คลังเก็บป้ายกำกับ: SEO

สรุป SEO คืออะไร อธิบายการทำงานแบบเข้าใจง่าย

หากพูดถึง SEO (Search engine optimization) หลายคนนึกถึงการทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Keyword ที่คนเสิชหามากที่สุด แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีองค์ประกอบด้านเทคนิคอยู่เบื้องหลังอีกมากมายในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

วันนี้ Thumbsup มาสรุปสั้นๆ อธิบายการทำงานแบบเข้าใจง่าย ดังนี้

SEO คือการให้คำตอบที่มีคุณภาพดีที่สุด สำหรับคำถามที่ลูกค้าอาจถามหรือค้นหาผ่าน Google, Bing และเว็บค้นหาอื่นๆ  พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณให้ขึ้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจในคำตอบและนึกถึงธุรกิจของเราเป็นอันดับแรก

SEO ทำงานอย่างไร

  1. เผยแพร่เนื้อหา (Content) บนเว็บไซต์
  2. Google bots หรือ ‘Spider’ จะรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ (Crawl) และรีวิวคุณภาพของเว็บไซต์
  3. Google จะให้คะแนนหน้าเว็บไซต์ โดยวิเคราะห์จากเนื้อหา รูปภาพ และองค์ประกอบต่างๆ
  4. หากเว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการตอบคำถามผู้ใช้งาน คะแนนเว็บไซต์จะเพิ่มขึ้น และขึ้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ ในหน้าค้นหา

วิธีทำ SEO ที่ดี

  • สร้างเนื้อหา (คอนเทนต์) คุณภาพสูง
  • เฝ้าสังเกตคุณภาพด้านเทคนิค (ความเร็วในการโหลด, UX)
  • สร้าง Internal link สร้าง Traffic ในเว็บไซต์
  • เว็บไซต์ใช้งานง่าย (UI)

การสร้าง SEO ที่ดีในทางเทคนิค

ความเร็วหน้าเว็บ Google จะจัดอันดับหน้าเว็บที่โหลดได้เร็วไว้ในลำดับแรกในผลการค้นหา เนื่องจากมีประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

ความเป็นมิตรต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (UX) โดยประเมินจากประสิทธิภาพในการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ประสบการของผู้ใช้หรือ Interface ผู้ใช้ที่เข้ามาในเว็บไซต์จะต้องได้สิ่งที่ต้องการทันที ทั้งการอ่านบทความ การนำทางไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ได้อย่างไม่ติดขัด

Schema Markup หรือ Structure Data ที่ช่วยให้ search engine จัดหมวดหมู่เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงผู้ใช้เข้าใจเนื้อหาเว็บไซต์ได้ก่อนที่จะคลิกเข้ามา

 

ที่มา

Primal

Semrush

from:https://www.thumbsup.in.th/basic-seo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=basic-seo

ลักษณะของคอนเทนต์ที่มีคุณค่า แนวทางในการปรับตัวของแบรนด์

เนื้อหาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวชี้วัดออกมาเป็นรูปธรรม บางแบรนด์ต้องการบทสรุประดับง่ายเพื่อการเข้าถึงที่มาก ในขณะที่บางแบรนด์ต้องการข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกขึ้นกว่าเดิม เนื้อหาที่มีคุณภาพจะมีจุดที่แตกต่างจากเนื้อหาที่มีอยู่ทั่วไปคือผู้อ่านจะพบว่ามีประโยชน์ น่าจดจำ และมีแนวโน้มที่จะแบ่งปันเนื้อหาเหล่านั้น

เมื่อพูดถึงการใช้ SEO เรามักจะเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา สิ่งนี้ทำให้เนื้อหามีประโยชน์ แต่ถ้าคุณอ่านเว็บไซต์ที่ขึ้นมาลำดับต้น ๆ หลายแห่ง พวกเขามักจะพูดในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ ก็คือสร้างสิ่งที่ดีกว่าที่มีอยู่ เมื่อเขียนเนื้อหาใหม่ คุณจะได้เปรียบเพราะคุณสามารถดูเนื้อหาตามลำดับเหล่านั้นแล้วสามารถทำให้คอนเทนต์แตกต่างออกไปจากคอนเทนต์เหล่านั้นได้

การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้ความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เช่นการใช้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่สร้างโดย SEO ซึ่งมีการจัดอันดับในเครื่องมือค้นหา คีย์เวิร์ดที่ผู้คนใช้ และ SEO ก็มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้เช่นกัน เรามักจะครอบคลุมสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาและตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ซึ่งสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก เนื้อหาประเภทนี้เป็นการมักจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เราสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกสิ่งที่ผู้คนค้นหาด้วยคียเวิร์ดสำคัญ ทุกเนื้อหาที่อยู่ในอันดับต้น ๆของหน้าเพจ และทุกสิ่งที่เนื้อหาที่มีอยู่ถูกพูดถึง คุณสามารถแยกความแตกต่างของเนื้อหาของคุณออกจากเนื้อหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้โดยคิดในเรื่องของ:

  • การแบ่งปันประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลเชิงลึกของคุณ
  • ข้อมูลที่คุณสร้างเอง
  • มีความคิดเห็น ทัศนคติที่แตกต่าง หรือมีมุมมองที่ต่างออกไป

และคุณสามารถปรับปรุงเนื้อหาปัจจุบันของคุณได้เสมอเมื่อคุณมีทรัพยากรมากขึ้นและต้องการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ที่มา : yoast.com

from:https://www.thumbsup.in.th/value-brand-content?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=value-brand-content

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพคอนเทนต์ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาของลูกค้า

SEO และคอนเทนต์ ต่างก็มีประสิทธิภาพในตัวเอง แต่การรวมตัวของทั้งสองอย่างนี้นั้น จะทำให้แบรนด์ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งการรวมกันนี้ไม่ใช่แคการเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาสำหรับการค้นหา แต่จะต้องมีการใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปในการสร้างกลยุทธ์ของเนื้อหา

เพราะเมื่อเราพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาสำหรับการค้นหา เรามักจะเน้นสิ่งที่ต่างๆเหล่านี้เป็นพื้นฐาน 

  • คียเวิร์ด
  • แท็กชื่อหัวข้อ
  • เนื้อหาส่วนหัว 

ซึ่งตัวอย่างเล่านี้คือสิ่งที่ต้องคิดเป็นสิ่งสำคัญจริงๆเมื่อสองสามปีก่อน แต่ในปัจจุบันแบรนด์ต้องทำมากกว่านั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 

ซึ่งวิธีที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากเนื้อหาของคุณคือการเริ่มต้นด้วยการคิดถึงผู้ชม 

  • เขียนเพื่อใคร?
  • พวกเขาสนใจอะไร?
  • พวกเขามีคำถามอะไรที่คุณสามารถตอบได้?
  • พวกเขาใช้คำศัพท์อะไรในหัวข้อที่คุณเขียน
  • เป็นคำเดียวกับที่คุณใช้ หรือเป็นคำที่ต่างกัน?

หากแตกต่างกัน คุณต้องจดจำและเปลี่ยนแปลงตามภาษาของพวกเขา โดยใช้คำที่พวกเขาใช้แม้ว่าจะไม่ใช่คำที่เป็นแบรนด์ของคุณก็ตาม

ทุกสิ่งที่คุณสร้างควรได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ชมของคุณ หากคุณไม่ได้ให้เนื้อหาที่มีคุณค่า ผู้คนอาจจะไม่กลับมาอ่านเนื้อหาของคุณอีก เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคุณในการพัฒนาเนื้อหาทั้งหมดคือการเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ชมของคุณ เมื่อผู้ใช้รู้ว่าพวกเขาสามารถได้รับคำตอบที่ต้องการจากคุณ พวกเขาก็มักจะกลับมาและแบ่งปันเนื้อหาของคุณกับผู้อื่น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

เมื่อคุณได้ระบุแล้วว่าคุณกำลังสร้างส่วนเนื้อหานี้ให้ใคร หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเริ่มระดมความคิด โดยคุณสามารถเริ่มจากการตรวจสอบคอนเท้นต์ที่ผู้ชมของคุณสนใจ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณสอดคล้องกับจุดประสงค์ในการค้นหาและใช้เครื่องมือ SEO สำหรับการสร้างแนวคิดในการใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ค้นหาคียเวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลักของคุณ ค้นหาคำถามที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณถามเป็นประจำ บ่อยครั้งที่คำถามเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาเนื้อหา

ที่มา : searchenginejournal.com

from:https://www.thumbsup.in.th/content-enhancement?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-enhancement

SEO หนึ่งในรูปแบบการตลาดที่ดีที่สุด

การใช้เงินไปกับการลงทุน SEO นั้นต้องคิดอยู่หลายตลบ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วแบรนด์ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลายๆ บริษัทก็ยังคงตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับงบประมาณการตลาดโดยรวมของพวกเขาอย่างไรด้วย

SEO ไม่ใช่การโฆษณาเพียงอย่างเดียว บริษัทส่วนใหญ่มีงบประมาณการตลาดโดยรวม และจนกว่า SEO จะถูกพิจารณาว่าเป็นฟังก์ชันนึง “การตลาด” แล้ว เราจะไม่รับรู้ถึงงบประมาณที่จำเป็นและจำเป็นในการทำสิ่งนี้

ถ้าให้กล่าวง่ายๆ คือ SEO คือกระบวนการสร้างตัวตนบนเว็บธุรกิจของแบรนด์เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้า กระบวนการเหล่านี้อาจเริ่มต้นด้วยการค้นหา keyword ต่อด้วยการตั้งคำถามว่า

  • เราต้องการวางตำแหน่งธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการของบริษัทอย่างไร? 
  • คีย์เวิร์ดไหนทำงานได้ดีที่สุด
  • เราจะสร้างหน้า/เนื้อหาใหม่ในเว็บไซต์เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดีขึ้นและเพิ่มการค้นหาแบบออร์แกนิกได้อย่างไร
  • เราจะโปรโมตเนื้อหาข้ามช่องทางได้อย่างไร

องค์ประกอบทางเทคนิคของการมีส่วนร่วมกับ SEO จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทางเทคนิคบ่อยครั้ง ซึ่งองค์ประกอบทางเทคนิคที่ควรมีอยู่ใน SEO อาจรวมถึง

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าเว็บแสดงอย่างถูกต้องในหลายๆแพลตฟอร์ม
  • ตรวจสอบ URL ว่าโครงสร้างนั้นสอดคล้องกับคียเวิร์ดหรือไม่
  • การใช้งานจาวาสคริปต์

และนอกจากนั้น ยังมีปลั๊กอินมากมายที่สามารถช่วยให้คุณตรวจสอบสิ่งต่างๆ ได้

บ่อยครั้งที่ SEO คือ ‘การตลาด’ อย่างแท้จริง

Google มักจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดดังนี้:

ผลลัพธ์ที่ให้ข้อมูล (แบรนด์อาจจำเป็นต้องสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์หรือโพสต์บล็อกเพื่อตอบคำถามที่ผู้ค้นหาอาจถาม)

การทำธุรกรรม (การตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการซื้อของบางอย่าง ซึ่งหน้าเว็บของแบรนด์ต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ)

ผลลัพธ์ทางการค้า (ผู้คนเหล่านี้กำลังค้นหาแบรนด์และบริการ ต้องคิดว่าแบรนด์มีหน้าหมวดหมู่ที่แข็งแกร่งหรือไม่)

เมื่อใช้ Google Analytics หรือเครื่องมือและการวัดผลอื่นๆ เราจะปรับความพยายามของเราให้เหมาะสมเพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะที่เรากำลังพยายามทำให้สำเร็จ แต่สิ่งที่จะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของ SEO มากกว่าสิ่งอื่นใดคือแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับเนื้อหาและการช่วยให้ลูกค้าเจอตำแหน่งเว็บไซต์ของแบรนด์ได้ดีขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/seo-is-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=seo-is-marketing

เสริมแบรนด์ด้วยการใช้ Data ให้ถูกต้องและเหมาะสม

หลังจากที่กลยุทธ์ทางเทคนิตและเนื้อหาพร้อมแล้ว แบรนด์ก็ควรก้าวไปสู่ความสำเร็จด้านการตลาดดิจิทัล แบรนด์ควรปรับหน้าสื่อให้เหมาะสมเพื่อสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยยอดการเข้าถึงจำนวนมาก และแบรนด์จะต้องส่งเสริมทีมด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตและกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลได้ดีต่อไป

ซึ่งมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่ต้องการ

  • KPI โดยรวม
  • การจัดอันดับคียเวิร์ด
  • แนวโน้มขึ้น/ลง
  • ข้อมูลประชากรของผู้ชม

การทดลองเพิ่มประสิทธิภาพจาก data

สิ่งสำคัญคือต้องดูข้อมูลและพัฒนาแผนการดำเนินการตามอยู่เสมอ

อาจใช้ data ในการเพิ่มประสิทธิภาพบทความที่มีแนวโน้มลดลงด้วยการทำ SEO บนหน้าให้ดีขึ้นหรือสร้างเนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยมุ่งเน้นไปที่ช่องทางที่ให้ปริมาณการเข้าชมจำนวนมาก

และเมื่อแบรนด์มียอดการเข้าชมที่ดีแล้ว แบรนด์จะสามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างไร?

วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือการทดสอบ A/B และการทำ Conversion rate optimization (CRO) และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีทำการทดสอบอย่างต่อเนื่องและอัปเดตหน้าเพจและบทความอยู่เสมอ หากผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในไซต์ของแบรนด์ สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อ SEO ด้วย

เครื่องมือต่างๆ จะช่วยคุณทำได้คือ:

  • FigPii
  • Heap.io
  • Hotjar
  • VWO

หมั่นติดตามและใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบแนวโน้มซึ่งจะช่วยให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและอยู่ในแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดได้ เพราะการติดตามตัวชี้วัดของไซต์ KPI และแนวโน้มในการค้นหาจะช่วยให้แบรนด์ปรับปรุงและปรับปรุงกลยุทธ์ SEO ของคุณอย่างต่อเนื่อง และทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่จะคงความเกี่ยวข้องและเป็นปัจจุบันให้กับแบรนด์ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/improve-brand-with-data-usage?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=improve-brand-with-data-usage

ทำไม SEO ถึงต้องเริ่มต้นด้วยขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์

ทางเลือกที่ดีที่สุดหากแบรนด์ไม่อยากเสียเวลาและเสียพลังงานในการทำ SEO คือการที่แบรนด์ต้องมีกลยุทธ์และแผนในการทำที่ดี

การทำตามผลที่ต้องการนั้นต้องใช้การคิดที่ความมีมุ่งเน้นเป็นจุดๆ ผสมกับความมีระเบียบวินัย ถึงแม้ว่าความรวดเร็วก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง SEO ได้อย่างต่อเนื่อง แต่แบรนด์ก็ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและแผนการที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์

  • รู้วัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีความหมาย
  • รู้ถึงความคาดหวังที่ต้องจัดการ
  • สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างทางได้

ตั้งเป้าหมาย

นี่เป็นจุดแรกที่ควรทำ การรู้ว่าคุณต้องการ SEO ในการทำอะไรนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เป้าหมายจะเป็นตัวกรองที่สำคัญสำหรับแผนกลยุทธ์ทั้งหมด และถ้าหากแบรนด์ไม่มีเป้าหมายว่าคืออะไร แบรนด์สามารถเสียเวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการคาดเดาต่างๆมากมาย

ซึ่งเป้าหมายอาจเป็น: การขายอีคอมเมิร์ซ ลีดส์ การเข้าดูหน้าเว็บ การมีส่วนร่วม

การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

แบรนด์ต้องกำหนดว่าจะเข้าถึงใคร กว้างมากแค่ไหน รวมถึงวิธีที่พวกเขาใช้ในการค้นหาต่างๆทางออนไลน์ เมื่อทำเช่นนั้นแล้วแบรนด์จะสามารถกำหนดเส้นทางการที่ใช้ รวมไปถึงวิธีกำหนดเป้าหมายและมีส่วนร่วมได้

อีกทั้งเครื่องมือค้นหาคียเวิร์ดและแหล่งข้อมูลภายในอุตสาหกรรมของแบรนด์จะช่วยให้สามารถค้นคว้าและกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย

วิเคราะห์คู่แข่ง

ภาพรวมคู่แข่งจะช่วยให้แบรนด์ได้ทบทวนและวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ SEO เพื่อระบุและติดตาม เพื่อการพัฒนาแผนที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นจุดอ้างอิงและช่วยให้แบรนด์เข้าใจตัวเองมากขึ้น

ต้องรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแบรนด์ว่าเทียบได้กับในอุตสาหกรรมอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถเปรียบเทียบกับเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์และดูว่าต้องไปไกลแค่ไหน

การพัฒนากลยุทธ์

เมื่อถึงจุดนี้ แบรนด์ควรพร้อมที่จะทำการตรวจสอบด้านกลยุทธ์ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่าต้องใช้งานมากเพียงใดเพื่อให้ฝ่ายเทคนิคได้วางแผนงาน ช่วยให้แบรนด์ได้เห็นว่าเป้าหมายนั้นจะมีขนาดใหญ่เพียงใดในแง่ของไอที ​​โค้ด และประสิทธิภาพของไซต์ ใช้การตรวจสอบและทบทวนเพื่อพัฒนากลยุทธ์ทั้งกับตัวแบรนด์เองและกับคู่แข่ง จากนั้นให้ประเมินความต้องการโดยรวมเพื่อที่จะเข้าสู่แผนพัฒนากลยุทธ์ต่อไป

การวางแผนทรัพยากรและการกำหนดบทบาท

แบรนด์จำเป็นต้องวางแผนงาน วัดผล และควบคุมทรัพยากรตามลำดับความสำคัญ จัดตารางและแบบแผนเป็นระยะๆ

ทรัพยากรรวมถึง: ทีมงาน SEO IT UX ผู้สร้างเนื้อหา ผู้ที่จะอนุมัติผลงานและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ไม่ควรมองข้ามเรื่องต้นทุนที่จะต้องใช้ในแง่ของเครื่องมือหรือสำหรับทรัพยากรเพิ่มเติมหากแบรนด์คิดว่าแผนนั้นไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้วยทรัพยากรปัจจุบันที่มีอยู่ได้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/seo-strategic-planning?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=seo-strategic-planning

สร้าง Brand Awareness ในธุรกิจ B2B เข้าถึงลูกค้าได้ตรงเป้าด้วยความเข้าใจ

Brand Awareness เป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆเข้ามาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ซึ่งการจะสร้าง Brand Awareness หรือทำให้ลูกค้ารู้จักกับแบรนด์ในธุรกิจแบบ B2B นั้นก็มีหลักคิดและแนวทางคล้ายๆกับการทำธุรกิจแบบ B2C ทั่วไป แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดเช่นกัน ในบทความนี้เราจะไปรู้จักกับความสำคัญและกลยุทธ์ที่ธุรกิจ B2B ควรรู้จักในการสร้าง Brand Awareness 

ในการทำการตลาด การจะสร้าง Brand Awareness นั้น ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนรู้จักและสนใจในตัวแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อรู้จักแล้วควรมีศักยภาพในการนำไปสู่การเปลี่ยนผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นลูกค้าหรือการขายอีกด้วย ดังนั้นการสร้าง Brand Awareness นั้นจะต้องทำอย่างมีเป้าหมาย และมีการวัดผลด้วย 

คุณจิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งชุมชน Marketing Tech Thailand ได้แนะนำว่าขั้นตอนแรกที่ธุรกิจควรทำ คือการทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเสียก่อน โดยธุรกิจต้องทำความเข้าใจ Buyer Journey หรือกระบวนการก่อนจะเกิดการซื้อของลูกค้าตั้งแต่ขั้นแรกที่ลูกค้าอาจยังไม่ทราบถึงปัญหาและสินค้าหรือบริการที่สามารถแก้ปัญหาได้ ไปจนถึงขั้นตอนการพิจารณาเปรียบเทียบซื้อสินค้าว่าลูกค้ามีแนวโน้มจะใช้สิ่งใดเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ หรือมีเงื่อนไขในการซื้ออย่างไรบ้าง

ในส่วนนี้ ธุรกิจสามารถจัดทำ Customer Persona ซึ่งจะช่วยแจกแจงคุณสมบัติต่างๆของลูกค้า ความชื่นชอบ กิจวัตร แรงบันดาลใจ ไปจนถึงคนหรือธุรกิจที่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ซึ่งเมื่อแบรนด์มีความเข้าใจลูกค้าในมิติที่หลากหลายมากขึ้น ก็จะมองเห็นแนวทางในการดึงดูดความสนใจจากลูกค้า และแนวทางการขายที่เหมาะสมกับลูกค้าได้

ในธุรกิจแบบ B2B บางปัจจัยอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้มากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ธุรกิจมักมองหาตัวอย่างของการใช้สินค้าหรือบริการจากธุรกิจลักษณะคล้ายกันหรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือบางธุรกิจมีเงื่อนไขที่อาจทำให้สินค้าประเภทหนึ่งเหมาะกับธุรกิจมากกว่าอีกประเภทหนึ่ง เป็นต้น

การสร้าง Brand Awareness นั้นอาจทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งในเซสชั่นนี้ คุณจิตติพงศ์ได้แนะนำตัวอย่างวิธีที่เป็นที่นิยมและมีประสิทธิภาพมา 2 วิธี คือการทำ Content Marketing และการทำ SEO (Search Engine Optimization) 

Content Marketing

การทำการตลาดผ่านคอนเทนท์นั้นมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเขียนบล็อก การทำบทความหรือวิดีโอสัมภาษณ์ การทำวิดีโอหรือเทรนนิ่งให้ความรู้ หรือการโพสต์เครือข่ายโซเชียล ซึ่ง Content Marketing โดยทั่วไปจะมีวัตถุประสงค์ 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Awareness สร้างความรู้จัก หรือทำให้สนใจ
  2. Education ให้ข้อมูลความรู้
  3. Selection เจาะลึกความรู้หรือข้อมูลเฉพาะกลุ่ม และ
  4. Training จัดเทรนนิ่ง อบรมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ 

โดยในการทำ Content Marketing ก็จะต้องมีการวางแผนทั้งรูปแบบ ช่วงเวลา กลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือการลงคอนเทนท์แต่ละครั้งควรมีผลลัพธ์ที่ได้กลับมา ฉะนั้นก็ควรจะมี Call to Action เช่น ให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเพื่อรับ Whitepaper 

SEO (Search Engine Optimization) 

ผู้ที่ติดต่อเข้ามาหาแบรนด์เองนั้นส่วนมากมักเป็นผู้ที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของแบรนด์จริงๆ และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นลูกค้าของธุรกิจมากกว่า โดยในปัจจุบันผู้คนส่วนมากจะค้นหาสิ่งที่ต้องการและรู้จักกับธุรกิจผ่าน Search Engine อีกวิธีหนึ่งในการสร้าง Brand Awarenes ที่น่าสนใจจึงเป็นการทำ SEO 

ในการทำ SEO แต่ละครั้ง คุณจิตติพงศ์แนะนำว่า ธุรกิจควรพิจารณาไปทีละขั้นตอน ดังนี้

  1. นึกถึงปัญหาหรือ Pain Point ที่จะทำให้ลูกค้าคิดถึงสินค้าหรือบริการของแบรนด์
  2. ลองจินตนาการว่าจากปัญหานั้น หากต้องค้นหาสินค้าหรือบริการที่จะเข้ามาช่วยแก้ จะใช้คีย์เวิร์ดอะไรบ้าง
  3. สำรวจคีย์เวิร์ดที่ธุรกิจคู่แข่งใช้ และมองหาคีย์เวิร์ดที่ยังไม่มีคู่แข่งใช้มากนัก
  4. พัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงหน้า Sitemap และ RSS Feed เพื่อการค้นหาที่ดีขึ้น
  5. นำเว็บไซต์ลงทะเบียนเข้ารายชื่อของ Search Engine ที่ต้องการเข้าร่วม
  6. กระจายคอนเทนท์ที่จัดทำขึ้นไปยังเว็บไซต์และเครือข่ายโซเชียลของแบรนด์
  7. จัดทำบทความประเภทบล็อก หรือข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์กับคำค้นหา
  8. หากต้องการ สามารถฝากคอนเทนท์ เช่น บทความและข่าวประชาสัมพันธ์ ไปโพสต์ในเว็บไซต์อื่นๆที่มีชื่อเสียง เพื่อขยายฐานผู้รับชม
  9. สร้าง Link Popularity ด้วยการเพิ่มลิงก์ลงบนเว็บไซต์ และขอให้เว็บไซต์อื่นสร้างลิงก์มายังเว็บไซต์ของแบรนด์
  10. คอยวัดผลว่าคีย์เวิร์ดที่ได้ทำ SEO ไปนั้นให้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ และปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

สินค้าและบริการของธุรกิจแบบ B2B นั้นโดยเฉลี่ยมีความเฉพาะกลุ่มสูงกว่าธุรกิจทั่วไป ดังนั้นธุรกิจอาจต้องโฟกัสกับคีย์เวิร์ดที่มีความยาวและความละเอียดมากกว่า ดังนั้นความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า ปัญหาที่พวกเขามักจะพบ และการประเมินประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก 

นอกจากนี้ คุณภาพของเว็บไซต์ การตอบสนองที่รวดเร็ว หัวข้อ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาเข้ามาก็จะทำให้เว็บไซต์ของแบรนด์มีคะแนนที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับการจัดอันดับอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาหน้าแรกๆของ Search Engine 

เข้าใจ วางแผน และวัดผล ขั้นตอนสำคัญในการทำการตลาด

เราอาจพูดได้ว่าการสร้าง Brand Awareness และการทำการตลาดใดๆก็ตามนั้นมีพื้นฐานและกระบวนการที่คล้ายๆกัน คือ

  • ทำเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของพวกเขา ขนาดของตลาด เงื่อนไข และปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการซื้อของลูกค้า 
  • ศึกษาคู่แข่ง ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และแนวทางการตลาดของพวกเขา คอยติดตามและอัพเดทข้อมูลสถิติของคู่แข่งอยู่เสมอ
  • วางกลยุทธ์ กำหนดแผนและระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมองเห็นถึงภาพรวมของกิจกรรมการตลาดทั้งหมด
  • ประเมินแคมเปญการตลาดที่ได้ทำลงไป โดยต้องตั้ง Metrics และ KPI ให้เหมาะสมกับรูปแบบของแคมเปญ 
Jay Baer’s Four Bucket KPIs คือตัวอย่างของแนวทางการตั้ง KPI เพื่อวัดผลของการทำ Content Marketing ที่ธุรกิจสามารถเลือกให้เหมาะกับรูปแบบของคอนเทนท์ได้

ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือเนื้อหาอื่นๆได้ที่  https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/01/12/694/

from:https://www.techtalkthai.com/b2b-brand-awareness-understand-and-attract-customers/

เว็บไซต์จัดอันดับทราฟฟิกเว็บ Alexa.com ประกาศปิดตัว พ.ค. 2022 หลังเปิดมา 25 ปี

Amazon ประกาศปิดเว็บ Alexa.com (ไม่เกี่ยวข้องกับบริการสั่งงานด้วยเสียง Alexa ที่เป็นของ Amazon เหมือนกัน) ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2022

Alexa Internet หรือที่รู้จักกันในชื่อ Alexa.com เป็นเว็บไซต์ที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์ยอดนิยมในอินเทอร์เน็ต และเป็นที่นิยมในการวัดทราฟฟิกของเว็บ คีย์เวิร์ดที่ใช้เข้าถึงสำหรับคนที่อยากทำ SEO

ตัวบริการเปิดมาตั้งแต่ปี 1996 และขายให้ Amazon ในปี 1999 นับถึงปัจจุบันคือเปิดกิจการมาแล้ว 25 ปี ทีม Alexa.com ไม่ได้อธิบายเหตุผลที่ปิดตัวลง บอกแค่ว่าขอบคุณผู้ใช้งานทุกคนตลอด 25 ปีที่ผ่านมา

No Description

ที่มา – Alexa via Bleeping Computer

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/126232

ทำ SEO อย่างไรให้เว็บไซต์ติดอันดับ

เรื่องของการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจใด ต่างก็อยากจะอยู่อันดับต้น ๆ เพราะการอยู่อันดับแรก ๆ ของการค้นหาจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงลูกค้าที่ต้องการสินค้าของเรา เมื่อเขากดค้นหาใน google นั่นเอง

thumbsup ได้นำเทคนิคเกี่ยวกับการทำ SEO เพื่อยกระดับเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาง่ายขึ้นมาฝากกัน

 

ควรมี Meta Description

Meta Description หรือ คำอธิบายสั้นๆ ต่อจาก Headline เพื่อให้การค้นหาตรงกับความต้องการของผู้ค้นหาจริง ๆ ซึ่งผู้เขียนควรที่จะสร้างประโยคให้น่าสนใจ ดึงดูดสายตาและทำให้คนอยากคลิกอ่าน ซึ่งกลุ่มคนทำคอนเทนต์ อย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่อยากเพิ่มผู้ติดตาม หรือเจ้าของธุรกิจที่อยากบอกให้โลกรู้ว่า ธุรกิจของเราให้บริการด้านไหน ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหรือคนที่สนใจเลือกใช้บริการของเรามากขึ้น

 

 

สร้าง FAQ และ How To เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ

นอกจากการค้นหาแบบทั่วไปแล้ว สิ่งที่ผู้ค้นหาอยากจะทราบเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ คือคำถามที่มักพบบ่อย หรือธุรกิจคุณเกี่ยวข้องกับด้านใดบ้าง การเพิ่มข้อมูลในส่วนนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ในอันดับบนๆ แต่ฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่แสดงบนหน้าการค้นหามากขึ้น และเป็นจุดสนใจเพราะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ตรงกับผู้ค้นหามากกว่า ทำให้อยากคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์เพิ่มเติม

 

เพิ่มลิ้งในบทความ

การทำ Link เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์หรือ Internal Link ที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการอยู่บนเว็บไซต์ของเรามากขึ้น ค่าเฉลี่ยของการที่คนอยู่ในเว็บไซต์ของเรานานขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน

แต่การมี Internal Link ในบทความมากเกินไปอาจจะถูกมองว่าเป็นสแปมได้นะคะ เพราะ google จะมีอัลกอริธึ่มตรวจสอบว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ไหนไม่มีคนคลิก หรือเป็นเว็บที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

 

เน้นทำคอนเทนต์แบบ Longform ทำให้อันดับดี

รูปแบบการทำคอนเทนต์ขนาดยาวหรือ Longform Content นั้นจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเชิงการจัดอันดับ SEO เพราะอัลกอริธึ่ม จะมองว่าบทความนั้น จะได้รับลิ้งหรือแชร์มากขึ้น รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะมีอันดับสูงขึ้นในการค้นหาของ Google

แต่เนื้อหาใมนบทความนั้น จะต้องไม่เป็นเนื้อหาที่ copy & paste มาวางซ้ำๆ กันนะคะ เพราะระบบของ google ก็จะตรวจสอบได้เช่นกัน ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทูไทยที่ไทยรัฐ ทำเป็นรูปแบบ LongForm Content ที่ดีมากเลย

 

ทำ Sitemap ให้ง่ายต่อการค้นหาและลดขนาดให้เหลือเพียง 10,000 URLs

Sitemap หรือแผนผังเว็บไซต์ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการบอกให้ผู้ที่ไม่เคยเข้าใช้งานเว็บไซต์ของเรามาก่อน สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น ยิ่งมีการจัดเรียง Sitemap ได้ดีเท่าไหร่ ระบบ Bot ของ Google ก็จะยิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ Search Engine จากเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เช่น มีจำนวน URL เท่าไหร่ หน้าต่างๆ ในเว็บรวมกันมีทั้งหมดกี่หน้า จัดหมวดหมู่อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญช่วยให้เรามีผลการค้นหาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนของ sitemap รวมกัน มีรายละเอียดอะไรบ้าง หน้าไหนเชื่อมโยงกันบ้างและขนาดของแผนผังเว็บไซต์ใหญ่เกินไปหรือไม่ รวมๆ แล้ว google ให้ความสำคัญกับโครงสร้างภายในเว็บทั้งหมดว่าเอื้อประโยชน์ต่อการค้นหาหรือใช้งานไหม รวมทั้งควรจำกัด URL ให้น้อยลงจาก 50,000 เป็น 10,000 URLs ก็จะช่วยให้ความสามารถในการรวมข้อมูลบนเว็บไซต์ทำได้ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือฉมังในการทำ SEO บนเว็บไซต์ ก็ต้องไม่ลืมเทคนิคในการสร้างโอกาสติดอันดับใน google นะคะ

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-trend-seo-for-website?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-trend-seo-for-website

9 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ควรทำความเข้าใจใหม่

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำเว็บไซต์และคอนเทนต์มีคุณภาพและเหมาะสมในการโชว์ขึ้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ ของการค้นหาบน Google เพื่อให้เว็บไซต์มีคนเข้าชมมากขึ้น

การติดอันต้นๆ ในการค้นหาก็เหมือนกับการมีร้านค้าตั้งอยู่ในทำเลทอง มีคนจำนวนมากผ่านไปผ่านมาตลอด ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของเราได้ทุกเมื่อ หลายธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการทำ SEO อย่างมาก

ทีมงาน Thumbsup ได้สรุปความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ควรรู้จาก Red Website Design จะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

ทุกอย่างสำเร็จได้ที่การจัดการหลังบ้าน

หลายเว็บไซต์มุ่งให้ความสำคัญกับการจัดการหลังบ้านอย่าง ‘โครงสร้างและประสิทธิภาพของเว็บไซต์‘ แต่อย่าลืมที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อให้คนเข้าถึงเว็บไซต์เป็นประจำทุกเดือน

ตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์เป็นเรื่องไม่จำเป็น

ในมุมมองของคนที่ค้นหาใน search engine ย่อมต้องการเข้าเว็บไซต์ที่เป็นมิตร ค้นหาข้อมูลง่าย โหลดได้รวดเร็ว

ตรวจสอบและพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ง่ายขึ้น

ใส่คีย์เวิร์ดในรูปภาพแล้วดี

การใส่คำสำคัญ (Keyword) ของเนื้อหาในรูปภาพอาจทำให้ดูสวยงาม แต่อัลกอริทึมของ search engine ไม่สามารถตรวจจับคำสำคัญที่อยู่ในรูปภาพได้ คอนเทนต์ที่ดีควรมีคำสำคัญอยู่หลายตำแหน่ง

ใส่คีย์เวิร์ดเยอะ ทำให้ลูกค้าค้นหาเจอง่าย

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การใส่คีบอร์ดที่เกี่ยวข้องไปเยอะๆ เพราะจากอัลกอริทึมของ search engine จะปรับลดคะแนนลด เนื่องจาก Keyword density ไม่เหมาะสมกับเนื้อหา

สร้างคอนเทนต์ที่เก็บคีย์เวิร์ดได้ดีก็เพียงพอ

คอนเทนต์ที่มีคุณภาพในแง่ของ SEO ไม่ได้หมายถึงคอนเทนต์ที่ไม่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งความสดใหม่ของคอนเทนต์ มอบคุณค่าให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม ไม่พาดหัวหลอกให้คลิกเข้ามาอ่าน

สร้างคอนเทนต์ทั่วไปที่ใครๆ ก็ทำ

กลยุทธ์การวางหัวข้อคอนเทนต์เป็นเรื่องสำคัญ คอนเทนต์ที่ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะทำให้เราได้เปรียบในการขึ้นอันดับ และดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์ได้ดี

SEO เป็นงานที่ทำครั้งเดียวเสร็จ

การมีจำนวนผู้ชมที่เหมาะสมนั่นหมายถึงเว็บไซต์มี SEO ทีดี เว็บไซต์ควรผลิตคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับรีวิวและฟีดแบคที่ดีจากผู้ชม และใช้เวลาหลายเดือนและต่อเนื่องในการติดอันดับแรกๆ

สร้าง URL และ Mega Tag แบบไหนก็ได้

กำหนด URL ให้สื่อความหมายและสัมพันธ์กับคอนเทนต์ ช่วยเพิ่มอันดับใน Search Engine ได้

Meta Tag หรือข้อความด้านล่างหัวเรื่องที่จะมองเห็นบน Google เป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

มี Backlinks เยอะๆ ไว้ก่อน

หลายเว็บไซต์ซื้อ Backlinks เพื่อให้มีคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น แต่เว็บไซต์เหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้

ที่มา

Red Website Design

ContentMarketing

from:https://www.thumbsup.in.th/misunderstand-seo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=misunderstand-seo