คลังเก็บป้ายกำกับ: ORACLE

Java 19 ออกแล้ว เริ่มรองรับสถาปัตยกรรม RISC-V แล้ว

Oracle ออก Java 19 ตามรอบการออกทุก 6 เดือน โดย Java 19 เป็นรุ่นซัพพอร์ตระยะสั้นแบบเดียวกับ Java 18 ต่างจาก Java 17 ที่เป็น LTS ซัพพอร์ตยาว 8 ปี

ของใหม่ใน Java 19 มีด้วยกัน 7 อย่าง (นับตามข้อเสนอ JDK Enhancement Proposals – JEP) แบ่งเป็น 4 หมวดดังนี้

  • Project Amber ปรับปรุงฟีเจอร์ของตัวภาษา ได้แก่ Record Patterns และ Pattern Matching for switch ทั้งสองอย่างยังเป็นพรีวิว
  • Project Panama เชื่อมต่อ JVM กับภาษาอื่นๆ ผ่าน API ได้แก่ Foreign Function & Memory API สำหรับเรียกฟังก์ชันในภาษาอื่น และ Vector API สำหรับการประมวลผลแบบเวกเตอร์
  • Project Loom ปรับปรุงตัว JVM โดยเฉพาะเรื่องเธร็ด เพิ่ม Virtual Threads เธร็ดขนาดเบาแบบใหม่ ไม่ต้องพึ่งการบริหารเธร็ดของตัว OS ที่เปลืองทรัพยากร
  • New Port เริ่มต้นพอร์ตไปยังสถาปัตยกรรม Linux/RISC-V ที่กำลังมาแรงในช่วงหลัง

No Description

ที่มา – Oracle

from:https://www.blognone.com/node/130537

ลดความเสี่ยงการใช้ VMware ในอนาคตด้วย Oracle Cloud VMware Solutions พร้อมต่อยอดสู่ Cloud Native

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Broadcom ประกาศเข้าซื้อกิจการของ VMware ส่งผลให้หลายองค์กรที่ใช้โซลูชันของ VMware อยู่เริ่มกังวลเกี่ยวกับการใช้งานในอนาคต บทความนี้จะมาแนะนำ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Public Cloud ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยใช้ชุดเครื่องมือและทักษะเดิมที่มีอยู่ พร้อมต่อยอดด้วยบริการที่หลากหลายของ Oracle Cloud Infrastructure และปูเส้นทางสู่การเป็นระบบแบบ Cloud Native ในอนาคต ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแต่เทคโนโลยีของ VMware เพียงอย่างเดียว

จาก VMware แบบดั้งเดิมสู่โลก Cloud Native ต้องใช้เวลา อาจเสียโอกาสทางธุรกิจ

หลังจาก Broadcom ประกาศเข้าซื้อกิจการของ VMware ทำให้หลายองค์กรทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่า หลังจากนี้ Broadcom และ VMware จะวางกลยุทธ์แบบไหน ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในปัจจุบันอย่างไรบ้าง

จากการสำรวจพบว่า VMware ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับแอปพลิเคชันประเภท Mission Critical แต่มากกว่า 80% ของแอปพลิเคชันเหล่านั้นยังคงรันบนสถาปัตยกรรมแบบเก่า คือ On-premises Monolith บน VMware ซึ่งมีข้อจำกัดด้าน Availability และการขยายระบบในอนาคต องค์กรในปัจจุบันโดยเฉพาะ Startup จึงเริ่มมองหาระบบแบบ Cloud Native ที่มีความยืดหยุ่นกว่า อย่างไรก็ตาม Cloud-Native Apps ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 เทคโนโลยี ส่งผลให้ระบบมีความซับซ้อน และพนักงานต้องเรียนรู้ทักษะอีกมาก การเปลี่ยนจาก On-premises Monilith บน VMware ไปสู่โลก Cloud Native (Microservices) รวดเดียวจึงต้องใช้เวลาเตรียมการนานและพัฒนาทักษะหลายอย่าง ระหว่างนั้นอาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจบางอย่างไปได้

จะดีกว่าไหมถ้าสามารถย้ายระบบ VMware แบบดั้งเดิมขึ้นสู่ Cloud ไปก่อน และอาศัยศักยภาพของ Cloud ในการทำ Digital Transformation ด้วยการต่อยอดสู่ขุมพลังอื่นๆ เช่น AI/ML หรือ Analytics เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ระหว่างนั้นก็เตรียมการพัฒนาสู่ระบบแบบ Cloud Native ไปพร้อมๆ กัน

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Cloud ได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ แก้ไขโค้ด และยังได้ประสบการณ์เหมือนตอนใช้งานบน On-premises ?

ย้าย VMware ขึ้น Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายด้วย OCVS พร้อมคงประสบการณ์แบบ On-premises

Oracle ได้จัดเตรียมแนวทางการพลิกโฉมระบบ VMware แบบดั้งเดิมสู่การเป็นระบบแบบ Cloud Native โดยแบ่งเป็น 3 เฟส คือ

  1. การย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure (OCI)
  2. การต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI/ML หรือ Analytics ผ่าน Oracle Cloud Services
  3. การเปลี่ยนไปสู่ระบบ Cloud Native ในอนาคต

ในเฟสแรกนั้น Oracle ได้ร่วมมือกับ VMware เปิดให้บริการ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) เพื่อให้ลูกค้าของ VMware สามารถย้ายระบบขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ผ่านทางการใช้เครื่องมือของ VMware เช่น VMware Hybrid Cloud Extension (HCX) หรือ vMotion เป็นต้น ในขณะที่ Oracle จะเป็นผู้จัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานบน Cloud ไว้ให้โดยใช้เทคโนโลยี VMware Software-Defined Data Center (SDDC) ได้แก่ vSphere, NSX-T Data Center, vSAN และ HCX ซึ่งติดตั้งบน Bare Metal Servers ที่แยกไว้ให้สำหรับลูกค้าแต่ละราย จึงไม่มีการแชร์ทรัพยากรร่วมกับลูกค้ารายอื่นๆ ตอบโจทย์องค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและ Compliance ได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการใช้ OCVS คือ สามารถทำ Live Migration เพื่อให้การย้ายระบบไม่มี Downtime และพนักงานยังคงใช้เครื่องมือของ VMware ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนรู้ทักษะอะไรเพิ่มเติม ประสบการณ์ยังคงเหมือนกับการใช้ระบบ VMware บน On-premises Data Center ดูแลและบริหารจัดการได้ง่าย ที่สำคัญคือสามารถควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานบน Oracle Cloud Infrastructure ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Full Root Access หรือ Administrative Control รวมไปถึงเลือกอัปเดตแพตช์ อัปเกรดเวอร์ชันได้ด้วยตนเอง เช่น การใช้ VMware เวอร์ชันก่อนล่าสุด 1 เวอร์ชัน โดยไม่ถูกบังคับใช้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดเหมือนผู้ให้บริการ Public Cloud รายอื่นๆ

เมื่อย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure แล้ว ย่อมช่วยให้องค์กรสามารถใช้ศักยภาพของ Cloud ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายระบบที่ทำได้ง่าย ทั้งแบบชั่วคราว เฉพาะเทศกาล หรือถาวร ความพร้อมใช้งานที่สูงถึง 99.9% รวมทั้งการเปลี่ยนการลงทุนจาก CapEX ทางด้านฮาร์ดแวร์และ VMware License ไปสู่ OpEx ที่คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีได้สูงสุดถึง 35%

ต่อยอดสู่บริการ Oracle Cloud อื่นๆ ปูทางสู่ระบบแบบ Cloud Native ในอนาคต

หลังย้ายระบบขึ้นสู่ Oracle Cloud Infrastructure แล้ว องค์กรสามารถเดินหน้าเข้าสู่เฟสที่ 2 เพื่อต่อยอดการใช้งานร่วมกับ Oracle Cloud Services ที่มีมากกว่า 100 บริการ เช่น Data Lake, Analytics, AI/ML และอื่นๆ รวมไปถึง Oracle SaaS อย่าง ERP, CRM, HCM เป็นต้น เพื่อให้ก้าวทันการทำ Digital Transformation และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

ระหว่างนี้ องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนผ่านระบบ On-premises Monolith บน VMware แบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบแบบ Cloud Native ที่ทันสมัยได้ โดยอาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนไปใช้ Oracle Database Cloud หรือ Autonomous Cloud ก่อน ในขณะที่แอปพลิเคชันยังคงรันบน VMware ผ่าน OCVS เหมือนเดิม

เฟสที่ 3 คือการทำ Application Modernization เพื่อพัฒนาระบบใหม่ในรูป Microservices โดย Oracle ก็ให้บริการ Cloud Native Services ที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นเรื่องง่าย ทั้ง Kubernetes Engine, Serverless, Container Registry, API Management และอื่นๆ อีกมาก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมมาสู่ระบบใหม่แบบ Cloud Native ทีละส่วนๆ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจกินเวลานานถึง 6 – 12 เดือน แต่เนื่องจากองค์กรก้าวผ่านเฟส 2 มาแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดโอกาสทางธุรกิจ

เริ่มต้นได้ง่ายในราคาประหยัดเพียง 1 Node เท่านั้น

Oracle Cloud Infrastructure ให้บริการทั้ง 39 Regions ใน 21 ประเทศทั่วโลก สามารถเริ่มต้นใช้ OCVS ได้ง่ายและยืดหยุ่น ตั้งแต่ 1 Node เพื่อทดลองใช้งาน พัฒนาโซลูชันบางอย่าง หรือทดสอบการย้ายระบบขึ้น Oracle Cloud Infrastructureว่าติดปัญหาอะไรหรือไม่ ช่วยให้องค์กรประเมินศักยภาพของ Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด หลังจากนั้นค่อยขยายไปเป็น 3 Nodes เพื่อให้มี High Availability สำหรับใช้งานระบบจริง และสามารถขยายระบบได้สูงสุดถึง 64 Nodes สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฟาร์ม VMware หรือต้องการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ On-premises Data Center มาสู่ระบบ Cloud 100%

แม้ว่าจะเริ่มต้นใช้งานได้ที่ 1 Node ทาง Oracle ก็ยังจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แบ่งแยกให้ลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะ ในขณะที่ 3 Nodes ก็มีทรัพยากรในการใช้งานสูงถึง 156 OCPUs, 2304 GB Physical Memory และ 153 TB NVMe-based Raw Storage ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับ Workload ได้หลากหลายประเภท สำหรับองค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือจำเป็นต้องปฏิบัติตาม Compliance บางอย่าง สามารถเลือกใช้ OCVS ในรูปแบบ Dedicated Region Cloud@Customer ได้ โดย Oracle จะทำการติดตั้ง Oracle Cloud Infrastructure ที่ Data Center ขององค์กรเลย ทำให้องค์กรสามารถใช้ OCVS และ Oracle Cloud Services อื่นๆ ได้จากภายใน Data Center ของตน ในขณะที่ยังคงมีโมเดลการคิดค่าบริการเหมือนการใช้ Public Cloud ปกติ

นอกจากนี้ Oracle Cloud Infrastructure ยังเปิดให้ใช้งานฟรีหลายบริการ เช่น Ampere A1 Compute, Autonomous JSON Database, NoSQL Database Cloud Service, APEX Application Development และอื่นๆ อีกหลายสิบบริการ เปิดโอกาสให้เหล่านักพัฒนาและองค์กรธุรกิจเริ่มต้นใช้ Oracle Cloud Infrastructure ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

ลงทะเบียนเพื่อเริ่มใช้งาน Oracle Cloud Infrastructure ฟรีได้ที่ https://signup.cloud.oracle.com/

ผู้ที่สนใจ Oracle Cloud VMware Solutions หรือต้องการคำปรึกษาในการย้ายระบบ VMware ขึ้นสู่ Cloud สามารถติดต่อ Oracle ประเทศไทยได้ที่เบอร์ 0-2696-4798

from:https://www.techtalkthai.com/from-vmware-legacy-to-cloud-native-with-oracle-cloud-vmware-solutions/

รายได้ Oracle เพิ่มขึ้นมา 18% อานิสงค์จากดีลซื้อ Cerner

Oracle รายงานผลประกอบการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยตัวเลขที่เป็นไปตามคาด ขณะที่ผลกำไรและตัวเลขประมาณการณ์ประจำไตรมาสออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยรายได้เพิ่มขึ้นมา 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

รายได้ที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นผลจากการเข้าซื้อกิจการผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Cerner นั่นเอง โดยสรุปแล้ว ผลกำไรบริษัทอยู่ที่ 1.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น เทียบกับตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.07 ดอลลาร์ฯ ขณะที่รายรับรวมอยู่ที่ 1.145 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ตรงตามตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อ้างอิงจากทาง Refinitiv

รายรับที่โตขึ้นมาในไตรมาสที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้นมามากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ที่ 5% อันเนื่องมาจากตัวเลขรายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์ฯ ของ Cerner ที่เข้ามาในบัญชีหลังปิดดีลซื้อธุรกิจมูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เรียบร้อย

รายรับสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1.55 พันล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับ 2.46 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปีก่อน Oracle ก็ออกมาย้ำว่าจริงๆ น่าจะเห็นตัวเลขผลกำไรต่อหุ้นขึ้นจากนี้อีก 8 เซนต์ถ้าไม่โดนเรื่องผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่เป็นผลดีกับพวกเขาเท่าไหร่

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/oracle-reports-18percent-revenue-growth-after-cerner-deal/

Oracle ไตรมาสล่าสุด เติบโต 18% จากธุรกิจ Cloud และ Cerner ที่ซื้อกิจการมา

ออราเคิลรายงานผลประกอบการ ของไตรมาสที่ 1 ตามปีการเงินบริษัท 2023 สิ้นสุดเดือนสิงหาคม รายได้รวม 11,445 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน มีกำไรสุทธิ ตามบัญชี GAAP 1,548 ล้านดอลลาร์

รายได้ในทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีการเติบโตสูง บริการคลาวด์และสนับสนุนไลเซนส์ รายได้เพิ่มขึ้น 14% ส่วนไลเซนส์คลาด์และไลเซนส์ออนพรีมิส เพิ่มขึ้น 11% ในไตรมาสนี้ยังเป็นไตรมาสแรกที่ออราเคิลเริ่มบันทึกรายได้จาก Cerner บริษัทที่ซื้อกิจการมา โดยมีรายได้ส่วนนี้ราว 1.4 พันล้านดอลลาร์

Safra Catz ซีอีโอออราเคิล กล่าวว่าบริษัทมีการเติบโตสูงทั้งธุรกิจแอพพลิเคชัน และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่บนคลาวด์ เฉพาะสองธุรกิจนี้มีรายได้คิดเป็นมากกว่า 30% ของรายได้รวมแล้ว

ที่มา: ออราเคิล

from:https://www.blognone.com/node/130360

[Guest Post] Oracle Database Appliance หรือ ODA ที่รวม Networking, Storage, Server และ Software ไว้ในเครื่องเดียว ช่วยจัดการดูแลระบบองค์กรของคุณได้อย่างง่ายดาย

Oracle Database Appliance หรือ ODA ที่ออกแบบมาในรูปแบบของ Appliance ที่รวม Networking, Storage, Server และ Software ไว้ในเครื่องเดียว ทำให้การจัดการ ดูแลระบบองค์กรของคุณทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Consolidate Database เป็นการนำ Database หลากหลาย version มาติดตั้งในเครื่องเดียว หรือ Solution-in-a-Box และอื่นๆอีกมากมาย สุดท้ายที่สำคัญก็คือยังมาพร้อมกับ KVM และ OS ให้ใช้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ที่สำคัญ ยังมี Software ให้เลือกใช้ได้ฟรีกว่า 15 รายการ และด้วยคอนเซปของ ODA ที่มี Key feature หลักจะช่วยให้คุณติดตั้งระบบได้อย่างง่ายดาย มีประสิทธิภาพสูงและสุดท้ายยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายโดยคิด License ตามการใช้งานจริง ถูกกว่าใช้ฮาร์ดแวร์อื่น เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 2 CPU Cores อีกด้วย

ปัจจุบัน ตอนนี้ ODA ได้ออกรุ่นใหม่ล่าสุดเป็น Model X9 ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความสามารถมากมาย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ : napapat.s@oracle.com

#ODA #Oracledatabaseappliance #databaseadmin #DBA #oracledatabase #database #Appliance #infrastructure #APEXlowcode #oracle #oraclethailand #Application #ERP #HCM #Databaserver #server

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-oracle-database-appliance/

การแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลต่อการลงทุนในระบบ Cloud ของภูมิภาคอาเซียนอย่างไร

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณธิดาพร สันติมานะวงศ์ Senior Director – Solution Engineering – Cloud Platform จาก Oracle ASEAN & SAGE ได้ออกมาอัปเดตถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบ Cloud ในภูมิภาคอาเซียน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์แพร่ระบาด COVID-19 รวมไปถึงแนะนำกลยุทธ์เพื่อไปสู่การเป็น Autonomous Cloud โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่รายเดือนหรือรายปี แต่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน ธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจะต้องปรับตัวให้ไวเพื่อให้อยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างไร ที่เห็นได้ชัดคือช่วงแพร่ระบาด COVID-19 ที่เร่งให้เกิด Digital Transformation อย่างก้าวกระโดด พนักงานเปลี่ยนไปทำงานแบบ Work from Home ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โมเดลทางธุรกิจก็เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ต่อไปในยุค New Normal

ภูมิภาคอาเซียนก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกับทั่วโลก กล่าวคือ การแพร่ระบาด COVID-19 ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงการนำระบบ Cloud เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดด้านวัตกรรมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น KYC, AI/ML, IoT, Blockchain, Human Interface และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมากับการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ก็คือ ความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

จากการสำรวจพบว่า 85% ของเหตุ Security Breach สามารถยับยั้งได้ด้วยการอัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงลปอดภัย แต่ที่ยังคงไม่อัปเดตแพตช์จนเกิดเหตุนั้น มักมีสาเหตุมาจากการที่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่จะทำให้เกิด Downtime กับระบบที่ต้องคอยสนับสนุนธุรกิจได้ ยิ่งในช่วง COVID-19 ที่โมเดลทางธุรกิจเปลี่ยนไปให้บริการในรูปแบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เกิด Downtime แล้วธุรกิจหยุดชะงัก องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถทำ Digital Transformation และอัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยไม่เกิด Downtime ไปพร้อมๆ กันได้?

คำตอบนั้นคือการพลิกโฉม Data Center ขององค์กรไปสู่การเป็น Autonomous Platform

Autonomous คือการเชื่อใจระบบให้มันสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งต่างจาก Automatic ที่ยังต้องมีคนคอยควบคุมดูแล Autonomous จึงมีการฝังเทคโนโลยี AI/ML เข้าไปด้วยในทุกๆ เลเยอร์ ทั้ง Infrastructure, Platform และ Applications จากการศึกษาของ Oracle พบว่า ภายในปี 2022 ร้อยละ 90 ของแอปพลิเคชันองค์กรจะมีการผสานเทคโนโลยี AI/ML เข้าใน ในขณะที่ร้อยละ 50 ของข้อมูลองค์กรจะถูกบริหารจัดการอย่างอัจฉริยะและอัตโนมัติ นอกจากนี้ ร้อยละ 86 ของ IT Leaders ยังเชื่อว่า Autonomous/Automation จะเป็นจุดเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ไปทดลองใช้ระบบ Autonomous แบบสุ่มสี่สุ่มห้า องค์กรควรปูทางการปรับไปใช้งานให้ดี ทักษะเดิมที่มีอยู่ยังคงต้องใช้ได้ เสมือนเป็นการอัปเกรดสู่ระบบใหม่ ไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทิ้ง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนอย่างยั่งยืน

“โมเดลทางธุรกิจเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภค งาน Operations ประจำวันควรปล่อยให้ระบบ Autonomous จัดการ แล้วเราเอาเวลาที่มีค่าไปทำงานเชิงนวัตกรรมแทน เช่น คิดค้น พัฒนา และนำเสนอบริการหรือประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า ขณะเดียวกัน ข้อมูลก็อย่าเก็บไว้อย่างเปล่าประโยชน์ นำไปแปลงให้เกิดปัญญา เกิดคุณค่าสูงสุง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” — คุณธิดาพรกล่าว

Oracle ได้นำเสนอ Autonomous Cloud ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ

  • Self-driving: Provision, Secure, Monitor, Backup, Recover, Tune และ Upgrade ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยี AI/ML
  • Self-securing: อัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยได้เองโดยไม่มี Downtime
  • Self-repairing: ทำให้มี Availability สูงสุด โดยมี Downtime น้อยกว่า 2.5 นาทีต่อเดือน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระบบลงได้สูงสุดถึง 80% ลดความเสี่ยงการเกิดเหตุ Security Breach ซึ่งอาจทำให้สูญเสียทั้งรายได้และชื่อเสียง รวมไปถึงลดภาระของพนักงาน ช่วยให้มีเวลาทำงานเชิงนวัตกรรมมากขึ้น

Oracle Autonomous Cloud ให้บริการในทุกๆ เลเยอร์ ทั้งตั้งแต่ Core Infrastructure, Databases, Data & AI, Analytics ไปจนถึง Applications เช่น Autonomous Database ที่จัดการงานประจำอย่างการทำ Indexing, Backup & Recovery ให้โดยอัตโนมัติ ลดภาระของผู้ดูแลและช่วยให้มีเวลาไปทำงานด้าน Analytics ซึ่งจะเพิ่มช่องทางทำรายได้มากขึ้นให้แก่องค์กร Autonomous Security & Management ที่ช่วยอัปเดตแพตช์โดยอัตโนมัติและไม่มี Downtime รวมไปถึงคาดการณ์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมนุษย์ Autonomous App Development & Mobility ที่มี Self-learning Bot สำหรับช่วยจัดการงานประจำวันซึ่งรองรับภาษาไทย และ Autonomous Analytics & Big Data ระบบคลังข้อมูลอัจฉริยะที่ใช้ AI/ML ในการค้นหารูปแบบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เป็นต้น

Oracle Autonomous Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Public Cloud, Dedicated Region, Cloud@Customer, ร่วมกับ VMware Solution หรือ Azure Interconnect เป็นต้น องค์กรที่สนใจทำ Cloud Transformation แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี สามารถติดต่อทีมงาน Oracle ประเทศไทยได้ทันที โดยจะให้บริการตั้งแต่การทำ Business Case Development, Architecture Design, Network/Security Review, Onboarding, Migration, Training ไปจนถึง Go Live Support

ผู้ที่สนใจระบบ Autonomous Cloud สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “การแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลต่อการลงทุนในระบบ Cloud ของภูมิภาคอาเซียนอย่างไร” โดยคุณธิดาพร สันติมานะวงศ์ Senior Director – Solution Engineering – Cloud Platform จาก Oracle ASEAN & SAGE ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ทดลองใช้บริการ Oracle Autonomous Cloud ได้ฟรีที่ https://www.oracle.com/cloud/free/

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-autonomous-cloud-by-oracle/

Oracle เชื่อจะประหยัดเงินได้อีกพันล้านด้วยการปลดคน- หวยออกแผนก “การตลาดและดูแลลูกค้า”

มีรายงานว่า Oracle เริ่มจ้างคนออก ไล่จากแผนกการตลาดและดูแลประสบการณ์ลูกค้าก่อน รวมทั้งกำลังเล็งปรับโครงสร้างแผนกอนาไลติกและโฆษณาต่อด้วย โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุ มีพนักงานบางคนพบว่าตัวเองโดนเลย์ออฟ

ตำแหน่งที่ถูกเอาออกมีทั้งพนักงานขายระดับล่าง ไปจนถึงผู้อำนวยการขาย ตรงกับข่าวลือก่อนหน้าที่ว่ามีตำแหน่งเตรียมโดนเลย์ออฟกระจายทั่วบริษัท ที่จะทยอยในช่วงอีกไม่กี่เดือนนี้ แม้ว่าข่าวนี้ทางฝ่ายบริหารจะออกมาปฏิเสธก่อนหน้าก็ตาม

เช่นเดียวกันกับแผนก Customer Experience ที่ทำด้านวิเคราะห์ข้อมูลและโฆษณา ก็ถูกปรับโครงสร้างโดยเฉพาะระดับผู้จัดการขายอาวุโส ซึ่งมีโพสขึ้นมาโดยตัวพนักงานเองใน LinkedIn เต็มไปหมด คาดกันว่าเหตุผลน่าจะมาจากผลงานของแผนกเหล่านี้

ซึ่งอัตราเติบโตของแผนกดังกล่าวค่อนข้างต่ำกว่าบริการส่วนอื่นของบริษัทจากช่วงอีเวนต์ปีที่ผ่านมา โดยรองประธานบริหาร Douglas Kehring กล่าวว่าแผนกนี้ “มีผลงานที่ผ่านมาค่อนข้างน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า” ทั้งนี้ ผู้บริหารอาวุโสต่างเชื่อว่าการเลย์ออฟนี้จะช่วยให้บริษัทประหยัดได้ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญจากการลดคนหลายพันตำแหน่ง

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/oracle-looks-to-save-1bn-with-workforce-cuts/

ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google และ Oracle โดนคลื่นความร้อนจนระบบล่ม

ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงลอนดอนที่มีทั้ง Google และ Oracle Corp. ใช้งานอยู่นั้นได้ล่มลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังประเทศอังกฤษเจอกับคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้บางเว็บไซต์ล่มตามไปด้วย ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างอ้างว่าเป็นเพราะ “ระบบทำความเย็น” เป็นต้นเหตุ

โดยฝั่ง Oracle ขึ้นข้อความบนหน้าเว็บก่อนในช่วงเช้าตามเวลานิวยอร์ก ระบุว่า “ด้วยอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ” ส่งผลให้อุปกรณ์ทั้งระบบคลาวด์และเครือข่ายต่างๆ ในดาต้าเซ็นเตอร์เขตลอนดอนตอนใต้มีปัญหา จากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทาง Alphabet Inc. ที่ดูกูเกิ้ลก็รายงานปัญหาลักษณะเดียวกันของดาต้าเซ็นเตอร์ลอนดอน

ในหน้าเว็บบริการลูกค้านั้น กูเกิ้ลเขียนว่าปัญหานี้กระทบกับผู้ใช้บริการคลาวด์ “เพียงกลุ่มเล็กๆ” เท่านั้น พร้อมทั้งเสริมว่าได้ปิดบริการของตัวเองบางส่วนไว้ “เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับเครื่องต่างๆ และอาการระบบล่มที่อาจลามไปมากกว่านี้ได้”

ถัดจากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมง กูเกิ้ลยังแสดงรายการของบริการคลาวด์ตัวเองที่ไม่สามารถให้บริการได้ในภูมิภาค ทางฝั่งบริการของเจ้าอื่นที่ได้รับผลกระทบ อย่างบริการเว็บโฮสติ้งของ WordPress ก็กล่าวโทษระบบกูเกิ้ลที่ล่ม ที่ทำให้บริการของตนเองล่มตามไปด้วยทั่วทั้งยุโรป

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – DatacenterKnowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-oracle-data-centers-knocked-offline-by-london-heat/

Microsoft เปิดตัว Cloud for Sovereignty

Microsoft ได้ประกาศเปิดตัวคลาวด์สำหรับอีกวัตถุประสงค์เพื่อดูแลข้อมูลของผู้ใช้ให้อยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนด ในวาระเดียวกันนี้ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ Oracle เพื่อผสานพลังแอปให้ทำงานร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ

credit : Microsoft

Cloud for Sovereignty จะการันตีว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกเก็บและประมวลผลอยู่ภายใน Region ที่กำหนดเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเอกชน โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปที่มีกฏหมายครอบอยู่ ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ดาต้าเซนเตอร์ใดของ Azure ก็ได้ที่ยังเข้าถึงบริการคลาวด์ได้ตามปกติเช่น Microsoft 365, Azure, Dynamics 365 หลังจากนั้นก็เพียงเปิด ‘Residency’ ตามความต้องการ นอกจากนี้ Sovereignty ยังมีความสามารถ Landing Zone อีกด้วย

ในเดียวกัน Inspire Conference ยังได้มีประกาศยกระดับความร่วมมือของ Oracle Cloud Infrastructure(OCI) และ Azure ด้วย หัวใจสำคัญคือทลายข้อจำกัดการทำงานของแอปพลิเคชันในฝั่ง Azure Application ให้เชื่อมต่อกับ Oracle Database ใน OCI ได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น Azure Application Insights จะมอนิเตอร์สมรรถนะและจัดการประสิทธิภาพให้แอปที่ทำงานร่วมกับ Oracle Database หรือมีการร่วมใช้ Azure AD ระหว่างกันได้เป็นต้น

ที่มา : https://techcrunch.com/2022/07/19/microsoft-launches-its-cloud-for-sovereignty/ และ https://redmondmag.com/articles/2022/07/20/oracle-database-service-for-microsoft-azure-now-available.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-announces-cloud-for-sovereignty-and-ga-oracle-db-with-ms-azure/

Google Cloud และ Oracle Cloud ล่มในอังกฤษ ผลกระทบจากคลื่นความร้อน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอังกฤษได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน หรือ ฮีตเวฟ (Heat Wave) ซึ่งทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 40.2 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่อย่าง Google Cloud และ Oracle Cloud ได้รับผลกระทบไปตามๆกัน

Credit: ShutterStock.com

เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ในระบบในระยะยาว ทำผู้ให้บริการ Cloud ทั้งสองรายตัดสินใจปิดระบบบางส่วน ส่งผลให้บริการ Cloud Service บางส่วนในอังกฤษหยุดทำงานลง โดย Oracle Cloud ได้ออกมารายงานเป็นรายแรกว่าเมื่อเวลา 16:30 น. ตามเวลาในอังกฤษ ระบบระบายความร้อนของ UK South (London) Data Center ทำงานผิดพลาดทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์บางส่วนต้องถูกปิดลงเพื่อป้องกันความเสียหาย

ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงถัดมา Google ก็ได้ออกรายงานเช่นเดียวกันว่าระบบระบายความร้อนทำงานผิดพลาด ทำให้บริการโซน europe-west2-a ได้รับผลกระทบ ซึ่ง VM ของลูกค้าบางส่วนถูกปิดลงและไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงสูญเสีย Capacity ของระบบในโซนนี้ไป Google ได้ทำการปิดระบบบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหาย และจำกัดการทำ GCE Preemptible Launches เนื่องจาก Capacity ไม่เพียงพอ ผู้ให้บริการทั้งสองรายคาดว่าไม่น่ามีผลกระทบอื่นตามมาจากเหตุการณ์นี้หลังจากที่กู้คืนระบบระบายความร้อนกลับมาได้แล้ว

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/uk-heat-wave-causes-google-and-oracle-cloud-outages/

 

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-and-oracle-cloud-in-uk-outage-due-to-heatwave/