำให้คนเปิดใจรักแบรนด์

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ครอบครองความน่าเชื่อถือที่ใครๆ ก็ต้องตั้งใจฟังคือ ‘สื่อสารมวลชน’ ดังนั้น PR จึงต้องทำงานข่าวและทำงานกับนักข่าวเพื่อให้คนหันมารักแบรนด์ แต่วินาทีนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่การสื่อสารเปลี่ยนไป PR ยุคใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร?

คุณปอง-จักรพงษ์ คงมาลัย Managing Director ของ Rabbit’s Tale Public Relations Business Group (Rabbit’s Tale PR) มาพร้อมประสบการณ์การทำ PR ในยุค Digital และคำตอบที่ทุกคนรอคอย

PR ที่รอดคือ PR ที่ปรับตัวสู่ความหลากหลาย

เพราะภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป การทำ PR ยุคใหม่จึงไม่ควรยึดติดกับแพลตฟอร์มเดิมๆ เพียงอย่างเดียว PR ยุคใหม่ก็จึงควรมีความรู้ ความเข้าใจในทุกแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ นอกจากการทำงานข่าวร่วมกับทุกคนอย่างที่เคยทำมา การปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลที่มีทั้ง Emerging Media และ Influencer ก็เป็นอีกหนทางสู่การทำ PR ที่มีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งมีศักยภาพในการโน้มน้าว และมีอิทธิพลทางความคิดแบบเจาะลึกรายประเด็นมากขึ้น การเข้าใจและแยกแยะธรรมชาติเฉพาะตัวของทั้งแพลตฟอร์ม สื่อออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์จึงสำคัญมาก

นอกจากเข้าใจการสื่อสารที่หลากหลายมากขึ้น การสื่อสารยังลงลึก และแตกแยกย่อยออกไปเยอะมากขึ้นด้วย (Fragmented) จึงจะเห็นว่าโซเชียลมีเดียกรุ๊ปที่พูดเรื่องไลฟ์สไตล์ จะไม่ได้ถูกแบ่งเป็นแค่สายกิน สายเที่ยวแบบกว้างๆ เท่านั้น แต่สามารถย่อยไปถึงของกินย่านฝั่งธน หรือเจาะจงไปที่ขนมหวานไทยโดยเฉพาะ เมื่อเข้าใจและทำคอนเทนต์นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง

ก็จะยิ่งถือว่าเป็น ‘ตัวจริง’ ในเรื่องนั้นๆ และมีอิทธิพลรวมถึงสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

PR ยุคใหม่ที่ต้องการเป็นตัวจริงจึงต้องปรับตัวสู่ความหลากหลาย เข้าใจแพลตฟอร์ม เข้าใจธรรมชาติของอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การทำงานกับสื่อหนึ่งสื่อเดียวที่มีคนตามเยอะๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ PR ต้องรู้ทุกรายละเอียดในแง่ Segmentation ว่าจะชวนให้อินฟลูเอนเซอร์คนไหน เล่าเรื่องแบบไหน

โดยเฉพาะการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีไลฟ์สไตล์และความสนใจที่ตรงกับแบรนด์ เพราะนั่นหมายถึง PR สามารถช่วยเลือกกระบอกเสียงที่คนจะรับฟังแบรนด์ผ่านคำพูดของอินฟลูเอนเซอร์คนนั้นได้อย่างตรงเป้า PR ต้องใช้การสื่อสารขับเคลื่อนความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ได้อย่างไร้รอยต่อ

การสื่อสารและข้อมูลไหลไว PR ยุคใหม่ไม่ได้ทำแค่งานข่าว แต่เราทำให้คนรักแบรนด์

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน นอกจากรูปแบบการสื่อสารที่ต้องเปิดกว้างอย่างยิ่งจนการทำ PR เปลี่ยนแล้ว คนทำงาน  PR ก็จำเป็นต้องปรับตัวตามเช่นกัน ปอง จักรพงษ์ ระบุว่า PR ยุคใหม่ต้องเปลี่ยนตามให้ทันโลกออนไลน์ ถ้ามัวทำอะไรแบบเดิมอาจทำให้เราหลุดออกจากวงโคจรไปได้

ความเข้าใจบางอย่างที่เคยใช้ได้ คนทำ PR ยุคใหม่ อาจต้องขยับขยายเพื่อปรับมุมมอง PR ไม่ใช่ Free Media เท่านั้น แต่การทำ PR คือการทำให้คนเชื่อมั่นและรักแบรนด์ ดังนั้นวิธีที่จะสื่อสารออกไปทำ PR ได้หลายทาง ทั้งการทำ Owned Media (สื่อของตัวเอง)Paid Media (สื่อที่จ่ายเงินได้มา) Shared Media (สื่อบน Social Media) ให้ดีที่สุด เพื่อทำให้เกิด Earned Media (สื่ออื่นๆ ที่อยากพูดถึงเรา)

โดยหนทางที่จะส่งสารหรือทำคอนเทนต์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอต้องเกิดจากความคิดที่ว่า PR ไม่ได้มีแค่หน้าที่ทำข่าวหรือสร้างสัมพันธ์กับนักข่าว (Media Relations) เท่านั้น หากแต่เรากำลังทำความเข้าใจว่าต้องสื่อสารแบบไหนเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเราจริงๆ เขาต้องการอะไรกันแน่ และประเด็นแบบไหนที่มีคุณค่าสำหรับเขา PR ถึงจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ได้

พิจารณายกเลิก PR Value

ในการวัดผล PR ถือเป็นอีกประเด็นที่ PR ยุคใหม่ต้องปรับมุมมอง เมื่อการสื่อสารยังเปลี่ยนแบบพลิกโลก วิธีการวัดมูลค่าการประชาสัมพันธ์ย่อมเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน การวัด PR Value แบบเดิมกับ Traditional Media อาจระบุได้ว่าข่าวที่ลงไปมีมูลค่าเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อาจบอกว่าคนเหล่านั้นเข้าถึงแบรนด์ หรือได้รับข้อความที่แบรนด์ต้องการส่งไปได้จริงหรือไม่ ยิ่งปัจจุบันโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์มมีหน่วยวัดคนละแบบ ไม่สามารถเทียบกันได้โดยตรง เพราะฉะนั้น PR ยุคใหม่จึงยิ่งต้องเปิดกว้างต่อวิธีการวัดผลที่หลากหลาย PR Value จึงไม่ใช่เกณฑ์วัดที่เหมาะสมอีกแล้ว ต้องใช้การวัดผลแบบอื่นๆ เพื่อบ่งชี้ได้อย่างรอบด้าน

นอกจากนั้นสิ่งที่ PR ยุคใหม่ควรให้ความสำคัญคือการตอบให้ได้ว่า PR ที่กำลังทำนั้นตอบโจทย์หรือสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไปแล้วหรือยัง? โดย Rabbit’s Tale Public Relations Business Group เลือกใช้การวัดผลด้วย PR Tech ผสานกับการใช้ PESO Model 2.0 ควบคู่กับการสังเกต เก็บข้อมูลหลังบ้านจากแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รวมถึงการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ และปรับแก้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้ความน่าเชื่อถือ และสิ่งที่แบรนด์ต้องการให้สะท้อนกลับมาจริงๆ


เมื่อ PR ไม่ใช่แค่ Free Media ‘PESO Model 2.0’ กลยุทธ์ทำ Digital PR อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้อินฟลูเอนเซอร์ และโลกออนไลน์จะเสียงดัง และมีคนพร้อมฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำ PR ยุคใหม่คือการพุ่งตรงเข้าหาโลกดิจิทัล และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคนติดตามจำนวนมากแล้วจบ ไม่เช่นนั้นเราอาจติดอยู่ในลูปของการแข่งกันตะโกนใส่ผู้บริโภคแล้วทุกอย่างก็จางหายไป

PR ยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อให้การทำงาน PR ชัดเจน เพราะปัจจุบันมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คน กลยุทธ์จะช่วยให้ PR มีแผนการใช้สื่ออย่างรอบคอบและครอบคลุม เพราะลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจจะเชื่อมั่นหรือรักแบรนด์ใด
แบรนด์หนึ่งจากช่องทางเดียว พวกเขาเห็นจากทุกช่องทางร่วมกัน ‘PESO Model 2.0’ จึงเป็นกลยุทธ์ทำ PR อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรกว่าการหวังพึ่ง Free Media อย่างเดียว โดยผสานทั้งการใช้ Paid media, Earned media, Shared media, และ Owned media ไว้ด้วยกัน

  • Paid media ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ตรงจุดขึ้น
  • Earned media สร้างความสัมพันธ์ และความพึงพอใจจนเกิดการบอกต่อกันเอง
  • Shared media การกระตุ้นให้คนพูดถึงเรา แบ่งปัน รีวิวจนเกิดเป็นชุมชนหรือคอมมูนิตี้
  • Owned media การทำช่องทางสื่อสารของตัวเองเพื่อบอกเล่าคุณค่าและคอนเทนต์ไม่จางหายไปไหน

‘PESO Model 2.0’ ช่วยให้ PR ยุคใหม่ก้าวออกจากกรอบเดิมที่อาจมี Free Media เป็นตัวตั้ง แล้วเปลี่ยนเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดของการทำ PR เป็นตัวตั้งแทน นั่นก็คือ ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นและรักแบรนด์โดยมีเครื่องมือ เนื้อหา และช่องทางที่หลากหลายและครอบคลุมตอบโจทย์ยุคสมัยที่การสื่อสารทลายสารพัดกรอบไปไกลแล้ว

PR ไม่ได้แยกขาดจากส่วนอื่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ระยะยาวให้
แบรนด์

นอกจากการทำ PR ยุคใหม่ที่ต้องเปิดกว้างเพื่อทำให้ผู้คนรักแบรนด์แล้ว ในยุคสมัยที่การสื่อสารและเทคโนโลยีทำให้ทุกเรื่องไร้พรมแดน ในวงการสื่อสารการตลาดนั้นการสร้าง Brand Experience หรือประสบการณ์ระยะยาวที่ครบวงจรให้กับแบรนด์และผู้บริโภคถือเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นเราไม่อาจมองการทำ PR แยกส่วนกับประสบการณ์อื่นๆ ของแบรนด์และผู้บริโภคได้

Rabbit’s Tale Public Relations Business Group ในฐานะส่วนหนึ่งของ Rabbit’s Tale ที่ตั้งเป้าเป็น Experience Agency เพื่อวางกลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์ครบวงจรจึงทำหน้าที่สร้างการรับรู้ (Awareness) การตัดสินใจ (Consideration) และการสนับสนุน (Advocacy) โดยจะทำงานร่วมกับทุก Business Group ใน Rabbit’s Tale ซึ่งจะทำให้ประสบการณ์ระยะยาวของแบรนด์และผู้บริโภคเป็นไปอย่างไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ที่สำคัญการทำ PR ไปพร้อมการมองภาพใหญ่ของแบรนด์ จะช่วยให้ PR พร้อมเป็น
พาร์ทเนอร์กับแบรนด์ และพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าที่เคย

ท่ามกลางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอยู่ขณะนี้ PR ยุคใหม่คงต้องปรับตัวอยู่เสมอ นอกจากการเปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้ เข้าใจธรรมชาติการใช้สื่อที่หลากหลายและลงลึกมากขึ้น รวมถึงทลายความเข้าใจเดิมบางอย่างเพื่อหาเครื่องมือที่ครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม 
สิ่งสำคัญที่ PR ยุคใหม่ต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอคือสิ่งที่ Managing Director แห่ง Rabbit’s Tale Public Relations Business Group เชื่อว่า “PR กับงานข่าวเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนเราควรกลับไปที่หัวใจที่แท้จริงของ PR คือเรากำลังทำให้ผู้คนเชื่อมั่นและรักแบรนด์ให้ได้”

ติดตามข้อมูลข่าวสารและเรื่องราววงการ PR ทุกรูปแบบได้ที่เว็บไซต์ https://www.rabbitstale.com/public-relations/

Rabbit’s Tale

Website: www.rabbitstale.com
Facebook: @RabbitsTale
LinkedIn: Rabbit’s Tale

เกี่ยวกับ Rabbit’s Tale

นับตั้งแต่ต้นปี 2565 Rabbit Digital Group (RDG) ได้ปรับโครงสร้างองค์กร และรีแบรนด์ ภายใต้ชื่อ Rabbit’s Tale ในฐานะ Experience Agency ที่มุ่งมั่นในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สอดประสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทั้งแบรนด์และผู้บริโภคในทุกมิติ ด้วยความเชี่ยวชาญจาก 4 Business Group ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Advertising Business Group หรือ Rabbit’s Tale Ads นำเสนอการทำการตลาดที่ครอบคลุม สดใหม่ ผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Experience ให้กับแบรนด์และผู้บริโภคได้อย่างลงตัว
  • Public Relations Business Group หรือ Rabbit’s Tale PR บริการด้านการประชาสัมพันธ์แบบไฮบริด (Hybrid) ที่ยังคงนำเสนองานแบบ Traditional PR อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการทำพีอาร์ยุคใหม่บนโลกดิจิทัล ผ่าน Creative Content เพื่อสร้าง Brand Experience ที่ละเอียดและตรงใจมากที่สุด
  • Data and Interactive Business Group หรือ Rabbit’s Tale DI เน้นย้ำการสร้าง End-to-End Experience ให้กับทั้งแบรนด์และผู้บริโภค ทั้งการขาย การบริการและการสร้างความสัมพันธ์หลังการขาย สร้างสรรค์ พัฒนา และส่งมอบ Digital Experience ที่จับต้องได้และเห็นผลชัดเจน ด้วย Data Service ที่จัดการข้อมูลตั้งแต่ต้นจนจบ
  • CX Solutions Business Group หรือ Rabbit’s Tale CX ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Customer Experience และ Enterprise Solutions มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalized Experience) พัฒนาและออกแบบประสบการณ์ในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการทำการตลาดแบบ Cross Channel
    และ 2 บริษัทในเครือ ได้แก่
  • The Zero Publishing สื่อออนไลน์รุ่นใหม่ เจาะกลุ่มทั้งระดับแมสและเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบันมี 4 Publisher ด้วยกัน คือ Mango Zero, ThumbsUp, RAiNMAker และ Parents One
  • The Pickle Influencer Marketing Platform ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ได้เจอกันอย่างจริงใจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงทาร์เก็ตได้อย่างแม่นยำ

from:https://www.thumbsup.in.th/pr-new-gen?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=pr-new-gen

5 เรื่อง (ไม่) ลับ ที่ทำให้ “ชัชชาติ” ครองใจคนยุคนี้


ทำงาน ทำงาน ทำงาน หนึ่งในคำพูดติดปากช่วยปลุกไฟของคนในยุคนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง เกี่ยวกับวลีเด็ดของผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ด้วยบุคลิกที่แข็งแรง มาพร้อมกับคำพูดสุดเชื่อมั่นและเข้าใจผู้คน และแสดงออกผ่านการกระทำที่แน่วแน่จึง ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย ที่ชายคนนี้สามารถครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม

แม้จะปิดฉากศึกเลือกตั้งไปแล้วก็ตามแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชัชชาติ ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านคอนเทนต์ของแฟนเพจ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือจากสื่ออื่นๆ ก็ยังคงนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ของเขาอยู่เสมอ โดยเนื้อหาที่โลดแล่นบนโซเชียลมีเดียไม่ได้มีเพียงแต่เรื่องผลงาน แต่…เนื้อหาเหล่านั้นยังทำให้เราได้เห็นถึงตัวตนของชัชชาติที่ช่วยทำให้คนรู้จักเขามากยิ่งขึ้น
.
และวันนี้ทีมงาน Thumbsup ก็ได้รวบรวมข้อมูล พร้อมศึกษาถึงเบื้องหลังเกี่ยวกับ 5 เรื่อง (ไม่) ลับของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ที่ทำให้ครองใจคนยุคนี้ได้อยู่หมัด โดยจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรบ้าง รวมถึงการวางแผนหรือทีมงานที่ช่วยในเรื่องนี้อย่างไร เราไปติดตามกันเลย

 

ความไว้ใจที่เป็นพื้นฐาน

หนึ่งในทีมสมาชิกของ ชัชชาติ อย่าง “ปราบ เลาหะโรจนพันธุ์” ได้เล่าถึงเบื้องหลังการทำงาน และจุดเริ่มต้นของแคมเปญการเลือกตั้งที่สร้างปรากฏการณ์มากมาย ว่าทั้งหมดนี้เริ่มมาจากความรู้สึกไว้ใจ และความเชื่อมั่นของทีมงานที่มีต่อ ชัชชาติ จึงทำให้แก่นแนวคิดหลักของแคมเปญนั้น คือ “การส่งต่อความไว้ใจ (Trust)” ให้แก่ประชาชน ผ่านรูปแบบที่มีการบาลานซ์ระหว่าง การเปิดเผยตัวตนของชัชชาติเพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้ใจ กับ การไม่ต้องเปิดเผยตัวตนมาก เพียงแต่เน้นทำผลงานที่มีคุณภาพ และได้ประโยชน์กับประชาชนสูงสุด

ซึ่งถ้าเราสังเกตท่าทีของประชาชนหลังจากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่เรียบร้อย ส่วนใหญ่จะมีแต่พลังงานด้านบวกที่มอบให้ชัชชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นใจ และความเชื่อมั่นที่มีต่อสิ่งที่ชัชชาติกำลังพยายามทำอยู่มากกว่าที่เคยเป็น สาเหตุหลักนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าประชาชนรู้สึกเหมือนเป็นความหวังใหม่ที่สามารถยึดเหนี่ยวและพึ่งพาได้

โดยถ้าถามว่าความรู้สึกพวกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ก็ต้องขอชื่นชมถึงเหล่าทีมงานชัชชาติที่สามารถสื่อสาร Key Messege ได้อย่างตรงจุด และยึดมั่นที่จะส่งต่อความไว้ใจนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนลงสมัครเลือกตั้ง ขณะหาเสียง และหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้จากความตั้งใจในการทำคอนเทนต์ การประชาสัมพันธ์ต่างๆ เมื่อผสมผสานกับตัวตนของชัชชาติที่พื้นฐานเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจเลยถ้าประชาชนยุคนี้จะรู้สึกไว้ใจ

 

ความเฟรนด์ลี่ที่เข้าถึงง่าย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้หนึ่งในหน้าผู้ชายที่เราเห็นบ่อยที่สุดบนโซเชียลมีเดียต่างๆ คงหนีไม่พ้นชัชชาติ เพราะจากบุคลิกลักษณะที่เป็นมิตร และเข้าถึงง่ายของเจ้าตัว ทำให้เราจะเห็นชัชชาติไปแสดงตัวตามงานกิจกรรมมากมาย พูดคุยเล่นกับประชาชน หรือมีภาพลงพื้นที่ใกล้ชิดกับผู้คนที่ทำงานจริง

อีกทั้งชัชชาติยังมีการใช้ชีวิตที่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้วิเศษไปกว่าคนอื่นๆ ดังที่เราเคยเห็นภาพชัชชาติ เดินทางด้วยบริการขนส่งโดยสารสาธารณะ หรือภาพการใช้ชีวิตที่ธรรมดาเรียบง่าย ซื้อข้าวแกงกินตามร้านอาหาร ไม่ต้องเลิศหรู

นอกจากนี้ แคมเปญเลือกตั้งของชัชชาติก็มีความแปลกใหม่ เฟรนด์ลี่เข้าถึงง่ายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นการทำแคมเปญหาเสียงด้วยการใช้การ์ตูน ซึ่งคงเป็นอีกคำถามที่หลายคนสงสัยว่า เอ๊ะ!? ทำไมถึงเลือกใช้การ์ตูนในการหาเสียงกัน

ทางทีมงานชัชชาติมองว่าการใช้การ์ตูนนำเสนอ สามารถสื่อสาร Key Emotion ได้ดีกว่า รวมถึงในบางครั้งก็ยังช่วยเพิ่มความนุ่มนวลในการสื่อสารประเด็นที่หนักๆ อย่างเรื่องการเมือง หรือการตอบคำถามประเด็นต่างๆ ที่เซนซิทีฟได้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองส่งผลให้ประชาชนยิ่งรู้สึกว่า ชัชชาติ เป็นผู้นำที่เข้าถึงง่าย แต่ในทางกลับกันเราก็จะเห็นว่า ชัชชาติ ต้องรับมือกับประชาชนบางคนที่เข้ามาร้องทุกข์ด้วยน้ำที่เสียงโวยวายบ้าง ร้องไห้บ้าง โดยเจ้าตัวก็ได้รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ด้วยความใจเย็น พร้อมพูดคุยอย่างมีเหตุผล และช่วยดำเนินการประสานงานแก้ไขปัญหาให้

 

ความสม่ำเสมอที่เห็นได้ตลอด

สำหรับใครที่กดติดตามเฟซบุ๊คแฟนเพจของชัชชาติ เชื่อว่าในทุกๆ วันคงได้เห็นแจ้งเตือนไลฟ์ที่ขึ้นมาอยู่สม่ำเสมอ โดยในทุกครั้งที่เจ้าตัวออกไปลงพื้นที่ หรือสำรวจปัญหาในด้านต่างๆ ก็จะมีทีมงานที่คอยซัพพอร์ตในส่วนนี้อยู่ตลอด ซึ่งเราก็มองว่าการไลฟ์สดนั้น ถือว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว รวมถึงมีประโยชน์จริงๆ อีกด้วย

เพราะประชาชนก็สามารถเห็นถึงวิธีการทำงานของชัชชาติได้ รวมถึงได้รับรู้ถึงปัญหามากมายจากหลายพื้นที่ ยกตัวอย่างเมื่อเดือนกรกฎาคมในช่วงที่ฝนตกหนัก มีพายุเข้าจนทำให้น้ำท่วมซอยสุขุมวิท 67 เจ้าตัวก็ได้ลงดูพื้นที่น้ำท่วมด้วยการเรียกรถวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และถ่ายทอดสดไลฟ์ผ่านมือถือด้วยตัวเอง พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบ

และความสม่ำเสมอนี้เอง ทำให้ประชาชนได้เห็นถึงความพยายามในการดูแลกรุงเทพมหานครฯ ให้ดีมากขึ้น และเห็นถึงการเริ่มแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยตามนโยบายที่วางไว้ เรียกได้ว่าสิ่งที่ชัชชาติกำลังทำอยู่ในทุกวันค่อยๆ เริ่มซื้อใจประชาชนบางส่วนไปได้บ้างแล้ว

 

ความไวที่คาดไม่ถึง

หนึ่งในจุดเด่นของชัชชาติที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือความว่องไวในการทำงาน หรือการ Take Action ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากพื้นฐานนิสัยทุนเดิมของชัชชาติที่เป็นคนว่องไว กระฉับกระเฉง และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลามีปัญหาสถานการณ์ด่วนในกรุงเทพ ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือเกิดเหตุขัดข้องเข้าใจผิดตรงไหน เราจะเห็นชัชชาติรีบไปสถานที่นั้น เพื่อคอยแก้ปัญหา และสแตนบายอยู่ข้างประชาชนตลอด

จะเห็นได้ในตอนที่มีคลิปไวรัลว่าชัชชาติก็เคยโดนแท็กซี่ปฏิเสธ ทำให้ชาวเน็ตต่างแซวกันว่า ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็แพ้ก๊าซหมด ซึ่งในส่วนของประเด็นนี้ที่เป็นไวรัลในข้ามคืน ชัชชาติไม่รอช้า..เช้าวันถัดมาได้ออกมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงว่าพี่คนขับไม่ได้ปฏิเสธ แต่เขารอลูกค้าจากแอป Grab อยู่นั่นเอง พร้อมไปหาพี่คนขับแท็กซี่คนดังกล่าว และขอโทษอย่างจริงใจที่ทำให้โดนกระแสต่อว่าจากประชาชน

โดยจาก 2 เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมาดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้ซื้อใจประชาชนได้อยู่หมัด ด้วยความรวดเร็วและใส่ใจในการแก้ไขสถานการณ์ บวกกับการรายงานสถานการณ์ต่างๆ แบบเรียลไทม์ก็ยิ่งทำให้ครองใจผู้คนได้ขึ้นไปอีก

 

ความสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์

สุดท้ายแล้วจาก 4 หัวข้อที่กล่าวมา นับว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพียงชัชชาติเท่านั้น แต่มีสิ่งๆ หนึ่งที่ทำให้ชัชชาตินั้นต่างออกไปจากคนอื่นก็คือ การมีความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ในช่วงเลือกตั้งผู้สมัครจากหลากหลายพรรคต่างก็มีการคิดแคมเปญ นโยบายต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ซึ่งรูปแบบในการนำเสนอส่วนใหญ่ก็จะมีลักษณะคล้ายกัน ไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไหร่

ซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้ลองสังเกตถึงแคมเปญของชัชชาติดู โดยเนื้อหาที่นำเสนอนั้นก็คือเรื่องเดียวกันกับพรรคอื่น แต่ทีมชัชชาติกลับเลือกนำเสนอในมุมที่ต่างออกไป และทำให้เป็นที่จดจำหรือประสบความสำเร็จได้มากกว่า อาทิ การนำเสนอนโยบาย 200 ข้อ ภายใน 2 นาทีผ่านการแร็ป ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนไม่มีใครชอบอ่านนโยบาย ทำให้ทีมชัชชาติเลือกนำ Pain Point ตรงนี้มาครีเอทเป็นวิธีการนำเสนอใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้น

หรือการเลือกทำไวนิลหาเสียงที่มีขนาดเล็ก พอดี ไม่เกะกะทางเดินเท้า ซึ่งชัชชาติถือว่าเป็นกลุ่มแรกเลยที่เลือกทำด้วยวิธีนี้ และยังทำให้ประชาชนเห็นอีกว่าป้ายไวนิลนี้จะไม่ได้เป็นขยะ เพราะถูกคิดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าหลังจากจบการเลือกตั้งจะมีการนำไปทำเป็นกระเป๋าสะพายได้อีกด้วย

จึงทำให้เห็นเลยว่าการจะทำคอนเทนต์หรือสื่อสารอะไรสักอย่างให้ประชาชน ควรมองจาก Pain Point ก่อน และสร้างสรรค์คิดวิธีนำเสนอใหม่ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ข้อมูลเราสื่อสารเข้าถึงคนได้ถูกที่ และก่อให้เกิดแอ็กชันต่างๆ ที่ตามมา ทั้งในแง่ของความร่วมมือในการทำตามนโยบาย หรือความไว้ใจที่มากขึ้นของประชาชน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียง 5 เรื่องเท่านั้นที่ทำให้ชัชชาติครองใจคนยุคนี้ได้ ยังมีเรื่องราวและเบื้องหลังความสำเร็จอีกมากมายที่ส่งผลให้ชัชชาติ สิริพันธุ์ ประสบความสำเร็จ และครองใจคนในยุคนี้

โดยสามารถฟังภาคต่อได้ที่งาน iCreator Conference 2022 พบปะกับคุณแมว และคุณปราบ Branding Consultancy จากทีมชัชชาติ ที่จะมาร่วมพูดคุยกันในเซสชัน “The Next Bangkok ถอดรหัส ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ สร้างตำนานบทใหม่ของกรุงเทพฯ” เซสชันที่จะเปิดมุมมองการทำงานทั้งในแง่กลยุทธ์ และความครีเอทีฟผ่านแคมเปญเลือกตั้ง

ใครที่สนใจสามารถซื้อบัตร โปรแรงสุดปังรับวัน 10.10 จาก iCreator Conference 2022 Presented by SUPALAI
บัตร 1 ใบเหลือ 2,000 บาท (จาก 3,000 บาท) พร้อมโปรซื้อ 4 แถม 2
.
ซื้อบัตรโปร 10.10 ได้ที่นี่ https://www.eventpop.me/e/13411/icreator-conference-2022

from:https://www.thumbsup.in.th/5-story-chatchard-icreator-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-story-chatchard-icreator-2022

ESG กับสิ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์

กระแสหรือเทรนด์ที่จะมีผลต่อการวางแผนการสื่อสารของนักการตลาด เกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ ทั้งในมุมงาน CSR กิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ ESG แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน (Environment, Social, และ Governance) ปัจจุบันต้องเรียกว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจองค์กรที่สร้างการเติบโตอย่างมีเป้าหมายมากกว่าเดิม จนอาจจะมากถึงขั้นคาดหวังว่าองค์กรจะนำเรื่องของ CSR และ ESG มาเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของการดำเนินธุรกิจเพื่ออนาคต

คุณบงกช ชัยเมืองมา ผู้จัดการการวางแผนกลยุทธ์ มายด์แชร์ กล่าวว่า “กระแสการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์มีมาสักพักนึงแล้ว แต่ทั้งนี้แบรนด์จะนำกระแสนี้มาปรับใช้ในการสื่อสารการตลาดอย่างไรเพื่อให้แบรนด์สามารถสร้างการเติบโตแบบมีเป้าหมายอย่างยั่งยืน

กระแส ESG คืออะไร

ESG ย่อมาจาก สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) เป็นการบ่งบอกถึงวิธีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในสามแกนหลักดังนี้

  • สิ่งแวดล้อม: มุ่งเน้นถึงวิธีการลดใช้ทรัพยากรธรรมชาติและไม่สร้างอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการลดการใช้กระดาษ ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน หรือการใช้พลังงานทางเลือก เป็นต้น
  • สังคม: ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ทางสังคม และการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม เช่นการยอมรับต่อความหลากหลายทางเพศในสังคม เป็นต้น
  • ธรรมาภิบาล: คือคุณค่าหรือค่านิยมขององค์กรต่อการบริหารองค์กรและพนักงาน เช่นนโยบายการไม่คอรัปชั่น การยอมรับเพศสภาพในที่ทำงาน เป็นต้น

เหตุผลที่สื่อและนักการตลาดควรให้ความสำคัญกับ ESG

3 แกนหลักของ ESG มีความสอดคล้องและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ต่อ แบรนด์ ดังนั้น จะทิ้งแกนใดแกนนึงไปไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไปทั้ง 3 แกน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั่วโลกตระหนักและให้ความสนใจอย่างมาก เพราะอำนาจอยู่ในมือของเราเอง ในฐานะสื่อและนักการตลาด ควรเป็นผู้กำหนดความคิดของสังคมในวงกว้าง และการเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็มีผลและแรงกระเพื่อมอย่างมากต่อสังคม

ในความจริงแล้วผู้บริโภคทั้ง Boomers, GenX และยุคใหม่อย่าง Millennials และเจเนอเรชั่น Z ก็มีความกังวลเกี่ยวกับ ESG ไม่แพ้กัน

  • 72% ของคนไทยกังวลเกี่ยวกับสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง
  • 95% ของ Millennials สนใจเกี่ยวกับการลงทุนที่ยั่งยืน
  • 70% ของ GenX หาทางลดการใช้พลาสติก

การทำการสื่อสารการตลาดบน ESG อย่างมีเป้าหมาย

  • บรรจุภัณฑ์และการออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  • สายการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ยอมรับในความหลากหลายทางสังคม
  • จริยธรรมบนการสื่อสาร
  • การปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

มุมมองต่อกระแส ESG ที่นักการตลาดสามารถนำไปปรับใช้งาน

เริ่มจากการเข้าใจในตัวตนของแบรนด์ก่อน เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างมีจุดมุ่งหมาย แบรนด์จึงควรเริ่มจากภายในก่อน รู้จุดยืนของแบรนด์ คุณค่าของแบรนด์ และเป้าหมายระยะยาวของแบรนด์ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกในการประเมินสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แล้วเชื่อมช่องว่างสู่การสื่อสารของแบรนด์

หลายแบรนด์กลัวว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมใหม่นี้ อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างยั่งยืนควรเป็นถือเป็นการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ชั่วขณะ เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้
ส่วนที่ยากที่สุดของการเติบโตอย่างยั่งยืนคือการยึดมั่นในคำมั่นสัญญาของแบรนด์ ผู้บริโภคจะดูความตั้งใจและความสม่ำเสมอของแบรนด์ในสิ่งที่ทำ และความโปร่งใสเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แบรนด์จะได้รับความเชื่อใจจากผู้บริโภค แบรนด์ควรพึงระลึกเสมอว่าการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กิจกรรมที่แบรนด์จะทำกิจกรรมเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่คือการหมั่นกระทำในกิจกรรมที่จะแสดงออกให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

from:https://www.thumbsup.in.th/esg-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=esg-for-brand

รู้จักตำแหน่งงานยุคใหม่ ที่กำลังเปิดรับและน่าสมัครไปทำ!!

ด้วยกระแสเทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังเกิดโควิด-19 ทำให้เราได้เห็น “ชื่ออาชีพ” ใหม่ๆ ที่เปิดรับสมัครมากมายในองค์กร ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

วันนี้ thumbsup จะมาแนะนำชื่ออาชีพใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีชื่อตำแหน่งกับลักษณะงานที่แบบ “อิหยังนิ” มาฝากกันด้วย เผื่อว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังหางานยุคใหม่ ได้ลองยื่นเรซูเม่กันค่ะ

Blockchain Developer 

เป็นอีกหนึ่งสายงานสำหรับคนไอทีที่ต้องมีความรู้ด้านระบบค่อนข้างเฉพาะทางพอสมควรและแก้ไขปัญหาได้ดีด้วยนะคะ เพราะ blockchain ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ การเงินการธนาคาร เราจึงเห็นหลายบริษัทนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาปรับใช้เพื่อให้ธุรกิจก้าวหน้าสู่อนาคต ดังนั้น ส่ิงที่คนสมัครตำแหน่งนี้ต้องรู้คือทักษะด้านโปรแกรมมิ่งต้องรอบด้าน ทั้ง Javascript, Solidity, C++, Python, Golang และทักษะพื้นฐานของบล็อกเชนอย่าง Blockchain Architecture, WebDev, Data Structure และอีกมากมายเลย แน่นอนว่าตำแหน่งใหม่ขนาดนี้ เงินเดือนสูงลิบแน่นอนค่า

Creative & Content Video/คนเขียนบท 

แค่อ่านชื่อตำแหน่งเราจะได้ความรู้สึกของการเป็นครีเอทีฟผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์สตอรี่บอร์ดเพื่อใช้ในการถ่ายทำชิ้นงาน แต่สำหรับตำแหน่งงานนี้คุณจะต้องพรีเซ็นต์ ออกกอง ควบคุมการตัดต่อและมิกซ์ซาวน์ เพื่อส่งงานลูกค้าให้ได้ด้วยนะคะ เรียกว่าต้องเป็นมืออาชีพในการทำโปรดักชั่นครบรอบด้านกันเลย  ใครสนใจลองไปสมัครกันดูค่ะ

Content Creator (TikTok)

การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่ได้จำกัดแค่การทำส่วนตัวแล้วนะคะ แต่คุณสามารถเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้กับแบรนด์ได้ ยิ่ง TikTok ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ คนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้แก่แบรนด์ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากเท่านั้น สำหรับหน้าที่ในการทำตำแหน่งนี้ของแบรนด์ ก็คือการรับผิดชอบเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และจัดทำรายงานรายสัปดาห์ให้แก่หัวหน้า รวมทั้งต้องมีการทำงานร่วมกับ TikTokers ชื่อดังทั่วไปด้วย

Creative Nutritionist

ถ้าอ่านแค่ชื่อตำแหน่งเราจะจินตนาการว่าเป็นฟีลงานขายตรงแหละ เพราะลักษณะงานบอกว่าเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการแก่ลูกค้า ออกแบบข้อมูลโภชนาเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้า แต่งานไม่ได้จบแค่นั้น คุณยังต้องจัดทำข้อมูลวิชาการ ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร พัฒนาสูตรอาหารและวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้วย เรียกว่าทำงานหลากหลายด้านแน่นอน แต่สวัสดิการที่ได้ก็น่าสนใจนะคะ คือจะทำงานร่วมกับหลากหลายวงการเพราะเขายังเป็น Startup อยู่ ก็เลยให้ทำงานแบบ WFH ได้เสริมความรู้คอร์สออนไลน์จากแหล่งต่างๆ ฟรี ใครสนใจก็ลองเข้าไปสมัครกัน

 

SEO Specialist / SEO Content

การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์กลายเป็นความนิยมอย่างมาก แน่นอนว่าแบรนด์เองก็ต้องการหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับการวิเคราะห์ สร้างปรับปรุงและพัฒนาแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับ SEO หรือ Search Engine Optimization ที่มากขึ้น มุ่งหวังให้ติดอันดับเว็บไซต์หรือส่งผลที่ดีต่อ Organic Search ของแบรนด์ รวมถึงต้องดูและเกี่ยวกับ Paid Search ได้ด้วย

 

นักจิตบำบัด

เพราะโลกการทำงานทุกวันนี้มันเครียด ความต้องการจิตแพทย์ (ที่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นบ้า แต่หมายถึงเราต้องการที่ปรึกษาที่ดี) ส่งผลต่อการเกิดโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ ซึ่งเหล่านี้คือผู้ป่วยมีภาวะสะสมจากสมองและสภาพใจที่หาทางออกไม่ได้ เพราะไม่กล้าคุยหรือบอกกับคนใกล้ชิดถึงปัญหาที่กำลังประสบ เมื่อสะสมมากๆ ก็จะเกิดอาการป่วยเรื้อรังได้ ดังนั้น นักจิตบำบัดคือคนที่จะคอยให้คำปรึกษา รับฟังและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจได้ ปัจจุบันมีหลายแพลตฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพเปิดรับสมัครนักจิตบำบัดเพื่อให้คำปรึกษาแก่พนักงานออฟฟิศหรือผู้คนทั่วไปมากมาย รวมทั้งมีหน่วยงานอิสระหลายแห่งที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสภาพจิตใจของคนกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย

เจ้าหน้าที่งานสู่อนาคต

ตำแหน่งนี้ก็น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวสู่ยุคใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมพร้อมทีมงานชุดเดิมให้มีแนวทางและวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน ซึ่งคนที่จะสมัครตำแหน่งนี้ ก็ต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจและโมเดลเพื่อทดสอบคุณภาพของพนักงานในองค์กร เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต โดยคนที่จะมาวางแผนได้ก็ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้าน Innovation Technology เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการคิดเรื่องของ Ananlytical / Critical / Lateral

เจ้าหน้าที่การตลาด ยิง Ads โฆษณา

เป็นตำแหน่งที่ระบุชัดเจนว่า จ้างมาเพื่อวางแผนจัดทำโฆษณาในสื่อออนไลน์และยิง Ads บนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งในอดีตการยิงแอดนั้น จะเน้นไปที่ทีมการตลาดหรือทีมงานโฆษณา เอเจนซี่ ที่ดีลคุยราคาพิเศษกับแพลตฟอร์ม อีกทั้งต้องซื้อตรงจากแพลตฟอร์มเท่านั้น ในยุคออนไลน์เฟื่องฟูและทีมคอนเทนต์ หรือคนที่ทำงานด้านคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็เก่งเรื่องการซื้อแอดมากขึ้น ตำแหน่งนี้ จึงมีหน้าที่ซื้อโฆษณาและวิเคราะห์ผลให้แก่แบรนด์

 

Senior UX Writer

การออกแบบประสบการณ์ใช้งานของแบรนด์ให้เข้ากับลูกค้าที่มีความหลากหลาย ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แบรนด์ยุคใหม่นิยมและมองหา การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สวยงาม ตรงกับความต้องการและเข้าใจง่าย ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าอยากเข้าใช้งานซ้ำบ่อยๆ และยิ่งต้องอธิบายหรือทำงานร่วมกับทีมออกแบบ วิศวกร การตลาดและ customer service ให้เข้าใจไปในทางเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่คุณต้องทำให้ได้!!

 

นักแก้ไขการพูด (นักเวชศาสตร์สื่อความหมาย) 

เป็นตำแหน่งที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ สำหรับสายงานกึ่งแพทย์ที่ต้องสอนทักษะการได้ยินและแก้ไขการพูด เพราะต้องยอมรับว่ามนุษย์เราไม่ได้เกิดมาแล้วมีทักษะการพูดเพื่อพรีเซนต์ต่อหน้าคนจำนวนมากได้ทุกคน ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งจำเป็นต้องพูดโน้มน้าวให้พนักงานหรือพาร์ทเนอร์สนใจอยากทำงานร่วมกับเราด้วย ซึ่งหน้าที่ส่วนใหญ่ของคนอาชีพนี้คือการให้ความรู้ คำแนะนำ ปรึกษาและอบรมทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติให้แก่ผู้ที่มีปัญหาด้านการสื่อสารในหลากหลายวิชาชีพ

 

ยังมีตำแหน่งงานไหนที่น่าสนใจและคุณคิดว่าเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจกำลังเปิดรับสมัคร สามารถคอมเมนต์หรือส่งเมล์มาแจ้งเราที่ contact@thumbsup.in.th ได้นะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-know-career-job?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-know-career-job

เมื่อพฤติกรรมชาวเจน Z เปลี่ยน ธุรกิจค้าปลีกก็ต้องวิ่งตามให้ทัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้แบรนด์ เจ้าของธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งต้องหาวิธีเอาตัวรอด หรือเกาะกระแสพฤติกรรมของผู้บริโภค เห็นได้จากการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Amazon รวมทั้งการตกต่ำลงของธุรกิจในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดลุกลามครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดคำถามว่าอนาคตของการค้าปลีกจะเป็นไปในทิศทางใด รวมไปถึงแบรนด์ที่สามารถแก้ปัญหาอุปสรรค์ใหญ่เหล่านั้นมาได้ จะเดินหน้าเตรียมพร้อมสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ต่อไปอย่างไร

เมื่อพูดถึงการซื้อของ Gen Z สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ผู้บริโภควัยหนุ่มสาวชอบความรวดเร็วและความสะดวกสบาย ทำให้ทั้งห้างสรรพสินค้าและธุรกิจออนไลน์ต้องมีช่องทางรองรับการเข้าถึงแบรนด์และสามารถซื้อขายสินค้าได้หลากหลายวิธี รวมไปถึงการตั้งเป้าที่จะเป็นธุรกิจครบวงจรสำหรับผู้บริโภค เมื่อเราเข้าสู่ยุคใหม่ของธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ต้องทำยังไงถึงจะสามารถโน้มน้าว Gen Z ได้สำเร็จ

วันนี้เรามาดู 4 ธุรกิจที่น่าสนใจ ว่าพวกเขาทำอะไรบ้าง ถึงครองใจผู้บริโภค Gen Z ได้ 

 

เป็นผู้นำในกิจกรรมรณรงค์แบบ John Lewis

 

 

John Lewis เป็นแบรนด์เครื่องครัวชั้นนำ ของอังกฤษ สำหรับ Gen Z ที่เคยเดินตามผู้ปกครองไปเที่ยวเล่นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ต้องเคยเห็นหน้าร้านของแบรนด์นี้ ที่มีการนำเสนอองค์ประกอบของเครื่องครัวสุดชิครอบห้างสรรพสินค้า 

โดย John Lewis ได้สร้างความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่ ด้วยกิจกรรมคริสต์มาสอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ ผ่านแคมเปญ Freshers ที่เกี่ยวข้องกับของใช้ที่จำเป็นและราคาไม่แพง

ผลตอบรับของงานโฆษณาของ Lewis สูสีกับชิ้นงานโฆษณาคริสต์มาสของแบรนด์ Coca Cola ด้วยตัวละครที่แปลกใหม่และการเลือกเพลงที่จริงใจ ซึ่งต่อมาทำให้เพลงประกอบของ Lewis กลายเป็นเพลย์ลิสต์ใน Spotify ของชาว Gen Z ทันที

ถือว่าเป็นแนวทางที่ทำได้ดีในกลุ่มผู้บริโภคชาว Gen Z นอกจากนี้ ชิ้นงานโฆษณาคริสต์มาสที่แพร่หลายบนโลกออนไลน์นั้น เป็นเรื่องยากที่ชาวดิจิทัลจะมองข้าม ด้วยการใช้กลยุทธ์กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่อายุน้อย และนั่นก็ส่งผลให้ John Lewis ลบภาพว่าเป็นเพียงแบรนด์ห้างสรรพสินค้าที่ดูเก่าแก่อีกแบรนด์หนึ่งได้สำเร็จ

เข้าไปติดตามภาพสวยๆ และการนำเสนอกลยุทธ์ของพวกเขาผ่าน Instagram ได้ที่ John Lewis

สร้างความภักดีแบบ Macy’s

 

 

Macy’s เครือห้างสรรพสินค้าที่มีประวัติมาอย่างยาวนานในสหรัฐฯ เรียกได้ว่าเป็นค้าปลีกที่ชื่นชอบในหมู่ผู้บริโภค Gen Z ในสหรัฐฯ

สำหรับแคมเปญ Believe ประจำปีของ Macy ที่เชิญชวนลูกค้าให้เขียนจดหมายถึงซานต้าในร้านหรือทางออนไลน์ และจดหมายทุกฉบับที่ได้รับ Macy’s จะบริจาคเงิน 1 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับมูลนิธิ Make-A-Wish ถือว่าเป็นความคิดริเริ่มที่ดึงเอาเรื่องจริยธรรมและค่านิยมของชาว Gen Z มาใช้งาน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความภักดีต่อแบรนด์

Macy’s ยังใช้โปรแกรมสะสมคะแนนตลอดทั้งปี ที่เรียกว่า Star Rewards โดยสมาชิกจะได้รับหลังจากการซื้อทุกครั้งรวมทั้งได้รับผลประโยชน์ตามมามากมาย เช่น สิทธิพิเศษต่างๆ ในฐานะที่เป็นคนรุ่นที่มีเหตุผลทางการเงินที่ชอบเล่นเกม และข้อเสนอสุดพิเศษ เป็นต้น

 

มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองแบบ Etsy

นักช็อปสามารถทำการขาย ซื้อและรวบรวมสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ Etsy แบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าวินเทจและสินค้าแฮนด์เมด ถือว่าเป็นแบรนด์กลุ่มสินค้าด้านงานฝีมือที่น่ารัก โดยสินค้าวินเทจแบรนด์นี้เป็นที่ต้องการของ Gen Z ที่กำลังมองหาของขวัญสุดพิเศษสำหรับคนรักหรือเป็นรางวัลเล็กๆ ให้ตนเอง

ความนิยมของกลุ่มสาวๆ เจน Z แสดงให้เห็นว่าชาว Gen Z มีความสนใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ มีสไตล์เป็นของตนเอง และมีความหมายพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตลาด Resale ของ eBay กำลังเติบโต

 

 

Gen Z ถือว่าเป็นช่วงอายุที่มีความเข้าใจเรื่องการเงินมากขึ้น ทำให้พวกเขาเลือกใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มต่างๆ ได้คุ้มค่ามากขึ้น

eBay จึงกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ในด้านแฟชั่น  จาก “eBay’s ‘Recommerce Report” ของทาง eBay เอง ได้ระบุว่า ชาว Gen Z ช่วยผลักดันยอดขายแฟชั่นมือสองไปทั่วโลก

ดังนั้น การรตลาดแบบกำหนดเป้าหมาย (targeted marketing) ของอีเบย์ เข้ามาช่วยสร้างความสนใจให้กับชาว Gen Z ทำให้แบรนด์แฟชั่นต้องเปิดตัวเครื่องมือใหม่ๆ เช่น การมี interface ที่ทันสมัยดึงดูดใจขึ้น หรือทำระบบอัลกอริธึ่มแบบเจาะจงการช้อปปิ้งรายบุคคล หรือรายประเภทสินค้าไปเลย เช่น หมวดสนีกเกอร์ หมวดของสะสม หมวดแฟชั่นย้อนยุค เป็นต้น โดยเชื่อว่าการวิเคราะห์รายบุคคลนี้จะทำให้พวกเขานำเสนอสินค้าได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ห้างสรรพสินค้าและการตลาดออนไลน์มีบทบาทอย่างมาก ในยุคที่รูปแบบการค้าปลีกเปลี่ยนแปลงไป ชาว Gen Z กำลังได้รับอิทธิพลจากความสะดวกและการใช้จ่ายที่ลื่นไหลของตลาดออนไลน์ ผสมผสานกับการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่น่าสนใจ รวมทั้งประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเคยได้รับจากการเดินห้างสรรพสินค้ามาอยู่บนปลายนิ้ว องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้บ่งบอกถึงศักยภาพของแบรนด์และธุรกิจ ที่จำเป็นต้องหาวิธีเอาชนะใจผู้บริโภคต่อไป

ที่มา : partner.studentbeans.com

from:https://www.thumbsup.in.th/retail-for-gen-z?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=retail-for-gen-z

Social Toxic เสพคอนเทนต์ออนไลน์อย่างไร ไม่ทำให้ใจรู้สึกป่วย

เมื่อเรากำลังอยู่ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้งเรื่องของการทำงาน ชีวิตประจำวัน หรือการเข้าสังคม ส่งผลให้มนุษย์เราจำเป็นต้องเข้าไปเสพและแสดงความคิดเห็น จนบางครั้งเริ่มแยกไม่ออกว่าเรากำลังเสพติดเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนแสดงความคิดเห็นที่เกินพอดีไปหรือเปล่า

ผู้ใช้โซเชียลบางคน อาจจะเริ่มเห็นเพื่อนบางคนบนโลกออนไลน์ มีการทำ Social Detox หรือการบำบัดอาการเสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อบำบัดอาการเสพติดการใช้โซเชียลที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ จนเกิดความเครียดกันบ้าง เพื่อให้สภาพจิตใจฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นดังเดิม แต่การบำบัดนั้นช่วยบรรเทาสุขภาพใจได้ดีแค่ไหน เมื่อเราต้องกลับมาคลุกคลีกับโซเชียลมีเดียอีกครั้ง วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กัน

สำรวจสภาพใจก่อนว่ากำลังเจอปัญหาหรือไม่?

หากคุณกำลังรู้สึก

  • เครียด จิตตกกับการเสพข้อมูลข่าวสาร
  • อ่านคอมเมนต์ของคนอื่นแล้วรู้สึกแย่ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเรา
  • แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมกับข่าวหรือบทความ ในเชิงลบ
  • รู้สึกคุณค่าของตนเองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น
  • ต้องโพสต์ข้อความ ถ่ายรูป หรืออัปเรื่องราวของตนเองลงบนโซเชียล
  • ถ้าไม่โพสต์อะไรสักอย่างจะรู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิด
  • หยิบโทรศัพท์เมื่อไหร่ต้องอยู่บนหน้าฟีดตลอด
  • เปิดสลับแค่ Facebook, Twitter, Instagram, TikTok หรือแอปต่างๆ ที่ใช้เวลากับมันนานๆ

ที่จริงอาการเหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคนที่เสพติดโซเชียลมีเดียนะคะ บางคนอาจจะมีอาการอื่นๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นผลต่อเนื่องมาจากเรื่องเดียวกัน ดังนั้น ลองสำรวจดูว่ามีอาการเข้าข่ายแบบนี้หรือเปล่า

แล้วอาการเหล่านี้ ส่งผลอะไรต่อสภาพกายและจิตใจของเราได้บ้าง

  • นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า : อาการซึมเศร้านี่แทบจะเรียกได้ว่า กลายเป็นอาการป่วยทางใจ ที่พบเห็นได้ทั้งกลุ่มเจน X, Y, Z เลยนะคะ ยิ่งเป็นคนที่จำเป็นต้องทำงานออนไลน์ เช็คเทรนด์ เช็คกระแส หรือคนที่ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อลดความผ่อนคลาย แต่อาจจะกลายเป็นดาบสองคม คือเสพติดจนแยกเรื่องราวบนโซเชียลกับชีวิตจริงไม่ออกจนส่งผลกระทบทางจิตใจได้
  • มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดตา แสบตา : อันนี้อาจจะเป็นอาการภายนอกทางกายที่มาจากการที่เราก้มหน้าเล่นมากเกินไป หรือเปิดจอดูตอนนอนที่ปิดไฟ ก็ต้องรักษาไปตามอาการ เพราะทั้งทำงานหน้าคอมหรือใช้มือถือตลอดเวลาก็ส่งผลให้เจ็บป่วยภายนอกได้ค่ะ
  • หงุดหงิด กระวนกระวาย ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่สบตาฝ่ายตรงข้ามที่พูดคุยด้วย : อาการนี้มาจากปัญหาทางจิตใจที่ส่งผลต่อทางกาย อาจเพราะเราอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือมือถือมากเกินไป และการอ่านโซเชียลแม้จะมีการโต้ตอบแต่ก็เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ แต่เมื่อเจอการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริง เราอาจจะทำได้ไม่ดีพอ จนส่งผลให้เราขาดการเข้าสังคมกับคนอื่นๆ ได้นะคะ
  • หมดความเชื่อมั่นหรือนับถือในตนเองน้อยลง : เมื่อพิษร้ายจากการเสพโซเชียลส่งผลกระทบต่อจิตใจของคุณมากๆ แน่นอนว่าคุณอาจจะพยายามเปลี่ยนตัวเองคนเดิมให้เหมือนกับคนในโซเชียลมากขึ้น เช่น ใช้แอปแต่งภาพจนไม่เหมือนเดิม พยายามอดอาหารเพื่อให้ผอมจนป่วย พยายามอัปเกรดตัวเองให้ดูหรูหราจนเกินงบในกระเป๋า เพื่อยอดไลค์หรือได้รับคอมเมนต์ชื่นชมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นผลกระทบที่เราเห็นได้บ่อยในกลุ่มสาวๆ ที่อยากจะเรียกความเชื่อมั่นในตนเองหรือได้รับคำชมจากคนในโซเชียล จนบางครั้งอาจลืมไปว่า ความเป็นตัวของตัวเองนั้น คือสิ่งที่ดีที่สุด และหากโซเชียลทำให้จิตใจของคุณ “ดิ่ง” มากเกินไป ก็ควรเริ่มที่จะจัดการ Detox Social ได้แล้วนะคะ

Social Detox คืออะไร

การดีท็อกซ์ ก็คือการเอาสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อเป็น Social Detox ก็คือการบำบัดอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย หรือ พาตัวเองออกจากโซเชียลมีเดียเพื่อพักกาย พักใจ พักสมองและเรียกความเชื่อมั่นของตนเองกลับมานั่นเองค่ะ

หากใช้วิธีแบบหักดิบเลยก็คงจะยากเกินไป ยิ่งถ้าเราต้องทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยแล้ว เราต้องลองวางตารางการงดใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อที่จะแก้ปัญหาอาการเสพติดโซเชียลเหล่านี้ค่ะ

  • งดการใช้โซเชียลมีเดียบางช่วงเวลา : อาจสร้างเป็นปฏิทินไว้เลยว่าในช่วง 7 วันแรก เราจะงดการใช้โซเชียลมีเดียตอนไหนบ้าง เพื่อทำให้ง่ายต่อการลดปริมาณการเข้าใช้งานและจัดระเบียบชีวิตให้ง่ายขึ้น (ตารางการปรับตัวใช้งานโซเชียลมีเดีย)
  • ปิดการแจ้งเตือนหรือลบแอปพลิเคชั่น : หากยังต้องทำงานออนไลน์อย่างนักการตลาด แบรนด์ หรือเป็นแอดมิน อาจจะยากที่ต้องลบแอปไปเลย อาจจะเริ่มจากการปิดการแจ้งเตือนก่อนโดยจะเลือกเป็นช่วงวันหยุดที่ไม่ได้ทำงาน หรือช่วงพักที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เพื่อลดความกังวลจากการเช็คการแจ้งเตือนตลอดเวลา
  • หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ : ช่วงวันหยุด หลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ลองหากิจกรรมใหม่ๆ ทำดู ไม่ว่าจะเป็น เรียนภาษา ทำอาหาร ทำงานฝีมือ หรือออกกำลังกาย เพื่อช่วยลดการใช้งานโซเชียลมีเดียหรือท่องโลกออนไลน์ลง
  • ออกจากกลุ่มที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง : บางครั้งกลุ่มแชทมากมาย หรือกรุ๊ปต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย อย่างกลุ่มเพื่อนสมัยเรียน กลุ่มเพื่อนทำงาน กลุ่มโปรเจ็คงาน กลุ่มคนหางาน กลุ่มแฟชั่น กลุ่มเม้าท์ อะไรมากมายแบบนี้ก็มีการพูดคุยหรือชักชวนให้เราจำเป็นต้องเข้าไปเช็คเทรนด์หรือดูกระแสบ่อยๆ ลองออกจากกลุ่มที่ไม่ข้องเกี่ยวเหล่านี้ เพื่อลดการเข้าไปอ่านหรือดูข้อมูลซ้ำๆ
  • ถ้าใจไม่ไหวก็ลบแอปเลย : แน่นอนที่สุด การไม่มอง ไม่เห็น ไม่เข้าไปดูหรือไม่กดเข้าไปในแอปนั้นๆ เลย ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเราจะไม่เห็นว่ามีการแจ้งเตือนอะไร ไม่เห็นว่าสังคมออนไลน์ผู้คนกำลังพูดถึงสิ่งใด และทำให้เราหันออกไปมองสิ่งรอบตัวมากขึ้น ลดความกดดันและปัญหาต่างๆ ได้ดีอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เมื่อเราตัดสินใจจะพักหรือหยุดการใช้โซเชียลเพื่อเป็น detox จิตใจและร่างกายของตนเองแล้วก็ต้องบอกคนใกล้ชิดสักหน่อย เผื่อว่าการที่เราหายไปเลย ติดต่อไม่ได้เพื่อนที่สนิทของเราอาจจะมีความกังวลว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น หรืออย่างน้อยเพื่อนก็จะช่วยรับฟังและดูแลจิตใจเราได้อีกทางหนึ่ง

ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังรู้สึกว่า ตนเองกำลังโดนโซเชียลมีเดียคุกคามและอยากหลบไปพักให้ฟื้นกาย ฟื้นใจกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไวนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/social-toxic-online-content?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-toxic-online-content