คลังเก็บป้ายกำกับ: PALO_ALTO_NETWORKS

NCSA Thailand National Cyber Week 2023 (Virtual Conference) | 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2023

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Thailand National Cyber Week 2023 (Virtual Conference)” เพื่อสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ไซเบอร์ฯ และ PDPA จะทำอย่างไรเมื่อพบเหตุข้อมูลรั่วไหลสู่สาธารณะ พร้อมอัปเดตเทรนด์ภัยคุกคาม นวัตกรรม และแนวทางปฏิบัติด้าน Cybersecurity & Data Privacy จากผู้เชี่ยวชาญรวม 12 หัวข้อ ในวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ ผ่านระบบ Zoom

📆 วันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2023
⏰ เวลา 13:15 – 16:30 น.
💻 สัมมนาออนไลน์ผ่านระบบ Zoom
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยเกือบทุกเซสชัน

📍 ไฮไลต์ของงาน: พบการสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับหน่วยงาน/องค์กรด้าน CII พร้อมเช็คลิสต์ที่สำคัญ 5 ข้อที่หน่วยงานและองค์กรเหล่านั้นต้องปฏิบัติตาม เพื่อวางมาตรการควบคุมและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ตามที่ พ.ร.บ.ฯ กำหนด รวมถึงประเด็นการละเมิดความเป็นส่วนบุคคลของไทยในช่วงปี 2022 และแนวโน้มภัยคุกคามในอนาคต คำแนะนำสำหรับหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนเมื่อพบเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลสู่สาธารณะ ต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎหมาย PDPA โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก สกมช. และ สคส.

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cybersecurity และ Privacy จากหน่วยงาน/องค์กร CII, หน่วยงานรัฐ, ธุรกิจ SME, องค์กรขนาดใหญ่, สถาบันการศึกษา, โรงพยาบาล รวมถึงนักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ iPhone 14 และ Redmi Watch 2 Lite รวมมูลค่ากว่า 70,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่ https://www.thncw.com/vc23

from:https://www.techtalkthai.com/ncsa-thailand-national-cyber-week-2023-virtual/

Gartner Magic Quadrant ด้าน Network Firewall ปี 2022 Fortinet, Palo Alto Networks และ Check Point ครองกลุ่มผู้นำ

Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant ด้าน Network Firewall ของปี 2022 ผลปรากฏว่าตำแหน่งผู้นำมีรายชื่อคือ Fortinet, Palo Alto Network และ Check Point

ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ Fortinet จะโดดเด่นในเรื่องการนำไปใช้งานจริง โดย Vendor ชี้ว่าจุดเด่นก็คือความสามารถที่แพ็กอยู่ใน FortiOS สามารถรันบนแพลตฟอร์ตต่างๆได้อย่างไร้รอยต่อบนฮาร์ดแวร์ VM และในรูปแบบของ SASE นอกจากนี้ยังมีความสามารถครบเครื่องทั้ง SD-WAN, ZTNA, SSL Decryption, AI/ML และชิป ASIC พิเศษของตน

อีกด้านหนึ่งสุดขอบฝั่ง Visionary ทาง Check Point ครอบครองความโดดเด่นในปีนี้ โดยนับเป็นการอยู่ในกลุ่ม Leader มาเป็นครั้งที่ 23 แล้ว ทาง Vendor ชูโรงเรื่องของ AI Deep Learning ที่ช่วยยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดจน Appliance ที่ตอบโจทย์ด้านคลาวด์และดาต้าเซนเตอร์ รวมถึงแพลตฟอร์มการบริการจัดการจากศูนย์กลาง

ในขณะที่ Palo Alto Networks อยู่ท่ามกลางระหว่าง 2 ผู้เล่นได้กล่าวถึงระบบปฏิบัติการล่าสุด PAN-OS 11.0 (Nova) ที่เพิ่มความสามารถใหม่เข้ามา Prisma SASE ที่มาพร้อมกับแนวทาง ZTNA 2.0 รวมถึง AIOps ที่ช่วยลดโอกาสความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ Palo Alto ยังมีบริการอีกมากมายที่พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อช่วยองค์กรรับมือกับภัยทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

ที่มา : 

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-mq-2022-network-firewalls-leader-are-fortiner-palo-check-point/

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เผยการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566

การโจมตีทางไซเบอร์ที่พบในอุตสาหกรรมต่างๆในปีที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นจนก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจต่างๆ โดยในปี 2565 อาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าการโจมตีไปที่โครงสร้างระบบ โดยใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ อีกทั้งยังมีการคิดค้นวิธีใหม่ๆ เพื่อโจมตีคริปโทเคอร์เรนซี การทำงานแบบไฮบริด รวมไปถึง API ที่ไม่ปลอดภัยซึ่งเพิ่งถูกโจมตีไปเมื่อไม่นานมานี้ 

จากแบบสำรวจล่าสุดของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ในหัวข้อ ‘จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในโลกไซเบอร์’ พบว่าผู้ตอบคำถามเกือบทั้งหมดยอมรับว่าองค์กรของตนเองเคยพบกับปัญหาด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และปัญหาข้อมูลรั่วไหลในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว 11 ครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลไปกว่าก็คือ มีเพียง 2 ใน 5 ที่ระบุว่าคณะกรรมการของบริษัทตระหนักมากขึ้น ในเรื่องความเสี่ยงทางไซเบอร์ควบคู่ไปกับการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลให้เร็วขึ้น

รายงานการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ให้ข้อมูลเชิงลึก 5 หัวข้อจากผู้บริหารเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการคาดการณ์ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์นั้น โดยปกติให้ผลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีการพิจารณาด้านต่างๆ โดยรอบ ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี ไปจนถึงแนวโน้มในที่ทำงาน ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยพฤติกรรมของผู้โจมตี

เอียน ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ภาคสนาม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์กล่าวว่า “การโจมตีทางไซเบอร์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ทำให้ผู้บริหารธุรกิจจำเป็นต้องทบทวนแนวทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารต้องเลือกใช้โซลูชัน เทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางที่ทันสมัยที่ดีกว่ากลไกที่เคยใช้ในอดีต อีกทั้งยังต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นในปี 2566  การมีความรอบคอบและความตื่นตัว จะช่วยให้สามารถป้องกันภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เอียน ลิม ยังกล่าวต่อว่า “ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เอไอ ที่เน้นการป้องกันภัยเป็นลำดับแรก ไปจนถึงกลยุทธ์และสถาปัตยกรรมซีโรทรัสต์ องค์กรต่างๆ ควรต้องอาศัยความชำนาญทางไซเบอร์ในเชิงลึกและรอบด้าน ตลอดจนระบบข่าวกรองด้านภัยคุกคาม เข้ามาช่วยเสริมปราการป้องกัน การโหมกระหน่ำโจมตีจากวายร้าย ที่สำคัญก็คือ องค์กรจะต้องวางแนวทางที่ยืดหยุ่น ในการรับมือและกอบกู้สถานการณ์ในกรณีที่เกิดปัญหาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เผยแนวโน้มด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่สำคัญ และควรเฝ้าระวังในปี 2565 จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้

คาดการณ์ข้อที่ 1 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ 5G จะยิ่งทำให้เกิดช่องโหว่ที่รุนแรงขึ้น

เครือข่าย 5G ครอบคลุมในเอเชียแปซิฟิก (APAC) คาดว่าจะแตะระดับ 430 ล้านคนในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงกว่า 200 ล้านคนเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมา ตามรายงานล่าสุดของสมาคม GSMA เช่นเดียวกับที่ Singtel มีเครือข่าย 5G ครอบคลุมทั่วประเทศ 95% เร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 และยังมีแผนที่จะขยายเครือข่าย 5G แบบสแตนด์อะโลน (การใช้เครือข่าย 5G เพียงลำพังโดยไม่พึ่งพาเครือข่ายประเภทอื่น) ครอบคลุมเครือข่ายที่ท่าเรือภายในปี 2568 ซึ่งในขณะที่คลาวด์ได้ช่วยเพิ่มความฉับไว การขยายระบบ และประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็เป็นการเปิดช่องโหว่การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ บนแกนหลักระบบ 5G ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การโจมตีในวงกว้างจึงอาจมาได้จากหลายทิศทาง แม้กระทั่งภายในเครือข่ายของค่ายมือถือเองก็ตาม

คาดการณ์ข้อที่ 2 

การรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ

การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ดิจิทัลทำให้วงการสาธารณสุขสามารถทำอะไรใหม่ๆ ได้หลายอย่าง อาทิ การให้บริการผ่านระบบเสมือนจริง และการวินิจฉัยโรคจากทางไกล ความล้าสมัยและข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญจำนวนมาก เป็นสิ่งดึงดูดอาชญากรไซเบอร์ ให้มุ่งโจมตีระบบสาธารณสุข ที่มีมาตรการป้องกันไม่ดีพอ จนตกเป็นเป้าหมายที่น่าจูงใจ ยิ่งอุปกรณ์ดังกล่าวใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากเท่าใด ก็ยิ่งกระทบต่อความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย และมีโอกาสอย่างมากที่วายร้ายจะอาศัย จุดอ่อนดังกล่าวในการโจมตี ดังนั้น การดูแลระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์บนอุปกรณ์ IoT ทางการการแพทย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมากกว่าที่เคยเป็นมา

คาดการณ์ข้อที่ 3 

การโจมตีซัพพลายเชนบนคลาวด์จะก่อให้เกิดความชะงักงันทางธุรกิจ

บริษัทจำนวนมากที่ได้ลงทุนติดตั้งสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์มักมีการใช้โค้ดโปรแกรมของบริษัทอื่นในแอปพลิเคชันของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังเช่นที่ Log4J ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้ว่าองค์กรจำนวนมากอาจเกิดช่องโหว่ได้ทันทีเนื่องจากมีการใช้โค้ดบางส่วนที่ฝังรวมอยู่ในกระบวนการบรรจุโค้ดซอฟต์แวร์ เราเห็นผู้โจมตีที่มุ่งเป้า ไปยังอาสาสมัครที่คอยดูแลโค้ดโอเพนซอร์สเพื่อจะได้ถือโอกาสแทรกซึมเข้าสู่องค์กรอื่นๆ ผ่านกระบวนการอัปเดตโค้ด ปัญหาดังกล่าวอยู่ในกลุ่มซัพพลายเชนบนคลาวด์ และเราจะยิ่งพบการหยุดชะงัก อันเนื่องมาจากแนวโน้มการติดตั้งใช้งานระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังที่รายงานล่าสุดของเราประเมินว่า [1]องค์กรราว 37% คาดว่าจะมีเกิดการโจมตีผ่านซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 4 

การถกเถียงเรื่องอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้น

เมื่อโลกต้องพึ่งพาข้อมูลและระบบดิจิทัลมากขึ้น ก็จะยิ่งมีการผ่านกฎเกณฑ์และกฎหมายมากขึ้นเพื่อควบคุมการใช้ข้อมูลและปกป้องประชาชน ตลอดจนดูแลให้ระบบที่มีความสำคัญ สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องต่อไป อันเป็นเหตุให้การถกเถียง เรื่องการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 5 

เมตาเวิร์สกลายเป็นสนามแห่งใหม่ของอาชญากรไซเบอร์ 

คาดการณ์ว่า ในแต่ละปีมีการใช้จ่ายไปกับสินค้าเสมือนจริงรวมแล้วกว่า 54 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้น เมตาเวิร์สจึงกลายเป็นสนามแห่งใหม่ ที่อาชญากรไซเบอร์ให้ความสนใจ ลักษณะการทำงานของเมตาเวิร์ส ที่ผสานความกลมกลืนของโลกเสมือนจริงเข้าด้วยกัน จะช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ทั้งสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้งยังทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเชื่อมต่อกันได้ในรูปแบบใหม่ บริษัทจำนวนมากใช้ประโยชน์จากระบบมิกซ์เรียลริตี (mixed reality) ที่มีการผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในเมตาเวิร์ส

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/palo-alto-networks-releases-cybersecurity-predictions-for-asia-pacific-in-2023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=palo-alto-networks-releases-cybersecurity-predictions-for-asia-pacific-in-2023

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เผยการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566

การโจมตีทางไซเบอร์ที่พบในอุตสาหกรรมต่างๆในปีที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นจนก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจต่างๆ โดยในปี 2565 อาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าการโจมตีไปที่โครงสร้างระบบ โดยใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ อีกทั้งยังมีการคิดค้นวิธีใหม่ๆ เพื่อโจมตีคริปโทเคอร์เรนซี การทำงานแบบไฮบริด รวมไปถึง API ที่ไม่ปลอดภัยซึ่งเพิ่งถูกโจมตีไปเมื่อไม่นานมานี้

จากแบบสำรวจล่าสุดของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ในหัวข้อ ‘จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในโลกไซเบอร์’ พบว่าผู้ตอบคำถามเกือบทั้งหมดยอมรับว่าองค์กรของตนเองเคยพบกับปัญหาด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และปัญหาข้อมูลรั่วไหลในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว 11 ครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลไปกว่าก็คือ มีเพียง 2 ใน 5 ที่ระบุว่าคณะกรรมการของบริษัทตระหนักมากขึ้น ในเรื่องความเสี่ยงทางไซเบอร์ควบคู่ไปกับการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลให้เร็วขึ้น

รายงานการคาดการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเอเชียแปซิฟิก ในปี 2566 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ให้ข้อมูลเชิงลึก 5 หัวข้อจากผู้บริหารเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการคาดการณ์ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์นั้น โดยปกติให้ผลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีการพิจารณาด้านต่างๆ โดยรอบ ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี ไปจนถึงแนวโน้มในที่ทำงาน ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยพฤติกรรมของผู้โจมตี

เอียน ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ภาคสนาม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์กล่าวว่า “การโจมตีทางไซเบอร์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ทำให้ผู้บริหารธุรกิจจำเป็นต้องทบทวนแนวทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารต้องเลือกใช้โซลูชัน เทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางที่ทันสมัยที่ดีกว่ากลไกที่เคยใช้ในอดีต อีกทั้งยังต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นในปี 2566  การมีความรอบคอบและความตื่นตัว จะช่วยให้สามารถป้องกันภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอียน ลิม ยังกล่าวต่อว่า “ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เอไอ ที่เน้นการป้องกันภัยเป็นลำดับแรก ไปจนถึงกลยุทธ์และสถาปัตยกรรมซีโรทรัสต์ องค์กรต่างๆ ควรต้องอาศัยความชำนาญทางไซเบอร์ในเชิงลึกและรอบด้าน ตลอดจนระบบข่าวกรองด้านภัยคุกคาม เข้ามาช่วยเสริมปราการป้องกัน การโหมกระหน่ำโจมตีจากวายร้าย ที่สำคัญก็คือ องค์กรจะต้องวางแนวทางที่ยืดหยุ่น ในการรับมือและกอบกู้สถานการณ์ในกรณีที่เกิดปัญหาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้” 

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เผยแนวโน้มด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่สำคัญ และควรเฝ้าระวังในปี 2565 จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้

คาดการณ์ข้อที่ 1 : การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ 5G จะยิ่งทำให้เกิดช่องโหว่ที่รุนแรงขึ้น

เครือข่าย 5G ครอบคลุมในเอเชียแปซิฟิก (APAC) คาดว่าจะแตะระดับ 430 ล้านคนในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงกว่า 200 ล้านคนเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมา ตามรายงานล่าสุดของสมาคม GSMA เช่นเดียวกับที่ Singtel มีเครือข่าย 5G ครอบคลุมทั่วประเทศ 95% เร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 และยังมีแผนที่จะขยายเครือข่าย 5G แบบสแตนด์อะโลน (การใช้เครือข่าย 5G เพียงลำพังโดยไม่พึ่งพาเครือข่ายประเภทอื่น) ครอบคลุมเครือข่ายที่ท่าเรือภายในปี 2568 ซึ่งในขณะที่คลาวด์ได้ช่วยเพิ่มความฉับไว การขยายระบบ และประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็เป็นการเปิดช่องโหว่การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ บนแกนหลักระบบ 5G ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การโจมตีในวงกว้างจึงอาจมาได้จากหลายทิศทาง แม้กระทั่งภายในเครือข่ายของค่ายมือถือเองก็ตาม

คาดการณ์ข้อที่ 2 : การรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ

การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ดิจิทัลทำให้วงการสาธารณสุขสามารถทำอะไรใหม่ๆ ได้หลายอย่าง อาทิ การให้บริการผ่านระบบเสมือนจริง และการวินิจฉัยโรคจากทางไกล ความล้าสมัยและข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญจำนวนมาก เป็นสิ่งดึงดูดอาชญากรไซเบอร์ ให้มุ่งโจมตีระบบสาธารณสุข ที่มีมาตรการป้องกันไม่ดีพอ จนตกเป็นเป้าหมายที่น่าจูงใจ ยิ่งอุปกรณ์ดังกล่าวใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากเท่าใด ก็ยิ่งกระทบต่อความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย และมีโอกาสอย่างมากที่วายร้ายจะอาศัย จุดอ่อนดังกล่าวในการโจมตี ดังนั้น การดูแลระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์บนอุปกรณ์ IoT ทางการการแพทย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมากกว่าที่เคยเป็นมา

คาดการณ์ข้อที่ 3 : การโจมตีซัพพลายเชนบนคลาวด์จะก่อให้เกิดความชะงักงันทางธุรกิจ

บริษัทจำนวนมากที่ได้ลงทุนติดตั้งสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์มักมีการใช้โค้ดโปรแกรมของบริษัทอื่นในแอปพลิเคชันของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังเช่นที่ Log4J ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้ว่าองค์กรจำนวนมากอาจเกิดช่องโหว่ได้ทันทีเนื่องจากมีการใช้โค้ดบางส่วนที่ฝังรวมอยู่ในกระบวนการบรรจุโค้ดซอฟต์แวร์ เราเห็นผู้โจมตีที่มุ่งเป้า ไปยังอาสาสมัครที่คอยดูแลโค้ดโอเพนซอร์สเพื่อจะได้ถือโอกาสแทรกซึมเข้าสู่องค์กรอื่นๆ ผ่านกระบวนการอัปเดตโค้ด ปัญหาดังกล่าวอยู่ในกลุ่มซัพพลายเชนบนคลาวด์ และเราจะยิ่งพบการหยุดชะงัก อันเนื่องมาจากแนวโน้มการติดตั้งใช้งานระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังที่รายงานล่าสุดของเราประเมินว่า [1]องค์กรราว 37% คาดว่าจะมีเกิดการโจมตีผ่านซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 4 : การถกเถียงเรื่องอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้น

เมื่อโลกต้องพึ่งพาข้อมูลและระบบดิจิทัลมากขึ้น ก็จะยิ่งมีการผ่านกฎเกณฑ์และกฎหมายมากขึ้นเพื่อควบคุมการใช้ข้อมูลและปกป้องประชาชน ตลอดจนดูแลให้ระบบที่มีความสำคัญ สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องต่อไป อันเป็นเหตุให้การถกเถียง เรื่องการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และอธิปไตยด้านข้อมูลจะเข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2566

คาดการณ์ข้อที่ 5 : เมตาเวิร์สกลายเป็นสนามแห่งใหม่ของอาชญากรไซเบอร์ 

คาดการณ์ว่า ในแต่ละปีมีการใช้จ่ายไปกับสินค้าเสมือนจริงรวมแล้วกว่า 54 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้น เมตาเวิร์สจึงกลายเป็นสนามแห่งใหม่ ที่อาชญากรไซเบอร์ให้ความสนใจ ลักษณะการทำงานของเมตาเวิร์ส ที่ผสานความกลมกลืนของโลกเสมือนจริงเข้าด้วยกัน จะช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ทั้งสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้งยังทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเชื่อมต่อกันได้ในรูปแบบใหม่ บริษัทจำนวนมากใช้ประโยชน์จากระบบมิกซ์เรียลริตี (mixed reality) ที่มีการผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในเมตาเวิร์ส

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-threat-prediction-2023/

ถอดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Palo Alto : การปรับใช้ AI และระบบอัตโนมัติเพื่อกลยุทธ์เชิงรุกมากกว่าเชิงรับ

“ผู้โจมตีต้องการความถูกต้องเพียงครั้งเดียว

แต่เราต้องการความถูกต้องทุกครั้ง”

“เวลาเฉลี่ยสำหรับ Palo Alto Networks ในการแก้ไขภัยคุกคามด้านความปลอดภัยของลูกค้าคือไม่เกินหนึ่งนาที แต่นั่นยังเร็วไม่พอ”
“หนึ่งนาทียังคงนานเกินไป และนั่นทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถดำเนินการดึงข้อมูลบางส่วนจากโครงสร้างพื้นฐานของลูกค้า และใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น” Nikesh Arora – CEO ได้กล่าวไว้
 
Nikesh Arora ไม่เพียงแต่ต้องการให้ Palo Alto ดำเนินการเร่งความเร็วของการป้องกันภัยคุกคามอย่างรวดเร็วเท่านั้น เขายังต้องการให้อุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยใช้แนวทางเชิงรุกและเชิงรับมากขึ้นในการโจมตี Nikesh Arora กล่าวว่า “การใช้ AI และระบบอัตโนมัติจะเป็นหนทางสำคัญในการมอบความสามารถด้านความปลอดภัยเชิงรุกให้กับลูกค้า”
 
เหตุผลที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัย คือ การแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความปลอดภัย ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากการรักษาความปลอดภัยเชิงรับไปสู่เชิงรุกได้ Nikesh Arora มองว่าการปฏิวัติครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะเป็นเรื่องของ AI และข้อมูล และอินเทอร์เฟซที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยที่ระบบ AI จะช่วยปรับปรุงความสามารถของผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากลูกค้าระดับองค์กร และระบุว่าข้อมูลใดผิดปกติและจำเป็นต้องดำเนินการ

ล่าสุด วันที่ 12 ธ.ค. 2022 ที่ผ่านมา :

Palo Alto ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ Xpanse Active Attack Surface Management (ASM) ซึ่งสามารถจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยอัตโนมัติก่อนที่จะนำไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์
 
Lee Klarich ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Palo Alto ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Nikesh Arora สำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบ AI เพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และได้กล่าวเสริมว่า “หากอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการกับหลักการสำคัญ 3 ประการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือผู้ไม่หวังดีได้” คือ
  1. การปรับใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม
  2. การปรับใช้ AI และระบบอัตโนมัติ
  3. การปรับใช้ประโยชน์จากการผสานรวมแบบเนทีฟ (โดยที่แอปพลิเคชันใช้ API ทั่วไป)
Lee Klarich ได้เสริมข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีว่า “นับตั้งแต่เปิดตัว Advanced Threat Protection เมื่อต้นปีนี้ ในเดือนที่ผ่านมา เราเห็นการโจมตีที่ไม่ซ้ำกันเกือบ 6 ล้านครั้งที่ถูกตรวจพบและป้องกันเพียงเพราะพวกเขาสามารถทำการเรียนรู้ด้วยเครื่องนี้โดยคำนึงถึงการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้จริง”
 
“จากข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOCs) ให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยปล่อยให้เครื่องมือทำงาน ภายใต้การควบคุมดูแลโดยมนุษย์ และทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ”
 
“ในหนึ่งวัน ในชีวิตของ SOC เรารับเหตุการณ์ประมาณ 36 พันล้านรายการ และจาก 36 พันล้านเหตุการณ์เหล่านั้น เราใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและระบบอัตโนมัติเพื่อลดเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ประมาณ 130 เหตุการณ์ที่จะต้องได้รับการตรวจสอบ รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติเสริมเข้ามาเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย”
 
 

from:https://www.techtalkthai.com/unraveling-the-palo-alto-executive-vision-deploying-ai-and-automation-for-proactive-rather-than-reactive-strategies/

Palo Alto Networks เปิดตัว Medical IoT Security เพื่อความปลอดภัยสำหรับเฟรมเวิร์ก IoT ด้านการดูแลสุขภาพ

การรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ในด้านการดูแลสุขภาพ โดยมีรายงานช่องโหว่จำนวนมากในพื้นที่ซึ่งยืดเยื้อมานานหลายปี

Image Credit : aihms.in
Palo Alto Networks เปิดตัว Medical IoT Security ซึ่งออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การมองเห็นที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการตรวจสอบอัตโนมัติ และอื่นๆ สำหรับเฟรมเวิร์ก IoT ด้านการดูแลสุขภาพที่มีช่องโหว่
 
Palo Alto Networks ได้นำเสนอความสามารถของผลิตภัณฑ์ใหม่ในด้านของการปฏิบัติตามข้อกำหนด ด้วยการวิเคราะห์แพตช์และการตั้งค่าความปลอดภัยโดยเฉพาะ เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับกรอบการกำกับดูแล เช่น HIPAA และ GDPR หรือไม่ นอกจากนี้ การแบ่งส่วนเครือข่าย ซึ่งเป็นวิธีการหลักอีกวิธีหนึ่งในการปกป้องอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่รั่วไหลจากภัยคุกคามจากภายนอก ยังเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Palo Alto ซึ่งนำเสนอแผนผังที่มองเห็นได้ของอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้สื่อสารระหว่างกันได้
 
ฟังก์ชันการมองเห็นที่กล่าวมานี้ Palo Alto นำเสนอการวิเคราะห์ซอฟต์แวร์รายการวัสดุ (SBOM) อัตโนมัติของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อทั้งหมดบนเครือข่าย เปรียบเทียบกับช่องโหว่ที่รู้จักและแจ้งเตือนเมื่อพบ CVE (ช่องโหว่ทั่วไปและความเสี่ยง) ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ IoT ทางการแพทย์ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการควบคุมด้วย ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่จำนวนมากมักตั้งอยู่ในหอผู้ป่วยและคลินิกของโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งนั้นหมายความว่าผู้ที่ไม่หวังดีจะมีเวลามากพอที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ส่งผลให้ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนการให้บริการสุขภาพในรูปแบบทางไกลและการดูแลเสมือนจริงมากขึ้น จึงทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คุกคามหวังในการโจมตีได้มากขึ้นเช่นกัน
 
ผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัย IoT ทางการแพทย์ที่ของ Palo Alto Networks จะจัดวางจำหน่ายในช่วงเดือนมกราคมปี 2566 โดยจะจำหน่ายในรูปแบบของส่วนเสริมแบบชำระเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ไฟร์วอลล์หลักของ Palo Alto ที่มีอยู่ในฮาร์ดแวร์ เครื่องเสมือน หรือฟอร์มแฟกเตอร์ที่จัดส่งบนคลาวด์ ในส่วนของราคาจะขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของราคาสำหรับอุปกรณ์ไฟร์วอลล์ที่กำลังใช้งานในช่วงระยะเวลาของบริการ โดยเงื่อนไขการจำหน่ายและบริการคาดว่าจะมีให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อถึงกำหนดการสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ
 

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-launched-medical-iot-security/

[Video Webinar] Re-image SOC to Transform to the Digital World by Palo Alto Networks

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Palo Alto Networks Webinar เรื่อง “Re-image SOC to Transform to the Digital World” เพื่อยกระดับการจัดการศูนย์ SOC ให้มีประสิทธิภาพในยุค Digital Transformation ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณนนทนะ อนุเคราะห์ดิลก Cortex Regional Sales Manager จาก Palo Alto Networks

ความท้าทายของ SOC ในปัจจุบัน คือ การรับข้อมูลจากเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยที่หลากหลาย และมากเกินไป ทั้งยังทำงานแยกขาดจากกัน ส่งผลให้ทีมผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการวิเคราะห์และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสุญเสียเวลาและอาจพลาดเหตุการณ์บางอย่างที่สำคัญไป ในขณะเดียวกัน ทีมผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็พยายามที่จะสร้างความง่ายในการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน เพื่อให้สามารถตรวจจับเหตุไม่พึงประสงค์ได้อย่างแม่นยำ ภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความอ่อนล้าของทีมงาน การตรวจสอบที่ช้า และความเหนื่อยหน่ายในการทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อความต้องการ SOC เปลี่ยนแปลงไป การออกแบบก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ทันกับความต้องการ

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อรู้จักกับ Cortex XSIAM (eXtend Security Intelligence & Automation Management) แพลตฟอร์ม SOC อัตโนมัติของ Palo Alto Networks ที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานวิธีการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และการทำงานอย่างอัตโนมัติทั่วทั้งองค์กร ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการ SOC ให้มีประสิทธิภาพและพร้อมเผชิญกับความท้าทายในยุค Digital Transformation ได้ดียิ่งขึ้น

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ปัญหาของ SOC ในปัจจุบัน
  • Cortex XIAM – แนะนำโซลูชันเพื่อยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ SOC
  • ร่วมตอบแบบสอบถามลุ้นรางวัล
  • Wrap up and Q&A – สรุปและตอบข้อสงสัย

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-webinar-re-image-soc-to-transform-to-the-digital-world-video/

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ร่วมกับ สกมช จัดงานแข่งขัน “Capture the Flag, Capture the Future Competition 2022” หวังสร้างทาเลนต์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์รุ่นใหม่ให้กับประเทศไทย

กรุงเทพฯ 21 พฤศจิกายน 2565: พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จัดการแข่งขัน “Capture the Flag, Capture the Future Competition 2022” เป็นปีที่สองติดต่อกัน เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขันในการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงค้นหาทาเลนท์ด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในรุ่นถัดไป

พล.อ.ต. อมร ชมเชย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช) และ ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ประจำประเทศไทย และอินโดจีน ร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับประเทศไทย และการสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในอนาคต

พล.อ.ต. อมร กล่าวว่า “เป้าหมายของเรา คือ ระดมบุคลากร ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าร่วมสงครามไซเบอร์ของไทย ซึ่งมีความต้องการบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์เป็นจำนวนมากทั่วโลก การสำรวจพบว่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพียงภูมิภาคเดียว มีความต้องการบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ประมาณ 4 ล้านคน ในปีนี้ นอกจากการจัดการแข่งขันแล้ว เรายังต้องการฝึกอบรมนักศึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย ซึ่งแผนงานอยู่ระหว่างดำเนินการ

ดร.ธัชพล กล่าวว่า “จากการสำรวจของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ในปี 2564 พบว่า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นวาระที่ผู้นำทางธุรกิจในอาเซียนให้ความสำคัญสูงสุด โดย 92% เชื่อว่าการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำธุรกิจ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในการสำรวจในกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม การตระหนักเกี่ยวกับการบรรเทาภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉลี่ยแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพนักงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ 100,000 คน แต่เราพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพียง 1,000 คนต่อปีเท่านั้น ดังนั้นโครงการของเราจึงมุ่งเป้าไปที่การให้ความรู้กับกลุ่มนักศึกษา และเพิ่มพูนศักยภาพของผู้มีความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์รุ่นต่อไปในประเทศไทย

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ สนับสนุนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลจากโครงการ Cybersecurity Academy Program ซึ่งประกอบด้วย ชุดหลักสูตรทางวิชาการและชุดหลักสูตรทางเทคนิค ด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ หลังจากอบรมจนจบหลักสูตร นักศึกษาหรือผู้เข้าอบรม จะได้รับใบประกาศนักเทคนิคระดับเริ่มต้นด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ (Palo Alto Networks Certified Cybersecurity Entry-Level Technician (PCCET)) หรือใบประกาศ ผู้ดูแลระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่าย (Palo Alto Networks Certified Network Security Administrator (PCNSA)) ในปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ผ่านการรับรอง PCCET จำนวน 60 คน (ก่อนหน้านี้เรียกใบรับรอง PCCSA) และ PCNSA จำนวน 61 คน ทั้งนี้ มีนักศึกษาได้รับใบรับรอง PCCET 2,280 คนจากทั่วโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักศึกษาไทยก็อยู่ในจำนวนนี้ด้วย ในปีที่ผ่านมา มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน Capture the Flag ทั้งสิ้น 87 ทีม จาก 34 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และปี 2565 นี้มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 93 ทีม จาก 27 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

ทีมชนะเลิศ ในปีนี้ คือ ทีม RedCheep จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม The Goose จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม STDio จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยทีมที่ชนะการแข่งขันจะได้รับใบรับรองจาก สมกช. รางวัลเงินสด และบัตรคูปองสำหรับการสอบใบรับรองจากพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ และรางวัลสำหรับทีมที่เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายได้รับผลิตภัณฑ์เน็กซ์เจนไฟร์วอลล์ NGFW และรางวัลเงินสดรวมสำหรับทุกรางวัลมูลค่า
200,000 บาท

นอกจากนี้ ดร.ธัชพล เปิดเผยว่า “พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ มีโครงการ Cyber A.C.E.S. ซึ่งเป็นโปรแกรมด้านการศึกษาความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับนักเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ผ่านการเรียนรู้แบบแอคทีฟเลิร์นนิ่ง และเตรียมความพร้อมให้กับเด็กอายุ 5 – 15 ปี ให้มีความเข้าใจ และสามารถปกป้องการใช้งานดิจิทัลในอนาคตของพวกเขา พร้อมกันนี้ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ในไทย กำลังจะเปิดตัวโปรแกรม Cyber Safe Kids โครงการปกป้องและให้ความรู้แก่เด็กเล็ก ในเร็วๆ นี้

เกี่ยวกับพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เป็นผู้นำด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก เราคิดค้นเครื่องมือเพื่อก้าวนำภัยคุกคามไซเบอร์ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างวางใจ เรามีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งอนาคตที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าหลายพันรายทั่วโลกในทุกกลุ่มธุรกิจ แพลตฟอร์มและบริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อันดับหนึ่งของเราได้รับความร่วมมือจากระบบความกรองด้านภัยคุกคามระดับแนวหน้าของวงการและเสริมปราการด้วยระบบอัตโนมัติที่ล้ำสมัยที่สุด เราพร้อมช่วยดูแลให้แต่ละวันเป็นวันที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งใช้งานผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อเดินหน้าสู่องค์กรแบบซีโรทรัสต์ การรับมือกับอุบัติการณ์ด้านความปลอดภัย หรือการร่วมมือเพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นพันธมิตรด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในใจของลูกค้า

พวกเราที่พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ มุ่งมั่นแสวงหาบุคลากรมือหนึ่งเพื่อทำให้พันธกิจของเราเป็นจริง และเราภาคภูมิใจที่ได้รับการยอมรับในฐานะบริษัทในฝันด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ การันตีโดยรางวัลต่างๆ อาทิ สถานที่ทำงานอันเป็นที่รักมากที่สุดของ Newsweek (2021), สุดยอดบริษัทที่เปิดรับความแตกต่างอย่างเท่าเทียม (2021) และสุดยอดสถานที่ทำงานที่ให้ความเท่าเทียมด้าน LGBTQ ของ HRC(2022) โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.paloaltonetworks.com

Palo Alto Networks, Prisma และโลโก้ Palo Alto Networks เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Palo Alto Networks, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและในขอบเขตอำนาจศาลแห่งอื่นๆ ทั่วโลก สำหรับเครื่องหมายการค้า ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายบริการอื่นใดทั้งหมดที่ใช้หรือกล่าวถึง ณ ที่นี้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรายการดังกล่าว ทั้งนี้บริการหรือคุณสมบัติใดก็ตามที่ยังไม่เปิดตัว (และบริการหรือคุณสมบัติใดก็ตามที่มิได้มีไว้โดยทั่วไปเพื่อลูกค้า) อันกล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้หรือข่าวประชาสัมพันธ์หรือแถลงการณ์สาธารณะใดก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีให้ใช้หรือไม่มีให้บริการ (หรือยังไม่มีให้ใช้โดยทั่วไปแก่ลูกค้า) และอาจมีให้ใช้หรือมีให้บริการไม่ตรงตามกำหนดเวลา หรืออาจไม่มีให้ใช้หรือไม่มีให้บริการเลยก็ได้ ดังนั้นลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จึงควรตัดสินใจซื้อตามบริการและคุณสมบัติที่มีโดยทั่วไปในปัจจุบัน

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-x-ncsa-ctf-2022/

Palo Alto Networks เข้าซื้อกิจการ Cider Security ผู้พัฒนาระบบ Application Security

Palo Alto Networks เข้าซื้อกิจการ Cider Security ผู้พัฒนาระบบ Application Security และ Software Supply Chain Security

credit : http://www.paloaltonetworks.com

Palo Alto Networks บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการ Cider Security ด้วยมูลค่า 195 ล้านเหรียญ คาดว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่สองของปีหน้า Cider Security เป็นผู้พัฒนาระบบ Application Security และ Software Supply Chain Security ที่มีความสามารถในการตรวจสอบ Security Lifecycle ของการพัฒนาแอพพลิเคชันได้แบบ Code to Cloud โดย Palo Alto มีแผนจะนำความสามารถ Software Composition Analysis (SCA) เข้ามาเสริม Prisma Cloud Platform ให้รองรับการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยภายใน CI/CD Pipeline

ที่มา: https://finance.yahoo.com/news/palo-alto-networks-signs-definitive-210600520.html

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-acquires-cider-security-application-security-provider/

Palo Alto Networks ซื้อกิจการ Cider Security ผู้พัฒนาเครื่องมือจัดการความปลอดภัยระดับ Code-to-Cloud

Palo Alto Networks ผู้ให้บริการเครื่องมือความปลอดภัยไซเบอร์ ประกาศบรรลุข้อตกลงเพื่อซื้อกิจการ Cider Security ผู้พัฒนาความปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชัน (AppSec) และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยบริการของ Cider จะนำมาสนับสนุน Prisma แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับบริหารจัดการความปลอดภัยแอพพลิเคชันระดับ code-to-cloud ของ Palo Alto

มูลค่าดีลดังกล่าวมีสองส่วนคือเงินสด 195 ล้านดอลลาร์ และหุ้นของบริษัทอีกจำนวนหนึ่งขึ้นกับผลการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2023

Lee Klarich ซีอีโอ Palo Alto Networks กล่าวว่า องค์กรใด ๆ ที่ใช้พับลิกคลาวด์และมีแอพพลิเคชันหลายตัวรันอยู่ ก็จะมีเครื่องมือหลากหลาย ที่สามารถเข้าถึงโค้ดได้ จึงต้องมีการจำกัดสิทธิเข้าถึงตามมา เครื่องมือของ Cider ส่วนให้สามารถวิเคราะห์ และชี้ความเสี่ยงที่มีอยู่ในกระบวนการดังกล่าวได้

ที่มา: Palo Alto Networks

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131547