คลังเก็บป้ายกำกับ: PUBG

HyperX Cloud Stinger 2 รุ่นใหม่ เสียงชัด เอฟเฟกต์จัดเต็ม เน้นสวมสบาย

HyperX Cloud Stinger 2 หูฟังเกมมิ่ง นุ่มสบาย สายเกมเมอร์โดยเฉพาะ ดีไซน์ใหม่ ไมค์ชัด

HyperX Cloud Stinger

HyperX Cloud Stinger 2 แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหูฟังราคาไม่ถึง 2 พันบาท เพราะเรื่องของดีไซน์และฟังก์ชั่นปรับใหม่เกือบหมด หากเทียบกับ Stinger ในรุ่นแรก โดยเป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์มือใหม่ ที่ใส่ลูกเล่นมาสมกับเป็นซีรีส์ Cloud เลยทีเดียว กับรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย ให้เส้นสายที่เข้ากับสไตล์ของเกมเมอร์ แม้จะไม่ได้เติมเรื่องของสีสันแสงไฟ RGB มาด้วย แต่ก็ดูลงตัว ปรับเลื่อนได้ง่าย และเอกลักษณ์สำคัญอย่าง เมมโมรีโฟม ที่อยู่บนครอบหูฟัง ก็ทำให้กระชับสบายหู ในแบบ Over-ear สวมใส่สบาย ในช่วงพักก็คล้องคอเอาไว้ได้ เพราะปรับหมุนได้ 90 องศา สายให้มายาวมากพอเพื่อความสะดวก เช่นเดียวกับระบบเสียง ที่รองรับ DTS Headphone-X โดยมีไดรเวอร์ในแบบแม่เหล็กนีโอดายเมียม ลดความผิดเพี้ยนให้เสียงที่หนักแน่น ไมโครโฟนแบบงดได้ และพับ-กางออก เพื่อเปิด-ปิด พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน น้ำหนักค่อนข้างเบา ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น


จุดเด่น

Advertisementavw
  • เสียงกลางเด่น เน้นบันเทิง
  • ปรับเพิ่มเสียงได้เยอะ ไม่แตกพร่า
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ Flip up เปิด-เปิดได้ง่าย
  • เมมโมรีโฟมนุ่ม สวมสบายหู
  • น้ำหนักเบา
  • ดีไซน์ดูทันสมัย
  • ราคาไม่ถึง 2 พันบาท

ข้อสังเกต

  • เสียงแหลมพอใช้
  • ระบบเสียงรอบทิศทางยังไม่เต็มอิ่ม

HyperX Cloud Stinger 2 หูฟังเกมมิ่ง


Specification

HyperX Cloud Stinger 2 Description
Drivers 50mm neodymium magnet
Form factor Over ear, closed back
Frequency response 10Hz – 28kHz
Frame material Plastic
Ear cushion material Memory foam with leatherette cover
Microphone Bi-directional, noise-cancelling condenser microphone / Flip to mute
Weight 270g
Connections 3.5mm (splitter included)
Surround sound Virtual (DTS Headphone:X)
Platform support PC, Nintendo Switch, Xbox Series X/S, PlayStation 5, PlayStation 4, Xbox One
Price 1,690 บาท

Source: HyperX


Design

HyperX Cloud Stinger

ก่อนอื่นมาเรื่องของแพ๊คเกจ เรียกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ก่อนหน้านี้ที่เราได้รีวิว Cloud Alpha S จะเป็นโทนขาวตัดสีเทา ส่วน Alpha Wireless เป็นโทนสีแดงตัดขาวต่างเป็นกล่องกระดาษแนวเรียบๆ แต่ Stinger 2 นี้ จะเป็นกล่องที่ดูแข็งแรงขึ้น มีความเป็น Glossy และมีลูกเล่นสีสันสวยงามมากกว่า

ด้านหน้าเป็นกราฟิกตัวอุปกรณ์ให้เห็นได้แบบชัดๆ และเทคโนโลยีของหูฟังรุ่นนี้ สามารถอ่านข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจ

HyperX Cloud Stinger

ด้านหลังยังคงมาใส่เป็นรายละเอียดสำคัญของหูฟังรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ภาพกราฟิก ดีไซน์และอุปกรณ์ที่บันเดิลมา รวมถึงเทคโนโลยี แจ้งมาในบริเวณด้านหลังนี้ทั้งหมด

HyperX Cloud Stinger

ด้านในมีเอกสาร เช่น คู่มือแนะนำการใช้งาน และโค๊ตสำหรับการ Activate ใช้ฟีเจอร์ของ DTS Headphone:X มาให้ ในการเปิดใช้และปรับแต่งผ่านแอพพลิเคชั่น

คู่มือจะมีรายละเอียดในการใช้งาน ถึงแม้จะไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก สำหรับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้ แต่สำหรับมือใหม่ หรือไม่คุ้นเคยกับหูฟังเกมมิ่ง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณใช้งานได้ง่ายขึ้น

HyperX Cloud Stinger

เปิดกล่องมาด้านใน HyperX ยังคงเตรียมพลาสติกกันกระแทกเอาไว้ให้อย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสียหายต่อตัวหูฟัง และยังแกะออกได้ง่ายอีกด้วย

HyperX Cloud Stinger

ตัวหูฟัง HyperX Cloud Stinger 2 เมื่อเห็นครั้งแรก รู้สึกถึงความแตกต่างจาก Cloud Stinger ที่เคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเส้นสาย ที่รู้สึกถึงความทันสมัย และโครงสร้างที่ปรับมาให้ดูกระชับ ปรับขยับได้มากขึ้น

จากด้านหน้า และด้านหลัง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ เส้นสายที่ถูกเติมเข้ามาบนพื้นฐานของบอดี้สีดำ และยังผสมความเป็น Cloud ของรุ่นพี่ ซึ่งปรากฏอยู่บนบริเวณก้านของ Headband ที่นอกจากจะปรับองศาได้ง่ายแล้ว ยังหมุนเป็นแบบ 90 องศา เพื่อแขวนไว้ที่คอ ขณะที่พักเบรกได้อีกด้วย

HyperX Cloud Stinger

หัวแปลง PC Extension สำหรับต่อเข้ากับพีซี ที่แยกหูฟังกับไมโครโฟน เพื่อให้ใช้งานไมค์ของหูฟังได้สะดวกมากขึ้น

HyperX Cloud Stinger

ไมโครโฟนถูกติดตั้งมาบนตัวหูฟัง ถอดออกไม่ได้ แต่ HyperX ก็ให้ฟังก์ชั่นที่ใช้เปิด-ปิดไมโครโฟน ได้ด้วยการเลื่อนขึ้น-ลงเท่านั้น และยังมีกรองเสียงเอามาให้ รวมถึงก้านไมค์ยังปรับโค้งงอเข้ากับระยะของปากได้ เพื่อเสียงที่ชัดเจน

HyperX Cloud Stinger 2 headset 78 1

การดัดโค้งค่อนข้างง่ายทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้ออกแบบก้านไมค์มายาวมาก แต่ในเรื่องของเสียงถือว่าทำได้ชัดเจนดี

HyperX Cloud Stinger

Headband หรือครอบศีรษะเป็นพลาสติกทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็นสไตล์ที่อยู่บนโน๊ตบุ๊คที่เน้นน้ำหนักเบา และให้ความกระชับ ความโค้งงอมีระยะให้พอสมควร เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย เท่าที่สัมผัสกับค่อนข้างกระชับดี ให้ความรู้สึกดีกว่า Stinger ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ มีก้านที่ใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่วางบนศีรษะได้มากกว่า

ก้านปรับระดับความยาวได้ตั้งแต่ 0-6cm เพื่อให้เข้ากับศีรษะของแต่ละบุคคล อีกทั้งมีระดับตัวเลขให้เห็น ทำให้เวลาคุณใช้งาน ก็จะจำได้ว่าระยะที่เหมาะกับศีรษะคุณอยู่ที่เท่าไร การปรับเลื่อนทำได้สะดวก แม้ในช่วงเวลาที่เล่นเกมอยู่ก็ตาม

HyperX Cloud Stinger

ส่วนตัวชอบตรงนี้มากครับ เป็นการออกแบบที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อนบน HyperX เหมือนเป็นเทรนด์ใหม่ ที่ทำให้รู้สึกแปลกตา ด้วยการใช้เส้นนำสายตา ให้ดูทันสมัย ตัดกับโลโก้อ HyperX ได้อย่างลงตัว

จุดเด่นของ HyperX Stinger ที่มีเหมือนกันทุกรุ่นก็คือ มีจุดหมุนตรง Earcup ทำได้ 90 องศา เพื่อสะดวกต่อการคล้องคอ จะไม่รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด

ระยะของการยืดสุดของก้านหูฟัง ในมุมมองด้านหน้าและด้านข้าง กว้างมากพอสำหรับคนที่ศีรษะใหญ่ในระดับหนึ่ง ส่วนถ้าเป็นเกมเมอร์สาวๆ สวมใส่ได้สบาย และที่ครอบหู ยังปรับมุมได้เหมือนกับ HyperX Cloud ทำให้คนศีรษะเล็ก ก็ปรับให้เข้ากับใบหูได้ง่ายอีกด้วย

ความแตกต่างระหว่างภาพทางซ้าย Stinger 2 และทางขวา Stinger Wireless จะเห็นว่ามีโครงหลักที่คล้ายกันอยู่บ้างในบางจุด แต่ส่วนใหญ่จะต่างกันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Headband, Earcup หรือไมโครโฟนก็ตาม

HyperX Cloud Stinger

จุดคอนโทรลของ Stinger 2 มีอยู่จุดเดียว นั่นคือการปรับระดับเสียง ที่เป็นแบบ Scroll wheel สีแดงสะดุดตา อยูที่บริเวณครอบหูด้านขวา ส่วน Stinger Wireless ก็จะมีอยู่ทางด้านขวาเช่นกัน แต่เป็นสีดำ รวมถึงปุ่มเปิด-ปิดอยู่ทางซ้ายมือ

HyperX Cloud Stinger

มาดูในส่วนของ Ear cushion หรือ Earpad กันบ้าง บนหูฟังรุ่นนี้ มาในแบบวัสดุแบบหนัง ซึ่งเป็น leatherette หรือหนังเทียม จะให้สัมผัสนุ่มๆ ตามแบบฉบับของวัสดุแนวนี้ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ HyperX จะเป็นเมมโมรีโฟมนุ่มๆ ให้ความกระชับ ข้อนี้คือ จุดเด่นที่เข้าคู่กันดีของวัสดุ และการสวมใส่ที่สบายเมื่อใช้งานนานๆ

HyperX Cloud Stinger

ความหนาของเมมโมรีโฟม ไม่ได้มากนัก แต่ให้ความกระชับได้ดี ในปัจจุบันหลายค่ายไม่ได้เน้นที่ความหนา แต่ขยับมาที่ดีไซน์ให้ครอบหูได้สบาย ในสไตล์ของ Over-ear รวมถึงปรับให้มีการถ่ายเทอากาศ ไม่รู้สึกอึดอัด เมื่อใช้ไปนานๆ โดยเฉพาะเกมเมอร์ที่มีระยะการเล่นต่อเกม ค่อนข้างนาน เช่น เกม Apex Legend, GTAV หรือจะเป็น PUBG และ DOTA2 ก็ตาม จะให้ความรู้สึกที่ดีขึ้น

HyperX Cloud Stinger

ด้านใต้ของ Headband มีเป็นแบบเมมโมรีโฟม และหุ้มด้วยวัสดุแบบหนังเช่นกัน ทำให้ลดแรงกดลงบนศีรษะโดยตรง และกระจายน้ำหนักได้ดีพอสมควร

HyperX Cloud Stinger

โครงสร้างในภาพรวมของ HyperX Cloud Stinger 2 ออกมาได้ลงตัวดี ในสไตล์ของ Over-ear ที่ไม่ได้ใหญ่โตมากจนเกินไป น้ำหนักประมาณ 300 กรัมเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบ Flip up to mute คือ ถ้ายกตัวก้านไมค์ขึ้น จะเป็นการปิดเสียงไมค์ เรื่องของการรับเสียงนั้นจะเป็นแบบ Bi-Direction คือรับเสียงทางเดียวโดยตรง ยิ่งใกล้ปาก ก็จะยิ่งชัดขึ้น เสียงรอบข้างก็จะลดลง ได้ฟีเจอร์ Noise Cancellation มาช่วย ปลายทางก็จะได้ยินเสียงที่เคลียร์มากกว่า เหมาะกับเกมเมอร์ที่เล่นกันเป็นทีม และใช้ในการสนทนาออนไลน์ดีทีเดียว


Performance

HyperX Cloud Stinger

มาทดสอบกับเกมกันบ้าง เริ่มที่ PUBG กันก่อน เสียงเอฟเฟกต์เปิดออกมาได้ดี ถ้าเทียบกับ Stinger ตัวก่อน ถือว่าใกล้เคียงกัน แต่เรื่องความแน่นกับความชัดในรายละเอียด Stinger 2 ให้ได้ดีกว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะให้สเตจเสียงที่กว้างกว่ารุ่นเดิม จึงเก็บเสียงในบางอย่างได้มากขึ้น โดยเฉพาะเกมที่มีสภาพแวดล้อมรอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ เช่น ในเกมอย่าง COD หรือ God of War เกมเมอร์ในสายนี้ จะได้ประโยชน์มากขึ้น รวมถึงคนที่ชอบแนวความบันเทิง ก็น่าจะชื่นชอบ เพราะให้ระยะของเสียงได้พอสมควร

HyperX Cloud Stinger

ในส่วนของเกม DOTA2 เสียงเอฟเฟกต์มาเต็ม และยังสามารถดันระดับเสียงที่สูงๆ ได้ เสียงการโจมตีด้วยเวทใหญ่ ฟังแล้วขนลุกเลยทีเดียว แต่ข้อดีคือ การใช้ Voice chat ก็ชัดเจน เพียงแต่เรื่องของมิติอาจจะไม่ได้จัดจ้าน งานละเอียด แต่ในแง่ของเสียงกลาง ยังคงมาจะแจ้งเสมอ ใครที่เล่นเกมแนว MOBA นี้ บอกได้เลยว่าคุณจะได้ความสนุกมากขึ้น และยังสวมใส่ได้แบบยาวๆ เพราะน้ำหนักที่เบา รวมถึงเมมโมรีโฟมที่กระชับ

HyperX Cloud Stinger

ในแง่ของความบันเทิง ผมให้ HyperX Cloud Stinger 2 เด่นกว่าในทุกด้าน โดยเฉพาะการเก็บรายละเอียด กับความบึ้มบั้ม เน้นไปทางหนักเสียงทุ้มได้เยอะ ภาพยนตร์แนวที่เป็นแอ็คชั่น ยังคงเป็นตัวเอก ตัวอย่างเช่น Godzilla, Transformer และ Resident Evil หนังแนวนี้ เตรียมหลอนกับเสียงได้เลย โดยเฉพาะซีนที่เน้นให้ตกใจ มีสะดุ้งเอาง่ายๆ เช่นเดียวกับเสียงก็อตซิลลา เวลาลุยกับ Mechagodzilla จัดได้ว่าสะใจ เพิ่มความเร้าใจได้มากขึ้น เสียงถ้าเทียบกับ Stinger Wireless ให้เสียงแหลมกับรายละเอียดได้น้อยกว่าเล็กน้อย

ส่วนการฟังเพลง ขอให้เป็นรองจากเรื่องการชมภาพยนตร์และการเล่นเกม เพราะเก็บรายละเอียดของเสียงแหลมได้บ้างก็จริง แต่ถ้าจะเอาเบสหนักๆ กับเครื่องดนตรีบางชิ้น อาจจะไม่เต็มมากนัก แต่เสียงนักร้อง สามารถเด่นออกมาได้น่าสนใจ แต่ที่ชอบคือ เพลงแนวป๊อปหรือคลาสสิค จะได้อารมณ์ของเสียงที่ Mix กันได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคลด้วย เพราะยังปรับจูนในส่วนของ Mixer ได้อีกเล็กน้อย สิ่งที่ได้ก็คือ การดันระดับเสียงได้แบบไม่แตกพร่า ถือว่า HyperX ทำออกมาได้ดีทีเดียว

เรื่องของเสียงสนทนาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีให้ความคมชัด ส่วนหนึ่งคือ การเป็น Bi-Directional รับเสียงทางเดียว ก็เป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน ไม่เพียงแค่การแชตในเกมเท่านั้น แต่ยังใช้ในโอกาสอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น การบันทึกเสียง การสนทนาออนไลน์ หรือการประชุม ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดี ตัดเสียงรบกวนได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ดูจะมีความน่าใช้กว่า Cloud Stinger Wireless อยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ดีการที่เป็นไมโครโฟนแบบ Flip up เพื่อปิดการทำงานหรือ Mute เสียง ก็ดูจะคล่องตัวการกดปุ่มอยู่มากทีเดียว ใครที่เป็นสายแชตหนักๆ ในแต่ละวัน หรือเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเป็นทีม ลงดันด้วยกันบ่อยๆ หรือเกมที่แชตเป็นหลัก ภารกิจเป็นรอง ก็น่าสนใจทีเดียว


Conclusion

HyperX Cloud Stinger 2 headset Game 19

ถ้าจะให้นิยามของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Stinger 2 รุ่นนี้ “ยกระดับ อัพเลเวล เกมสนั่น ดนตรีมันส์” น่าจะประมาณนี้ แม้ว่าคาแรคเตอร์ของหูฟัง จะเป็นเรื่องเกมเป็นหลักก็ตาม เพราะจากที่ได้ใช้งานมาราวๆ อาทิตย์หนึ่ง หลายๆ สิ่งดูจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง อารมณ์ในการเล่นเกม เสียงยังคงสดใส ใส่ได้เต็ม ลุยกับเกมต่างๆ ได้ดี แม้เรื่องทิศทางเสียงจะไม่ได้มาเต็มแบบพี่ๆ ที่เป็น Cloud ตัวหลัก แต่ในแง่ของเสียงกลาง กับสเตจเสียง เข้ามาทดแทนได้พอสมควร โดยเฉพาะในแง่ของการฟังเพลงนั้น ดูจะทำได้เกินค่าตัวเลยทีเดียว ใครที่คิดว่าจะเริ่มต้นกับหูฟังเล่นเกม ราคาได้ สเปคโดน สวมใส่สบาย หูฟังจาก HyperX รุ่นนี้ ก็ถือว่าเป็นน้องเล็กมาแรง แม้จะดูขาดๆ ไปบ้าง เรื่องฟังก์ชั่น เพราะเป็นแบบต่อสาย ไม่มีคอนโทรลบนสาย และไร้แสง RGB แต่ถ้าคุณได้ลองฟังเสียงสักที ก็อาจจะวางไม่ลงได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/web/668817-hyperx-cloud-stinger-2-headset

ตาลีบันเตรียมแบน PUBG และ TikTok อ้างสร้างความเข้าใจผิด ส่งเสริมความรุนแรง

กระทรวงโทรคมนาคมของอัฟกานิสถานประกาศว่าจะแบนเกม PUBG: Battlegrounds ออกจากอัฟกานิสถานในอีก 90 วัน ส่วน TikTok จะถูกแบนในอีก 1 เดือนข้างหน้า ภายหลังจากที่ได้ประชุมกับตัวแทนจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ (กฎหมายของอิสลามที่อ้างอิงกับคัมภีร์อัลกุรอ่าน)

รัฐบาลตาลีบันอ้างว่าต้องการแบนเกมต่อสู้ PUBG และแอปพลิเคชัน TikTok ออกจากประเทศเพราะ “ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มเยาวชน” และ PUBG ยังเป็นเกมที่ “ส่งเสริมความรุนแรง” โดยจะให้ความสำคัญกับการแบน PUBG บนมือถือเป็นหลัก

อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ 3 ที่แบน PUBG หลังจากอินเดียและปากีสถาน แต่หลังจากนี้ก็เป็นไปได้ว่าผู้ใช้ในอัฟกานิสถานจะเชื่อมต่อเกมหรือแอปที่โดนแบนผ่าน VPN ต่อไป ก่อนหน้านี้จีนที่บล็อคบริการจำนวนมากก็เคยประกาศให้ VPN เป็นบริการที่ต้องขออนุญาตให้บริการ

ที่มา: PC Gamer และ The Khaama Press

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130532

Krafton เผยรายได้ส่วนใหญ่มาจากเกมมือถือ, PUBG เปิดเล่นฟรี คนเล่นเพิ่มวันละ 8 หมื่นคน

Krafton บริษัทเกมสัญชาติเกาหลีใต้ เจ้าของเกมดังอย่าง PUBG เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2022 รายได้ 326.5 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 7.77%) กำไรสุทธิ 149.4 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 37.26%)

รายได้ส่วนใหญ่ของ Krafton มาจากเกมมือถือ (ราว 75% ของรายได้ทั้งหมด) โดยเกมหลัก PUBG Mobile ยังไปได้ดี แม้ว่า Krafton ไม่ได้แยกเลขรายได้เฉพาะเกมออกมาให้ดู (รายได้ประเมินจาก Sensor Tower) และเกมใหม่ PUBG New State Mobile ก็เติบโตขึ้น

ส่วนเกมต้นฉบับ PUBG: Battlegrounds บนพีซีและคอนโซล หลังเปลี่ยนโมเดลจากขายมาเป็นเล่นฟรีเมื่อต้นปี ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มเฉลี่ยวันละ 80,000 ราย

สถิติอื่นคือรายได้เฉลี่ยต่อผู้เล่น (average revenue per user หรือ ARPU) เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน และรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัท 96% มาจากตลาดนอกประเทศเกาหลีใต้

Krafton ยังระบุว่าจะเปิดตัวเกมใหม่ของบริษัทลูกอีกหลายเกม เช่น

ที่มา – Krafton, Eurogamer

from:https://www.blognone.com/node/129830

BGMI เกม PUBG เวอร์ชันอินเดีย โดนแบนอีกแล้ว แม้ทำโดยบริษัทเกาหลี ไม่ใช่บริษัทจีน

เกม PUBG Mobile ถูกรัฐบาลอินเดียแบนในฐานะ “เกมจีน” (ทำโดย Tencent) ไปเมื่อปี 2020 ภายหลังในปี 2021 ต้นสังกัด Krafton ที่เป็นบริษัทเกาหลีใต้ แก้เกมด้วยการลงมาทำตลาดเองโดยตรง กลับเข้าไปยังอินเดียด้วยชื่อใหม่ Battlegrounds Mobile India (BGMI) ได้สำเร็จ

แต่ความสำเร็จของ Krafton มีอายุเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น เพราะล่าสุดเกม BGMI ถูกถอดออกจาก App Store และ Play Store ในอินเดียแล้ว

โฆษกของกูเกิลบอกกับ TechCrunch ว่าการถอดเกม BGMI เป็นเพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอินเดีย และได้แจ้งไปยัง Krafton แล้ว ส่วนโฆษกของ Krafton ระบุว่าทราบเรื่องแต่ยังรอคำชี้แจงจากรัฐบาลอินเดียว่าเหตุผลคืออะไร

ที่มา – TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129585

LG 32GP850-B 2K QHD NANO IPS จอเกมมิ่ง HDR ภาพเต็มตา สีสันสดใส รีเฟรชเรต 165Hz

LG 32GP850-B UltraGear สนุกทุกแนวเกม 32″ NANO IPS 165Hz สีสดใส รองรับ HDR มี G-Sync

LG 32GP850

LG 32GP850-B UltraGear จอเกมมิ่งสำหรับคอเกมไซส์ใหญ่พิเศษ 31.5″ ที่ให้อัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 165Hz บนความละเอียด 1440p หรือ 2K และเทคโนโลยี Nano IPS ให้ภาพที่คมชัดสีสันสดใส ขอบจอบางเฉียบทั้ง 3 ด้าน และค่า DCI-P3 98% เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานให้กับเหล่านักสร้างคอนเทนต์ด้วยขอบเขตสีที่กว้างมากขึ้น รองรับ HDR10 กับมิติของสีสันที่ลึกล้ำ และการสนับสนุน nVIDIA G-Sync รวมถึง AMD FreeSync Premium กับการดีไซน์ที่ล้ำสมัย โดดเด่น ให้การปรับแต่งที่ง่ายดาย ผ่านทางปุ่มด้านหลังจอ ปรับเลื่อนระดับของจอภาพได้ตามต้องการ รวมถึงการปรับ Pivot ได้แบบ 90 องศา เหมาะกับคอเกมที่เล่นได้ในทุกแนว ทั้งภาพ ความละเอียด รวมถึงการตอบสนองที่เร็วเช่นนี้ จะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้นอย่างไร ไปติดตามชมกันครับ

LG 32GP850

LG 32GP850-B UltraGear จอเกมมิ่ง 2K 144Hz


จุดเด่น

Advertisementavw
  • จอภาพขนาดใหญ่ถึง 31.5″
  • ให้อัตรารีเฟรชเรตสูง 165Hz
  • ปรับเลื่อนจอได้หลายรูปแบบ
  • รองรับ nVIDIA G-Sync
  • ขอบจอบาง ให้ภาพได้เต็มตา
  • เหมาะทั้งเกม Action FPS และ MOBA
  • OSD ปรับได้ค่อนข้างละเอียด
  • รองรับ HDR สีสดใส

ข้อสังเกต

  • ปรับหันซ้ายขวาไม่ได้
  • Game Mode มีให้เลือกไม่มาก แต่มีให้ตั้งค่าและบันทึกไว้ใช้เอง

Specification

LG 32GP850-B UltraGear
Display size 31.5 Inch
Aspect Ratio 16:9
Panel Type IPS
Color Gamut (Typ.) DCI-P3 98% (CIE1976)
Response Time 1ms
Resolution 2560 x 1440
Brightness (Typ.) 350 cd/m²
Viewing Angle 178º(R/L), 178º(U/D)
FEATURES HDR 10, Black Stabilizer, RADEON FreeSync™
CONNECTIVITY HDMI, DisplayPort, Headphone out
Display Position Adjustments Tilt/Height/Pivot
Dimension with Stand (W x H x D) 714.7 x 600.3 x 292.1
Weight with Stand 7.2Kg
Price 17,990 บาท

Unbox

LG 32GP850

สำหรับใครที่เคยได้เห็นกล่องแพ๊คเกจของจอค่ายนี้ อาจจะแปลกตาไปบ้าง สำหรับ UltraGear ในรุ่นนี้ เพราะทาง LG ใส่ความเป็นเกมมิ่งมาอย่างชัดเจน พร้อมกับโลโก้ที่ดูสะดุดตา

LG 32GP850

แกะกล่องดูอุปกรณ์ที่อยู่ภายในกัน เริ่มตั้งแต่จอภาพขนาด 31.5″ ที่มาพร้อมกับขาตั้งในแบบ 4 เหลี่ยม และมีตัวล้อคเข้ากับด้านหลังของจอ และสุดท้ายคือ ฐานในแบบ V shape ซึ่งขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก ต้องมาดูความมั่นคงหลังจากที่ประกอบเสร็จอีกครั้งหนึ่ง

LG 32GP850

ตัวฐาน LG ออกแบบมาได้ดีทีเดียว โดยเป็นก้านโลหะแบบตัว V ยื่นออกไปทางซ้าย-ขวา ด้านใต้มีวัสดุนุ่มคล้ายยาง เอาไว้ยึดเกาะกับพื้นโต๊ะ และน็อตที่ใช้ยึดกับขาตั้งจัดมาให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน จึงมั่นใจได้ว่าไม่ทำให้ตัวจอสั่นคลอนได้ง่ายแน่นอน

LG 32GP850

อแดปเตอร์ของจอ LG รุ่นนี้ ขนาดกระทัดรัด ประมาณฝ่ามือเท่านั้น ในรุ่น ADS-65FAI-19 เป็นแบบ Input 1.5A และ Output 3.42A (19V) 64,98 W

LG 32GP850

บรรดาสายต่างๆ ที่มีมาให้ ประกอบด้วย DisplayPort, HDMI และ USB Type-B to Type-A

LG 32GP850

คู่มือแนะนำ และเอกสารประกอบการใช้งาน รวมถึงรายละเอียดของตัวจอที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


Install

LG 32GP850

การติดตั้งจอ LG UltraGear รุ่นนี้ ค่อนข้างง่ายทีเดียว เชื่อว่ามือใหม่หรือจะเป็นสุภาพสตรีก็สามารถติดตั้งเองได้ ไม่ซับซ้อน โดยเราจะเห็นช่อง สำหรับการต่อสายสัญญาณ และมี VESA Mount ในแบบ 100 x 100 มาให้ ตรงช่องนี้จะให้เราใส่แป้นที่เป็นขาตั้ง

LG 32GP850

แค่วางแป้นของขาตั้งในลงไปตรงช่อง ตามที่จัดวางพื้นที่มาให้ จากนั้นกดลงไปตรงๆ ให้ดัง “คลิ๊ก” ไม่ต้องใช้ไขควงหรืออุปกรณ์อื่นใด ลองขยับดูว่าแน่นหรือไม่ก็พอ

LG 32GP850

มาที่ฐานของจอกันบ้าง จากตรงที่ขาตั้งที่เราใส่ลงไปด้านหลังจอแล้ว ปลายอีกด้าน จะให้เราใส่ฐานของจอ ให้หันด้านที่เป็นขาที่กว้างออกไป ยื่นไปทางด้านหน้าของจอ จะมีช่องของน็อตไว้ให้เราใส่ได้พอดี แล้วหมุนน็อตที่ใต้ฐานของจอให้แน่นหนาทั้ง 2 ตัว เท่านั้น

LG 32GP850

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการในการประกอบขาตั้งและฐานของจอ LG 32GP850-B รุ่นนี้ ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ

LG 32GP850

และหลังจากที่ติดตั้งและประกอบเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมทำการตรวจเช็คความแน่นหนาในบริเวณที่เป็นจุดต่อพ่วง ไม่ว่าจะเป็นด้านหลังจอและตัวฐานให้แน่นหนา จากนั้นก็พร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว


Design

LG 32GP850

มาดูหน้าตาของเกมมิ่งมอนิเตอร์จาก LG รุ่นนี้กันก่อน จะเห็นได้ชัดว่า ขอบจอทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านบน และด้านซ้าย-ขวานั้น มีความบางเป็นพิเศษ โดยขอบด้านล่าง จะมีความหนาเล็กน้อย พร้อมโลโก้ LG และ nVIDIA G-Sync ทางด้านมุมขวาของหน้าจอ และขาตั้งที่ดูแน่นหนา

LG 32GP850

มุมด้านซ้าย-ขวา ความยาวของหน้าจออยู่ที่ประมาณ 72-72cm ถือว่าเป็นมิติที่อาจไม่ได้ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับจอเกมมิ่ง 32″ ทั่วไป ด้วยการออกแบบทำให้ดูกระชับมากขึ้น

LG 32GP850

ขอบทั้ง 3 ด้านอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าขอบด้านบนและซ้าย-ขวา บางเป็นพิเศษ ส่วนขอบด้านล่างหนาเล็กน้อย พร้อมโลโก้ LG และ nVIDIA G-Sync

LG 32GP850

ฐานเป็นรูปตัว V แบบที่นิยมใช้กันบนจอเกมมิ่งหลายๆ รุ่น ซึ่งทาง LG ใส่เป็นโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง ทำให้มีความเป็นเกมมิ่งมากขึ้น ความกว้างของขา V ที่กางออกมานี้ อยู่ที่ประมาณ 30cm

LG 32GP850

บริเวณด้านหลังของฐานมาพร้อมโลโก้ UltraGear ดูเป็นเอกลักษณ์ดีทีเดียว

LG 32GP850

ขยับมาด้านบนเล็กน้อย จะมีช่องเล็กๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้ในการคาดสายไฟและสายสัญญาณ เพื่อไม่ให้รู้สึกเกะกะ เมื่อติดตั้งสายต่างๆ ลงไปบนตัวจอ

LG 32GP850

มิติของจอ ดูจากบริเวณด้านข้าง ค่อนข้างเรียบร้อย ให้ความบางและดูสอดคล้องกันดี โดยเฉพาะในเรื่องของสมดุล

LG 32GP850

เราวัดความบางของตัวหน้าจอมาให้ เอาเฉพาะขอบด้านนอก หนาประมาณ 2.4cm เท่านั้น

LG 32GP850

ด้านหลังทำออกมาได้ล้ำสมัยเลยทีเดียว ด้วยพื้นสีดำ ที่ตัดกับขอบโค้งสีแดง ที่เป็นเส้นโดยรอบ และมีจุดที่ใช้ติดตั้งพอร์ตแสดงผลในแบบต่างๆ รวมถึงพอร์ต USB อย่างไรก็ดี จอรุ่นนี้จะไม่ได้มาพร้อมแสงสี RGB แต่อย่างใด เน้นความเป็นเส้นสายที่ตัดกันได้อย่างลงตัว

LG 32GP850

บริเวณด้านหลังของจอ ไม่ใช่เป็นเพียงจุดที่ใช้ปรับเลื่อนเท่านั้น แต่ยังใช้ติดตั้งพอร์ตต่อพ่วงและการแสดงผลที่เป็น Input จากอุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย

LG 32GP850

พอร์ตต่อพ่วงอยู่ทางด้านหลังทั้งหมด ประกอบไปด้วย USB Type-B ที่ต่อเข้ากับ Type-A บนพีซี รับหน้าที่เป็น USB Hub ซึ่งมีพอร์ต USB Type-A มาให้ 2 พอร์ต และพอร์ตแสดงผล DisplayPort รวมถึง HDMI จำนวน 2 พอร์ต พร้อมทั้งแจ๊คหูฟังและ DC-in จากอแดปเตอร์

ต้องถือว่า LG จะค่อนข้างแตกต่างไปจากจอหลายรุ่นที่เราได้เคยทดสอบ เพราะเลือกที่จะวางพอร์ตให้เป็นแนว 90 องศา ไม่ได้เป็นระนาบเดียวไปกับตัวจอ ข้อดีที่เราเห็นได้ชัดก็คือ เวลาที่ติดตั้งสายสัญญาณ หรือพอร์ตต่างๆ ทำได้ง่ายมากๆ เพราะแทบจะไม่ต้องไปมุดดูว่า พอร์ตอะไรอยู่ตรงไหน หันจอกลับมาเล็กน้อย ก็พอจะเสียบได้ตรงพอร์ตแล้ว ตัดปัญหากวนใจ คนที่ต้องต่อสายบ่อยๆ ไปได้เยอะเลย


Adjustable

LG 32GP850

ในการปรับเลื่อนจอรุ่นนี้ พอจะให้ปรับกันได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะการปรับความสูง-ต่ำและมุมก้ม-เงย (Tilt) โดยระดับความสูงจะปรับได้ประมาณ 11cm ดังจะเห็นได้จากภาพทางด้านบนนี้

LG 32GP850

มาเปรียบเทียบกับเคสคอมในแบบ mini-Tower กันบ้าง เมื่อปรับกดลงมาสุด เรียกว่าแทบจะติดพื้นล่างกันเลย ขอบล่างห่างจากพื้นโต๊ะประมาณ 7cm และ เมื่อปรับความสูงขึ้นไป ก็ราวๆ ครึ่งหนึ่งของเคส จะนั่งบนเก้าอี้หรือจะยืน ก็ใช้งานได้สะดวก

มองจากมุมด้านข้างกันบ้าง จะเห็นได้ว่าเมื่อปรับให้ต่ำลงสุด และปรับความสูงให้มากสุด มีความต่างมากพอสมควร

LG 32GP850

มาดูที่การปรับมุมก้ม-เงย (Tilt) กันบ้าง ในมุมก้มจะอยู่ประมาณ -5 และเงยได้ที่ระดับ 20 องศา อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ใครที่มีอิริยาบทในการใช้งานหลากหลายในแต่ละวัน ก็ใช้งานได้สะดวก

LG 32GP850

มาถึงอีกหนึ่งไฮไลต์บนจอ LG UltraGear รุ่นนี้กันบ้าง นั่นคือ การปรับ Pivot 90 องศา ซึ่งให้ผู้ใช้สะดวกในการใช้งานมากกว่าการเล่นเกมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพรีวิวภาพ ร่วมกับโปรแกรมแต่งภาพ หรือการท่องเว็บ ไปจนถึงการใช้วางฟุตเทจ สำหรับ Content Creator ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกรวดเร็วมากขึ้น แต่จะปรับได้เพียงทางเดียวเท่านั้น

ส่วนภาพรวมในการปรับเลื่อนบนจอ LG 32GP850-B รุ่นนี้ จัดว่าทำได้ค่อนข้างดี หากมองในแง่ของความสะดวก แต่ก็จะขาดอยู่เล็กน้อยก็คือ ไม่สามารถหันซ้าย-ขวาหรือ Swivel ได้เท่านั้นเอง แต่โดยส่วนตัวมองว่า ในจอเกมมิ่งขนาดใหญ่ ความละเอียดสูงแบบนี้ แทบจะไม่จำเป็น เพราะสามารถมองเห็นจากมุมด้านข้างได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว


OSD settings

LG 32GP850

ในการปรับตั้งค่า OSD settings บนจอ LG 32GP850-B UltraGear รุ่นนี้ ถือว่าเป็นการออกแบบที่จัดมาให้เกมเมอร์ได้ใช้งานกันอย่างเหมาะสมทีเดียว เพราะใช้เพียงนิ้วเดียวกด เลื่อน เลือก แค่นี้เลย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายค่าย หันมาใช้การปรับแต่งแนวนี้กันเยอะมากขึ้น โดยส่วนตัวมองว่า บางครั้งการจะต้องจดจำปุ่มหลายๆ ปุ่ม ว่าจะทำหน้าที่ Enter, Cancel, Up-Down หรือจะเป็น Left-Right อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ใครที่เคยใช้แบบอื่นมา อยากจะให้ลองใช้งานสิ่งนี้ เมื่อกดปุ่มลงไป เราจะเห็นเป็นหน้าแรก ตามภาพด้านบน นั่นคือ ถ้าเลื่อนขึ้นจะเป็นการกด Settings, เลื่อนลงมาจะ Exit ออกจากหน้านี้ ดันไปทางซ้าย จะเป็นตัวเลือก Input สัญญาณ และดันมาทางขวาจะเป็น Game Mode ในเบื้องต้น หากจะปรับแต่งสิ่งต่างๆ แนะนำให้เลื่อนไปที่ Settings

LG 32GP850

เมื่อเข้ามายังหน้าปรับแต่งแล้ว เมนูด้านบนจะรายงานสถานะว่า จอทำงานที่ 165Hz, ใช้งาน Adaptive-Sync ในโหมด Basic, และปิดการทำงาน HDR อยู่ รวมถึง Response Time อยู่ในโหมด Fast และปิด Motion Blur และ 1ms motion… ตรงนี้ เพื่อให้ภาพที่ได้คมชัดในทุกการเคลื่อนไหวนั่นเอง ไม่มีเงาหรือ Ghost มาปรากฏในการเล่นเวลาที่เคลื่อนไหวภาพในเกมอย่างรวดเร็ว

LG 32GP850

Crosshair

LG 32GP850

และในหน้านี้จะมีให้เลือก Game Mode เพื่อให้ใช้งานตามความเหมาะสมกับเกมที่คุณเล่น มีให้เลือกทั้ง Gamer 1 และ Gamer 2 ที่ให้คุณตั้งค่าแสงสีต่างๆ ได้ตามชอบ หรือถ้าใครชอบแนวแอ็คชั่น ก็มี FPS ให้เลือก ส่วนที่เป็น RTS สำหรับเกมวางแผน ที่ปัจจุบันจะมีตัวเลือกให้เล่นน้อยลง แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ไม่เสื่อมคลายหลายเกม และยังมี Vivid, Reader, HDR Effect และ sRGB สำหรับการทำงานและการสร้างคอนเทนต์ เช่น การทำวีดีโอเป็นต้น เพราะต้องบอกก่อนว่าจอ LG รุ่นนี้ แม้จะเป็นจอเกมมิ่ง แต่ก็มีค่า DCI-P3 สูงถึง 98% เลยทีเดียว ให้คุณนำมาใช้ในงาน Content Creator ได้ดีในระดับหนึ่ง

LG 32GP850

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ FPS Counter หรือใช้ในการนับค่าเฟรมเรต หรือแสดงข้อมูล FPS ในระหว่างที่เล่นเกมได้อีกด้วย

LG 32GP850

ในหัวข้อ Picture Adjust ให้ปรับค่าความสว่าง ความคมชัด อุณหภูมิสีและ RGB ได้ครบเครื่อง แต่ต้องไม่อยู่ในโหมด Game Mode โดยเลือกปรับจากส่วนนี้ แล้วบันทึกค่าเอาไว้ใช้งานได้บน Gamer 1 และ Gamer 2

LG 32GP850

Input เป็นช่องทางในการเชื่อมต่อสัญญาณแสดงผลจากคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คเข้ามา ผ่านช่องทาง HDMI หรือ DisplayPort เป็นต้น แต่ไม่มีส่วนที่เป็น USB-C

LG 32GP850

และสุดท้ายก็คือ General หรือการปรับแต่งค่าทั่วไปของจอ ไม่ว่าจะเป็น ภาษา การตั้งค่าฮอตคีย์ ระยะการสแตนบายและอื่นๆ ค่อนข้างละเอียดพอสมควร


Performance

LG 32GP850

PUBG

LG 32GP850

ใครที่ชื่นชอบเกม PUBG นี้ บอกเลยว่า LG จัดมาให้เต็มๆ ในการเล่นได้อย่างสนุกสนาน ว่ากันตั้งแต่จอภาพขนาดใหญ่แบบนี้ ทำให้มองเห็นพื้นที่ในบริเวณต่างๆ ของจอภาพได้อย่างชัดเจน แนะนำว่าถ้าใช้กับคอมที่แรงอยู่ระดับหนึ่ง เปิดในโหมด 1440p หรือ 2K และเพิ่มค่า Render scale ในเกมไปให้สุด ส่วนเรื่อง Detail ให้ตั้งเป็น High แต่ถ้าแรงไม่พอได้ประมาณ 80fps ให้ลองตั้งเป็น Medium และเปิดการทำงาน G-Sync ในไดรเวอร์ของ nVIDIA จากนั้นตั้งค่า Adaptive Sync ของตัวจอ ก็จะได้ภาพที่สวย ลื่นและมองเห็นศัตรูที่อยู่ไกลได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

LG 32GP850

และใน OSD settings ให้เลือก Game Mode เป็น FPS ได้เลย แต่ถ้าอยากได้สีสดๆ โหมด HDR effect ก็ตอบโจทย์คุณได้เช่นกัน และอย่าลืมหากต้องการตัวช่วยในการเล็งหรือถ้าคุณเป็นสายสไนป์ ตั้งค่า Crosshair เอาไว้ด้วย เพิ่มจุดตัดของจุดเล็งยิงให้ชัดเจนมากกว่าเดิม เท่านี้ก็สนุกกับเกม PUBG นี้ได้อีกเยอะ

LG 32GP850

Battlefield V

LG 32GP850

สำหรับคอเกมแอ็คชั่นที่เล่นเกมแนวนี้ น่าจะได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ จากจอ LG 32GP850-B UltraGear ได้ไม่ยาก กับเกม Battlefield V นี้ ก็น่าจะเป็นตัวแทนของการเล่นเกมแอ็คชั่นในปัจจุบันได้ในหลายๆ เกม ไม่ว่าจะเป็น COD: Warzone, Day Light หรือจะเป็นแนวเกมเดียวกันอีกมากมาย ตัวอย่างเกมนี้ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์บนจอ LG UltraGear รุ่นนี้ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Crosshair, Black Stabilizer หรือจะเป็น HDR ก็ตาม ตัวอย่างภาพที่ปรากฏบนเกมนี้ ในเบื้องต้นเราเล่นเกมในโหมด FPS พื้นฐาน ภาพที่ได้ก็สวยงาม และให้รายละเอียดได้ดี ซึ่งเราตั้งความละเอียดไว้ที่ 1440p หรือ 2K และใช้ Detail: High เพราะได้ซีพียู Intel Core i5 และ RTX3060 ตัวแรง มารีดเฟรมเรต และแทบจะไม่ต้องเปิด V-Sync เราก็ได้ภาพที่ไหลลื่นสวยงามในการเล่น แต่ถ้าใครปรับโหมดที่สูงกว่านี้ ก็สามารถเปิดใช้ได้ เพื่อความลื่นไหลต่อเนื่อง

LG 32GP850

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่เปิดใช้การทำงาน HDR ซึ่งมีให้ปรับบนตัวเกม และเราก็เปิด HDR mode บนระบบปฏิบัติการเอาไว้ให้อีกด้วย ซึ่งภาพที่ได้ยิ่งทำให้ดูกลมกลืน การไล่แสงเฉดไฟและสิ่งต่างๆ ดูมีสีสันสดใส และเกลี่ยสีได้อย่างน่าตื่นเต้นขึ้นอีกไม่น้อย สังเกตได้จากเปลวไฟและแสงที่กระทบมายังกระบอกปืน ทำให้ความรู้สึกในการเล่น ต่างออกไปจากเดิมไม่น้อยเลย

LG 32GP850

ภาพเอฟฟเกต์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแสงไฟสะท้อนในน้ำ แรงระเบิดที่เกิดขึ้นใกล้ตัว จากแรงของกระสุนปืนใหญ่รถถัง และประกายไฟจากปากกระบอกปืน สร้างความเร้าใจได้มากขึ้น รายละเอียดของรุ่นปืน ที่อยู่บนกระบอก เห็นได้ชัดเจน จนอาจทำให้คุณเล่นจนวางมือไม่ลง เมื่อเล่นบนจอ LG รุ่นนี้

LG 32GP850

Black Stabilizer เป็นฟีเจอร์หนึ่งบนจอ LG 32GP850-B รุ่นนี้ ที่ช่วยให้คุณสร้างความได้เปรียบในการเล่นมากพอสมควร เพราะช่วยปรับความสว่างของภาพ ให้มองเห็นรายละเอียดในฉากที่มืดได้แบบไม่เสียอรรถรสในการเล่น จากตัวอย่างที่เรานำมาให้ดูนี้ ภาพด้านบนจะเป็นฉากมุมตึก ที่ถูกบดบังไปด้วยเงาของอาคาร และสมรภูมินี้ก็มีแสงน้อย ภาพแรกเป็นการตั้งค่า Black Stabilizer ไว้ที่ 5% แม้ว่าจะเป็นการปรับให้โหมดนี้ทำงานแล้ว ก็ยังเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัด ขยับมาภาพล่างที่ 50% เราสามารถมองเห็นใบไม้ได้ชัดขึ้น แต่ผนังยังคงมีความมืดอยู่พอสมควร และภาพสุดท้ายเราลองปรับเป็น 100% จะเห็นได้ว่า ทั้งใบไม้ และพื้นผิวของผนัง เผยออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน

DOTA2

LG 32GP850

และตัวแทนของเกมแนว MOBA อย่าง DOTA2 ที่ยังคงเป็นตำนานของเกม ที่คงได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยจอ LG รุ่นนี้ ก็ตอบสนองการเล่นได้เป็นอย่างดี สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งค่าใน OSD ให้เป็น RTS คุณจะได้ฉากที่มีความสดใสมากขึ้น และปรับโทนสีได้เข้ากับตัวเกมไม่น้อย และด้วยพื้นที่แสดงผลระดับ 31.5″ บนความละเอียด 1440p นับว่าเป็นตัวจบในการเล่นเกมแนวนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถมองเห็นการเคลื่อไหนจาก Map ที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มความสว่างให้มองเห็นศัตรูได้ชัดเจน ที่สำคัญเอฟเฟกต์ที่เป็นเวทย์ชุดใหญ่จากฮีโร่ สร้างความเร้าใจให้กับการเล่นได้ไม่น้อยเลย เกมนี้แทบจะไม่ต้องตั้งค่าอื่นใดมาก แต่หากคอมคุณไม่แรงมาก แนะนำปรับให้ Detail อยู่กลางๆ แต่ไม่ต้องปรับลด Resolution ลง เพื่อความสวยงามของภาพที่ดีนั่นเอง

LG 32GP850

จากมุมมองทั้งทางด้านซ้ายและขวา จะเห็นว่ามีความคมชัดทีเดียว ทำให้ผู้ใช้สามารถนั่งเอียงไปทางใด ก็จะยังเห็นคอนเทนต์ในจอภาพได้ชัด และสามารถแบ่งปันให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้ชมอีกด้วย


Horizon Zero Dawn

LG 32GP850

สำหรับเกมนี้ สีสันที่สดใส และภาพที่มีรายละเอียดสูง จะทำให้การเล่นมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งปกติบน Resolution 1080p ก็ตอบโจทย์ได้ดีอยู่แล้ว แต่บนจอ LG 32GP850-B UltraGear รุ่นนี้ การปรับเล่นบน 1440p และเปิด Detail Ultra บนเครื่องที่แรงๆ แล้ว ก็ช่วยเพิ่มความสวยงามและการเล่นที่ต่อเนื่องได้ ด้วยการเปิด V-Sync และเพิ่มความสดใส ด้วยการใช้โหมด FPS หรือลองเลือกเป็นตั้งเอง แล้วบันทึกเอาไว้ใช้งานก็ได้ ด้วยการตั้งค่าสีกับค่า Brightness และอื่นๆ ผสมผสานกันดู รวมถึงการเปิด HDR เอาไว้ ก็จะได้ทั้งความสดใสและภาพที่ต่อเนื่อง

LG 32GP850

โดยในเกมนี้ เราเองก็ไม่ได้เซ็ตค่าอื่นใดมากมายนัก เพราะแค่ปรับตามที่ว่ามา ก็ได้ทั้งความจัดจ้านของสี เพิ่มขึ้นมาอีก และความไหลลื่นของภาพ แม้จะซูมไปใกล้ๆ ก็ยังเห็นรายละเอียดของภาพได้อย่างชัดเจน

และจากตัวอย่างด้านบนนี้ เอาใจคอบันเทิงที่ชอบการสตรีมมิ่งวีดีโอ และการชมภาพยนตร์ ซึ่งเรานำความแตกต่างระหว่างการปิดและเปิด HDR มาให้ชมกัน ซึ่งภาพและความสดใสในส่วนต่างๆ ก็ค่อนข้างจะเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสีสันจากบนตัวอาคารหรือน้ำทะเล ที่มีความเข้มและสดใสที่ต่างกันอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ว่าแบบไหนที่ลงตัวกับความชอบมากที่สุด

LG 32GP850

Conclusion

LG 32GP850

หลังจากที่เราได้ใช้งานจอเกมมิ่ง LG 32GP850-B UltraGear รุ่นนี้มาสักระยะหนึ่ง สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ พื้นที่แสดงผลที่กว้างใหญ่ ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ อย่างได้ นอกเหนือจากการเล่นเกมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการท่องเน็ตหรือการสตรีมมิ่ง แทบจะเอามาแทนจอทีวีได้เลย หรือจะใช้แบ่งหน้าจอทำงานก็ยังได้ เพราะมาพร้อม Resolution 1440p จึงทำให้เพิ่มพื้นที่ในการพรีวิวภาพ ขณะที่ตัดต่อวีดีโอ หรือการทำงานเอกสารที่ต้องเปรียบเทียบกัน แบ่งครึ่งหน้าจอก็สะดวกมากๆ แต่เรื่องที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั่นคือ สีสันที่ออกมาได้สดใสทีเดียว และการเกลี่ยสีของจอ ก็ทำให้รู้สึกลื่นและสบายตาจากเทคโนโลยี NANO IPS มีโหมดให้ปรับแต่งใช้งานได้จาก OSD การเล่นเกมก็ยังมี G-Sync และ FreeSync มาให้ใช้ ปรับเล่นกับเกมต่างๆ ได้ลื่นไหล ไม่มีอาการภาพขาดมากวนใจ โดยหากคุณเล่นเกมในโหมด 2K แต่เครื่องไม่แรงมาก ก็ปรับ Detail High ได้ และตั้ง V-Sync เอาไว้ การปรับแต่งหลายๆ อย่างอยู่ใน OSD ที่เป็นปุ่มใต้จออยู่แล้ว ปรับสิ่งไหนก็สะดวก แม้จะไม่ได้มีเรื่องของสีสันไฟ RGB เพิ่มมาให้ดูหรูหรา แต่ก็เชื่อว่าดีไซน์ของจอที่ดูเกมมิ่ง ก็ดูดีพอสมควรอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังปรับเลื่อนได้สะดวกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุมใดก็ตาม กับสนนราคาโปรโมชั่นที่ 17,990 บาทนี้ ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย สำหรับคอเกมที่ต้องการอัพเลเวลความสนุกในการเล่นเกมให้สมจริงมากยิ่งขึ้น

ไปช้อปกันได้ที่:

Topvalue ช้อปปิ้งออนไลน์แห่งใหม่

ราคา 17,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม LG

from:https://notebookspec.com/web/640249-lg-32gp850-b-2k-qhd-nano-ips

โดนแบนแล้ว… Free Fire และอีก 53 แอปจีนหายไปจาก Google Play Store และ App Store ของอินเดีย หลังรัฐบาลกังวลเรื่องความปลอดภัย

เป็นเรื่องซะแล้ว เมื่อเกม Free Fire ของ Garena นั้นถูกแบน ถอดออกจาก Google Play Store และ App Store พร้อมกับอีก 53 แอปจีน ซึ่งหลายๆ แอปก็มาจากยักษ์ใหญ่ นอกจาก Garena ก็ยังมีแอปของทาง Tencent ด้วย หลังจากหน่วยงานรัฐบาลของอินเดียมีความกังวลกับแอปเหล่านั้น ในเรื่องของความปลอดภัยนั่นเอง

การแบนในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่ทาง PUBG ทำการยื่นฟ้อง Free Fire แต่อย่างใด เพราะตัวเกม PUBG Mobile นั้นก็โดนแบนจากรัฐบาลอินเดียไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึง TikTok ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งประเด็นการแบนแอปของจีนโดยรัฐบาลอินเดียนั้นก็มีหลายกรณี ตั้งแต่เรื่องของความปลอดภัยว่าจะกลัวโดนแอบขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน ไปถึงประเด็นทางการเมืองเกี่ยวกับความตึงเครียดในดินแดนระหว่าง 2 ประเทศ

รัฐบาลอินเดียแบน Free Fire และแอปจีนอ้างเพื่อความปลอดภัย

ซึ่งกรณีการแบน 54 แอปจีนครั้งล่าสุดที่มึเกมยอดนิยมอย่าง Free Fire นั้น เป็นคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Garena นั้นเป็นบริษัทสิงคโปร์ ซึ่งตัวเกมและนักพัฒนาก็ไม่ได้มาจากจีน เรียกว่าทำเอาทีมพัฒนางงไปเหมือนกัน เพราะตัวเกมเพิ่งจะฉลองยอดดาวน์โหลดอันดับ 1 ในอินเดียไป (หลังจาก PUBG Mobile โดนแบนไปช่วงกลางปี 2020)

ทางกระทรวงอิเล็กทรอนิคและไอทีของอินเดียก็ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมว่าการแบนในครั้งนี้อิงตามกฏหมาย Section 69A ซึ่งมีสิทธิทำได้ หากเห็นสมควรว่า “เป็นการกระทำเพื่อการป้องกันประเทศ ความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ฉันมิตรกับต่างประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนของอินเดีย”

รายชื่อ 54 แอปที่รัฐบาลอินเดียสั่งแบน

1 Beauty Camera: Sweet Selfie HD
2 Beauty Camera – Selfie Camera
3 Equalizer – Bass Booster & Volume EQ & Virtualizer
4 Music Player- Music.Mp3 Player
5 Equalizer & Bass Booster – Music Volume EQ
6 Music Plus – MP3 Player
7 Equalizer Pro – Volume Booster & Bass Booster
8 Video Player Media All Format
9 Music Player – Equalizer & MP3
10 Volume Booster – Loud Speaker & Sound Booster
11 Music Player – MP3 Player
12 CamCard for SalesForce Ent
13 Isoland 2: Ashes of Time Lite
14 Rise of Kingdoms: Lost Crusade
IS/APUS Security HD (Pad Version)
16 Parallel Space Lite 32 Support
17 Viva Video Editor – Snack Video Maker with Music
18 Nice video baidu
19 Tencent Xriver
20 Onmyoji Chess
21 Onmyoji Arena
22 AppLock
23 Dual Space Lite – Multiple Accounts & Clone App
24 Dual Space Pro – Multiple Accounts & App Cloner
25 DualSpace Lite – 32Bit Support
26 Dual Space – 32Bit Support
27 Dual Space – 64Bit Support
28 Dual Space Pro – 32Bit Support
29 Conquer Online – MMORPG Game
30 Conquer Online Il
31 Live Weather & Radar – Alerts
32 Notes- Color Notepad, Notebook
33 MP3 Cutter – Ringtone Maker & Audio Cutter
34 Voice Recorder & Voice Changer
35 Barcode Scanner – QR Code Scan
36 Lica Cam – selfie camera app
37 EVE Echoes
38 Astracraft
39 UU Game Booster-network solution for high ping
40 Extraordinary Ones
41 Badlanders
42 Stick Fight: The Game Mobile
43 Twilight Pioneers
44 CuteU: Match With The World
45 Small World-Enjoy groupchat and video chat
46 CuteU Pro
47 FancvU – Video Chat & Meetup
48 Real: Go Live. Make Friends
49 MoonChat: Enjoy Video Chats
50 Real Lite -video to live!
51 Wink: Connect Now
52 FunChat Meet People Around You
53 FancyU pro – Instant Meetup through Video chat!
54 Garena Free Fire – Illuminate

Garena ขอเจรจาเพื่อแก้ปัญหา

ทางด้าน Garena เองหลังรับทราบสถานการณ์ที่เกมโดนแบนทั้ง Google Play และ iOS App Store ก็ไม่อยู่นิ่งเฉย เตรียมดำเนินการเจรจากับรัฐบาลอินเดียเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และมั่นใจว่า Free Fire จะกลับมาให้เล่นได้บนทั้ง 2 แพลตฟอร์มอีกครั้ง

แต่ที่น่าแปลกใจคือ Free Fire Max เกมเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั่นที่อัปเกรดกราฟิคและกินสเปคสูงกว่านั้นยังสามารถโหลดและเล่นได้ตามปกติในอินเดียเหมือนเดิม

 

source : indiaexpress

 

 

 

from:https://droidsans.com/free-fire-53-chaina-apps-ban-by-india/

MSI PRO AP241Z ออลอินวันพีซี จอใหญ่ พลังแรง Ryzen 7 เทรดคริปโต เกมเบาๆ เอาอยู่

MSI PRO AP241Z พีซีระดับมือโปร ขุมพลัง Ryzen 7 จอใหญ่คมชัด ทำงานหรือความบันเทิงก็ลงตัว

MSI PRO AP241

MSI PRO AP241Z 5M เป็น All-in-one PC ในซีรีส์สำหรับการทำงานระดับองค์กร รวมถึงผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง เพื่อให้รองรับกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสำนักงาน เอกสาร หรือจะเป็นมัลติมีเดีย หรือความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการเล่นเกมแบบเบาๆ หรือจะเทรดหุ้นและคริปโต มาพร้อมขุมพลัง AMD Ryzen 7 5700G รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมแรม DDR4 16GB โดยมีกราฟิก Radeon Vega ที่ทำให้การเล่นเกมหรืองานกราฟิกคล่องตัวขึ้น และจอแสดงผลขนาดใหญ่ 24″ Full-HD ให้ความคมชัดสดใส และเทคโนโลยีที่ช่วยถนอมสายตา เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลธุรกิจ Trusted Platform Module และติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมใช้งาน อีกทั้งรองรับการประชุมและเรียนออนไลน์ ด้วยกล้องเว็บแคมระดับ Full-HD คมชัดสดใส รวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้โดยเฉพาะ เข้ามาเพิ่มเติมไลน์ผลิตภัณฑ์ของ MSI All-in-One PC ให้ครบทุกระดับ


MSI PRO AP241Z ออลอินวันพีซี


จุดเด่น

Advertisementavw
  • รูปลักษณ์ที่เรียบง่ายเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหรือสำนักงาน
  • ซีพียู Ryzen 7 ตอบสนองในงานต่างๆ ได้
  • สามารถต่อจอแสดงผลภายนอกได้
  • มีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยข้อมูล
  • เล่นเกมได้บนความละเอียด Full-HD
  • จอภาพมีความคมชัด มุมมองกว้าง

ข้อสังเกต

  • น่าจะเพิ่มการปรับแต่ง OSD เข้ามาด้วย
  • ปรับเลื่อนได้เพียงมุมก้ม-เงยเท่านั้น

Specification

MSI PRO AP241Z 5M
CPU AMD Ryzen 7 5700G
OS Windows 11 Home, Pro
Chipset AMD A520
Storage 1x M.2 SSD 256GB
1x 2.5” HDD 1TB
Memory 2x DDR4 2666/ 3200MHz SO-DIMMs, up to 64GB
Graphics AMD Radeon™ Graphics
Panel 24″ IPS Grade Panel LED Backlight (1920*1080 FHD)
with MSI Anti-Flicker technology
Audio Realtek ALC897
LAN Realtek RTL8111H
Wireless LAN . Intel Wi-Fi 6E AX210
Bluetooth 5.2 (with Intel Wi-Fi 6E AX210)
USB 3.2 Port 4x USB 3.2 Gen 1 Type A
USB 2.0 port 2x USB 2.0 Type A
Port 1x HDMI, 1x COM Port
Mic-in/Headphone-out 1x Mic-in, 1x Line-out
AC Adapter AC Adapter 120W
Adjustment (Tilt) -5° ~ 20°
Dimension (WxDxH) 541.93 x 227.93 x 426.45mm
Weight 4.63 kg

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI


Unbox

MSI PRO AP241

MSI PRO AP241Z 5M All-in-one PC เมื่อแกะกล่องออกมา จะมีอุปกรณ์หลักๆ จะประกอบไปด้วย หน้าจอขนาด 24″ เป็นแบบ Flat มาเป็นชิ้นแบบนี้ให้เรารอประกอบ

MSI PRO AP241

ด้านหลังจะเป็นตัวล็อค สำหรับขาตั้ง ที่มีมาให้ในกล่อง และรูยึดน็อตสำหรับ Wall Mount รวมถึงช่องลำโพงด้านหลัง ที่มีอยู่ทั้ง 2 ด้าน

MSI PRO AP241

การติดตั้งทำได้ง่าย เพราะชุดตัวล็อค ทำงานอัตโนมัติ แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือแต่อย่างใด

MSI PRO AP241

ง่ายๆ คือ นำขาตั้งที่มีตัวล็อควงกลม มาวางใส่ลงในช่องดังกล่าวนี้ จากนั้นกดลงไปตรงๆ

MSI PRO AP241

เมื่อกดตัวล็อคลงไปแล้ว จะมีเสียงดังกริ๊ก ซึ่งหมายถึงตัวล็อคยึดกับฝาหลังเป็นที่เรียบร้อย โดยจะสังเกตได้จาก ตัวล็อคจะยื่นออกมาตามภาพ

MSI PRO AP241

ที่เหลือเป็นการใส่ฐาน ซึ่งจะเป็นฐานวงกลม มีรูอยู่ตรงริมของฐาน ใส่ขาตั้งลงไปในจุดนี้ จากนั้นหมุนให้เข้ากับฐาน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

MSI PRO AP241

เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย MSI PRO AP241Z 5M ก็พร้อมสำหรับการทำงาน ที่เหลือคือ ต่อสายไฟเข้ากับตัวเครื่อง เพื่อเริ่มต้นการใช้งาน

MSI PRO AP241

โดยที่ All-in-one PC รุ่นนี้ มาพร้อมกับตัวแปลงไฟขนาดย่อม 120W และต่อเข้ากับด้านหลังที่เป็นช่อง DC jack ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ที่เหลือคือ เปิดเครื่อง ก็พร้อมใช้งานได้แล้ว

MSI PRO AP241

แต่ยังๆ ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ ในกล่องของ AIO จาก MSI PRO รุ่นนี้ ยังมาพร้อม เมาส์และคีย์บอร์ดไร้สาย กล้อง MSI FHD webcam โดยแยกเป็นโมดูล ที่เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB ทางด้านหลังเครื่อง ติดเข้ากับบนจอหรือถ้าไม่ใช้งาน ก็ถอดออกได้เช่นกัน ค่อนข้างสะดวกเลยทีเดียว


Design

MSI PRO AP241

ในด้านของดีไซน์ MSI PRO AP241Z 5M ทำออกมาบนพื้นฐานของความเรียบง่าย แต่เน้นความคล่องตัว ซึ่งเหมาะกับการทำงานในบ้าน เช่นในกลุ่มของ WFH และการเรียนออนไลน์ รวมถึงใส่ฟีเจอร์มาให้กลุ่มสำนักงาน ที่ใช้งานอย่างจริงจังมาด้วย เพียงแต่อยู่ในรูปทรงที่ประหยัดพื้นที่ มิติที่บาง และโทนสีที่เข้ากันได้กับเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงานได้อย่างลงตัว กับบอดี้สีดำ จะใช้บนโต๊ะสีขาวหรือสีดำก็ได้ ที่สำคัญคือ ขอบจอบางพิเศษ ทำให้ลดความอึดอัดไปได้เยอะ

MSI PRO AP241

ด้านหลังค่อนข้างเรียบง่าย สบายตา เพราะขาตั้งทรงกระบอกแบบนี้ ด้านข้างขาตั้งเป็นลำโพง ซ้าย-ขวา และมีโลโก้ MSI สีขาวอยู่มุมบนซ้าย

MSI PRO AP241

กับรูปทรงเช่นนี้ ที่ดูสบายตาจัดวางบนโต๊ะทำงานได้แบบไม่เปลืองพื้นที่ จุดสำคัญคือ ขอบด้านข้างของจอ บางเพียง 2.5cm (ไม่รวมจุดที่ยึดกับขาตั้งด้านหลัง)

MSI PRO AP241

จุดที่ยึดตัวเครื่องกับขาตั้ง สามารถปรับมุมก้ม-เงยได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถปรับระดับความสูงได้

MSI PRO AP241

โลโก้ MSI สีขาวที่ดูโดดเด่นอยู่มุมบนซ้ายของหลังจอ สะดุดตาดีทีเดียว ทำให้ด้านหลังจอดูไม่เรียบจนเกินไป

MSI PRO AP241

ปุ่มเพาเวอร์ถูกย้ายมาอยู่ด้านหลังเครื่อง ซ่อนเอาไวไม่ให้ดูรกสายตา แทนที่จะอยู่ด้านหน้า แต่ก็ใช้งานได้สะดวกทีเดียว ด้านข้างจะเป็นปุ่มที่ใช้ปรับเพิ่ม-ลดระดับเสียง

MSI PRO AP241

ด้านข้างขวาของตัวเครื่อง มีพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ใช้กับเมาส์ คีย์บอร์ดโดยตรง หรือจะใช้สำหรับอุปกรณ์ USB อื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

MSI PRO AP241

ด้านหน้ามีสัญลักษณ์ของปุ่มเพาเวอร์ และซ้าย-ขวามาให้เล็กๆ เพื่อให้ดูมินิมอล พร้อมแสงไฟด้านใต้ เพื่อบอกสถานะในการทำงาน

MSI PRO AP241

กรอบจอด้านหน้าเพียง 0.7cm โดยประมาณ ซึ่งเล็กมากๆ จนแทบจะเป็นแบบไร้ขอบกันเลยทีเดียว ทำให้ได้พื้นที่ในการทำงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งดูเต็มตา เหมาะทั้งการทำงานและการชมภาพยนตร์

MSI PRO AP241
MSI PRO AP241

ความสูงของขอบด้านล่างจอ จากพื้นโต๊ะอยู่ที่ประมาณ 10.5cm เรียกว่าถ้าเป็นโต๊ะทำงานมาตรฐานทั่วไป ก็มองได้พอดีสายตา

MSI PRO AP241

พอร์ตต่อพ่วงที่มีมาให้ จัดว่าครบครันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น COM Port ที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์สำนักงานหรือซอฟต์แวร์เฉพาะบางอย่างที่ยังคงมีใช้กันอยู่ และมีพอร์ต USB 3.2 Gen1 ในแบบ Type-A มาให้ 4 ช่องด้วยกัน และไมโครโฟน รวมถึง Line-Out สำหรับหูฟังและลำโพง และพอร์ต HDMI-Out ในการส่งสัญญาณภาพไปยังจอแสดงผลอื่นๆ ได้อีกด้วย

MSI PRO AP241

นอกจากนี้ MSI PRO AP241Z 5M ยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home หรือ Windows 11 Pro สำหรับการใช้งานในสำนักงาน


Function

MSI PRO AP241

และส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาให้กับผู้ใช้ นั่นคือ กล้องเว็บแคม MSI ที่ให้ความละเอียดระดับ Full-HD 1080p ให้ภาพที่คมชัดและความสว่างได้ดีทีเดียว

สำหรับตัวกล้อง ถ่ายภาพได้สูงสุดในระดับ 2.1 ล้านพิกเซล Full-HD 1080p บนสัดส่วน 16:9 และรองรับวีดีโอที่ 1080p ได้ที่ 30fps.

MSI PRO AP241

จากการทดสอบ All-in-one PC จากทาง MSI นี้ โดยพื้นฐานของห้องที่มีแสงไฟปกติ ก็ให้ความสว่างได้ดีมากพอ ในการสนทนาหรือประชุมออนไลน์ แต่หากเพิ่มแสงเข้าไป สำหรับคนที่จะจัดเป็นการเรียนการสอน ก็ทำให้ภาพที่ได้สว่างมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ให้ภาพลื่นไหล ไม่สะดุดในการประชุมออนไลน์ แม้จะทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ อยู่ก็ตาม


Adjustable

MSI PRO AP241

การปรับเลื่อนของ MSI PRO รุ่นนี้ ทำได้เพียงการปรับมุมก้มและเงย (Tilt) เท่านั้น อยู่ในระดับ -5 – 20 องศา ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานในปัจจุบัน และง่ายต่อการนั่งหรือยืน รวมถึงการปรับให้เข้ากับระยะการทำงานของแต่ละบุคคลได้ง่าย

MSI PRO AP241

ด้านล่างนี้จะเป็นมุมมองจากการปรับเลื่อนในมุมต่างๆ และแม้ว่าโดยพื้นฐาน จะไม่มีแกนหมุนให้หันซ้าย-ขวาได้ แต่คุณสามารถขยับหมุนทั้งตัวเครื่องได้ง่ายมาก ส่วนหนึ่งทาง MSI ออกแบบฐานและขาตั้งให้ยกด้านท้ายเล็กน้อย และมีน้ำหนักที่เบา ทำให้ตอนขยับหันซ้าย-ขวาสะดวก เหมือนกับการขยับจอภาพเปล่าๆ อีกด้วย


Performance

MSI PRO AP241

หัวใจหลักที่เป็นขุมพลังบน MSI PRO AP241Z 5M รุ่นนี้ อยู่ที่ซีพียู AMD Ryzen 7 5700G ที่ถือว่าเป็นซีพียูที่มี APU ตัวท็อป ที่ช่วยให้การทำงานในด้านต่างๆ ลื่นไหลได้ดี รวมถึงการเล่นเกมอีกด้วย โดยเราจะทดสอบกับการเล่นเกมในปัจจุบันให้ได้ชมกันในส่วนของ Game Performance ต่อไป

มาพร้อมหน้าจอแสดงผล 24″ ซึ่งเป็นพาแนลในระดับ IPS ให้ภาพที่คมชัดระดับ 178/178 องศา ทั้งมุมมองด้านข้างซ้ายและขวา โดยมี Resolution 1080p หรือ Full-HD เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเน็ต เช็คเอกสารหรือการชมภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังเปิดดูกราฟการเทรดคริปโต ได้แบบเต็มหน้าจอ หรือจะแบ่งครึ่ง เพื่อดูความเคลื่อนไหวของกราฟ 2 เหรียญพร้อมๆ กันได้อีกด้วย หรือซูมเข้าไปดู Detail ก็ยังลื่นไหล

MSI PRO AP241

นอกจากจะเป็นพาแนล IPS ที่มีมุมมองที่กว้าง มองจากด้านข้างก็ยังชัดเจนแล้ว MSI ยังได้ใส่ฟีเจอร์ที่สำคัญมาให้กับเหล่าคนทำงาน เทรดหุ้น คริปโตฯ ให้ใช้งานได้สบายตา ไม่เมื่อยล้า แม้จะต้องจ้องจอนานๆ ด้วย MSI Eye Care ซึ่งจัดมาให้เป็นชุด ไม่ว่าจะเป็น Anti-Flicker ลดอาการภาพสั่นไหว พร้อมกับลดแสงสีฟ้า ที่ช่วยถนอมสายตา Less Blue Light และยังเป็นจอแบบ Anti-Glare ลดแสงสะท้อนจากแสงภายโดยรอบ ไม่ให้มารบกวนสายตาอีกด้วย เท่านี้จะเทรดหุ้น ดูเอกสาร หรือท่องเน็ต ก็ทำได้ยาวๆ

MSI PRO AP241

ในการทดสอบแรกนี้ เป็นการจำลองใช้งาน ด้วยการดูวีดีโอสตรีมมิ่งบน Youtube ผ่านทาง Google Chrome ทั้งหมด 10 วีดีโอด้วยกัน รวมถึงการเปิดดูภาพ และการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ระบบก็ยังใช้แรมไปเพียง 7-8GB เท่านั้น ยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือในการทำอย่างอื่นได้

MSI PRO AP241
MSI PRO AP241

ภาพที่ได้มีความสดใสคมชัด โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้งานหลายรูปแบบในชีวิตประจำวัน เช่น งานเอกสาร ท่องอินเทอร์เน็ตหรือการชมภาพยนตร์ก็ตาม และที่สำคัญขนาดหน้าจอ ยังแบ่งการทำงานในแบบมัลติทาส์กได้ดีพอสมควร บนพื้นที่ 23.8″ ความละเอียด Full-HD เช่นนี้

MSI PRO AP241

มาดูที่การชมภาพยนตร์และการสตรีมมิ่งกันบ้าง สีสันที่ได้ค่อนข้างเห็นได้ชัดกับสีสันที่สดใสและความต่อเนื่องของภาพ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความคมชัดสูง ซึ่งรองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงได้อย่างเหมาะสม ส่วนหนึ่งเป็้นเพราะทาง MSI ก็เป็นอีกหนึ่งค่ายผู้เชียวชาญในด้านของจอภาพ และเกมมิ่งมอนิเตอร์ ซึ่งก็ทำให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาสู่จอภาพในกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก

MSI PRO AP241

ความลื่นไหลและความสดใสของภาพบน All-in-one PC จาก MSI ไม่เพียงทำให้ผู้ใช้ภายในบ้าน ได้รับความบันเทิงอย่างเต็มอิ่ม แต่ในสำนักงาน ยังกลายเป็นเครื่องที่เอาไว้ใช้พรีเซนเทชั่นงาน เพื่อใช้ในการนำเสนองานได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือวีดีโอก็ตาม

MSI PRO AP241

มาดูที่การทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark10 กันบ้าง ตัวเลขที่เป็น Overall สูงถึงเกือบ 6 พันคะแนน โดยมีคะแนนในกลุ่มของ Essentials ที่สูงระดับ 10,172 คะแนน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในงานสำนักงานที่โดดเด่น

MSI PRO AP241
MSI PRO AP241

มาถึงการทดสอบด้านเกม 3 มิติด้วยโปรแกรม 3DMark Time Spy และ Fire Strike ก็ยังเป็นตัวเลขที่ทำออกมาได้ดี ส่วนหนึ่งเพราะพลังจากกราฟิก Radeon Graphic ที่มาพร้อมกับซีพียู AMD Ryzen 7 5700G นี้ ทำให้แสดงศักยภาพในด้านของเกมได้ดีพอสมควร เรียกว่าเป็นไลน์ของ APU ที่อยู่ในระดับต้นๆ บนท้องตลาดเวลานี้

MSI PRO AP241

ส่วนประสิทธิภาพบน Storage ที่ติดตั้งมาบน MSI เครื่องนี้ กับ SSD 256GB ที่มาในแบบ M.2 NVMe PCIe ที่อยู่ภายในเครื่อง ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 2,500MB/s และเขียนได้เกือบ 1,000MB/s อยู่ในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับพีซีในแบบออลอินวันหลายรุ่นในท้องตลาด นอกจากนี้ยังมีฮาร์ดดิสก์มาให้จัดเก็บข้อมูลอีก 1TB

การทดสอบในด้านของกราฟิกแอนิเมชั่น ซึ่งการทำงานของซีพียูในระดับ 8 core/ 16 thread ของซีพียู AMD Ryzen 7 รุ่นนี้ ก็แสดงศักยภาพออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น CINEBench R15 หรือ R20 ก็ตาม ด้วยผลทดสอบที่อยู่ในระดับต้นๆ ซึ่งก็หมายถึงระบบสามารถตอบโจทย์ในงานด้านนี้ได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นกับงานในด้านนี้ หรือกับการทำงานในสำนักงานก็ตาม

MSI PRO AP241

มาที่การทดสอบเรนเดอร์วีดีโอ กับตัวอย่างการสร้างงานเป็น Content Creator แบบมือใหม่ กับวีดีโอที่เป็นเกมกราฟิกความละเอียด Full-HD จากไฟล์วีดีโอประมาณ 5 ตัว ขนาดไฟล์รวม 2.1GB ใช้เวลาในการเรนเดอร์ออกมาเป็น 1080p ซึ่งผลที่ได้ใช้เวลาประมาณ 5.51 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจไม่น้อยเลย สำหรับพีซีออลอินวันเช่นนี้


Game Performance

MSI PRO AP241

มาดูที่การทดสอบเกมกันบ้าง DOTA2 เราลองเริ่มต้นกับการเล่นบน 1080p หรือ Full-HD และตั้ง Detail เอาไว้ที่ Best Looking ซึ่งผลที่ได้เฟรมเรตยังอยู่ที่ระดับ 50-60fps. โดยเฉลี่ย ซึ่งถือว่าลื่นไหลได้ดี รวมถึงเมื่อมีเอฟเฟกต์จากการร่ายเวทย์ใหญ่ของฮีโร่ ก็ยังไม่ทำให้เฟราเรตหล่นลงไปมากนัก ส่วนหนึ่งต้องถือว่าการทำงานของ Radeon Graphic และแรมระบบ DDR4 16GB ยังคงทำงานได้เป็นอย่างดี

MSI PRO AP241

จากนั้นเราลองปรับ Detail ให้ลงมาที่ Fastest เพื่อลองดูว่า ถ้าลดกราฟิกลงมา เฟรมเรตจะลื่นขึ้นมากน้อยเพียงใด ผลที่ได้คือ เฟรมเรตไปแตะระดับ 120fps. ได้ไม่ยาก แม้ภาพจะไม่ได้สวยมากนัก แต่ก็ลื่นไหล เล่นได้สบายตาเลยทีเดียว ถ้าใครเป็นคอเกมแนว MOBA ก็สามารถสนุกได้บน MSI PRO AP241Z 5M เครื่องนี้แบบลื่นๆ ทั้งการเล่น Best Looking และ Fastest

MSI PRO AP241

ถัดมาเพิ่มความโหดของเกมขึ้นอีกนิด ด้วยการทดสอบบนเกม Battle Royale ยอดฮิตอย่าง PUBG เริ่มต้นกับการปรับ High settings บน Resolution 1080p และผลที่ได้ก็ตามคาด นั่นคือ เฟรมเรตไปอยู่ที่ราวๆ 20++ fps. เกือบๆ 30fps. ในบางจังหวะ แม้จะใช้ Render scale 70 ก็ตาม แต่ภาพที่ได้ค่อนข้างสวยทีเดียว

MSI PRO AP241

ดังนั้นเราจึงลองปรับเป็น Low ที่เรียกว่าให้สอดคล้องกับพีซีที่เป็นแบบออลอินวันเช่นนี้ และตัวเลขเฟรมเรตนั้น ออกมาได้น่าสนใจ นั่นคือ ไปได้มากกว่า 60fps. ทำให้ลื่นไหล แต่ภาพอาจจะไม่ได้สวยงามมากนัก เพราะถูกลดความละเอียดลง แต่ก็เล่นได้สนุกมากขึ้น ไม่อึดอัดมากนัก

MSI PRO AP241

สุดท้าย เพื่อให้คอเกมแนวนี้ เล่นเกม PUBG ได้สนุกกับ MSI PRO AP241Z 5M เราลองปรับไปที่ความละเอียด Medium และเพิ่ม Render scale ไปที่ระดับ 120 ผลที่ได้คือ ภาพที่ดูสวยงามมากขึ้น มองเห็นระยะไกลได้สบาย และดูลื่นไหลได้มากกว่า High setting เฟรมเรตเริ่มต้นอยู่ที่ราว 28-29fps. แต่สามารถขยับได้มากกว่านั้น ในหลายๆ ช่วง และไปได้กว่า 30fps. ให้เห็นหลายครั้ง จัดว่าเป็นค่า Settings ที่เหมาะกับคอเกม หากจะเล่นบน MSI เครื่องนี้

MSI PRO AP241

สุดท้ายก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราพยายามทดสอบให้ได้ชมกันทุกครั้ง นั่นคือ เรื่องของอุณหภูมิภายในของระบบ ด้วยโปรแกรม OCCT โดยการทดสอบ Burn-In ซีพียูให้ทำงานไปที่ 100% เป็นเวลาต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่เราแคปมา 13 นาทีนี้ สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 77 องศาเซลเซียสเท่านั้น และนิ่งๆ อยู่ที่ราว 68-69 องศาเซลเซียส และเลยจากช่วงเวลานี้ก็ขยับขึ้น-ลงเบาๆ เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งทาง MSI ออกแบบการระบายความร้อนมาให้กับ MSI PRO AP241Z 5M เครื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี

MSI PRO AP241

ส่วนที่สำคัญคือ MSI ออกแบบระบบ Silent Pro Cooling มากับ พีซีเครื่องนี้ ที่เป็นระบบระบายความร้อนแบบเดียวกับใน Server ที่ช่วยในการลดความร้อนภายในได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึงอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง พร้อมกับการแยกระบบไหลเวียนอากาศที่คล่องตัว และยังมีเสียงรบกวนน้อย ผู้ใช้จึงแทบไม่รู้สึกถึงเสียงการทำงาน และใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น เพื่อให้ไม่รบกวนการทำงาน แม้จะใช้กันหลายๆ เครื่องในสำนักงานนั่นเอง

MSI PRO AP241

นอกจากนี้เพื่อให้ใช้งานในด้านของข้อมูลธุรกิจที่มีความสำคัญได้อย่างปลอดภัย MSI รุ่นนี้ยังมาพร้อม FW TPM หรือ Trusted Platform Module ซึ่งเป็นการเพิ่มระบบความปลอดภัยในระดับฮาร์ดแวร์ ให้คุณสามารถเก็บข้อมูล พาสเวิร์ด ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่เป็นการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงมาในตัวอีกด้วย


Conclusion

MSI PRO AP241

นับว่าเป็นพีซีออลอินวันจาก MSI อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสำนักงาน หรือโฮมออฟฟิศ รวมไปถึงพีซีสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว ด้วยการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ทันสมัย น้ำหนักเบา และมิติที่บาง ทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง และไม่เปลืองพื้นที่โต๊ะทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับในวิถีชีวิตของสำนักงานหรือที่พักอาศัยของผู้ใช้ในปัจจุบัน ขุมพลังที่แรงระดับ AMD Ryzen 7 ก็ดูเหมือนจะทำให้งานหลายๆ อย่างง่ายขึ้น และทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ จะสังเกตได้จากผลทดสอบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านซอฟต์แวร์สำนักงาน ความบันเทิงและการเล่นเกมแอ็คชั่นที่เล่นกันอยู่ในเวลานี้ อีกทั้งมีพอร์ตต่อพ่วง ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เป็น External ต่างๆ ไว้เกือบครบถ้วน ใช้งานง่าย การระบายความร้อนก็ทำได้ดี ที่สำคัญเสียงรบกวนที่น้อยมากๆ เรียกว่าแทบจะไม่มีเสียงในระหว่างการใช้งาน และไม่ใช่แค่การเป็นพีซีประสิทธิภาพสูงในแบบออลอินวันเท่านั้น แต่ยังมี Windows 11 และฟีเจอร์ที่เป็น TPM ที่เข้ามามีบทความในด้านข้อมูลในงานธุรกิจ และการรับประกันยาวนานถึง 3 ปี ยิ่งเพิ่มความมั่นใจได้เป็นอย่างดี เรียกว่าในภาพรวมก็มีทุกอย่างเกือบจะครบเครื่องที่ทำให้ผู้ใช้ ไม่ต้องไปหาสิ่งใดมาเพิ่มเติม


สรุปราคา All-in-One PC : MSI PRO AP241Z 5M

  • MSI PRO AP241Z 5M-022TH: ซีพียู AMD Ryzen 7-5700G ราคา 35,900 บาท (ปกติ 39,490.-)
  • MSI PRO AP241Z 5M-023TH: ซีพียู AMD Ryzen 5-5600G ราคา 29,900 บาท (ปกติ 32,890.-)
  • MSI PRO AP241Z 5M-024TH: ซีพียู AMD Ryzen 3-5300G ราคา 25,900 บาท (ปกติ 28,490.-)

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI PRO AP241Z 5M

ออลอินวัน MSI PRO AP241Z เริ่มต้นที่ 25,400 บาท รับประกัน 3 ปีเต็ม
ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: https://msi.gm/nbsWTB
รับฟรี Alessi Alessandro M.และ สมาชิก Centr membership นาน 3 เดือน เมื่อเขียนรีวิวการใช้งานสินค้า MSI ดูเพิ่มเติมที่นี่: https://msi.gm/ShoutOutTH
ติดตามโปรโมชั่นได้ที่: https://msi.gm/Promotionth
MSI Facebook: https://www.facebook.com/MSIThailandOfficial
MSI Call Center: 02 409 2984 (8.30 – 17.30 น.)

from:https://notebookspec.com/web/637561-msi-pro-ap241-aio-pc

MSI MAG B660M MORTAR เมนบอร์ด LGA1700 ใหม่ Media Kit รีดความแรงเต็มพิกัดปี 2022

MSI MAG B660M MORTAR WiFi ชุด Media Kit สุดแรง มาพร้อม DDR5 และ Intel Core i5 ใหม่

MSI B660 Media kit 2022 cov2

MSI MAG B660M MORTAR เป็นเซ็ตอัพเกรดจากทาง MSI ส่งให้เราได้ลิ้มลองประสิทธิภาพในการทำงานของซีพียู Intel Gen 12 ควบคู่มากับแรม DDR5 และที่สำคัญคือ เมนบอร์ด B660 จากทาง MSI ในรุ่น MSI MAG B660M MORTAR WiFi ที่เป็นชิปเซ็ตระดับกลาง แต่แฝงมาในร่างของเมนบอร์ดเพื่อคอเกม ที่เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นในการทำงาน และลูกเล่นในการติดตั้งอุปกรณ์ความเร็วสูง โดยมีภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ ตอบรับการใช้งานร่วมกับซีพียูระดับ Core i7 หรือ i9 ได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนแรม DDR5 รวมถึง M.2 SSD ให้การเชื่อมต่อ WiFi มาในตัว โดยในกล่องของ MSI Media Kit ที่ทีมงานได้รับมานี้ ยังมีซีพียู Intel Core i5 มาอีกด้วย วันนี้เราจะมาจัดเซ็ตประกอบคอมเล่นเกมในงบประมาณ 50,000 บาท พร้อมกับการใส่ชุดน้ำปิดสวยๆ จาก MSI คู่กับการ์ดจอ GeForce RTX3070Ti มาดูกันว่า พลังที่รวมกันอยู่นี้ จะรีดเฟรมเรตจากเกมต่างๆ ได้ดีเพียงใด

MSI MAG B660 Media kit

Specification

  • Socket: LGA1700
  • CPU (Max support): Core i9
  • Chipset: Intel® B660 Chipset
  • DDR5 MEMORY: 6200(OC)/ 6133(OC)/ 6000(OC)/ 5800(OC)/ 5600(OC)/ 5400(OC)/ 5333(OC)/ 5200(OC)/ 5066(OC)/ 5000(OC)/ 4800(JEDEC) MHz
  • MEMORY CHANNEL: Dual
  • DIMM SLOTS: 4
  • MAX MEMORY (GB): 128
  • PCI-E slot: PCI-E X16 x1, PCI-E X1 x1
  • SATAIII: x6
  • M.2 SLOT: x2
  • LAN: 1x Realtek® 8125BG 2.5G LAN
  • WIFI & BLUETOOTH: Intel® Wi-Fi 6E module
  • USB 3.2 PORTS (FRONT): 1(Gen 2, Type C), 2(Gen 1, Type A)
  • USB 3.2 PORTS (REAR): 1(Gen 2×2, Type C), 3(Gen 2, Type A)
  • USB 2.0 PORTS: Front x4, Rear x4
  • AUDIO PORTS (REAR): Realtek® ALC1200 Codec
  • Port: DisplayPort, HDMI
  • Form Factor: mATX

Unbox

MSI MAG B660

เริ่มจากการแกะกล่อง Box kit ที่เราได้รับมานี้ เป็นกล่องสีดำขนาดย่อมๆ ด้านหน้าเป็นโลโก้ MAG Conquer The Battlefield เมื่อเปิดกล่องออกมา ยังมีกล่องเมนบอร์ดที่อยู่ด้านใน เป็นรุ่น MSI MAG MORTAR WiFi และเมื่อนำกล่องเมนบอร์ดออกมา ก็ยังมีสิ่งของที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นอีกชั้นหนึ่ง

Advertisementavw
MSI MAG B660

และสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในนั้น มีด้วยกันอีก 2 ส่วน ประกอบด้วย กล่องที่เป็นโลโก้ Intel และด้านข้างมีแรมในแบบชุดคิทมาให้จาก Kingston FURY มาดูรายละเอียดของแต่ละชิ้นกัน

MSI MAG B660

กล่องสีดำที่มีโลโก้ Intel เปิดออกมา มีซีพียู Intel Core i5-12400 ซึ่งเป็นซีพียูรุ่นใหม่ Alder Lake บนซ็อกเก็ต LGA1700 ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread ความเร็วสูงสุด 4.60GHz (Boost)

MSI MAG B660

นอกจากนี้ยังมีแรม DDR5 5200 จากทาง Kingston ในรุ่น FURY Beast ความจุ 32GB มาให้ เป็นแบบ 16GB x2 มาในแบบซิงก์สีดำ ไม่ได้มีแสงไฟ RGB มาแต่อย่างใด นับว่ามากันอย่างครบครัน พร้อมใช้สำหรับการทำงานและการเล่นเกม


Mainboard

MSI MAG B660

มาถึงพระเอกของงาน ที่รวมมาอยู่ในกล่อง Media Kit ชุดนี้กันบ้าง นั่นคือ เมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi เมนบอร์ดชิปเซ็ต Intel B660 ขนาดกระทัดรัด mATX form factor ที่ครบครันไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน และพร้อมสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ อาทิ แรม DDR5 และ PCIe 4.0 แทบจะเทียบเคียงกับรุ่นพี่อย่าง Z690 โดดเด่นด้วย Armor และฟีเจอร์สำหรับการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย ส่วนหน้าตาและฟังก์ชั่นจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามชมกัน

MSI MAG B660

สำหรับด้านหน้ากล่อง MSI MAG B660M MORTAR WiFi จะเป็นโทนสีเทา-ดำ มีโลโก้ Intel Core Gen 12 และ Intel Chipset B660 มาด้วย ด้านข้างสีดำ พร้อมชื่อรุ่นและรายละเอียดของเมนบอร์ดมาให้ทราบในเบื้องต้น

MSI MAG B660

ด้านในกล่อง นอกจากตัวเมนบอร์ดแล้ว MSI MAG B660M MORTAR WiFi แล้ว ก็ยังมีอุปกรณ์เสริมบันเดิลมาอย่างมากมายเลยทีเดียว

MSI B660 Media kit 2022 118

สาย SATA3 ที่มีทั้งหัว 90 องศาและ 180 องศา อย่างละเส้น เสาสัญญาณ WiFi 2 เสา และชุดไขควง สำหรับไขน็อตในจุดต่างๆ 2 แบบคือ แบนและ 4 แฉก รวมถึงน็อตยึดโมดูล SSD ในแบบ M.2 มาให้

MSI MAG B660

พร้อมกันนี้ ยังมีคู่มือการใช้งาน เอกสารช่วยในการติดตั้ง พร้อมเอกสารแนะนำผลิตภัณฑ์และสติ๊กเกอร์โลโก้ MSI เพิ่มความสวยงามให้กับตัวเคสมาให้

MSI MAG B660

มาดูที่ตัวเมนบอร์ดกันบ้าง เมนบอร์ดจาก MSI รุ่นนี้ มาในรูปแบบของ mATX ซึ่งมีขนาดกลางๆ เหมาะกับการติดตั้งในเคสทั่วๆ ไปได้สบาย โดยเฉพาะเคสระดับ Mid-Tower จุดเด่นนั้นคือ การมี Armor ในจุดต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณภาคจ่ายไฟตรง Back I/O และชิปเซ็ต รวมไปถึงการเป็นฮีตซิงก์บน SSD M.2 ทั้ง 2 สล็อต พร้อมกันนี้ยังมีเส้นสายที่ออกมาในแนวเครื่องบินรบหรือเรือรบประจันบานอีกด้วย มาดูรายละเอียดในแต่จุดของเมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi รุ่นนี้กัน

MSI MAG B660

มาพร้อมกับซ็อกเก็ต LGA1700 รองรับซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Core i3, i5, i7 และ Core i9

MSI MAG B660

เมนบอร์ดมีซิงก์ขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ นอกจากความสวยงาม ก็ช่วยในเรื่องการระบายความร้อนในแต่ละจุด เช่นด้านบนนี้ จะเป็นภาคจ่ายไฟ ซึ่ง

MSI MAG B660

Back I/O ขนาดใหญ่ ผลิตจากอะลูมิเนียม ช่วยในการระบายความร้อนให้กับ VRM และเพิ่มความสวยงามให้กับเมนบอร์ดอีกด้วย

MSI MAG B660

จุดติดตั้ง I/O ในส่วนของ Front panel ซึ่งมีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าเป็น USB 3.0, Audio รวมถึง 4-pins Fan และ RGB ในจุดนี้อาจจะดูค่อนข้างแน่นไปบ้าง เพราะมีสล็อต PCIe x4 ลงมาชิดด้านล่าง แต่ก็เป็นตามมาตรฐานของเมนบอร์ดทั่วไป

MSI MAG B660

จุดที่ติดตั้งภาคจ่ายไฟและคาปาซิเตอร์ของเมนบอร์ด ซึ่งถูกครอบไว้ด้วยฮีตซิงก์สำหรับ PWM ช่วยระบายความร้อน เมื่อต้องใช้งานเป็นเวลานานๆ

MSI MAG B660

ระบุไว้อย่างชัดเจน สำหรับรุ่นนี้ กับเมนบอร์ด ในตระกูล MAG ที่เน้นประสิทธิภาพและความคล่องตัวเพื่อคอเกมโดยเฉพาะ และด้านข้างยังระบุการติดตั้งแรมตามสล็อตที่เหมาะสมไว้ให้อีกด้วย

MSI MAG B660

สล็อตสำหรับ SSD ในแบบ M.2 พร้อมกับชุดซิงก์สีเงินขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า M.2 Shield FROZR ช่วยลดอุณหภูมิของ SSD ในขณะที่ทำงานให้น้อยลง เพื่อเสถียรภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้น และ MSI ให้มาถึง 2 ชุดด้วยกัน

MSI MAG B660

สล็อต M.2 มีให้ 2 สล็อตด้วยกัน รองรับ SSD M.2 PCIe 4.0 x4 จำนวน 2 สล็อต การติดตั้งแค่ไขน็อตยึดออกทั้ง 2 ข้างและใส่ SSD M.2 ลงไป จากนั้นติดตั้ง M.2 Shield FROZR เพื่อล็อคและระบายความร้อนได้เลย

MSI MAG B660

เมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi รุ่นนี้ มีให้เลือกใช้งานระบบ Storage ที่มีทั้ง SATA3 มากถึง 6 พอร์ตด้วยกัน และ M.2 slot ในแบบ NVMe PCIe 4.0 x4 อีก 2 สล็ต

MSI MAG B660

สล็อต PCI-Express 4.0 x16 ที่มาพร้อม Steel Armor ที่เพิ่มจุดยึดและครอบโลหะ มีความทนทานเหมาะกับเกมเมอร์ที่ใช้การ์ดจอระดับไฮเอนด์ มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ป้องกันความเสียหายให้กับตัวการ์ดและเมนบอร์ด รวมถึงสัญญาณที่มีความเสถียรต่อเนื่อง

MSI MAG B660

พอร์ตการเชื่อมต่อที่จัดมาให้ใช้งานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • 1x USB 3.2 Gen 2×2 20Gbps (Type-C),
  • 4x USB 3.2 Gen 2 10Gbps (3 Type-A + 1 Type-C),
  • 2x USB 3.2 Gen 1 5Gbps (Type-A),
  • 8x USB 2.0
  • RJ-45 LAN 1x Realtek®

BIOS

MSI MAG B660

เมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi รุ่นนี้ มี BIOS ให้การปรับแต่งได้ละเอียดทีเดียว เลือกใช้ในโหมด Advance หรือ Easy ก็ได้ แล้วแต่ความถนัด ในหน้าแรกจะเป็นการ Summary คือ รวมเอารายละเอียดต่างๆ เอาไว้ สามารถปรับตั้งค่าพื้นฐานได้จากส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ซีพียู แรม Storage หรือพัดลมก็ตาม แต่ด้วยความเป็น B660 จึงไม่ได้รองรับการโอเวอร์คล็อก แต่สามารถปรับแต่งหน่วยความจำได้

MSI MAG B660

ถ้าเป็นโหมด Advance ก็จะปรับแต่ได้ละเอียดมากขึ้น และมีให้เลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Settings, Overclock, M-Flash, OC Profile และ Hardware Monitor เป็นต้น ที่ใช้กันบ่อยๆ

MSI MAG B660

ในการปรับแต่งแรมนั้น สามารถเข้าไปที่ OC ได้ จะเลือกปรับ Intel XMP Profile หรือจะจัดการในจุดที่เป็น DRAM Frequency ก็ได้เช่นกัน

MSI MAG B660

จากตัวอย่างนี้ เราปรับค่า XMP Profile 1 เพื่อให้แรมทำงานไปที่ DDR5 5200 ได้ตามปกติ ส่วนถ้าใครใช้ DDR5 4800 อาจเลือกปรับแต่งความเร็วด้วยการตั้ง Ratio เพื่อเพิ่ม DRAM clock หรือจะใช้ XMP Profile 2 ในการใช้ความเร็วมาตรฐานก็ได้เช่นกัน

MSI MAG B660

นอกจากนี้ก็ยังมีให้ปรับแต่งในส่วนต่างๆ ได้อีกไม่น้อยเลย และหลังจากปรับแต่งค่าต่างๆ ในการทำงานเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมเข้าสู่การทดสอบกันได้เลย


Cooling

MSI MAG B660

แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่การทดสอบ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ และสามารถสร้างสีสันให้กับพีซีเซ็ตนี้ได้มากขึ้น นั่นคือ Liquid Cooling จากทาง MSI ในรุ่น MAG CORELIQUID C240 ซึ่งเป็นชุดน้ำปิด AIO ในแบบ 2 ตอน พร้อมไฟ RGB ที่สามารถซิงก์กับ Mystic Light ได้อีกด้วย ที่สำคัญมีขาล็อคสำหรับ LGA1700 มาแล้วเรียบร้อย โดยพื้นฐานของชุดน้ำนี้ รองรับทั้งซีพียู Intel ได้เกือบทุกรุ่น ยกเว้น LGA775 และ AMD ได้จนถึง FM1 หรือ AM2 ได้อีกด้วย ต้องมาดูกันว่าประสิทธิภาพในการระบายความร้อนนั้นน่าสนใจเพียงใด

MSI MAG B660

MSI MAG CORELIQUID C240 รุ่นนี้ ค่อนข้างจะเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ เพราะชิ้นส่วนน้อย ติดตั้งก็ง่าย เคสเล็กๆ พื้นที่ไม่กว้างมาก ก็ติดตั้งได้ แค่หาจุดวางให้ดูลงตัวและไม่ไปเบียดหรือบังความสวยงามของตัวบล็อคน้ำ

MSI MAG B660

โดยที่ปั้มน้ำจะอยู่ใน Radiator แล้ว จึงง่ายต่อการใช้งาน อีกทั้งลดเสียงรบกวนไปได้เยอะทีเดียว

ส่วนท่อน้ำจะเป็นท่อที่มีความยืดหยุ่นทนทาน หุ้มด้วยตาข่ายพลาสติก ป้องกันการขูดขีด และดัดงอให้เข้ากับพื้นที่ติดตั้งได้สะดวก ความยาวประมาณ 40cm

MSI MAG B660

มีพัดลมมาให้ 2 ตัว ขนาด 120x120mm ให้รอบการทำงาน 500-2000rpm. และมีแสงไฟ ARGB มาในตัว เช่นเดียวกับ Water block

MSI MAG B660

หลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น พร้อมการเชื่อมต่อสาย ARGB เข้าเมนบอร์ด ก็พร้อมสำหรับการใช้งาน เรื่องของสีสัน จัดว่าโดดเด่นสวยงาม ปรับแต่งให้เข้ากับสไตล์ของคุณได้หลายรูปแบบ ซึ่งของจริงนั้นสีสดใสกว่าในภาพอีก โดยเฉพาะในที่มืด

MSI MAG B660

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ

  • ซีพียู: Intel Core i5-12400
  • เมนบอร์ด: MSI MAG B660M MORTAR WiFi
  • แรม: Kingston FURY Beast DDR5 5200
  • Storage: WD SN550 1TB
  • Graphic card: GeForce RTX3070Ti
  • เพาเวอร์ซัพพลาย: 850W 80 Plus Gold
  • ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home

Performance

MSI MAG B660

เมื่อพร้อมแล้ว ก็เข้าสู่การทดสอบกันเลย กับเซ็ตคอมชุดนี้ MSI MAG B660M MORTAR WiFi และซีพียู Intel Core i5-12400 พร้อมกับแรม DDR5 5200 32GB ใส่การ์ดจอ GeForce RTX3070Ti เมื่อครบทุกสิ่งแล้ว เรามาดูประสิทธิภาพในการทำงานของระบบจาก MSI MAG B660M ชุดนี้กัน

MSI MAG B660

ตรวจเช็คฮาร์ดแวร์ ด้วยโปรแกรม CPUz รายงานอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาได้ครบ ทั้งในส่วนของ Intel Core i5-12400 มาคู่กับเมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi เชื่อมต่อกับ Bus ร่วมกับ PCI-Express 5.0 ผ่านช่องทาง DMI และมี Bus speed ร่วมกับกราฟิกการ์ด PCIe 4.0 x16

MSI MAG B660

แรมที่ติดตั้งเป็น DDR5 5200 32GB มีค่า CL 40-40-40 บนมาตรฐาน XMP 3.0 Profile 1 ทำงานในแบบ Dual-channel

MSI MAG B660

โดยมีกราฟิกการ์ด GeForce RTX3070Ti ที่มี VRAM GDDR6X 8GB มาด้วย ส่วนการทดสอบในเบื้องต้นด้วย CPUz Bench เปรียบเทียบกับ Intel Core i9-10900K รุ่นพี่ใหญ่ ในส่วนของ Single core ให้ผลได้น่าพอใจ ส่วน Multi-core คะแนนที่ห่างไกล ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะซีพียูที่ใช้เป็น Core i5 เท่านั้น

MSI MAG B660

มาดูที่การทดสอบแรก นั่นคือ PCMark10 ตัวเลขรวม Overall อยู่ที่ 7,585 คะแนน ในส่วนของ Digital Content Creation ทำตัวเลขได้ค่อนข้างดี มากกว่า 11,000 คะแนน ซึ่งถือว่าซีพียูและแรมตอบโจทย์การทำงานในด้านนี้ได้ดีพอสมควร

MSI MAG B660

ทดสอบในส่วนของ Cache & Memory บน AIDA64 ตัวเลขในการอ่าน/เขียนข้อมูล ทะลุทะลวง เพราะไปได้มากกว่า 72,000MB/s เมื่อเทียบกับ DDR4 ที่อยู่ประมาณ 40,000 MB/s เท่านั้น และระบบยังคงตรวจสอบแรมได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของ L-cache จะมีเพียง L3 เท่านั้นที่ไม่ได้ผลออกมา แต่หากเทียบแคชของซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่ จะมากกว่าบน Gen 11 อยู่พอสมควรทีเดียว เช่นเดียวกับใน Intel Core i5-12400 นี้ มีมากถึง 18MB ด้วยกัน จึงช่วยให้การทำงานในหลายๆ ด้านมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

MSI MAG B660

มาดูที่ CINEBench R15 เรียกว่าเป็นตัวแทนของโปรแกรมด้านการเรนเดอร์กราฟิกในปัจจุบันได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งหนักไปที่การทำงานของซีพียูเป็นหลัก จะเห็นได้ว่า เมื่อทำคะแนนได้โดดเด่น เมื่อเทียบกับซีพียูในเจนเนอเรชั่นก่อนๆ ซึ่งเป็นฐานทดสอบของโปรแกรมนี้ในช่วงที่ผ่านมา

MSI MAG B660

ขยับมาที่ CINEBench R20 กันบ้าง ก็ทำคะแนนในด้านการเรนเดอร์ ด้วยการประมวลผลที่รวดเร็ว ด้วยตัวเลขที่ออกมาดีกว่าซีพียูอย่าง Intel Xeon E5 และ Core i7-7700K ที่เป็นอดีตตัวเทพอีกด้วย

MSI MAG B660

และสำหรับ CINEBench R23 ที่ถือว่าเป็นตัวทดสอบล่าสุด ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ตัวเลขในการทำงานพุ่งทะยาน เหนือกว่าซีพียูรุ่นพี่ ที่เคยโดดเด่นอยู่ในท้องตลาดก่อนหน้านี้ รวมถึงยังเป็นการบอกถึงความสามารถของเมนบอร์ด ที่ปลดปล่อยศักยภาพในการทำงานด้านนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

MSI MAG B660
MSI MAG B660

มาที่การทดสอบในด้านของเกมกันบ้าง เริ่มกันที่ 3DMark Fire Strike และ Fire Strike Extreme บนความละเอียด 1440p ผลที่ได้นั้นไม่ธรรมดาเลย ให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเฟรมเรตเฉลี่ยระดับ 125fps สำหรับ Fire Strike Extreme

MSI MAG B660
MSI MAG B660

และในส่วนของ 3DMark Time Spy และ Time Spy Extreme ก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือตัวเลข Overall ออกมาค่อนข้างสูง และเฟรมเรตในการทดสอบเกมนี้ ก็มากกว่า 140fps บน 1440p อีกด้วย แต่ในเรื่องของความสามารถซีพียูในการรีดเร้นพลังได้มากน้อยเท่าใดนั้น ต้องไปดูในการทดสอบเกมจริงๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

MSI MAG B660

มาดูอีกการทำสอบสำหรับ Memory Mark ในโปรแกรม PerformanceTest 9.0 คะแนน Overall อยู่ที่ 3479 สูงกว่าบนแพลตฟอร์ม DDR4 ที่ทำได้ประมาณ 3200 คะแนน ส่วนตัวเลข Memory Read และ Write ก็เป็นตัวเลขที่ทำออกมาได้ดีพอสมควร

MSI MAG B660

สุดท้ายกับการทดสอบด้วย Blender อีกหนึ่งตัวแทนการทดสอบงานด้านกราฟิก ด้วยตัวเลขที่แสดงเป็นเวลาในการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติ โดยจะเน้นหนักไปที่ซีพียู ผลที่ได้ปรากฏอยู่ในแต่ละส่วนตามภาพด้านบนนี้


Gaming Performance

MSI MAG B660

Battlefield V – 1440p – Ultra settings: อีกหนึ่งเกมแอ็คชั่น ที่บริโภคทรัพยากรแบบสุดๆ อีกเกมหนึ่ง ซึ่งหากใครที่ใช้สเปคไม่แรง หรือระดับกลางๆ ต้องเซ็ตรายละเอียดให้สอดคล้อง จึงจะทำให้การเล่นเกมไหลลื่นได้ แต่สำหรับเซ็ตทดสอบ ที่จัดว่าใหม่เกือบทั้งหมด ทั้งซีพียู Intel Core i5 Gen 12 และเมนบอร์ด B660 จาก MSI ซึ่งในแรม DDR5 5200 มาถึง 32GB รวมถึงได้กราฟิกการ์ด GeForce RTX3070Ti ก็ทำให้การเล่นเกมลื่นไหลได้ แม้จะเล่นบน Resolution ระดับ 1440p หรือ 2K ก็ตาม โดยในการตั้งค่าแบบ Ultra settings ก็ยังให้เฟรมเรตได้มากว่า 120fps ซึ่งให้ภาพที่ลื่นไหล และเอฟเฟกต์เร้าใจได้ ที่สำคัญเล่นบนจอภาพระดับ 120Hz ขึ้นไป และเซ็ตค่า G-Sync สนุกสนานขึ้นได้ไม่น้อยเลย

MSI MAG B660

Battlefield V – 1440p – Low settings: ขยับมาที่การตั้งค่า Low ในเกมนี้กันบ้าง เฟรมเรตนั้น พุ่งทะลุไปเกิน 200fps. หากระบบเปิดให้ แต่ที่สำคัญใครที่อยากจะเน้นภาพที่ไหลลื่น แต่ยังได้ภาพที่ไม่แตกจนปวดจิต การตั้งค่านี้ในเกม ก็ไม่ทำให้การเล่นเสียอรรถรสไปเช่นกัน แต่นี่คือการทดสอบครับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ใช้งานจริง ใครที่ใช้สเปคนี้ หรือกำลังจะเล่นด้วยสเปคระดับนี้ แนะนำเล่นระดับ High ขึ้นไป เหมาะสมที่สุดครับ ยกเว้นจะขยับไประดับ 4K และถ้าได้จอสวยๆ อย่าง MSI OPTIX MAG251RX ที่ให้รีเฟรชเรตได้ระดับ 240Hz ด้วยแล้ว จะทำให้คุณเล่นจนวางเมาส์ไม่ลงทีเดียว

MSI MAG B660

DOTA2 – 1440p – Best Looking: มาที่เกมแนว MOBA ใครที่ชอบความสดใส สวยงาม เอฟเฟกต์ตระการตา บนสเปคแบบเดียวกันนี้ แนะนำว่าให้เล่นในโหมดปรับสุดนี้ได้เลย เพราะเราใช้การเล่นบน Res. 1440p ในแบบ Native ภาพออกมาสวยงาม และยังลื่นไหลด้วยเฟรมเรตระดับ 170-180fps. ทำให้การซูมเข้าไปดูชุดของฮีโร่ หรือการโชว์เวทย์ชุดใหญ่ ดูโดดเด่น น่าเล่นเป็นที่สุด

MSI MAG B660

DOTA2 – 1440p – Fastest: แต่ถ้าจะลองให้เบาลงหน่อย ไม่ต้องให้รายละเอียดที่หรูหรามากนัก Fastest ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ หรือใครที่เล่น Map ใหญ่ๆ และเปิดในโหมด 4K ก็จัดได้เลย เพราะในโหมดนี้ ก็ทำได้แตะๆ 190fps ไปจนถึง 210fps. ได้ไม่ยาก

MSI MAG B660

GTAV – 1440p – Very High settings: มาซัดกันกับเกมสุดมัน ที่ต้องดันด้วยสเปคโหดๆ และเพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับสเปคนี้ เราเริ่มกันที่ Very High กันก่อน และก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะด้วยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ของซีพียู เมนบอร์ด แรมและการ์ดจอรุ่นใหม่ แม้จะเป็นความละเอียด 1440p แต่เฟรมเรตก็ไปได้แตะ 100fps. และวิ่งอยู่ที่ประมาณ 80fps ในขณะที่เคลื่อนไหวเยอะ มีตัวละครจำนวนมาก และเอฟเฟกต์การถล่มของระเบิด รวมถึงการโจมตีหนักๆ ส่วนภาพที่ได้ถือว่า เอาใจคอเกมกันสุดๆ

MSI MAG B660

GTAV – 1440p – Normal settings: ในโหมดนี้ มีให้เห็นถึง 130fps. ในบางจังหวะ แม้ว่าจะลดรายละเอียดลงมา แต่ความสวยงาม บอกเลยว่าน่าสนใจ ใครที่อยากเล่นไปด้วย และสตรีมไปพร้อมๆ กัน แนะนำว่า ลองปรับมาในโหมดนี้ จะยังมีพลังของซีพียูและการ์ดจอ ให้คุณทำอย่างอื่นเพิ่มได้ โดยไม่สะดุด ส่วนแรมไม่ต้องห่วง เพราะเหลือให้ใช้อีกมากมาย

MSI MAG B660

Horizon Zero Dawn – 1080p – Ultra settings: เป็นอีกเกม ที่ให้ทั้งความสวยงาม สีสันและเอฟเฟกต์ รวมถึงเนื้อเรื่องที่มี Quest ให้ทำมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะชื่นชอบ ซึ่งเรานำมาเป็นตัวแทนของเกมแนว Adventure และการตั้งค่าแบบปรับสุดของเราบนเซ็ต MSI นี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นั่นก็เพราะตัวเกมสามารถขยับไปได้ถึง 100-115fps. บนโหมดนี้ ความสวยงามและเอฟเฟกต์ที่ได้ จึงดูจัดเต็มมาก เล่นบนจอ 120Hz และเปิด V-Sync กันได้เลย

MSI MAG B660

Horizon Zero Dawn – 1080p – Low settings: ในโหมดนี้ ก็เป็นไปตามคาด ดันไปจนสุดของเฟรมเรตที่มีอยู่ และภาพที่ได้ก็ยังสวย สีสันสดใส ใครที่สเปคเบากว่านี้ ลองในโหมดนี้ ก็ได้เช่นกัน รวมถึงเหล่าสตรีมเมอร์ หากจะอยากได้ภาพที่ลื่นไหลมากขึ้น

MSI MAG B660

PUBG – 1080p – Ultra settings: มากันที่เกมแอ็คชั่น ชู้ตติ้งสุดมันเกมนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็จะเรียกการใช้ทรัพยากรไม่น้อยเลย ในการทดสอบเราใช้การตั้ง Render scale 120 แบบเต็มสูบ เพื่อให้เห็นภาพในแบบที่กว้างออกไป ให้เห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดขึ้น บนการตั้งค่า Ultra และผลที่ได้คือ เฟรมเรตได้มากถึง 130fps. ขึ้นไป และยังไหลต่อไปมากกว่า 140fps. ในบางช่วง ทำให้ใครก็ตามที่ชื่นชอบเกมนี้ จะสนุกได้บนสเปคที่ทาง MSI จัดมาเป็นชุดเช่นนี้ได้

MSI MAG B660

PUBG – 1080p – Low settings: เล่นที่โหมดสวยสุดกันไปแล้ว ลองมาดูในโหมดเกือบต่ำสุดกันบ้าง แต่ยังคง Render scale ไปที่ 120 เช่นเดิม และผลที่ได้คือ เฟรมเรตไปได้กว่า 200fps. แบบลื่นสุดๆ ใครที่เล่นบนจอภาพระดับ 165Hz ขึ้นไป เช่น MSI OPTIX G27C4 หรือ MSI OPTIX MAG301CR2 และเชื่อมต่อ G-Sync น่าจะเพลิดเพลินกันแบบสุดๆ ในโหมดนี้ มีโอกาสยิงเฮดช็อตกันสนุกมือ


Conclusion

MSI MAG B660

สุดท้ายนี้บอกได้เลยครับว่า เป็นอีกหนึ่งเซ็ตที่เร้าใจและทำให้การเล่นเกม ทำงาน รวมถึงการใช้งานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการมาของซีพียูรุ่นใหม่ Intel Core i5-12400 นี้ ก็มีดีมากพอ ในการตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้ได้ดี และที่สำคัญได้เมนบอร์ดแพลตฟอร์มใหม่ ที่เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่งบประมาณไม่มาก แต่ต้องการชิปเซ็ตกลางๆ เน้นไปที่ฟีเจอร์เป็นหลัก มาใช้กับซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่นี้ MSI MAG B660M MORTAR WiFi ก็ถือว่าออกแบบได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ ที่ไม่เพียงได้ในเรื่องของทันสมัยเท่านั้น แต่ยังเสริมความแข็งแกร่ง และการระบายความร้อนที่ดี ซึ่งเราจะเห็นได้บน Steel Armor Slot บน PCIe x16 และบน M.2 FROZR ที่อยู่บน SSD ทั้ง 2 สล็อต รวมถึงฟังก์ชั่นสำหรับการติดตั้งพัดลมและการเชื่อมต่อพอร์ตต่างๆ ได้อย่างมากมาย สนับสนุนแรม DDR5 และ PCIe 4.0 อีกด้วย เช่นเดียวกับการปรับจูนบน BIOS ก็ทำได้ค่อนข้างง่าย และมีรายละเอียดให้ใช้งานมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความเร็วแรมให้สูงขึ้นได้

ในภาพรวมก็คงต้องยกให้เซ็ตที่เป็น Media Kit ที่เราได้รับมาทดสอบในวันนี้ ที่จัดมาได้อย่างลงตัว ซึ่งดูได้จากผลการทดสอบในด้านต่างๆ ที่ทำให้การทำงานและการเล่นเกมคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงยังรองรับการอัพเกรดในอนาคตได้ไม่ยากเลย เพราะเมนบอร์ด MSI MAG B660M MORTAR WiFi ก็รองรับ DDR5 และมีสล็อตมาให้ถึง 4 สล็อตด้วยกัน ใครที่สนใจเมนบอร์ดจาก MSI รุ่นนี้ คาดว่าวันที่ปล่อยบทความนี้ออกไป จะมีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถไปติดตามจากหน้าร้านที่จำหน่ายกันได้เลย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง MSI ที่ส่งชุด Media Kit นี้มาให้ได้ลองกัน และเป็นแนวทางให้กับใครหลายๆ คน ในการประกอบคอมใหม่ในปี 2022 นี้

from:https://notebookspec.com/web/637374-msi-mag-b660m-mortar-2022

Logitech G PRO X Superlight & G840 XL Magenta ใหม่ปี 2022 สวยปิ๊ง เพื่อเกมเมอร์ตัวจริง

Logitech G PRO X Superlight & G840 XL Magenta เกมมิ่งเมาส์และเมาส์แพดระดับโปร

Logitech G PRO X

Logitech G PRO X Superlight เกมมิ่งเมาส์อย่าง Logitech G series น่าจะเป็นที่หมายปองของเกมเมอร์หลายๆ ท่าน ที่หันมาเป็นจริงจังเกมเมอร์ เน้นการเล่นเกมเป็นหลัก เรื่องงานอื่นรองลงมา ซึ่งทาง NBS ก็ได้รีวิวให้ชมกันไปหลายรุ่น แต่ที่ได้รับความสนใจและมีการสอบถามกันบ่อยก็คือ Logitech G PRO X ที่เรียกว่าฮอตฮิตติดตลาด เป็นเมาส์ไร้สายขนาดกลาง ใช้ง่าย ตอบสนองไว และมีลูกเล่นการปรับแต่งที่ดี รวมถึงเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำอย่าง HERO™ ให้ Resolution สูงสุดถึง 25,600 DPI เล่นเกมจอใหญ่ความละเอียดสูงได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงให้แบตสุดอึดมาด้วย ใช้งานได้นานถึง 70 ชั่วโมงต่อการชาร์จ และเทคโนโลยี Lightspeed โดยพื้นฐานจะมีให้เลือกเพียง 2 สีเท่านั้น คือ ขาวและดำ แต่ล่าสุดที่ทีมงานได้รับมานี้ เป็นสีสันที่สดใสในแบบ Magenta ดูหรูหรา เข้ากับการจัดโต๊ะของสาวๆ ได้ดี และยังเป็นของขวัญสุดพิเศษ ในช่วงวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ด้วย เรียกว่าคนได้รับประทับใจ คนให้ก็ปลื้ม สนนราคาอยู่ที่ 4,990 บาท สำหรับเมาส์ G PRO X นี้

Logitech G PRO X


จุดเด่น

Advertisementavw
  • ให้ความละเอียดได้ถึง 25,600 DPI เหมาะกับการเล่นเกม
  • ปรับแต่งได้ผ่าน G-Hub
  • ไช้งานแบบไร้สายได้
  • แบตอึดใช้งานได้นาน 70 ชั่วโมง
  • สีสันสดใส
  • มิติของเมาส์จับกระชับมือ
  • แผ่นรองเมาส์ขนาดใหญ่
  • หน้าสัมผัสลื่น เคลื่อนไหวเมาส์ได้ดี
  • พื้นยางเกาะกับพื้นโต๊ะได้แน่น

ข้อสังเกต

  • ไม่มีแสงไฟ RGB
  • ปรับใช้งานปุ่ม DPI บนซอฟต์แวร์หรือเลือกกำหนดเอง

Specification

Logitech G PRO X Superlight
  • PHYSICAL SPECIFICATIONS
    • Height: 4.92in (125 mm)
    • Width: 2.50 in (63.5 mm)
    • Depth: 1.57in (40 mm)
    • Weight: <2.22 oz (63 g)
  • TECHNICAL SPECIFICATIONS
    • POWERPLAY compatible
    • LIGHTSPEED wireless technology
    • Onboard memory 1Advanced features require Logitech G HUB Software available for download at logitechg.com/ghub
    • Click tensioning system
    • No-additive PTFE Feet
    • 5 buttons
  • TRACKING
    • Sensor: HERO™
    • Resolution: 100 – 25,600 dpi
    • Max. acceleration: >1.41 oz (40 g) 2Tested on Logitech G240 Gaming Mouse Pad
    • Max. speed: 400 IPS 3Tested on Logitech G240 Gaming Mouse Pad
    • Zero smoothing/acceleration/filtering
  • RESPONSIVENESS
    • USB report rate: 1 ms (1000 Hz)
    • Microprocessor: 32-bit ARM
  • BATTERY LIFE
    • Constant motion: 70h
  • WARRANTY INFORMATION
    • 2-Year Limited Hardware Warranty
Logitech G840 XL Magenta
  • PHYSICAL SPECIFICATIONS
    • Height: 400 mm
    • Width: 900 mm
    • Depth: 3 m
  • Surface: PERFORMANCE-TUNED
  • WARRANTY: 2-Year Limited Hardware Warranty

Unbox

Logitech G PRO X Superlight Magenta

Logitech G PRO X

แพ็คเกจของ Logitech G PRO X Superlight นี้ มาในโทนสีดำ เช่นเดียวกับในเวอร์ชั่นของเมาส์ที่เป็นสีอื่นๆ รวมถึงภาพกราฟิกและโลโก้ต่างๆ แทบจะไม่ต่างกันมากนัก มีเพียงสีของกราฟิกภาพเมาส์ Logitech ที่เป็นสี Magenta สดใส ส่วนด้านข้างมาพร้อมรายละเอียดและคุณสมบัติต่างๆ ของเมาส์มาด้วย เรียกว่าสามารถดูข้อมูลในเบื้องต้นได้จากกล่อง คล้ายกับในเวอร์ชั่น Logitech G PRO ที่เราเคยทดสอบ

ด้านข้างนอกจากสเปคของอุปกรณ์ที่บอกมาละเอียดชัดเจนแล้ว ยังมาพร้อมฟีเจอร์หลักๆ ทั้ง 4 ส่วน ไม่ว่าจะเป็น LIGHTSPEED การเชื่อมต่อแบบไร้สายความเร็วสูง, HERO เซ็นเซอร์อัจฉริยะตอบสนองไว, POWERPLAY เทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สาย และ LIGHTSYNC ในการเชื่อมต่อแสงไฟ RGB ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ

Logitech G PRO X

ด้านหลังกล่องทำเป็นกราฟิกที่บอกถึงคุณสมบัติต่างๆ ของเมาส์ Logitech G PRO X Superlight รุ่นนี้ รวมถึงโลโก้ PLAY TO WIN

Logitech G PRO X

ภายในกล่องประกอบไปด้วย ฝาปิดสำรองด้านใต้เมาส์ สติ๊กเกอร์และคู่มือการใช้งาน ตามพื้นฐานของอุปกรณ์เกมมิ่งจากค่าย Logitech แต่มีเพิ่มไฮไลต์มาให้ สำหรับเกมเมอร์อีกด้วย

Logitech G PRO X

และที่พิเศษสุดๆ นั่นคือทาง Logitech ได้จัดแผ่นกริ๊ปมาให้ใช้ติดกับตัวเมาส์ทั้งด้านซ้ายและขวา เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการจับและเล่นเกม จะช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ในกรณีที่คุณใช้งานทั่วไป อยากได้สีของเมาส์เดิมๆ เพื่อจัดให้เข้ากับธีมของโต๊ะคอมของคุณ

Logitech G PRO Wireless G840 Magenta 93

อีกสิ่งหนึ่งที่มีมาให้ในกล่องนั่นคือ USB Receiver ในการรับสัญญาณจากเมาส์ Logitech G PRO X Superlight ขนาดเล็กกระทัดรัด จะต่อเข้ากับ USB Front panel ด้านหน้าเครื่องหรือจะต่อด้านหลังก็ดูไม่เกะกะ ที่สำคัญใช้กับโน๊ตบุ๊คยิ่งดูลงตัวเลยทีเดียว

Logitech G PRO X

นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีสาย USB-A to micro USB สำหรับการเชื่อมต่อกับตัวเมาส์เพื่อการอัพเกรดเฟิร์มแวร์และการชาร์จไฟ ให้กับเมาส์นั่นเอง มาพร้อมเขี้ยวที่ใช้ล็อคกับตัวเมาส์ให้แน่นหนา แต่ที่สำคัญก็คือ สามารถต่อสายใช้งานได้ตามปกติอีกด้วย

Logitech G PRO X

ถ้าคุณไม่สะดวกกับการใช้งานไร้สาย หรือกำลังเล่นเกมอย่างต่อเนื่อง แล้วแบตเมาส์ใกล้หมด ก็สามารถต่อสายเล่นต่อเนื่องได้เลย โดยสายสัญญาณที่ให้มานี้ ยาวประมาณ 1.8 เมตร ซึ่งสามารถต่อจากพอร์ต USB ด้านหลังเครื่องได้สะดวก

Logitech G PRO X

และเมื่อชาร์จไฟพร้อมแล้ว ก็เตรียมพร้อมสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานของคุณ แต่มีเมาส์แล้ว ก็จำเป็นจะต้องมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ แผ่นรองเมาส์ ซึ่งเราก็ได้รับ Gaming Mousepad รุ่นพิเศษมาใช้งานคู่กันอีกด้วย นั่นคือ Logitech G840 Magenta

Logitech G840 XL Magenta

Logitech G PRO X

ในเบื้องต้นเราแกะกล่องกันออกมาก่อน ต้องบอกก่อนว่า Mousepad รุ่นนี้ มาในไซส์ XL ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ดังนั้นกล่องจึงมีขนาดที่ใหญ่ ม้วนมาอย่างเรียบร้อย

Logitech G PRO X

เมื่อคลี่ออกมาแล้ว สิ่งที่สะดุดตาก็คือ สีสันที่สดใส เข้าคู่กับ Logitech G PRO X Superlight ได้เป็นอย่างดี แต่จะมีรูปร่างหน้าตา และการใช้งานที่ดีเพียงใด เราไปดูกันในส่วนของ Performance ครับ

Design

Logitech G PRO X

มาดูที่การออกแบบของ Logitech G PRO X Superlight กันก่อน เรื่องของสีสัน บอกได้คำเดียวว่า สวยมากๆ ใครที่เคยสัมผัสเกมมิ่งเมาส์ Logitech G ค่ายนี้ในหลายรุ่นผ่านมา จะเห็นความแตกต่างอย่างขัดเจน เพราะสีสัน Magenta ซึ่งเป็นโทนสีม่วงแดง ถือว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปี 2022 นี้ และถูกนำมาใส่ไว้ในเมาส์รุ่นนี้ได้อย่างโดดเด่นทีเดียว

Logitech G PRO X

Logitech G PRO X รุ่นนี้ มาในสไตล์ของเมาส์ที่ใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา มีโลโก้สีเงินอยู่บริเวณที่วางมือ ตัดกับสีหลักของตัวเมาส์ และไม่มีแสงสีมาให้แต่อย่างใด

Logitech G PRO X

มาดูที่มุมด้านบนกันบ้าง จะเห็นปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวาขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็น Scroll mouse ซึ่งให้ระดับความหนืดที่กำลังดี ไม่ปล่อยระยะฟรีมากเกินไป เหมาะกับสายสไนเปอร์ ที่เน้นความแม่นยำ

Logitech G PRO X

บริเวณด้านหน้า

Logitech G PRO X

สำหรับในเรื่องของหน้าตานี้ อาจจะไม่ได้ต่างจาก G PRO X ที่เราเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้มากนัก เรียกว่าแทบจะถอดแบบมา แต่ก็ถือว่าเป็นสไตล์ที่เหมาะกับเกมเมอร์ที่เน้นความกระชับมือ เพราะรูปทรงเหมาะกับเกมเมอร์เอเซียมากๆ จับได้ถนัดแบบเกือบเต็มมือ แต่ที่สำคัญน้ำหนักเพียง 63 กรัมเท่านั้น ทำให้การเคลื่อนไหวง่ายดายมากยิ่งขึ้น

Logitech G PRO X

ด้านข้างของตัวเมาส์มีเพียงปุ่มมาโครทำหน้าที่ Back / Forward ส่วนอีกฝั่งจะมาพร้อมโลโก้ SUPERLIGHT เพื่อเน้นย้ำว่า เป็นเมาส์ที่เบาสุดๆ และลดแรงต้าน เพื่อให้ไวต่อการพิฆาตศัตรูในเกมได้รวดเร็ว

Logitech G PRO X

สิ่งสำคัญที่เป็นเหมือนไฮไลต์หลักนั่นคือ เซ็นเซอร์ HERO จากทาง Logitech ซึ่งให้ความแม่นยำในการเล่นเกมได้มากขึ้น ด้วยความละเอียดระดับ 25,600 DPI เอาใจคนที่เล่นเกมบนจอใหญ่ๆ ความละเอียดสูงๆ ได้ใช้งานได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องยกเมาส์ขึ้นมาบ่อยๆ ให้เสียจังหวะ ด้านข้างมีปุ่มเปิด-ปิด เพื่อประหยัดพลังงาน ในกรณีที่หยุดใช้งานหรือจะพกพาไปใช้นอกสถานที่

ด้านใต้ของเมาส์ จะเห็นฟีต หรือที่เรียกว่า Mouse skate ใช้วัสดุ PTFE คุณภาพสูงเพื่อสัมผัสในการเลื่อนที่ลื่นไหล ขนาดใหญ่อยู่บริเวณด้านบน และเป็นส่วนโค้งรอบๆ จุดเก็บ USB Receiver รวมถึงรอบๆ เซ็นเซอร์ ซึ่งจัดว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก บนพื้นที่ด้านใต้ของเมาส์ และให้ผลดีต่อการสไลด์หรือการกวาดเมาส์ไปมา ระหว่างการเล่นเกม ซึ่งตรงจุดนี้เราจะไปคุยกันใน Performance อีกครั้งหนึ่ง

Logitech G PRO X

และด้านใต้นี้เอง จะใช้เป็นจุดที่เก็บ USB Receiver และมีฝาปิดที่เป็นแม่เหล็กเอาไว้ใช้งานได้สะดวก

Logitech G PRO X

ด้านหน้ามาพร้อมช่อง Micro USB พร้อมตัวล็อค ซึ่งใช้ร่วมกับสายที่มีมาให้ในกล่อง สำหรับการชาร์จไฟ เชื่อมต่อสัญญาณในการใช้งานแบบมีสาย รวมถึงการอัพเดตสิ่งต่างๆ ถูกเก็บซ่อนเอาว้อย่างดี ไม่ทำให้ดูเด่นจนเกินไป

Logitech G840 XL Magenta เกมมิ่งเมาส์แพดไซส์ใหญ่

Logitech G PRO X

สัมผัสแรกที่ได้เห็น ส่วนตัวค่อนข้างชอบครับ โดยสีสันในโทนสี Magenta ซึ่งตัดกับโต๊ะคอมสีขาวหรือสีดำได้ดี และมีโลโก้สีเงินแบบเดียวกับที่อยู่บนตัวเมาส์มาด้วย

Logitech G PRO X

โลโก้สีเงินนี้อยู่บริเวณมุมด้านขวาของ Mousepad ดูลงตัว ดูแล้ว ไม่เกะกะ ตอบโจทย์คนที่ไม่ชอบลวดลายของแผ่นรองเมาส์ ที่มีลวดลายมากเกินไปนัก

Logitech G PRO X

แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ Logitech G840 นี้ ยังอยู่ที่วัสดุที่เป็นผิวสัมผัสด้านบน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวเมาส์ได้ดี เป็นวัสดุแบบผ้าที่ถักทอมาเป็นอย่างดี ออกมาในแนว Speed เข้าคู่กับเมาส์ Logitech G PRO ได้อย่างลงตัว แต่จะใช้ร่วมกับเมาส์รุ่นอื่นๆ ก็ได้ ถ้าชอบสไตล์แบบลื่นไหล คอนโทรลง่าย และขนาดใหญ่

Logitech G PRO X

เปรียบเทียบความหนากับรุ่นก่อนหน้านี้ Logitech G640 ที่มีความหนาเท่ากันคือ ประมาณ 3mm

Logitech G PRO X

บริเวณด้านใต้เป็นพื้นยาง ที่ทำออกมาเป็นร่องคล้ายกับร่องยางของรถยนต์ ทำให้ยึดเกาะกับผิวโต๊ะได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้หรือโต๊ะที่เป็นวัสดุอื่นๆ

Logitech G PRO X

เรื่องของขนาดอยู่ที่ประมาณ 40cm x 90cm เมื่อเทียบกับไม้บรรทัดความยาว 60cm และโต๊ะขนาด 160cm จะเห็นได้ว่า วางได้แบบเต็มที่ ใครที่ชอบแผ่นรองเมาส์ไซส์ XL คลุมโต๊ะคอม 120cm ได้เกือบทั้งโต๊ะ บอกเลยว่า คุณจะชื่นชอบ G840 รุ่นนี้

Logitech G PRO X

แนะนำกันครบทุกสิ่งแล้ว เราไปดูการทำงานของเมาส์และแผ่นรองเมาส์รุ่นพิเศษจาก Logitech นี้กันดีกว่า

Logitech G PRO X

Logitech G Hub

Logitech G PRO X

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบการปรับแต่งหรือการเซ็ตค่าให้กับปุ่มต่างๆ ในการเล่นเกมบนเมาส์ Logitech G PRO X Superlight รุ่นนี้ มีให้ปรับใช้งานได้ถึง 5 ปุ่มด้วยกัน และยังมีเมมโมรีมาในตัว เพื่อให้บันทึกค่าสำหรับการเล่นเกมในแบบต่างๆ ติดเมาส์ไปใช้งานข้างนอกได้ ด้วยการปรับค่าบนซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Logitech G-Hub ซึ่งมีให้ตั้งค่าตั้งแต่ Commands, Keys, Actions, Macros และ System

Logitech G PRO X

นอกจากนี้ยังมีให้คุณได้เลือกปรับค่า DPI หรือความละเอียดในการเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ สูงสุดถึง 25,600 DPI ด้วยการคลิ๊กเมาส์ไปเลือกในระดับที่ต้องการ และเมาส์จะเปลี่ยนค่าให้ทันที ส่วนการปรับค่า DPI มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้และความถนัด รวมถึงเกมที่เล่นอีกด้วย เกมแอ็คชั่นบางครั้งไม่ต้องปรับสูงมาก แต่เน้นที่ความแม่นยำ แต่ถ้าเกม RTS หรือ MOBA ที่ต้องคู่ไปกับการดู Map ก็อาจจะเพิ่มให้สูงได้เช่นกัน

Logitech G PRO X

นอกจากนี้ยังเลือกเซ็ตค่า DPI ด้วยการกดจากตัวเมาส์ได้ เนื่องจากไม่ได้มีปุ่มแยกสำหรับตั้ง DPI มาให้ แต่ก็ใช้ปุ่มพื้นฐานทั้ง 5 ปุ่ม มาช่วยในการปรับได้เช่นกัน ด้วยการตั้งค่าจากหน้า Assignment นี้

Logitech G PRO X

นอกจากนี้แล้วคุณยังเลือกบันทึกค่าที่ตั้งไว้ ใส่ไว้ในเมมโมรีของเมาส์ได้ทันที เพื่อที่จะนำไปใช้ในเครื่องอื่นๆ ต่อไป โดยในหน้าหลักจะยังคงบอกข้อมูลรุ่นของเมาส์และระดับของแบตให้ได้ทราบตลอดเวลา

Logitech G PRO X

คอเกมไม่ควรพลาดกับการตั้งค่ามาโคร สำหรับใช้งานบนเกมต่างๆ ซึ่งคุณจะ หรือถ้าไม่ได้เล่นเกมเป็นหลัก ก็จะใช้ในการตั้งคีย์ลัดบนโปรแกรมต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์พื้นฐานงานเอกสาร หรือจะเป็นโปรแกรมตัดต่อ ตกแต่งภาพและอื่นๆ ที่คุณคิดว่าการลดอัตราการคลิ๊กที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน จะทำให้คุณทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็สามารถใช้ Logitech G-Hub นี้ เป็นตัวช่วยในการทำงานของคุณได้


Performance

Logitech G PRO X

สำหรับเกมมิ่งเมาส์ Logitech G PRO X Superlight นี้ ในแง่ของประสิทธิภาพนั้นแทบไม่ได้ต่างไปจากที่เราเคยได้ทดสอบกันมาก่อนหน้านี้ จะต่างกันไปเพียงในเรื่องของสีสันเท่านั้น ซึ่งพอมาเป็นสี Magenta ก็ทำให้ดูน่าจับน่าเล่นมากขึ้น

Logitech G PRO X

ว่ากันตั้งแต่ความรู้สึกในการสัมผัส นอกจากเรื่องของน้ำหนักที่ 63 กรัมโดยประมาณ เบามากๆ จนบางทีก็เรียกว่าเบาเกิ้นนน แต่ก็คอนโทรลได้เพราะรูปแบบการจับนั้นถนัดมือ ในการจับแบบ Palm Grip หรือจะเป็นแบบ Claw ก็ตาม และได้ทั้งมือของผู้ชายและผู้หญิง นอกจากนี้การเป็นเมาส์ไร้สาย ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัว ไม่จำเป็นต้องไปหา Mouse Sling มาช่วยยกสาย ให้วุ่นวาย ในแง่ของสัมผัสและความลื่นไหล ไม่ใช่แค่เพียงการเล่นเกม แต่ยังเข้ากันได้กับเหล่านักสตรีมเมอร์และนักแข่งได้ดีอีกด้วย

Logitech G PRO X

ในการเล่นเกมนั้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ความแม่นยำก็จำเป็น อย่างเช่นเกม Horizon Zero Dawn นี้ จังหวะในการโจมตี ต้องไม่ควรวืดวาดไปมาก เพราะอาจจะทำให้ศัตรูเล่นงานเรากลับได้เร็ว เกมมิ่งเมาส์ Logitech G PRO รุ่นนี้ ช่วยให้การคอนโทรลทำได้ดีขึ้น การเพิ่ม DPI ไปประมาณ 1000 DPI ก็พอช่วยให้เล่นได้ลื่นขึ้นบนจอระดับ 29″ 1440p เช่นนี้

Logitech G PRO X

ส่วนในเกม DOTA2 สนุกสนานไม่น้อยเลย ยิ่งเข้าคู่กับ G840 Gaming Mousepad ที่ช่วยให้การลากเมาส์เพื่อดูพื้นที่บน Map กว้างๆ ได้อย่างง่ายดาย และการคอนโทรล Hero ก็ทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ Skill และการโจมตีในวงกว้าง ถ้าได้การตั้งค่ามาโครเมาส์ดีๆ ก็จะช่วยลดจังหวะของการเล่นเวทย์ใหญ่ได้อีกเยอะ

Logitech G PRO X

สำหรับ GTAV การคอนโทรลยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะจังหวะที่ขับรถ เมื่อโดนตำรวจไล่ตาม ขยับมุมมองไม่ดี มีคว่ำให้เห็นได้ รวมถึงการยิง เพราะเกมนี้เป็นเป้าเล็งตรง ไม่ต้องเผื่อศูนย์เล็ง ยิ่งเคลื่อนไหวได้ไว และควบคุมปืนได้ดี ก็ยิ่งทำให้แม่นยำมากขึ้น และคู่หูเกมมิ่งเมาส์และเมาส์แพด Magenta คู่นี้ ดูจะสอดคล้องไปด้วยกันได้อย่างลื่นไหล ถูกใจคอเกมแนวนี้ไม่น้อยเลย

Logitech G PRO X

สุดท้ายกับเกม Battlefield V กับการตั้งค่า 1440p เล่นบนจอขนาดใหญ่ 29″ แบบนี้ ที่มาพร้อมเอฟเฟกต์อลังการ บวกกับความสนุกสนานแบบต่อเนื่องในฉากต่างๆ การมีเมาส์ที่วางใจได้ และเมาส์แพดที่ลื่นไหล พื้นที่กว้างขวาง ก็ยิ่งทำให้สนุกได้มากขึ้น ซึ่งคอเกมแนว Action Shooting จะได้มันส์ไปกับการเล่นเกมได้แบบต่อเนื่อง ไม่มีสายสัญญาณมาให้วุ่นวาย อีกทั้งน้ำหนักเบา จังหวะที่เล่นในฉากรถถังอย่าง Last Tiger ก็ยิ่งทำให้ยิงปืนใหญ่ได้แม่นขึ้น ไม่วืดวาด ช่วงที่โดนถล่มก็ปิดฉากและหนีออกมาได้ไม่ยากเย็นนัก

ในแง่ของการเล่นเกมก็ถือว่าเข้าทางจุดประสงค์หลักที่ทาง Logitech ได้วางเอาไว้ เรียกว่าต้องลองมาสัมผัสจริงๆ เพราะยังมีฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ลองอีกมากมาย ส่วนในเรื่องของการใช้งานทั่วไป ก็คงไม่ต้องอธิบายกันมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ร่วมกับไฟล์เอกสาร หรือการทำงานด้านวีดีโอหรือ Content Creator รวมถึงการตกแต่งภาพ ก็ได้รับความสะดวกในการใช้งานด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งและการเลือกใช้ฟังก์ชั่นให้เหมาะสม


Conclusion

Logitech G PRO Wireless G840 Magenta 74 1

ในภาพรวมของ Logitech G PRO X Superlight และ G840 XL Magenta ที่เป็นเกมมิ่งเมาส์ระดับโปรนี้ ยังคงครบครัน ครบเครื่องสำหรับการเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตอบสนองและความละเอียดที่ปรับได้สูงถึง 25,600 DPI ช่วยให้การเล่นเกมมีความแม่นยำ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวมากขึ้น การจับถือก็สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นขนาด น้ำหนักและพื้นผิว และยังปรับจูนให้เหมาะกับการใช้งาน เช่นเดียวกับการตั้งค่ามาโคร โดยเฉพาะในเรื่องของสีสัน ที่ทำให้คุณจัดโต๊ะคอมได้สวยๆ อีกด้วย แต่จะมีอยู่แค่บางเรื่องเท่านั้นที่อาจจะขาดไปบ้าง นั่นก็คือ ไม่ได้มีส่วนของแสงไฟ RGB มาให้ต่างจากในรุ่น PRO ก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็นส่วนดี เพราะจะทำให้เราสามารถใช้เมาส์ในแบบไร้สายได้นานขึ้น อย่างไรก็ดี ถึงแม้แบตจะหมด เพราะยังใช้งานแบบมีสายได้อีกด้วย และสายยังยาวเกือบ 2 เมตร เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะยาวไม่พอในการต่อจากหลังเครื่องพีซี และอีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดไม่ได้เลย ความเข้ากันได้ของ G840 ที่เป็นเมาส์แพดขนาด XL ที่เอามาวางบนพื้นโต๊ะได้กว้าง และยังยึดแน่นกับผิวโต๊ะให้เล่นได้แบบไม่เสียอารมณ์ สีสันก็วางบนโต๊ะสีขาวหรือดำได้อย่างลงตัว วาดเมาส์ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องยกมือขึ้นบ่อยๆ ใครที่เคยใช้เมาส์แพดเล็กๆ จะต้องชื่นชอบกับความรู้สึกใหม่นี้ แนะนำว่าใช้บนโต๊ะระดับ 120-140cm กำลังพอดีๆ สวยงามอีกด้วย


ข้อมูลเพิ่มเติม

ราคา

  • Logitech G PRO X Superlight ราคา 4,990 บาท
  • Logitech G840 XL Magenta ราคา 1,590 บาท

from:https://notebookspec.com/web/638278-logitech-g-pro-x-superlight-g840

แฟนเกม Free Fire รวมตัวกดรีวิว 1 ดาวให้ PUBG ระบายความไม่พอใจกรณี KRAFTON ฟ้อง Garena

กลายเป็นประเด็นดราม่าต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว กรณี KRAFTON ผู้สร้างเกม PUBG: Battlegrounds ได้ยื่นฟ้องบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Free Fire และ Free Fire Max ในข้อหาลอกเลียนแบบ ส่งผลให้แฟน ๆ Free Fire บางส่วนในประเทศไทยไม่พอใจ พร้อมแสดงออกโดยการรวมกลุ่มกันไปรุมกดให้คะแนนรีวิว 1 ดาวแก่ PUBG MOBILE และ PUBG: NEW STATE บน Play Store

แฟนเกม Free Fire กลุ่มนี้ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการยื่นฟ้องของ KRAFTON โดยมีการเกทับว่า Free Fire เป็นเกมที่สนุกกว่า อีกทั้งยังด่าทอ PUBG MOBILE และ PUBG: NEW STATE ด้วยข้อความเชิงลบต่าง ๆ นานา ในขณะเดียวกันนี้ แฟน ๆ PUBG บางส่วนได้ออกมาตอบโต้กลับเช่นกัน จึงเกิดเป็นการถกเถียงกันไปมาอย่างเผ็ดร้อน

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นานนัก คอมเมนต์ที่เป็นการโต้เถียงกันระหว่างแฟนเกม 2 ฝ่ายได้ถูกลบออกไปจาก Play Store จนเกือบหมด ทั้งที่มีและไม่มีข้อความหยายคาย และแน่นอน รวมถึงคะแนนรีวิว 1 ดาวเองก็หายไปด้วย (ดังนั้น หากเข้าไปดูตอนนี้จะไม่เห็นคอมเมนต์เหล่านั้นแล้ว)

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการกระทำในลักษณะนี้ขัดต่อเงื่อนไขการใช้งาน Play Store อย่างชัดเจนตามที่ Google ระบุไว้ในหลาย ๆ ข้อ เช่น

  • รีวิวไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา บริการ และประสบการณ์การใช้งานของแอปนั้น ๆ
  • รีวิวด้วยข้อความหยาบคาย ลามก หรือใช้ภาษาไม่เหมาะสม
  • รีวิวด้วยข้อความล่วงละเมิด กลั่นแกล้ง หรือโจมตีผู้อื่น

นอกเหนือจาก Sea, MOCO STUDIOS และ Garena ที่มีความเกี่ยวข้องกับเกม Free Fire และ Free Fire Max แล้ว KRAFTON ยังได้ยื่นฟ้องต่อ Google และ Apple ในข้อหาที่ยอมปล่อยให้มีการจัดจำหน่ายเกมดังกล่าวบนสโตร์ของตนเองด้วย ส่วนคดีนี้จะจบลงอย่างไร เราต้องรอติดตามบทสรุปกันต่อไปครับ

 

ที่มา : Play Store จาก Comcraft
อ้างอิง : The Verge

from:https://droidsans.com/free-fire-fans-1-star-review-pubg/