คลังเก็บป้ายกำกับ: SELF-DRIVING_CAR

เกาะเจจูประเทศเกาหลีใต้จะเริ่มให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับในสัปดาห์นี้

เมื่อเดือนสิงหาคมทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศแผนพัฒนาโครงการโดรนแท็กซี่ให้แก่นักท่องเที่ยวภายในปี 2025 แต่ก่อนจะถึงวันนั้นบริการแท็กซี่แบบใหม่ที่จะเปิดให้บริการก่อนบนเกาะก็คือระบบรถแท็กซี่ไร้คนขับ และบริการที่ว่าจะเริ่มทันทีในสัปดาห์นี้

กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้ให้ข้อมูลว่ารถแท็กซี่ไร้คนขับจะให้บริการใน 2 เส้นทาง โดยเส้นทางแรกเป็นวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินนานาชาติกับถนนเลียบชายฝั่งของเกาะซึ่งจะผ่านจุดท่องเที่ยวที่สำคัญคือ หินยงโดม (หินหัวมังกร) และหาด Iho Tewoo รวมระยะทาง 16 กิโลเมตร ส่วนเส้นทางให้บริการอีกเส้นทางหนึ่งจะวิ่งเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ภายในย่าน Jungnum ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะ

ในการให้บริการเส้นทางเดินรถเส้นทางที่ 2 นั้น ผู้โดยสารสามารถเรียกรถให้ไปรับและส่งในเขตพื้นที่ “last mile” จากป้ายจอดรถประจำทางได้โดยอิสระ ซึ่งหมายถึงพื้นที่ระยะรัศมี 2 กิโลเมตรรอบจุดจอดรถประจำทาง ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วระยะประมาณนี้อาจถือว่าเป็นระยะที่ใกล้เกินไปไม่เหมาะที่จะขับรถไปเอง แต่ก็ไกลเกินว่าจะเดิน

นอกจากการเตรียมรถไว้ให้บริการแล้ว ทางการได้เตรียมระบบจราจรเพื่อเสริมความปลอดภัยในการให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในย่านชุมชนที่มีการจราจรคับคั่งและเต็มไปด้วยพาหนะและผู้คนที่เดินทางด้วยวิธีการหลากหลาย ทั้งรถบัสโดยสาร, รถเช่าที่ขับกันมากมาย, รถจักรยานยนต์ โดยระบบจราจรที่พัฒนาขึ้นนี้เรียกว่า C-ITS (Next-Generation Intelligent Traffic System) จะถูกติดตั้งและให้การสนับสนุนการทำงานของรถแท็กซี่ไร้คนขับตามทางแยกต่างๆ เพื่อช่วยแจ้งข้อมูลให้รถไร้คันขับได้รู้ข้อมูลอุบัติเหตุทางจราจรที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งช่วยแจ้งเตือนหากมีการตรวจพบคนแอบข้ามถนนทางทางข้าม

กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้รับผิดชอบการให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับนี้ โดยเตรียมรถไว้ทั้งหมด 3 คัน และจะให้บริการโดยสารฟรีแก่ผู้ใช้งานจนถึงปีหน้า ช่วงเวลาการให้บริการนั้นคือตั้งแต่ 10.30 น. ถึง 18.30 น. ในแต่ละวัน ซึ่งรถยนต์ที่นำมาให้บริการนี้เป็นรถ Hyundai Ioniq

No Descriptionหน้าตารถแท็กซี่ไร้คนขับที่จะเริ่มให้บริการในเกาะเจจูสัปดาห์นี้

ในการใช้งานผู้โดยสารเพียงเรียกรถ และเมื่อขึ้นรถแล้วก็สามารถเลือกเป้าหมายการเดินทางได้ตามเส้นทางวิ่งให้บริการ ในระหว่างการให้บริการซึ่งถือเป็นการทดสอบระบบนี้ จะมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่บนรถด้วยเผื่อในกรณีเกิดเหตุขัดข้องหรือมีสถานการณ์ฉุกเฉิน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการให้บริการถแท็กซี่ไร้คนขับในเกาะเจจู โดยเมื่อปีที่แล้วทางการเกาะเจจูได้ร่วมมือกับสตาร์ทอัพท้องถิ่นที่ชื่อ Ride Flux ทดลองให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับมาก่อนแล้ว ส่วนในกรุง Seoul เมืองหลวงก็มีการทดลองให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับของ Hyundai มาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน โดยใน Seoul นั้นมีรถจำนวนมากกว่า 190 คันให้บริการตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ที่มา – The Korea Herald, News Jeju, The Korea Economic Daily

from:https://www.blognone.com/node/131297

บริษัทรถยนต์ไร้คนขับ Argo AI ปิดตัว หาเงินทุนเพิ่มไม่ได้ แม้ Ford และ VW สนับสนุน

TechCrunch รายงานว่าสตาร์ตอัพรถยนต์ไร้คนขับ Argo AI ที่ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ทั้ง Ford และ Volkswagen ปิดตัวลงแล้ว

Argo AI ยืนยันข่าวการปิดตัว แต่ไม่ได้อธิบายเหตุผลที่ต้องเลิกกิจการ แต่ TechCrunch รายงานว่าเป็นเพราะ Argo ไม่สามารถหาเงินลงทุนเพิ่มได้ เพราะ Ford กับ Volkswagen ไม่ลงทุนก้อนใหม่เพิ่มแล้ว (Argo ได้รับเงินลงทุนรวมทั้งหมด 2.6 พันล้านดอลลาร์ โดย Ford ลงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่แรก)

ข้อมูลจากพนักงานของ Argo AI ที่ฟังคำแถลงภายใน ระบุว่าพนักงานทุกคนจะได้รับแพ็กเกจชดเชย และเงินโบนัสพิเศษ ส่วนพนักงานบางคนจะได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานกับ Ford และ Volkswagen ต่อไปด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าบริษัทรถยนต์ทั้งสองรายจะรับพนักงานเข้าทำงานเป็นจำนวนเท่าไร และเทคโนโลยีของ Argo AI จะไปอยู่กับบริษัทใด

ในช่วงหลังๆ มานี้ บริษัทด้านรถยนต์ไร้คนขับถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถนำเสนอเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงๆ ตามที่โฆษณากันไว้เมื่อหลายปีก่อน และหลายบริษัทต้องปรับโมเดลธุรกิจไปทางอื่น เช่น ทำรถยนต์ไร้คนขับเฉพาะทาง (รถบรรทุกวิ่งทางไกล หรือรถวิ่งในเขตท่าเรือ) หรือหันไปโฟกัสที่ระบบช่วยขับขี่ระดับ L3/L4 ที่ยังจำเป็นต้องมีมนุษย์อยู่

No Description

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/131166

Waymo ประกาศให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับใน Los Angeles เป็นเมืองที่ 3

Waymo บริษัทผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับที่แยกตัวออกมาจาก Google ได้ให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับแบบสาธารณะในเมือง Phoenix รัฐ Arizona มาตั้งแต่กลางปี 2020 และเพิ่งเริ่มขยายบริการสู่เมืองที่ 2 ใน San Francisco เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้ประกาศเตรียมให้บริการใน Loas Angeles เป็นเมืองที่ 3 แล้ว

Los Angeles ถือเป็นเมืองที่มีความยากในการให้บริการแท็กซี่ยิ่งกว่า Phoenix และ San Francisco มาก เพราะ Phoenix นั้นมีถนนกว้างและเส้นทางส่วนใหญ่อยู่บนพื้นราบ ทั้งยังมีผังเมืองที่วางถนนแบบตารางทำให้การทำงานของรถยนต์ไร้คนขับนั้นถือว่าไม่ยากมากนัก ในขณะที่ San Francisco นั้นแม้จะมีความซ้อนซ้อนของเส้นทางมากขึ้นแต่ขนาดพื้นที่ให้บริการก็ไม่กว้างมาก (ประมาณ 50 ตารางไมล์)

เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองลำดับที่ 3 ของ Waymo อย่าง Los Angeles ที่นอกจากจะมีพื้นที่ใหญ่แล้ว เส้นทางเองก็ทั้งซับซ้อนและมีขึ้นลงตามภูมิประเทศที่หลากหลาย ยังมีสภาพพื้นผิวถนนที่แตกต่างออกไป รวมทั้งพฤติกรรมคนใช้ถนนที่มีความพลุกพล่านยิ่งไปกว่า 2 เมืองแรก จึงถือได้ว่านี่เป็นการตัดสินใจขยายพื้นที่บริการครั้งสำคัญของ Waymo

ในปัจจุบันนี้ Waymo ยังให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับใน Phoenix โดยไม่เก็บเงินค่าโดยสาร ส่วนใน San Francisco นั้นแม้จะได้รับใบอนุญาตให้เก็บค่าโดยสารได้ แต่ Waymo ก็ยังให้บริการโดยสารฟรีเช่นเดียว (ในขณะที่ GM Cruise ผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับอีกรายใน San Francisco นั้นเริ่มเก็บค่าโดยสารแล้ว)

Waymo ยังไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนว่าจะเริ่มให้บริการใน Los Angeles เมื่อไหร่ แต่จากประกาศในบล็อกของบริษัทนั้นระบุไว้กว้างๆ ว่าภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

ที่มา – Electrek, Waymo

from:https://www.blognone.com/node/131090

Volkswagen ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Horizon Robotics เพื่อพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ สำหรับตลาดจีน

Volkswagen ประกาศลงทุนในธุรกิจพัฒนายานยนต์ไร้คนขับที่ประเทศจีน โดยให้บริษัทซอฟต์แวร์ CARIAD ที่ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Horizon Robotics บริษัทพัฒนาชิปสำหรับยานยนต์ในจีน

ในบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นระหว่างสองบริษัทนี้ CARIAD ของ Volkswagen จะลงทุน 2,400 ล้านยูโร คิดเป็นหุ้น 60% ส่วนที่เหลือเป็นของ Horizon Robotics

Ralf Brandstätter หนึ่งในกรรมการบอร์ดบริหารของ Volkswagen ที่จีน บอกว่าการลงทุนในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะพื้นที่ มีความสำคัญมากต่อการขยายบริการยานยนต์ไร้คนขับออกไปทั่วโลก การร่วมทุนกับ Horizon Robotics จะช่วยให้บริษัทมีเทคโนโลยีที่เฉพาะสำหรับลูกค้าในจีนได้ดีขึ้น

ที่มา: Volkswagen

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130926

Tesla เลิกติดตั้งเซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิกในรถผลิตใหม่ เปลี่ยนมาใช้กล้องอย่างเดียว

Tesla ออกประกาศว่าจะเลิกติดตั้งเซ็นเซอร์คลื่นอัลตร้าโซนิก (ultrasonic sensors หรือ USS) ในรถยนต์ของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้กล้องทั้งหมด (Tesla Vision) ตามแนวทางที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

เดิมที ระบบ Autopilot/Full Self-Driving (FSD) ของ Tesla ใช้เซ็นเซอร์หลายอย่างร่วมกันวัดระยะห่างกับวัตถุรอบตัวรถ แต่หลังจากซอฟต์แวร์ FSD v9 เป็นต้นมา Tesla บอกว่าตัดสินใจใช้กล้องอย่างเดียว เพราะมั่นใจว่าให้ประสิทธิภาพในการตรวจจับดีกว่าเซ็นเซอร์ประเภทอื่น (ทั้งเรดาร์และอัลตร้าโซนิก)

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มจากรถยนต์รุ่น Model 3 และ Model Y ที่ผลิตใหม่ในเดือนตุลาคม 2022 จะตัดเซ็นเซอร์ USS ออกไป ส่วน Model S และ Model X จะเปลี่ยนตามในปี 2023

รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีเซ็นเซอร์ USS จะยังใช้ซอฟต์แวร์เดิมในช่วงแรก ทำให้ฟีเจอร์บางอย่าง เช่น Park Assist, Autopark, Summon ใช้งานไม่ได้ แต่ Tesla จะอัพเดตเอนจินหลังบ้านเป็น vision-based occupancy network อิงตามภาพจากกล้องแทนเซ็นเซอร์ ให้กลับมาใช้งานได้ (มีเวลาเปลี่ยนผ่านสักระยะหนึ่งแต่ไม่บอกว่านานแค่ไหน บอกแค่ว่า short period of time) ส่วนฟีเจอร์ชูโรงอย่าง Autopilot และ FSD จะใช้งานได้ตั้งแต่แรก

ส่วนรถรุ่นเก่าที่ขายไปแล้ว มีเซ็นเซอร์ USS อยู่แล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะยังใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดิมที่ออกแบบมาเพื่อ USS อยู่แล้ว และยังไม่มีแผนจะถอดซอฟต์แวร์ออก

No Description

ที่มา – Tesla, ภาพจาก Tesla

from:https://www.blognone.com/node/130781

Tesla และ Musk โดนฟ้อง ฐานหลอกลวงและทำให้เข้าใจผิดเรื่อง Autopilot

Briggs Matsko เจ้าของรถยนต์ Tesla ในแคลิฟอร์เนีย ยื่นฟ้องบริษัท Tesla และ Elon Musk ซีอีโอของบริษัท ฐานหลอกลวงและสร้างความเข้าใจผิดจากการโฆษณาระบบ Autopilot และ Full Self-Driving

Matsko ระบุในคำฟ้องว่า Tesla และ Elon Musk หลอกลวงผู้ใช้เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติหรือ ADS โดยอ้างว่าอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและจะสามารถใช้ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง Matsko ยื่นฟ้องแบบกลุ่มเผื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้กับผู้ใช้คนอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบด้วย

Matsko ระบุว่า ซื้อแพ็คเกจ Enhanced Autopilot มูลค่า $5,000 (ราคาเก่า) ซึ่ง Tesla อ้างว่าเป็นแพ็คเกจต้นแบบของเทคโนโลยี Full Self-Driving ได้ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้เป็นซอฟท์แวร์เสริมมูลค่า $15,000 ที่ยังไม่พร้อมที่จัดส่งเลย

นอกจากนี้ในคำฟ้องยังกล่าวถึง Autopilot และ Twitter ของ Musk ที่อ้างว่ารถยนต์ไร้คนขับจะสามารถใช้เพื่อการเดินทางระยะไกลในสหรัฐได้ภายในปี 2018 รวมถึงการที่ Musk กล่าวอ้างในปี 2019 เรื่องการให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับว่าในอีกหนึ่งปีจะมีรถยนต์ที่ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติที่พร้อมสมบูรณ์ (Full-Self Driving)เป็นหลายล้านคัน ซึ่งก็ยังไม่เป็นความจริง

คำฟ้องระบุเรื่องความปลอดภัยด้วย โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ปี 2018 ที่รถยนต์รุ่น Model X เกิดอุบัติเหตุทำให้คนขับผู้เสียชีวิตและอีกเหตุการณ์ที่รถยนต์ที่ใช้ Autopilot ชนเข้ากับรถดับเพลิง ก่อนหน้านี้ ก็มีรายงานจากหน่วยงานความปลอดภัยทางหลวงของสหรัฐว่า รถยนต์ที่มีระบบช่วยขับขี่ของ Tesla เกิดอุบัติเหตุเยอะที่สุด

Matsko เรียกร้องให้ศาลออกคำสั่งให้ Tesla ชดเชยเงินค่าเสียหายสำหรับเทคโนโลยีที่โฆษณาไว้ว่าจะสามารถใช้ได้แล้วยังไม่ได้ส่งมอบให้ผู้ใช้ได้ใช้งานจริง รวมถึงหยุดทำการตลาดด้วยการโฆษณาเกินจริงและหลอกลวงผู้บริโภค รวมถึงเสียค่าปรับจากการทำการตลาดด้วยวิธีดังกล่าว

ที่มา: Reuters และ The Verge

from:https://www.blognone.com/node/130446

เซี่ยงไฮ้วางแผนกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หวังรถอัตโนมัติบางส่วนอย่างน้อย 70% ในปี 2025

เทศบาลนครเมืองเซี่ยงไฮ้มองว่าเทคโนโลยี intelligence cars หรือรถยนต์ไร้คนขับเป็นอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพและเติบโตสูง และมีแผนตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 จะผลิต รถยนต์ไร้คนขับให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านหยวน (ราว 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) รวมถึงในปี 2025 จะผลิตรถยนต์ไร้คนขับภายในเมืองให้ได้ 70% ซึ่งนับเป็นเกือบ 2 ล้านคัน

เป้าหมายนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องผลิตรถไร้คนขับเต็มรูปแบบจำนวนมาก แต่ระบุว่าอย่างน้อย 70% ของรถยนต์ที่ผลิตภายในปี 2025 ควรจะเป็นรถยนต์ที่มีระบบไร้คนขับระดับ 2 หรือ 3 ที่มีความสามารถในขับอัตโนมัติบางส่วน พร้อมกับวางเป้าว่าจะมีการใช้งานรถอัตโนมัติระดับ 4 ที่รถควบคุมตัวเองโดยคนควบคุมไม่ต้องพร้อมช่วยเหลือในบางพื้นที่และการใช้งานบางกรณี (ระดับ 2 และ 2+ เป็นระบบที่จำเป็นต้องมีคนขับพร้อมที่จะควบคุมรถตลอดเวลา, ระดับ 3 คือรถยนต์คนขับไม่จำเป็นต้องควบคุมพวงมาลัยหรือแบบ “hands-off” ส่วน 4 เป็นแบบ “eyes-off” ที่ไม่จำเป็นต้องมีคนขับ) ในปัจจุบัน รถยนต์อัตโนมัติในเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2 หรือ 2+ และมูลค่าของรถยนต์ไร้คนขับมีตอนนี้ยังน้อยกว่า 1 แสนล้านหยวน

รัฐบาลเมืองเซี่ยงไฮ้กระตุ้นให้บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ไร้คนขับซึ่งรวมถึงชิป อัลกอริธึม และระบบควบคุมภายในรถ โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับโดยการจัดหากองทุนและเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง

เซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์ที่สำคัญอย่างโรงงาน Gigafactory 3 ของ Tesla และเป็นที่ตั้งโรงงานความร่วมมือระหว่าง General Motors และ SAIC Motor ด้วย

ที่มา: South China Morning Post

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130265

UK เตรียมออกกฎหมายให้บริษัทรถรับผิดชอบแทนคนขับ กรณีรถ Self-Driving ขับไปก่ออุบัติเหตุ

แม้ว่าเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับจะเริ่มพัฒนาไปเรื่อย ๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีข่าวอุบัติเหตุจากรถยนต์อัตโนมัติออกมาให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ เพราะลำพังระบบ AI เองก็ไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้ท้องถนนที่เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้แบบ 100% ซึ่งล่าสุดก็มีรายงานออกมาว่า ในโซนสหราชอาณาจักร หากรถยนต์ขับอัตโนมัติคันไหนไปชนใครเข้า จะถือว่าบริษัทเจ้าของรถยนต์เป็นผู้รับผิดชอบแทนคนขับที่นั่งอยู่ในรถครับ

การออกกฎหมายแบบนี้ก็จะเป็นการตัดสินอย่างชี้ชัดไปเลยในประเด็นที่เคยเป็นปัญหากันมาก่อน อย่างในปี 2017 ที่เคยมีรถ Uber ที่กำลังทดสอบโหมดอัตโนมัติอยู่ขับชนคนเสียชีวิตไป ซึ่งในกรณีนั้นศาลตัดสินให้คนขับมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา แต่ตัวบริษัท Uber เองกลับไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย อีกคดีนึงก็มีในปี 2019 ที่รถ Tesla ในโหมด Autopilot ขับชนคนเสียชีวิตไป ซึ่งศาลก็ตัดสินให้คนขับมีความผิด ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ Tesla เองก็ไม่ได้โดนอะไรอีกเช่นกัน

ดังนั้นทางสหราชอาณาจักร (UK) ที่กำลังวางโร้ดแมพให้มีการใช้รถขับอัตโนมัติอย่างแพร่หลายในอนาคต ก็ได้ทำการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เพื่อวางแผนออกกฎหมายมาสร้างมาตราฐานความปลอดภัยบนท้องถนน พร้อมลงโทษบริษัทที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของรถยนต์อัจฉริยะของตัวเองไว้ได้ ทำให้ความผิดจากการเกิดอุบัติเหตุไม่ไปตกอยู่กับผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในรถฝ่ายเดียว

โดยรัฐบาล UK คาดการณ์ไว้ว่าพวกรถไร้คนขับที่สามารถขับได้บนทางด่วน จะเริ่มออกวางขายจริงในปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนในขณะนี้แม้รถ Tesla จะมีระบบขับอัตโนมัติแบบเต็มตัวแล้ว (ADAS) แต่กฏหมายของ UK ยังไม่อนุญาตให้คนขับเปิดโหมดนี้ครับ ต้องรอกฎหมายใหม่นี้ออกมาก่อนนั่นเอง

 

ที่มา: Techcrunch

from:https://droidsans.com/uk-self-driving-car-crash-law/

เดือนหน้าของขึ้นราคา Tesla ขึ้นราคา Full Self-Driving อีกรอบเป็น 15,000 ดอลลาร์

Elon Musk โพสต์ข้อความว่าจะขึ้นราคาแพ็กเกจช่วยขับขี่ Full Self-Driving (FSD) ของรถยนต์ Tesla แบบซื้อขาดทีเดียว เป็น 15,000 ดอลลาร์ (ราว 540,000 บาท) ถือเป็นการขึ้นราคาครั้งที่สองในปีนี้ หลังขึ้นมาแล้วรอบแรกในเดือนมกราคม จาก 10,000 ดอลลาร์เป็น 12,000 ดอลลาร์

การเปลี่ยนแปลงจะมีผลเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือ มีผลวันที่ 5 กันยายนเป็นต้นไป หลังการออกเวอร์ชัน FSD Beta 10.69.2 หากซื้อก่อนก็จะยังได้ราคาเดิม 12,000 ดอลลาร์

เว็บไซต์ TechCrunch รายงานว่ามีรถยนต์ที่ซื้อแพ็กเกจ Full Self-Driving อยู่ประมาณ 100,000 คัน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

เมื่อต้นเดือนนี้ หน่วยงานด้านรถยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย (Department of Motor Vehicles) เพิ่งฟ้องว่า Tesla ใช้คำโฆษณาเกินจริง คือคำว่า Autopilot และ Full Self-Driving

No Description

ที่มา – TechCrunch, ภาพจาก Tesla

from:https://www.blognone.com/node/129944

Lyft และ Motional เตรียมเปิดให้บริการรถยนต์ไร้คนขับที่ Las Vegas เป็นเมืองแรกในปีหน้า

แพลตฟอร์มเรียกรถ Lyft และบริษัทรถยนต์ไร้คนขับ Motional เคยประกาศความร่วมมือเตรียมนำรถยนต์ไร้คนขับออกให้บริการบนถนนสาธารณะในปี 2023 โดยวันนี้ทั้งสองบริษัทแถลงอีกครั้งอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มให้บริการครั้งแรกที่เมือง Las Vegas ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าล้วน Hyundai Ioniq 5

Motional เป็นบริษัทรถยนต์ไร้คนขับที่ร่วมทุนระหว่าง Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์จากเกาหลีใต้ และ Aptiv ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากไอร์แลนด์ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเพิ่งเปิดตัว Ioniq 5 Robotaxi รถยนต์ขับอัตโนมัติระดับ 4

วิธีใช้บริการรถยนต์ไร้คนขับ เพียงผู้ใช้บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์ม Lyft และเมื่อรถมาถึงก็ปลดล็อกประตูด้วยแอป Lyft และในรถจะมีหน้าจอสำหรับผู้โดยสาร และสามารถติดต่อกับ remote agent ได้ตลอดเวลา

สำหรับ Las Vegas ทั้งสองบริษัทจะเริ่มขยายขอบเขตการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับให้กว้างในช่วงสิ้นปีนี้ขึ้นเพื่อเก็บฟีดแบคจากผู้ใช้งานจริง และเตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริงในปี 2023 และนอกจาก Las Vegas แล้ว Lyft ยังมีแผนจะเปิดให้บริการรถยนต์ไร้คนขับอีกหลายเมืองของสหรัฐฯ ในปี 2023 เป็นต้นไป โดยการให้บริการลักษณะนี้จะต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานท้องถิ่นก่อน

ที่มา – Engadget, Reuters

No Description
ภาพจาก Lyft

from:https://www.blognone.com/node/129904