คลังเก็บป้ายกำกับ: OPEN_SOURCE_SOFTWARE

“ระบบนิเวศที่เปิดกว้าง” สำคัญอย่างไรในอนาคตจากนี้ [Guest Post]

สถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นด่านทดสอบสุดหินที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องรวมพลังกันต่อสู้หนึ่งในปัญหาความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ตัวอย่างการผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อค้นหาวิธีรักษาและป้องกันโรคดังกล่าว คือตอนที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนทั่วโลกได้ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลทรงพลังที่สุดของโลกอย่าง Texas Advanced Computing Center’s (TACC) Frontera ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างการทำงานของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในระดับโมเลกุลและอะตอมได้สำเร็จ

การผนึกกำลังครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นได้เพราะการทำงานร่วมกันของเซิร์ฟเวอร์, โหนด (Node), โครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันหลายพันตัว เพื่อประมวลผลข้อมูลความรู้ที่แบ่งปันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และสถาบันที่เกี่ยวข้องจากทั่วทุกมุมโลกอย่างรัดกุม ซึ่งช่วยให้พวกเขานำความรู้ความเชี่ยวชาญและข้อมูลของแต่ละภาคส่วนมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพสำคัญของการทำงานร่วมกันเมื่อเราเปิดรับความร่วมมือ พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ ๆ และอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน 

การสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง (Open Ecosystem) จะเป็นคำตอบแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเพื่อการวิจัยโรคระบาดใหญ่หรือเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างการพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารพกพาหรือตั้งโต๊ะ โครงสร้างระบบไอทีกลางที่ติดตั้งภายในองค์กรหรือติดตั้งบนคลาวด์ ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ระบบนิเวศในการทำงานร่วมกันควรต้องเปิดกว้าง ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าระบบนิเวศที่เปิดกว้างคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับอนาคตต่อจากนี้

ระบบนิเวศที่เปิดกว้าง คือการวางพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ปัจจุบันโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบนิเวศที่เปิดกว้างจึงเป็นหนทางสำคัญที่ช่วยวางพื้นฐานให้เทคโนโลยีที่หลากหลาย นักพัฒนา สถาบันและธุรกิจองค์กรต่าง ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ ต่อยอดการค้นพบ และทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของทุกคนในการแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับโลก เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือสิ่งที่เราต้องการเพื่อใช้ฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันได้อย่างแข็งแกร่ง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญได้อย่างเท่าเทียมกัน ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการร่วมมือร่วมใจและการผสานการทำงานของเทคโนโลยี การบริการและแพลตฟอร์มที่หลากหลาย และต้องมีมาตรฐานการทำงานที่ตกลงร่วมกันเพื่อลดขั้นตอนและข้อมูลที่ยุ่งยากซับซ้อนเพื่อเร่งขับเคลื่อน ผสานการทำงาน และทดลองด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมต่าง ๆ สู่ตลาดทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้น

ซอฟต์แวร์แบบเปิด ต้องมีความโปร่งใส ปลอดภัย และเข้าถึงได้

ทุกวันนี้ นักพัฒนาต้องเจอความท้าทายในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทำงานครอบคลุมในหลายสถาปัตยกรรมไอทีและฮาร์ดแวร์ เช่น แอปฯ สตรีมเพลงที่ต้องทำให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสประสบการณ์การฟังเพลงได้อย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะฟังจากสมาร์ตโฟน สมาร์ตทีวี หรือแท็บเล็ตก็ตาม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงอินเทอร์เฟซสลับไปมาได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงชุดซอฟต์แวร์ (Software Stack) และฮาร์ดแวร์ของแอปฯ นักพัฒนาจึงต้องการเครื่องมือที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องโค้ดและเอื้อให้ระบบต่าง ๆ ภายในแอปฯ สามารถทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่น วิธีการที่เราอยากแนะนำก็คือส่งเสริมการใช้โอเพ่นซอร์ส (Open Source) และเปิดพื้นที่ซอฟต์แวร์ของเราให้นักพัฒนาได้ใช้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

สำหรับอินเทล เราเดินหน้าสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส (Open Source Software) อย่างต่อเนื่อง เรามีวิศวกรด้านซอฟต์แวร์กว่า 19,000 คนที่ช่วยให้อุตสาหกรรมที่เคยใช้ระบบไอทีแบบปิดหรือมีกรรมสิทธิ์ (Proprietary Systems) หันมาใช้ระบบไอทีและการประมวลผลแบบเปิดเพื่อช่วยให้นักพัฒนาขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเราด้วย Intel Distribution of OpenVINO toolkit ที่ออกแบบมาเพื่อให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาการอนุมานหรือคาดคะเนการทำงานที่เลียนแบบเครือข่ายเส้นใยประสาทของมนุษย์ (Neural Network) ให้คอมพิวเตอร์สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยมุมมองความรู้ของคอมพิวเตอร์ การจดจำและเข้าใจภาษา และการประมวลผลภาษาโดยธรรมชาติ หรือแพลตฟอร์ม oneAPI ที่เป็นแพลตฟอร์มครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมและอ้างอิงมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อช่วยให้นักพัฒนาทั่วไปสามารถพัฒนาสถาปัตยกรรมไอทีทุกประเภทได้อย่างราบรื่น

มาตรฐานที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการทำงานร่วมกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม

สมัยก่อนเราต้องใส่การ์ดความจำเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีและรีบูททุกครั้งที่ต้องการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่างเครื่องสแกน ปริ้นเตอร์ และคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก (Personal Digital Assistant) ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนในการติดตั้งและเชื่อมต่อเข้ากับพีซี ก่อให้เกิดความยุ่งยากกับผู้ใช้งานและผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีไม่น้อย อินเทลและบริษัทในแวดวงไอทีจึงได้ตัดสินใจก่อตั้งหน่วยงาน USB Implementers Forum หรือ USB-IF ขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคของ USB (Universal Serial Bus) ให้ผู้พัฒนาระบบและผู้ผลิตได้ปฏิบัติตามเป็นมาตรฐานเดียวกัน 

นอกจากการมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยให้การเชื่อมต่อรวดเร็วมากยิ่งขึ้น (Higher speed connectivity) และให้ขั้นตอนเปิดเครื่องและใช้งาน (plug-and-play) ทำได้ง่ายมากขึ้น หน่วยงาน USB-IF ยังได้ริเริ่มการใช้มาตรฐานพร้อมกฎระเบียบการจดทะเบียนใบอนุญาตด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ USB โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพื่อใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมอย่างเปิดกว้าง นั่นหมายความว่าทุกคนสามารถเข้าถึง USB รวมถึงนำไปใช้และพัฒนาเพิ่มเติมได้ ซึ่งเอื้อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่รู้จบ อีกทั้งสามารถนำเสนอนวัตกรรมเหล่านี้ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และสะดวกสบายมากขึ้นสำหรับทั้งองค์กรธุรกิจและผู้ใช้งาน

ปัจจุบัน USB คือฟีเจอร์ที่มีอยู่ทั่วไปในทุกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกที่เพื่อเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่กล้องถ่ายรูปไปจนถึงฮาร์ดดิสก์พกพาสำหรับเก็บข้อมูล (External hard drives) หน่วยงาน USB-IF ประกอบไปด้วยสมาชิกกว่า 800 บริษัท ที่ทำหน้าที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้นและเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

มาตรฐานแบบเปิดนั้นคล้ายคลึงกับโอเพนซอร์สและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่ช่วยให้นักพัฒนาไม่ติดอยู่กับเทคโนโลยีแบบเดียวหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ลดขั้นตอนความยุ่งยากและปรับเสริมให้การพัฒนานวัตกรรมมีความคล่องตัวมากขึ้นและผสานการทำงานร่วมกันมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้นักพัฒนามีเวลาที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาความท้าทายที่เกิดขึ้นกับโลกได้มากขึ้น และช่วยยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ถึงเวลาสู่อนาคตที่เปิดกว้าง

แม้หลายปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามที่จะสร้างระบบนิเวศในอุตสาหกรรมที่เปิดกว้าง เรายังคงเห็นการจดกรรมสิทธิ์ชุดซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดเป็นระบบแนวดิ่งที่ตีกรอบนักพัฒนาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิด ซึ่งเหนี่ยวรั้งและปิดกั้นโอกาสใหม่ ๆ ทำให้นักพัฒนาไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างเต็มที่

ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่เราควรส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่เปิดกว้างผ่านเทคโนโลยีอย่างโอเพนซอร์ส ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส มาตรฐานแบบเปิด ไปจนถึงการกำหนดนโยบายและการแข่งขันที่เปิดกว้าง เพื่อให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมในแนวราบที่เอื้อให้นวัตกรรมสามารถเบ่งบานและเติบโตได้

เมื่อมีรากฐานของระบบต่าง ๆ ซอฟต์แวร์ และมาตรฐานที่ชัดเจน เราจะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ผนึกกำลังร่วมกันประมวลผลข้อมูลเชื้อไวรัสโควิดด้วยเครื่อง Frontera ของศูนย์ Texas Advanced Computing Center เมื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เราก็จะสามารถเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

บทความโดยสตีฟ ลอง รองประธานบริหารฝ่ายองค์กรและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) บริษัท อินเทล คอร์เปอเรชั่น

from:https://www.techtalkthai.com/why-open-ecosystem-matter-from-now-on/

GitHub เปิดตัวฟีเจอร์ Secret Scanning ให้ใช้งานฟรี สำหรับ Public Repository

GitHub เปิดตัวฟีเจอร์ Secret Scanning ให้ใช้งานฟรี สำหรับ Public Repository

Credit: GitHub

ก่อนหน้านี้ฟีเจอร์ Secret Scanning นั้นมีให้ใช้งานเฉพาะ GitHub Enterprise Cloud ที่มี GitHub Advanced Security license เท่านั้น โดยเป็นบริการที่ช่วยในการค้นหา Secret Credential ที่อาจหลงเหลืออยู่ในโค้ด ภายใน Repository ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ถูกโจมตีได้ โดย Secret Scanning รองรับการแสกน Token มากกว่า 200 รูปแบบ เช่น API keys, authentication tokens, access tokens, management certificates, credentials, private keys และ secret keys ซึ่งภายในปีนี้ GitHub ได้ตรวจพบ Secret Exposed ภายใน Public Repository แล้วมากกว่า 1.7 ล้านครั้ง ล่าสุด GitHub ประกาศเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ฟรีแล้วใน Public Repository ทั้งหมด คาดว่าผู้ใช้งานทุกรายจะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2023

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/github-rolls-out-free-secret-scanning-for-all-public-repositories/

from:https://www.techtalkthai.com/github-releases-secret-scanning-for-public-repository-for-free/

Google เปิดตัวเครื่องมือสแกนช่องโหว่ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส

Google ออกเครื่องมือใหม่สำหรับนักพัฒนาสายโอเพ่นซอร์สเพื่อนำไปใช้สแกนหาช่องโหว่ในโปรเจ็คที่ตนใช้งานได้ เพื่อช่วยให้การใช้งานมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น

credit : osv.dev

แน่นอนว่าในกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ปัจจุบันมักมีการควบรวมนำซอฟต์แวร์ของผู้อื่นมาต่อยอดกันอยู่แล้ว แต่ความซับซ้อนในด้านความมั่นคงปลอดภัยคือเป็นเรื่องยากมากที่จะมาไล่หาช่องโหว่ด้วยตัวเอง เพราะไม่แน่ว่าซอฟต์แวร์นั้นอาจจะมีการรวมแพ็กเกจย่อยของคนอื่นมากอีกที ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นงานใหญ่มากสำหรับการติดตามให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์จะไม่มีช่องโหว่แฝงอยู่

Google OSV Scanner จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจับคู่โค้ดในทุก dependencies ของโปรเจ็คและแจ้งเตือนหากมีการอัปเดตด้านความมั่นคงปลอดภัย โดยเครื่องมือจะใช้คำแนะนำจากผู้เกี่ยวข้องและฐานข้อมูลสำหรับโอเพ่นซอร์ส OSV ที่ Google เปิดตัวมาเมื่อปี 2021 ซึ่งปัจจุบัน OSV.dev รองรับ ecosystem หลากหลายทั้ง Linux, Android, Debian, Alphive, PupI, npm, OSS-Fuzz และ Maven โดยแผนต่อไปของ OSV Scanner ทาง Google จะเพิ่มการรองรับใน C และ C++ ให้มากขึ้น รวมถึงความสามารถตั้งเวลาด้วย CI Actions และแนะนำว่าเวอร์ชันซอฟต์แวร์ขั้นต่ำที่ควรใช้ 

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/google-releases-dev-tool-to-list-vulnerabilities-in-project-dependencies/

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-osv-scanner/

FREE MEETUP! ร่วมฉลองส่งท้ายปี พร้อมอัปเดตความรู้ Open Source แบบฟรี ๆ ที่งาน Thailand OpenInfra Meetup 2022 [Guest Post]

ห้ามพลาดกับงาน Meetup ส่งท้ายปี จาก Thailand OpenInfra User Group กับงาน Thailand OpenInfra Meetup 2022 

ร่วมรับฟังเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ Open Source ที่คุณพลาดไม่ได้ จาก 4 ตัวแทนหลัก อย่าง OpenInfra, NIPA Cloud, AMD และ depa ที่จะมาพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเหล่านักพัฒนาผู้ที่สนใจใน Open Source พร้อมอัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ รวมถึงยูสเคสที่น่าสนใจ ในบรรยากาศเป็นกันเองแบบสบาย ๆ พร้อมพิซซ่ายามเย็น 

ด่วน! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด 

ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งได้ที่นี่ https://bit.ly/3NKCpB4 

รายละเอียดงาน 
ชื่องาน: Thailand OpenInfra Meetup 2022 
วันเวลา: พฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2022  เวลา 17.30 – 19.00 น.
สถานที่: On-site – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
              Online – Live via Zoom Webinars

หัวข้อการบรรยาย:
17.30 – 17.35 Meetup kick-off
17.35 – 17.45 Presentation By OpenInfra Foundation
17.45 – 18.00 depa’s policy regarding to the support for an Open Source
18.00 – 18.15 Introduction to AMD Infinity Guard
18.15 – 18.30 Scaling Private Clouds with Nova Cells
18.30 – 18.45 Why does Ecommerce need a Public Cloud?
18.45 – 19.00 OpenStack Use Case: OpenStack autoscaling for shooter game

from:https://www.techtalkthai.com/nipa-cloud-free-meetup-thailand-openinfra-meetup-2022-guest-post/

CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation [10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น.]

CIO, IDC and EDB ขอเรียนเชิญทุกท่านรับชม Webinar หัวข้อ Fuelling innovation with open source database transformation ในวันที่ 10 พ.ย. 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. เพื่อเรียนรู้ถึงเทคโนโลยี Open Source Database สำหรับการ Transform ธุรกิจ พร้อมกลยุทธ์ของการนำ Open Source Software ไปใช้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมของธุรกิจองค์กร โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายดังนี้

หัวข้อ: CIO, IDC and EDB Webinar: Fuelling innovation with open source database transformation

ผู้บรรยาย: Linus Lai – Vice president digital business, trust and services, IDC Asia-Pacific / Byron Connolly – Australia’s editor-in-chief, CIO / William McDonald – Regional Director, ANZ, EDB / Ajit Gadge – Field CTO, EDB

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2022 เวลา 9.30น. – 10.30น. (เวลาประเทศไทย)

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: อังกฤษ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing

ธุรกิจองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่างต้องดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในขณะที่ลูกค้านั้นต่างล้วนต้องการให้บริษัทเปิดช่องทางดิจิทัลเพื่อให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

งานวิจัยของ IDC ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ได้ระบุถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความแตกต่าง รวมถึงสร้างวัฒนธรรมที่จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้

การดำเนินธุรกิจโดยใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนั้น ความสำคัญของการทำ Data Modernisation จึงถูกยกระดับให้สูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความสามารถในการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่สามารถใช้งานข้อมูลและผสมผสานเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่า ได้ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้วย Open Source

ในขณะที่การใช้โซลูชัน Open Source นั้นมีข้อดีหลายประการ แต่ธุรกิจองค์กรนั้นก็ยังคงต้องอาศัยความช่วยเหลือในการย้ายระบบและปรับปรุงระบบให้ทันสมัย และสร้างคุณค่าสูงสุดได้บนแพลตฟอร์มข้อมูลบน Multicloud

เข้าร่วม Webinar ในครั้งนี้เพื่อเรียนรู้ถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัล
  • เทคโนโลยี Open Source จะเข้ามาขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างไร
  • กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และรับมือกับการขาดแคลนบุคลากร
  • คุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://attendee.gotowebinar.com/register/9107536714418192144?source=EDB+Marketing โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/cio-idc-and-edb-webinar-fuelling-innovation-with-open-source-database-transformation-10112022/

OpenSearch เครื่องมือยุคหลังจากที่ Elasticsearch ไม่เป็นโอเพ่นซอร์สอีกต่อไป

ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการค้นหาข้อมูล หลังจากที่ผู้สร้าง Elasticsearch จะไม่ไปต่อกับความเป็นโอเพ่นซอร์สหลังเวอร์ชัน 7.10.2 ด้วยเหตุนี้ Amazon จึงเป็นตัวตั้งตัวตีฟอร์มกลุ่มเพื่อสร้างเครื่องมือขึ้นใหม่ที่ชื่อ OpenSearch ซึ่งบทความนี้ทุกท่านจะทราบถึงสถาปัตยกรรมภายในของเครื่องมือนี้ครับ

หากใครอยากทราบการเปลี่ยนผ่านสู่ OpenSearch ติดตามบทความเก่าได้ที่ https://www.techtalkthai.com/amazon-continues-own-elasticsearch-version-as-opensearch-service/ 

Credit : Opensearch.org

OpenSearch ต่อยอดจาก Elasticsearch 7.10.2 และ Kibana 7.10.2 โดยให้บริการภายใต้ Apache Software License 2.0 หรือกล่าวคือเป็นโอเพ่นซอร์สที่ถูกดูแลโดย Community ซึ่งเริ่มได้รับความสนใจและดาวน์โหลดไปมากกว่า 1.4 ล้านครั้งแล้ว 

องค์ประกอบของ OpenSearch มีอยู่ 3 ส่วนคือ

1.) ส่วนสำหรับเก็บข้อมูลเรียกว่า Data Store

2.) ส่วนกลไกของการค้นหาหรือ OpenSearch

3.) ส่วนแสดงผลแบบ Dashboard

สถาปัตยกรรมและแนวคิดของ OpenSearch

credit : Ubuntu

แนวคิดของ OpenSearch ถูกออกแบบมาสำหรับกระจายการทำงาน (Distributed) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ Apache Lucene หมายความว่าผู้ใช้งานและแอปพลิเคชันจะปฏิสัมพันธ์กันแบบคลัสเตอร์ตามรูปประกอบด้านบน 

แต่ละคลัสเตอร์อาจจะมีมากกว่า 1 โหนดรันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ใดๆเพื่อเก็บและประมวลผลการค้นหา โหนดภายในคลัสเตอร์มี 3 ชนิดคือ

1.) Cluster Manager – บริหารจัดการคลัสเตอร์เช่น การสร้างและลบ index, ติดตามการเข้าออกของโหนด, ติดตามสุขภาพของแต่ละโหนดในคลัสเตอร์ และอื่นๆ

2.) Data node – เก็บและค้นหาข้อมูล ทำงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเช่น indexing, searching และ aggregating กล่าวคือเป็นมดงานของคลัสเตอร์ที่กินทรัพยากรเรื่องพื้นที่มากกว่าโหนดอื่น

3.) Coordinating node – นำส่ง Request จากผู้ร้องขอไปยัง Data node รวมถึงรวบรวมผลลัพธ์กลับมายังผู้ร้องขอด้วย ซึ่ง Coordinating node คอยจัดการ Request ภายนอกอย่าง Dashboard หรือไลบรารีผู้ใช้งาน

แนวทางการนำไปใช้

Credit : Opensearch.org

OpenSearch ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้แบบกระจายแต่กินประสิทธิภาพต่ำขนาดว่าลงในเครื่องเดียวยังไหว จะงานใหญ่ก็สามารถรองรับได้เพียงแค่เติมโหนดใหม่เข้ามาช่วยกันหรือสร้าง replica shard เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ อย่างไรก็ดีศักยภาพที่เหมาะสมของ OpenSearch ก็คือการนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเช่น การทำ Log Analytics เพื่อดูแนวโน้มและหาความผิดปกติที่ดูได้ยาก และกรณีอื่นอีกมาก โดย OpenSearch สามารถทำการค้นหาแบบ Full-text ในหลายรูปแบบ รวมถึงจัดอันดับตามคะแนน เรียบเรียงผลลัพธ์ตาม Field และรวบรวมผลลัพธ์เข้าด้วยกันได้

การใช้งานเริ่มต้นต้องเพิ่ม Data Source เข้าไปยัง OpenSearch Cluster ซึ่งรองรับทั้ง Log File, JSON, Metric และอื่นๆ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถจัดการกับคลัสเตอร์ได้ผ่าน REST API หรือนักพัฒนาอาจใช้ Query DSL, OpenSearch SQL และ Piped Processing Language เพื่อการ Query ข้อมูลได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้ Plugin เพื่อเพิ่มความสามารถได้ในด้านประสิทธิภาพการค้นหา เพิ่มความมั่นคงปลอดภัย หรือเสริมความสามารถด้วย Machine Learning เป็นต้น

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลได้ที่ https://github.com/opensearch-project หรือ https://opensearch.org/

ที่มา : https://ubuntu.com//blog/what-is-opensearch

from:https://www.techtalkthai.com/what-is-opensearch-by-ubuntu/

CISA เปิดโอเพ่นซอร์สเครื่องมือช่วยเหลือวิเคราะห์ข้อมูลฝั่ง Red Team

RedEye เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อสร้างรายงานสำหรับฝั่งบุกตะลุย(Red Team) ให้เข้าใจและนำเสนอได้ง่ายขึ้น 

credit : GitHub-RedEye

คำอธิบายจาก GitHub ชี้ว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานแสดงผลข้อมูลที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายเพื่อวางแผนและตัดสินใจกับผลลัพธ์ที่พบ โดย RedEye จะแปลงสาร Log จาก Cobalt Strike มาแสดงในรูปแบบที่เข้าใจได้ ผู้ใช้งานสามารถ Tag และคอมเม้นต์ลงไปในกิจกรรมที่ปรากฏในเครื่องมือนำเสนอต่อผู้บริหารได้ โดย RedEye ยังมีความสามารถอื่นดังนี้

  • สามารถทำ Replay กิจกรรมที่เกิดขึ้นของ Red Team ได้
  • แสดงผลและจำลองการประเมินผลอันซับซ้อนให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • ให้ภาพเส้นทางการโจมตีที่เกิดขึ้นได้ว่าโฮสต์ตัวใดที่ถูกเจาะในการทดสอบ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://github.com/cisagov/RedEye/

ที่มา : https://www.helpnetsecurity.com/2022/10/17/cisa-redeye-open-source-analytic-tool/

from:https://www.techtalkthai.com/cisa-open-source-tool-for-red-team-redeye/

Google เปิดตัวโครงการ Bug Bounty สำหรับ Open Source Software

Google เปิดตัวโครงการ Bug Bounty สำหรับ Open Source Software จ่ายรางวัลสูงสุด 1.1 ล้านบาท

Credit: ShutterStock.com

Google เปิดตัวโครงการ The Open Source Software Vulnerability Rewards Program (OSS VRP) โดยมีรางวัลให้กับนักวิจัยที่ค้นหาบั๊กได้ในโครงการ Open Source ได้ มีเงินรางวัลอยู่ระหว่าง 100 เหรียญ ไปจนถึง 31,337 เหรียญ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท ตามระดับความรุนแรงและความน่าสนใจของช่องโหว่นั้นๆ โดยโครงการ Open Source ที่ Google ดูแลอยู่จะเข้าร่วมทั้งหมด นอกจากนี้นักวิจัยที่ค้นพบช่องโหว่บนโครงการสำคัญอย่าง Bazel, Angular, Golang, Protocol Buffers และ Fuchsia จะได้รับรางวัลสูงกว่าโครงการอื่นๆ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเพิ่มความปลอดภัยให้กับโครงการ Open Source เพื่อป้องกันการโจมตีระดับ Supply Chain ซึ่งการโจมตีชนิดนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อปีมากกว่า 650% เลยทีเดียว ที่ผ่านมา Google ได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงทางด้าน Cybersecurity และในปีที่แล้ว มีการจ่ายเงินรางวัลให้กับนักวิจัยกว่า 700 คน เป็นจำนวนเงินกว่า 8.7 ล้านเหรีญผ่านทางโครงการ VRP

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/08/30/google_open_source_bug_bounty/

from:https://www.techtalkthai.com/google-announces-bug-bounty-program-for-open-source-software/

[Guest Post] “MediaTek” เปิดตัวชิปเซ็ต Pentonic 700 สำหรับสมาร์ททีวี 120Hz 4K ระดับพรีเมี่ยม

ชิปเซ็ต Pentonic ล่าสุดของ MediaTek ผสานการเพิ่มประสิทธิภาพของภาพชั้นนำในวงการเข้ากับการปรับแต่งเกมมิ่งเพื่อประสบการณ์การสตรีมอันน่าทึ่ง

MediaTek แถลงข่าวเปิดตัว Pentonic 700 ซึ่งเป็นชิป System-on-Chip สำหรับสมาร์ททีวีที่มาพร้อมกับเอ็นจิ้นประมวลผล AI อันทรงพลังสำหรับทีวี 120Hz 4K ระดับพรีเมี่ยม โดยชิป Pentonic 700 เอื้อให้แบรนด์ทีวีทั่วโลกสามารถยกระดับประสบการณ์การรับชมโทรทัศน์แบบรอบด้านด้วยระบบเพิ่มคุณภาพของภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI อีกทั้งยังรองรับ Dolby Vision IQ ที่มีเทคโนโลยี Precision Detail และการผสานรวม 4K120 MEMC เข้ากับ TCON และการเพิ่มประสิทธิภาพเกมมิ่ง

คุณ Alex Chen ผู้จัดการทั่วไปของหน่วยธุรกิจโทรทัศน์แห่ง MediaTek กล่าวว่า “ซีรีย์ Pentonic ของ MediaTek นำความฉลาดล้ำยิ่งกว่ามาสู่สมาร์ททีวีด้วยชุดของระบบเพิ่มคุณภาพของภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบรนด์สมาร์ททีวีจึงสามารถวางใจได้ว่า Pentonic 700 จะมอบประสบการณ์อันน่าตื่นตา ไม่ว่าผู้บริโภคจะรับชมวิดีโอ กีฬา เล่นเกม หรือใช้ทีวีเป็นศูนย์กลางควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ก็ตาม”

Pentonic 700 มีหน่วยประมวลผล AI (APU) แบบผสานรวมซึ่งรองรับเทคโนโลยี AI-Super Resolution, AI-Picture Quality (AI-PQ) Scene Recognition และ AI-PQ Object Recognition ซึ่งจะช่วยปรับขอบให้เรียบและสร้างรายละเอียดใหม่ อีกทั้งระบบ Dolby Vision IQ ที่มีเทคโนโลยี Precision Detail จะยิ่งปรับปรุงคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้นโดยการปรับแก้ความเปรียบต่างในจุดที่สว่างและมืดเพื่อให้ภาพที่คมชัด

สมาร์ททีวีที่ใช้ชิป Pentonic 700 สามารถแสดงเนื้อหาจากหลายแหล่งบนหน้าจอทีวีเพราะมีการรองรับ Picture-by-Picture (PBP) และ Picture-in-Picture (PIP) ด้วยระบบเพิ่มประสิทธิภาพหรือ PQ enhancement สำหรับการรับชมในที่พักอาศัย เทคโนโลยียังช่วยให้สามารถสตรีมการแข่งขันกีฬาหลายรายการได้ในเวลาเดียวกัน หรือจะคุยกับเพื่อนและครอบครัวผ่านวิดีโอแชทขณะดูเนื้อหาไปพร้อมกันก็ได้ ส่วนการรับชมในสำนักงาน ความสามารถที่ได้กล่าวมานี้ยังมีตัวเลือกการประชุมผ่านวิดีโออีกหลายตัวเลือกและช่วยให้ทีวีสามารถแสดงสตรีมเนื้อหาหลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน

แม้ว่า Pentonic 700 จะออกแบบมาสำหรับสมาร์ททีวี 120Hz แต่ชิปเซ็ตยังรองรับอัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ (VRR) สูงถึง 144Hz เพื่อให้แบรนด์สามารถปรับแต่งโทรทัศน์สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชันเกมได้เพื่อให้ผู้เล่นเพลิดเพลินกับการเล่นเกมได้โดยหน้าจอไม่กระตุกและเกิดภาพขาด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพ สำหรับการเล่นเกม ได้แก่ HDMI 2.1 Auto Low Latency Mode (ALLM) เพื่อลดความล่าช้าในการแสดงผล รวมถึงเทคโนโลยีของ Dolby Atmos เพื่อเสียงที่สมจริง

คุณสมบัติหลักของ MediaTek Pentonic 700 ประกอบไปด้วย

  • รองรับความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 120Hz และสามารถใช้ VRR ได้สูงสุดถึง 4K ที่ 144Hz เพื่อการเล่นเกม 
  • Dolby Vision IQ ที่มีเทคโนโลยี Precision Detail เพื่อรายละเอียดที่ดีขึ้นซึ่งช่วยเผยพื้นผิวและความลึกให้เห็นชัดกว่าเดิม
  • เทคโนโลยี HDR10+ Adaptive เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุดโดยประมวลผลจากสภาพแสงในห้องเป็นหลัก 
  • เทคโนโลยี AI-PQ Scene Recognition 2.0 ของ MediaTek เพื่อปรับการตั้งค่าคุณภาพของภาพให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
  • เทคโนโลยี AI-PQ Object Recognition 2.5 ของ MediaTek เพื่อเพิ่มมุมมองความลึกโดยประยุกต์ใช้ความคมชัด ความเปรียบต่าง และสีที่แตกต่างกันระหว่างระยะหน้าและพื้นหลัง
  • เอ็นจิ้นการถอดรหัสวิดีโอฮาร์ดแวร์ในตัวที่รองรับมาตรฐาน HEVC, AV1 และ AVS3 พร้อมกับมาตรฐาน VVC (H.266) ล่าสุดตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการออกอากาศและผู้ให้บริการสตรีมล่าสุด
  • เทคโนโลยี AI-Super Resolution 2.0 ของ MediaTek สำหรับการปรับขอบให้เรียบและการสร้างรายละเอียดใหม่
  • รองรับระบบผู้ช่วยเสียงล่าสุดและระบบการบริการจัดการอุปกรณ์ในบ้านอัจฉริยะ

การออกแบบที่มีการผสานรวมขั้นสูงนี้จะช่วยประหยัดพลังงานมากเป็นพิเศษและลดต้นทุนรายการวัสดุ (BOM) ในขณะเดียวกันก็ช่วยเร่งเวลาออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น แบรนด์ยังสามารถเพิ่มโซลูชันการเชื่อมต่อไร้สาย Filogic Wi-Fi 6, Wi-Fi 6E หรือ Wi-Fi 7 ของ MediaTek เข้าไปยังสมาร์ททีวี 4K เพื่อให้ประมวลผลได้รวดเร็วเป็นพิเศษและเชื่อมต่อได้น่าเชื่อถือโดยมีค่าความหน่วงต่ำ เพื่อการสตรีมและประสบการณ์เกมมิ่งบนคลาวด์ที่ดีที่สุด

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิปเซ็ต Pentonic ของ MediaTek ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น Pentonic 700 ถือเป็นชิปเซ็ตหลักในการขับเคลื่อนสมาร์ททีวี 4K และด้วยการเปิดตัวชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดนี้ ซีรีส์ Pentonic จึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับโทรทัศน์ระดับพรีเมียม ระดับไฮเอนด์ และตลาดทั่วไป เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่แตกต่างกัน สมาร์ททีวีที่ขับเคลื่อนโดย Pentonic 700 คาดว่าจะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสมาร์ททีวี Pentonic ของ MediaTek ได้ที่ https://www.mediatek.com/products/smart-home/digital-tv

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-mediatek-unvelis-chipset-pentonic-700-for-smart-tv/

The Linux Foundation เปิดตัวโปรเจ็คใหม่ Open Programmable Infrastructure

Open Programmable Infrastructure (OPI) เป็นโปรเจ็คใหม่ที่ The Linux Foundation ได้ประกาศออกมาเพื่อสร้างมาตรฐานให้เทคโนโลยี DPU และ IPU

Credit: ShutterStock.com

ทุกท่านคงจะรู้จักกับ CPU และ GPU กันเป็นอย่างดีอยู่แล้วแต่ในไม่มีกี่ปีมานี้เริ่มมีศัพท์ใหม่อย่าง Data Processing Unit (DPU) หรือ Intelligence Processing Unit (IPU) ซึ่งมุ่งเน้นด้านการประมวลผลข้อมูลและ AI ตามลำดับ ยกตัวอย่าง IPU ก็จะมีมุมของการรองรับเรื่อง Parallel Processing เป็นหลัก กล่าวคือมีความสามารถอย่างเฉพาะทางนั่นเอง

ประเด็นคือแม้ Vendor ต่างๆเริ่มออกผลิตภัณฑ์มากขึ้นแต่ในภาพรวมยังไม่เป็นภาพเดียวกัน ทำให้เกิดโปรเจ็ค Open Programmable Infrastructure (OPI) ขึ้นมา โดยวัตถุประสงค์หลักคือ

  • นิยามเรื่อง DPU และ IPU
  • กำหนด Framework ที่ไม่ขึ้นกับ Vendor ใดและซอฟต์แวร์ที่สามารถประยุกต์ใช้กับฮาร์ดแวร์ใดๆก็ได้
  • สร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดในวงกว้าง
  • รวมโอเพ่นซอร์สที่มีอยู่เข้าไปให้รองรับกันเช่น Linux Kernel
  • สร้าง API สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างกัน

ในเบื้องต้นก็เริ่มมีเครื่องมือพัฒนาปล่อยออกมาแล้วที่ชื่อ Infrastructure Programmer Development Kit (IPDK) ซึ่งเป็น Framework สำหรับไดร์ฟเวอร์และ API โดยสมาชิกในโปรเจ็คปัจจุบันก็มีมากมายเช่น Dell Technologies, F5, Intel, Keysight Technologies, Marvell, NVIDIA และ Red Hat และคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นครอบคลุมในแต่ละภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ DPU และ IPU 

ที่มา : https://www.darkreading.com/cloud/linux-foundation-announces-open-programmable-infrastructure-project-to-drive-open-standards-for-new-class-of-cloud-native-infrastructure

from:https://www.techtalkthai.com/the-linux-foundation-launches-new-project-open-programmable-infrastructure/