คลังเก็บป้ายกำกับ: PC/NOTEBOOK

เปิดราคา Surface Pro 9 พร้อม Surface Laptop 5 เริ่มต้นเท่ากันที่ 40,900 บาท Pre-order ได้แล้ววันนี้

แฟน ๆ โน้ตบุ๊ค Surface จาก Microsoft ไม่ต้องรอกันนานเลย เพราะพึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคม ตอนนี้ก็ได้เดินทางมาเปิดให้พรีออเดอร์กันได้แล้วในประเทศไทย โดยมาทั้ง Surface Pro 9 (รุ่น 5G ยังไม่มา) กับ Surface Laptop 5 ทั้งรุ่นจอ 13.5 และ 15 นิ้ว ทั้งคู่เปิดราคาเริ่มต้นมาที่ 40,900 บาทเท่ากันเลย 

SURFACE PRO 9

รูปร่างหน้าตาโดยรวมของ Surface Pro 9 แทบไม่ต่างไปจาก Surface Pro 8 เลย ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ PixelSense Flow Display ขนาด 13 นิ้ว รองรับรีเฟรชเรทสูง 120Hz ซึ่งหน้าจอจะปรับรีเฟรชเรทระหว่าง 60Hz – 120Hz ตามการใช้งานจริง

นอกจากนี้ยังรองรับการแสดงผลภาพแบบสมจริงด้วย Dolby Vision และระบบ Adaptive Color Technology ที่จะปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้เหมาะกับสภาพแสงรอบ ๆ แบบ Real-time และแน่นอนว่ายังคงรองรับการใช้งานกับปากกาสไตลัสอยู่เช่นเคย ด้วย Surface Slim Pen 2 ที่จะเก็บอยู่ที่ Type Cover พร้อมกับชาร์จไปด้วยในตัว

สเปคภายในก็ได้รับการอัปเกรดให้ทันสมัยขึ้นด้วยชิป Intel 12th Gen และมี RAM แบบ LPDDR5 ให้เลือกสูงสุดถึง 32GB กับความจุแบบ SSD สูงสุดอีก 1TB ส่วนแบตเตอรี่ทาง Microsoft เคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 15.5 ชม. และมากับระบบปฏิบัติการล่าสุด Windows 11 พอร์ตก็จัด Thunderbolt 4 มาให้ 2 ช่องเช่นเคย ส่วนรุ่นรองรับ 5G ที่ใช้ชิป Microsoft SQ® ตอนนี้ยังไม่เข้ามาครับ

Surface Laptop 5

สำหรับ Surface Laptop 5 ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจาก Laptop 4 เท่าไหร่เหมือนกัน ยังคงมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส PixelSense สัดส่วน 3:2 ความหนาแน่น 201 พิกเซลต่อนิ้ว มัลติทัชได้สูงสุด 10 จุด รองรับ Dolby Vision IQ เพิ่มการแสดงผลสีสันแบบ HDR ให้สวยงามขึ้น รองรับปากกา Surface Pen มีลำโพงสเตอรีโอ Omnisonic เสียงกระหึ่มในตัว และระบบ Dolby Atmos คุณภาพเสียงได้รับการยอมรับว่าจัดอยู่ในระดับท็อปของโน้ตบุ๊ก Windows มาโดยตลอด

Surface Laptop 5 รุ่น 13.5 นิ้ว มีซีพียูให้เลือก 2 ออปชั่น คือ Core i5-1245U และ Core i7-1265U ส่วนรุ่น 15 นิ้ว มีออฟชั่นเดียวคือ Core i7-1265U ทุกรุ่นผสานการทำงานร่วมกับจีพียู Iris Xe Graphics เคลมประสิทธิภาพโดยรวมแรงขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าสูงสุด 50%

สำหรับหน่วยความจำก็มีการอัปเกรดเพิ่มขึ้นจาก LPDDR4X เป็นแบบ LPDDR5X มีให้เลือกตั้งแต่แรม 8GB, 16GB, และ 32GB บวกกับ SSD 256GB, 512GB และ 1TB (สามารถถอดเปลี่ยนได้) มีสีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ เทา (Platinum), ดำ (Matte Black), ทองอมชมพู (Sandstone) และสีใหม่สีเขียว (Sage) วัสดุบริเวณคีย์บอร์ดมีให้เลือกทั้งแบบโลหะและผ้าอัลคันทารา (แบบผ้าเฉพาะสี Platinum ในรุ่น 13.5 นิ้ว)

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อก็ยังให้มาครบครันเหมือนเดิมทั้ง USB-C x 1 ช่อง, USB-A 3.1 x 1 ช่อง, รูหูฟัง 3.5 มม. แต่ปีนี้มีการอัปเกรดตัวพอร์ต USB-C ขึ้นมาให้เป็นแบบ Thunderbolt 4 (USB4) แล้ว สามารถถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูงสุดได้ในระดับ 40 Gbps

ราคา

Surface Pro 9

  • Intel 12th Gen Core i5 / 8GB / 128GB : ราคาปกติ 40,900 บาท / ราคานักเรียน 36,810 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i5 / 8GB / 256GB : ราคาปกติ 44,900 บาท / ราคานักเรียน 40,410 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 16GB / 256GB : ราคาปกติ 62,900 บาท / ราคานักเรียน 56,610 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 16GB / 512GB : ราคาปกติ 73,900 บาท / ราคานักเรียน 66,510 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 32GB / 1TB : ราคาปกติ 100,900 บาท / ราคานักเรียน 90,810 บาท

Surface Laptop 5 13.5″

  • Intel 12th Gen Evo Core i5 / 8GB / 256GB : ราคาปกติ 40,900 บาท / ราคานักเรียน 35,910 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 16GB / 512GB : ราคาปกติ 65,900 บาท / ราคานักเรียน 59,310 บาท

Surface Laptop 5 15″

  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 8GB / 256GB : ราคาปกติ 50,900 บาท / ราคานักเรียน 45,810 บาท
  • Intel 12th Gen Evo Core i7 / 16GB / 512GB : ราคาปกติ 69,900 บาท / ราคานักเรียน 62,910 บาท

ทั้ง Surface Pro 9 และ Surface Laptop 5 เริ่มเปิดให้ Pre-order แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถสั่งจองได้จาก Banana IT, JIB, DKAN, ADVICE, Power Buy, IT City, Shopee และ Lazada

from:https://droidsans.com/surface-pro-9-surface-laptop-5-thailand-price-starts-40900-thb/

Tips | วิธีลง Google Play Store บน Windows 11 อัปเดตใหม่ ตุลาคม 2022

ก่อนหน้านี้ทีมงาน Droidsans เคยทำบทความแนะนำวิธีลง Play Store บน Windows 11 ไปแล้วครั้งหนึ่งประมาณช่วงปีก่อน เป็นวิธีที่ช่วยให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดแอป Android มาติดตั้งใช้งานบนพีซีได้ พร้อมข้อดีคือมีแอปให้เลือกโหลดหลากหลายกว่ามาก เมื่อเทียบหน้าร้าน official อย่าง Amazon Appstore ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะเป็น store ที่แอปน้อยสุด ๆ แล้ว ก็ยังไม่เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการสักทีในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพอกลับเข้าไปทำตามดูอีกรอบ กลับพบว่าวิธีเดิมนั้นใช้ไม่ได้ผลซะแล้ว คาดว่าเป็นเพราะนักพัฒนาคนเดิมที่เคยทำไว้ตั้งใจปิดเซิร์ฟเวอร์ไปเอง หรือไม่ก็ตัว Subsystem เดิมที่เคยใช้ออกแบบฝัง Play Store มีความล้าสมัยเกินไป ทำให้ไม่สามารถใช้คำสั่งเรียกดาวน์โหลดผ่าน PowerShell มาติดตั้งได้ (แต่วิธีลงไฟล์ apk ยังใช้ได้อยู่นะ)

ข่าวดีก็คือทางทีมงานค้นพบวิธีใหม่แล้ว สำหรับใช้ติดตั้ง Google Play Store ลงบน Windows 11 ให้ได้ตามเดิม เพิ่มเติมคือจากที่ทดลองใช้มา สังเกตเห็นได้ชัดว่า Store ตัวใหม่มีบั๊กน้อยลง มีแอปให้โหลดเยอะขึ้น คิดว่าเกือบจะ 100% ของบนมือถือเลย (ตัวเก่ามีหลายแอปโดนกรองออกไป) ที่สำคัญก็คือติดตั้งง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ ใช้คำสั่งเหลือแค่ไม่กี่บรรทัดแล้วเท่านั้น เดี๋ยวไปดูกันว่าทำยังไงบ้าง

 

ขั้นตอนการติดตั้ง Google Play Store (อัปเดตใหม่)

  1. หากใครเคยลง Windows Subsystem for Android รุ่นเดิมไว้แล้ว ต้อง uninstall ทิ้งก่อน (หากยังไม่เคยทำอะไรเลย ข้ามข้อนี้ไปได้)
  2. เปิด Virtual Machine Platform พิมพ์ค้นหา “Turn Windows features on or off” ในช่อง Search > ติ๊กถูกที่หน้าช่อง Virtual Machine Platform > กด OK เครื่องจะบังคับ Restart หนึ่งรอบ

  3. พิมพ์ค้นหา “Developer settings” ในช่อง Search ติ๊กเปิดที่หน้าหัวข้อ Developer Mode

  4. ดาวน์โหลดไฟล์ WSA-GApps ที่จะใช้ติดตั้ง โดยมีให้เลือก 2 เวอร์ชัน คือ สำหรับ Windows 11 x86 (พีซีทั่วไป) และ Windows 11 ARM
  5. จะได้ไฟล์ชื่อเต็มคือ WSA-GApps-pico_2204.40000.20.0_x64_Release-Nightly.zip ให้คลิกขวาแตกไฟล์ โดยเลือก Extract All…

  6. แตกไฟล์เสร็จจะได้โฟลเดอร์ชื่อเดียวกับไฟล์โผล่มา เพื่อความง่ายในการเอาไปใช้ ให้เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ดังกล่าวเป็นชื่อง่าย ๆ แต่ต้องไม่ให้มีช่องว่างในชื่อ เช่น play_store


  7. Copy โฟลเดอร์ดังกล่าวไปวางไว้ที่หน้าไดรฟ์ C:\


  8. พิมพ์ค้นหา “Windows PowerShell” ในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as Administrator
  9. พิมพ์คำสั่งแรก cd c:\play_store (หรือตามชื่อโฟลเดอร์ที่ตั้งเอง) แล้วกด Enter

  10. ถัดไปพิมพ์คำสั่ง Set-ExecutionPolicy -Scope Process -ExecutionPolicy Bypass แล้วกด Enter

  11. ถัดไปให้เลือก Yes to All โดยพิมพ์คำสั่ง A แล้วกด Enter


  12. พิมพ์คำสั่งสุดท้าย .\Install.ps1 แล้วกด Enter

  13. รอจนแอปติดตั้งเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 30-60 วินาที จะขึ้นข้อความว่า The operation completed successfully เสร็จแล้วก็ออกจากหน้า PowerShell ได้เลย

  14. จากนั้นก็จะมีหน้าต่างของ Windows Subsystem for Android เด้งเปิดเองครั้งแรกขึ้นมา ให้กดปุ่ม Continue

  15. เมื่อไปเช็คดูที่หน้า Start Menu ก็จะเห็นว่ามีแอปติดตั้งมาให้หมดแล้ว ทั้ง Windows Subsystem for Android, Amazon Appstore และพระเอกของเรา Google Play Store ก็มาด้วยแล้ว

  16. สามารถเปิดใช้งาน, Sign In ด้วยบัญชี และโหลดแอปได้ตามปกติจากทั้ง 2 Store ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้วครับ ลองไปใช้กันดูได้เลย

 

ทางทีมงานเคยทำบทความเปรียบเทียบแอป Android บน Windows 11 นี้กับแอป Emulator ทั้ง 4 เจ้าให้ดูด้วยว่าใครทำออกมาได้ลื่นกว่ากัน ถ้าใครสนใจลองเข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับ

 

 

ที่มา : TechAdvisor

from:https://droidsans.com/how-to-install-google-play-store-on-windows-11-new-update/

Microsoft ไกด์เอง ! แนะนำวิธีตั้งค่า Windows 11 ให้เล่นเกมลื่น ได้ FPS สูงขึ้น

Microsoft ประกาศในหน้าเว็บ Support แนะนำวิธี optimize ให้ Windows 11 มีประสิทธิภาพการเล่นเกมที่สูงขึ้น โดยระบุว่าให้เข้าไปตั้งค่าปิดฟีเจอร์ Memory Integrity กับ Virtual Machine Platform (VMP) หากใครเคยเปิดไว้ เนื่องจากพบว่าการเปิดมีผลต่อคุณภาพการเล่นเกม โดยเว็บไซต์ Tom’s Hardware ลองทดสอบเทียบกันระหว่างเปิด-ปิด พบประสิทธิภาพต่างกันราว 5-10% เลย

ก่อนหน้านี้มี feedback จากผู้ใช้จำนวนมากร้องเรียนถึง Microsoft ว่าหลังอัปเกรดจาก Windows 10 มาเป็น 11 แล้ว เจอปัญหาเฟรมเรตเกมดร็อปลงชัดเจน ซึ่งพอสืบทราบมาก็พบว่าเป็นปัญหาจาก 2 อย่างนี้เอง แบ่งออกเป็น VMP ที่ใส่ไว้เพื่อให้จำลองใช้งานแอป Android ได้ และ Memory Integrity เอาไว้ป้องกันการโจมตีจากโค้ดอันตราย คาดว่าทั้งคู่น่าจะมีไดรเวอร์บางอย่างที่ไปทำงานขัดกับระบบเดิมของเครื่อง Microsoft เลยตัดสินใจเปิดให้ผู้ใช้เลือกได้เองว่าจะเปิดหรือปิดฟีเจอร์นี้

วิธีตั้งค่าปิดฟีเจอร์ Memory Integrity

  1. พิมพ์ค้นหา Core isolation ในช่อง Search
  2. ที่หมวด Memory integrity หากเปิดเป็น On อยู่ ให้เลือกปิด toggle เป็น Off

วิธีตั้งค่าปิดฟีเจอร์ Virtual Machine Platform

  1. พิมพ์ค้นหา Turn Windows features on or off ในช่อง Search
  2. เลื่อนลงมาล่าง ๆ หาคำว่า Virtual Machine Platform
  3. หากโดนติ๊กเปิดไว้อยู่ ให้ติ๊กออกด้านหน้าและกด OK
  4. เครื่องจะบังคับ Restart 1 รอบ

อย่างไรก็ตาม การปิด VMP จะทำให้ใช้งานแอป Android ไม่ได้ และ Microsoft เตือนว่าการปิด Memory Integrity อาจทำให้อุปกรณ์มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามสูงขึ้น ซึ่งการเปิดโอกาสให้เลือกได้นี้หมายความว่าผู้ใช้ต้องเลือกจัดลำดับความสำคัญเองว่าต้องการอย่างไหนมากกว่ากัน ระหว่างความปลอดภัยกับประสิทธิภาพ แต่หลังจากนี้ค่า default จะตั้งมาให้เป็นแบบเปิดใช้ให้ก่อนทั้งหมด

 

 

ที่มา : Microsoft, Tom’s Hardware

from:https://droidsans.com/microsoft-brings-options-to-optimize-gaming-performance-in-windows-11/

วิธีทำให้คอมเก่าอัปเดต Windows 11 เป็นเวอร์ชันล่าสุด 22H2 ได้ โดยที่ไฟล์ยังอยู่ครบเหมือนเดิม

Microsoft เปิดให้ผู้ใช้งานอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งหากนับถึงวันที่เขียนบทความนี้ Windows 11 ก็เพิ่งมีอายุได้ครบปีพอดี และล่าสุดเพิ่งมีการปล่อยอัปเดตครั้งใหญ่เวอร์ชัน 22H2 ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ สมการรอคอยเพียบ แถมขุดฟีเจอร์เก่า ๆ ที่เคยหายไปจาก Windows 10 กลับมาด้วยทั้ง drag & drop, พรีวิวหน้าโฟลเดอร์ ทำให้คนใช้อยู่นี่ไม่ต้องลังเลกันเลยว่าจะอัปหรือไม่อัปดี

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่คอมทุกเครื่องจะมีสิทธิ์ได้อัปใช้งานเวอร์ชันใหม่นี้ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าคอมเครื่องไหนจะใช้งาน Windows 11 ได้ จำเป็นต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ 4 ข้อที่ Microsoft กำหนดไว้ ได้แก่

  • ใช้ซีพียู x86 ขั้นต่ำคือ Intel Gen 8 หรือ AMD Ryzen 2000 ขึ้นไป
  • บอร์ดรองรับชิปความปลอดภัย TPM เวอร์ชัน 2.0 ขึ้นไป
  • แรมขั้นต่ำ 4 GB
  • ความจุ 64 GB ขึ้นไป

เชื่อว่าปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้คอมเก่าสเปคไม่ผ่านขั้นต่ำนี้อยู่ แต่ก็ยังสรรหาวิธีทำให้เครื่องตัวเองลง Windows 11 ให้ได้ ผ่านการงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้ เช่น สร้างไฟล์ ISO ติดตั้ง Windows ที่มีการปรับแต่งไฟล์ภายในให้สามารถ bypass รุ่นซีพียูหรือ TPM 2.0 ได้ ซึ่งพอเอามาลงแบบ clean install ก็ปรากฏว่าใช้งานได้จริง ฟีเจอร์ทุกอย่างมาครบ แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือ อัปเกรดเป็นเวอร์ชันใหม่ ๆ ไม่ได้

เรื่องนี้ Microsoft เคยมีการออกมาพูดถึงแล้วว่าจริง ๆ ไม่ได้ปิดกั้นการลง Windows 11 บนฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า (Unsupported Hardware) ยังสามารถลงได้ปกติ เพียงแต่หากเวอร์ชันใหญ่ ๆ มาถึงเครื่องจะไม่มีการขึ้นให้อัปบน Windows Update (ได้เฉพาะแพตช์ความปลอดภัย) พูดง่าย ๆ ว่าอัปเดตใหญ่มันเทียบเท่ากับการข้ามรุ่นจาก Windows 10 มา 11 เลย ถ้าใครอยากอัปก็ต้องไปใช้วิธีลงแบบ clean install ผ่านแฟลชไดรฟ์เหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้ไฟล์หาย และพอรุ่นใหญ่ครั้งหน้ามาอีกก็ต้องใช้วิธีนี้ไปเรื่อย ๆ


 

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องยอมรับชะตากรรมอย่างที่ว่ามาจริง ๆ วันนี้ก็คงไม่เกิดบทความนี้ขึ้นมา เพราะล่าสุดทีมงานได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้คอมเก่าที่ลง Windows 11 เวอร์ชันแรกไว้ สามารถอัปเกรดเป็น Windows 11 เวอร์ชันใหม่ 22H2 ได้แล้ว โดยที่ไฟล์ยังอยู่ครบเหมือนเดิม ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้ แต่บอกไว้ก่อนว่าเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าเครื่องไหนลงไปแล้วจะเจอปัญหาด้านความเสถียรรึเปล่า เอาเป็นว่าใครพร้อมก็ตามมาดูวิธีกันได้เลยครับ

 

ขั้นตอนการอัปเกรด Windows 11 เวอร์ชันใหม่บนคอมเก่า

  1. ตรวจสอบเวอร์ชันเดิมของ Windows 11 ที่ลงอยู่ตอนนี้ก่อน เพื่อที่เวลาอัปแล้วจะได้มั่นใจว่าเวอร์ชันโดนเปลี่ยนจริง โดยไปที่หน้า Settings > System > About
    โน้ตบุ๊คที่เอามาทดสอบลงเป็นตัวอย่างให้ดูครั้งนี้คือ ASUS Vivobook Pro 15 N552VX (ปี 2015) ใช้ซีพียู Core i7-6700HQ (Gen 6) เครื่องนี้มีการลง Windows 11 เวอร์ชัน 21H2 เอาไว้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ด้วยวิธี clean install ผ่านแฟลชไดรฟ์ ซึ่งพอใช้เครื่องมือ Installation Assistant ลองอัปเป็น 22H2 ดู ก็ขึ้นฟ้องทันทีว่าไม่ผ่านขั้นต่ำ คือชัวร์แล้วว่าอัปไม่ได้แน่นอน
  2. เข้าไปที่หน้าเว็บ ดาวน์โหลด Windows 11 ของ Microsoft ที่หมวด Create Windows 11 Installation Media กดปุ่ม Download Now จะได้ไฟล์ mediacreationtool.exe ขึ้นมา

  3.  เปิด mediacreationtool.exe แล้วดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อสร้างไฟล์ ISO สำหรับใช้ติดตั้ง Windows 11 ขั้นแรกกดปุ่ม Accept

    ติ๊กถูกที่ “Use the recommended options for this PC” และกด Next

    ติ๊กเลือกที่ ISO File และกด Next

    เลือก directory ตรงไหนก็ได้ ให้เหลือพื้นที่พอสร้างไฟล์อย่างน้อย 5 GB จากนั้นกด Save

    รอให้การดำเนินการสร้างไฟล์เสร็จ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที (ขึ้นอยู่กับความเร็วดิสก์และอินเทอร์เน็ต)

    เสร็จแล้วกดปุ่ม Finish ก็จะได้ไฟล์ Windows.iso ขึ้นมาบนหน้าที่เราเซฟไว้

  4. ไปที่หน้าไฟล์ Windows.iso ที่เรากดเซฟ คลิกขวาที่ไฟล์ เลือก Mount

  5. ไฟล์ ISO จะไปแสดงขึ้นเป็นไดรฟ์ใหม่ของเครื่อง (ในตัวอย่างเป็นไดรฟ์ F) ซึ่งภายในจะรวมไฟล์ Setup สำหรับติดตั้ง Windows 11 อยู่ ให้เราสร้าง โฟลเดอร์ใหม่ ขึ้นมาอันหนึ่ง ตั้งชื่อว่าอะไรก็ได้ (ในตัวอย่างคือโฟลเดอร์ Windows 11 22H2) จากนั้นให้ Copy ไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในไดรฟ์นั้นไปวางในโฟลเดอร์ใหม่ โดยใช้วิธี Copy & Paste หรือลากวางก็ได้ และหาก Copy เสร็จหมดแล้วก็ให้ Unmount ไดรฟ์ไฟล์ ISO ทิ้งได้เลย

  6. เราจะใช้ไฟล์ .dll ในการปรับแต่ง setup ตัวนี้ เพื่อ bypass การตรวจสอบฮาร์ดแวร์ของเครื่อง โดยเข้าไปดาวน์โหลดที่หน้าเว็บไซต์ JenSD เลื่อนลงไปล่าง ๆ ให้คลิกที่ลิงก์ jensd.be/download/appraiserres.zip (สำรอง) จะได้ไฟล์ appraiserres.zip ขึ้นมา

  7. คลิกขวาที่ไฟล์ appraiserres.zip เลือก Extract All เพื่อแตกไฟล์ จะได้ไฟล์ appraiserres.dll ขึ้นมา ให้นำไฟล์นี้ไปวางไว้ที่โฟลเดอร์ใหม่ที่สร้างไว้เมื่อตอนต้น (Windows 11 22H2) > sources

    จะมีถามให้แทนที่ไฟล์เก่าด้วย กด Replace ไป

  8. ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการติดตั้งอัปเดตแล้ว ย้อนกลับไปที่หน้าหลักของโฟลเดอร์ใหม่ เปิดไฟล์ setup.exe ขึ้นมา (คลิกขวา Run as Administrator) จะขึ้นหน้าแรกของ Setup ให้ติ๊กออกที่ข้อความ “I want to help make installation better” ด้านล่าง และคลิกเมนู “Change how Setup downloads updates” ด้านบน จากนั้นติ๊กเลือกเป็น Not right now และกด Next

    กด Accept

    ติ๊กเลือกที่ Keep personal files and apps จะเป็นการเก็บไฟล์เก่า, แอป และโปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องเอาไว้ให้ทั้งหมด จากนั้นกด Next

    เมื่อตรวจสอบรายละเอียดผ่านครบหมดแล้ว ก็กด Install เพื่อติดตั้งได้เลย

    ใช้เวลาในการติดตั้งตัวอัปเกรดประมาณ 15-30 นาที (ตามความเร็วเครื่อง)

    เมื่อเสร็จแล้วเครื่องจะบังคับ Restart หนึ่งรอบ จากนั้นก็จะพา introduce เข้าหน้าต้อนรับเหมือนตอนลงครั้งแรกให้ดูรอบหนึ่ง ถือเป็นการลงเสร็จสิ้นเรียบร้อยครับ
    ㅤㅤ
  9. เมื่อไปเช็คดูที่หน้า Settings > System > About อีกครั้งก็จะเห็นว่าฮาร์ดแวร์ทุกอย่างก็ยังรุ่นเก่าเหมือนเดิม แต่สามารถอัปเกรดเป็น Windows 11 เวอร์ชัน 22H2 ได้แล้ว พร้อมอัปเดตวันที่เป็นวันล่าสุดที่ติดตั้งเวอร์ชันนี้ลงไป

    ไฟล์, แอป และโปรแกรมต่าง ๆ ยังอยู่ครบเหมือนเดิม การตั้งค่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ได้ฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมา สังเกตจากหน้าตาของ File Explorer จะเปลี่ยนเป็นแบบมีหน้า Home แล้ว แถม Start Menu ก็มีการสร้างโฟลเดอร์ย่อยได้แล้ว ซึ่งยืนยันว่าเป็น 22H2 จริง ๆ
    ที่สำคัญหลังลงรู้สึกว่าใช้งานได้ลื่นกว่าเวอร์ชันแรกมาก เพราะก่อนหน้านี้เคยฝืนลงอันเก่าไป เจออาการ File Explorer ค้างหนัก และเด้งออกเองบ่อยสุด ๆ ตอนแรกนึกว่าเป็นที่ซีพียูเก่าเราเอาไม่อยู่ซะอีก ที่ไหนได้ น่าจะเกิดจากซอฟต์แวร์ตัวแรกนั้นยังไม่เสถียรมากกว่า ตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปลงใช้ Windows 10 ยังไงอย่างงั้นเลยครับ

 

ปัญหาที่พบเจอบนบางเครื่อง ทำให้ติดตั้งไม่ได้

 

1. กดเลือก Keep personal files and apps ไม่ได้

กรณีที่กดเลือก Keep personal files and apps ไม่ได้ ในขั้นตอนที่ 8 เกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัย ข้อแรกคือไฟล์ ISO ที่นำมาใช้ลงนี้ไม่ได้เป็นเวอร์ชันภาษาเดียวกับที่ใช้ติดตั้งในเครื่องครั้งแรก ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ไฟล์ ISO อื่นที่หาโหลดมาเอง (ต้องสร้างจากขั้นตอนที่ 3 เท่านั้น)

แต่หากทำตามแล้วก็ยังเป็นอยู่ ก็อาจเกิดจากปัจจัยที่ 2 คือภาษาของ Windows ถูกติดตั้งไว้เป็นแบบ Multi-language คือยังไม่ได้เลือกภาษาประจำเครื่องให้ชัดเจน ฉะนั้นเราต้องไปตั้งค่าเลือกให้ก่อน โดยเริ่มจากเข้าไปเช็คว่าเป็นแบบกรณีนี้จริง ๆ ผ่าน Command Prompt ให้คลิกขวาเปิด cmd ขึ้นมาแบบ Run as Administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่ง DISM /online /get-intl และกด Enter

เครื่องที่เจอกรณีนี้จะแสดงออกมาว่ามีภาษาติดตั้งไว้พร้อมกันมากกว่า 1 ภาษาขึ้นไป ฉะนั้นเราต้องเลือกให้เหลือ 1 (แนะนำให้ใช้เป็น en-US เพื่อความง่าย) โดยเข้าไปเปลี่ยนที่หน้า Windows Recovery Environment ข้างนอก

วิธีเปิดให้คอมบูตเข้าโหมด Windows Recovery Environment ก็คือ กดปุ่ม Shift ค้างก่อนกดปุ่ม Restart เครื่อง เมื่อเปิดกลับมาอีกครั้งก็จะเป็นเมนูหน้าสีฟ้า กดเลือก Troubleshoot > Advanced options > Command Prompt (ต่อด้วยกด Skip this drive หากมี)



 

เมื่อหน้า Command Prompt โชว์ขึ้นมา ให้พิมพ์คำสั่ง DISM /image:C: /set-uilang:en-US แล้วกด Enter

เครื่องก็จะเลือกภาษาเดียวให้เรียบร้อย เสร็จแล้วกาออกจาก Command Prompt ย้อนกลับมาหน้าแรกแล้วกด Continue เพื่อเข้าหน้า Desktop ปกติ จากนั้นก็ลองทำตามขั้นตอนที่ 8 ดูอีกรอบว่าหายมั้ย

 

2. Setup ขึ้นฟ้องว่าพื้นที่อาจไม่พอ ทั้ง ๆ ที่เหลือเยอะอยู่

กรณีนี้เกิดขึ้นในขั้นตอนที่ 8 เหมือนกันแต่เป็นช่วงท้าย คือมีหลายคนโดนขึ้นฟ้องว่าตรวจสอบไม่ได้ว่ามีพื้นที่เพียงพอรึเปล่า ทั้ง ๆ ที่เหลือเผื่อไว้แล้วถึง 40-50 GB (พอต่อการลง Windows แน่ ๆ) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนส่วนมากที่เจออาการนี้มีร่วมกันคือ ใช้ SSD ความจุ 128 GB ในการลง Windows อยู่ ซึ่งเดาว่าอาจไปมีผลกับการตรวจสอบของตัว Setup ที่อยากให้เหลือเผื่อเยอะกว่านี้ไว้ก่อน (กันเหนียว) ไม่ก็เป็นบั๊กตรวจสอบที่ Microsoft ยังไม่ได้แก้ไข กรณีแบบนี้จึงแนะนำให้ใช้ SSD ความจุ 256 GB ขึ้นไปในการลง Windows 11 ดีกว่าถึงจะเหมาะสมที่สุดครับ

 

โอเค ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับกับขั้นตอนการอัปเกรด Windows 11 เวอร์ชัน 22H2 บนคอมรุ่นเก่าที่ไม่ฮาร์ดแวร์รองรับแล้ว เชื่อว่าถ้าเวอร์ชันปีหน้ามาอีก หากไม่ผิดพลาดอะไรก็น่าจะยังใช้วิธีนี้อัปได้เหมือนเดิมอยู่ (แต่ถ้าไม่ได้แล้วจะมาแนะนำอันใหม่ให้นะถ้ามี) ส่วนตัวใช้งานเองตอนนี้รู้สึกว่ายังไม่เจอปัญหาผิดปกติอะไร แต่ถ้าให้แนะนำจริง ๆ ก็ยังไม่อยากให้ทำตามกัรขนาดนั้น เพราะยังไงมันก็ไม่ official มีความเสี่ยงเยอะอยู่ที่จะเจอบั๊ก กลับไปใช้ Windows 10 ยังไงก็เป็นทางเลือกที่อุ่นใจกว่าครับ

from:https://droidsans.com/how-to-update-new-released-windows-11-on-unsupported-pc/

เทียบแอป Android บน Windows 11 กับ BlueStacks, MEmu, Nox และ LDPlayer อันไหนใช้แล้วลื่นสุด

หลายคนตั้งตารอการมาของฟีเจอร์ลงแอป Android บน Windows 11 ที่ Microsoft เคยสัญญาไว้นานตั้งแต่เปิดตัว ซึ่งข่าวดีก็คือจริง ๆ ฟีเจอร์นี้มีให้ใช้อยู่แล้วตอนนี้ และเพิ่งจะประกาศขยายการรองรับเพิ่มมาเป็น 31 ประเทศวันเดียวกับที่ปล่อย Windows 11 เวอร์ชัน 22H2 แต่ข่าวร้ายก็คือยังไม่มีประเทศไทย (อีกตามเคย) ซึ่งถ้าใครทนรอไม่ไหวหากไม่มุดเปลี่ยน Country or region ไปลองกับประเทศอื่น ก็ต้องยอมใช้แอปอีมูเลเตอร์แทนกันไปก่อน

สิ่งที่น่าสนใจและเชื่อว่าหลายคนน่าจะอยากรู้ คือไอคำว่า “รันแบบเนทีฟ” ที่ Microsoft เคยชูจุดเด่นมา พอถึงคราวจะได้ใช้จริงแล้วมันจะลื่นสักแค่ไหนกันเชียว เทียบกับเวลาใช้บนเครื่อง Android แท้ ๆ ได้เลยรึเปล่า, ต้องใช้กับคอมจอสัมผัสเท่านั้นมั้ย หรือมีแอปรองรับเยอะขนาดไหน และถ้าเทียบกับพวกอีมูเลเตอร์ในท้องตลาดอย่าง BlueStacks, MEmu, Nox และ LDPlayer ที่ใช้ได้ฟรีอยู่แล้วอันไหนจะลื่นกว่ากัน วันนี้เราจะพามาตอบคำถามเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กันให้หมดเลย

วิธีที่จะทดสอบให้ดูครั้งนี้ก็คือจะใช้โน้ตบุ๊ค Acer Swift 5 (2022) สเปค Core i5-1240P ที่รองรับ touch screen เอามาใช้โหลดแอป Android เล่นเหมือนเป็นแท็บเล็ตคร่าว ๆ เครื่องหนึ่งให้ดูเลย ซึ่งสาเหตุที่ไม่เลือกรุ่นซีพียูรหัส H มีการ์ดจอแยกมาลอง ก็เพื่อจะไม่ให้มันแรงเกินจนแยกความต่างไม่ออก และจะได้เป็นการพิสูจน์ในตัวด้วยว่าโน้ตบุ๊คทำงานทั่วไปก็เพียงพอแล้วที่จะรันแอป Android ได้แบบลื่น ๆ (รึเปล่า)

แอป Android ที่รันบน Windows 11 แบบเนทีฟ

ส่วนถัดมาก็คือตัวแอป Android ของ Windows 11 ทีมงานได้มุด region ไปเป็น US เพื่อสมัครเอา Amazon Appstore มาโหลดแอปใช้ล่วงหน้า แต่ขอสปอยล์ก่อนเลยว่าแอปในนั้นมันน้อยมาก ก็เลยลง Google Play Store ที่มีชาว Github หัวใสทำพอร์ตลงเอามาใช้ด้วย สามารถโหลดได้ทุกแอปและใช้วิธีรันแบบ sideload ผ่าน Windows Subsystem for Android เหมือนกัน จึงไม่ต้องกังวลว่าพอไม่ official แล้วจะมีปัญหารึเปล่า เอาเป็นว่าอย่างน้อยต่อให้ไม่สมบูรณ์ก็ยังพอบอกได้คร่าว ๆ ว่าเล่นจริงแล้วจะเป็นยังไง

 

แอปจำลองหรืออีมูเลเตอร์ (Android Emulator)

นอกจากแอปเนทีฟ ผู้ท้าชิงในศึกนี้ของเราก็คือเหล่าแอปอีมูเลเตอร์ทั้ง 4 เจ้านั่นเอง (เกิดก่อนทำไมกลายเป็นผู้ท้าชิงไปได้) ได้แก่ BlueStacks, MEmu, Nox และ LDPlayer ซึ่งก็จะทำการโหลดแอปเดียวกันทั้งโซเชียลและเกมมาลองเปรียบเทียบให้ดู




 

อีมูทุกตัวเลือกตั้งค่าให้จำลองด้วย OS เป็น Android 9 Pie (64-bit) โดยที่บางตัวยังระบุเป็นรุ่น Beta อยู่ แต่มันก็คือเวอร์ชันล่าสุดของทุกอันแล้ว พร้อมเลือกจัดสรรทรัพยากรซีพียูให้เป็น 4 Core แรม 4GB ตามค่ามาตรฐานที่ทุกแอปแนะนำทั้งหมด ซึ่งผลจะออกมาลำเอียงไม่ลำเอียงก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้ด้วย แต่ให้เข้าใจว่าเป็นผลลัพธ์คร่าว ๆ ที่เกิดจากการใช้งานจริงก็แล้วกันครับ

 

เปรียบเทียบการเล่นแอปโซเชียลทั่วไป

สำหรับแอปโซเชียลเบา ๆ อย่าง Facebook หรือ Line หากเป็นการไถอ่านดูรูปทั่วไป ทุกตัวทำได้ค่อนข้างลื่นพอ ๆ กันหมด แต่พอถึงคราวเปิดเล่นวิดีโอ ซึ่งรวมถึงตอนเปิดบน YouTube หรือ TikTok ด้วย อันนี้ฝั่งอีมูเกือบทุกตัวจะเริ่มเห็นอาการกระตุกให้เห็นบ่อย ไม่ก็จะมีปัญหาแสดงผลแบบเพี้ยน ๆ ไปเลย มีเพียง Nox ที่พอจะไปวัดไปวาได้บ้าง แต่ก็ยังใช้จริงไม่ค่อยสนุกอยู่ดี

TikTok บน BlueStacks แสดงผลภาพเพี้ยน

อย่างไรก็ดี ฝั่งเนทีฟกลับแสดงผลสตรีมวิดีโอได้ค่อนข้างเสถียรกว่ามาก เช่น แอป TikTok ก็นิ่งแทบจะเหมือนที่เล่นบนมือถือปกติ ส่วน YouTube ซึ่งปรับความละเอียดได้สูงสุด 4K นาน ๆ ทีจะมีภาพแตกหรือแสดงผลเพี้ยนให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่เจออาการวิดีโอค้างให้เห็น กะคร่าว ๆ ว่าใช้ได้ดีประมาณ 90% ของเวลาเล่นบนเบราว์เซอร์คอมปกติเลย


TikTok และ YouTube แบบแอปเนทีฟแสดงผลภาพได้ปกติ

มีอีมูบางตัวไม่รองรับการ pinch to zoom บนจอทัช

เจ้าตัวนั้นก็คือ BlueStacks นั่นเอง คือไม่สามารถใช้ 2 นิ้วถ่างซูมดูรูปในแอป Photos หรือ Google Maps อะไรได้เลย ขณะที่อีมูเจ้าอื่นทำได้หมด รวมถึงแอปเนทีฟก็ทำได้ ทำให้เป็นแอปเดียวที่ไม่เหมาะกับการใช้บนจอสัมผัสเท่าไหร่ ต้องใช้เมาส์เล่นอย่างเดียว

บางแอปยังแสดงสัดส่วนบนจอได้ไม่ดี

ตัวอย่างชัดเจนคือแอป Facebook เวลาเปิดเต็มจอจะโดนสเกลสัดส่วนออกมาจะตลกหน่อย คือ UI จะโดนกางให้เต็มจอไปซะหมด ทำให้รูปโดนกินสัดส่วนไป (ไม่เหมือนกับ iPad ที่ปรับขนาดมาอยู่ตรงกลางให้) ซึ่งเป็นกับอีมูทุกตัว (มีเฉพาะ BlueStacks ที่บังคับจอตั้งไปเลย) รวมถึงฝั่งเนทีฟจริง ๆ ก็เป็น แต่เนทีฟได้เปรียบกว่าคือยังย่อหน้าต่างให้ใช้แบบจอเล็กได้

เปรียบเทียบการเล่นเกม

มาถึงตาทดสอบด้วยแอปหนัก ๆ ขึ้นอย่างแอปเกมกันบ้าง เกมแรกที่เลือกก็คือ Asphalt 9: Legends ซึ่งก็ไม่ใช่เกมที่กราฟิกเบาหรือหนักอะไรมาก แต่ก็ทำให้เห็นความต่างได้ชัดเจน โดยเริ่มจากแอปเนทีฟก่อน พบว่าสามารถเล่นได้ลื่นไหลดี โดยตอนวิ่งปกติไม่ค่อยมีอาการแลคให้เห็น แต่จะเริ่มมีหนัก ๆ ตอนพุ่งชนคู่ต่อสู้หรือตอนเปิดไนโตรขั้นแรงสุดบ่อย ๆ ลองดูวิดีโอตัวอย่างได้จากด้านล่าง

ทดสอบเล่น Asphalt 9 บนแอปแบบเนทีฟ ส่วนใหญ่แลคตอนพุ่งชน

ส่วนแอปบนโปรแกรมอีมู ทุกเจ้าเล่นได้ลื่นพอประมาณใกล้เคียงกันหมด จะมีแลคหนักจริง ๆ เฉพาะจังหวะชนเหมือนกัน แต่โดยรวมก็ยังรู้สึกว่าแบบเนทีฟลื่นกว่าเล็กน้อย เพราะยังจับจังหวะกระตุกได้เยอะกว่าอยู่ (ลองเปรียบเทียบคลิปล่างกับบน) อย่างไรก็ดี ก็ยกนิ้วให้โปรแกรมอีมูเหล่านี้ที่ตั้งใจ Optimize มาให้เพื่อการเล่นเกมได้ดีมาก ทั้ง ๆ ที่กินสเปคหนักกว่าแอปโซเชียลอีก แต่พวกแอปโซเชียลดันออกมาหน่วงกว่าซะงั้น

ทดสอบเล่น Asphalt 9 บน LDPlayer แอบกระตุกเยอะกว่าแบบเนทีฟเล็กน้อย

ส่วนการเล่นเกมแคชชวล (Among Us, PvZ 2, Subway Surfers) อันนี้ไม่มีปัญหา ทุกอันเล่นได้ลื่น ๆ เท่ากัน แต่พวกอีมูจะได้เปรียบกว่า เพราะบางเจ้าจะมีฟีเจอร์แม็ปคีย์ให้บางเกมสามารถใช้คีย์บอร์ดเล่นได้ด้วย ตัวอย่างด้านล่างก็คือเกมบน BlueStacks กับ MEmu จะใช้ปุ่ม W-A-S-D บังคับแทนจอยได้ซึ่งคล้ายเวอร์ชัน PC เลย แต่ของเนทีฟตอนนี้ยังทำไม่ได้ (จริง ๆ ต้องขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาเกมด้วยว่าทำรองรับเผื่อไว้มั้ย)


 

เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของทั้ง 5 แพลตฟอร์ม

  • เนทีฟ ข้อดี เล่นแอปลื่นไหลที่สุดในบรรดาทั้งหมด (ทั้งโซเชียลและเกม) ข้อเสีย ใช้แป้นพิมพ์เล่นเกมไม่ได้, มีแอปน้อยหากไม่โหลด Play Store มาเสริม (แต่ยังลง apk แทนได้)
  • BlueStacks ข้อดี หมุนสลับจอแอประหว่างแนวตั้งกับนอนได้เร็วสุด, รองรับการใช้แป้นเล่นดีกว่าเจ้าอื่น ข้อเสีย ไม่มีแท็บแสดงแอปที่เปิด, ไม่รองรับการ Pinch to Zoom บนจอทัช
  • Nox ข้อดี UI เสถียรสั่งงานสัมผัสลื่น (ใกล้เคียงความเป็นแท็บเล็ตที่สุด) ข้อเสีย ไม่มีแท็บแสดงแอปที่เปิด, ใช้แป้นพิมพ์เล่นเกมไม่ได้
  • MEmu ข้อดี มีแท็บแสดงแอปที่เปิด, ใช้แป้นเล่นบางเกมได้ ข้อเสีย มีหน้าโฆษณาใหญ่แทรกระหว่างใช้, รองรับแอปน้อยกว่าอีมูตัวอื่น (เช่น ไม่มี Asphalt 9)
  • LDPlayer ข้อดี เปิดเรียกตัวอีมูขึ้นมาใช้ได้เร็วสุด, มีแท็บแสดงแอปที่เปิด, ใช้แป้นเล่นบางเกมได้ ข้อเสีย แถบเมนูข้างเล็ก ไม่ขยายตามความละเอียด

ข้อสรุป

ในส่วนของความลื่นไหล แอป Android แบบเนทีฟบน Windows 11 ทำได้ลื่นที่สุด เมื่อเทียบกับโปรแกรมจำลองอีมู แถมใช้งานกับโน้ตบุ๊คจอทัชได้ดีกว่าด้วย ส่วนอีมูทุกตัวทำได้ประสิทธิภาพพอ ๆ กันหมด แม้โดยภาพรวมของทั้ง 4 ตัวจะพ่ายแพ้ให้กับฝั่งเนทีฟเรื่องความเสถียรของแอปโซเชียล แต่เรื่องการเล่นเกมไม่ถือว่าต่างเยอะ ซึ่งถ้าตั้งใจจะเอามาเล่นเกม Android โดยใช้แป้นพิมพ์ด้วย ฝั่งอีมูยังถือว่าตอบโจทย์ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ทุกอันที่ว่ามาแม้กระทั่งตัวเนทีฟ ก็ยังทำให้โน้ตบุ๊ค Windows กลายมาเป็นแท็บเล็ต Android เครื่องหนึ่งเลยไม่ได้ เพราะแอปยังลื่นไหลได้ไม่เท่า เปิดแอปช้าใช้เวลานานกว่า หรือรอโหลดระหว่างแอปก็นานมากจนหงุดหงิด ไม่รวมปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น ค่า latency ของจอ Windows ที่ยังดีเทียบ Android ไม่ได้ ส่วนใหญ่สัมผัสแล้วจับดีเลย์ได้หมด ถ้าไม่ใช่ตระกูล Surface ที่ทำมาดีจริง ๆ

ดังนั้นก็สรุปได้ว่าการใช้แอป Android บน Windows ได้ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยเติมเต็มให้เรามีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม ใช้งานได้กว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่อยากให้คาดหวังว่าจะเอามาใช้เป็นส่วนหลักแทน Android ได้เลยในปัจจุบัน เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะอย่างที่บอกไป

แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ หากการใช้งานเสถียรกว่านี้แล้ว Microsoft จะมีทั้ง 3 ข้อดีร่วมผนึกกำลังกันได้บนอุปกรณ์เดียว ได้แก่ Desktop Apps, Web Apps (เบราว์เซอร์) และ Mobile Apps (Android) ซึ่งจะสร้างทั้งแต้มต่อเหนือและความร้อนหนาวให้กับแท็บเล็ต Android หรือ iPad เป็นอย่างมาก มารอดูกันว่ามันจะเกิดขึ้นจริงได้เมื่อไหร่

from:https://droidsans.com/windows-11-native-android-apps-vs-bluestacks-memu-nox-ldplayer/

เปิดตัวซีพียู Intel Gen 13 “Raptor Lake” รหัส K, KS เดสก์ท็อป อัปเกรดจัดเต็มทั้งคอร์เธรดและแคช ราคาไทยเริ่มต้น 12,900 บาท

ถึงฤกษ์ยามเปิดตัวครั้งใหญ่แล้วกับซีพียูไดโนเสาร์พันธุ์ดุที่หลายคนตั้งตารออย่าง Intel Core 13th Gen รหัส “Raptor Lake” รอบนี้ Intel ยังคงเปิดนำร่องก่อนเฉพาะซีรีส์ตัวแรงรหัส K และ KF ทั้งหมด 6 รุ่น ชูจุดเด่นเป็นซีพียูเดสก์ท็อปที่แรงที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว clock สถิติใหม่สูงสุดแตะระดับ 5.8 Ghz มาพร้อมกับสเปคใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 24 Core / 32 Thread ให้ประสบการณ์ด้านการเล่นเกม, การสตรีม และการบันทึกหน้าจอที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทาง Intel ยังคงเลือกใช้สถาปัตยกรรมบน Gen 13 เป็นแบบคอร์ไฮบริดจ์เหมือนกับ Gen 12 ปีก่อน ซึ่งทุกรุ่นยังคงมีคอร์ประสิทธิภาพสูง (P-Core) เท่าเดิม แต่เพิ่มจำนวนคอร์ประหยัดพลังงาน (E-Core) ให้เป็นเท่าตัว รวมถึงเพิ่มจำนวน Thread และเพิ่มขนาด L2+L3 ให้ใหญ่ขึ้นด้วย ทำให้โดยภาพรวมแล้วซีพียู Gen 13 มีประสิทธิภาพเธรดเดี่ยวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 15% และประสิทธิภาพรวมของทั้งซีพียูเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 41%

 

ตารางซีพียู Intel Gen 13 “Raptor Lake” เดสก์ท็อป

รุ่น Core/Thread Clock สูงสุด L2+L3 Cache TDP iGPU ราคาไทย*
i9-13900K 24C (8P + 16E) /32T 5.8 GHz 32+36MB 125-253W UHD 770 28,900 บ.
i9-13900KF 24C (8P + 16E) /32T 5.8 GHz 32+36MB 125-253W 27,590 บ.
i7-13700K 16C (8P + 8E) /24T 5.4 GHz 24+30MB 125-253W UHD 770 20,190 บ.
i7-13700KF 16C (8P + 8E) /24T 5.4 GHz 24+30MB 125-253W 19,090 บ.
i5-13600K 12C (6P + 8E) /20T 5.1 GHz 20+24MB 125-181W UHD 770 14,000 บ.
i5-13600KF 12C (6P + 8E) /20T 5.1 GHz 20+24MB 125-181W 12,900 บ.

*ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ละร้านไม่เท่ากัน

Intel Gen 13 ทุกรุ่นยังคงใช้กระบวนการผลิตแบบ Intel 7 เหมือนเดิม (10nm) ใช้งาน Socket LGA 1700 ตัวเดิม ซึ่งรองรับทั้งชิปเซ็ตบอร์ดซีรีส์ใหม่ 700 และซีรีส์เก่า 600 บน Gen 12 รวมถึงยังรองรับทั้งแรม DDR4 และ DDR5 เหมือนเดิม โดยสรุปแล้วอาจเรียกได้ว่ามันคือตัวเก่า Gen 12 ที่อัปเกรดเกรดความแรงเพิ่มขึ้นมา ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก แต่ประสิทธิภาพอย่างที่กล่าวตอนนี้ก็ต้องถือว่าดีขึ้นเยอะพอคุ้มให้อัปเกรดอยู่เหมือนกัน

Intel ประกาศวางจำหน่ายซีพียู 13th Gen Raptor Lake และบอร์ด Z790 พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 20 ตุลาคม 2022 ซึ่งขณะนี้ร้านค้าดีลเลอร์ทุกเจ้าในไทยก็เริ่มเปิดให้สั่งพรีออร์เดอร์ล่วงหน้าได้แล้ว (มาชนกับวันขายจริง Ryzen 7000 เลย) ทำให้ได้เห็นราคาไทย official ตั้งแต่วันแรก แต่ก็อาจจะไม่เท่ากันได้ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของแต่ละร้านด้วย ยังไงใครสนใจร้านไหนและงบพร้อมแล้วก็ไปรีบจับจองกันก่อนไว้เลย



 

 

ที่มา : Intel

from:https://droidsans.com/intel-13th-gen-raptor-lake-official-launch/

AMD เปิดราคาไทยซีพียู Ryzen 7000 เริ่มต้น Ryzen 5 ราคา 12,490 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

หลังเปิดตัว global ไปเมื่อ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดถึงคิวเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการบ้างกับซีพียู AMD Ryzen 7000 รุ่นเดสก์ท็อปรหัส X ตัวแรงทั้ง 4 รุ่น ซึ่งทาง AMD ได้ประกาศราคาขายจริงแล้วในประเทศไทย พร้อมระบุว่าจะวางจำหน่ายทันทีพร้อมกับเมืองนอกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตารางราคาซีพียู Ryzen 7000 “Raphael”

รุ่น Core/Thread Clock Speed ราคานอก ราคาแปลง ราคาไทย
Ryzen 9 7950X 16C/32T 4.5-5.7 GHz $699 ~26,492 บ. ~25,500 บ.
Ryzen 9 7900X 12C/24T 4.7-5.6 GHz $549 ~20,807 บ. ~20,000 บ.
Ryzen 7 7700X 8C/16T 4.5-5.4 GHz $399 ~15,122 บ. ~14,500 บ.
Ryzen 5 7600X 6C/12T 4.7-5.3 GHz $299 ~11,332 บ. ~10,900 บ.

**ราคาแปลง แปลงจากค่าเงินไทย ณ วันที่ลง เท่ากับ 37.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ**

ฝั่งราคานอกของ 7950X และ 7700X ครั้งนี้ถือว่าถูกลงกว่าตอน Ryzen 5000 เยอะ เพราะ 5950X และ 5700X เปิดราคามาที่ 799 เหรียญและ 449 เหรียญตามลำดับ แต่ของ 7900X และ 7600X ยังเท่าเดิม

ส่วนฝั่งราคาไทย ต้องยอมรับว่าช่วงค่าเงินอ่อนแบบนี้ทำให้ราคาแอบแรงขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย โดยสังเกตราคาจริงเทียบกับราคาแปลงจะโดนบวกเพิ่มไปอีกราว ๆ 1,000 – 2,500 บาท ทำให้ราคาของ 2 รุ่นที่ถูกลงก็ออกมาไม่ต่างจากเมื่อก่อนเท่าไหร่

เอาเป็นว่าใครงบไม่ใช่ปัญหาก็ถือว่าน่าจัดมาก ๆ เพราะสเปคความแรงเพิ่มขึ้นเยอะจริง ๆ แต่อย่าลืมว่ายังมีค่าบอร์ดใหม่กับแรม ddr5 ด้วยนะ เพราะใช้ AM4 กับ DDR4 เดิมไม่ได้แล้ว ต้องเตรียมงบเผื่อกันไว้ด้วย

 

 

ที่มา : งานเปิดตัว AMD ประเทศไทย

from:https://droidsans.com/amd-ryzen-7000-official-thai-prices/

สรุป 10 ฟีเจอร์เด็ดบน Windows 11 อัปเดตใหญ่ 22H2 (Sun Valley 2) มีอะไรเจ๋ง ๆ เพิ่มขึ้นมาบ้าง

มาถึงแล้วกับอัปเดตใหญ่ครั้งแรกของ Windows 11 หลังผ่านมานานเกือบ 1 ปีเต็ม ถ้าใครเป็นเซียน Windows มาก่อนอาจจะแอบสงสับนิด ๆ ว่าปกติ Microsoft ชอบแบ่งการอัปเดตใหญ่ออกเป็น 2 รอบต่อปีไม่ใช่หรือ (เช่น 21H1 และ 21H2 เป็นหัวปีท้ายปีของ 2021) ทำไมอยู่ ๆ ของ Windows 11 ดันไม่มีเวอร์ชันครึ่งปีแรกออกมาซะงั้น (ข้ามจาก 21H2 มาเป็น 22H2 เลย) ซึ่งก็เดาได้ 2 กรณีคืออาจเป็นเพราะ Windows 11 ยังเป็นของใหม่อยู่ ไม่ก็ Microsoft ตั้งจะให้เหลือปีละครั้งแล้วจริง ๆ (ยังไม่คอนเฟิร์ม)

แต่ไหน ๆ ของใหม่มาถึงแล้วทั้งทีก็จะมาเหลาฟีเจอร์เด็ด ๆ ให้ชมกันหน่อย บอกก่อนว่าถึงจะเป็นอัปเดตใหญ่ก็อย่าคาดหวังกันเยอะว่าจะได้เห็นฟีเจอร์ใหญ่แบบตู้มเดียวหลายอันขนาดนั้น เพราะสไตล์ Microsoft มักจะชอบปล่อยของใหม่มากับอัปเดตย่อยทีละนิดมากกว่าอยู่แล้ว แต่อย่างน้อย 22H2 ครั้งนี้ก็จะมาพร้อมกับ 10 ฟีเจอร์หลักที่หลายคนรอคอย ซึ่งน่าจะเรียกความตื่นเต้นและความอยากใช้ได้เยอะพอสมควร ได้แก่

 

1. Drag & Drop

หลายคนรู้จักสรรพคุณกันดีอยู่แล้วว่าช่วยให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นเยอะมาตั้งแต่สมัย Windows 10 แต่อยู่ ๆ บน Windows 11 พี่แกก็ดันไปเอาออกซะงั้น ดังนั้นจะเรียกว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ก็คงไม่ได้ เรียกว่าเป็นการกลับมาของฟีเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดแทนละกัน เราสามารถที่จะลากไฟล์ข้ามจากหน้าต่างแอปหรือโฟลเดอร์ใด ๆ ลงมายัง Taskbar เพื่อลิงก์ไปใช้กับหน้าต่างอื่นที่เปิดอยู่ได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องกด add เองจากเมนูในโปรแกรมหรือย่อหน้าต่างแล้วค่อยลากวางอีกต่อไป

 

2. แบ่งโฟลเดอร์ย่อยบน Start Menu

เป็นอีก killer ฟีเจอร์หนึ่งเลยที่อยากให้ทำมาตั้งนานแล้ว จะได้ใช้งานสะดวกคล้ายกับฝั่งมือถือ Android และ iOS เค้าหน่อย ก่อนหน้านี้ Microsoft เคยอัปเดตเพิ่มการแบ่ง Layout ให้ Start Menu ครั้งหนึ่ง โดยสามารถที่จะปรับเพิ่มลดแถวโชว์ Pinned App ได้ 3 แบบ แต่สำหรับบางคนขนาดเพิ่มจาก 3 เป็น 4 แถวแล้วก็ยังเยอะไม่พออยู่ดี คราวนี้แหละเปิดให้จัดกรุ๊ปแอปกันได้เองตามใจชอบเลย แถมใส่ลงไปกี่แอปก็ได้ไม่จำกัด ตั้งชื่อโฟลเดอร์ได้เอง และจะโชว์จำนวนแอปเป็น 4×3 ซึ่งหากเกินก็จะ scroll ด้านในโฟลเดอร์ลงไปได้อีก

 

3. แสดงภาพ preview ด้านในโฟลเดอร์

เป็นอีกอันที่เคยทำได้บน Windows 10 แต่แล้วก็ปลิวหายไปกับสายลมเหมือน drag & drop เรียกว่าแค่ไม่มี 2 อันนี้ก็ทำเอาคนหวนคืนสู่ Windows 10 กันแบบไม่ต้องลังเล ซึ่งในที่สุดก็กลับมาจนได้ แถมมาใหม่ครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา สามารถโชว์พรีวิวไอคอนโปรแกรมหรือไอคอนไฟล์ได้ด้วยแล้ว จากเดิมที่พรีวิวได้เฉพาะภาพและวิดีโอเท่านั้น ติดที่จะต่างจาก Windows 10 นิดหน่อยตรงที่เคยพรีวิวได้ทีละ 3 ไฟล์ ตอนนี้จะเหลือขึ้นโชว์แค่ไฟล์เดียว (เอาไฟล์ล่าสุดขึ้น)

 

4. File Explorer ใหม่ เพิ่มหน้า Home

แถบเมนูของ File Explorer เดิมทีจะเป็นเมนู Quick Access อยู่ด้านบนสุด ซึ่งเวลาปักหมุดโฟลเดอร์อะไรเข้ามาก็จะมาโชว์อยู่ใต้อันนี้ แต่อัปเดตใหม่จะเปลี่ยนตำแหน่งของ Quick Access ให้กลายเป็นหน้า Home แทน และจะจับ Quick Access และ Recent เข้าไปไว้ในนั้น ซึ่งเวลาปักหมุดโฟลเดอร์ก็จะยังอยู่ใน Quick Access เหมือนเดิม แต่ตอนโชว์ในแถบเมนูจะย้ายมาไว้กล่องตรงกลางแทน โดยมีเส้นแบ่งจากเมนูอื่น ๆ ไว้ด้วย ช่วยให้เลือกดูได้ง่ายกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังหมวดใหม่เพิ่มเข้ามาคือ Favorites ให้เราสามารถคลิกขวา Add to Favorites ไว้เป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ชอบได้ ซึ่งก็จะแตกเป็นอีกเมนูย่อยในหน้า Home เช่นกัน ส่วนอัปเดตเพิ่มหลังจากนี้ระบุว่าจะเพิ่มฟีเจอร์การ Pin ให้กับไฟล์ด้วยนอกเหนือจากโฟลเดอร์ ซึ่งจะมาพร้อมแพตช์ใหม่ประจำเดือนตุลาคมนี้


 

5. แยกโหมด Do Not Disturb ให้เปิดใช้ง่ายขึ้น

ก่อนหน้านี้ Windows 11 มีฟีเจอร์ Focus Assist ที่ด้านในจะแบ่งย่อยให้ใช้เป็น 3 โหมด คือ Priority Only, Alarm Only และ Off แต่การใช้งานจริงน่าจะไม่ถูกใจหลายคนเท่าไหร่ เพราะมันปิดแจ้งเตือนได้แบบงง ๆ ทาง Microsoft เลยตัดสินใจเอามาแตกเป็น 2 โหมดแยกกัน คือ “Do Not Disturb” กับ “Focus” เพื่อให้ใช้สะดวกขึ้น

ปุ่ม Do Not Disturb จะเอามาไว้ที่มุมบนขวาของแถบ notification หากเปิดก็จะปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด ส่วนปุ่ม Focus จะมาอยู่ที่ด้านล่างปฏิทิน เอาไว้ให้เราใช้จับเวลาเพื่อเตือนตัวเองได้หลายแบบ เช่น ตั้งเวลาทำงานไว้ 30 นาทีแล้วจะพักเบรกไปยืดเส้นยืดสาย เมื่อเปิดแอปก็จะจับเวลาและเปิด Do Not Disturb ให้อัตโนมัติ หากเวลาครบแอปก็จะเล่นเสียงเตือนดังให้ (เชื่อมกับ Spotify เอาเพลงมาใช้ได้) สามารถตั้งเป็น Goal ประจำวันให้เราทำให้สำเร็จก็ได้ด้วย บอกเลยว่าค่อนข้างมีประโยชน์สำหรับคน productive เข้าไปตั้งค่าใช้งานแบบอื่นได้อีกเยอะ


 

6. Snap Layouts เพิ่มการแบ่งหน้าต่างให้หลากหลายขึ้น

Snap Layouts ถือเป็นของเด็ดประจำ Windows 11 ที่ไม่มีบนรุ่นเก่า ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างชอบและได้ใช้งานเป็นประจำ ในอัปเดตใหม่จะเพิ่มรูปแบบการแบ่งหน้าต่างแอปให้หลากหลายกว่าเดิม ทำได้สูงสุด 6 แบบครอบคลุมหลายแอป, รองรับการทัชสั่งงานง่ายขึ้น และหากใช้กับ Microsoft Edge จะแบ่งการ snap แยกออกมาได้เป็นทีละแท็บเลย

 

7. Live Captions

เพิ่มการแสดงข้อความบรรยายสดขณะเล่นวิดีโอได้จากทุกหน้า โดยจะถอดข้อความขึ้นมาแบบอัตโนมัติจากเสียง อารมณ์คล้าย ๆ บน YouTube ในปัจจุบัน แต่ยังรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษอยู่

 

8. Windows Studio Effects

เป็นโหมดฟีเจอร์กล้องเว็บแคมใหม่ ช่วยใส่ความเบลอให้ฉากหลังระหว่างวิดีโอคอล แถมไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์หลังกล้องแบบไก่กา เพราะทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ตั้งแต่ระดับ OS ช่วยให้เบลอได้สมจริงเนียนตาและตัดขอบได้ดีกว่า พร้อมฟีเจอร์ Voice Focus ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงไมค์ให้ดีขึ้นโดยใช้ AI

 

9. เพิ่ม Auto HDR และ VRS ให้เกม Windowed Mode

ปกติ Auto HDR และ Variable Refresh Rate (VRS) จะมีรองรับอยู่แล้วบน Windows 11 แต่ใช้ได้เฉพาะเวลาเล่นเกมเต็มจอเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ได้เพิ่มให้กับการเล่นเกมแบบ Windowed Mode หรือย่อหน้าต่างเล่นด้วย พร้อมปรับปรุงค่า latency ของภาพขณะเล่นให้น้อยลงกับทุกโหมด

 

10. SmartScreen และ Smart App Control

Microsoft Defender SmartScreen จะช่วยกรองป้องกันข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น เลขรหัสผ่าน หรือเลขบัตรเครดิต ที่ฝังอยู่กับเครื่องไม่ให้ถูกนำไปกรอกพร่ำเพรื่อกับแอปหรือเว็บไซต์ที่ดูน่าสงสัย ซึ่งหากผู้ใช้พยายามจะกรอกแต่ตรวจพบว่าแหล่งนั้นไม่ปลอดภัยก็จะขึ้นเตือนทันที

ส่วน Smart App Control จะช่วยคัดกรองแอปที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น หากเปิดโหมด On ไว้เวลาเจอแอปที่จัดเป็นเกณฑ์อันตรายก็จะบล็อกทิ้งทันที แต่หากเปิดโหมด Evaluation จะเป็นการประเมินให้แบบห่าง ๆ ซึ่งถ้าพบแอปไหนน่าสงสัยก็จะขึ้นแจ้งเตือนให้

 

นอกจาก 10 อันหลักด้านบนแล้วจริง ๆ ยังมีฟีเจอร์ย่อยด้านอื่นอีกเพียบ แต่บางอันก็ค่อนข้างเฉพาะทาง ไม่ก็มีเฉพาะในรุ่น Pro อย่างเดียว เลยไม่ได้หยิบยกมาเล่า เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจละเอียดกว่านี้ก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ลิงก์นี้เลย

ที่สำคัญทาง Microsoft ประกาศว่าฟีเจอร์ของใหม่ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ จะมีตามมาเพิ่มอีกเพียบในอัปเดตย่อยถัดไปรอบเดือนตุลาคม พร้อมโชว์น้ำจิ้มกันให้เห็นคร่าว ๆ ก่อนว่าจะมีอะไรบ้าง ได้แก่

  • File Explorer รองรับการแสดงแท็บ และปักหมุดไฟล์ใน Home ได้แล้ว
  • Suggested Actions on Copy ขึ้นแอปหรือเมนูแนะนำเวลาจะ Copy ข้อความพิเศษ เช่น เบอร์โทร อาจจะแนะนำการโทรผ่าน Teams, Skype หรือประเภทข้อความวันที่ อาจเลือกบันทึกเป็นอีเวนต์ไว้ในปฏิทินก็ได้

  • Taskbar Overflow เพิ่มปุ่ม 3 จุดไว้แถวท้ายสุดของ Taskbar สำหรับรวมไปคอนแอปที่เปิดไว้เกินจนล้นปลายแถว

  • Share to more devices แชร์ไฟล์ผ่าน Nearby Sharing หาอุปกรณ์ได้หลากหลายขึ้น เช่น คอมเดสก์ท็อป เนื่องจากรองรับการแชร์ผ่านวง Wi-Fi แล้ว
  • แอป Photos หน้าตาใหม่ รองรับการแบ็กอัปและซิงค์ภาพกับ OneDrive

 

ปัจจุบัน Microsoft ปล่อย Windows 11 เวอร์ชัน 22H2 ให้สามารถทยอยอัปเดตกันได้แล้วผ่าน Windows Update ตั้งแต่วันนี้ โดยแต่ละเครื่องอาจได้รับช้าเร็วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรุ่นของเมนบอร์ดเป็นหลัก

แต่ถ้าหากใครไม่อยากรอช้าสามารถเข้าไปดาวน์โหลด setup ของ Windows 11 มาใช้ติดตั้งเองได้ก่อนเลยผ่านหน้าเว็บ Microsoft โดยดูที่หัวข้อ “ตัวช่วยการติดตั้ง Windows 11” และคลิกที่ปุ่ม “ดาวน์โหลดได้เลย” จะได้ Setup มาและให้ลงติดตั้งตามขั้นตอนไป เครื่องก็จะโดนอัปเดตเป็น Windows 11 เวอร์ชันล่าสุดให้อัตโนมัติเลยโดยที่ไฟล์ยังอยู่ครบเหมือนเดิม

from:https://droidsans.com/windows-11-22h2-sun-valley-2-new-features/

NVIDIA เปิดตัวการ์ดจอ RTX 4090 / 4080 อย่างเป็นทางการ ใช้ชิปใหม่สถาปัตยกรรม Ada Lovelace เริ่มวางขาย 12 ตุลาคมนี้

ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยกับการ์ดจอค่ายเขียวตระกูลใหม่อย่าง RTX 4000 Series โดยทาง NVIDIA เดินหน้าเปิดตัว 2 รุ่นเรือธงท็อปสุดก่อนอย่าง RTX 4090 และ RTX 4080 ทั้งคู่มาพร้อมกับชิปสถาปัตยกรรม Ada Lovelace ตัวใหม่ ใช้กระบวนการผลิตแบบ TSMC 4N (ขนาด 5nm) มีจำนวนทรานซิสเตอร์สูงสุดถึง 76,000 ล้านตัว ทำงานด้วยหน่วยประมวลผล RT Core Gen 3 และ Tensor Core Gen 4 ตัวใหม่ และรองรับเทคโนโลยีอัปสเกล DLSS 3 เพิ่มประสิทธิภาพการเรนเดอร์ภาพด้วยพลัง AI ให้สูงกว่าปกติถึง 4 เท่า

 

NVIDIA GeForce RTX 4090

ประเดิมตัวแรกด้วยรุ่นท็อปสุดของค่ายอย่าง RTX 4090 มาพร้อมกับชิปใหม่ AD102 ใช้หน่วยความจำขนาด 24GB GDDR6X ซึ่งเท่ากับ RTX 3090 Ti ตัวเดิม แต่อัปเกรดแกนประมวลผล CUDA Core เพิ่มขึ้นเป็น 16,384 หน่วย (จากเดิม 10,752 หน่วย) พร้อมค่า Clock พื้นฐานที่ 2.23 GHz และ Boost Clock สูงสุดที่ 2.52 GHz

NVIDIA เคลมประสิทธิภาพของการ์ดจอ RTX 4090 ว่าเล่นเกมได้แรงขึ้นกว่า RTX 3090 Ti ราว 2-4 เท่า (สูงสุดบนเกม Cyberpunk 2077), Export ไฟล์วิดีโอเร็วขึ้น 2 เท่า, รองรับการเข้ารหัสวิดีโอแบบ Dual AV1 และสามารถเล่นเกมพร้อมบันทึกหน้าจอได้สูงสุดแบบ 8K 60 FPS

NVIDIA ประกาศวางจำหน่าย RTX 4090 เป็นรุ่นแรกของซีรีส์วันที่ 12 ตุลาคม 2022 นี้ ในราคาเริ่มต้น 1,599 เหรียญ หรือประมาณ 59,000 บาท โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตหลายเจ้าได้แก่ ZOTAC, Inno3D, Colorful, Palit, Ginaward, Gigabyte, MSI และ ASUS (ไม่มี EVGA แล้ว)

 

NVIDIA GeForce RTX 4080

ถัดมาเป็นรุ่นรองเรือธงอย่าง RTX 4080 กันบ้าง รอบนี้เปิดมาทีเดียวพร้อมกัน 2 โมเดลเลยคือรุ่นแรม 16GB และ 12GB (GDDR6X ทั้งคู่) โดยรุ่น 16GB จะใช้ชิป AD103 ที่มี CUDA Core 9,728 หน่วย มีค่า Clock อยู่ที่ 2.31 – 2.61 GHz ส่วนรุ่น 12GB ใช้ชิป AD104 มี CUDA Core 7,680 หน่วย อยู่ที่ 2.21 – 2.51 GHz

ด้านประสิทธิภาพก็เคลมว่าเล่นเกมแรงขึ้นกว่า RTX 3080 Ti ถึง 2-4 เท่าเช่นเดียวกัน พร้อมรองรับการเข้ารหัสแบบ Dual AV1 และบันทึกหน้าจอเกมสูงสุด 8K 60 FPS ได้เหมือน RTX 4090

RTX 4080 ทั้ง 2 โมเดลจะวางจำหน่ายถัดไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยรุ่น 16GB เริ่มต้นราคา 1,199 บาท หรือประมาณ 44,400 บาท ส่วนรุ่น 12GB เริ่มต้นที่ 899 บาท หรือประมาณ 33,300 บาท

 

 

ที่มา : NVIDIA (1), (2)

from:https://droidsans.com/nvidia-officially-launches-geforce-rtx-4000-series/

วิธีถอนคีย์ Windows 11 จากพีซีเครื่องเก่ามาใช้ Activate บนเครื่องใหม่ ทำได้ทั้งคีย์กรอก และคีย์ฝังบนอีเมล

พอการ์ดจอกลับมาถูกลงแบบนี้หลายคนก็น่าจะมีแผนประกอบคอมใหม่กันแล้ว แน่นอนว่านอกจากฮาร์ดแวร์สิ่งหนึ่งที่ขาดด้วยไม่ได้เลยก็คือ Windows สามัญประจำเครื่องของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าใครประกอบใหม่หมดจาก 0 ก็คงต้องเผื่องบอีกส่วนไว้ซื้อ license ใหม่กันหน่อย แต่ถ้าใครมีคอมเก่าที่มีคีย์แท้เดิมติดตั้งอยู่แล้ว รู้หรือไม่ว่าเราสามารถถอนเอาคีย์นั้นมาใช้ต่อบนเครื่องใหม่ได้เลย แถมใช้วิธีง่าย ๆ แค่ไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

คีย์ Windows แท้มีกี่ประเภท ?

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ license หรือคีย์ Windows กันก่อน จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าคีย์ Windows มีอยู่หลายประเภทมากจนจำแนกไม่ไหว แบ่งย่อยได้ตั้งแต่แบบผู้ใช้งานทั่วไป จนถึงระดับองค์กรหรือเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเฉพาะแบบผู้ใช้ทั่วไป โดยถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  • แบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) คือคีย์แท้ที่ถูกติดตั้งมาให้เลยจากโรงงาน ผ่านการฝังลงบนเมนบอร์ดของเครื่อง โดยเฉพาะกับโน้ตบุ๊คหรือคอมประกอบแบรนด์ที่ยุคหลัง ๆ เริ่มหันมาใช้วิธีนี้หมดแล้ว เนื่องจากจะเป็นการช่วยให้ผู้ใช้ได้ Windows แท้ในราคาที่ถูกลง (คิดรวมกับค่าเครื่อง) และไม่ต้องลำบากซื้อแยกมาลงเองทุกเครื่องเหมือนในอดีต แต่มีข้อเสียคือจะไม่สามารถโดยถอนคีย์ออกไปติดตั้งบนเครื่องอื่นได้ (จริง ๆ แอบถอนได้แหละ แต่พอเอาไปกรอกเครื่องอื่นมักจะไม่ผ่าน ถ้าไม่ใช่เมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊ครุ่นเดียวกันเป๊ะ ๆ)
  • แบบ FPP (Full Packaged Product) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแบบ Retail เป็นคีย์แท้แบบกรอกที่หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป โดยอาจจะมาในรูปแบบคีย์รหัสในกล่องที่ใช้กรอกเอง หรือคีย์แบบผูกติดกับบัญชี Microsoft โดยตรง มีข้อดีคือสามารถถอนหรือย้ายจากเครื่องเก่าไปใช้บนเครื่องใหม่ได้ แถมซื้อครั้งเดียวใช้งานได้เลยยาว ๆ ไม่ต้องซื้อซ้ำ แม้แต่คนที่เคยซื้อตอนเป็น Windows 7 ทุกวันนี้ก็ยังถูกอัปเกรดใช้ต่อจนเป็น Windows 11 ได้
  • แบบ Volume คือคีย์ที่ซื้อได้ครั้งละจำนวนมากสำหรับองค์กร เช่น สถานศึกษา, บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานรัฐฯ คีย์ประเภทนี้ยังจัดเป็นคีย์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอยู่ แต่อาจจะโดนจำกัดการใช้งานบางอย่าง เช่น ตัว Windows ต้องใช้ Microsoft Store ของหน่วยงานนั้นเท่านั้น (บางที่มีการจำกัดแอป) หรือต้องรับอัปเดตฟีเจอร์บางอย่างที่ไม่มีบนเวอร์ชันทั่วไป อย่างไรก็ตามตัวคีย์ Volume นี้มีข้อดีคือสามารถถอนออกมาใช้งานบนเครื่องอื่นได้เหมือนกับแบบ FPP หรือบางคีย์ใช้กรอกได้มากกว่า 1 เครื่องก็ได้ ที่สำคัญสุดก็คือยังเป็นคีย์ที่ใช้ได้ยาว ๆ เหมือนคีย์ประเภทอื่น ไม่ได้ใช้ไปแล้วหมดอายุกลางคันได้แบบที่หลายคนเข้าใจ

จากด้านบนเราสรุปได้ว่าคีย์ Windows ที่สามารถย้ายจากเครื่องเก่ามาใช้บนเครื่องใหม่ได้มีอยู่ 2 แบบ คือคีย์แบบ Retail และแบบ Volume แต่แค่นั้นยังไม่จบ เพราะใน 2 ประเภทนี้ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามวิธีที่เราเอาไปใช้งาน คือ

  • Product Key คือคีย์รหัสสำหรับกรอกเอง โดยส่วนมากมักได้รับมาจากการซื้อเองแบบกล่องหรือได้รับแจกจากสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นโค้ดเลขผสมอักษรความยาว 25 หลัก และตามปกติมักจะใช้ได้แค่ 1 คีย์ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น แต่ก็ยังมีคีย์บางประเภทที่สามารถกรอกใช้พร้อมกันมากกว่า 1 เครื่องได้
  • Digital License คือคีย์ที่ไม่มีเป็นรหัสมาให้ แต่จะโดนผูกติดไว้กับบัญชี Microsoft ที่ซื้อ license นั้นผ่าน Microsoft Store และใช้วิธี activate ผ่านบัญชีโดยตรง หรือเป็นคีย์ที่เกิดจากการอัปเกรด Windows 7 / 8.1 มาเป็น Windows 10 ซึ่งจะโดนเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นคีย์ digital นี้ให้อัตโนมัติ

คีย์ทั้ง 2 แบบจะใช้วิธีถอนหรือย้ายจากเครื่องเดิมไปเครื่องใหม่คนละแบบกัน ซึ่งเดี๋ยวจะมาแนะนำให้ดูกันถัดไปว่าแต่ละแบบทำยังไงบ้าง

 

วิธีดู Product Key ที่ฝังอยู่ในเครื่อง

ก่อนจะไปดูวิธีถอน แนะนำให้มา copy ตัวโค้ดจากเครื่องเก่าเก็บไว้ก่อน จริง ๆ ต้องบอกว่า Windows ทุก license ไม่ว่าจะใช้คีย์แบบกรอกเอง, OEM หรือ digital สามารถเปิดดูโค้ดที่อยู่ในรูป 25 หลักได้หมด แต่ต่างกันตรงที่การเอาไปกรอกต่อว่าทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าอันที่ทำได้ต้องเป็นแบบ Product Key เท่านั้น และตามปกติ Microsoft ก็มักจะไม่แสดงคีย์ Windows ให้เห็นได้ตรง ๆ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ดังนั้นหากต้องการจะดูจำเป็นใช้คำสั่งเรียกผ่านตัว Command Prompt, PowerShell หรือง่ายกว่านั้นก็โหลดโปรแกรม third-party มาใช้ดูก็ได้

วิธีดูผ่าน Command Prompt ให้เปิดขึ้นมาโดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่งด้านล่างและ Enter

wmic path softwareLicensingService get OA3xOriginalProductKey

วิธีดูผ่าน PowerShell ให้เปิดขึ้นมาโดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่งด้านล่างและ Enter

powershell “(Get-WmiObject -query ‘select * from SoftwareLicensingService’).OA3xOriginalProductKey”

วิธีดูผ่านโปรแกรม แนะนำ 2 โปรแกรมฟรีคือ Magical Jellybean KeyFinder และ Free PC Audit สามารถดาวน์โหลดแล้วเปิดดูผ่านไฟล์ .exe ได้เลยไม่ต้องติดตั้งใช้งาน

มีคนสงสัยว่าปกติในหน้า About ของ Windows จะมี Product ID เขียนติดอยู่ สรุปมันคือคีย์ license Windows อันเดียวกันนี้รึเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ เพราะตัว Product ID นี้เป็นเพียงตัวเลขเอาไว้แสดงเวอร์ชันการซัปพอร์ตของเครื่องเราเฉย ๆ ว่าอยู่ในระดับไหน โดยอาจเป็นเลขที่มีซ้ำกับคอมเครื่องอื่นก็ได้

 

วิธีถอน Product Key จากคอมเก่าไปใส่เครื่องใหม่ (คีย์แบบกรอก)

  1. ต่ออินเทอร์เน็ตบนคอมเครื่องที่ต้องการจะถอนคีย์ออก
  2. เปิด Command Prompt ขึ้นมา โดยพิมพ์ค้นหาในช่อง Search คลิกขวาเลือก Run as administrator
  3. ถอนการติดตั้ง Product Key ออกจากเครื่อง โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr /upk แล้ว Enter


    หากสำเร็จจะโชว์ข้อความว่า “Uninstall product key successfully” พร้อมเปลี่ยน Windows ในเครื่องจากโหมด activated กลับไปเป็น trail (รุ่นทดลองใช้)
  4. ถอน Product Key ออกจาก Registry ในเครื่อง โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr /cpky แล้ว Enter


    หากสำเร็จจะโชว์ข้อความว่า “Product key from registry cleared successfully” เป็นการถอนคีย์ออกแล้วโดยสมบูรณ์ (หากไม่ทำขั้นตอนนี้ด้วยจะถือว่ายังถอนไม่สำเร็จ)
  5. เช็คให้ชัวร์ว่าเครื่องโดนถอน Product Key ออกไปจริง ๆ แล้ว โดยพิมพ์คำสั่ง slmgr.vbs /dli แล้ว Enter


    เครื่องที่ไม่มี Product Key ติดตั้งอยู่แล้ว ต้องโชว์ข้อความว่า “Error: product key not found.”


    หากเข้าไปเช็คดูในหน้า System ก็จะขึ้นสถานะเป็น Windows isn’t activated. เรียบร้อย ซึ่งถ้าของใครยังไม่ขึ้นทันทีก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะบางเครื่องอัปเดตช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่เอารหัสไปใช้งานต่อได้เลย หรือถ้าไปดูในโปรแกรมก็จะขึ้นเป็นรหัส B 25 หลักแทน เป็นการชัวร์ว่าคีย์เก่าโดนถอนออกไปแล้วจริง ๆ

  6. นำ Product Key 25 หลักที่โดนถอนออกแล้วไปกรอกในคอมเครื่องใหม่เพื่อ Activate ได้เลย ผ่านหน้า Settings > System > Activation > กด Change ในหัวข้อ Change product key



    คีย์ที่โดนถอนถูกต้องตามขั้นตอนจะสามารถนำมา Activate ใหม่ได้ผ่านปกติ เมื่อไปเช็คดู Product Key ในเครื่องก็จะแสดงเป็นรหัสเดียวกันนี้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

วิธีย้าย Digital License จากคอมเก่าไปใส่เครื่องใหม่ (คีย์แบบฝังอีเมล)

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าคีย์แบบ Digital License นี้จะต่างจาก Product Key คือจะโดนผูกติดไว้กับบัญชี Microsoft เลย ไม่สามารถถอนออกแล้วเอาไปกรอกได้เองตรง ๆ จำเป็นต้องใช้วิธียกเลิกการผูกติดกับเครื่องเก่าก่อนผ่านหน้าบัญชีบนเว็บไซต์ แล้วย้ายการ Activate จากเครื่องหนึ่งไปลงอีกเครื่องบนนั้นแทน ซึ่งพูดแล้วอาจไม่ค่อยเห็นภาพ เดี๋ยวไปดูกันว่าทำยังไง

ก่อนอื่นตรวจสอบก่อนว่าคีย์ในเครื่องเราใช้งานเป็นแบบ Digital License จริงรึเปล่า โดยเข้าไปที่ Settings > System > Activation > Activation State หากเป็นแบบ Digital License จะขึ้นสถานะว่า “Windows is activated with a digital license linked to your Microsoft account” เป็นการยืนยันว่าตัวคีย์โดนผูกไว้กับบัญชีแล้ว ต้องใช้วิธีย้ายออกตามขั้นตอนด้านล่างเท่านั้น

  1. ไปที่หน้าเว็บไซต์ account.microsoft.com แล้วล็อกอินด้วยบัญชีที่ผูกกับคีย์ไว้ (บัญชีเดียวกับที่อยู่ในเครื่องเก่าปัจจุบัน)
  2. เลือกอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเก่าเรา โดยกดที่ปุ่ม ดูรายละเอียด (View details) จากนั้นกด ลบอุปกรณ์เครื่องนี้ออก (Remove this device)


  3. ติ๊กถูกที่ ฉันพร้อมที่จะลบอุปกรณ์เครื่องนี้ออกแล้ว (I’m ready ti remove this device) แล้วกด ลบ (Remove)
  4. ถัดไปเป็นขั้นตอนการย้ายสิทธิ์ในบัญชีมา Activate บนคอมเครื่องใหม่ สำหรับใครที่ยังไม่เคยเซตอัปคอมใหม่เลย ให้ล็อกอินเครื่องด้วยบัญชี Microsoft เดียวกันนี้ก่อน จากนั้นเข้าไปในหน้า Settings > System > Activation จะพบสถานะเครื่องเป็น Not Active ให้กด Troubleshoot

  5. คลิกที่ I changed hardware on this device recently
  6. หน้าต่างใหม่จะให้เราล็อกอินอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้จะมีหน้าให้ใส่ Password ของ Windows ด้วย แต่ถ้าไม่มีก็กด Next เปล่า ๆ ไปเลย ถัดจากนั้นบัญชีจะให้เราเลือกว่าจะเอาเครื่องไหนเป็นเครื่องหลักสำหรับใช้คีย์ ก็ให้ติ๊กที่ This is the device I’m using right now บนเครื่องใหม่ แล้วกด Activate

  7. รออีกซักแป๊บนึงก็จะขึ้นสถานะว่า “Windows is activated” เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

 

ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วกับขั้นตอนการย้ายคีย์ Windows 11 ทั้ง 2 ประเภท บอกเลยว่าทั้งไม่ยากและก็ไม่ง่าย ซึ่งสำหรับใครที่ใช้ Windows 10 อยู่ก็ทำได้เหมือนกันโดยใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้แหละ แต่อาจจะเจอหน้าต่างหรือตำแหน่งเมนูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ก็ต้องใช้วิธีคลำ ๆ ดูนิดนึง หรือถ้ามีใครมีข้อสงสัยอะไรก็มาคอมเมนต์มาสอบถามได้ที่ด้านล่างเลย เดี๋ยวแวะเข้ามาตอบให้นะ

from:https://droidsans.com/how-to-transfer-a-windows-10-11-product-key-license-to-another-pc/